เสือหลุดกรงถูกตำรวจเยอรมันยิงดับ หลังก่อเหตุขย้ำคนเลี้ยง

เสือหลุดกรงถูกตำรวจเยอรมันยิงดับ หลังก่อเหตุขย้ำคนเลี้ยง

19 พ.ค. 2569 01:49 น.

เสือหลุดกรงถูกตำรวจเยอรมันยิงดับ หลังก่อเหตุขย้ำคนเลี้ยง

เกิดเหตุเสือหลุดจากกรงในประเทศเยอรมนี โดยมันทำร้ายคนเลี้ยงจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนจะถูกตำรวจตามแกะรอยจนเจอ และถูกยิงเสียชีวิต

สำนักข่าว บีบีซี รายงานว่า เสือที่หลุดออกจากกรง ซึ่งคาดว่าเป็นของหญิงผู้ได้รับฉายา “ราชินีเสือ” (Tiger Queen) แห่งเยอรมนี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงเสียชีวิตแล้ว หลังจากที่มันก่อเหตุจู่โจมทำร้ายหนึ่งในคนดูแลของมัน

เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยกับบีบีซีว่า ชายวัย 72 ปีได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกขย้ำเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ขณะที่เขาอยู่ภายในกรงเสือ ซึ่งตั้งอยู่ในสถานเลี้ยงสัตว์ส่วนบุคคลบริเวณชานเมืองไลป์ซิก ของเยอรมนี

หลังจากนั้นเสือตัวดังกล่าวได้หลุดออกจากกรงขัง แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมอาวุธครบมือสามารถแกะรอยพบตัวมันในเวลาต่อมาไม่นาน และตัดสินใจยิงเสือตัวนี้จนเสียชีวิต

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า สถานที่ตั้งกรงเสือแห่งนี้คาดว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของ คาร์เมน ซานเดอร์ ครูฝึกสัตว์และเจ้าของสัตว์เลี้ยงส่วนบุคคลผู้มีชื่อเสียงอื้อฉาว ซึ่งนิยามตัวเองว่าเป็น “ราชินีเสือแห่งเยอรมนี” โดยเสือตัวดังกล่าวเป็นหนึ่งในเสือและสิงโตทั้งหมด 8 ตัวที่ถูกเลี้ยงไว้ในพื้นที่เขตอุตสาหกรรมใกล้กับเมืองชเคอดิตซ์ (Schkeuditz)

ตำรวจแถลงว่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้รับแจ้งเหตุฉุกเฉินเมื่อเวลาประมาณ 12:50 น. วันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่นและรีบรุดไปถึงที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว โดยตำรวจจำเป็นต้องยิงเสือโคร่งเพศผู้ตัวนี้เพื่อขจัดความเสี่ยงใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับสาธารณชน นอกจากนี้ยังเสริมว่าสถานีตำรวจท้องถิ่น

โฆษกตำรวจกล่าวว่า ส่วนเรื่องที่เสือหลุดรอดออกจากกรงมาได้อย่างไรนั้น ยังคงอยู่ระหว่างกระบวนการสอบสวนที่ยังคงดำเนินอยู่

ทั้งนี้ ไม่มีสัตว์ตัวอื่นหลุดออกมาจากพื้นที่ดังกล่าว และทางตำรวจมีแผนที่จะใช้โดรนบินสำรวจค้นหาเพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยอย่างสูงสุด

ด้านนาย โธมัส ดรุสคัต นายกเทศมนตรี เรียกร้องให้มีการย้ายสัตว์ตัวอื่น ๆ ออกไปจากพื้นที่ พร้อมทั้งให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นว่า ไม่อยากคิดเลยว่าจะเป็นอย่างไรหากมีคนอื่นได้รับอันตรายมากกว่านี้

อนึ่ง ข้อมูลจากเว็บไซต์ที่ใช้ชื่อและฉายาของซานเดอร์ระบุว่า ครูฝึกรายนี้มีการจัดกิจกรรมให้ประชาชนทั่วไป จ่ายเงินเพื่อเข้ามาร่วมสัมผัสลูบคลำเสือ โดยอ้างว่าเป็นประสบการณ์ที่ “น่าจดจำ” และ “หาไม่ได้จากที่ไหนอีกแล้ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

คร่าแล้ว 100 ศพ อีโบลาระบาดดีอาร์คองโก สงสัยติดเชื้ออีกเฉียด 400

คร่าแล้ว 100 ศพ อีโบลาระบาดดีอาร์คองโก สงสัยติดเชื้ออีกเฉียด 400

18 พ.ค. 2569 23:43 น.

คร่าแล้ว 100 ศพ อีโบลาระบาดดีอาร์คองโก สงสัยติดเชื้ออีกเฉียด 400

จำนวนผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสอีโบลา ในประเทศดีอาร์คองโก เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 100 ศพแล้ว และมีผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้ออีกเกือบ 400 คน โดยยังไม่แน่ชัดว่าขอบเขตการระบาดนั้นกว้างเพียงใด

เมื่อ 18 พ.ค. 2569 ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa CDC) เปิดเผยกับสำนักข่าวบีบีซีว่า มีรายงานผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 100 ศพ จากการระบาดของไวรัสอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ ดีอาร์คองโก (DR Congo) โดยมีผู้ป่วยต้องสงสัยติดเชื้ออีกกว่า 390 ราย

ด้านองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้การระบาดในครั้งนี้เป็นภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศแล้ว

แหล่งข่าวเปิดเผยกับสำนักข่าวซีบีเอสนิวส์ (CBS News) ซึ่งเป็นพันธมิตรของบีบีซีในสหรัฐฯ ว่า มีชาวอเมริกันอย่างน้อย 6 รายที่สัมผัสหรือเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อไวรัสอีโบลาระหว่างการระบาดในดีอาร์คอนโกครั้งนี้ โดย 1 รายเริ่มแสดงอาการป่วยแล้ว ส่วนอีก 3 รายถูกระบุว่ามีประวัติสัมผัสใกล้ชิดหรือเสี่ยงต่อการรับเชื้อในระดับสูง

สำหรับสายพันธุ์ของไวรัสอีโบลาที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้คือสายพันธุ์ “บันดิบูเกียว” (Bundibugyo) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ยังไม่มีกลุ่มยาหรือวัคซีนใด ๆ สำหรับการรักษาโดยเฉพาะ

นอกจากนี้ ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐฯ (CDC) ระบุว่า พบผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันแล้ว 2 ราย และเสียชีวิต 1 รายในประเทศยูแกนดาด้วยเช่นกัน

แหล่งข่าวเปิดเผยกับเว็บไซต์ข่าวการแพทย์ STAT ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพิจารณาจัดหารถหรือยานพาหนะขนส่ง เพื่อนำตัวชาวอเมริกันกลุ่มเล็ก ๆ ในดีอาร์คอนโกไปยังสถานที่กักตัวที่ปลอดภัย

ในระหว่างการแถลงข่าวเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา CDC ปฏิเสธที่จะตอบคำถามโดยตรงเกี่ยวกับพลเมืองสหรัฐฯ ที่มีความเสี่ยงสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ แต่ย้ำว่า ความเสี่ยงที่จะเกิดการแพร่ระบาดของเชื้ออีโบลาในสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับต่ำ

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้ยกระดับคำเตือนการเดินทางสู่ระดับ 4 ซึ่งเป็นการเตือนระดับสูงสุด เพื่อเตือนพลเมืองไม่ให้เดินทางไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกในเวลานี้

ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกระบุว่า การระบาดในจังหวัดอิตูรี (Ituri) ทางตะวันออกของดีอาร์คอนโก ถือเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ แต่ยังไม่เข้าเกณฑ์ที่จะจัดว่าเป็นโรคระบาดใหญ่ (Pandemic)

อย่างไรก็ตาม WHO ทางองค์กรได้เตือนว่า การระบาดในครั้งนี้อาจมีแนวโน้มที่ “รุนแรงและขยายวงกว้าง” กว่าที่ตรวจพบและรายงานอยู่ในปัจจุบัน โดยมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการแพร่ระบาดทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับภูมิภาค

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านประกาศตั้งองค์กรใหม่ เพื่อคุมช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นทางการ

อิหร่านประกาศตั้งองค์กรใหม่ เพื่อคุมช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นทางการ

18 พ.ค. 2569 22:19 น.

อิหร่านประกาศตั้งองค์กรใหม่ เพื่อคุมช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นทางการ

หน่วยงานความมั่นคงระดับสูงของอิหร่าน ประกาศการจัดตั้งหน่วยงานใหม่เพื่อบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นทางการ หลังจากส่งสัญญาณว่า การสัญจรผ่านช่องแคบแห่งนี้จะไม่กลับเป็นเหมือนเดิมอีก

เมื่อ 18 พ.ค. 2569 สภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านประกาศจัดตั้งองค์กรใหม่ เพื่อบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นทางการ หลังอิหร่านปิดช่องแคบดังกล่าวโดยพฤตินัยนับตั้งแต่สหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีพวกเขาเมื่อ 28 ก.พ. จุดชนวนสงครามในตะวันออกกลางที่ดำเนินมาจนถึงทุกวันนี้

สภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดโพสต์ข้อความผ่าน X เพื่อแนะนำหน่วยงานใหม่ดังกล่าวซึ่งมีชื่อว่า “สำนักงานควบคุมช่องแคบอ่าวเปอร์เซีย” (Persian Gulf Strait Authority หรือ PGSA) โดยระบุว่าองค์กรนี้จะทำหน้าที่ให้ข้อมูล “รายงานสถานการณ์ล่าสุดแบบเรียลไทม์เกี่ยวกับการปฏิบัติการและพัฒนาการต่าง ๆ ในพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ”

ขณะเดียวกัน บัญชีผู้ใช้ของกองทัพเรือของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ก็ได้แชร์โพสต์ดังกล่าวเช่นเดียวกัน

ในขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนในทันทีว่าองค์กรใหม่นี้จะมีบทบาทหน้าที่อย่างไรบ้าง แต่เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา สถานีโทรทัศน์ Press TV ซึ่งเป็นสื่อภาคภาษาอังกฤษของอิหร่าน ระบุว่านี่คือ “ระบบเพื่อใช้อำนาจอธิปไตยเหนือช่องแคบฮอร์มุซ” และเรือที่เดินทางผ่านช่องแคบดังกล่าวจะได้รับ “ข้อบังคับและกฎระเบียบ” ส่งตรงมาจากอีเมล info@pgsa.ir

ทั้งนี้ ในสถานการณ์ปกติ ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณ 1 ใน 5 ของโลก รวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญอื่น ๆ เช่น ปุ๋ย

แต่การเข้าควบคุมเส้นทางเดินเรือของอิหร่านสร้างความสั่นสะเทือนต่อตลาดพลังงานโลก และสร้างอำนาจต่อรองอย่างมากแก่รัฐบาลเตหะราน ในขณะที่สหรัฐอเมริกาก็ตอบโต้ด้วยการส่งกองทัพเรือปิดล้อมท่าเรือต่าง ๆ ของอิหร่านในน่านน้ำแห่งนี้เช่นกัน

นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น อิหร่านได้เน้นย้ำหลายครั้งว่าการสัญจรทางเรือผ่านช่องแคบนี้ “จะไม่กลับไปเป็นเหมือนช่วงก่อนเกิดสงครามอีก” และเมื่อเดือนก่อน อิหร่านระบุว่าได้รับรายได้ก้อนแรกจากการเรียกเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบดังกล่าวแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิหร่านยื่นข้อเสนอยุติสงครามฉบับแก้ไขให้สหรัฐฯ ผ่านปากีสถาน

อิหร่านยื่นข้อเสนอยุติสงครามฉบับแก้ไขให้สหรัฐฯ ผ่านปากีสถาน

18 พ.ค. 2569 21:53 น.

อิหร่านยื่นข้อเสนอยุติสงครามฉบับแก้ไขให้สหรัฐฯ ผ่านปากีสถาน

อิหร่านส่งข้อเสนอเพื่อยุติสงครามฉบับแก้ไขให้แก่สหรัฐฯ แล้ว โดยส่งผ่านปากีสถานซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ในขณะที่การเจรจาสันติภาพระหว่างทั้งสองฝ่ายอยู่ในภาวะชะงักงัน

สำนักข่าว รอยเตอร์ส รายงานเมื่อ 18 พ.ค. 2569 อ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวหลายคนว่า ปากีสถาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางเจรจาสันติภาพ ได้รับข้อเสนอยุติสงครามฉบับแก้ไขจากอิหร่าน และส่งต่อให้แก่สหรัฐอเมริกาแล้ว พร้อมเตือนว่าทั้งสองฝ่าย “เหลือเวลาไม่มากนัก” ในการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างกัน

ต่อมา นายเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ออกแถลงการณ์ยืนยันว่าทัศนะของรัฐบาลเตหะรานได้รับการ “ส่งต่อไปยังฝ่ายอเมริกันผ่านทางปากีสถานแล้ว” แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดใด ๆ

ในขณะนี้ ข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบางระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ทว่าการเจรจาที่มีปากีสถานเป็นตัวกลางกลับหยุดชะงักลง และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ก็ได้กล่าวว่าข้อตกลงหยุดยิงนี้กำลังอยู่ในภาวะที่ต้องใช้เครื่องพยุงชีพอย่างหนัก

แหล่งข่าวจากปากีสถานไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับข้อเสนอฉบับแก้ไขดังกล่าว แต่เมื่อถูกถามว่าต้องใช้เวลาอีกนานหรือไม่ในการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างกัน แหล่งข่าวตอบว่าทั้งสองฝ่าย “ต่างปรับเปลี่ยนเงื่อนไขไปเรื่อย ๆ” พร้อมกล่าวเสริมว่า “พวกเราเหลือเวลาไม่มากแล้ว”

ทั้งนี้ สหรัฐฯ กับอิหร่านมีความเห็นที่ขัดแย้งกันในหลายเรื่องซึ่งทำให้การเจรจาต้องหยุดชะงัก รัฐบาลวอชิงตันเรียกร้องให้อิหร่านล้มเลิกโครงการนิวเคลียร์ และยุติการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือขนส่งน้ำมันและสินค้าสายสำคัญของโลก

ขณะที่ฝ่ายอิหร่านเรียกร้องให้สหรัฐฯ จ่ายค่าชดเชยความเสียหายจากสงคราม ยุติการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านและหยุดยิงในทุกแนวรบ ซึ่งรวมถึงในเลบานอนที่อิสราเอลกำลังสู้รบกับกลุ่มติดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

ด้าน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพิ่งโพสต์ข้อความขู่อิหร่านรอบใหม่เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยระบุว่า “เวลากำลังเหลือน้อยลงทุกที” สำหรับอิหร่าน พร้อมเสริมว่า “พวกเขาควรจะรีบเคลื่อนไหว และอย่างรวดเร็วด้วย ก่อนที่พวกเขาจะไม่เหลืออะไรเลย เวลาเป็นสิ่งสำคัญมาก”

ต่อมานายบากาอีกล่าวในงานแถลงข่าวประจำสัปดาห์ว่า อิหร่านพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ และสำหรับคำขู่ของทรัมป์ “ขอให้มั่นใจได้เลยว่าเราตระหนักดีว่าจะตอบโต้อย่างเหมาะสมอย่างไร ต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้นแม้เพียงเล็กน้อยที่สุดจากฝ่ายตรงข้าม”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อินโดนีเซียเสริมแสนยานุภาพกองทัพ รับมอบเครื่องบินรบ Rafale ล็อตใหม่จากฝรั่งเศส

อินโดนีเซียเสริมแสนยานุภาพกองทัพ รับมอบเครื่องบินรบ Rafale ล็อตใหม่จากฝรั่งเศส

18 พ.ค. 2569 16:07 น.

อินโดนีเซียเสริมแสนยานุภาพกองทัพ รับมอบเครื่องบินรบ Rafale ล็อตใหม่จากฝรั่งเศส

ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ประกาศเดินหน้าเสริมศักยภาพกองทัพอินโดนีเซีย ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ไม่แน่นอน พร้อมรับมอบเครื่องบินขับไล่ Rafale จากฝรั่งเศสเพิ่มเติม รวมถึงอาวุธและยุทโธปกรณ์รุ่นใหม่ เพื่อยกระดับความพร้อมด้านความมั่นคงของประเทศ

นายปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย กล่าวระหว่างพิธีรับมอบยุทโธปกรณ์ใหม่ของกองทัพอากาศ ที่ฐานทัพอากาศในกรุงจาการ์ตา เมื่อวันจันทร์ว่า อินโดนีเซียจำเป็นต้องเดินหน้าเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ เพื่อใช้เป็น “เครื่องยับยั้ง” ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก

ผู้นำอินโดนีเซียย้ำว่า ประเทศไม่มีเป้าหมายอื่นใด นอกจากการปกป้องอธิปไตยและดินแดนของตนเอง พร้อมระบุว่า เสถียรภาพของชาติจำเป็นต้องอาศัยความพร้อมด้านการป้องกันประเทศเป็นพื้นฐานสำคัญ

ในพิธีดังกล่าว อินโดนีเซียได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ Rafale จากฝรั่งเศสเพิ่มเติมอีก 3 ลำ หลังได้รับมาแล้ว 3 ลำเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา รวมเป็น 6 ลำ จากคำสั่งซื้อทั้งหมด 42 ลำ ภายใต้ข้อตกลงมูลค่า 8,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 2.9 แสนล้านบาท ที่ลงนามไว้ตั้งแต่ปี 2022

นอกจากเครื่องบินรบ Rafale แล้ว อินโดนีเซียยังได้รับมอบเครื่องบิน Dassault Falcon 8X จำนวน 4 ลำ เครื่องบินลำเลียง Airbus A400M Atlas อีก 1 ลำ ระบบเรดาร์ตรวจการณ์ทางอากาศ GM403 GCI ของบริษัท Thales รวมถึงขีปนาวุธ Meteor และอาวุธอัจฉริยะ AASM Hammer จากฝรั่งเศส

ประธานาธิบดีปราโบโว ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมก่อนขึ้นสู่อำนาจในปี 2024 ได้ทำพิธีพรมน้ำดอกไม้บนหัวเครื่องบิน Rafale ตามธรรมเนียมอินโดนีเซีย เพื่อความเป็นสิริมงคล

กระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียระบุว่า การจัดซื้อยุทโธปกรณ์ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มอาวุธทางทหาร แต่เป็น “การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์” เพื่อเสริมสร้างอธิปไตย เกียรติภูมิ และความพร้อมด้านความมั่นคงของประเทศในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงมองว่า แม้อินโดนีเซียยังเดินหน้าโครงการจัดซื้ออาวุธ แต่รัฐบาลอาจเผชิญแรงกดดันด้านงบประมาณมากขึ้น จากภาวะเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากสงครามในตะวันออกกลาง เนื่องจากอินโดนีเซียเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ

ผู้เชี่ยวชาญยังตั้งคำถามว่า รัฐบาลอาจต้องใช้มาตรการประหยัดงบประมาณฉุกเฉินเพื่อรองรับโครงการด้านกลาโหมเพิ่มเติมในอนาคตหรือไม่ ท่ามกลางสถานะการคลังของประเทศที่กำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนัก.

ที่มา JAKARTA GLOBE / Reuters

รัสเซียยิงโดรนถล่มเรือสินค้าจีนในทะเลดำ ก่อน “ปูติน” บินพบ “สี จิ้นผิง” เพียงวันเดียว

รัสเซียยิงโดรนถล่มเรือสินค้าจีนในทะเลดำ ก่อน "ปูติน" บินพบ "สี จิ้นผิง" เพียงวันเดียว

18 พ.ค. 2569 15:43 น.

รัสเซียยิงโดรนถล่มเรือสินค้าจีนในทะเลดำ ก่อน “ปูติน” บินพบ “สี จิ้นผิง” เพียงวันเดียว

รัฐบาลยูเครนระบุว่า โดรนรัสเซียโจมตีเรือสินค้าของจีนในทะเลดำใกล้เมืองโอเดสซา แม้ไม่มีผู้บาดเจ็บ แต่เหตุการณ์เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันก่อนประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ เพื่อหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

กองทัพเรือยูเครนและประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ได้ออกมาเปิดเผยว่า โดรนโจมตีของกองทัพรัสเซียได้พุ่งชนเรือบรรทุกสินค้าของประเทศจีนในทะเลดำ เมื่อช่วงดึกคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันก่อนที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย จะเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งเป็นเวลา 2 วัน เพื่อเข้าพบและร่วมหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน

ทางการยูเครนระบุว่า รัสเซียได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ในคืนดังกล่าว โดยใช้โดรนโจมตีจำนวน 524 ลำ และขีปนาวุธอีก 22 ลูก ซึ่งรวมถึงขีปนาวุธนำวิถี และขีปนาวุธร่อน ถล่มเมืองท่าโอเดซา ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกพืชผลทางการเกษตรที่สำคัญของยูเครน

ดีมีโทร เพลเทนชุก โฆษกกองทัพเรือยูเครน เปิดเผยว่า หนึ่งในโดรนกามิกาเซ่ตระกูล “ชาเฮด” ได้พุ่งชนเรือบรรทุกสินค้าที่มีชื่อว่า “เคเอสแอล เต๋อหยาง” (KSL DEYANG) ซึ่งติดธงหมู่เกาะมาร์แชลล์ แต่มีเจ้าของเป็นบริษัทสัญชาติจีน โดยกองทัพเรือยูเครนได้เผยแพร่ภาพถ่ายหลักฐานแสดงให้เห็นบริเวณดาดฟ้าเรือชั้นบนที่มีรอยไหม้เกรียมเป็นสีดำเขม่าจากการถูกโจมตี

รายงานระบุว่า ขณะเกิดเหตุเรือลำดังกล่าวเป็นเรือเปล่าที่ไม่มีสินค้า และกำลังแล่นเข้าสู่ท่าเรือปิฟเดนเนีย ในภูมิภาคโอเดสซา เพื่อเตรียมโหลดแร่เหล็กเข้มข้น แรงระเบิดทำให้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นบนเรือ แต่โชคดีที่ลูกเรือทั้งหมดซึ่งเป็นชาวจีนสามารถช่วยกันควบคุมเพลิงและจัดการกับความเสียหายได้ด้วยตัวเอง ตัวเรือไม่ได้รับความเสียหายรุนแรง และไม่มีลูกเรือคนใดได้รับบาดเจ็บ โดยเรือลำดังกล่าวสามารถเดินทางมุ่งหน้าสู่ท่าเรือจุดหมายปลายทางต่อไปได้

ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ได้โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ระบุถึงเหตุการณ์นี้ว่า “โดรนได้โจมตีเมืองโอเดซา และมีอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ลำหนึ่งพุ่งชนเรือที่เป็นของประเทศจีน พวกเขารัสเซียไม่มีทางที่จะไม่รู้ว่าเรือที่แล่นอยู่ในทะเลลำนั้นเป็นเรือของใคร”

เหตุการณ์นี้ถูกมองว่าเป็นความผิดพลาดที่สร้างความกระอักกระอ่วนใจให้แก่รัฐบาลรัสเซีย เนื่องจากจีนถือเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่สำคัญที่สุดของรัสเซีย ทั้งในด้านเศรษฐกิจและการทูต นับตั้งแต่รัสเซียส่งกองกำลังบุกเข้าสู่ยูเครนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2022 แม้ว่าที่ผ่านมาจีนจะพยายามวางตัวเป็นกลางและเรียกร้องให้มีการเจรจาสันติภาพ โดยไม่เคยออกมาประณามการกระทำของรัสเซียเลยก็ตาม

นอกจากนี้ วิกฤตการณ์ในทะเลดำยังคงทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่รัสเซียประกาศถอนตัวออกจากข้อตกลงส่งออกธัญพืชผ่านทะเลดำ ที่สหประชาชาติและตุรกีร่วมเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยเมื่อปี 2023 ส่งผลให้เรือสินค้าพลเรือนที่เดินทางเข้าออกพรมแดนยูเครนตกเป็นเป้าหมายการโจมตีจากรัสเซียอย่างต่อเนื่อง

ด้านสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเพิ่มเติมว่า เหตุโดรนพุ่งชนเรือสินค้าจีนเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่กระทรวงกลาโหมของรัสเซียออกมาแถลงว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รัสเซียต้องเผชิญกับการโจมตีทางอากาศจากยูเครนอย่างหนักหน่วงที่สุดครั้งหนึ่งในรอบปี โดยระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซียสามารถสกัดกั้นและทำลายโดรนของยูเครนได้ถึง 3,124 ลำ

โดยวันที่สถานการณ์วิกฤตที่สุดคือวันที่ 13 พฤษภาคม และ 17 พฤษภาคม ซึ่งสามารถยิงสกัดโดรนยูเครนได้ถึง 572 ลำ และ 1,054 ลำตามลำดับ นอกจากนี้ ทางการท้องถิ่นรัสเซียยังรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ศพ และบาดเจ็บอีกนับสิบรายจากเศษซากโดรนของยูเครนในรอบวันท่ีผ่านมา ซึ่งประธานาธิบดีเซเลนสกีชี้แจงผ่านแพลตฟอร์ม X ว่าการโจมตีโต้กลับเข้าไปในดินแดนรัสเซียของยูเครนนั้น “เป็นสิ่งที่ชอบธรรมอย่างยิ่ง” ในสถานการณ์สงครามเช่นนี้.

ที่มา AFP / Independent

ญี่ปุ่นรวบชายอเมริกันบุกคอกพันช์คุง หวังทำคอนเทนต์ชิงเหรียญคริปโต

ญี่ปุ่นรวบชายอเมริกันบุกคอกพันช์คุง หวังทำคอนเทนต์ชิงเหรียญคริปโต

18 พ.ค. 2569 14:57 น.

ญี่ปุ่นรวบชายอเมริกันบุกคอกพันช์คุง หวังทำคอนเทนต์ชิงเหรียญคริปโต

ตำรวจญี่ปุ่นบุกรวบ 2 หนุ่มสัญชาติอเมริกัน หลังก่อเหตุอุกอาจปีนรั้วบุกรุกเข้าไปในพื้นที่จัดแสดงลิงของสวนสัตว์เมืองอิจิกาวะ ซึ่งเป็นที่อาศัยของ “พันช์คุง” ลูกลิงหิมะที่เป็นไวรัลไปทั่วโลก คาดว่าเพื่อถ่ายคลิปสร้างคอนเทนต์ชิงเหรียญคริปโต

ตำรวจญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ชายชาวอเมริกัน 2 คน ถูกจับกุมในข้อหากีดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ หลังร่วมกันก่อเหตุบุกรุกเข้าไปในส่วนจัดแสดงลิงของสวนสัตว์อิจิคาวะ เมืองอิจิคาวะ จังหวัดชิบะ ใกล้กรุงโตเกียว ซึ่งเป็นสถานที่อาศัยของพันช์คุงลูกลิงหิมะชื่อดัง เมื่อช่วงสายวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (17 พ.ค.)

ผู้ต้องหารายแรก อายุ 24 ปี อ้างตัวเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ถูกจับหลังปีนรั้วและกระโดดลงไปในคูแห้งรอบคอกลิง ขณะที่อีกคน อายุ 27 ปี อ้างว่าเป็นนักร้อง ทำหน้าที่ถ่ายวิดีโอเหตุการณ์ดังกล่าว

ภาพที่เผยแพร่บนโซเชียลมีเดีย แสดงให้เห็นชายคนหนึ่งสวมชุดแฟนซีสีเหลือง พร้อมหน้ากากหน้ายิ้มและแว่นกันแดด ปีนรั้วเข้าไปในพื้นที่ลิง ส่งผลให้ฝูงลิงแตกตื่นวิ่งหนีไปคนละทิศละทาง

เจ้าหน้าที่สวนสัตว์เข้าควบคุมตัวทั้งสองคนได้อย่างรวดเร็ว โดยยืนยันว่า ผู้ก่อเหตุไม่ได้สัมผัสหรือทำร้ายสัตว์แต่อย่างใด ก่อนส่งตัวให้ตำรวจดำเนินคดี ตำรวจระบุเพิ่มเติมว่า ทั้งสองไม่มีเอกสารยืนยันตัวตนติดตัว และพยายามให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับชื่อของตนในช่วงแรกของการสอบสวน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังสวนสัตว์อิจิคาวะได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ทั้งชาวญี่ปุ่นและต่างชาติ เนื่องจาก “พันช์คุง” ลูกลิงหิมะญี่ปุ่น กลายเป็นดาวดังในโลกออนไลน์ หลังสวนสัตว์เผยแพร่ภาพลูกลิงกอดตุ๊กตาอุรังอุตังของอิเกียเพื่อปลอบใจตัวเอง หลังถูกแม่ปฏิเสธไม่เลี้ยงดู

พันช์คุงเกิดเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมา และถูกเลี้ยงในสภาพแวดล้อมพิเศษ ก่อนเริ่มฝึกกลับเข้าสู่ฝูงลิงอีกครั้งในปีนี้ โดยเรื่องราวของมันได้รับความสนใจอย่างมากบนโลกออนไลน์ ภายใต้แฮชแท็ก “#HangInTherePunch”

ภายหลังเกิดเหตุ บัญชี X ของ Memecoin ได้ออกมาย้ำเตือนให้ทุกคนเคารพกฎหมายท้องถิ่น และห้ามเอาตัวเอง คนอื่น หรือสัตว์ใดๆ ไปเสี่ยงอันตราย ในการทำคอนเทนต์ร่วมแคมเปญ และบอกว่า ชายคนดังกล่าวมีเจตนาจะเอาตุ๊กตาไปให้พันช์คุงเท่านั้น และยืนยันว่าไม่มีสัตว์ตัวใดได้รับอันตราย พร้อมประกาศเตรียมบริจาคเงิน 1 ล้านเยนให้สวนสัตว์ เพื่อสนับสนุนการดูแลสัตว์และปรับปรุงพื้นที่จัดแสดงลิง

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวยิ่งสะท้อนความกังวลของสังคมญี่ปุ่น ต่อพฤติกรรมไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยวและนักสร้างคอนเทนต์ต่างชาติ โดยเมื่อปีที่แล้ว ยูทูบเบอร์ชาวยูเครนที่มีผู้ติดตามมากกว่า 6.5 ล้านคนถูกจับกุมหลังจากถ่ายทอดสดตัวเองขณะบุกรุกบ้านหลังหนึ่งในเขตห้ามเข้าใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ และยูทูบเบอร์ฺชาวอเมริกันที่รู้จักกันในชื่อ จอห์นนี โซมาลี ถูกจับกุมในปี 2023 ในข้อหาบุกรุกสถานที่ก่อสร้าง.

ที่มา AFP / @thememecoincult / Yomiuri Shimbun

“คิม จองอึน” สั่งทหารยกระดับพรมแดนติดเกาหลีใต้เป็น “ป้อมปราการที่ไม่มีวันแตก”

"คิม จองอึน" สั่งทหารยกระดับพรมแดนติดเกาหลีใต้เป็น "ป้อมปราการที่ไม่มีวันแตก"

18 พ.ค. 2569 12:44 น.

“คิม จองอึน” สั่งทหารยกระดับพรมแดนติดเกาหลีใต้เป็น “ป้อมปราการที่ไม่มีวันแตก”

“คิม จองอึน” ผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือ เรียกประชุมผู้บัญชาการทหารระดับสูง สั่งยกระดับกองกำลังแนวหน้าและแปรสภาพพรมแดนติดเกาหลีใต้ให้กลายเป็น “ป้อมปราการที่ไม่มีวันแตกพ่าย” เพื่อป้องปรามสงครามอย่างเบ็ดเสร็จ

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้เข้าร่วมการประชุมระดับผู้บัญชาการกองพลและผู้บัญชาการกองพลน้อยจากทั่วทั้งกองทัพเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (17 พ.ค.) เพื่อกำหนดแผนการเพิ่มขีดความสามารถทางทหารในพื้นที่แนวหน้าอย่างจริงจัง

ภาพถ่ายที่เผยแพร่โดยเคซีเอ็นเอ แสดงให้เห็นภาพนายคิม จองอึน กำลังเป็นประธานในสภากลาโหม ท่ามกลางเหล่าผู้บัญชาการทหารระดับสูงที่สวมเครื่องแบบเต็มยศเข้ารับฟังนโยบายอย่างพร้อมเพรียง

ในการประชุมครั้งนี้ นายคิม จองอึน ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการยกระดับความตื่นตัวต่อ “ศัตรูตัวฉกาจ” ซึ่งเป็นคำที่เกาหลีเหนือใช้เรียกเกาหลีใต้ โดยระบุว่าแผนการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับหน่วยรบแนวหน้าและหน่วยรบหลักอื่นๆ ทั้งในแง่กำลังพลและเทคโนโลยีการทหาร ถือเป็น “การตัดสินใจครั้งสำคัญ” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องปรามสงครามอย่างเบ็ดเสร็จ

ผู้นำเกาหลีเหนือยังได้ประกาศถึง “นโยบายการป้องกันดินแดน” ของพรรคแรงงานเกาหลี โดยระบุว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงกองกำลังแนวหน้าบริเวณพรมแดนทางใต้ และแปรสภาพเส้นเขตแดนดังกล่าวให้กลายเป็น “ป้อมปราการที่ไม่มีวันแตกพ่าย”

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลจากคณะเสนาธิการร่วมของเกาหลีใต้ ที่เปิดเผยว่า กองทัพเกาหลีเหนือได้เริ่มเร่งรัดภารกิจเสริมสร้างความมั่นคงบริเวณพรมแดนทางบกมาตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงการก่อสร้างกำแพงและแนวกั้นถาวรด้วย ทั้งนี้ ในทางพฤตินัยแล้ว สองเกาหลียังคงอยู่ในสถานะสงคราม เนื่องจากสงครามเกาหลีในช่วงปี 1950-1953 สิ้นสุดลงด้วยข้อตกลงหยุดยิงเท่านั้น ไม่ใช่สนธิสัญญาสันติภาพ

นอกจากนี้ นายคิม จองอึน ยังเรียกร้องให้มีการปรับปรุงระบบการฝึกซ้อมและขยายการซ้อมรบในภาคปฏิบัติ เพื่อให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของสงครามในยุคปัจจุบัน และนิยามแนวคิดการปฏิบัติการของกองทัพเกาหลีเหนือใหม่ในทุกๆ ด้าน

ฮง มิน นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันเพื่อการรวมชาติแห่งเกาหลีในกรุงโซล วิเคราะห์ว่า คำสั่งของนายคิมสะท้อนให้เห็นว่าเปียงยางได้รับบทเรียนสำคัญมาจากสงครามในยูเครน ซึ่งเกาหลีเหนือมีส่วนร่วมด้วยการส่งกำลังพลไปสนับสนุนรัสเซีย รวมถึงศึกษาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

“คำสั่งนี้สะท้อนชัดว่า เกาหลีเหนือตระหนักถึงอิทธิพลของสงครามโดรน, การโจมตีที่แม่นยำสูง, การทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์ และสมรภูมิรบแบบหลากมิติ ที่ปรากฏในปัจจุบัน” ฮง มิน ระบุพร้อมชี้ว่า แนวคิดการรบใหม่ของเกาหลีเหนือกำลังจะขยายขอบเขตจากเดิมที่มีเพียงทางบก ทางเรือ และทางอากาศ ไปสู่มิติใต้ทะเล, อวกาศ, อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงไซเบอร์ และการเอ่ยถึงพรมแดนใต้อาจหมายรวมถึงการเสริมกำลังทหารบริเวณเส้นจำกัดเขตแดนเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาททางทะเลกับเกาหลีใต้ด้วย

ด้านกระทรวงการรวมชาติของเกาหลีใต้ระบุในวันจันทร์ว่า นี่ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่นายคิม จองอึน ขึ้นสู่อำนาจ ที่มีรายงานอย่างเป็นทางการว่าเขาเข้าประชุมร่วมกับกลุ่มผู้บัญชาการระดับกองพลและกองพลน้อย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลโซลย้ำว่าจะยังคงเดินหน้าบริหารจัดการความตึงเครียดทางทหารและพยายามสร้างความไว้วางใจระหว่างกันต่อไป แม้ว่าที่ผ่านมาเปียงยางจะไม่ยอมตอบรับคำขอเปิดการเจรจาหลายต่อหลายครั้งก็ตาม

เป็นที่น่าสังเกตว่า การส่งสัญญาณกร้าวทางทหารของผู้นำเกาหลีเหนือในครั้งนี้ เกิดขึ้นในวันเดียวกับที่คณะนักฟุตบอลหญิงทีมชาติเกาหลีเหนือเดินทางถึงประเทศเกาหลีใต้ เพื่อเข้าร่วมการแข่งขัน ซึ่งถือเป็นการมาเยือนโสมขาวครั้งแรกในรอบ 8 ปี ท่ามกลางกระแสความหวังเล็กๆ ว่ากีฬาอาจช่วยลดอุณหภูมิความตึงเครียดที่เย็นชาลงได้บ้าง แต่คำแถลงล่าสุดจากฝั่งเปียงยางกลับแสดงให้เห็นชัดเจนว่า นโยบายความมั่นคงและการเตรียมพร้อมทำสงครามยังคงเป็นวาระสำคัญสูงสุดของพวกเขาเช่นเดิม.

ที่มา Reuters / AFP 

ไกด์เชอร์ปาเนปาลพิชิตเอเวอเรสต์ครั้งที่ 32 ส่วน “ราชินีขุนเขา” พิชิตครั้งที่ 11

ไกด์เชอร์ปาเนปาลพิชิตเอเวอเรสต์ครั้งที่ 32 ส่วน "ราชินีขุนเขา" พิชิตครั้งที่ 11

18 พ.ค. 2569 12:08 น.

ไกด์เชอร์ปาเนปาลพิชิตเอเวอเรสต์ครั้งที่ 32 ส่วน “ราชินีขุนเขา” พิชิตครั้งที่ 11

สองสุดยอดไกด์เชอร์ปาชาวเนปาลจับมือทุบสถิติโลกของตัวเองบนยอดเขาเอเวอเรสต์ในวันเดียวกัน โดย “กามี ริตา เชอร์ปา” เจ้าของฉายา “มนุษย์เอเวอเรสต์” วัย 56 ปี นำทีมนักปีนเขาพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกเป็นครั้งที่ 32 ขณะที่ “ลักปา เชอร์ปา” เจ้าของฉายา “ราชินีแห่งขุนเขา” วัย 52 ปี สามารถปีนขึ้นสู่ยอดเขาได้เป็นครั้งที่ 11

ยอดมัคคุเทศก์ชาวเนปาล 2 ราย ได้ทำการทุบสถิติโลกของตัวเองในการปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ ยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกด้วยความสูง 8,849 เมตร ได้สำเร็จพร้อมกันเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (17 พ.ค.)

กามี ริตา เชอร์ปา (Kami Rita Sherpa) วัย 56 ปี หรือที่รู้จักกันในนาม “มนุษย์เอเวอเรสต์” ได้สร้างสถิติโลกครั้งใหม่ด้วยการเดินนำลูกทัวร์ของบริษัท 14 Peaks Expedition ขึ้นสู่ยอดเขาเอเวอเรสต์สำเร็จเป็นครั้งที่ 32 ซึ่งเป็นการทำลายสถิติเดิมของตัวเองลงอย่างราบคาบ

กามี ริตา พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ครั้งแรกในปี 1994 ขณะทำงานให้กับการเดินเรือเชิงพาณิชย์ และนับตั้งแต่นั้นมา เขาก็เดินทางขึ้นสู่ยอดเขานี้เกือบทุกปีเพื่อนำทางนักปีนเขาต่างชาติ โดยบางปีเขาเก่งกาจถึงขั้นปีนขึ้นไปถึง 2 ครั้งในฤดูกาลเดียว ซึ่งก่อนหน้านี้เขาเคยครองสถิติร่วมกับเพื่อนนักปีนเขาเชอร์ปาอีก 2 คนที่ 21 ครั้ง ก่อนที่ทั้งสองคนนั้นจะเกษียณตัวเองไป

อย่างไรก็ตาม กามี ริตา เคยกล่าวไว้ในปี 2024 ว่า “ผมแค่ทำงานของผมไปตามปกติ ไม่ได้ตั้งใจจะมาสร้างสถิติต่างๆ เลย”

ในวันเดียวกัน ลักปา เชอร์ปา (Lakpa Sherpa) วัย 52 ปี เจ้าของฉายา “ราชินีแห่งขุนเขา” ก็ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่เช่นกัน โดยเธอสามารถพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ได้เป็นครั้งที่ 11 ซึ่งถือเป็นสถิติการปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ที่สูงที่สุดในโลกในกลุ่มนักปีนเขาฝ่ายหญิง

ย้อนกลับไปในปี 2000 ลักปา ถือเป็นผู้หญิงเนปาลคนแรกที่ประสบความสำเร็จในการปีนขึ้นสู่ยอดเขาเอเวอเรสต์และเดินทางกลับลงมาได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ เรื่องราวชีวิตการเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวควบคู่ไปกับการเป็นนักปีนเขาระดับโลกของเธอยังถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์สารคดีของเน็ตฟลิกซ์ในชื่อ “Mountain Queen” เมื่อปี 2023 อีกด้วย

หลังความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้ กรมการท่องเที่ยวเนปาลได้ร่วมแสดงความยินดีต่อความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ โดย ฮิมาล เกาตัม โฆษกกรมการท่องเที่ยว ระบุว่า “นี่คืออีกหนึ่งหลักไมล์สำคัญในประวัติศาสตร์การปีนเขาของเนปาล สถิติของพวกเขาจะสร้างความตื่นเต้นและแรงบันดาลใจให้แก่นักปีนเขาคนอื่นๆ และการทำลายสถิติผ่านการแข่งขันที่ดีบนเอเวอเรสต์ จะช่วยให้การปีนเขามีความปลอดภัย มีเกียรติ และมีการจัดการที่ดีขึ้น”

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี บาเลนทรา ชาห์ แห่งเนปาล ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X เพื่อยกย่องนักปีนเขาทั้งสองว่า “วันนี้นักปีนเขาชาวเนปาลได้จารึกประวัติศาสตร์บนภูเขาอันรุ่งโรจน์ลูกนี้อีกครั้ง ความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์เช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีก้าวที่เปี่ยมด้วยความกล้าหาญอันแน่วแน่ วินัยในตนเองที่เข้มงวด และความทุ่มเทอย่างจริงใจต่องานของตนเองเท่านั้น”

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีชาห์ยังได้กล่าวยกย่องชุมชนชาวเชอร์ปาทั้งหมด โดยเรียกพวกเขาว่าเป็น “วีรบุรุษผู้ปิดทองหลังพระแห่งเทือกเขาหิมาลัย” ที่ยอมเผชิญความเสี่ยงอย่างกล้าหาญเพื่อนำทางนักปีนเขาจากทั่วโลกให้เข้าสู่พุทธสถานอันศักดิ์สิทธิ์อย่างปลอดภัย

ธุรกิจการปีนเขากลายเป็นอุตสาหกรรมที่ทำเงินมหาศาลนับตั้งแต่ เอ็ดมันด์ ฮิลลารี และ เทนซิง นอร์เก เชอร์ปา พิชิตยอดเขาแห่งนี้ได้เป็นครั้งแรกในปี 1953 โดยในฤดูกาลนี้ ทางการเนปาลได้ออกใบอนุญาตปีนเขาเอเวอเรสต์ให้กับนักปีนเขาต่างชาติสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 492 ใบ จนพื้นที่บริเวณเบสแคมป์ คลาคล่ำไปด้วยเต็นท์ที่พักจำนวนมาก

เนื่องจากนักปีนเขาต่างชาติส่วนใหญ่จะต้องเดินทางร่วมกับมัคคุเทศก์ท้องถิ่นชาวเนปาลอย่างน้อย 1 คน  จึงคาดว่าจะมีนักปีนเขาเกือบ 1,000 คน มุ่งหน้าสู่ยอดเขาพร้อมๆ กันในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

ตัวเลขที่สูงเป็นประวัติการณ์นี้ทำให้หลายฝ่ายเริ่มแสดงความกังวลเกี่ยวกับปัญหา “การจราจรติดขัด” และความแออัดบนเส้นทางขึ้นยอดเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้ เส้นทางจากเบสแคมป์เกิดความล่าช้าเนื่องจากมีก้อนธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่เป็นอันตรายตกลงมาขวางเส้นทาง ประกอบกับหากมีสภาพอากาศที่เลวร้ายเข้ามาแทรกแซง ก็อาจทำให้ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการปีนเขาสั้นลง และนำไปสู่ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของนักปีนเขาทั้งหมดได้.

ที่มา AFP / BBC

แผ่นดินไหว 5.2 ถล่มเมืองหลิ่วโจวของจีน เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย สูญหาย 1

แผ่นดินไหว 5.2 ถล่มเมืองหลิ่วโจวของจีน เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย สูญหาย 1

18 พ.ค. 2569 11:31 น.

แผ่นดินไหว 5.2 ถล่มเมืองหลิ่วโจวของจีน เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย สูญหาย 1

เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.2 ที่เมืองหลิ่วโจว เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของจีน ส่งผลให้อาคารพังถล่มหลายแห่ง มีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย สูญหายอีก 1 คน และบาดเจ็บอีก 4 คน ขณะที่ทางการเร่งค้นหาผู้ติดค้างใต้ซากอาคาร พร้อมอพยพประชาชนกว่า 7,000 คนออกจากพื้นที่เสี่ยง

ศูนย์เครือข่ายแผ่นดินไหวแห่งประเทศจีน (CENC) ได้ตรวจพบเหตุแผ่นดินไหวขนาด 5.2  เมื่อเวลา 00:21 น. ของวันจันทร์ (18 พ.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่เขตหลิ่วหนาน เมืองหลิ่วโจว ในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของประเทศจีน และมีความลึกจากพื้นดินเพียง 8 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังรายงานว่า ทั้งก่อนและหลังการเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ได้เกิดอาฟเตอร์ช็อคตามมาอีกถึง 5 ครั้ง โดยมีความรุนแรงอยู่ระหว่าง 2.2 ถึง 3.2 

ทางการท้องถิ่นเปิดเผยข้อมูลล่าสุดเมื่อเวลา 04:00 น. ของวันจันทร์ระบุว่า แรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงส่งผลให้อาคารบ้านเรือนพังถล่มลงมาแล้วอย่างน้อย 13 หลังคาเรือน และเพื่อความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ได้เร่งอพยพผู้อยู่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัยออกไปยังสถานที่ปลอดภัยแล้วมากกว่า 7,000 คน

พื้นที่ที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุดคือ หมู่บ้านช่างเติ้ง ในตำบลไท่หยางชุน ของเขตหลิ่วหนาน โดยพบอาคารหลายหลังในชุมชนพังทลายกลายเป็นกองเศษอิฐและหินในพริบตา

ในส่วนของยอดผู้บาดเจ็บและสูญหาย ล่าสุดมีรายงานผู้บาดเจ็บจนต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลแล้ว 4 ราย ขณะที่มีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย สูญหายอีก 1 คน ซึ่งทางการยืนยันแล้วว่ายังคงติดอยู่ภายใต้ซากอาคารที่พังถล่มลงมา ทำให้เจ้าหน้าที่กู้ภัย เจ้าหน้าที่ดับเพลิง และตำรวจ ต้องเร่งระดมกำลังค้นหาอย่างแข่งกับเวลาท่ามกลางเศษซากปรักหักพัง

หลังเกิดเหตุเพียงไม่นาน สำนักงานบรรเทาภัยแผ่นดินไหวส่วนภูมิภาคของกว่างซีได้ประกาศยกระดับมาตรการตอบโต้ฉุกเฉินขึ้นเป็น “ระดับ 3”  เมื่อเวลา 02:00 น. เช่นเดียวกับสำนักงานแผ่นดินไหวแห่งประเทศจีนที่ยกระดับการรับมือเป็นระดับ 3 เช่นกัน ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการบรรเทาภัยแผ่นดินไหวแห่งสภาแห่งรัฐ และกระทรวงการจัดการเหตุฉุกเฉินของจีน ได้ร่วมกันประกาศเปิดแผนตอบโต้ฉุกเฉินส่วนกลางที่ “ระดับ 4”  พร้อมส่งทีมงานผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในทันทีเพื่อสนับสนุนภารกิจกู้ภัยของท้องถิ่น

นอกจากความเสียหายต่ออาคารบ้านเรือนแล้ว เหตุแผ่นดินไหวในครั้งนี้ยังส่งผลให้เกิดดินถล่มลงมาปิดทับเส้นทางหลวงสายวงแหวนเมืองหลิ่วโจว ช่วงที่ตัดผ่านตำบลไท่หยางชุน ส่งผลให้การจราจรบนเส้นทางสายหลักดังกล่าวถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง และรถยนต์ทุกชนิดจำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้เส้นทางเบี่ยงแทน

ปัจจุบัน ทางการท้องถิ่นเมืองหลิ่วโจวและเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ได้ร่วมกันจัดตั้งกองกำลังเฉพาะกิจร่วมจากหลายหน่วยงาน ทั้งฝ่ายจัดการเหตุฉุกเฉิน ตำรวจ ดับเพลิง ทรัพยากรธรรมชาติ การคมนาคม การไฟฟ้า และการประปา เพื่อเข้าควบคุมสถานการณ์

โดยภารกิจหลักในขณะนี้คือการมุ่งเน้นไปที่การระบุตำแหน่งและช่วยเหลือผู้สูญหายทั้ง 3 ราย พร้อมกันนี้ เจ้าหน้าที่ได้ทำการปิดกั้นพื้นที่อันตราย ปิดถนนช่วงที่เสี่ยงภัย และวางมาตรการป้องกันชั่วคราว เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดภัยพิบัติซ้ำซ้อนจากอาฟเตอร์ช็อกที่อาจเกิดขึ้นตามมา รวมถึงเร่งสำรวจมูลค่าความเสียหายและจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติมอย่างเร่งด่วนที่สุด.

ที่มา CCTV