สหรัฐฯ คว่ำบาตรสายการบินอิหร่านทั้งหมด หวังตัดขาดภาคการบิน

สหรัฐฯ คว่ำบาตรสายการบินอิหร่านทั้งหมด หวังตัดขาดภาคการบิน

9 ก.ย. 2569 05:54 น.

สหรัฐฯ คว่ำบาตรสายการบินอิหร่านทั้งหมด หวังตัดขาดภาคการบิน

สหรัฐฯ ประกาศขยายมาตรการคว่ำบาตรให้ครอบคลุมสายการบินและผู้ให้บริการการบินทั้งหมดของอิหร่าน โดยหวังตัดขาดภาคการบินเพื่อเพิ่มแรงกดดันแก่รัฐบาลเตหะราน

เมื่อวันอังคารที่ 8 ก.ย. 2569 กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกมาประกาศว่า สหรัฐฯ จะดำเนินการคว่ำบาตร “สายการบินของอิหร่านที่เหลือทั้งหมด” ที่ยังไม่เคยถูกลงโทษด้วยมาตรการดังกล่าว โดยเป็นส่วนหนึ่งของ “ปฏิบัติการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจ” (Operation Economic Outcast) เพื่อกดดันเศรษฐกิจอิหร่าน

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่าการดำเนินการล่าสุดนี้มุ่งเป้าไปที่ “เป้าหมาย 36 รายการ ที่ให้การสนับสนุนภาคการบินของอิหร่าน ซึ่งรัฐบาลเตหะรานใช้ในการขนส่งอาวุธ บุคลากร และสินค้าผิดกฎหมาย”

เป้าหมายเหล่านี้รวมถึงสายการบินของอิหร่าน 27 แห่ง ร่วมกับบริษัทต่างๆ ที่ตั้งอยู่ในประเทศอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ตุรกี, มาเลเซีย และคาซัคสถาน

“โดยพื้นฐานแล้ว เรากำลังตัดภาคการบินทั้งหมดของเศรษฐกิจอิหร่านออกจากตลาด” เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ รายหนึ่งกล่าวกับผู้สื่อข่าวโดยไม่เปิดเผยนาม

ขณะที่นาย สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวระหว่างประกาศมาตรการคว่ำบาตรในวันอังคารว่า “ภายใต้ปฏิบัติการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจ เราได้สัญญาไว้ว่าจะลงโทษผู้ที่ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ระบอบอิหร่านอย่างรุนแรง”

เขาเตือนด้วยว่า ใครก็ตามที่ทำธุรกิจกับสายการบินที่เหลือของอิหร่าน เสี่ยงที่จะถูกตัดขาดจากระบบการเงินโลก

นอกจากสายการบินของอิหร่านแล้ว กระทรวงการคลังระบุว่ามาตรการล่าสุดยังมุ่งเป้าไปที่บริษัทในประเทศที่สามซึ่ง “อำนวยความสะดวกในการแพร่ขยายอาวุธ ปฏิบัติการเที่ยวบินที่เชื่อมโยงกับการก่อการร้าย และการจัดหาเครื่องบินที่มีต้นกำเนิดจากสหรัฐฯ โดยผิดกฎหมายให้กับสายการบิน มาฮาน แอร์ (Mahan Air) ที่ถูกคว่ำบาตรไปก่อนหน้านี้”

การคว่ำบาตรยังมุ่งไปที่ “ผู้ให้บริการขนส่งสินค้าและตัวแทนขายทั่วไปที่เคยให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศของ มาฮาน แอร์ ด้วย”

อนึ่ง มาฮาน แอร์ เป็นสายการบินของอิหร่านที่ถูกกล่าวหาว่าอำนวยความสะดวกในกิจกรรมของ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC)

เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ไม่ได้ระบุแน่ชัดว่าบริษัทในประเทศต่างๆ เช่น จีน อาจต้องเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรทุติยภูมิ (secondary sanctions) ฐานให้การสนับสนุนภาคการบินของอิหร่านหรือไม่ แต่ระบุว่า มีมาตรการหลายอย่างที่วอชิงตันสามารถดำเนินการต่อผู้ให้บริการได้

เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ก็เพิ่งประกาศคว่ำบาตรบุคคลและบริษัทต่างๆ ที่พวกเขาระบุว่า ให้การช่วยเหลือ มาฮาน แอร์

ทั้งนี้ ภาคการบินของอิหร่านต้องเผชิญกับความยากลำบากมาอย่างยาวนานภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ซึ่งข้อจำกัดดังกล่าวได้ขัดขวางความสามารถในการจัดหาเครื่องบิน อะไหล่ และบริการบำรุงรักษาอย่างหนัก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เซเลนสกีเชื่อ มีโอกาสได้คุยรัสเซียในเดือนนี้ แม้กรุงเคียฟโดนถล่มหนัก

เซเลนสกีเชื่อ มีโอกาสได้คุยรัสเซียในเดือนนี้ แม้กรุงเคียฟโดนถล่มหนัก

9 ก.ย. 2569 05:24 น.

เซเลนสกีเชื่อ มีโอกาสได้คุยรัสเซียในเดือนนี้ แม้กรุงเคียฟโดนถล่มหนัก

โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี เผยว่า การเจรจาระหว่างยูเครนและรัสเซียอาจเกิดขึ้นภายในเดือนนี้ ในขณะที่มอสโกเปิดฉากถล่มกรุงเคียฟรอบใหม่ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายราย

เมื่อวันอังคารที่ 8 ก.ย. 2569 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนเปิดเผยว่า คณะผู้เจรจาจากรัสเซีย ยูเครน และสหรัฐอเมริกา อาจได้พบปะกันอย่างเร็วที่สุดภายในเดือนนี้เพื่อเจรจาหาทางยุติสงคราม เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากมอสโกเปิดฉากโจมตีกรุงเคียฟอย่างหนักด้วยขีปนาวุธและโดรน

นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟระบุว่า การโจมตีอย่างหนักตลอดทั้งคืนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และเกิดกลุ่มควันพวยพุ่งเหนือเมืองหลวง หลังสิ้นสุดการหยุดยิง 3 วันเพื่อเปิดทางให้คณะผู้แทนจากสหรัฐฯ ได้เยือนกรุงเคียฟ

ทั้งนี้ นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ กับนาย จาเรด คุชเนอร์ ผู้แทนของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางไปเยือนเมืองหลวงของรัสเซียและยูเครนเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อเจรจาร่วมกับทั้งเซเลนสกีและประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย เพื่อหาทางยุติสงครามที่ดำเนินมานานกว่า 4 ปีครึ่ง

แม้จะยังไม่มีการบรรลุข้อตกลงอย่างเป็นรูปธรรมแต่เซเลนสกีเปิดเผยเมื่อวันอังคารว่า มีความหวังที่จะฟื้นฟูการเจรจาโดยตรงระหว่างรัสเซียและยูเครนในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

“พวกเราทุกคนจะเตรียมความพร้อมและผลักดันให้เกิดการประชุมสามฝ่ายระหว่างยูเครน รัสเซีย และอเมริกาให้ใกล้เข้ามา” เซเลนสกีกล่าวกับผู้สื่อข่าว “หากทุกฝ่ายเห็นพ้องตรงกัน เราก็อยากจะจัดขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วง หากเป็นเดือนกันยายนได้ก็จะเป็นเรื่องที่ดีมาก ยิ่งเร็วยิ่งดี”

การเจรจาหลายรอบก่อนหน้านี้ประสบความล้มเหลวในการทำให้ทั้งสองฝ่ายขยับเข้าใกล้ข้อตกลง นอกจากนั้น ความไว้วางใจระหว่างยูเครนกับรัสเซียก็ยังคงอยู่ในระดับต่ำ และไม่มีสัญญาณว่าฝ่ายมอสโกหรือเคียฟจะยอมปรับเปลี่ยนจุดยืนของตนเอง

อย่างไรก็ดี การเดินทางเยือนของนายวิตคอฟฟ์กับนายคุชเนอร์ ถือเป็นสัญญาณที่วอชิงตันกลับมาพยายามเป็นคนกลางในการเจรจาระหว่างยูเครนกับรัสเซียอีกครั้ง หลังจากความพยายามดังกล่าวหยุดชะงักไปนับตั้งแต่สหรัฐฯ เริ่มทำสงครามกับอิหร่านในตะวันออกกลาง

นายวิตคอฟฟ์กล่าวถึง “ความคืบหน้าที่สำคัญ” ในการหารือร่วมกับยูเครนและรัสเซีย ซึ่งช่วยเพิ่มความหวังในการฟื้นฟูการเจรจาสันติภาพแบบสามฝ่าย

“ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อหยุดยั้งการเข่นฆ่าและผลักดันไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนและถาวร” วิตคอฟฟ์ระบุผ่าน X

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สหรัฐฯ โจมตีเรือน้ำมันอิหร่านใกล้เกาะคาร์ก เตหะรานขู่ยิงตอบโต้

สหรัฐฯ โจมตีเรือน้ำมันอิหร่านใกล้เกาะคาร์ก เตหะรานขู่ยิงตอบโต้

9 ก.ย. 2569 04:42 น.

สหรัฐฯ โจมตีเรือน้ำมันอิหร่านใกล้เกาะคาร์ก เตหะรานขู่ยิงตอบโต้

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านอีก 2 ลำ ในน่านน้ำใกล้เกาะคาร์ก ขณะที่เตหะรานประกาศจะตอบโต้ด้วยการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันใกล้กับท่าเรือบาห์เรนและคูเวต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ 2 นายว่า กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน 2 ลำ ที่ลอยลำอยู่ใกล้กับเกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันอังคารที่ 8 ก.ย. 2569

เจ้าหน้าที่รายหนึ่งระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านที่มีความเชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) เพื่อตอบโต้ที่อิหร่านพยายามยิงขีปนาวุธเข้าใส่เรือรบของกองทัพเรือสหรัฐฯ

การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่สหรัฐฯ มุ่งปรับยุทธศาสตร์ในสงคราม โดยเน้นการโจมตีหรือทำลายเป้าหมายรอบช่องแคบฮอร์มุซเป็นหลัก พร้อมทั้งดำเนินปฏิบัติการคุ้มกันเรือสินค้าผ่านเส้นทางน้ำสายสำคัญแห่งนี้ และคงมาตรการปิดล้อมทางเรือต่อท่าเรือต่างๆ ของอิหร่าน เพื่อเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจ

ด้านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ IRIB อ้างแถลงการณ์ของ IRGC ว่า พวกเขาจะตอบโต้ด้วยการมุ่งเป้าโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันใกล้ท่าเรือในบาห์เรนและคูเวต

“เราขอเตือนลูกเรือทุกคนบนเรือบรรทุกน้ำมันบริเวณใกล้เคียงท่าเรือในคูเวตและบาห์เรน ซึ่งเป็นผู้ให้ที่พักพิงแก่พวกผู้ก่อการร้าย (อเมริกัน) เหล่านี้ และเป็นพันธมิตรในการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ ให้ทิ้งเรือของพวกเขาโดยทันที ไม่ว่าจะทิ้งสมอหรือจอดเทียบท่าอยู่ที่ท่าเรือก็ตาม เนื่องจากเรือเหล่านี้จะตกเป็นเป้าหมายการโจมตี” แถลงการณ์ระบุ

ขณะที่สำนักข่าว ทัสนิม (Tasnim) สื่อกึ่งทางการของอิหร่าน รายงานว่า หนึ่งในเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านที่ถูกโจมตีเมื่อวันอังคารอยู่ห่างจากเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญในการส่งออกน้ำมันของอิหร่านเพียง 4 ไมล์เท่านั้น ส่วน IRIB ระบุว่า เรือลำที่ 2 ถูกโจมตีบริเวณนอกชายฝั่งเมืองจัสก์ (Jask) และลูกเรือของเรือทั้งสองลำกำลังได้รับการช่วยเหลือขึ้นฝั่ง

การโจมตีครั้งล่าสุดนี้มีขึ้นหลังจากกองกำลังสหรัฐฯ เพิ่งโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน ห่างจากเกาะคาร์กประมาณ 6 ไมล์ เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ดับแล้ว 1,400 ศพ น้ำท่วมใหญ่เนปาล-ทิเบต ไม่หมดหวังพบคนรอดชีวิต

ดับแล้ว 1,400 ศพ น้ำท่วมใหญ่เนปาล-ทิเบต ไม่หมดหวังพบคนรอดชีวิต

9 ก.ย. 2569 02:31 น.

ดับแล้ว 1,400 ศพ น้ำท่วมใหญ่เนปาล-ทิเบต ไม่หมดหวังพบคนรอดชีวิต

เหตุน้ำท่วมและดินถล่มบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบต ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมแล้วกว่า 1,400 ศพ บาดเจ็บอีกมากกว่า 5,000 คน โดยคาดว่ามีหลายร้อยคนติดอยู่ในอุโมงค์โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุโคลนถล่มและน้ำท่วมครั้งใหญ่บริเวณชายแดนประเทศเนปาลกับทิเบต ของจีน เพิ่มขึ้นจนถึง 1,400 ศพแล้ว ในวันอังคารที่ 8 ก.ย. 2569 โดยยังมีผู้สูญหายอีก 5,845 ราย เกือบสองสัปดาห์หลังจากเกิดภัยพิบัติเมื่อวันที่ 26 ส.ค.

หน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยของเนปาลระบุว่า จำนวนผู้เสียชีวิตที่พบในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 1,357 ศพแล้ว และมีผู้สูญหายอีก 5,326 ราย ขณะที่สื่อของรัฐบาลจีนเปิดเผยว่า ฝั่งจีนมีผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันแล้ว 43 ศพ และสูญหายอีก 519 คน

เจ้าหน้าที่ในเนปาลพยายามตรวจสอบจำนวนผู้สูญหายด้วยการรวบรวมข้อมูลจากทั่วประเทศ

“เรากำลังรวบรวมและตรวจสอบรายงานต่างๆ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ตัวเลขเพิ่มสูงขึ้น” นายประกาศ โพคเรล ผู้ช่วยโฆษกหน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยกล่าวกับ AFP “เรากำลังพยายามเข้าถึงตัวเลขที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด”

ทั้งนี้ ปฏิบัติการช่วยเหลือในเนปาลดำเนินมาเป็นวันที่ 14 หลังจากธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยถล่มลงสู่แม่น้ำ สร้างมวลน้ำมหาศาลซัดพื้นที่บริเวณชายแดนเนปาลกับทิเบต และตลอดแนวแม่น้ำ ทำลายถนน สะพาน และบ้านเรือนเสียหายเป็นจำนวนมาก

หน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยระบุว่า ทีมกู้ภัยเนปาลกำลังมุ่งเน้นการค้นหาไปที่โครงการไฟฟ้าพลังน้ำ 3 แห่ง ซึ่งเชื่อว่าอาจมีคนงานติดอยู่ภายใน

มีคนงานโรงไฟฟ้าพลังน้ำกว่า 900 คน รวมอยู่ในกลุ่มผู้สูญหาย โดยการช่วยเหลือคนงาน 3 คนขึ้นมาจากอุโมงค์ลึกเมื่อวันศุกร์และวันเสาร์ที่ผ่านมา ช่วยเพิ่มความหวังว่าอาจยังมีผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ อีก

“ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยของเรายังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง” ธาราม ราช อุปรีติ หัวหน้าหน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยของเนปาลกล่าวกับ AFP “เราหวังว่าอาจยังมีผู้รอดชีวิตอยู่ในโครงการอย่างน้อย 3 แห่ง และเรากำลังเร่งปฏิบัติการในพื้นที่เหล่านั้น”

ด้านกระทรวงการต่างประเทศเนปาลระบุว่า ยังไม่ได้หมดหวังในการพบผู้รอดชีวิต “ความหวังที่จะพบผู้รอดชีวิตยังคงมีอยู่ และจำนวนผู้สูญหายภายในอุโมงค์ตามที่มีรายงานยังคงอยู่ระหว่างการตรวจสอบยืนยัน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

แฮร์รี่-เมแกนประหลาดใจ จดหมายคิงชาร์ลส์ย้ำชัด ทั้งคู่จะไม่ปฏิบัติพระกรณียกิจ

แฮร์รี่-เมแกนประหลาดใจ จดหมายคิงชาร์ลส์ย้ำชัด ทั้งคู่จะไม่ปฏิบัติพระกรณียกิจ

9 ก.ย. 2569 01:57 น.

แฮร์รี่-เมแกนประหลาดใจ จดหมายคิงชาร์ลส์ย้ำชัด ทั้งคู่จะไม่ปฏิบัติพระกรณียกิจ

สื่ออังกฤษเผยว่า เจ้าชายแฮร์รี่กับเมแกนรู้สึกประหลาดใจ ที่สำนักพระราชวังร่อนจดหมายของคิงชาร์ลส์ ย้ำสถานะของทั้งคู่ว่า เป็นสมาชิกราชวงศ์ที่ไม่ได้ปฏิบัติพระกรณียกิจ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าชายแฮร์รี่กับเมแกน พระชายา ทรง “ประหลาดใจ” ที่ได้รับแจ้งล่วงหน้าเพียงไม่นานเกี่ยวกับจดหมายอย่างเป็นทางการที่ส่งถึงหน่วยงานรัฐบาลและกองทัพในนามของ สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เพื่อย้ำเตือนถึงสถานะของทั้งสองพระองค์ว่า อยู่ในฐานะสมาชิกราชวงศ์ที่ไม่ได้ปฏิบัติพระกรณียกิจ

มีรายงานว่า แฮร์รี่และเมแกนซึ่งเดินทางกลับมาจากสหรัฐอเมริกาถึงสหราชอาณาจักรเมื่อสองสัปดาห์ก่อน มีเวลาไม่เพียงพอที่จะแจกแจงรายละเอียดในประเด็นต่างๆ ก่อนที่เนื้อหาจะถูกเผยแพร่ต่อสื่อมวลชน

จดหมายดังกล่าวถือเป็นการชี้แจงสถานะอย่างเป็นทางการของ ดยุคและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ ต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดินทางกลับมา ซึ่งจดหมายดังกล่าวออกโดย ริชาร์ด เบนยอน สมุหพระราชวัง (lord chamberlain) ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดของสำนักพระราชวังบักกิงแฮม

รายละเอียดถูกเปิดเผยต่อสื่อมวลชนเมื่อเวลา 15.06 น. ของวันจันทร์ เป็นที่เข้าใจกันว่าเนื้อหาถูกส่งถึงทีมงานของแฮร์รี่และเมแกนก่อนหน้านั้นราว 1 ชั่วโมงในเวลา 13.59 น. ซึ่งทางทีมงานได้ส่งข้อความตอบกลับไปยังสำนักพระราชวังในเวลา 14.19 น. เพื่อสอบถามว่าคำแนะนำดังกล่าวถูกส่งออกไปแล้วหรือยัง ด้วยหวังว่าจะได้แจ้งให้ทั้งสองพระองค์ทรงทราบก่อนสื่อมวลชน และเพื่อให้ทีมงานมีโอกาสได้ชี้แจงในบางประเด็น

ขณะนั้นเจ้าชายแฮร์รี่ติดภารกิจประชุมและไม่สามารถติดต่อได้จนกระทั่งเวลา 15.09 น. โดยทีมงานของทั้งสองพระองค์ได้รับการยืนยันในเวลา 15.11 น. ว่าเอกสารดังกล่าวได้ถูกส่งถึงสื่อมวลชนเรียบร้อยแล้ว

จดหมายฉบับนี้ถูกเปิดเผยก่อนการประชุม คณะกรรมการบริหารเพื่อการคุ้มครองพระราชวงศ์และบุคคลสำคัญ (Ravec) ซึ่งทำหน้าที่รับผิดชอบการตัดสินใจเกี่ยวกับมาตรการอารักขาความปลอดภัยของสมาชิกราชวงศ์ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้

เจ้าชายแฮร์รี่กำลังรอฟังผลสรุปการประเมินภัยคุกคามจากคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง โดยคาดว่า Ravec จะตัดสินใจในการประชุมว่าครอบครัวซัสเซกซ์มีสิทธิ์ได้รับการอารักขาความปลอดภัยที่สนับสนุนโดยงบประมาณภาษีประชาชนหรือไม่ หลังจากที่พวกเขาย้ายกลับมาพำนักในสหราชอาณาจักร

กระทรวงมหาดไทยปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการตัดสินใจดังกล่าว และมีแนวโน้มว่าจะไม่เปิดเผยผลการประชุม

ทั้งนี้ จดหมายของลอร์ดเบนยอนระบุย้ำถึงสถานะ “ปัจจุบัน” ของทั้งสองพระองค์ว่าไม่ใช่สมาชิกราชวงศ์ที่ปฏิบัติพระกรณียกิจ และไม่สามารถใช้คำนำหน้านาม “His/Her Royal Highness” (HRH) ได้

นอกจากนั้น ข้อตกลงแซนดริงแฮมปี 2563 ซึ่งกำหนดเงื่อนไขการถอนตัวจากการเป็นสมาชิกราชวงศ์ชั้นสูงของเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน จะยังคงมีผลบังคับใช้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะ “กึ่งปฏิบัติหน้าที่กึ่งทำธุรกิจ” และทั้งคู่จะไม่ได้รับเงินสนับสนุนจากภาษีของประชาชนอีกต่อไป ต้องพึ่งพาตนเองทางการเงินอย่างเต็มรูปแบบ

ส่วนงานด้านการกุศลของเจ้าชายแฮร์รี่กับเมแกน จะถือเป็นเรื่องส่วนตัวของทั้งคู่และเป็นการดำเนินการในฐานะส่วนตัว “กล่าวโดยสรุปคือ สถานะของทั้งสองพระองค์คล้ายคลึงกับพลเรือนทั่วไปที่มีความสนใจทางธุรกิจและการกุศล”

จดหมายยังระบุอีกว่า หากมีคำถามจากองค์กรทางการหรือหน่วยงานรัฐเกี่ยวกับธรรมเนียมการต้อนรับที่มอบให้แก่ทั้งสองพระองค์ “โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่อาจจำเป็นต้องใช้งบประมาณแผ่นดิน” ควรส่งตรงไปยังสำนักพระราชวังบักกิงแฮม พร้อมเสริมว่า “ประเด็นด้านความปลอดภัยในการปฏิบัติการใดๆ ยังคงต้องส่งต่อไปยังฝ่ายตำรวจที่เกี่ยวข้องเช่นเดิม”

สำหรับพระโอรสและพระธิดาของดยุคและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ คือ เจ้าชายอาร์ชีกับเจ้าหญิงลิลิเบต คาดว่าจะเริ่มเข้าเรียนในโรงเรียนในสหราชอาณาจักร ใกล้กับสถานที่พักผ่อนในชนบทของทั้งสองพระองค์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

UK คว่ำบาตรชุมชนยิวในเวสต์แบงก์ อิสราเอลปิดกงสุลตอบโต้

UK คว่ำบาตรชุมชนยิวในเวสต์แบงก์ อิสราเอลปิดกงสุลตอบโต้

8 ก.ย. 2569 23:53 น.

UK คว่ำบาตรชุมชนยิวในเวสต์แบงก์ อิสราเอลปิดกงสุลตอบโต้

สหราชอาณาจักรประกาศคว่ำบาตรชุมชนชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งพวกเขาระบุว่าถูกอิสราเอลยึดครองอย่างผิดกฎหมาย ขณะที่อิสราเอลประกาศมาตรการตอบโต้ รวมถึงปิดสถานกงสุลของ UK

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเอ็ด มิลิแบนด์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศแห่งสหราชอาณาจักรประกาศในวันอังคารที่ 8 ก.ย. 2569 ว่า ประเทศของเขาจะสั่งห้ามการนำเข้าสินค้าต่างๆ จากชุมชนชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งถูกอิสราเอลยึดครองอย่างผิดกฎหมาย รวมถึงจะมีมาตรการคว่ำบาตรอื่นๆ ด้วย

นายมิลิแบนด์ประกาศเรื่องดังกล่าวกลางที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยระบุว่า เขาไม่เชื่อว่า “ชาวอังกฤษต้องการให้เราสนับสนุนการยึดครองดินแดน ด้วยการยอมรับสินค้าจากชุมชนชาวยิวเข้ามาวางขายในร้านค้าของเรา”

เขากล่าวด้วยว่า จะมีการจัดตั้ง “มาตรการคว่ำบาตรแบบครอบคลุม” ซึ่งจะรวมถึง “ข้อยกเว้นทางศาสนาที่เหมาะสม” ด้วย

รัฐมนตรีต่างประเทศของสหราชอาณาจักรบอกอีกว่า นี่คือการส่งสัญญาณถึงผู้ที่สนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้เกิดชุมชนชาวยิวผิดกฎหมายว่า “คุณจะต้องเผชิญกับการคว่ำบาตรอย่างเต็มกำลังจากสหราชอาณาจักร”

นอกจากนี้ เขายังบอกกับสมาชิกสภาฯ ด้วยว่า สหราชอาณาจักรเห็นพ้องว่ามีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของเวสต์แบงก์ พร้อมกล่าวหา “ผู้ก่อการร้ายที่เป็นผู้ตั้งถิ่นฐาน” ว่าเป็นผู้ขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกจากดินแดนของตนเอง “และบ่อยครั้งที่รัฐบาลอิสราเอลเพิกเฉยต่อเรื่องนี้”

“มุมมองอย่างเป็นทางการของรัฐบาลสหราชอาณาจักรคือ การยึดครองนี้ (เวสต์แบงก์) ผิดกฎหมาย เนื่องจากอิสราเอลได้ตรึงการควบคุมที่แน่นหนาขึ้น มีความตั้งใจที่จะขยายอธิปไตยอย่างถาวร และมีวาระการขยายดินแดนผ่านชุมชนชาวยิวที่ผิดกฎหมาย”

เขายังประกาศห้ามโฆษณาเกี่ยวกับชุมชนชาวยิวที่ผิดกฎหมายในเวสต์แบงก์ภายในสหราชอาณาจักรอีกด้วย “มาตรการคว่ำบาตรนี้จะพุ่งเป้าไปที่ชุมชนชาวยิวที่ผิดกฎหมายและการขยายตัวของชุมชนเหล่านั้น ไม่ใช่พุ่งเป้าไปที่ประเทศอิสราเอล”

นายมิลิแบนด์ยังประกาศว่าสหราชอาณาจักร กำลังลงโทษคว่ำบาตรกลุ่ม “ผู้ตั้งถิ่นฐานแนวคิดสุดโต่ง” เพิ่มเติม ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีส่วน “สนับสนุนหรือยุยงให้เกิดการใช้ความรุนแรง” ต่อชุมชนชาวปาเลสไตน์

“ผมขอประกาศด้วยว่า เรากำลังขยายขอบเขตกลไกสิทธิมนุษยชนระดับโลกที่มีอยู่ ซึ่งจะช่วยให้สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นเพื่อยับยั้งการขยายตัวของชุมชนชาวยิว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพยายามขัดขวางการพัฒนาโครงการ E1 (โครงการตั้งถิ่นฐานชาวยิวทางตะวันออกของเยรูซาเล็ม)” มิลิแบนด์กล่าวเสริม

ขณะเดียวกัน นายกีเดียน ซาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของอิสราเอล ประกาศมาตรการตอบโต้ 4 ประการ เพื่อตอบสนองต่อมาตรการคว่ำบาตรของสหราชอาณาจักร

1. อิสราเอลจะปิดสถานกงสุลอังกฤษในเยรูซาเล็ม

2. อิสราเอลจะถอดตัวแทนของอังกฤษออกจากศูนย์สนับสนุนกาซาระหว่างประเทศ (International Gaza Support Center) ในเมืองคิริยัต กัต (Kiryat Gat) ทางตอนใต้ของอิสราเอล

3. อิสราเอลจะยุติกิจกรรมของอังกฤษในการฝึกฝนกองกำลังเจ้าหน้าที่ปาเลสไตน์ในยูเดียและซามาเรีย (ชื่อที่รัฐบาลอิสราเอลใช้เรียกเขตเวสต์แบงก์) ที่อยู่ภายใต้ “ทีมสนับสนุนบริติช” ซึ่งเป็นหน่วยทหารขนาดเล็กของสหราชอาณาจักรในเมืองรามัลเลาะห์

4. อิสราเอลจะปฏิเสธการเดินทางเข้าสู่อิสราเอลของผู้แทนที่ได้รับเลือกตั้งชาวอังกฤษ 12 คน และคนสัญชาติอังกฤษอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมต่อต้านชาวยิวและต่อต้านอิสราเอล ตลอดจนผู้ที่ปฏิเสธการมีอยู่ของรัฐอิสราเอล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เกาหลีใต้ส่งทีมงานไปช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อประเมินสถานการณ์

เกาหลีใต้ส่งทีมงานไปช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อประเมินสถานการณ์

8 ก.ย. 2569 23:22 น.

เกาหลีใต้ส่งทีมงานไปช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อประเมินสถานการณ์

เกาหลีใต้ส่งทีมเจ้าหน้าที่ไปยังช่องแคบฮอร์มุซ โดยย้ำว่าไปเพื่อประเมินสถานการณ์เท่านั้น และยังไม่มีการตัดสินใดๆ ว่าจะส่งทหารไปยังเส้นทางน้ำสายสำคัญแห่งนี้หรือไม่

เมื่อวันอังคารที่ 8 ก.ย. 2569 ทางการเกาหลีใต้เปิดเผยว่า ได้ส่งทีมสืบหาข้อเท็จจริงไปยังช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อประเมินสถานการณ์แล้ว พร้อมเน้นย้ำว่ายังไม่มีการตัดสินใจใดๆ เกี่ยวกับการส่งกำลังทหารไปยังเส้นทางเดินเรือสายสำคัญแห่งนี้

การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงักลงเกือบทั้งหมดนับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานทั่วโลก

กระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ระบุว่า “ทีมดังกล่าวถูกส่งไปเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ในภูมิภาคและเงื่อนไขด้านความปลอดภัย โดยภารกิจนี้ไม่ได้เป็นการตั้งสมมติฐานว่าจะมีการส่งกำลังทหารจริงๆ”

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นหลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พยายามหลายต่อหลายครั้งเพื่อกดดันเกาหลีใต้ให้ช่วยเหลืออเมริกาในการทำสงครามกับอิหร่าน ส่วนรัฐบาลกรุงโซลยืนยันว่า สหรัฐฯ ไม่ได้ร้องขอให้พวกเขาส่งกำลังทหารภายในเส้นตายที่ระบุไว้แต่อย่างใด

“ยังไม่มีการตัดสินใจใดๆ เกี่ยวกับการส่งกำลังทหาร” กระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ย้ำ

ด้านสำนักข่าว ยอนฮัป (Yonhap) ของเกาหลีใต้รายงานอ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ว่า ทีมสืบหาข้อเท็จจริงได้เดินทางไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และกำลังประเมินเงื่อนไขการปฏิบัติการสำหรับการส่งกำลังทหารที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

รายงานระบุอีกว่า ทีมดังกล่าวคาดว่าจะเดินทางกลับถึงเกาหลีใต้อย่างเร็วที่สุดภายในสัปดาห์นี้

ทั้งนี้ อิหร่านและสหรัฐอเมริกาทำสงครามกันมาตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. โดยเตหะรานเป็นผู้ควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญที่เชื่อมต่ออ่าวเปอร์เซียเข้ากับน่านน้ำสากล

เกาหลีใต้กล่าวเมื่อวันศุกร์ (4 ก.ย.) ว่ากำลังพิจารณา “การสนับสนุน” ความพยายามด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ บริเวณช่องแคบดังกล่าว พร้อมย้ำว่ายังไม่ได้มีการตัดสินใจใดๆ

ส่วนอิหร่านออกโรงเตือนเกาหลีใต้ในวันอังคาร (8 ก.ย.) ว่า การมีส่วนร่วมทางการทหารของเกาหลีใต้ในความขัดแย้งนี้จะมี “ผลกระทบร้ายแรงตามมา”

“การส่งกำลังทหารหรือการเข้าร่วมปฏิบัติการใดๆ โดยประเทศอื่นในอ่าวเปอร์เซียหรือช่องแคบฮอร์มุซ จะถือว่าเป็นการสนับสนุนโดยตรงแก่ฝ่ายที่เป็นผู้รับผิดชอบต่อการรุกราน และจะมีผลกระทบร้ายแรงตามมา” นายเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ระบุในโพสต์ภาษาเกาหลีบน X

นายบากาอียังเตือนไม่ให้เกาหลีใต้ยอมจำนนต่อสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “การกดดันและการข่มขู่จากสหรัฐฯ” ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์โพสต์ยั่วไม่หยุด ภาพแคนาดา-ไอซ์แลนด์-เม็กซิโก เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

ทรัมป์โพสต์ยั่วไม่หยุด ภาพแคนาดา-ไอซ์แลนด์-เม็กซิโก เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

8 ก.ย. 2569 22:11 น.

ทรัมป์โพสต์ยั่วไม่หยุด ภาพแคนาดา-ไอซ์แลนด์-เม็กซิโก เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

(ภาพจาก Truth Social/@realDonaldTrump)

ทรัมป์โพสต์ภาพแผนที่ที่สื่อว่า ดินแดนทั้งหมดในทวีปอเมริกาเหนือ รวมถึงแคนาดากับเม็กซิโก และดินแดนกรีนแลนด์กับประเทศไอซ์แลนด์ เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ จนทางการไอซ์แลนด์แสดงความไม่พอใจ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสร้างกระแสความไม่พอใจเป็นวงกว้าง หลังจากเขาโพสต์รูปแผนที่ซึ่งแสดงภาพดินแดนของ แคนาดา, กรีนแลนด์, ไอซ์แลนด์, เม็กซิโก และประเทศแถบแคริบเบียน ถูกระบายสีด้วยลายธงชาติสหรัฐฯ เพื่อสื่อว่าพื้นที่เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา

ภาพดังกล่าวถูกโพสต์ลงบนแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยไม่มีคำอธิบายใดๆ เพิ่มเติม แต่เป็นหนึ่งในหลายภาพที่ทรัมป์โพสต์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยพยายามเปลี่ยนชื่อหรือเปลี่ยนเจ้าของดินแดนต่างๆ รวมถึงภาพที่บอกว่า ช่องแคบฮอร์มุซเป็นของสหรัฐฯ

ไอซ์แลนด์ได้ออกมาตอบโต้รูปแผนที่ดังกล่าวในวันอังคาร โดยประกาศว่าได้เรียกตัวเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เข้าพบ เพื่อชี้แจงให้ชัดเจนว่าภาพดังกล่าวนั้น “ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง”

ส่วนแคนาดากำลังติดอยู่ในสงครามทางการค้ากับวอชิงตัน โดยสหรัฐฯ เริ่มตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดาหลายรายการในอัตรา 50% ไปเมื่อเดือนก่อน หลังจากการเจรจาล้มเหลว ขณะที่มาตรการภาษีตอบโต้ของฝ่ายแคนาดา ก็เริ่มมีผลบังคับใช้ในวันอังคารนี้

ทรัมป์พูดมาตลอดว่า ต้องการให้แคนาดาเข้ามาเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ เพื่อที่จะไม่ต้องเผชิญกับกำแพงภาษี ขณะที่เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทรัมป์ก็แสดงออกชัดเจนว่า เขาต้องการควบรวมดินแดนกรีนแลนด์มาเป็นของสหรัฐฯ อ้างว่าเพื่อรับมือภัยคุกคามจากรัสเซีย จนชาติยุโรปออกมาแสดงการต่อต้านอย่างหนัก

ทั้งนี้ ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์โพสต์ภาพที่สร้างโดย AI หลายสิบภาพ รวมถึงภาพการ์ตูนรูปตัวเขาเองขณะกำลังแข่งฮอกกี้น้ำแข็งกับ มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา โดยในภาพทรัมป์พูดกับนายคาร์นีย์ ที่นอนอยู่บนลานน้ำแข็งว่า “ลุกขึ้นมาสิ ผู้ว่าการ”

ในอีกโพสต์หนึ่ง เป็นภาพที่แสดงให้เห็นทรัมป์กำลังต้อนรับ จอร์จ วอชิงตัน ผู้ก่อตั้งและประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐฯ ที่ห้องทำงานรูปไข่ของทำเนียบขาว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กบฏฮูตีถล่ม 4 เมืองซาอุฯ บาดเจ็บพุ่ง 73 ราย-ไฟไหม้คลังน้ำมัน

กบฏฮูตีถล่ม 4 เมืองซาอุฯ บาดเจ็บพุ่ง 73 ราย-ไฟไหม้คลังน้ำมัน

8 ก.ย. 2569 16:56 น.

กบฏฮูตีถล่ม 4 เมืองซาอุฯ บาดเจ็บพุ่ง 73 ราย-ไฟไหม้คลังน้ำมัน

กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน เปิดฉากยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของซาอุดีอาระเบียพร้อมกัน 4 เมือง ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 73 ราย และเกิดเพลิงไหม้โรงกลั่น-คลังน้ำมันหลายแห่ง การโจมตีระลอกใหญ่ครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งครั้งสำคัญ หลังข้อตกลงหยุดยิงล่มลง และซ้ำเติมวิกฤตพลังงานโลกที่กำลังตึงเครียดจากสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง

กลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน เปิดฉากโจมตีเป้าหมายในซาอุดีอาระเบียครั้งใหญ่ในช่วงเช้ามืดวันนี้ 8 ก.ย. โดยใช้ทั้งขีปนาวุธและอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน โจมตีเมืองทางตอนใต้ของซาอุดีอาระเบียอย่างน้อย 4 แห่ง ได้แก่ อับฮา, ญาซาน, นัจราน และคามิส มูไชต์

พลตรีตูร์กี อัล-มาลกี โฆษกกองกำลังผสมที่นำโดยซาอุดีอาระเบีย เปิดเผยว่า การโจมตีส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 73 คน โดยในจำนวนนี้มีผู้หญิงและเด็กรวมอยู่ด้วย ขณะที่กระทรวงพลังงานซาอุดีอาระเบียระบุว่า การโจมตียังทำให้เกิดเพลิงไหม้ในโรงงานน้ำมันและสาธารณูปโภคหลายแห่งในพื้นที่ทางตอนใต้

เจ้าหน้าที่ต้องระงับการดำเนินงานของโรงงานและระบบสาธารณูปโภคบางแห่งเป็นการชั่วคราว เพื่อควบคุมสถานการณ์ ขณะที่หน่วยดับเพลิงเร่งเข้าระงับเหตุเพลิงไหม้

พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ตั้งของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญของซาอุดีอาระเบีย รวมถึงโรงกลั่นน้ำมันในเมืองญาซาน ซึ่งมีกำลังการกลั่นประมาณ 400,000 บาร์เรลต่อวัน และถือเป็นหนึ่งในโรงกลั่นขนาดใหญ่ของประเทศ

อัล-มาลกีประณามการโจมตีว่าเป็น “การยกระดับสถานการณ์อย่างร้ายแรง” และเป็นการละเมิดอธิปไตยของซาอุดีอาระเบียอย่างชัดเจน พร้อมระบุว่าเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความปลอดภัยของประชาชนและผู้พักอาศัยในประเทศ เขายืนยันว่า กองกำลังผสมที่นำโดยซาอุดีอาระเบียจะดำเนินมาตรการทางทหารที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อยับยั้งกลุ่มฮูตี และเผชิญหน้ากับกลุ่มดังกล่าวอย่างเด็ดขาด

กลุ่มฮูตีออกมายอมรับว่าเป็นผู้ก่อเหตุโจมตี โดยอ้างว่าเป็นการตอบโต้ปฏิบัติการทางอากาศของซาอุดีอาระเบียที่โจมตีฐานที่มั่นของกลุ่มฮูตีในเยเมนในช่วงที่ผ่านมา

ยะห์ยา ซารี โฆษกกองทัพฮูตี กล่าวในแถลงการณ์บันทึกเทปว่า กลุ่มฮูตีใช้ขีปนาวุธนำวิถีและโดรนจำนวนหลายสิบลำโจมตีโรงงานน้ำมันและเป้าหมายทางเศรษฐกิจ รวมถึงฐานทัพอากาศทางตอนใต้ของซาอุดีอาระเบีย

กลุ่มฮูตีระบุว่า เป้าหมายที่ถูกโจมตีรวมถึงศูนย์อุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ในเมืองญาซาน ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกของบริษัทน้ำมันแห่งชาติซาอุดีอาระเบีย อารามโก ในเมืองนัจรานและอับฮา และฐานทัพอากาศกษัตริย์คอลิดในเมืองคามิส มูไชต์ ซารีกล่าวโทษซาอุดีอาระเบียว่าเป็นฝ่ายทำให้ความขัดแย้งทวีความรุนแรง พร้อมเตือนว่า การโจมตีเยเมนจะได้รับการตอบโต้จากกลุ่มฮูตี

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังกลุ่มฮูตีกล่าวหาว่าซาอุดีอาระเบียส่งเครื่องบินโจมตีเรือนจำแห่งหนึ่งในจังหวัดอัล-จาวฟ์ ทางตอนเหนือของเยเมน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7 คน รวมถึงเด็ก 1 คน และมีผู้บาดเจ็บอีก 7 คน ตามข้อมูลของกลุ่มฮูตี

การโจมตีล่าสุดเกิดขึ้นหลังสถานการณ์สู้รบระหว่างกลุ่มฮูตีกับกองกำลังรัฐบาลเยเมนที่ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบียกลับมารุนแรงขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้การหยุดยิงที่ดำเนินมาเป็นเวลาหลายปีต้องล่มสลาย

ชนวนความขัดแย้งรอบล่าสุดเกิดขึ้นหลังกลุ่มฮูตีพยายามนำเครื่องบินจากกรุงเตหะรานของอิหร่านเข้าสู่กรุงซานา เมืองหลวงเยเมน เพื่อท้าทายมาตรการปิดล้อมทางอากาศและทางทะเลที่กองกำลังผสมซึ่งนำโดยซาอุดีอาระเบียดำเนินมานานนับทศวรรษ

กองกำลังผสมตอบโต้ด้วยการโจมตีรันเวย์สนามบินกรุงซานา ทำให้เครื่องบินไม่สามารถลงจอดได้ จากนั้นกลุ่มฮูตีเปิดฉากยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีซาอุดีอาระเบีย พร้อมประกาศปิดกั้นการเดินเรือของซาอุดีอาระเบียในทะเลแดง

การสู้รบยังขยายไปยังพื้นที่หลายแห่งทางตะวันตกของเยเมน โดยกองกำลังรัฐบาลอ้างว่าสามารถยึดพื้นที่คืนจากกลุ่มฮูตีได้ในจังหวัดโฮเดดาและไทซ์ รวมถึงเดินหน้าโจมตีฐานที่มั่นของกลุ่มฮูตีในจังหวัดอัล-จาวฟ์ มาริบ และอัล-เบย์ดา

องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ระบุว่า การสู้รบรอบล่าสุดทำให้ประชาชนประมาณ 18,500 คน ต้องหลบหนีออกจากบ้านเรือนในจังหวัดไทซ์และโฮเดดา โดยหลายครอบครัวเคยต้องพลัดถิ่นมาแล้วหลายครั้ง.

ที่มา Reuters / Associated Press

รัสเซียถล่มเคียฟ เสียชีวิต 2 ราย หลังหยุดโจมตี 3 วันช่วงทูตสหรัฐฯ เดินหน้าหารือสันติภาพ

รัสเซียถล่มเคียฟ เสียชีวิต 2 ราย หลังหยุดโจมตี 3 วันช่วงทูตสหรัฐฯ เดินหน้าหารือสันติภาพ

8 ก.ย. 2569 16:34 น.

รัสเซียถล่มเคียฟ เสียชีวิต 2 ราย หลังหยุดโจมตี 3 วันช่วงทูตสหรัฐฯ เดินหน้าหารือสันติภาพ

รัสเซียกลับมาเปิดฉากโจมตีกรุงเคียฟด้วยขีปนาวุธและโดรนครั้งใหญ่ในช่วงเช้ามืดวันนี้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บอย่างน้อย 10 คน และเกิดไฟไหม้ในหลายพื้นที่ หลังประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน สั่งระงับการโจมตีกรุงเคียฟชั่วคราวเป็นเวลา 3 วัน ขณะทูตพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางเยือนรัสเซียและยูเครนเพื่อผลักดันการเจรจาสันติภาพ

ทางการยูเครนเปิดเผยว่า รัสเซียเปิดฉากโจมตีกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน ด้วยขีปนาวุธและโดรนจำนวนมากในช่วงข้ามคืนเข้าสู่เช้าวันอังคารที่ 8 กันยายน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย และบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 10 คน โดยเสียงระเบิดดังขึ้นทั่วกรุงเคียฟในช่วงเช้ามืด ขณะที่เกิดไฟไหม้และกลุ่มควันลอยปกคลุมหลายพื้นที่ ประชาชนจำนวนมากต้องลงไปหลบภัยในชั้นใต้ดินและสถานีรถไฟใต้ดินเพื่อความปลอดภัย

การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากรัสเซียระงับการโจมตีกรุงเคียฟเป็นเวลา 3 วัน ในช่วงสุดสัปดาห์ ขณะที่ สตีฟ วิตคอฟฟ์ และ จาเร็ด คุชเนอร์ ทูตพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางเยือนกรุงมอสโกและกรุงเคียฟ เพื่อผลักดันความพยายามยุติสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน

อันดรี ซีบีฮา รัฐมนตรีต่างประเทศยูเครน ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า ทันทีที่ทูตสันติภาพของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางออกจากยูเครน ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ก็เปิดฉากโจมตีกรุงเคียฟครั้งใหญ่อีกครั้ง พร้อมกล่าวว่า “ขีปนาวุธนำวิถีของเขาพูดได้ดังกว่าคำพูดเรื่องการทูต”

กองทัพอากาศยูเครนระบุว่า เป้าหมายหลักของการโจมตีอยู่ที่กรุงเคียฟและภูมิภาคโอเดซาทางตอนใต้ โดยกองกำลังยูเครนสามารถยิงสกัดหรือทำลายขีปนาวุธนำวิถี 2 ลูก ขีปนาวุธร่อน 31 ลูก และโดรน 142 ลำ ขณะที่พบจุดได้รับความเสียหายจากการโจมตี 29 แห่ง

ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี กล่าวว่า การโจมตีครั้งนี้มีความซับซ้อนและดูเหมือนถูกวางแผนมาเพื่อสร้างความเสียหายสูงสุด โดยมีการใช้ทั้งขีปนาวุธนำวิถี ขีปนาวุธร่อน ขีปนาวุธต่อต้านเรือ และโดรนโจมตีแบบชาเฮด เซเลนสกีระบุว่า อาคารที่พักอาศัยและโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนในกรุงเคียฟได้รับความเสียหายอย่างหนัก นอกจากนี้ยังมีรายงานการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในหลายภูมิภาคของยูเครน

ที่เมืองโอเดซา ตลาดแห่งหนึ่งถูกโจมตี ขณะที่เมืองคาร์คิฟมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 คน และอาคารหลายชั้นได้รับความเสียหาย ส่วนในภูมิภาคซูมี รถจักรดีเซลของขบวนรถไฟเส้นทางเคียฟ-ซูมีถูกโจมตีขณะอยู่ที่สถานีรถไฟ ขณะที่ภูมิภาคซาปอริซเซียและดนีโปรเปตรอฟสก์ก็ถูกโจมตีเช่นกัน

หน่วยงานฉุกเฉินแห่งรัฐของยูเครนระบุว่า กรุงเคียฟเกิดความเสียหายและไฟไหม้ในอย่างน้อย 5 เขต และฝ่ายบริหารทหารกรุงเคียฟรายงานความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนอย่างน้อย 16 จุด

หนึ่งในพื้นที่ได้รับความเสียหายคือเขตโฮโลซีอีฟสกี ซึ่งอาคารที่ไม่ใช่ที่พักอาศัยสูง 26 ชั้นถูกโจมตี และเกิดไฟลุกลามไปยังอาคารอีกแห่งในบริเวณใกล้เคียง เจ้าหน้าที่กู้ภัยช่วยเหลือประชาชนออกจากพื้นที่ได้หลายราย รวมถึงอพยพผู้พักอาศัยจากอาคารที่พักสูง 16 ชั้น

ในเขตโซโลเมียนสกี ประชาชนติดอยู่ภายในอาคารที่พักอาศัยสูง 5 ชั้น โดยเจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือออกมาได้อย่างน้อย 10 คน ขณะที่ยังพบเหตุเพลิงไหม้ในเขตดาร์นิตสกีและโพดิลสกี

วิตคอฟฟ์และคุชเนอร์เดินทางเยือนกรุงมอสโกเมื่อวันเสาร์ และพบประธานาธิบดีปูติน ก่อนเดินทางต่อมายังกรุงเคียฟเพื่อพบประธานาธิบดีเซเลนสกีเมื่อวันอาทิตย์ ถือเป็นการเยือนยูเครนอย่างเป็นทางการครั้งแรกของทั้งสองคนในความพยายามรอบใหม่ของรัฐบาลทรัมป์ที่จะยุติสงครามที่ดำเนินมานานกว่า 4 ปีครึ่ง

หลังการหารือ วิตคอฟฟ์กล่าวว่า การเจรจามี “ความคืบหน้าอย่างเป็นสาระสำคัญ” และแสดงความหวังว่าอาจสามารถรื้อฟื้นการเจรจาสันติภาพแบบ 3 ฝ่ายระหว่างสหรัฐฯ รัสเซีย และยูเครนได้อีกครั้ง เขาระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อยุติการนองเลือดและผลักดันให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืน

ด้านทำเนียบเครมลินระบุว่า รัสเซียไม่ได้ปิดกั้นความเป็นไปได้ที่จะกลับมาเปิดการเจรจา 3 ฝ่ายอีกครั้ง แต่ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน กล่าวว่า ยังเร็วเกินไปที่จะระบุสถานที่หรือกำหนดเวลาที่แน่นอนสำหรับการเจรจา

เซเลนสกีให้สัมภาษณ์สื่อสหรัฐฯ ว่า สหรัฐฯ กำลังผลักดันให้ทุกฝ่ายลดระดับความรุนแรงของความขัดแย้ง ก่อนเข้าสู่ฤดูหนาวที่ยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เนื่องจากรัสเซียมักโจมตีโครงข่ายพลังงานของยูเครนในช่วงฤดูหนาว นับตั้งแต่เริ่มบุกยูเครนในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ส่งผลให้ประชาชนหลายล้านคนต้องเผชิญปัญหาไฟฟ้าและระบบทำความร้อนในช่วงอุณหภูมิอาจลดต่ำถึงติดลบ 20 องศาเซลเซียส

เซเลนสกีเปิดเผยว่า การหารือช่วงสุดสัปดาห์ยังครอบคลุมข้อเสนอของสหรัฐฯ เกี่ยวกับโรงงานและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การขนส่งธัญพืช รวมถึงการส่งออกน้ำมันและก๊าซ แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม เซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของตุรกีเกี่ยวกับการพักรบสำหรับการโจมตีในทะเลดำ โดยระบุว่าข้อเสนอดังกล่าว “ไม่สมจริง” และ “ไม่สามารถตรวจสอบได้”.

ที่มา Reuters / Associated Press / AFP