โจรบุก “พิพิธภัณฑ์เรอนัวร์” ในฝรั่งเศส ฉก 4 ผลงานศิลปะ มูลค่า 9 ล้านยูโร

โจรบุก "พิพิธภัณฑ์เรอนัวร์" ในฝรั่งเศส ฉก 4 ผลงานศิลปะ มูลค่า 9 ล้านยูโร

8 ก.ย. 2569 15:32 น.

โจรบุก “พิพิธภัณฑ์เรอนัวร์” ในฝรั่งเศส ฉก 4 ผลงานศิลปะ มูลค่า 9 ล้านยูโร

คนร้าย 2 คนบุกพิพิธภัณฑ์เรอนัวร์ ในเมืองคาญส์-ซูร์-แมร์ ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสช่วงเช้ามืดวันนี้ ก่อนขโมยผลงานศิลปะอย่างน้อย 4 ชิ้น มูลค่ารวมราว 9 ล้านยูโร หรือประมาณ 344 ล้านบาท แต่ทำภาพวาดตกไว้ 1 ชิ้นขณหลบหนี ขณะที่ตำรวจเร่งติดตามตัวและเปิดการสอบสวนคดีโจรกรรม

เกิดเหตุโจรกรรมที่พิพิธภัณฑ์ออกุสต์-เรอนัวร์ ในเมืองคาญส์-ซูร์-แมร์ จังหวัดอาลป์-มารีตีม ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (8 ก.ย.) โดยคนร้ายอย่างน้อย 2 คนบุกเข้าไปภายในพิพิธภัณฑ์และขโมยผลงานศิลปะอย่างน้อย 4 ชิ้น

ไบรอัน แมสซง นายกเทศมนตรีเมืองคาญส์-ซูร์-แมร์ เปิดเผยว่า ระบบสัญญาณเตือนภัยของพิพิธภัณฑ์ดังขึ้นเมื่อเวลา 05.48 น. และเพียง 5 นาทีต่อมา ในเวลา 05.53 น. ตำรวจเทศบาลก็เดินทางถึงที่เกิดเหตุ

ภาพจากกล้องวงจรปิดของเมืองสามารถบันทึกภาพผู้ต้องสงสัยทั้งสองคนไว้ได้ โดยระหว่างก่อเหตุพบว่าคนร้ายกำลังตัดภาพวาดออกจากกรอบ ก่อนนำผลงานศิลปะออกจากพิพิธภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม ขณะหลบหนี คนร้ายได้ทิ้งภาพวาดหนึ่งในผลงานที่ขโมยมา ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถเก็บกลับคืนมาได้

นายกเทศมนตรีระบุว่า ผลงานศิลปะที่ถูกขโมยไปมีมูลค่าประเมินราว 9 ล้านยูโร หรือประมาณ 344 ล้านบาท ขณะที่ตำรวจทั้งในระดับเทศบาลและตำรวจแห่งชาติถูกส่งเข้าพื้นที่เพื่อเร่งติดตามผู้ก่อเหตุ และการสอบสวนยังคงดำเนินต่อไป

นายกเทศมนตรีแมสซงกล่าวว่า การบุกโจรกรรมพิพิธภัณฑ์เรอนัวร์ไม่ได้เป็นเพียงการขโมยทรัพย์สิน แต่ถือเป็นการทำลายส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์และมรดกทางวัฒนธรรมของเมือง พร้อมย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการดำเนินแผนยกระดับความปลอดภัยพิพิธภัณฑ์และปกป้องผลงานศิลปะ ซึ่งเป็นมรดกที่เป็นของประชาชนทุกคน

พิพิธภัณฑ์เรอนัวร์ก่อตั้งขึ้นในปี 1960 ภายในบ้านพักหลังสุดท้ายของ ปิแอร์-โอกุสต์ เรอนัวร์ (Pierre-Auguste Renoir) จิตรกรชาวฝรั่งเศสผู้มีชื่อเสียงในกลุ่มศิลปินอิมเพรสชันนิสต์ ซึ่งเสียชีวิตในปี 1919

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จัดแสดงทั้งเครื่องเรือนและสิ่งของส่วนตัวของเรอนัวร์ รวมถึงขาตั้งวาดภาพและรถเข็นของเขา ตลอดจนผลงานศิลปะประเภทภาพบุคคล ภาพทิวทัศน์ และภาพเปลือยที่ศิลปินเป็นผู้สร้างสรรค์

เหตุโจรกรรมครั้งล่าสุดเกิดขึ้นไม่ถึงหนึ่งปีหลังจากเหตุสะเทือนขวัญที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ในกรุงปารีส ซึ่งคนร้ายขโมยเครื่องราชกกุธภัณฑ์และเครื่องประดับสำคัญของราชวงศ์ฝรั่งเศสจำนวน 8 ชิ้นจากห้องแสดงงานในแกลเลอรีอพอลโล โดยจนถึงขณะนี้ของกลางยังไม่ถูกพบ แม้เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสจะดำเนินการค้นหาอย่างกว้างขวาง และประสานงานกับตำรวจในเบลเยียม อิตาลี และประเทศอื่น ๆ

เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยในคดีลูฟวร์ได้ 4 คน แต่ยังไม่สามารถติดตามผลงานและเครื่องประดับที่ถูกขโมยกลับคืนมาได้

หลังเกิดเหตุหลายครั้ง กระทรวงวัฒนธรรมฝรั่งเศสได้ยกระดับการรักษาความปลอดภัยพิพิธภัณฑ์เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญ โดยเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา กระทรวงได้เปิดเผยแผนปฏิบัติการ 33 มาตรการ ซึ่งรวมถึงข้อเสนอให้พิพิธภัณฑ์นำวัตถุจัดแสดงบางชิ้นออกจากตู้โชว์เป็นการชั่วคราว เพื่อเก็บไว้ในสถานที่ที่มีระบบรักษาความปลอดภัยเหมาะสม จนกว่าจะสามารถปรับปรุงระบบป้องกันได้

ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สร้อยคอทองคำโบราณจาก “สมบัติแห่งวีซ์” (Treasure of Vix) ซึ่งเป็นโบราณวัตถุจากยุคเซลต์และมีอายุราว 2,500 ปี ถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งในเมืองชาเตียง-ซูร์-แซน ทางตะวันออกของฝรั่งเศส โดยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เคยตกเป็นเป้าหมายของความพยายามโจรกรรมมาแล้วถึง 2 ครั้ง

ก่อนหน้านั้นในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม คนร้ายยังบุกพิพิธภัณฑ์ลาลิก ในเมืองวิงเงิน-ซูร์-โมแดร์ ทางตอนเหนือของเมืองสตราสบูร์ก และขโมยเครื่องประดับหลายรายการ มูลค่าความเสียหายประเมินกว่า 4.5 ล้านยูโร

เหตุโจรกรรมที่เกิดขึ้นต่อเนื่องทำให้รัฐบาลฝรั่งเศสต้องเร่งทบทวนมาตรการรักษาความปลอดภัยพิพิธภัณฑ์ โดยมุ่งเน้นการป้องกันผลงานศิลปะและโบราณวัตถุที่มีมูลค่าสูง ซึ่งถือเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของประเทศ.

ที่มา AFP / Le Parisien / BBC

สิงคโปร์ขึ้นเงินเดือนรัฐมนตรีสูงสุด 9% แตะ 1.2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี

สิงคโปร์ขึ้นเงินเดือนรัฐมนตรีสูงสุด 9% แตะ 1.2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี

8 ก.ย. 2569 14:30 น.

สิงคโปร์ขึ้นเงินเดือนรัฐมนตรีสูงสุด 9% แตะ 1.2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี

รัฐบาลสิงคโปร์ประกาศปรับขึ้นเงินเดือนคณะรัฐมนตรีและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสูงสุด 9% ส่งผลให้รายได้รวมของรัฐมนตรีระดับเริ่มต้น เพิ่มขึ้นจาก 1.1 เป็น 1.2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี หรือราว 31.2 ล้านบาท ถือเป็นการปรับโครงสร้างครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2011 ทำให้นายกรัฐมนตรี ลอว์เรนซ์ หว่อง มีรายได้ต่อปีเพิ่มขึ้นเป็น 3.6 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 93.7 ล้านบาท และประกาศบริจาคเงินรายได้ส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดเข้าองค์กรการกุศลเป็นเวลา 5 ปี

นายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง ของสิงคโปร์ ประกาศในรัฐสภาวันนี้ (8 ก.ย.) ว่า สิงคโปร์จะปรับขึ้นค่าตอบแทนของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสูงสุด 9% โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2026 หลังรัฐบาลเห็นชอบข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระที่ได้รับการแต่งตั้งเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว

ปัจจุบันระบบค่าตอบแทนรัฐมนตรีของสิงคโปร์แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ MR4, MR3, MR2 และ MR1 โดยแต่ละระดับมีช่วงเงินเดือนหลายขั้น โดยนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ตัดสินใจว่ารัฐมนตรีแต่ละคนจะอยู่ในระดับใด อยู่ที่ขั้นใดของช่วงเงินเดือน และจะได้รับโบนัสตามผลงานเป็นจำนวนเท่าใดในแต่ละปี

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการทบทวนค่าตอบแทนเสนอให้ปรับเงินเดือนอ้างอิงสำหรับรัฐมนตรีระดับ MR4 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุด จากปัจจุบัน 1.1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี เป็น 1.8 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี รวมถึงเสนอให้ปรับค่าตอบแทนของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองประเภทอื่น ตลอดจนเบี้ยเลี้ยงของสมาชิกรัฐสภาและผู้ดำรงตำแหน่งในรัฐสภาบางประเภท อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีหว่องระบุว่า รัฐบาลจะ ยังไม่ปรับค่าตอบแทนขึ้นไปถึงเกณฑ์ใหม่ 1.8 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในทันที แต่จะใช้การปรับครั้งเดียวสูงสุด 9% ก่อน

ทั้งนี้ ตัวเลข 9% ไม่ได้หมายความว่าผู้ดำรงตำแหน่งทุกคนจะได้รับเงินเพิ่มในอัตราเดียวกัน เพราะการปรับขึ้นของแต่ละคนจะขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะบุคคล เช่น ผลการปฏิบัติงานและช่วงเวลาที่ได้รับการปรับเงินเดือนครั้งล่าสุด

สำหรับรัฐมนตรีที่เพิ่งดำรงตำแหน่งครั้งแรกระดับ MR4 ที่ได้รับเงินเดือนอ้างอิงปัจจุบัน 1.1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หากได้รับการปรับเต็มอัตรา 9% จะทำให้ค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี หรือราว 31.2 ล้านบาท

นายหว่องย้ำว่า หลังจากการปรับครั้งเดียวนี้ จะไม่มีการปรับพิเศษเพิ่มเติมเพื่อไล่ระดับเงินเดือนให้ถึง 1.8 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ แต่การปรับในอนาคตจะพิจารณาจากผลการปฏิบัติงานและความรับผิดชอบของแต่ละบุคคล

ปัจจุบันรัฐมนตรี 10 คนจากทั้งหมด 16 คนอยู่ในระดับ MR4 ขณะที่อีก 6 คนอยู่ในระดับที่สูงกว่า เนื่องจากมีอาวุโสและรับผิดชอบงานที่มากกว่า รวมถึงรัฐมนตรีประสานงานของรัฐบาล

รัฐมนตรีประสานงาน 3 คน ได้แก่ ชาน ชุน ซิง (Chan Chun Sing) รัฐมนตรีกลาโหม ซึ่งกำกับดูแลด้านบริการสาธารณะ, ออง เย กุง (Ong Ye Kung) รัฐมนตรีสาธารณสุข ซึ่งกำกับดูแลนโยบายสังคม และ เค ชานมูกัม (K Shanmugam) รัฐมนตรีมหาดไทย ซึ่งรับผิดชอบด้านความมั่นคงแห่งชาติ ขณะที่รัฐมนตรีอาวุโสในคณะรัฐมนตรีมี 2 คน คือ นายชานมูกัม และ ลี เซียน ลุง (Lee Hsien Loong) อดีตนายกรัฐมนตรี

นายหว่องอธิบายว่า รัฐมนตรีสามารถขยับขึ้นไปยังขั้นเงินเดือนที่สูงขึ้นภายในระดับเดียวกันได้ หากมีผลงานที่ดี และบางคนอาจได้รับการเลื่อนขึ้นสู่ระดับที่สูงกว่าเมื่อได้รับมอบหมายความรับผิดชอบมากขึ้น

ค่าตอบแทนของรัฐมนตรีไม่ได้มีเพียงเงินเดือนประจำ แต่ยังมีส่วนประกอบที่เปลี่ยนแปลงได้ซึ่งคิดเป็น มากกว่าหนึ่งในสามของค่าตอบแทนรายปี หนึ่งในนั้นคือ โบนัสแห่งชาติ (National Bonus) ซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกคนมีสิทธิได้รับ โดยขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในระบบค่าตอบแทน นอกจากนี้ ยังมีโบนัสตามผลงานรายบุคคลซึ่งขึ้นอยู่กับการประเมินของนายกรัฐมนตรี โดยนายหว่องระบุว่า เมื่อปีที่แล้วโบนัสในส่วนนี้อยู่ที่ประมาณ 3-6 เดือนของเงินเดือน

ดังนั้น ตัวเลขเงินเดือนอ้างอิง MR4 ที่ 1.1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ จึงเป็นตัวเลขค่าตอบแทนรวมโดยประมาณ ซึ่งรวมเงินเดือนประจำและสมมติฐานเกี่ยวกับระดับผลงานและโบนัสแล้ว ค่าตอบแทนจริงของรัฐมนตรีแต่ละคนในแต่ละปีอาจสูงหรือต่ำกว่าตัวเลขอ้างอิง ขึ้นอยู่กับตำแหน่งเงินเดือนและโบนัสที่ได้รับ

สำหรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เงินเดือนถูกกำหนดไว้ที่ 2 เท่าของเกณฑ์ MR4 การปรับครั้งนี้ทำให้นายกรัฐมนตรี ลอว์เรนซ์ หว่อง มีรายได้ต่อปีเพิ่มขึ้นเป็น 3.6 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 93.7 ล้านบาท นายหว่องประกาศว่า หากยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป เขาจะบริจาคเงินส่วนที่เพิ่มขึ้นจากการปรับครั้งนี้ทั้งหมดให้แก่องค์กรหรือกิจกรรมเพื่อสังคมเป็นเวลา 5 ปี

เขาระบุว่า การตัดสินใจดังกล่าวเป็นเรื่องส่วนตัวและไม่ได้คาดหวังให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคนอื่นทำตาม พร้อมย้ำว่าโดยทั่วไปแล้วเขาไม่สนับสนุนการประกาศหรือแสดงต่อสาธารณะเกี่ยวกับการบริจาคเพื่อการกุศล

นายหว่องกล่าวว่า ในฐานะนายกรัฐมนตรี เขามี “ความรับผิดชอบสูงสุด” ต่อระบบค่าตอบแทนดังกล่าว จึงเห็นว่าเป็นเรื่องเหมาะสมที่ประชาชนสิงคโปร์ควรรับทราบการตัดสินใจของเขา เขาจะทบทวนการตัดสินใจเกี่ยวกับการบริจาคอีกครั้งเมื่อครบ 5 ปี โดยพิจารณาจากสถานการณ์ในเวลานั้น

คณะกรรมการอิสระยังเสนอให้ รวมระดับ MR2 และ MR3 เข้าด้วยกัน ทำให้จำนวนระดับเงินเดือนของรัฐมนตรีลดจาก 4 ระดับเหลือ 3 ระดับ ขณะเดียวกัน ช่วงเงินเดือนในแต่ละระดับจะกว้างขึ้น โดยสามารถกำหนดค่าตอบแทนได้ในช่วง สูงหรือต่ำกว่าเกณฑ์อ้างอิง 25% รัฐบาลเห็นชอบกับการปรับโครงสร้างดังกล่าว แต่ยังคงหลักการเดิมในการประเมินและแยกความแตกต่างของค่าตอบแทนตามผลการปฏิบัติงาน

นายหว่องคาดว่า หลังผ่านการปรับพิเศษครั้งแรก รัฐมนตรีส่วนใหญ่ที่ยังอยู่ในระดับ MR4 จะอยู่บริเวณช่วงล่างของช่วงเงินเดือนใหม่ หรือประมาณ 1.35 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี เมื่อสิ้นสุดวาระรัฐบาลชุดปัจจุบัน ส่วนรัฐมนตรีที่มีผลงานโดดเด่นและรับผิดชอบงานที่มากขึ้น อาจได้รับค่าตอบแทนสูงขึ้นภายในช่วงดังกล่าว หรือได้รับการเลื่อนระดับ

นายหว่องย้ำว่า เงินเดือนอ้างอิง MR4 ที่ 1.8 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ไม่ใช่เป้าหมายที่รัฐมนตรีทุกคนจะต้องได้รับในที่สุด แต่สามารถได้รับเงินเดือนสูงหรือต่ำกว่าตัวเลขดังกล่าวได้ ภายในกรอบที่กำหนด

สำหรับรัฐมนตรีช่วย รัฐมนตรีช่วยว่าการ เลขาธิการรัฐสภา และนายกเทศมนตรี นายหว่องระบุว่า โดยทั่วไปจะหารือกับรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลเกี่ยวกับผลการทำงาน แต่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับระดับเงินเดือน ขั้นของเงินเดือน และโบนัส ยังคงเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี

ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ได้รับการแต่งตั้งในวาระรัฐบาลหน้า จะเข้าสู่ระบบด้วยระดับและขั้นเงินเดือนที่แตกต่างกัน โดยพิจารณาจากประสบการณ์และค่าตอบแทนเดิม

รัฐบาลคาดว่าโครงสร้างใหม่นี้จะทำให้ค่าตอบแทนของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีความแตกต่างกันมากขึ้นตามผลงาน และเปิดพื้นที่ให้นายกรัฐมนตรีสามารถดึงบุคลากรที่มีประสบการณ์สูงจากภาคเอกชนเข้ามาทำงานภาครัฐได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่เคยได้รับค่าตอบแทนสูงกว่ามากในภาคธุรกิจ

นายหว่องกล่าวว่า แม้ผู้ที่เข้ามาทำงานการเมืองจะต้องยอมเสียสละรายได้บางส่วนจากภาคเอกชน แต่รัฐบาลไม่ควรทำให้ช่องว่างด้านรายได้กว้างเกินความจำเป็น เพราะเป้าหมายคือการเพิ่มโอกาสในการดึงดูดชาวสิงคโปร์ที่มีความสามารถให้เข้ามารับใช้ประเทศ และสร้างทีมบริหารประเทศที่แข็งแกร่งที่สุด

รัฐสภาสิงคโปร์จะอภิปรายคำตอบของรัฐบาลต่อข้อเสนอของคณะกรรมการทบทวนค่าตอบแทนในวันพฤหัสบดีนี้ (10 ก.ย.)

เมื่อเปรียบเทียบกับผู้นำประเทศอื่น ข้อมูลจาก PoliticalSalaries.com ระบุว่า เงินเดือนนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์อยู่ในระดับสูง โดยนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์มีรายได้ประมาณ 2.4 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี ตามกรอบค่าตอบแทนเดิม ขณะที่หัวหน้าคณะผู้บริหารฮ่องกงมีรายได้ราว 719,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ประธานาธิบดีสวิตเซอร์แลนด์ราว 606,000 ดอลลาร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษราว 230,000 ดอลลาร์ และประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ราว 400,000 ดอลลาร์ต่อปี.

ที่มา CNA / The Straits Times

อินโดฯ สั่งระงับโรงครัว 2,000 แห่ง หลังเด็ก-ครูป่วยอาหารเป็นพิษกว่า 50,000 คนจากโครงการอาหารฟรี

อินโดฯ สั่งระงับโรงครัว 2,000 แห่ง หลังเด็ก-ครูป่วยอาหารเป็นพิษกว่า 50,000 คนจากโครงการอาหารฟรี

8 ก.ย. 2569 14:25 น.

อินโดฯ สั่งระงับโรงครัว 2,000 แห่ง หลังเด็ก-ครูป่วยอาหารเป็นพิษกว่า 50,000 คนจากโครงการอาหารฟรี

รัฐบาลอินโดฯ สั่งระงับโรงครัวที่ร่วมในโครงการอาหารฟรีเกือบ 2,000 แห่งทั่วประเทศ หลังพบไม่ได้ลงทะเบียนตรวจรับรองสุขอนามัย จนทำให้เกิดปัญหาเด็กและครูล้มป่วยจากอาหารเป็นพิษกว่า 50,000 คน 

โครงการอาหารฟรีของรัฐบาลอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต กำลังเผชิญปัญหาด้านความปลอดภัยของอาหารอย่างต่อเนื่อง หลังมีรายงานผู้ได้รับผลกระทบจากอาหารเป็นพิษเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก จนล่าสุดรัฐบาลต้องสั่งระงับการดำเนินงานของครัวประกอบอาหารเกือบ 2,000 แห่งทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 7 กันยายน ซูดาร์โยโน หัวหน้าสำนักงานโภชนาการแห่งชาติของอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า ทางการได้สั่งระงับครัวจำนวน 1,999 แห่ง เนื่องจากไม่ได้ลงทะเบียนกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเข้ารับการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานด้านสุขอนามัยและความสะอาดตามที่กฎหมายกำหนด

ปัจจุบัน อินโดนีเซียมีครัวที่ประกอบอาหารและแจกจ่ายอาหารฟรีทั่วประเทศรวม 27,022 แห่ง หมายความว่าครัวที่ถูกระงับคิดเป็นสัดส่วนจำนวนไม่น้อยของระบบทั้งหมด

ซูดาร์โยโนย้ำว่า การได้รับใบรับรองด้านสุขอนามัยและความสะอาดถือเป็น ข้อบังคับสำหรับครัวที่เข้าร่วมโครงการอาหารฟรี และหน่วยงานจะตรวจสอบครัวที่ถูกระงับทั้งหมด ก่อนพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

เจ้าหน้าที่ระบุว่า มาตรฐานด้านสุขอนามัยและความสะอาดเป็นสิ่งที่ไม่อาจจะผ่อนผันได้ เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณภาพอาหารและความปลอดภัยของประชาชน โดยเฉพาะเด็กนักเรียนซึ่งเป็นผู้รับอาหารหลักของโครงการ

การสั่งระงับครัวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางปัญหา อาหารเป็นพิษจากโครงการอาหารฟรีที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียนและครูในหลายพื้นที่ของอินโดนีเซีย

เฉพาะสัปดาห์ที่ผ่านมา มีนักเรียนและครูมากกว่า 2,000 คนในหลายจังหวัด ล้มป่วยหลังรับประทานอาหารจากโครงการ จนหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องออกมายืนยันว่าจะเร่งจัดการกับเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างจริงจัง

ขณะที่ข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข ณ วันที่ 1 กันยายนระบุว่า มีประชาชนได้รับผลกระทบจากอาหารเป็นพิษที่เกี่ยวข้องกับโครงการอาหารฟรีแล้ว อย่างน้อย 50,000 คน โดยสาเหตุของอาหารเป็นพิษส่วนใหญ่ถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับ การจัดเก็บอาหารที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการจัดส่งอาหารล่าช้า ซึ่งอาจทำให้อาหารเสื่อมคุณภาพก่อนถึงมือเด็กนักเรียน

โครงการอาหารฟรีของประธานาธิบดีปราโบโวเปิดตัวเมื่อเดือนมกราคมปี 2025 โดยมีเป้าหมายจัดหาอาหารให้ประชาชน โดยเฉพาะเด็กนักเรียน เพื่อช่วยยกระดับโภชนาการและลดปัญหาการขาดสารอาหาร

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เริ่มโครงการกลับเผชิญปัญหาหลายด้านอย่างต่อเนื่อง ทั้งข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริต การเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร และเหตุการณ์อาหารเป็นพิษครั้งใหญ่หลายระลอก

ล่าสุด การที่พบว่าครัวเกือบ 2,000 แห่งยังไม่ได้ลงทะเบียนเพื่อรับการตรวจสอบด้านสุขอนามัย ยิ่งทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับระบบควบคุมคุณภาพอาหารของโครงการ ซึ่งต้องจัดเตรียมอาหารจำนวนมหาศาลและกระจายไปยังเด็กนักเรียนทั่วประเทศ

รัฐบาลอินโดนีเซียจึงต้องเร่งตรวจสอบโรงครัวที่ถูกระงับ พร้อมยืนยันว่าจะไม่ยอมให้โรงครัวที่ไม่ผ่านมาตรฐานกลับมาให้บริการ จนกว่าจะสามารถรับรองได้ว่าอาหารที่แจกจ่ายให้เด็กและประชาชนมีคุณภาพและปลอดภัยเพียงพอ.

ที่มา : channelnewsasia

จากัวร์ แลนด์ โรเวอร์ จ่อปลด พนง.4,000 ตำแหน่ง ลดต้นทุน รับมือรถยนต์ไฟฟ้าจีน-ภาษีสหรัฐฯ

จากัวร์ แลนด์ โรเวอร์ จ่อปลด พนง.4,000 ตำแหน่ง ลดต้นทุน รับมือรถยนต์ไฟฟ้าจีน-ภาษีสหรัฐฯ

8 ก.ย. 2569 11:43 น.

จากัวร์ แลนด์ โรเวอร์ จ่อปลด พนง.4,000 ตำแหน่ง ลดต้นทุน รับมือรถยนต์ไฟฟ้าจีน-ภาษีสหรัฐฯ

ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่แห่งสหราชอาณาจักร “จากัวร์ แลนด์ โรเวอร์” (Jaguar Land Rover) ประกาศเตรียมเลิกจ้างพนักงาน 4,000 ตำแหน่งทั่วโลกภายใน 2 ปีข้างหน้า หวังลดต้นทุน 1.7 พันล้านปอนด์ ท่ามกลางแรงกดดันจากรถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกของจีน ภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และต้นทุนการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า

“จากัวร์ แลนด์ โรเวอร์” หรือ JLR ประกาศว่า บริษัทเตรียมลดจำนวนพนักงานประมาณ 4,000 ตำแหน่ง ในช่วง 2 ปีข้างหน้า เพื่อควบคุมต้นทุนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน

บริษัทตั้งเป้าประหยัดค่าใช้จ่ายให้ได้ 1,700 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 75,620 ล้านบาท ภายใน 2 ปี เพื่อนำเงินไปลงทุนในเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า ระบบดิจิทัล และการพัฒนาด้านอื่น ๆ โดยในช่วง 5 ปีข้างหน้า JLR มีแผนลงทุนรวมประมาณ 15,000-18,000 ล้านปอนด์ หรือราว 6.67-8 แสนล้านบาท

พีบี บาลาจี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JLR ระบุว่า อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ จากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี การแข่งขันที่รุนแรง และความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมยืนยันว่าบริษัทจะดูแลพนักงานที่ได้รับผลกระทบด้วยความเป็นธรรมและให้ความเคารพตลอดกระบวนการปรับลดกำลังคน

JLR ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์แบรนด์หรูอย่าง Range Rover และ Discovery ประสบปัญหายอดขายและผลกำไรลดลง ท่ามกลางการแข่งขันจากรถยนต์ไฟฟ้าจีนที่มีราคาถูกกว่า ต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มสูงขึ้น และผลกระทบจากนโยบายภาษีของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ มาตรการภาษีดังกล่าวกำหนดภาษีนำเข้ารถยนต์ที่ผลิตในอังกฤษในอัตรา 10% และจะเพิ่มขึ้นเป็น 27.5% สำหรับจำนวนรถยนต์ที่เกินโควตา 100,000 คันต่อปี

JLR ยังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการโจมตีทางไซเบอร์เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งทำให้บริษัทต้องหยุดการผลิตเป็นเวลานานกว่าหนึ่งเดือน ส่งผลกระทบต่อทั้งยอดขายและห่วงโซ่อุปทาน

บริษัทซึ่งอยู่ภายใต้การถือครองของทาทา มอเตอร์ส จากอินเดีย มีพนักงานทั่วโลกราว 43,000 คน โดยประมาณ 34,000 คนทำงานอยู่ในสหราชอาณาจักร และคาดว่าการลดพนักงานครั้งนี้ส่วนใหญ่จะกระทบการดำเนินงานในอังกฤษ

JLR ระบุว่า จะพยายามดำเนินการลดจำนวนพนักงานผ่านโครงการ สมัครใจลาออกหรือเกษียณก่อนกำหนด โดยเปิดให้พนักงานยื่นความจำนงจนถึงวันที่ 4 ตุลาคม อย่างไรก็ตาม หากไม่สามารถลดจำนวนพนักงานได้ตามเป้าหมาย บริษัทอาจดำเนินการเลิกจ้างโดยไม่สมัครใจ ซึ่งจะมีเงื่อนไขชดเชยที่น้อยกว่า

ข้อมูลผลประกอบการของ JLR สำหรับปีงบการเงินที่สิ้นสุดในเดือนมีนาคม ระบุว่า รายได้จากการขายลดลงอย่างมาก โดยบริษัทชี้ว่าภาษีของสหรัฐฯ และผลกระทบจากการโจมตีทางไซเบอร์เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยอดขายลดลงประมาณหนึ่งในห้า จากระดับราว 29,000 ล้านปอนด์ เหลือประมาณ 22,900 ล้านปอนด์ นอกจากนี้ JLR ยังเผชิญการแข่งขันจากผู้ผลิตรถยนต์จีน ซึ่งเดิมบริษัทมองจีนเป็นตลาดสำคัญสำหรับการเติบโต แต่ปัจจุบันผู้ผลิตจากจีนได้กลายเป็นคู่แข่งสำคัญ โดยเฉพาะในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า

เอียน โรเบิร์ตสัน อดีตผู้บริหารของ BMW วิจารณ์ว่า JLR ควรเริ่มผลิตรถยนต์ในสหรัฐฯ ให้เร็วกว่านี้ เช่นเดียวกับ BMW และ Mercedes-Benz ซึ่งมีโรงงานขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากภาษีนำเข้า

เขายังมองว่า JLR เข้าสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าช้ากว่าคู่แข่ง โดยบริษัทเปิดตัว I-PACE รถเอสยูวีไฟฟ้าเต็มรูปแบบตั้งแต่ปี 2018 แต่หลังจากนั้นต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ โดย Range Rover รุ่นไฟฟ้าที่ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จะเป็นการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าครั้งสำคัญครั้งแรกของบริษัทนับตั้งแต่ I-PACE

การประกาศลดพนักงานเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลอังกฤษพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างเชื่องช้า และช่วยเหลือภาคธุรกิจรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม โฆษกของนายกรัฐมนตรีอังกฤษระบุว่า แม้รัฐบาลตระหนักถึงความกังวลของพนักงาน ครอบครัว และชุมชนที่ได้รับผลกระทบ แต่รัฐบาลไม่มีแผนที่จะใช้เงินภาษีประชาชนเพื่อเข้าอุ้มชู (Bailout) กิจการของ JLR แต่อย่างใด

ด้าน เลียม เบิร์น ประธานคณะกรรมาธิการธุรกิจและการค้าในรัฐสภาอังกฤษ เรียกการลดพนักงานครั้งนี้ว่าเป็น “การโจมตีครั้งใหญ่” ต่อแรงงาน ครอบครัว และชุมชนในภูมิภาคเวสต์มิดแลนด์ส ซึ่งเป็นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์อังกฤษ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลจัดมาตรการช่วยเหลือผู้ที่ถูกเลิกจ้างให้สามารถหางานใหม่ได้โดยเร็ว ขณะที่ Unite หนึ่งในสหภาพแรงงานรายใหญ่ของอังกฤษ ระบุว่าจะขอคำชี้แจงอย่างเร่งด่วนจากบริษัท พร้อมเรียกร้องให้ JLR และรัฐบาลพิจารณาทุกแนวทางเพื่อลดผลกระทบต่อการจ้างงาน

การประกาศของ JLR เกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังโฟล์กสวาเกน ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของเยอรมนี เปิดแผนลดต้นทุนครั้งใหญ่ ซึ่งรวมถึงการลดพนักงาน 50,000 ตำแหน่ง ลดจำนวนรุ่นรถลงครึ่งหนึ่ง และยุติการผลิตรถยนต์ในโรงงาน 4 แห่งในเยอรมนี เพื่อรับมือกับการแข่งขันจากจีนและผลกระทบจากภาษีของสหรัฐฯ.

ที่มา BBC / Associated Press

ชายสหรัฐฯ คลุ้มคลั่งบนเครื่องบิน-ถูกมัดเทปกาวติดที่นั่ง ถูกไล่ออกจากงานแล้ว

ชายสหรัฐฯ คลุ้มคลั่งบนเครื่องบิน-ถูกมัดเทปกาวติดที่นั่ง ถูกไล่ออกจากงานแล้ว

8 ก.ย. 2569 11:06 น.

ชายสหรัฐฯ คลุ้มคลั่งบนเครื่องบิน-ถูกมัดเทปกาวติดที่นั่ง ถูกไล่ออกจากงานแล้ว

บริษัทต้นสังกัดประกาศเลิกจ้าง นายหน้าอสังหาริมทรัพย์วัย 67 ปี จากรัฐแอริโซนา หลังถูกจับและตั้งข้อหาทำร้ายร่างกายและประพฤติตัวไม่เหมาะสม หลังถูกกล่าวหาว่าเมาสุรา ก่อเหตุทะเลาะวิวาทและทำร้ายผู้โดยสารบนเที่ยวบินของอเมริกัน แอร์ไลน์ส จนลูกเรือต้องขอความช่วยเหลือจากผู้โดยสาร และใช้เคเบิลไทร์กับเทปกาวมัดตัวเขาไว้กับที่นั่ง ก่อนเครื่องบินต้องเปลี่ยนเส้นทางลงจอดที่เมืองบัลติมอร์ 

อาร์เธอร์ เลย์น ลุนดีน วัย 67 ปี นายหน้าอสังหาริมทรัพย์จากรัฐแอริโซนา สหรัฐฯ ถูกจับกุมและดำเนินคดี หลังถูกกล่าวหาว่าก่อเหตุวุ่นวายและทำร้ายผู้โดยสารบนเครื่องบินของอเมริกัน แอร์ไลน์ส จนต้องใช้เทปกาวพันตัวเขาไว้กับที่นั่ง และเที่ยวบินต้องเปลี่ยนเส้นทางไปลงจอดที่เมืองบัลติมอร์ รัฐแมริแลนด์

เหตุเกิดเมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา ขณะที่ลุนดีนนั่งชั้นหนึ่งบนเที่ยวบินที่ 618 ซึ่งเดินทางจากเมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส ไปยังเมืองนวร์ก รัฐนิวเจอร์ซีย์ นายฮวน เมฮา ผู้โดยสารที่อยู่บนเที่ยวบินดังกล่าว เล่าว่า นายลุนดีนดื่มสุราและเริ่มต่อว่าผู้โดยสารที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก่อนสถานการณ์จะบานปลายอย่างรวดเร็ว

เมฮาระบุว่า จากเหตุการณ์ที่ตอนแรกยังเป็นปกติ จู่ ๆ ก็เกิดเสียงตะโกนและความโกลาหลขึ้น โดยเขาหันกลับไปเห็นลุนดีนใช้มือที่บริเวณลำคอของผู้โดยสารที่นั่งติดกัน และมีลักษณะคล้ายกำลังทำร้ายร่างกาย เมื่อพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินพยายามเข้าระงับเหตุ ลุนดีนถูกกล่าวหาว่าใช้คำเหยียดเชื้อชาติและปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของลูกเรือ

เมฮาและผู้โดยสารอีกคนชื่อ ริชาร์ด โอเลนิก จึงเข้าช่วยลูกเรือควบคุมตัวลุนดีน โดยเมฮาเล่าว่า ลุนดีนกัดมือของเขาจนทิ้งรอยฟัน แม้ผิวหนังจะไม่ฉีกขาด ขณะที่ตัวลุนดีนเองมีเลือดออกจากบาดแผลที่เกิดขึ้นระหว่างการต่อสู้และพยายามขัดขืนการควบคุมตัว ด้านพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินรายหนึ่งบอกกับเมฮาว่า ก่อนเกิดเหตุ ลุนดีนได้รับเครื่องดื่มจากลูกเรือเพียง หนึ่งแก้ว เท่านั้น

จากความวุ่นวายในบริเวณชั้นหนึ่ง กัปตันจึงตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางและนำเครื่องบินไปลงจอดที่ ท่าอากาศยานนานาชาติบัลติมอร์/วอชิงตัน เธอร์กูด มาร์แชลล์ ในรัฐแมริแลนด์ แทนที่จะเดินทางต่อไปยังสนามบินนวร์ก

ในช่วงประมาณ 15 นาทีสุดท้ายของเที่ยวบิน ลุนดีนถูกเจ้าหน้าที่และผู้โดยสารช่วยกันควบคุมตัว โดยใช้ เคเบิลไทร์มัดมือ และเทปกาวพันร่างกายติดกับที่นั่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เขาหลุดออกมาและก่อเหตุเพิ่มเติม

เมื่อเครื่องบินลงจอด เจ้าหน้าที่ตำรวจของสำนักงานขนส่งแมริแลนด์ เข้าควบคุมตัวลุนดีน และตั้งข้อหาก่อความวุ่นวายในที่สาธารณะและทำร้ายร่างกายผู้อื่น ซึ่งเป็นความผิดทางอาญาระดับลหุโทษตามข้อมูลในเอกสารศาล

ต่อมา สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือ FBI เข้ามารับช่วงการสอบสวน โดยระบุว่าอยู่ระหว่างการสอบปากคำพยานเพื่อรวบรวมข้อเท็จจริง และจะหารือกับสำนักงานอัยการสหรัฐฯ ประจำเขตแมริแลนด์ เพื่อพิจารณาว่าจะมีการตั้งข้อหาภายใต้กฎหมายของรัฐบาลกลางเพิ่มเติมหรือไม่

ภาพที่เผยแพร่โดยสื่อสหรัฐฯ แสดงให้เห็นชายคนหนึ่งถูกเทปกาวพันตั้งแต่บริเวณแขนและลำตัวติดกับที่นั่ง โดยใบหน้าและบางส่วนของภาพถูกเบลอ ขณะที่วิดีโออีกช่วงหนึ่งแสดงให้เห็นเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายอยู่ใกล้ชายที่ถูกควบคุมตัว พร้อมพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ถือม้วนเทปกาวอยู่

หลังทราบเรื่อง บริษัท Long Realty บริษัทนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ที่ลุนดีนทำงานด้วย ประกาศเลิกจ้างเขาทันที โดยนายเควิน แคปแลน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Long Companies ระบุว่า แม้นายหน้าอสังหาริมทรัพย์จะทำงานในฐานะผู้รับจ้างอิสระ แต่บริษัทให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความประพฤติที่เหมาะสมของทุกคนที่เกี่ยวข้องกับ Long Realty และด้วยเหตุนี้ ลุนดีนจึงไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับบริษัทอีกต่อไป

ข้อมูลจากกรมอสังหาริมทรัพย์รัฐแอริโซนาระบุว่า ลุนดีนได้รับใบอนุญาตเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ในรัฐมาตั้งแต่ปี 2001 และประวัติการทำงานระบุว่าเขาร่วมงานกับ Long Realty ในสำนักงานเมืองทูซอนและ Tanque Verde มาตั้งแต่ปี 2013

ตามเอกสารศาล ลุนดีนขึ้นศาลครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 กันยายน และสละสิทธิ์ในการมีทนายความในระหว่างการพิจารณาคดีครั้งแรก ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวโดยไม่ต้องวางเงินประกันตัว ขณะที่ศาลกำหนดวันพิจารณาคดีไว้ในวันที่ 19 ตุลาคม

ด้านอเมริกัน แอร์ไลน์สยืนยันว่าเที่ยวบิน 618 ต้องเปลี่ยนเส้นทางไปยังบัลติมอร์เมื่อวันที่ 3 กันยายน เนื่องจากมีผู้โดยสารก่อเหตุรบกวนและเป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อย หลังเครื่องลงจอดเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายได้ขึ้นเครื่องและนำตัวผู้โดยสารคนดังกล่าวออกจากเครื่อง ก่อนที่เที่ยวบินจะเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทาง

สายการบินระบุว่า ความปลอดภัยของผู้โดยสารและพนักงานเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด และสายการบินไม่ยอมรับการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ พร้อมขอบคุณพนักงานสำหรับความเป็นมืออาชีพ และขอบคุณผู้โดยสารที่เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น.

อ่านข่าว: มัดเทปกาวผู้โดยสารคลั่ง ทำร้ายร่างกาย-ด่าหยียดเชื้อชาติ-เพศ บนเที่ยวบิน”อเมริกัน แอร์ไลน์ส”

ที่มา independent.co.uk / Arizona Republic

ทรัมป์ขู่แบนเครื่องบิน Bombardier ของแคนาดา หากไม่ยอมผลิตในอเมริกา

ทรัมป์ขู่แบนเครื่องบิน Bombardier ของแคนาดา หากไม่ยอมผลิตในอเมริกา

8 ก.ย. 2569 10:54 น.

ทรัมป์ขู่แบนเครื่องบิน Bombardier ของแคนาดา หากไม่ยอมผลิตในอเมริกา

ทรัมป์ขู่ระงับการจำหน่ายเครื่องบิน Bombardier ของแคนาดาในตลาดสหรัฐฯ หากบริษัทไม่ยอมผลิตเครื่องบินในสหรัฐฯ พร้อมกล่าวหาว่าแคนาดาปฏิบัติต่อสหรัฐฯ อย่างไม่เป็นธรรม ดึงสงครามการค้าตึงเครียดอีก

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาขู่ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อวันจันทร์ที่ 7 กันยายนว่า อาจสั่งห้ามจำหน่ายเครื่องบินของ Bombardier ผู้ผลิตเครื่องบินรายใหญ่จากแคนาดาในสหรัฐฯ หากบริษัทต้องการเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ ก็ต้องเข้ามาสร้างเครื่องบินภายในประเทศ

ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านโดยใช้ตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมดว่า “ไม่มีการขาย Bombardier ในสหรัฐฯ อีกต่อไป!” อย่างไรก็ตาม ผู้นำสหรัฐฯ ไม่ได้ระบุรายละเอียดว่า หากต้องการระงับการจำหน่ายเครื่องบินของ Bombardier จริง จะดำเนินการผ่านกลไกหรือหน่วยงานใด

นอกจากนี้ทรัมป์ยังกล่าวหาว่า แคนาดามีมาตรการทางการค้าที่ ไม่ยุติธรรมและไม่เป็นธรรมต่อสหรัฐฯ พร้อมระบุว่าแคนาดาขัดขวางไม่ให้ธนาคารและบริษัทอเมริกันเข้าไปทำธุรกิจในประเทศ และย้ำว่ายุคสมัยนั้นจบลงแล้ว

ทรัมป์ยังระบุว่า ตลาดสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ของ Bombardier ซึ่งหมายความว่าการถูกจำกัดการเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ

Bombardier โต้ สร้างงานในสหรัฐฯ หลายหมื่นตำแหน่ง

ด้าน Bombardier ออกแถลงการณ์ตอบโต้ว่า บริษัทมีส่วนสร้างงานหลายหมื่นตำแหน่งทั่วสหรัฐฯ ผ่านการขยายธุรกิจและฐานการดำเนินงานในอเมริกา รวมถึงเครือข่ายซัพพลายเออร์ซึ่งประกอบด้วยบริษัทอเมริกันราว 2,800 แห่งใน 47 รัฐ

บริษัทระบุว่า อุตสาหกรรมการบินและอวกาศของสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในภาคส่วนที่ได้รับประโยชน์อย่างชัดเจนจากการค้าและการส่งออก พร้อมย้ำว่า Bombardier เป็นผู้มีส่วนสำคัญต่ออุตสาหกรรมดังกล่าว โดยเครื่องบินของบริษัทใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในสหรัฐฯ จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ ระบบอากาศยาน และระบบสำคัญอื่น ๆ ซึ่งจัดหาโดยบริษัทสัญชาติอเมริกัน

นอกจากนี้ Bombardier ยังมีแผนเปิดโรงงานแห่งใหม่ในเมืองฟอร์ตเวย์น รัฐอินเดียนา ภายในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งบริษัทมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการขยายฐานธุรกิจในสหรัฐฯ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์ขู่ดำเนินมาตรการกับ Bombardier โดยเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ผู้นำสหรัฐฯ เคยขู่ว่าจะเพิกถอนการรับรองเครื่องบิน Bombardier ที่ใช้งานในสหรัฐฯ และเรียกเก็บภาษีนำเข้าเครื่องบินจากแคนาดาสูงถึง 50%

สำหรับคำขู่ล่าสุดเกี่ยวกับ Bombardier ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะสามารถดำเนินการได้อย่างไร เนื่องจากหน่วยงานที่มีอำนาจรับรองหรือเพิกถอนการรับรองเครื่องบินในสหรัฐฯ คือสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ FAA ไม่ใช่ทำเนียบขาวโดยตรง

ปัจจุบันเครื่องบิน Bombardier ยังคงได้รับการรับรองให้ใช้งานในสหรัฐฯ และบริษัทยังได้รับการยกเว้นจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

คำขู่ของทรัมป์มีขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดากำลังตึงเครียดอย่างหนัก โดยเมื่อเดือนที่แล้ว ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาบางรายการในอัตราสูงถึง 50% ครอบคลุมสินค้ามูลค่าราว 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ล่าสุด แคนาดาประกาศเตรียมใช้มาตรการภาษีตอบโต้สินค้าจากสหรัฐฯ ในมูลค่าใกล้เคียงกัน โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่ช่วงเช้าวันอังคารที่ 8 กันยายน ตามเวลาท้องถิ่น

ภาษีตอบโต้ของแคนาดาจะอยู่ที่ 15%, 25% และ 50% ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า โดยครอบคลุมสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ หลายรายการ รวมถึงผลิตภัณฑ์เหล็กและอะลูมิเนียม ตลอดจนสินค้าอาหารอย่างชีสและผลิตภัณฑ์จากนม.

ที่มา : channelnewsasia

อิหร่านขึ้นราคาน้ำมันกลุ่มใช้เกินโควตา ท่ามกลางเงินเฟ้อพุ่งค่าเงินอ่อน หลังสงครามยืดเยื้อหลายเดือน

อิหร่านขึ้นราคาน้ำมันกลุ่มใช้เกินโควตา ท่ามกลางเงินเฟ้อพุ่งค่าเงินอ่อน หลังสงครามยืดเยื้อหลายเดือน

8 ก.ย. 2569 10:47 น.

อิหร่านขึ้นราคาน้ำมันกลุ่มใช้เกินโควตา ท่ามกลางเงินเฟ้อพุ่งค่าเงินอ่อน หลังสงครามยืดเยื้อหลายเดือน

อิหร่านปรับขึ้นราคาน้ำมันเบนซินสำหรับผู้ใช้เกินโควตาเป็นครั้งที่ 2 นับตั้งแต่เดือนธันวาคม ท่ามกลางเงินเฟ้อพุ่งและค่าเงินอ่อนค่าหนัก หลังสงครามยืดเยื้อหลายเดือน

วันที่ 8 กันยายน 2569 สื่อทางการอิหร่านรายงานว่า รัฐบาลอิหร่านเริ่มใช้ราคาน้ำมันเบนซินอัตราใหม่สำหรับผู้บริโภคที่ใช้น้ำมันเกินโควตา ตั้งแต่ช่วงเช้ามืดวันอังคารที่ผ่านมา ถือเป็นการปรับขึ้นราคาครั้งที่ 2 นับตั้งแต่เดือนธันวาคม ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากสงครามที่ดำเนินมานานหลายเดือน 

โดยภายใต้ระบบราคาใหม่ ผู้ที่ซื้อน้ำมันเกินโควตา 110 ลิตรต่อเดือน จะต้องจ่ายในอัตรา 100,000 เรียลต่อลิตร หรือประมาณ 2.25 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากราคาที่ใช้มาตั้งแต่เดือนธันวาคม ซึ่งรัฐบาลอิหร่านไม่ได้ระบุถึงสงครามกับสหรัฐฯ โดยตรงในประกาศ แต่ระบุถึงสถานการณ์ปัจจุบัน พร้อมยืนยันว่า รายได้เพิ่มเติมจากการขึ้นราคาน้ำมันจะถูกนำไปมอบให้แก่ครัวเรือน

แม้ราคาน้ำมันในอิหร่านยังคงอยู่ในกลุ่มที่ถูกที่สุดในโลก แต่การขึ้นราคาเพิ่มแรงกดดันต่อการดำรงชีวิตของประชาชนกว่า 90 ล้านคน ขณะที่ค่าเงินเรียลอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์และกำลังซื้อของประชาชนลดลง โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์สหรัฐซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 2.22 ล้านเรียลต่อดอลลาร์

สำนักข่าวไออาร์เอ็นเอ ของทางการอิหร่าน รายงานว่า การใช้น้ำมันในประเทศเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ประมาณ 145 ล้านลิตรต่อวันในเดือนสิงหาคม ขณะที่กำลังการผลิตภายในประเทศอยู่ที่ประมาณ 122 ล้านลิตรต่อวัน ทำให้อิหร่านต้องนำเข้าน้ำมันส่วนที่ขาดอีกประมาณ 23 ล้านลิตรต่อวัน 

ทางด้านนายเคอรามัต เวย์ส คารามี ผู้บริหารบริษัทจัดจำหน่ายน้ำมันของรัฐ เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ว่า ราคาน้ำมันอัตราใหม่จะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคราว 15%  พร้อมเตือนว่า การขึ้นราคาน้ำมันอาจยิ่งทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ในช่วงที่อิหร่านกำลังเผชิญภาวะเงินเฟ้อรุนแรง โดยศูนย์สถิติของอิหร่าน ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาล ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อรายปีอยู่ที่ประมาณ 67%.

ที่ผ่านมาการขึ้นราคาน้ำมันในอิหร่านมักนำไปสู่ความไม่พอใจและการประท้วงครั้งใหญ่ อย่างเมื่อปี 2562 การขึ้นราคาน้ำมันเคยจุดชนวนการประท้วงทั่วประเทศ ก่อนรัฐบาลใช้กำลังปราบปราม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 300 ราย 

ที่มา AP

เกาหลีใต้ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เปิดฉากซ้อมรบร่วม 3 ฝ่าย 5 วัน ย้ำรับมือภัยนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ

เกาหลีใต้ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เปิดฉากซ้อมรบร่วม 3 ฝ่าย 5 วัน ย้ำรับมือภัยนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ

8 ก.ย. 2569 10:23 น.

เกาหลีใต้ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เปิดฉากซ้อมรบร่วม 3 ฝ่าย 5 วัน ย้ำรับมือภัยนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ

เกาหลีใต้ สหรัฐฯ และญี่ปุ่น เริ่มซ้อมรบ “Freedom Edge” เป็นเวลา 5 วัน บริเวณน่านน้ำตะวันออกและใต้เกาะเชจู เดินหน้าตามกำหนดแม้สหรัฐฯ เพิ่งสั่งลดขนาดการซ้อมรบกับเกาหลีใต้

วันที่ 7 กันยายน 2569 สำนักข่าวยอนฮับ ของเกาหลีใต้ รายงานว่า เกาหลีใต้ สหรัฐฯ และญี่ปุ่น เริ่มการซ้อมรบร่วม 3 ฝ่ายเป็นเวลา 5 วัน โดยเดินหน้าตามกำหนด แม้การซ้อมรบร่วมระหว่างเกาหลีใต้กับสหรัฐฯ เพิ่งถูกลดขนาดลงตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ

คณะเสนาธิการทหารร่วมเกาหลีใต้ ระบุว่า การซ้อมรบไตรภาคี Freedom Edge เริ่มขึ้นในน่านน้ำสากลทางตะวันออกและทางใต้ของเกาะเชจู ทางตอนใต้ของเกาหลีใต้ โดยทั้ง 3 ประเทศจะใช้การฝึกครั้งนี้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติการและการตอบสนองร่วมกันในหลายมิติ ทั้งทางทะเล ทางอากาศ และไซเบอร์ พร้อมรักษาความร่วมมือด้านความมั่นคงที่แข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ

การซ้อมรบครั้งนี้จะมีการนำกำลังทางเรือและอากาศที่สำคัญของกองทัพทั้ง 3 ประเทศเข้าร่วม โดยมีศูนย์ควบคุมการฝึกร่วมทำหน้าที่กำกับการปฏิบัติการ เพื่อให้การฝึกเป็นไปอย่างเป็นระบบและปลอดภัย

คณะเสนาธิการทหารร่วมเกาหลีใต้ย้ำว่า Freedom Edge เป็นการซ้อมรบประจำปีที่มีลักษณะเชิงป้องกัน และดำเนินการตามกฎหมายและบรรทัดฐานระหว่างประเทศ โดยมีเป้าหมายเพิ่มขีดความสามารถในการยับยั้งและตอบโต้ภัยคุกคามจากอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ รวมถึงปกป้องสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

การซ้อมรบ Freedom Edge ในปีนี้ถือเป็นครั้งที่ 4 นับตั้งแต่เริ่มจัดขึ้นครั้งแรกในเดือนมิถุนายน 2567 โดยยังคงจัดตามกำหนด แม้เมื่อเดือนที่แล้ว เกาหลีใต้และสหรัฐฯ จะลดขนาดการซ้อมรบ Ulchi Freedom Shield (UFS) ลงครึ่งหนึ่ง หลังประธานาธิบดีทรัมป์มีคำสั่งให้ลดการฝึก ซึ่งถูกมองว่าเป็นความพยายามแสดงท่าทีประนีประนอมต่อเกาหลีเหนือ.

ที่มา Yonhap

“หอไอเฟล” ปิดชั่วคราว หลังพนักงานประท้วงกรณีสั่งย้ายพนง.ผู้หญิงหลบคณะฮินดู

"หอไอเฟล" ปิดชั่วคราว หลังพนักงานประท้วงกรณีสั่งย้ายพนง.ผู้หญิงหลบคณะฮินดู

8 ก.ย. 2569 09:27 น.

“หอไอเฟล” ปิดชั่วคราว หลังพนักงานประท้วงกรณีสั่งย้ายพนง.ผู้หญิงหลบคณะฮินดู

หอไอเฟล ในกรุงปารีส ของฝรั่งเศส ปิดให้บริการชั่วคราว หลังพนักงานประท้วงกรณีเจ้าหน้าที่หญิงถูกสั่งให้หลบออกจากพื้นที่ระหว่างคณะศาสนาฮินดูเข้าชม ด้านผู้บริหารยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น 

วันที่ 8 กันยายน 2569 หอไอเฟล สถานที่สำคัญในกรุงปารีสของฝรั่งเศส ปิดให้บริการชั่วคราว หลังพนักงานรวมตัวประท้วงกรณีเจ้าหน้าที่หญิงถูกสั่งให้หลีกออกจากพื้นที่ทำงานระหว่างการเยือนของคณะผู้แทนศาสนาฮินดูเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความเท่าเทียมระหว่างหญิงและชาย และนำไปสู่การสอบสวนของทางการกรุงปารีส 

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา หลังคณะผู้แทนประมาณ 100 คนที่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม โบชาซันวาสี อักษร ปุรุษโศตตัม สวามีนารายัน สันสถา (Bochasanwasi Akshar Purushottam Swaminarayan Sanstha) หรือ BAPS เดินทางเข้าชมหอไอเฟลเป็นการส่วนตัว โดยกลุ่มนี้เป็นองค์กรศาสนาฮินดูที่มีเครือข่ายวัดอยู่ในหลายประเทศ

นางไดแอน ดาววน ตัวแทนสหภาพแรงงาน เปิดเผยว่า ระหว่างคณะผู้แทนเดินทางเข้าชม เจ้าหน้าที่หญิงได้รับคำสั่งให้ออกจากจุดทำงาน เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ชายเข้ามาปฏิบัติหน้าที่แทน โดยบางคนถูกขอให้เข้าไปอยู่ในพื้นที่ด้านหลัง และเจ้าหน้าที่หญิงได้รับคำสั่งไม่ให้เดินผ่านบางพื้นที่ขณะที่คณะผู้แทนอยู่ภายในอาคาร โดยเธอระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความไม่พอใจและความรู้สึกอับอายให้แก่พนักงานหญิงอย่างมาก ขณะที่ฝ่ายบริหารได้กล่าวขอโทษพนักงานภายหลังเกิดเหตุ

พร้อมกันนี้กล่าวว่า ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นตลอดช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนที่พนักงานจะประชุมกันในวันจันทร์ เพื่อเปิดการเจรจากับฝ่ายบริหาร และเรียกร้องให้มีหลักประกันว่าจะไม่มีการปฏิบัติต่อผู้หญิงในลักษณะนี้อีก

ทางด้าน บริษัทบริหารจัดการหอไอเฟล ยอมรับว่า คณะผู้แทนได้ขอให้จัดการเยือนโดยจำกัดการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้หญิง พร้อมระบุว่าเงื่อนไขนี้ไม่ควรได้รับการยอมรับ เพราะไม่สอดคล้องกับค่านิยมของบริษัทและหลักความเท่าเทียมระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย 

ขณะเดียวกันนายอาเรียล ไวล์ ประธานบริษัทบริหารจัดการหอไอเฟล กล่าวว่า การปฏิบัติเช่นนี้ไม่สามารถยอมรับได้ พร้อมยืนยันจุดยืนของหอไอเฟลในการยึดมั่นค่านิยมของสาธารณรัฐฝรั่งเศส รวมถึงหลักความเท่าเทียมระหว่างหญิงและชาย

ขณะที่กลุ่มศาสนาฮินดู ออกแถลงการณ์ ระบุว่า การเดินทางเยือนหอไอเฟลจัดขึ้นร่วมกับทีมงานของหอไอเฟลในช่วงเริ่มต้นเวลาทำการตามปกติ เพื่อหลีกเลี่ยงการรบกวนหรือสร้างความไม่สะดวกแก่ผู้มาเยือนคนอื่น พร้อมกล่าวขอโทษต่อความเจ็บปวดหรือความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น และย้ำว่ากลุ่มยึดถือคุณค่าสากลเรื่องการเคารพซึ่งกันและกันและการให้บริการ.

ที่มา FreshNres 

เอสโตเนียมาแปลก ค้าน EU แบนเด็กใช้โซเชียล ชี้แพลตฟอร์มต้องปรับตัวให้ปลอดภัย

เอสโตเนียมาแปลก ค้าน EU แบนเด็กใช้โซเชียล ชี้แพลตฟอร์มต้องปรับตัวให้ปลอดภัย

8 ก.ย. 2569 09:14 น.

เอสโตเนียมาแปลก ค้าน EU แบนเด็กใช้โซเชียล ชี้แพลตฟอร์มต้องปรับตัวให้ปลอดภัย

เอสโตเนียออกโรงเห็นต่างจากสหภาพยุโรป คัดค้านแนวคิดจำกัดหรือแบนเด็กใช้โซเชียลมีเดีย ชี้ไม่ควรโยนภาระให้เด็ก แต่ควรบังคับแพลตฟอร์มปรับเปลี่ยนระบบให้ปลอดภัยสำหรับผู้ใช้อายุน้อยแทน 

สำนักข่าว AFP รายงานว่า เอสโตเนีย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีดิจิทัลของยุโรป ออกมาเรียกร้องให้สหภาพยุโรป หรือ EU ทบทวนแนวทางการควบคุมการใช้โซเชียลมีเดียของเด็ก โดยเสนอให้มุ่งจัดการที่แพลตฟอร์มมากกว่าการห้ามเด็กเข้าถึงแอปพลิเคชันต่างๆ

ความเห็นดังกล่าวมีขึ้นก่อนที่ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน จะประกาศแนวทางเกี่ยวกับการจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กในวันที่ 16 กันยายน โดยขณะนี้มีการหารือเรื่องการกำหนดอายุขั้นต่ำไว้ที่ 13 หรือ 15 ปี

เอสโตเนียชี้ แพลตฟอร์มต้องเปลี่ยน ไม่ใช่ห้ามเด็ก

ลิซา-ลาย ปากอสตา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและกิจการดิจิทัลของเอสโตเนียกล่าวว่า เด็กเป็นส่วนหนึ่งของสังคมสารสนเทศอยู่แล้ว ดังนั้นผู้ที่ควรปรับเปลี่ยนคือแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย

เธอระบุว่า การออกแบบแพลตฟอร์มควรคำนึงถึง สิทธิและผลประโยชน์สูงสุดของเด็ก และควรทำให้สภาพแวดล้อมออนไลน์ปลอดภัยขึ้นสำหรับผู้ใช้งานทุกคน

ปากอสตาเสนอให้ EU ใช้กฎหมาย Digital Services Act หรือ DSA ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญของยุโรปด้านการกำกับดูแลบริการดิจิทัล เป็นเครื่องมือกดดันให้บริษัทเทคโนโลยีปรับปรุงแพลตฟอร์ม

โดยเฉพาะข้อแนะนำเกี่ยวกับการปกป้องเด็กบนโลกออนไลน์ ควรยกระดับจากเพียงคำแนะนำให้กลายเป็น ข้อกำหนดที่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย

EU เดินหน้าตรวจสอบ Meta และ TikTok

ที่ผ่านมา EU ใช้กฎหมาย DSA ตรวจสอบแพลตฟอร์มรายใหญ่อย่าง Facebook และ Instagram ของ Meta รวมถึง TikTok โดยเฉพาะประเด็นการออกแบบระบบที่อาจทำให้ผู้ใช้งานเกิดพฤติกรรมเสพติด

แนวทางของเอสโตเนียจึงแตกต่างจากข้อเสนอที่กำลังถูกพูดถึงในระดับ EU ซึ่งมุ่งพิจารณาการกำหนด อายุขั้นต่ำสำหรับการใช้โซเชียลมีเดีย

ปากอสตาเห็นว่า แทนที่จะห้ามเด็กใช้แพลตฟอร์ม ควรทำให้บริษัทเทคโนโลยีรับผิดชอบมากขึ้น และออกแบบระบบโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของเด็กตั้งแต่ต้น

ทั้งนี้ เอสโตเนียถือเป็นเสียงที่ค่อนข้างโดดเดี่ยวใน EU จากการคัดค้านแนวทางจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็ก ขณะที่หลายประเทศในยุโรปกำลังเพิ่มแรงกดดันต่อบริษัทเทคโนโลยี หลังมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อเด็กและเยาวชน.

ที่มา : channelnewsasia