สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านระลอกที่ 4 ตามคำสั่งของทรัมป์

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านระลอกที่ 4 ตามคำสั่งของทรัมป์

13 ก.ค. 2569 05:37 น.

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านระลอกที่ 4 ตามคำสั่งของทรัมป์

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านเป็นระลอกที่ 4 ในรอบสัปดาห์เดียว ตามคำสั่งของโดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่าทำเพื่อลดขีดความสามารถของอิหร่านในการโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 ก.ค. 2569 กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีอิหร่านเพิ่มเติมแล้ว หลังจากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา วอชิงตันกับเตหะรานโจมตีตอบโต้กันหลายครั้ง จนทำให้ข้อตกลงหยุดยิงอยู่ในภาวะใกล้พังทลาย ขณะที่ความหวังว่าทั้งสองประเทศจะบรรลุข้อตกลงยุติสงครามก็ยิ่งริบหรี่

“เมื่อเวลา 17.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของวันนี้ กองกำลังบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เริ่มเปิดฉากโจมตีอิหร่านเพิ่มเติม เพื่อลดทอนขีดความสามารถของพวกเขาในการโจมตีลูกเรือพลเรือนและเรือพาณิชย์ที่สัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างเสรีอย่างต่อเนื่อง” กองกำลังบัญชาการกลางสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน X

CENTCOM บอกด้วยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้ “สั่งการให้มีการโจมตีเพื่อให้อิหร่านรับผิดชอบต่อการกระทำของตน”

นาวาเอก ทิม ฮอว์กินส์ โฆษกของ CENTCOM เปิดเผยว่า ในช่วงหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ได้ยิงโจมตีเรือพาณิชย์ที่กำลังแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซหลายลำ ซึ่งจนถึงขณะนี้ เครื่องบินรบของสหรัฐฯ สามารถยิงสกัดขีปนาวุธร่อนและโดรนพลีชีพของอิหร่านได้สำเร็จ

ขณะเดียวกัน สำนักข่าว IRIB สื่อทางการของอิหร่านรายงานว่า เกิดเหตุระเบิดต่อเนื่องในหลายพื้นที่ทั่วจังหวัดฮอร์โมซกัน (Hormozgan) ทางตอนใต้ของอิหร่าน ในช่วงดึกวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น

มีรายงานเหตุระเบิดในพื้นที่เมืองจาสก์ (Jask), เกาะเกชม์ (Qeshm), เมืองบันดาร์อับบาส (Bandar Abbas) และเมืองสิริก (Sirik) ภายในจังหวัดดังกล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่ายังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตที่เป็นพลเรือนหรือความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน

“สืบเนื่องจากการโจมตีระลอกล่าสุดของสหรัฐฯ ในหลายพื้นที่ของจังหวัด จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตที่เป็นพลเรือน รวมถึงไม่มีความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานของที่อยู่อาศัยหรือเชิงพาณิชย์แต่อย่างใด” สำนักงานประชาสัมพันธ์ของผู้ว่าราชการจังหวัดฮอร์โมซกันระบุ

นอกจากนี้ สำนักข่าว IRIB ยังรายงานแยกอีกฉบับว่า “ตามรายงานในเบื้องต้น การโจมตีในค่ำคืนนี้พุ่งเป้าไปที่เสาส่งสัญญาณโทรคมนาคม” ในเมืองสิริก พร้อมระบุเสริมว่า “เป็นจุดเดียวกันกับที่เคยถูกโจมตีไปแล้วก่อนหน้านี้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทหารเรือชิลีซิ่งรถ เสียหลักชนผู้คนในงานเทศกาล ดับ 6 ศพ เจ็บอีก 7 ราย

ทหารเรือชิลีซิ่งรถ เสียหลักชนผู้คนในงานเทศกาล ดับ 6 ศพ เจ็บอีก 7 ราย

13 ก.ค. 2569 05:08 น.

ทหารเรือชิลีซิ่งรถ เสียหลักชนผู้คนในงานเทศกาล ดับ 6 ศพ เจ็บอีก 7 ราย

เกิดเหตุรถยนต์พุ่งชนผู้คนที่งานเทศกาลในเมืองของประเทศชิลี โดยคนขับเป็นทหารเรือ คาดว่าเกิดเสียหลักขณะขับรถด้วยความเร็วสูง อย่างไรก็ตาม ตำรวจกำลังสืบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริง

เมื่อ 12 ก.ค. 2569 ตำรวจท้องถิ่นของประเทศชิลีเปิดเผยว่า เกิดเหตุรถยนต์คันหนึ่งพุ่งชนผู้คนในงานเทศกาลริมถนนที่เมือง บีญ่า เดล มาร์ (Viña del Mar) ติดชายฝั่งทะเล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 6 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 7 ราย

เจ้าหน้าที่ตำรวจ ฮอร์เก กวยตา บอกกับสำนักข่าว AFP ว่า ชายคนดังกล่าวขับรถด้วยความเร็วสูงบนถนนที่วิ่งขนานไปกับพื้นที่จัดงานเทศกาล ก่อนจะสูญเสียการควบคุมรถพุ่งเข้าชนผู้คน ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บดังกล่าว โดยผู้บาดเจ็บทั้ง 7 ราย ไม่มีอาการรุนแรงถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต

นายกวยตาบอกด้วยว่า ชายคนดังกล่าวถูกควบคุมตัวไว้แล้ว และจะเข้ารับการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในร่างกายต่อไป

ทางด้านกองทัพเรือชิลีแถลงว่า คนขับรถรายนี้เป็นข้าราชการทหารเรือยศ “จ่าทหารเรือ” ที่อยู่ระหว่างช่วงนอกเวลาปฏิบัติราชการ

เจ้าหน้าที่ประจำภูมิภาคเปิดเผยว่า ตามรายงานเบื้องต้นของตำรวจระบุว่า คนขับไม่ได้อยู่ภายใต้ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ แต่อาจสูญเสียการควบคุมรถเนื่องจากมีฝนตกทำให้ถนนลื่น และเขากล่าวเสริมว่า เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าแม่ค้าในงานแฟร์แห่งนี้

ภาพถ่ายจากที่เกิดเหตุเผยให้เห็นรถยนต์สีขาวคันหนึ่งในสภาพกระจกหน้ารถแตก ฝากระโปรงหน้าพังยับเยิน โดยมีเศษเสื้อผ้า กล่องกระดาษ และสิ่งของที่ดูเหมือนจะเป็นสินค้าในงานแฟร์กระจายอยู่โดยรอบ

ประธานาธิบดี โฮเซ อันโตนิโอ คาสต์ โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X โดยระบุว่าโศกนาฏกรรมในครั้งนี้ “ได้ทำให้คนทั้งประเทศต้องตกอยู่ในความโศกเศร้า” พร้อมทั้งแสดงความเสียใจอย่างที่สุดไปยังครอบครัวของผู้เสียชีวิตทุกท่านด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : straitstimes

สลดเวเนซุเอลา เหยื่อแผ่นดินไหวพุ่ง 4,490 ศพ เจ็บอีก 16,000 ราย

สลดเวเนซุเอลา เหยื่อแผ่นดินไหวพุ่ง 4,490 ศพ เจ็บอีก 16,000 ราย

13 ก.ค. 2569 03:57 น.

สลดเวเนซุเอลา เหยื่อแผ่นดินไหวพุ่ง 4,490 ศพ เจ็บอีก 16,000 ราย

ทางการเวเนซุเอลาอัพเดตยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อเดือนก่อน โดยเพิ่มขึ้นเป็น 4,490 ศพแล้ว ขณะที่ประชาชนอีกเกือบ 20,000 คนยังต้องอาศัยในที่พักชั่วคราว

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 ก.ค. 2569 นายฮอร์เก โรดริเกซ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติของเวเนซุเอลา เปิดเผยว่านับตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้งซ้อนเมื่อ 24 มิ.ย. จำนวนผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการได้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 4,490 ศพแล้ว ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บประมาณ 16,740 ราย

จนถึงตอนนี้ เจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตออกมาได้ 6,462 ราย ขณะที่ทางการให้ความช่วยเหลือครอบครัวผู้ประสบภัยแล้ว 120,794 ครัวเรือน และได้จัดตั้งแคมป์ที่พักพิงชั่วคราวจำนวน 108 แห่ง ซึ่งรองรับประชาชนอยู่ 19,583 คน ขณะที่อีก 17,907 คนยังคงไม่มีที่อยู่อาศัยแบบถาวร

รายงานระบุว่า แรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวส่งผลให้อาคารบ้านเรือนได้รับความเสียหาย 856 หลัง ซึ่งรวมถึงอาคารที่พังถล่มลงมาโดยสิ้นเชิงจำนวน 190 หลัง

ทีมบรรเทาทุกข์ได้แจกจ่ายอาหารไปแล้วปริมาณ 9,995 ตัน และน้ำดื่มมากกว่า 18.5 ล้านลิตร ขณะที่มีผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาทางการแพทย์แล้ว 32,401 ราย

การดำเนินงานช่วยเหลือในครั้งนี้มีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่จำนวน 31,837 นาย อาสาสมัคร 30,535 คน และเจ้าหน้าที่กู้ภัยจากนานาชาติอีก 2,422 คน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.2 และ 7.5 เขย่าประเทศเวเนซุเอลา โดยเหตุการณ์ทั้งสองครั้งเกิดขึ้นห่างกันเพียง 39 วินาทีเท่านั้น ความรุนแรงของแผ่นดินไหวสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ส่งผลให้เกิดการระดมความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมครั้งใหญ่ทั้งจากภายในประเทศและจากประชาคมโลก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aa

อิหร่านเผย สหรัฐฯ โจมตีดับ 1 เจ็บ 2 เกิดระเบิดที่เกาะเกชม์

อิหร่านเผย สหรัฐฯ โจมตีดับ 1 เจ็บ 2 เกิดระเบิดที่เกาะเกชม์

13 ก.ค. 2569 00:39 น.

อิหร่านเผย สหรัฐฯ โจมตีดับ 1 เจ็บ 2 เกิดระเบิดที่เกาะเกชม์

สื่ออิหร่านเผยว่า การโจมตีระลอกใหม่ของสหรัฐฯ ทำให้เจ้าหน้าที่บริษัทโทรคมนาคมใกล้อ่าวเปอร์เซียเสียชีวิต 1 ศพ และบาดเจ็บอีก 2 ราย ขณะที่มีรายงานเสียงระเบิดที่เกาะเกชม์ด้วย

เมื่อ 12 ก.ค. 2569 สื่อของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า พนักงานของบริษัทโทรคมนาคมแห่งหนึ่งเสียชีวิตจากการโจมตีในจังหวัดฮอร์โมซกัน (Hormozgan) ทางตอนใต้ซึ่งติดกับอ่าวเปอร์เซีย ในขณะที่อิหร่านกับสหรัฐฯ กลับมาโจมตีตอบโต้กันอีกครั้ง จากความขัดแย้งเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ

“สืบเนื่องจากการโจมตีของศัตรูที่เกาะฟารูร์ (Farur) ในเมืองบันดาร์เลนเกห์ (Bandar Lengeh) ส่งผลให้พนักงานของบริษัท โมบาย คอมมูนิเคชันส์ แห่งอิหร่าน เสียชีวิต 1 รายขณะปฏิบัติหน้าที่ และเพื่อนร่วมงานของเขาได้รับบาดเจ็บอีก 2 ราย” สำนักข่าว ไออาร์เอ็นเอ (IRNA) รายงาน

ขณะเดียวกัน สำนักข่าวไออาร์ไอบี (IRIB) ของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า เกิดเสียงระเบิดดังขึ้นหลายครั้งใกล้กับเกาะเกชม์ (Qeshm Island) ของอิหร่าน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ และเป็นที่ตั้งของฐานทัพและฐานยิงขีปนาวุธใต้ดินที่สำคัญของอิหร่าน

ส่วนขณะที่สำนักข่าวฟาร์ส (Fars) สื่อกึ่งทางการของอิหร่านรายงานเพิ่มเติมว่า มีผู้ได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นใกล้กับเมืองบันดาร์อับบาส (Bandar Abbas) ซึ่งเป็นเมืองท่าของอิหร่านเช่นกัน

อีกด้านหนึ่ง กระทรวงกลาโหมของคูเวตเปิดเผยว่า ด่านชายแดน 3 แห่งและแท่นขุดเจาะน้ำมันนอกชายฝั่งถูกโจมตีในระหว่างการยิงปะทะกันระลอกใหม่ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน

“ด่านชายแดนทางบก 3 แห่งทางตอนเหนือของประเทศตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีอันขี้ขลาด ส่งผลให้เกิดความเสียหายทางวัตถุ” แถลงการณ์เผยโดยไม่ได้ระบุถึงที่มาของการโจมตี พร้อมเสริมว่า “แท่นขุดเจาะน้ำมันนอกชายฝั่งของบริษัท คูเวต ออยล์ ถูกโจมตีโดยโดรนของฝ่ายศัตรู ทำให้เกิดความเสียหายทางวัตถุและมีคนงานได้รับบาดเจ็บ 1 ราย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เมียนมาแจ้งอาเซียน อองซาน ซูจี แข็งแรงดี และได้รับการดูแลอย่างดี

เมียนมาแจ้งอาเซียน อองซาน ซูจี แข็งแรงดี และได้รับการดูแลอย่างดี

13 ก.ค. 2569 00:14 น.

เมียนมาแจ้งอาเซียน อองซาน ซูจี แข็งแรงดี และได้รับการดูแลอย่างดี

รัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมายืนยันกับรัฐมนตรีในที่ประชุมอาเซียนว่า นางอองซาน ซูจี อดีตผู้นำที่ถูกควบคุมตัว มีสุขภาพแข็งแรงดี และพวกเขาจะดูแลเธอเป็นอย่างดีด้วย

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 ก.ค. 2569 ทูตพิเศษอาเซียนประจำเมียนมาเปิดเผยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเมียนมาได้แจ้งต่อบรรดารัฐมนตรีต่างประเทศของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ว่า นางอองซาน ซูจี อดีตผู้นำที่ถูกควบคุมตัว มีสุขภาพแข็งแรงดีและจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี

นางมาเรีย เทเรซา ลาซาโร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ ได้พยายามขอเข้าพบนางอองซาน ซูจี อดีตผู้นำเมียนมาวัย 81 ปี ซึ่งถูกควบคุมตัวนับตั้งแต่กองทัพก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของเธอ ในปี 2564

“เท่าที่ฉันจำได้เกี่ยวกับคำแถลงของรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาต่อกรณีของอองซาน ซูจีก็คือ เธอมีสุขภาพแข็งแรงดี และจากที่เขาพูดคือ เธอเปรียบเสมือนญาติ เปรียบเสมือนพี่สาวน้องสาว ดังนั้นพวกเราจะดูแลเธอเอง” นางลาซาโรกล่าวในงานแถลงข่าว

ปัจจุบัน นางอองซาน ซูจี กำลังรับโทษจำคุก 27 ปี จากข้อหาต่างๆ หลายคดีที่กลุ่มพันธมิตรของเธอกล่าวว่าเป็นเรื่องที่กุขึ้นเพื่อกีดกันเธอออกจากการเมือง ซึ่งรวมถึงข้อหายุยงปลุกปั่น, การทุจริตคอร์รัปชัน, การโกงเลือกตั้ง และการละเมิดกฎหมายความลับของรัฐ โดยเธอได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าไม่ได้กระทำความผิดใดๆ

ในขณะนี้ยังไม่มีใครทราบแน่ชัดว่านางอองซาน ซูจีพำนักอยู่ที่ใด แต่นางลาซาโรได้เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่าเธอถูกย้ายไปยัง “สถานที่ที่กำหนดไว้เฉพาะ” โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว กล่าวว่า นายติน หม่อง ซเว รัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา ได้เผชิญกับคำถามมากมายในระหว่างการประชุมอย่างไม่เป็นทางการเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ณ กรุงเทพมหานคร เกี่ยวกับสถานะของเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพรายนี้

“เรายังได้แสดงความคิดเห็นไปด้วยว่า หากทูตพิเศษอาเซียนได้รับโอกาสให้เข้าพบกับ ดอว์ อองซาน ซูจี ก็จะเป็นสิ่งที่ดี ยิ่งขึ้น เพื่อที่พวกเราจะได้สามารถตรวจสอบข้ออ้างที่รัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาได้กล่าวไว้” นายสีหศักดิ์กล่าว โดยเรียกเธอด้วยคำยกย่องในภาษาเมียนมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ชีค ฮาหมัด อดีตเจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ สิ้นพระชนม์แล้ว พระชนมายุ 74 พรรษา

ชีค ฮาหมัด อดีตเจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ สิ้นพระชนม์แล้ว พระชนมายุ 74 พรรษา

12 ก.ค. 2569 23:08 น.

ชีค ฮาหมัด อดีตเจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ สิ้นพระชนม์แล้ว พระชนมายุ 74 พรรษา

ชีค ฮาหมัด อดีตเจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ ผู้พัฒนาประเทศสู่ระดับโลกทั้งในด้านการทูต สื่อสารมวลชน และการลงทุน สิ้นพระชนม์แล้วขณะมีพระชนมายุ 74 พรรษา

สำนักข่าวแห่งรัฐกาตาร์รายงานเมื่อ 12 ก.ค. 2569 ว่า ชีค ฮาหมัด บิน คาลิฟา อัล ธานี อดีตเจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ ผู้เปลี่ยนแปลงประเทศขนาดเล็กในอ่าวเปอร์เซียแห่งนี้ให้กลายเป็นผู้มีบทบาทสำคัญระดับโลกทั้งในด้านการทูต สื่อสารมวลชน และการลงทุน ก่อนจะทรงสละราชสมบัติ สิ้นพระชนม์แล้วขณะมีพระชนมายุ 74 พรรษา

“ด้วยหัวใจที่ยึดมั่นในพระประสงค์และลิขิตของพระผู้เป็นเจ้า สำนักพระราชวังกาตาร์ขอไว้อาลัยต่อความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศชาติ จากการสิ้นพระชนม์ของเจ้าพระคุณ ขอพระผู้เป็นเจ้าทรงเมตตาต่อดวงพระวิญญาณ สมเด็จพระราชาธิบดีผู้ทรงเป็นพระราชบิดา ชีค ฮาหมัด บิน คาลิฟา อัล ธานี ซึ่งสิ้นพระชนม์เมื่อช่วงเช้าของวันนี้” สำนักพระราชวังระบุในแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์

สื่อทางการของกาตาร์รายงานข่าวการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ ทว่าไม่ได้มีการระบุถึงสาเหตุการสิ้นพระชนม์แต่อย่างใด

ขณะที่รัฐบาลกาตาร์ประกาศช่วงเวลาไว้อาลัยทั่วประเทศเป็นเวลา 4 วัน เริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์เป็นต้นไป โดยมีการสั่งระงับการปฏิบัติงานชั่วคราว ณ หน่วยงานราชการและองค์กรสาธารณะต่างๆ พร้อมทั้งลดธงครึ่งเสา

ทั้งนี้ ชีค ฮาหมัด ทรงปกครองกาตาร์ตั้งแต่ปี 2538-2556 ทรงเป็นผู้วางรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศที่ร่ำรวยไปด้วยทรัพยากรพลังงานแห่งนี้

ในรัชสมัยของพระองค์ ประเทศกาตาร์มีความเจริญก้าวหน้าทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ซึ่งช่วยยกระดับสถานะของประเทศในประชาคมโลกให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยชีค ฮาหมัด ทรงกำกับดูแลการลงทุนทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ และทรงสร้างพันธมิตรระดับนานาชาติที่หลากหลาย ในช่วงเวลาที่ประเทศก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รายใหญ่ที่สุดของโลก

อิทธิพลทางการเมืองของกาตาร์ในปัจจุบันแผ่ขยายไปในหลายพื้นที่ทั่วโลก รวมถึงแอฟริกาเหนือ ตะวันออกกลาง และเอเชีย โดยในปี 2022 กาตาร์ได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 ซึ่งเป็นมหกรรมฟุตบอลที่มีผู้ชมมากที่สุดในโลก และในตอนนั้นชีค ฮาหมัด ก็ทรงได้รับเสียงปรบมือต้อนรับอย่างกึกก้องจากแฟนบอลที่เข้าร่วมชมการแข่งขันนัดเปิดสนาม

นอกจากนี้ ในช่วงเวลาที่พระองค์ทรงครองอำนาจ ยังมีการเปิดตัวสถานีข่าวอัล จาซีรา (Al Jazeera) ในปี 2539 ซึ่งภายในเวลาไม่กี่ปีก็ได้พลิกโฉมกลายมาเป็นหนึ่งในเครือข่ายสื่อที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลก

อย่างไรก็ตาม การก้าวขึ้นมามีบทบาทของกาตาร์ภายใต้การนำของชีค ฮาหมัด ก็สร้างความขุ่นเคืองให้กับพันธมิตรในภูมิภาคและชาติตะวันตกด้วยเช่นกัน จากการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระและตามใจตนเอง ซึ่งรวมถึงการมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับอิหร่านซึ่งเป็นมหาอำนาจนิกายชีอะฮ์, กลุ่มฮามาสซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ และกลุ่มภราดรภาพมุสลิมในอียิปต์ ที่ถูกประกาศให้เป็นกลุ่มผิดกฎหมาย

ขณะที่การรายงานข่าวอย่างตรงไปตรงมาของสำนักข่าวอัล จาซีรา แม้จะได้รับเสียงชื่นชมอย่างมากในฐานะความเปลี่ยนแปลงที่ต่างไปจากธรรมเนียมปฏิบัติของสื่ออาหรับแบบดั้งเดิมที่มักจะเกรงใจผู้มีอำนาจ แต่ก็ถูกกล่าวหาว่าบิดเบือนการนำเสนอข่าวเพื่อให้สอดคล้องกับมุมมองของกลุ่มผู้ปกครองกาตาร์ด้วยเช่นกัน

ต่อมาในปี 2556 ชีค ฮาหมัด สละราชสมบัติและส่งมอบอำนาจให้แก่พระราชโอรสและรัชทายาท คือ ชีค ทามิม บิน ฮาหมัด อัล ธานี ซึ่งในขณะนั้นมีพระชนมายุ 33 พรรษา นับเป็นการสละราชสมบัติที่เกิดขึ้นได้ยากยิ่งสำหรับผู้ครองรัฐสืบราชสันตติวงศ์ในแถบอ่าวอาหรับ

อับดุลเลาะห์ บันดาร์ อัล เอไตบี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยกาตาร์ กล่าวว่า ชีค ฮาหมัด ทรงเปลี่ยนกาตาร์ให้กลายเป็น “ประเทศที่พิเศษและเหนือธรรมดา”

“เรากำลังพูดถึงบุคคลผู้ทิ้งมรดกตกทอดไว้ทั่วโลก ไม่ใช่แค่ในกาตาร์เท่านั้น พระองค์ทรงงานหนักอย่างยิ่งเพื่อเปลี่ยนกาตาร์จากประเทศธรรมดาๆ ให้กลายเป็นประเทศที่โดดเด่นและพิเศษเหนือใคร” เขากล่าวกับสำนักข่าวอัล จาซีรา “พระองค์ทรงมีความฝันในหลายๆ สิ่ง และทรงลงทุนอย่างมหาศาลในธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งสิ่งนี้เองที่ช่วยให้กาตาร์พัฒนาไปได้ไกลยิ่งขึ้น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

ลินด์เซย์ เกรแฮม สว.รีพับลิกันคนสำคัญ เสียชีวิตกะทันหันในวัย 71 ปี

ลินด์เซย์ เกรแฮม สว.รีพับลิกันคนสำคัญ เสียชีวิตกะทันหันในวัย 71 ปี

12 ก.ค. 2569 21:55 น.

ลินด์เซย์ เกรแฮม สว.รีพับลิกันคนสำคัญ เสียชีวิตกะทันหันในวัย 71 ปี

ลินด์เซย์ เกรแฮม วุฒิสมาชิกจากพรรครีพับลิกัน และพันธมิตรคนสำคัญของ โดนัลด์ ทรัมป์ เสียชีวิตอย่างกะทันหันในวัย 71 ปี หลังจากล้มป่วยในช่วงเวลาสั้นๆ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ลินด์เซย์ เกรแฮม วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ คนสำคัญจากพรรครีพับลิกัน ผู้ซึ่งเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้วิจารณ์ โดนัลด์ ทรัมป์ อย่างเผ็ดร้อน มาเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่จงรักภักดีที่สุดของเขาในรัฐสภาหลังจากที่ทรัมป์ก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดี เสียชีวิตแล้วขณะมีอายุได้ 71 ปี

สำนักงานของ สว.รัฐเซาท์แคโรไลนา รายงานนี้ โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X เมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ 12 ก.ค. 2569 ว่า นายเกรแฮมเสียชีวิตหลังจาก “ล้มป่วยอย่างกะทันหันและป่วยในช่วงเวลาสั้นๆ”

ขณะที่สื่อสหรัฐฯ รายงานว่า เจ้าหน้าที่กู้ชีพได้รับแจ้งเหตุและเข้าช่วยเหลือเขาจากอาการหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ที่บ้านพักของเขาใกล้กับอาคารรัฐสภาเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา

“ครอบครัวของวุฒิสมาชิกเกรแฮมขอขอบคุณสำหรับทุกคำอธิษฐานในเวลานี้ และขอความเป็นส่วนตัวในช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างยิ่งนี้” สำนักงานของเขาระบุ

ทางสถานีโทรทัศน์เปิดเผยว่า เกรแฮมเพิ่งเดินทางกลับจากการเยือนยูเครน และเดิมทีมีกำหนดการที่จะไปร่วมรายการสัมภาษณ์ “Meet the Press” ในเช้าวันอาทิตย์

หลังจากมีการประกาศข่าวการเสียชีวิตของเกรแฮมได้ไม่นาน โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ยกย่องเขาว่าเป็น “หนึ่งในบุคคลและวุฒิสมาชิกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่ผมเคยรู้จักมา” และเป็นผู้รักชาติที่ทำงานอย่างทุ่มเท

ด้านประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน กล่าวว่าเขารู้สึก “เศร้าสลดใจอย่างยิ่ง” พร้อมทั้งยกย่องเกรแฮมว่าเป็น “ผู้ปกป้องเสรีภาพและค่านิยมที่ทำให้โลกของเราปลอดภัยยิ่งขึ้นอย่างแท้จริง”

ขณะที่เว็บไซต์ของเกรแฮมระบุว่า ในฐานะที่เขาเป็นนักการเมืองสายเหยี่ยว เขา “ผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ในสงครามต่อต้านการก่อการร้ายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ด้านความมั่นคงแห่งชาติในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง” นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้สนับสนุนคนสำคัญของอิสราเอลและยูเครน รวมถึงเป็นปฏิปักษ์ต่ออิหร่านอีกด้วย

เจ้าหน้าที่ของอิสราเอลหลายคนก็ออกมาร่วมแสดงความเสียใจเช่นกัน เช่น นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ระบุในแถลงการณ์ว่า “อิสราเอลสูญเสียหนึ่งในมิตรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แดนอเมริกาได้สูญเสียผู้รักชาติที่ยิ่งใหญ่ ส่วนตัวผมเองได้สูญเสียเพื่อนอันเป็นที่รักยิ่งไป”

นายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล ก็โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า เขาเสียใจอย่างยิ่งต่อการเสียชีวิตของเกรแฮม “ผู้ซึ่งยืนเคียงข้างอิสราเอลในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด”

อนึ่ง เมื่อไม่นานมานี้ เกรแฮมได้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการงบประมาณแห่งวุฒิสภา นอกจากนี้ เขายังดำรงตำแหน่งสมาชิกในคณะกรรมาธิการจัดสรรงบประมาณแห่งวุฒิสภา, คณะกรรมาธิการฝ่ายตุลาการแห่งวุฒิสภา และคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อมและโยธาธิการแห่งวุฒิสภาอีกด้วย

ในอดีตเกรแฮมเคยเป็นทนายความของกองทัพอากาศและเป็นสมาชิกของกองกำลังรักษาดินแดนทางอากาศแห่งรัฐเซาท์แคโรไลนา โดยเขาได้รับเลือกตั้งให้เข้าสู่สมาชิกวุฒิสภาในปี 2545 และเขาเคยได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปี 2537 ในเขตเลือกตั้งที่ 3 ของรัฐเซาท์แคโรไลนาด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

มาร์ธา ลิลลาร์ด ผู้ป่วยโปลิโอคนสุดท้ายของสหรัฐฯ ที่ยังใช้ “ปอดเหล็ก” เสียชีวิตในวัย 78 ปี

มาร์ธา ลิลลาร์ด ผู้ป่วยโปลิโอคนสุดท้ายของสหรัฐฯ ที่ยังใช้ "ปอดเหล็ก" เสียชีวิตในวัย 78 ปี

12 ก.ค. 2569 11:50 น.

มาร์ธา ลิลลาร์ด ผู้ป่วยโปลิโอคนสุดท้ายของสหรัฐฯ ที่ยังใช้ “ปอดเหล็ก” เสียชีวิตในวัย 78 ปี

“มาร์ธา ลิลลาร์ด” หญิงชาวอเมริกัน ผู้ป่วยโรคโปลิโอคนสุดท้ายของสหรัฐฯ และต้องพึ่งพาเครื่องช่วยหายใจแรงดันลบหรือ “ปอดเหล็ก” มายาวนานกว่า 7 ทศวรรษ ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบแล้วที่รัฐโอคลาโฮมา หลังเผชิญภาวะลองโควิด

นางซินดี แมกเวย์ น้องสาวของมาร์ธา ลิลลาร์ด (Martha Lillard) เปิดเผยต่อสำนักข่าวเอพีว่า พี่สาวของเธอได้เสียชีวิตลงแล้วเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ที่ผ่านมา ในวัย 78 ปี ที่รัฐโอคลาโฮมา โดยมาร์ธาถือเป็นผู้ป่วยโรคโปลิโอรายสุดท้ายในสหรัฐฯ ที่ยังคงใช้เครื่องช่วยหายใจแรงดันลบ หรือ “ปอดเหล็ก” ในการดำรงชีวิต

แมกเวย์ระบุว่า สาเหตุการเสียชีวิตของพี่สาวมาจากผลกระทบของภาวะลองโควิด (Long COVID) หลังจากที่เธอติดเชื้อโควิด-19 ถึงสองครั้งในช่วงการแพร่ระบาดใหญ่ โดยในใบมรณบัตรระบุสาเหตุการเสียชีวิตว่าเกิดจากภาวะระบบทางเดินหายใจล้มเหลวเรื้อรังและกลุ่มอาการหลังโปลิโอ “ตอนเด็กๆ หมอบอกว่าเธอจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 20 ปี” แมกเวย์ วัย 75 ปี กล่าวถึงพี่สาวว่า “แต่เธอมีความกระตือรือร้นและมีแรงผลักดันที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป รวมถึงทำชีวิตของเธอให้ดีที่สุด”

มาร์ธา ลิลลาร์ด ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคโปลิโอหลังจากเพิ่งผ่านพ้นวันเกิดวัย 5 ขวบไปได้ไม่นาน โรคนี้ทำให้เธอเป็นอัมพาตตั้งแต่คอลงไป และส่งผลให้เธอต้องเข้าไปนอนในถังปอดเหล็ก ซึ่งเป็นเครื่องทรงกระบอกที่จะครอบคลุมร่างกายของเธอไว้ โดยอาศัยการเปลี่ยนแรงดันอากาศภายในถังเพื่อช่วยอัดและดูดอากาศเข้าออกจากปอดเพื่อให้เธอสามารถหายใจได้

แม้จะมีข้อจำกัดทางร่างกายอย่างรุนแรง แต่ลิลลาร์ดไม่เคยยอมให้อุปสรรคมาหยุดยั้งการเรียนรู้ ในวัยเด็กเธอเดินทางไปเรียนที่โรงเรียนประถมวันละ 2 ชั่วโมงและเรียนกวดวิชาต่อที่บ้าน ส่วนในช่วงมัธยมปลายที่โรงเรียนชอว์นี เธอใช้วิธีเรียนผ่านระบบโทรศัพท์และอินเตอร์คอมเพื่อโต้ตอบกับครูและเพื่อนร่วมชั้นเรียน นอกจากนี้ ครอบครัวของเธอยังเคยพาเธอเดินทางท่องเที่ยวไปยังรัฐมิสซูรี โดยใช้รถพ่วงที่สั่งทำพิเศษ และคุณพ่อของเธอจะต้องโทรศัพท์ไปสอบถามโรงแรมต่างๆ ล่วงหน้า เพื่อให้แน่ใจว่าประตูห้องพักมีความกว้างมากพอที่จะเคลื่อนย้ายเครื่องปอดเหล็กเข้าไปได้ ซึ่งมีอยู่ช่วงหนึ่งของชีวิตที่ลิลลาร์ดสามารถขับรถได้ด้วยตัวเองเช่นกัน

ในเวลาต่อมา ลิลลาร์ดได้รับการบำบัดจนสามารถกลับมาขยับแขนซ้ายได้บางส่วนและขยับขาได้บ้าง แม้แขนซ้ายจะขยับได้เพียงในระดับเอวและไม่สามารถเอื้อมขึ้นสูงได้ แต่เธอก็ใช้ชีวิตตามลำพังและทำอาหารทานเองเป็นเวลาหลายปี จนกระทั่งในช่วง 5 ปีสุดท้ายของชีวิต ร่างกายของเธอเริ่มอ่อนแอลงอย่างมาก ความจุของปอดเหลือต่ำกว่า 25% ทำให้เธอไม่สามารถออกจากบ้านได้ และในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เธอจำเป็นต้องอยู่ในเครื่องปอดเหล็กเกือบตลอด 24 ชั่วโมง

เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตในยุคหลังได้กลายเป็นหน้าต่างสู่โลกกว้างของลิลลาร์ด มันช่วยให้เธอสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับโรคของเธอ และยังเป็นสื่อกลางที่ทำให้เธอได้พบกับรักแท้ โดยหลังจากเหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน 2001 ลิลลาร์ดได้เข้าไปในห้องแชตออนไลน์เพื่อศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว จนได้พบกับชายชาวอียิปต์คนหนึ่ง ทั้งคู่ติดต่อพูดคุยกันผ่านทางออนไลน์ยาวนานกว่า 20 ปี

จนกระทั่งในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทั้งสองได้เข้าพิธีสมรสกันหลังจากที่ฝ่ายชายได้รับวีซ่าเดินทางมายังรัฐโอคลาโฮมาได้สำเร็จ “พวกเขาราวกับเป็นเนื้อคู่กันจริงๆ ตอนนี้เขาหัวใจสลายและเศร้าโศกเป็นอย่างมาก” แมกเวย์กล่าว

นอกจากนี้ ลิลลาร์ดยังเป็นคนที่รักงานศิลปะและมีความคิดสร้างสรรค์ เธอชอบแต่งบทกวีและประพันธ์เพลง รวมถึงเป็นอาสาสมัครของสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์ โดยเธอเป็นคนรักสุนัขสายพันธุ์บีเกิลตัวยงและคอยช่วยแชร์ข้อมูลช่วยเหลือสัตว์ผ่านทางเฟซบุ๊กอยู่เสมอ ซึ่งลิลลาร์ดเป็นผู้เขียนคำไว้อาลัย ให้กับตัวเองล่วงหน้า โดยระบุทิ้งท้ายไว้ว่าเธอ “เสียชีวิตจากภาวะลองโควิด-19” และน้องสาวของเธอเป็นผู้มาเติมวันที่เสียชีวิตในภายหลัง

แมกเวย์กล่าวปิดท้ายด้วยน้ำตาว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เธอและพี่สาวพยายามอย่างสิ้นหวังในการตามหาช่างที่จะมาช่วยซ่อมแซมเครื่องปอดเหล็กตัวนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่เครื่องที่ลิลลาร์ดใช้มาตลอดชีวิต “แต่ในเมื่อตอนนี้เธอจากไปในฐานะคนสุดท้ายแล้ว เราก็ไม่จำเป็นต้องตามหาช่างซ่อมเครื่องนี้อีกต่อไป”

ในอดีต โปลิโอเคยเป็นหนึ่งในโรคระบาดที่น่ากลัวที่สุดในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก ซึ่งการระบาดในแต่ละปีทำให้มีผู้ป่วยเป็นอัมพาตนับพันราย จนกระทั่งมีการคิดค้นวัคซีนได้สำเร็จในปี 1955 ทางการสหรัฐฯ ได้ระดมฉีดวัคซีนทั่วประเทศ ส่งผลให้ยอดผู้ป่วยลดลงเหลือต่ำกว่า 100 รายในทศวรรษ 1960 และต่ำกว่า 10 รายในทศวรรษ 1970 จนกระทั่งในปี 1979 สหรัฐฯ ได้ประกาศให้โรคโปลิโอหมดไปจากประเทศอย่างเป็นทางการ เนื่องจากไม่มีการแพร่ระบาดตามธรรมชาติอีกต่อไป.

ที่มา Associated Press

สหรัฐฯ โจมตีอิหร่านระลอกใหม่ หลังเตหะรานปิดช่องแคบฮอร์มุซ

สหรัฐฯ โจมตีอิหร่านระลอกใหม่ หลังเตหะรานปิดช่องแคบฮอร์มุซ

12 ก.ค. 2569 11:16 น.

สหรัฐฯ โจมตีอิหร่านระลอกใหม่ หลังเตหะรานปิดช่องแคบฮอร์มุซ

สถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความตึงเครียด หลังกองทัพอิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างไม่มีกำหนด พร้อมยิงขีปนาวุธโจมตีเรือสินค้าติดธงไซปรัสโดยอ้างออกนอกเส้นทาง ส่งผลให้กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศถล่มอิหร่านเป็นระลอกที่ 3 ในรอบสัปดาห์

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) แถลงยืนยันการเปิดฉากโจมตีทางอากาศระลอกใหม่ต่อเป้าหมายในประเทศอิหร่าน เมื่อค่ำวันเสาร์ที่ผ่านมา (11 ก.ค.) ซึ่งถือเป็นการโจมตีครั้งที่ 3 ในรอบสัปดาห์นี้ ภายใต้คำสั่งโดยตรงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อตอบโต้อย่างรุนแรงหลังจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่าน ได้ก่อเหตุ “โจมตีอย่างอุกอาจ” ต่อเรือบรรทุกสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ติดธงไซปรัสที่มีชื่อว่า “เอ็มวี จีเอฟเอส กาแล็กซี” (MV GFS Galaxy) ขณะกำลังแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯระบุว่า การโจมตีของอิหร่านส่งผลให้ห้องเครื่องของเรือสินค้าลำดังกล่าวได้รับความเสียหายอย่างหนักจนเกิดเพลิงไหม้และไม่สามารถแล่นต่อไปได้ ด้านหน่วยปฏิบัติการทางทะเลของสหราชอาณาจักร (UKMTO) เปิดเผยว่า ลูกเรือทั้งหมดจำเป็นต้องสละเรือและอพยพลงเรือชูชีพ โดยมีรายงานลูกเรือพลเรือนสูญหายไป 1 ราย

นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้แชร์แถลงการณ์ดังกล่าวพร้อมระบุข้อความสั้นๆ ว่า “อิหร่านเลือกทางเลือกที่ผิดพลาด และตอนนี้พวกเขาต้องชดใช้”

ก่อนหน้าการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ สำนักข่าวไออาร์เอ็นเอของทางการอิหร่าน รายงานว่า กองทัพอิหร่านได้สั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ “จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง” โดยอ้างว่าเรือสินค้าลำดังกล่าวปิดระบบระบุตำแหน่งและแล่นออกนอกเส้นทางที่ได้รับอนุญาต จึงได้ทำการยิงขีปนาวุธครูซเพื่อเป็นการ “ยิงเตือน” ให้หยุดเรือ

กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามแถลงว่า “ช่องแคบฮอร์มุซจะถูกปิดจนกว่าจะมีประกาศให้ทราบต่อไป และจนกว่าการแทรกแซงของอเมริกาในภูมิภาคนี้จะสิ้นสุดลง โดยจะไม่มีเรือลำใดได้รับอนุญาตให้แล่นผ่าน” พร้อมเตือนว่าหากสหรัฐฯ มีท่าทีก้าวร้าวใดๆ ตอบกลับมา อิหร่านจะตอบโต้อย่างรุนแรงที่สุดและจะตกเป็นเป้าหมายโจมตีฐานทัพแห่งใหม่ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคทันที

การปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราว 1 ใน 5 ของโลก ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก และกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่เพิ่งประกาศใช้เมื่อเดือนก่อนหลังสงครามปะทุขึ้นในปลายเดือนกุมภาพันธ์ ต้องพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง

ชนวนเหตุความขัดแย้งในครั้งนี้ทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากอยาตอลเลาะห์ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน ได้ออกแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์ ซึ่งนับเป็นการแถลงต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกหลังจากขึ้นดำรงตำแหน่งต่อจาก อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี บิดาของเขาที่ถูกสังหารจากการโจมตีทางอากาศของพันธมิตรสหรัฐฯ-อิสราเอล เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และเพิ่งมีพิธีฝังศพไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

ผู้นำสูงสุดคนใหม่กล่าวว่า “การล้างแค้นคือเจตจำนงของคนในชาติ และมันจะต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราขอให้สัตยาบันว่าจะล้างแค้นให้แก่โลหิตของผู้นำผู้ล่วงลับและผู้พลีชีพทุกคน จากน้ำมือของฆาตกรอาชญากรที่น่าอดสูเหล่านี้” พร้อมระบุว่าอิหร่านได้จัดทำบัญชีรายชื่อบุคคลที่เป็นเป้าหมายในการสังหารไว้แล้ว ซึ่งรวมถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ด้วย

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความตอบโต้โดยขู่ว่าหากอิหร่านพยายามลอบสังหารตน สหรัฐฯ จะตอบโต้อย่างไร้ความปราณี “ขีปนาวุธ 1,000 ลูกถูกล็อกเป้าและพร้อมยิงไปยังสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน และจะมีตามมาอีกหลายพันลูกทันที หากรัฐบาลอิหร่านลงมือทำตามคำขู่ลอบสังหารประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งในกรณีนี้ก็คือตัวผม!”

แม้สถานการณ์จะหมิ่นเหม่ต่อการเกิดสงครามเต็มรูปแบบ แต่อดีตตัวกลางและผู้ไกล่เกลี่ยยังคงพยายามทำงานอย่างหนัก โดยสำนักข่าวทาสนิมของอิหร่านรายงานว่า คณะผู้แทนจากประเทศกาตาร์ได้เดินทางเยือนกรุงเตหะรานเมื่อวันศุกร์เพื่อพยายามฟื้นฟูบทบาทการเป็นคนกลางและกู้คืนกระบวนการเจรจา ขณะที่มีรายงานจากสื่อสหรัฐฯ ว่า เจ้าหน้าที่อิหร่านบางส่วนได้ส่งสัญญาณผ่านคนกลางอ้างว่าการโจมตีเรือขนส่งน้ำมันก่อนหน้านี้เป็นความผิดพลาดของกลุ่มติดอาวุธหัวรุนแรงภายในประเทศที่ควบคุมไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายสหรัฐฯ ยื่นคำขาดผ่านตัวกลาง เรียกร้องให้อิหร่านต้องออกแถลงการณ์ต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการว่า “ช่องแคบฮอร์มุซ” จะเปิดให้สัญจรระหว่างประเทศอย่างเสรี และให้คำมั่นว่าจะหยุดยิงใส่เรือพาณิชย์โดยเด็ดขาด ขณะที่นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ตอบโต้ว่าอิหร่านปฏิบัติตามข้อตกลงแล้ว แต่ข้อตกลงจะมีความหมายก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายปฏิบัติตามร่วมกันเท่านั้น.

ที่มา BBC / AFP

กราดยิงกลางเทศกาลซัลซาในโตรอนโต เสียชีวิต 2 ราย เจ็บอีก 4

กราดยิงกลางเทศกาลซัลซาในโตรอนโต เสียชีวิต 2 ราย เจ็บอีก 4

12 ก.ค. 2569 10:29 น.

กราดยิงกลางเทศกาลซัลซาในโตรอนโต เสียชีวิต 2 ราย เจ็บอีก 4

เกิดเหตุคนร้ายเปิดฉากกราดยิงกลางเทศกาลเต้นรำและดนตรีลาติน “ซัลซา ออน เซนต์แคลร์” ประจำปีครั้งที่ 22 ในนครโตรอนโต ประเทศแคนาดา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ 2 ราย บาดเจ็บอีก 4 ราย ตำรวจยันควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ได้แล้ว แต่คนร้ายยังคงหลบหนี

เกิดคนร้ายก่อเหตุกราดยิงในนครโตรอนโต ประเทศแคนาดา บริเวณถนนเซนต์แคลร์ อเวนิว เวสต์ ตัดกับอาร์ลิงตัน อเวนิว ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานเทศกาลวัฒนธรรมสไตล์ลาติน “ซัลซา ออน เซนต์แคลร์” ประจำปี ครั้งที่ 22 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย

รายงานข่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจโตรอนโตได้รับแจ้งเหตุในเวลาประมาณ 20:12 น. ตามเวลาท้องถิ่น ว่ามีคนร้ายที่ก่อเหตุยิ อยู่ในพื้นที่จัดงานเทศกาลเต้นรำซัลซาดังกล่าว ซึ่งเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร และประชาชนที่มาร่วมชมดนตรีสดและการแสดงเต้นรำอย่างคึกคัก

เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึงจุดเกิดเหตุ พบผู้ถูกยิงทั้งหมด 6 ราย โดยในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ 2 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 4 ราย ซึ่งถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน โดยทางตำรวจยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับความรุนแรงของอาการบาดเจ็บของเหยื่อกลุ่มนี้

ในช่วงแรกของการเข้าระงับเหตุ ตำรวจได้ประกาศเตือนอย่างเร่งด่วนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงและอยู่ห่างจากพื้นที่ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาทางตำรวจแถลงว่าสามารถ “ควบคุมพื้นที่เกิดเหตุได้แล้ว” แต่เน้นย้ำและแจ้งเตือนประชาชนว่าผู้ต้องสงสัย หรือกลุ่มผู้ต้องสงสัย ยังไม่ถูกจับกุมตัวและยังคงหลบหนีอยู่ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากจะยังคงตรึงกำลังในพื้นที่เพื่อสืบสวนและไล่ล่าตัวผู้ก่อเหตุอย่างเข้มงวด

ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวเอเอฟพี ประจำจุดเกิดเหตุรายงานว่า มีกองกำลังตำรวจกระจายอยู่ทั่วบริเวณถนนเซนต์แคลร์ อเวนิว ซึ่งเป็นถนนสายหลักในย่านใจกลางเมืองโตรอนโตที่ปกติจะเต็มไปด้วยความราบรื่นและปลอดภัย

หลังเกิดเหตุ นายดั๊ก ฟอร์ด มุขมนตรีรัฐออนทารีโอ ได้โพสต์ข้อความผ่าน X เพื่อประณามเหตุการณ์นี้ โดยระบุว่า “ผมรู้สึกสะเทือนใจอย่างยิ่งกับความรุนแรงที่ไร้มนุษยธรรมในเทศกาล ซัลซา ออน เซนต์แคลร์ ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไป 2 รายและทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ ผมขอส่งกำลังใจและความระลึกถึงไปยังผู้เคราะห์ร้าย ครอบครัวของพวกเขา และทุกคนที่ได้รับผลกระทบ”

นอกจากนี้ นายฟอร์ด ยังได้กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่กู้ชีพและหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินที่เข้าช่วยเหลือในที่เกิดเหตุทันที พร้อมประกาศว่า “ผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้จะต้องถูกจับกุม ถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม”

ทั้งนี้ นครโตรอนโต ถือเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของแคนาดา และเป็นหนึ่งในเมืองใหญ่ที่ได้ชื่อว่าปลอดภัยที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ เหตุการณ์กราดยิงที่มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายรายในพื้นที่สาธารณะเช่นนี้ ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ค่อนข้างยาก

อย่างไรก็ตาม เหตุสะเทือนขวัญครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่แคนาดาเพิ่งเผชิญเหตุความรุนแรงจากอาวุธปืนในเมืองอื่นเมื่อไม่นานมานี้ โดยเมื่อปลายเดือนที่แล้ว เกิดเหตุกราดยิงในเมืองมอนทรีออล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ 1 นาย ก่อนที่คนร้ายจะถูกวิสามัญฆาตกรรม และก่อนหน้านั้นในเดือนกุมภาพันธ์ ก็เคยเกิดเหตุกราดยิงในโรงเรียนที่เมืองทัมเบลอร์ ริดจ์  เมืองเหมืองแร่ขนาดเล็กทางตะวันตกของประเทศ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิต 8 ราย รวมถึงมารดาและพี่ชายต่างมารดาของผู้ก่อเหตุ และมีผู้บาดเจ็บอีก 27 ราย ก่อนที่มือปืนหญิงจะปลิดชีพตัวเองตาม.

ที่มา BBC / AFP