ปลดซีอีโอสตาร์บัคส์เกาหลีใต้ หลังแคมเปญ “Tank Day” จุดกระแสเดือด โยงเหตุสังหารหมู่ควังจู

ปลดซีอีโอสตาร์บัคส์เกาหลีใต้ หลังแคมเปญ "Tank Day" จุดกระแสเดือด โยงเหตุสังหารหมู่ควังจู

19 พ.ค. 2569 11:08 น.

ปลดซีอีโอสตาร์บัคส์เกาหลีใต้ หลังแคมเปญ “Tank Day” จุดกระแสเดือด โยงเหตุสังหารหมู่ควังจู

สตาร์บัคส์เกาหลีใต้ปลดซีอีโอพ้นตำแหน่ง หลังเปิดตัวแคมเปญ “Tank Day” โปรโมตแก้วน้ำรุ่นใหม่ ตรงกับวันครบรอบเหตุลุกฮือประชาธิปไตยเมืองควังจูปี 1980 จนถูกวิจารณ์ว่าไม่เหมาะสมและกระทบความรู้สึกของเหยื่อเหตุสังหารหมู่

กลุ่มบริษัทชินเซเก (Shinsegae Group) ยักษ์ใหญ่ด้านค้าปลีกผู้ได้รับสิทธิ์บริหารและจัดการเชนร้านกาแฟสัญชาติอเมริกัน “สตาร์บัคส์” ในเกาหลีใต้ แถลงเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า ได้มีคำสั่งปลดนายซอน จองฮยอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของสตาร์บัคส์เกาหลีใต้ เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีการเปิดตัวแคมเปญการตลาดที่ไร้ความเหมาะสม และสร้างความโกรธแค้นให้แก่สาธารณชนอย่างรุนแรง

ชนวนเหตุของความขัดแย้งในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการที่สตาร์บัคส์ เกาหลีใต้ ได้เปิดตัวแก้วน้ำที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้รุ่น “แทงก์ ทัมเบลอร์” เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ซึ่งตรงกับวันครบรอบเหตุการณ์ลุกฮือเพื่อประชาธิปไตยที่เมืองควังจู โดยบริษัทได้ใช้คำโปรโมตแคมเปญนี้ว่า “Tank Day” พร้อมสโลแกนประกอบว่า “วางมันลงบนโต๊ะด้วยเสียงดัง ‘ตั๊ก!’ (Tak!)”

การเลือกใช้คำว่า “Tank” (ซึ่งแปลว่า รถถัง หรือแก้วน้ำขนาดใหญ่) ในวันดังกล่าว ได้จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อน เนื่องจากเป็นการยั่วยุและทำให้ผู้คนนึกถึง “รถถัง” ของกองทัพทหารที่ถูกส่งมาใช้ปราบปรามกลุ่มนักศึกษาและประชาชนอย่างโหดเหี้ยม ในเหตุการณ์ลุกฮือที่เมืองกวางจูเพื่อต่อต้านการปกครองภายใต้ระบอบเผด็จการทหารของนายชอน ดูฮวาน เมื่อปี 1980 ซึ่งปีนี้ถือเป็นวันครบรอบปีที่ 46 ของโศกนาฏกรรมดังกล่าว

เหตุการณ์ปราบปรามในครั้งนั้นใช้เวลานานกว่า 10 วัน ตัวเลขอย่างเป็นทางการระบุว่ามีพลเรือนเสียชีวิต 165 ราย สูญหาย 65 ราย และอีก 376 รายเสียชีวิตในเวลาต่อมาเนื่องจากทนพิษบาดแผลไม่ไหว อย่างไรก็ตาม ประชาชนจำนวนมากเชื่อว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตที่แท้จริงนั้นสูงกว่านี้มาก และจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่าใครเป็นผู้สั่งการให้เปิดฉากยิงใส่ประชาชน ก่อนที่อดีตประธานาธิบดีชอน ดู-ฮวาน จะยอมก้าวลงจากตำแหน่งในปี 1988 ท่ามกลางกระแสเรียกร้องประชาธิปไตยที่เติบโตขึ้น

นอกจากนี้ การใช้คำว่า “ตั๊ก!” (Tak!) ในสโลแกน ก็ถูกตั้งคำถามอย่างรุนแรงจากสังคมเช่นกัน เนื่องจากคำนี้ชวนให้รำลึกถึงคำแถลงที่น่าอัปยศของตำรวจเกาหลีใต้ในปี 1987 ที่พยายามปกปิดสาเหตุการเสียชีวิตของนักศึกษาผู้ประท้วงรายหนึ่งซึ่งถูกซ้อมทรมานจนเสียชีวิต โดยในเวลานั้นตำรวจอ้างหน้าตาเฉยว่า นักศึกษาคนดังกล่าวเสียชีวิตเนื่องจากหัวใจวาย หลังจากที่พนักงานสอบสวนใช้มือทุบโต๊ะจนเกิดเสียงดัง “ตั๊ก!”

ด้านประธานาธิบดี อี แจมยอง แห่งเกาหลีใต้ ซึ่งได้เดินทางไปร่วมพิธีรำลึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์กวางจูด้วยนั้น ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X แสดงความไม่พอใจต่อการตลาดในครั้งนี้ โดยระบุว่า “ผมรู้สึกโกรธแค้นกับการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมและน่าอับอายเช่นนี้ มันเป็นการหาผลประโยชน์ทางการค้าที่ปฏิเสธคุณค่าของชุมชนชาวเกาหลีใต้ สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และระบอบประชาธิปไตย แคมเปญนี้ลดทอนคุณค่าของการต่อสู้ด้วยเลือดของชาวเมืองควังจูและเหยื่อผู้สูญเสีย” พร้อมทั้งตราหน้าสตาร์บัคส์ว่าเป็นเสมือน “พ่อค้าที่เสื่อมทราม”

วิกฤตศรัทธาดังกล่าวส่งผลให้ทางสตาร์บัคส์ เกาหลีใต้ ต้องรีบถอดแคมเปญนี้ออกทันที และได้ออกแถลงการณ์ขอโทษอย่างเป็นทางการผ่านเว็บไซต์ โดยระบุว่า “เราขอค้อมศีรษะขออภัยต่อดวงวิญญาณของผู้สูญเสียในเหตุการณ์ 18 พฤษภาคมอย่างสุดซึ้ง เรารับรู้แล้วว่าการใช้คำที่เกี่ยวข้องกับการโปรโมตขายแก้วทัมเบลอร์ทางออนไลน์นั้น เป็นไปในลักษณะที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง” พร้อมให้คำมั่นว่าจะยกระดับความตระหนักรู้ทางประวัติศาสตร์และมาตรฐานจริยธรรมของพนักงานผ่านการฝึกอบรมเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

ขณะเดียวกัน นายจอง ยงจิน ประธานกลุ่มบริษัทชินเซเก ก็ได้ออกโรงแถลงการณ์ขอโทษต่อสาธารณชนด้วยตนเอง โดยระบุว่า “ในฐานะตัวแทนของกลุ่มบริษัท ผมขอขออภัยอย่างสุดซึ้ง การตลาดในครั้งนี้ได้สร้างบาดแผลที่หยั่งรากลึกให้แก่สาธารณชน ครอบครัวผู้สูญเสีย และเหยื่อจากการชุมนุมเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมทุกท่าน”.

ที่มา Reuters / AFP

“ชากีรา” ชนะคดีเลี่ยงภาษี ศาลสเปนสั่งสรรพากรคืนเงินกว่า 2 พันล้านบาท

"ชากีรา" ชนะคดีเลี่ยงภาษี ศาลสเปนสั่งสรรพากรคืนเงินกว่า 2 พันล้านบาท

19 พ.ค. 2569 10:44 น.

“ชากีรา” ชนะคดีเลี่ยงภาษี ศาลสเปนสั่งสรรพากรคืนเงินกว่า 2 พันล้านบาท

ศาลสูงสเปนมีคำสั่งให้กรมสรรพากรคืนเงินกว่า 55 ล้านยูโร หรือกว่า 2 พันล้านบาทแก่ “ชากีรา” ศิลปินชื่อดังชาวโคลอมเบีย หลังชี้ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเธอพำนักในสเปนครบตามเกณฑ์เสียภาษี พร้อมยกฟ้องคดีฉ้อโกงภาษีที่ยืดเยื้อมานานกว่า 8 ปี

ศาลสูงสเปนมีคำพิพากษาตัดสินยกฟ้อง “ชากีรา” ซูเปอร์สตาร์สาวชาวโคลอมเบียวัย 49 ปี ในคดีฉ้อโกงภาษี พร้อมทั้งสั่งการให้กระทรวงการคลังสเปนจ่ายเงินคืนแก่เธอเป็นจำนวน 55 ล้านยูโร (ประมาณ 2 พันล้านบาท) พร้อมดอกเบี้ย หลังจากศาลชี้ว่าหน่วยงานจัดเก็บภาษีไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเธออาศัยอยู่ในประเทศสเปนเกิน 183 วันในปี 2011 ซึ่งเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำที่บุคคลจะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในฐานะผู้อยู่อาศัย

สำหรับเงินที่จะได้รับคืนในครั้งนี้ ประกอบด้วยภาษีเงินได้ประมาณ 24 ล้านยูโร และค่าปรับอีกเกือบ 25 ล้านยูโร ซึ่งก่อนหน้านี้ทางการสเปนระบุว่าเป็นความผิดขั้นร้ายแรง อย่างไรก็ตาม ทางกรมสรรพากรสเปนได้แถลงว่าจะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาต่อไป และจะยังไม่มีการคืนเงินใดๆ จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

หลังทราบคำตัดสิน ชากีราได้เปิดเผยว่า ศาลได้ช่วยคืนความยุติธรรมและพิสูจน์ความจริงให้ปรากฏเสียที หลังจากที่เธอต้องอดทนต่อการตกเป็นเป้าโจมตีของสาธารณะอย่างรุนแรง มีขบวนการที่จงใจทำลายชื่อเสียงของเธอ และต้องนอนไม่หลับมาตลอด 8 ปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพและอนามัยของครอบครัวอย่างมาก

ศาลสูงระบุว่า ค่าปรับทั้งหมดก่อนหน้านี้ถือเป็นสิ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะอยู่บนพื้นฐานของ “การทึกทักไปเอง” ว่าสเปนเป็นถิ่นที่อยู่เพื่อเสียภาษีของเธอในปีภาษี 2554 ซึ่งไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ โดยจากการตรวจสอบพบว่าในปีนั้น นักร้องสาวเจ้าของเพลงฮิต “Hips Don’t Lie” พำนักอยู่ในสเปนเพียง 163 วัน ซึ่งขาดไปอีก 20 วันจึงจะเข้าเกณฑ์เสียภาษี โดยคดีนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปีภาษีอื่นๆ หลังจากนั้น

ทั้งนี้ ชากีราเคยใช้ชีวิตร่วมกับ “เคราร์ด ปิเก” อดีตนักฟุตบอลทีมชาติสเปนและสโมสรบาร์เซโลนาเป็นเวลานานกว่าทศวรรษ หลังจากพบกันในปี 2010 ระหว่างถ่ายทำมิวสิกวิดีโอเพลง “Waka Waka (This Time for Africa)” ซึ่งเป็นเพลงประจำการแข่งขันฟุตบอลโลกที่แอฟริกาใต้

คดีนี้เป็นเพียงหนึ่งในหลายคดีที่เธอถูกกรมสรรพากรสเปนยื่นฟ้อง โดยก่อนหน้านี้ในปี 2023 ชากีราได้ยอมตกลงยอมความกับอัยการสเปนในคดีฉ้อโกงภาษีช่วงปี 2012-2014 ก่อนที่จะมีการขึ้นศาล โดยเธอยอมรับข้อกล่าวหา 6 กระทงและจ่ายค่าปรับ 7.5 ล้านยูโรเพื่อจบคดี แม้จะปฏิเสธว่าไม่ได้ทำสิ่งใดผิดก็ตาม ซึ่งในตอนนั้นอัยการขู่ขังคุกเธอนานถึง 8 ปีและปรับอีก 23.8 ล้านยูโรหากถูกตัดสินว่าผิดจริง โดยเธอกล่าวว่าที่ยอมความเพราะนึกถึงผลประโยชน์สูงสุดของลูกๆ ขณะที่ในปี 2024 ศาลสเปนก็ได้สั่งยกฟ้องการสอบสวนคดีภาษีปี 2018 ของเธอเนื่องจากขาดหลักฐาน

คำตัดสินนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่ชากีรากำลังเตรียมปิดฉากคอนเสิร์ตเวิลด์ทัวร์ “Women Don’t Cry Anymore” ซึ่งมีกำหนดจัดแสดงต่อเนื่องในกรุงมาดริดตั้งแต่เดือนกันยายนนี้เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังมีการประกาศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า เธอจะขึ้นแสดงร่วมกับ “มาดอนนา” และวง “BTS” ในช่วงพักครึ่ง ของการแข่งขันฟุตบอลโลกชายรอบชิงชนะเลิศในช่วงฤดูร้อนปีนี้อีกด้วย หลังจากที่เพิ่งสร้างปรากฏการณ์จัดคอนเสิร์ตให้เข้าชมฟรีที่ชายหาดโคปาคาบานา ในเมืองริโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล ซึ่งมีผู้เข้าร่วมชมสูงถึง 2 ล้านคนเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา.

ที่มา BBC

ทรัมป์เพิ่มยาสามัญกว่า 600 รายการในเว็บ “TrumpRx” หวังลดค่ายาให้ชาวอเมริกันก่อนเลือกตั้ง

ทรัมป์เพิ่มยาสามัญกว่า 600 รายการในเว็บ "TrumpRx"  หวังลดค่ายาให้ชาวอเมริกันก่อนเลือกตั้ง

19 พ.ค. 2569 09:43 น.

ทรัมป์เพิ่มยาสามัญกว่า 600 รายการในเว็บ “TrumpRx” หวังลดค่ายาให้ชาวอเมริกันก่อนเลือกตั้ง

ทรัมป์เอาใจชาวอเมริกัน ประกาศเพิ่มรายชื่อยามากกว่า 600 รายการ ในเว็บไซต์รวมยาราคาประหยัดของรัฐบาลสหรัฐฯ หรือ “TrumpRx” ก่อนหน้าการเลือกตั้ง หวังช่วยรับมือค่ารักษาพยาบาลและค่ายาที่พุ่งสูงขึ้น

ทรัมป์ประกาศเรื่องดังกล่าวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยระบุว่าการเพิ่มรายการยาใหม่ครั้งนี้ จะทำให้จำนวนยาบนแพลตฟอร์ม TrumpRx เพิ่มขึ้นเกือบ 7 เท่า จากเดิมที่เปิดตัวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์พร้อมยากว่า 40 รายการ รวมถึงยาลดน้ำหนักชื่อดังอย่าง Ozempic และ Wegovy

รัฐบาลสหรัฐฯระบุว่า TrumpRx ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยประชาชนค้นหายาราคาถูก โดยเว็บไซต์ไม่ได้จำหน่ายยาโดยตรง แต่ทำหน้าที่เชื่อมผู้บริโภคไปยังเว็บไซต์ของบริษัทยาและร้านขายยาออนไลน์ พร้อมคูปองส่วนลดสำหรับใช้ซื้อยาตามร้านขายยาต่าง ๆ

การขยายบริการครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันทางการเมือง หลังพรรคเดโมแครตวิจารณ์ว่า TrumpRx เป็นเพียง นโยบายสร้างภาพ และชี้ว่ายาแบรนด์เนมหลายตัวในเว็บไซต์สามารถซื้อได้ถูกกว่าผ่านระบบประกันสุขภาพ หรือมีเวอร์ชันยาสามัญราคาต่ำกว่าจากแหล่งอื่นอยู่แล้ว

นอกจากนี้ ประเด็นค่ารักษาพยาบาลและราคายา ยังถือเป็นหนึ่งในปัญหาหลักที่ชาวอเมริกันกังวลก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ โดยเฉพาะหลังสภาคองเกรสที่พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก มีการปรับลดงบประมาณโครงการ Medicaid และการสิ้นสุดมาตรการอุดหนุนภายใต้กฎหมาย Affordable Care Act ส่งผลให้เบี้ยประกันสุขภาพของประชาชนบางส่วนพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก

ทรัมป์เปิดเผยว่าการขยาย TrumpRx ครั้งนี้เกิดขึ้นได้จากความร่วมมือกับร้านขายยาออนไลน์รายใหญ่หลายแห่ง เช่น Amazon Pharmacy, GoodRx และ Cost Plus Drugs ของมหาเศรษฐีนักลงทุน Mark Cuban

ระหว่างการแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวทรัมป์กล่าวว่า TrumpRx ถือเป็นความก้าวหน้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ และเรียกแพลตฟอร์มนี้ว่าเป็นสิ่งที่ร้อนแรงที่สุดในวงการการแพทย์

นอกจาก TrumpRx แล้ว รัฐบาลทรัมป์ยังผลักดันมาตรการอื่นเพื่อลดราคายา เช่น ข้อตกลงกับบริษัทยารายใหญ่ 17 แห่ง เพื่อให้จำหน่ายยาในราคาที่เทียบเท่าหรือต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของข้อตกลงดังกล่าวยังไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ ส่งผลให้สมาชิกสภานิติบัญญัติจากทั้งสองพรรคเรียกร้องให้มีการตรวจสอบสัญญาและความโปร่งใสของโครงการ.

ที่มา : Reuters

ไฟป่ารุนแรงผลาญแคลิฟอร์เนียตอนใต้ เร่งสกัดเพลิงก่อนถึงย่านชุมชน

ไฟป่ารุนแรงผลาญแคลิฟอร์เนียตอนใต้ เร่งสกัดเพลิงก่อนถึงย่านชุมชน

19 พ.ค. 2569 08:37 น.

ไฟป่ารุนแรงผลาญแคลิฟอร์เนียตอนใต้ เร่งสกัดเพลิงก่อนถึงย่านชุมชน

เกิดเหตุไฟป่าลุกลามอย่างรวดเร็วในรัฐแคลิฟอร์เนียตอนใต้ของสหรัฐฯ เผาผลาญพื้นที่ไปแล้วกว่า 455 ไร่ จนทางการต้องประกาศอพยพประชาชนบางส่วน และมีบ้านเรือนได้รับความเสียหายอย่างน้อย 1 หลัง

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงระบุว่า เหตุไฟป่าเกิดขึ้นเมื่อช่วงหลังเวลา 10.00 น. ของวันจันทร์ ตามเวลาท้องถิ่น ในเมืองซิมีแวลลีย์ เขตเวนทูราเคาน์ตี ทางตะวันตกเฉียงเหนือของนครลอสแอนเจลิส

ภายในเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง เพลิงได้ลุกลามอย่างรวดเร็วจนครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 455 ไร่ ท่ามกลางสภาพอากาศแห้งและลมแรง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไฟป่าขยายวงกว้าง

ภาพมุมสูงจากสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นเผยให้เห็นบ้านอย่างน้อย 1 หลังถูกไฟไหม้อย่างรุนแรง ขณะที่กลุ่มควันดำปกคลุมทั่วพื้นที่

ทางการมีคำสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่ตอนใต้ของเมืองซิมีแวลลีย์ เพื่อความปลอดภัย หลังเปลวไฟเริ่มเข้าใกล้ย่านที่พักอาศัยมากขึ้น

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและทีมกู้ภัยกำลังเร่งควบคุมสถานการณ์ เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟลุกลามลงมาตามแนวลาดเขาเข้าสู่ย่านชานเมืองของเมืองเธาซันด์โอ๊กส์ ซึ่งมีประชาชนอาศัยอยู่จำนวนมาก

จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว แต่เจ้าหน้าที่ยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากไฟป่าในรัฐแคลิฟอร์เนียมักขยายตัวได้อย่างรวดเร็วในช่วงอากาศร้อนและแห้ง.

ที่มา :AP

ดีอาร์คองโกเปิดศูนย์รักษาผู้ป่วยอีโบลาเพิ่ม 3 แห่ง รับมือสายพันธุ์หายาก ดับแล้วกว่า 110 ศพ

ดีอาร์คองโกเปิดศูนย์รักษาผู้ป่วยอีโบลาเพิ่ม 3 แห่ง รับมือสายพันธุ์หายาก ดับแล้วกว่า 110 ศพ

19 พ.ค. 2569 08:27 น.

ดีอาร์คองโกเปิดศูนย์รักษาผู้ป่วยอีโบลาเพิ่ม 3 แห่ง รับมือสายพันธุ์หายาก ดับแล้วกว่า 110 ศพ

ดีอาร์คองโก เตรียมเปิดศูนย์รักษาผู้ป่วยอีโบลาเพิ่ม 3 แห่ง หลังไวรัสอีโบลาสายพันธุ์หายากคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 110 ราย ขณะที่ WHO ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญพร้อมเวชภัณฑ์เข้าพื้นที่เร่งคุมสถานการณ์

สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เตรียมเปิดศูนย์รักษาผู้ป่วยอีโบลาเพิ่มอีก 3 แห่งในจังหวัดอิตูรี ทางตะวันออกของประเทศ หลังการระบาดของไวรัสอีโบลาสายพันธุ์หายากคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วมากกว่า 110 ราย โดยเจ้าหน้าที่คองโกเปิดเผยเมื่อวันจันทร์ว่า แพทย์ชาวอเมริกันที่ปฏิบัติงานอยู่ในคองโก เป็นหนึ่งในผู้ติดเชื้อรายใหม่ของไวรัสสายพันธุ์นี้ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเพียง 1 วัน หลังองค์การอนามัยโลกประกาศให้การระบาดของอีโบลาในคองโกเป็น “ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่นานาชาติต้องให้ความสำคัญ”

โดยล่าสุดเครื่องบินที่บรรทุกผู้เชี่ยวชาญของ WHO และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์มากกว่า 5 ตัน ลงจอดที่เมืองบูเนีย ในจังหวัดอิตูรีเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการควบคุมโรคของรัฐบาลคองโก

ล่าสุด มีรายงานผู้เสียชีวิตมากกว่า 118 ราย และผู้ต้องสงสัยติดเชื้อกว่า 300 ราย ในจังหวัดอิตูรีและนอร์ทคิวู ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างยูกันดา พบผู้เสียชีวิต 1 ราย และผู้ต้องสงสัยติดเชื้ออีก 1 ราย

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า จำนวนผู้ติดเชื้ออาจเพิ่มสูงขึ้นอีก เนื่องจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขยังอยู่ระหว่างการเฝ้าระวังและค้นหาผู้ป่วยเพิ่มเติมในหลายพื้นที่

การระบาดครั้งนี้เชื่อมโยงกับไวรัสบุนดิบูกโย ซึ่งเป็นสายพันธุ์อีโบลาที่พบได้ยาก โดยก่อนหน้านี้เคยตรวจพบเพียง 2 ครั้งเท่านั้น คือในยูกันดาเมื่อปี 2007 และในคองโกเมื่อปี 2012

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขยืนยันการระบาดอย่างเป็นทางการเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังเกิดการเจ็บป่วยและเสียชีวิตอย่างไม่ทราบสาเหตุหลายสัปดาห์ในพื้นที่เหมืองแร่ห่างไกลของเมืองมองบวาลู จังหวัดอิตูรี

สำหรับโรคอีโบลา เป็นโรคติดเชื้อรุนแรงที่แพร่กระจายได้ง่ายผ่านสารคัดหลั่งของร่างกาย เช่น อาเจียน เลือด หรืออสุจิ โดยผู้ป่วยมักมีอาการรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง ทำให้การระบาดครั้งนี้สร้างความกังวลต่อวงการสาธารณสุขทั่วโลกอีกครั้ง.

ที่มา : AP

สลดซานดิเอโก มือปืนกราดยิงมัสยิด ดับ 3 ศพ คนร้ายไม่รอด

สลดซานดิเอโก มือปืนกราดยิงมัสยิด ดับ 3 ศพ คนร้ายไม่รอด

19 พ.ค. 2569 06:38 น.

สลดซานดิเอโก มือปืนกราดยิงมัสยิด ดับ 3 ศพ คนร้ายไม่รอด

เกิดเหตุกราดยิงที่มัสยิดขนาดใหญ่ที่สุดของเมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ ขณะที่คนร้าย 2 คนคาดว่าจบชีวิตตัวเอง โดยตำรวจกำลังเร่งสืบสวนหาแรงจูงใจ

เมื่อ 18 พ.ค. 2569 เกิดเหตุคนร้ายวัยรุ่น 2 รายใช้อาวุธปืนกราดยิงศูนย์อิสลามแห่งซานดิเอโก ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ส่งผลให้ชาย 3 คนที่อยู่ด้านนอกมัสยิดเสียชีวิต โดยหนึ่งในนั้นเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ก่อนที่ในเวลาต่อมาจะพบร่างของผู้ต้องสงสัยทั้งสองเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ คาดว่าเป็นการจบชีวิตตนเองด้วยอาวุธปืน

นายสกอตต์ วาห์ล ผู้บัญชาการตำรวจซานดิเอโก ระบุว่า เด็ก ๆ ทุกคนที่เข้าเรียนในโรงเรียนภาคกลางวันซึ่งตั้งอยู่ภายในพื้นที่ของมัสยิดดังกล่าว ได้รับการยืนยันว่าปลอดภัยดีทุกคนหลังเกิดเหตุยิงกันขึ้น โดยเหตุสลดนี้ปะทุขึ้นไม่นานก่อนเวลาเที่ยงวันตามเวลาออมแสงแปซิฟิก (PDT)

นายวาห์ลกล่าวเสริมว่า ได้มีการประสานงานให้สำนักงานสอบสวนกลาง (FBI) เข้ามาร่วมสนับสนุนการสืบสวนสอบสวนในเหตุการณ์นี้ โดยผู้บัญชาการตำรวจระบุว่า เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการสอบสวนโดยมุ่งเป้าไปที่ประเด็นอาชญากรรมจากความเกลียดชัง

ทั้งนี้ หลังได้รับแจ้งเหตุ ตำรวจจำนวนมากที่รีบรุดมายังศูนย์อิสลามแห่งนี้ พบกับร่างของชาย 3 คนที่ถูกยิงเสียชีวิตอยู่ภายนอกอาคาร รวมถึงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ซึ่งนายวาห์ลกล่าวยกย่องว่า การปฏิบัติหน้าที่ของเขาน่าจะมีส่วนสำคัญในการช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการสูญเสียเลือดเนื้อที่รุนแรงไปมากกว่านี้

หลังจากนั้นไม่นาน เจ้าหน้าที่ตำรวจก็พบร่างของวัยรุ่นชายสองคน อายุ 17 ปี และ 19 ปี อยู่ภายในรถยนต์คันหนึ่งที่จอดอยู่กลางถนน โดยทั้งคู่เสียชีวิตจากบาดแผลกระสุนปืนที่คาดว่าเป็นการทำร้ายตัวเอง

นายวาห์ลกล่าวอีกว่า ในขณะนี้ทีมสืบสวนยังคงอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อปะติดปะต่อรายละเอียดว่า อะไรคือชนวนเหตุที่นำไปสู่การกราดยิง และเหตุความรุนแรงดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร

นอกจากนี้ ยังมีรายงานเหตุคนร้ายยิงปืนใส่ช่างจัดสวนคนหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปราวสองช่วงตึก ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเหตุยิงกันอีกจุดหนึ่งที่แยกต่างหาก อย่างไรก็ตาม ทางตำรวจยังไม่ได้ระบุว่าได้ตัดประเด็นความเชื่อมโยงระหว่างสองเหตุการณ์นี้ออกไปแล้วหรือไม่ โดยช่างจัดสวนคนดังกล่าวไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์อ้าง ระงับแผนโจมตีอิหร่านรอบใหม่ ตามคำขอชาติอ่าวอาหรับ

ทรัมป์อ้าง ระงับแผนโจมตีอิหร่านรอบใหม่ ตามคำขอชาติอ่าวอาหรับ

19 พ.ค. 2569 06:20 น.

ทรัมป์อ้าง ระงับแผนโจมตีอิหร่านรอบใหม่ ตามคำขอชาติอ่าวอาหรับ

โดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่า เขาสั่งระงับปฏิบัติการโจมตีอิหร่านรอบใหม่ที่ควรเกิดขึ้นในวันอังคารนี้ ตามคำขอของกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ และเผยว่า ตอนนี้กำลังมีการเจรจาอย่างจริงจังเกิดขึ้น

เมื่อ 18 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า เขาได้สั่งระงับปฏิบัติการโจมตีทางทหารต่ออิหร่านที่มีกำหนดการในวันอังคารนี้เอาไว้ก่อน ตามคำขอของกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ เนื่องจาก “ในขณะนี้กำลังมีการเจรจาอย่างจริงจังเกิดขึ้น”

โพสต์ของนายทรัมป์ระบุว่า ผู้นำของประเทศกาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เป็นผู้ร้องขอให้เขาชะลอการโจมตีดังกล่าว

ทรัมป์บอกอีกว่า เขาได้รับแจ้งว่าจะมีการทำข้อตกลงที่ “เป็นประโยชน์และยอมรับได้” สำหรับสหรัฐฯ พร้อมเน้นย้ำว่า “อิหร่านจะต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์อย่างเด็ดขาด!”

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์เตือนด้วยว่า สหรัฐฯ พร้อมที่จะ “เดินหน้าเปิดฉากโจมตีอิหร่านอย่างเต็มรูปแบบและขนานใหญ่ในทันทีโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า” หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงที่น่าพึงพอใจได้

ทางด้านผู้บัญชาการทหารระดับสูงของอิหร่านก็ออกมาเตือนสหรัฐฯ เช่นกันว่า อย่าได้ก่อ “ความผิดพลาดและการคำนวณที่ผิดพลาดในเชิงยุทธศาสตร์ซ้ำสอง”

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้ เกิดขึ้นหลังจากอิหร่านเผยว่าได้ยื่นข้อเสนอเพื่อยุติสงครามฉบับแก้ไขให้แก่สหรัฐฯ แล้ว ท่ามกลางคะแนนนิยมที่ตกต่ำลงของโดนัลด์ ทรัมป์ และผลสำรวจความคิดเห็นที่ชี้ว่า สงครามครั้งนี้เริ่มไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชนชาวอเมริกันมากขึ้นเรื่อย ๆ

ผลสำรวจของนิวยอร์กไทมส์ร่วมกับวิทยาลัยเซียนา ที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ระบุว่า ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งราว 64% เชื่อว่าการตัดสินใจทำสงครามกับอิหร่านเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด ขณะที่มีเพียง 37% ที่พึงพอใจต่อผลงานการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประธานาธิบดีของทรัมป์

ผลการหยั่งเสียงนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายครั้งใหญ่ที่พรรครีพับลิกันต้องเผชิญในการเลือกตั้งกลางเทอม ในช่วงเวลาที่สาธารณชนเริ่มหมดความอดทนต่อสงคราม รวมถึงการบริหารจัดการของทรัมป์ในเรื่องเศรษฐกิจและปัญหาผู้อพยพ ตลอดจนประเด็นอื่น ๆ

ในการแถลงข่าวต่อผู้สื่อข่าวในเวลาต่อมา ทรัมป์เรียกสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ว่า “เป็นพัฒนาการที่ดีมาก แต่เราคงต้องรอดูกันต่อไปว่ามันจะเกิดผลลัพธ์อะไรขึ้นมาหรือไม่”

“เราเคยมีช่วงเวลาที่เราคิดว่า เข้าใกล้การบรรลุข้อตกลงกันได้มาก ๆ แล้ว แต่สุดท้ายมันก็ไม่สำเร็จ แต่ครั้งนี้มันแตกต่างออกไปเล็กน้อย”

ทรัมป์ระบุด้วยว่าดูเหมือนจะมี “โอกาสที่ดีมาก” ที่จะบรรลุข้อตกลงกับอิหร่าน พร้อมกล่าวเสริมว่า “ถ้าเราสามารถทำสิ่งนั้นได้โดยไม่ต้องทิ้งระเบิดถล่มพวกเขาอย่างหนัก ผมก็คงจะยินดีเป็นอย่างยิ่ง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อีลอน มัสก์ แพ้คดีฟ้อง OpenAI ลูกขุนชี้ “ทิ้งเวลานานเกินไป” ก่อนยื่นฟ้อง

อีลอน มัสก์ แพ้คดีฟ้อง OpenAI ลูกขุนชี้ “ทิ้งเวลานานเกินไป” ก่อนยื่นฟ้อง

19 พ.ค. 2569 05:07 น.

อีลอน มัสก์ แพ้คดีฟ้อง OpenAI ลูกขุนชี้ “ทิ้งเวลานานเกินไป” ก่อนยื่นฟ้อง

คณะลูกขุนศาลในรัฐแคลิฟอร์เนีย ตัดสินยกฟ้องคดีที่ อีลอน มัสก์ ฟ้องร้อง OpenAI และ แซม อัลต์แมน โดยชี้ว่า มัสก์ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยนานเกินไปก่อนจะตัดสินใจฟ้องร้อง

เมื่อ 18 พ.ค. 2569 คณะลูกขุนของศาลในรัฐแคลิฟอร์เนียตัดสินยกฟ้องคดีความประเด็นร้อนที่ อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก ยื่นฟ้องบริษัท OpenAI และ แซม อัลต์แมน ซีอีโอของบริษัท ปมละเมิดสัญญาการเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร

คณะลูกขุนมีมติเป็นเอกฉันท์เห็นพ้องว่า มัสก์ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปนานเกินไปก่อนที่จะยื่นฟ้อง ส่งผลให้ข้อเรียกร้องทั้งหมดของเขาหมดอายุความไปโดยปริยาย

ก่อนหน้านี้ มัสก์กล่าวหาอัลต์แมนว่าละเมิดสัญญาการเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร จากการเปลี่ยนทิศทางของบริษัทผู้พัฒนาแชทบอทยอดนิยมอย่าง ChatGPT ให้กลายเป็นบริษัทที่แสวงหาผลกำไร หลังจากที่มัสก์ได้บริจาคเงินจำนวน 38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงแรกเริ่มของการก่อตั้ง OpenAI

มัสก์อ้างว่าอัลต์แมนได้หลอกลวงเขาด้วยการยอมรับเงินบริจาคดังกล่าว แล้วกลับคำมั่นสัญญาในภารกิจดั้งเดิมของ OpenAI ที่ตั้งใจจะพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อประโยชน์ของมวลมนุษยชาติโดยไม่หวังผลกำไร

คณะลูกขุนใช้เวลาเพียงประมาณ 2 ชั่วโมงในวันจันทร์เพื่อพิจารณาตัดสินคดีนี้ หลังจากที่ก่อนหน้านั้นใช้เวลาตลอด 3 สัปดาห์ในการตรวจสอบเอกสารโต้ตอบภายใน รวมถึงรับฟังคำให้การจากมัสก์, อัลต์แมน และผู้บริหารคนอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เช่น สัตยา นาเดลลา ซีอีโอของไมโครซอฟท์

มัสก์ยังกล่าวหาไมโครซอฟท์ว่าเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุน OpenAI ในการเปลี่ยนผ่านไปสู่บริษัทแสวงหาผลกำไร ซึ่งเขาอ้างว่าเป็นกระบวนการที่ไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาอื่น ๆ ของมัสก์ที่มีต่อไมโครซอฟท์ได้ถูกยกฟ้องตามข้อกฎหมาย เนื่องจากคณะลูกขุนได้ข้อสรุปในข้อกล่าวหาหลักสองประเด็นที่มีต่อ OpenAI ไปแล้ว

โฆษกของไมโครซอฟท์กล่าวถึงคำตัดสินในครั้งนี้ว่า “ข้อเท็จจริงและลำดับเหตุการณ์ในคดีนี้มีความชัดเจนมานานแล้ว” พร้อมเสริมว่าบริษัทยังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับ OpenAI ต่อไป

คำตัดสินของคณะลูกขุนในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความพ่ายแพ้และการยอมความในชั้นศาลที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องของ อีลอน มัสก์ ในช่วงที่ผ่านมา

เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังคณะลูกขุนมีคำตัดสิน มัสก์ก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ผลลัพธ์ของคดีนี้ทันที โดยเขาโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X ว่า คำตัดสินนี้เท่ากับเป็นการมอบ “ใบอนุญาตให้ปล้นองค์กรการกุศลได้อย่างเสรี ตราบใดที่คุณสามารถปิดข่าวการปล้นนั้นไว้ได้เงียบเชียบสักสองสามปี!”

นอกจากนี้ เขายังกล่าวหาผู้พิพากษาที่ดูแลคดีนี้ว่าเป็น “พวกนักเคลื่อนไหวที่แย่มาก” ที่ใช้คณะลูกขุนเป็นเพียง “ข้ออ้างบังหน้า”

ทั้งนี้ ในวันแรกของการพิจารณาคดี มัสก์ถูกทนายความคนหนึ่งของเขาถามว่า การฟ้องร้องทางกฎหมายในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่ออะไร ซึ่งเขาตอบว่า “จริง ๆ แล้วมันเรียบง่ายมาก … การขโมยทรัพย์สินขององค์กรการกุศลเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง… ถ้าการปล้นองค์กรการกุศลเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ รากฐานทั้งหมดของการบริจาคเพื่อการกุศลก็คงจะถูกทำลายไปจนหมดสิ้น”

ส่วนในระหว่างการขึ้นให้การของแซม อัลต์แมน เขาบอกคณะลูกขุนว่า มัสก์ไม่เพียงแต่สนับสนุนแนวคิดที่จะเปลี่ยน OpenAI ให้เป็นธุรกิจแสวงหาผลกำไรเท่านั้น แต่เขายังพยายามแย่งชิงสิทธิ์ในการควบคุมบริษัทในระยะยาวอีกด้วย

“ช่วงเวลาหนึ่งที่น่าขนลุกเป็นพิเศษคือตอนที่ผู้ร่วมก่อตั้งคนอื่น ๆ ถามเขา (อีลอน มัสก์) ว่า “ถ้าคุณเป็นคนควบคุม แล้วถ้าวันหนึ่งคุณตายไปจะเกิดอะไรขึ้น?”” อัลต์แมนกล่าว “เขาตอบกลับมาทำนองว่า “บางทีมันก็ควรจะตกทอดไปถึงลูก ๆ ของผม””

อนึ่ง อีลอน มัสก์ กับ แซม อัลต์แมน ร่วมกันก่อตั้ง OpenAI ในปี 2558 แต่มัสก์ถอนตัวออกไปในปี 2561 หลังจากบรรดาผู้ร่วมก่อตั้งปฏิเสธที่จะมอบอำนาจควบคุมบริษัทให้แก่เขา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ตุรกีเร่งล่าตัว มือปืนกราดยิงดับ 4 เจ็บ 8 ก่อนซิ่งรถหลบหนี

ตุรกีเร่งล่าตัว มือปืนกราดยิงดับ 4 เจ็บ 8 ก่อนซิ่งรถหลบหนี

19 พ.ค. 2569 03:39 น.

ตุรกีเร่งล่าตัว มือปืนกราดยิงดับ 4 เจ็บ 8 ก่อนซิ่งรถหลบหนี

เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนกราดยิงในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศตุรกี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 4 ศพ บาดเจ็บอีก 8 ราย ส่วนคนร้ายยังคงอยู่ระหว่างการหลบหนี

เมื่อ 18 พ.ค. 2569 หนังสือพิมพ์เดอะ เฮอร์ริเยต (Hurriyet) และสถานีโทรทัศน์ ซีเอ็นเอ็น ภาษาตุรกี รายงานว่า เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนกราดยิงผู้คนที่เขตทาร์ซัส (Tarsus) ในจังหวัดเมอร์ซิน (Mersin) ทางตอนใต้ของประเทศตุรกี ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 4 ศพ บาดเจ็บอีก 8 ราย

สื่อระบุว่า เหตุสลดดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ก่อนที่ผู้ต้องสงสัยจะขับรถยนต์หลบหนีไป ซึ่งขณะนี้ตำรวจได้เปิดปฏิบัติการไล่ล่าครั้งใหญ่ โดยมีการส่งเฮลิคอปเตอร์เข้าร่วมสนับสนุนภารกิจเพื่อเร่งติดตามจับกุมตัวมือปืนรายนี้มาดำเนินคดี

สื่อตุรกีรายงานเพิ่มเติมว่า มีผู้เสียชีวิตภายในร้านอาหาร 2 ศพ ซึ่งคาดว่าเป็นเจ้าของร้านและพนักงาน จากนั้นมือปืนได้เดินหน้ากราดยิงต่อไป ส่งผลให้คนเลี้ยงแกะที่กำลังพาสัตว์เลี้ยงกินหญ้าอยู่ในบริเวณใกล้เคียง และคนขับรถบรรทุกอีกคนหนึ่งเสียชีวิตด้วย

จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยอัตลักษณ์บุคคลและแรงจูงใจในการก่อเหตุที่แน่ชัดของคนร้าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

พบศพนักดำน้ำอิตาลีทุกคนแล้ว หลังสูญหายในถ้ำใต้ทะเลที่มัลดีฟส์

พบศพนักดำน้ำอิตาลีทุกคนแล้ว หลังสูญหายในถ้ำใต้ทะเลที่มัลดีฟส์

19 พ.ค. 2569 02:48 น.

พบศพนักดำน้ำอิตาลีทุกคนแล้ว หลังสูญหายในถ้ำใต้ทะเลที่มัลดีฟส์

ทีมนักประดาน้ำจากนานาชาติ พบศพของนักดำน้ำชาวอิตาลีที่สูญหายไป ขณะดำน้ำที่ถ้ำใต้ทะเลของเกาะมัลดีฟส์เมื่อสัปดาห์ก่อน ครบทุกคนแล้ว และจะนำร่างของพวกเขาขึ้นมาภายในไม่กี่วันข้างหน้า

เมื่อ 18 พ.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ของมัลดีฟส์และอิตาลีเปิดเผยว่า ทีมนักประดาน้ำจากนานาชาติค้นพบร่างของชาวอิตาลี 4 คนที่จมน้ำเสียชีวิตในถ้ำใต้ทะเลเมื่อสัปดาห์ก่อนแล้ว และเมื่อรวมกับ 1 รายที่พบก่อนหน้านี้หมายความว่า นักดำน้ำที่หายไปครบทุกคนแล้ว

การค้นพบร่างดังกล่าวมีขึ้น 4 วันหลังจากนักดำน้ำกลุ่มนี้ซึ่งเป็นชาวอิตาลี 5 คน ไม่กลับขึ้นมาจากดำน้ำที่ประเทศมัลดีฟส์ ในมหาสมุทรอินเดีย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (14 พ.ค.) อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ยังไม่ได้มีการกู้ร่างทั้งหมดขึ้นมา

ร่างของนักดำน้ำรายแรกถูกพบในวันเกิดเหตุ แต่ปฏิบัติการค้นหาต้องหยุดลงชั่วคราวในวันเสาร์ (17 พ.ค.) หลังจากนายโมฮาเหม็ด มาฮูดี เจ้าหน้าที่กู้ภัยของกองกำลังป้องกันประเทศมัลดีฟส์ (MNDF) นายหนึ่งเสียชีวิต จากภาวะแทรกซ้อนเนื่องจากการลดความกดอากาศ (โรคน้ำหนีบ) หลังจากเข้าร่วมการค้นหา

ปฏิบัติการค้นหากลับมาเริ่มอีกครั้งในวันจันทร์ โดยได้รับความช่วยเหลือจากอิตาลี สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย นอกจากนี้ ยังมีผู้เชี่ยวชาญชาวฟินแลนด์ 3 คนจาก “เครือข่ายเตือนภัยนักดำน้ำ” (Divers Alert Network – DAN) ซึ่งเป็นองค์กรความปลอดภัยด้านการดำน้ำระดับสากล เข้าร่วมในภารกิจนี้ด้วย

“ร่างของนักดำน้ำที่สูญหายทั้ง 4 คนได้รับการระบุตำแหน่งแล้วว่าอยู่ภายในถ้ำบริเวณเกาะปะการังรูปวงแหวน วาอู (Vaavu) ระหว่างปฏิบัติการร่วมค้นหาและกู้ภัย” MNDF ระบุในแถลงการณ์ และเจ้าหน้าที่จะเริ่มดำน้ำเพื่อกู้ร่างผู้เสียชีวิตภายในไม่กี่วันข้างหน้า

ด้านนายโมฮาเหม็ด ฮุสเซน ชารีฟ โฆษกหลักของรัฐบาลเปิดเผยกับสำนักข่าว AFP ว่า ร่างทั้งสี่ถูกพบในถ้ำที่มีขนาดใหญ่และลึกกว่าที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรกมาก

“พวกเขาถูกพบอยู่รวมกันในส่วนที่สามของถ้ำ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าที่เราประเมินไว้ในตอนแรกมาก” ชารีฟกล่าว “แผนการทำงานคือจะกู้ร่างผู้เสียชีวิตขึ้นมา 2 ร่างในวันพรุ่งนี้ และอีก 2 ร่างที่เหลือน่าจะเป็นวันมะรืน”

ถ้ำดังกล่าวตั้งอยู่ที่ระดับความลึกประมาณ 60 เมตร ทั้งที่ตามปกติแล้ว นักท่องเที่ยวซึ่งเดินทางมาเยือนแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งนี้ จะได้รับอนุญาตให้ดำน้ำได้ลึกที่สุดไม่เกิน 30 เมตรเท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna