ฝนถล่มญี่ปุ่น น้ำท่วมหนักกระทบโตเกียว หญิงวัย 60 ดับในรถจมน้ำ เตือนดินถล่มระดับสูงสุด

ฝนถล่มญี่ปุ่น น้ำท่วมหนักกระทบโตเกียว หญิงวัย 60 ดับในรถจมน้ำ เตือนดินถล่มระดับสูงสุด

8 ก.ย. 2569 08:45 น.

ฝนถล่มญี่ปุ่น น้ำท่วมหนักกระทบโตเกียว หญิงวัย 60 ดับในรถจมน้ำ เตือนดินถล่มระดับสูงสุด

ฝนตกหนักทำสถิติสูงสุดถล่มพื้นที่ตะวันออกของญี่ปุ่น ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมและกระทบการเดินทางในกรุงโตเกียวและพื้นที่โดยรอบ ขณะที่มีหญิงวัย 60 ปีเสียชีวิต หลังรถจมน้ำบริเวณทางลอดในจังหวัดฟุกุชิมะ 

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นออกคำเตือนดินถล่มระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในบางพื้นที่ทางตอนใต้ของกรุงโตเกียว หลังฝนตกหนักทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยสถานการณ์ฝนตกหนักในญี่ปุ่นเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 7 กันยายน ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในพื้นที่ภาคตะวันออก รวมถึงกรุงโตเกียว จังหวัดชิบะ ไซตามะ และพื้นที่โดยรอบ ทำให้เกิดน้ำท่วม การเดินทางทางรถไฟติดขัด และโรงเรียนหลายแห่งต้องปิดการเรียนการสอนชั่วคราว

ที่เมืองอิวากิ จังหวัดฟุกุชิมะ เจ้าหน้าที่พบรถยนต์ถูกน้ำท่วมบริเวณทางลอด ก่อนช่วยนำหญิงวัยประมาณ 60 ปีออกจากรถ แต่เธออยู่ในอาการหมดสติและได้รับการประกาศว่าเสียชีวิตในเวลาต่อมา

หนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงคือ เกาะนีจิมะ ในหมู่เกาะอิซุ ทางตอนใต้ของกรุงโตเกียว โดยมีปริมาณฝนสะสมในช่วง 24 ชั่วโมงสูงถึง 485 มิลลิเมตร ซึ่งถือว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลของพื้นที่ดังกล่าว

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น หรือ JMA จึงประกาศคำเตือนภัยดินถล่มระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในระบบเตือนภัย พร้อมขอให้ประชาชนเร่งหาพื้นที่ปลอดภัย โดยเฉพาะบริเวณที่อยู่ใกล้หน้าผาและหุบเขา

นอกจากนี้ ยังมีการออกคำเตือนระดับ 5 ในพื้นที่โอชิมะและโทชิมะ ซึ่งอยู่ในหมู่เกาะอิซุเช่นเดียวกัน ขณะที่บางพื้นที่ของจังหวัดชิบะและไซตามะ ซึ่งอยู่ใกล้กรุงโตเกียว ถูกประกาศเตือนภัยดินถล่มระดับ 4

ฝนที่ตกหนักยังส่งผลกระทบต่อระบบขนส่ง โดยรถไฟบางเส้นทางในกรุงโตเกียวต้องลดเที่ยวเดินรถหรือระงับการให้บริการบางส่วน ขณะที่เส้นทางยามากาตะชินคันเซ็นมีการหยุดเดินรถบางช่วง ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากได้รับผลกระทบในการเดินทาง

ทางการญี่ปุ่นยังเปิดเผยว่า โรงเรียนหลายร้อยแห่ง โดยเฉพาะในภูมิภาคคันโตและโทโฮคุ ต้องปิดชั่วคราวเพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากร

ขณะเดียวกัน สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นเตือนว่า พื้นที่ริมมหาสมุทรแปซิฟิกของญี่ปุ่นอาจยังมีฝนตกหนักเพิ่มเติม เนื่องจากมวลอากาศอุ่นและชื้นกำลังเคลื่อนเข้าสู่แนวปะทะอากาศเหนือเกาะฮอนชู พร้อมเตือนให้ประชาชนเฝ้าระวัง น้ำท่วม ดินถล่ม และฝนตกหนักเป็นเวลานานอย่างใกล้ชิด.

ที่มา : Kyodonews

เผยเครื่องบิน Amazon หลุดรันเวย์ชนรถ 2 คันดับ 5 ศพ กู้กล่องดำได้แล้ว

เผยเครื่องบิน Amazon หลุดรันเวย์ชนรถ 2 คันดับ 5 ศพ กู้กล่องดำได้แล้ว

8 ก.ย. 2569 05:39 น.

เผยเครื่องบิน Amazon หลุดรันเวย์ชนรถ 2 คันดับ 5 ศพ กู้กล่องดำได้แล้ว

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เผย เครื่องบินของ Amazon ที่ไถลออกนอกรันเวย์สนามบินไมอามี ชนกับรถยนต์ 2 คัน และผู้เสียชีวิตทั้ง 5 ศพ ล้วนเป็นผู้ที่อยู่ในรถดังกล่าว ขณะที่ล่าสุดเจ้าหน้าที่กู้กล่องดำได้แล้ว

เมื่อวันจันทร์ที่ 7 ก.ย. 2569 นางเจนนิเฟอร์ โฮเมนดี ประธานคณะกรรมการความปลอดภัยการขนส่งแห่งชาติ (NTSB) ของสหรัฐฯ จัดงานแถลงข่าวเปิดเผยความคืบหน้ากรณี เครื่องบินขนส่งสินค้าของบริษัท “แอมะซอน” (Amazon) ไถลหลุดรันเวย์สนามบินไมอามี ไปชนรถยนต์จนเกิดไฟลุกไหม้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 ศพเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

โฮเมนดีระบุว่า เที่ยวบินที่ 7598 ของ Amazon Air มีลูกเรือบนเครื่อง 2 คน โดยเดินทางมาจากเปอร์โตริโกเมื่อวันอาทิตย์ ก่อนที่เครื่องจะไถลออกนอกรันเวย์ของท่าอากาศยานนานาชาติไมอามีขณะพยายามลงจอด ก่อนไปชนเข้ากับรถตู้สีขาว ยี่ห้อฟอร์ด ของบริษัททำความสะอาดแห่งหนึ่ง ซึ่งภายในมีคนนั่งอยู่ 7 คน

จากนั้นเครื่องบินได้ทะลุรั้วกั้นขอบเขตสนามบินไปชนเข้ากับรถยนต์โตโยต้า โคโรลล่า ที่กำลังวิ่งอยู่บนถนนลำดับที่ 67 (67th Avenue) และไปแน่นิ่งอยู่ห่างจากรันเวย์ออกไปเกือบ 400 เมตร

โฮเมนดียืนยันว่า ผู้เสียชีวิตทั้ง 5 รายเป็นผู้ที่อยู่ในรถยนต์ นอกจากนั้นยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 5 ราย โดยที่ไม่มีการเปิดเผยว่า อาการของลูกเรือ 2 คนบนเครื่องบินเป็นอย่างไร

ประธาน NTSB บอกอีกว่า เจ้าหน้าที่สืบสวนเดินทางถึงจุดเกิดเหตุเมื่อเวลา 18:00 น.วันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น และยังคงปักหลักทำงานอยู่ในพื้นที่

ขณะนี้ เจ้าหน้าที่สามารถกู้กล่องดำทั้ง 2 ตัว คือ อุปกรณ์บันทึกข้อมูลการบินกับอุปกรณ์บันทึกเสียงในห้องนักบินได้แล้ว อย่างไรก็ตาม NTSB ยืนยันว่า พวกเขากำลังให้ความสำคัญสูงสุดกับการกู้ร่างของผู้เสียชีวิต

ในส่วนของการสืบสวน จะมุ่งเน้นไปที่ระบบ EMAS (ระบบชะลอความเร็วปลายรันเวย์เพื่อลดแรงกระแทกเมื่อเครื่องบินไถลออกนอกรันเวย์) รวมถึงความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่าง Amazon และ 21 Air ซึ่งเป็นบริษัทรับเหมาขนส่งสินค้าในเที่ยวบินนี้

โฮเมนดีกล่าวว่า เหตุการณ์นี้เป็นเรื่อง “สะเทือนใจอย่างยิ่ง” หลังถูกนักข่าวถามถึงสภาพที่เกิดเหตุ “มันเป็นภาพที่ยากจะมอง และฉันมั่นใจว่ามันเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากสำหรับทีมกู้ภัยชุดแรกที่เข้าไปถึงเช่นกัน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อินโดนีเซียสั่งเปิดสนามบิน 6 แห่ง หลังภูเขาไฟปะทุจนต้องปิดชั่วคราว

อินโดนีเซียสั่งเปิดสนามบิน 6 แห่ง หลังภูเขาไฟปะทุจนต้องปิดชั่วคราว

8 ก.ย. 2569 05:06 น.

อินโดนีเซียสั่งเปิดสนามบิน 6 แห่ง หลังภูเขาไฟปะทุจนต้องปิดชั่วคราว

อินโดนีเซียเปิดสนามบินแล้ว 6 จาก 8 แห่ง ที่ถูกปิดเพราะการปะทุของภูเขาไฟ อานัก กรากาตัว ซึ่งทำให้เที่ยวบินถูกยกเลิกหลายพันเที่ยว และมีผู้โดยสารติดค้างกว่า 3 แสนคน

ในช่วงเช้าตรู่วันอังคารที่ 8 ก.ย. 2569 กระทรวงคมนาคมอินโดนีเซียประกาศเปิดให้บริการสนามบินนานาชาติซูการ์โน-ฮัตตา ในกรุงจาการ์ตา กับสนามบินอื่นๆ รวม 6 แห่ง หลังต้องสั่งปิดทำการชั่วคราวนานหลายวันจากวิกฤตเถ้าถ่านภูเขาไฟ ส่งผลให้ผู้โดยสารนับแสนคนต้องตกค้าง

ภูเขาไฟ “อานัก กรากาตัว” (Anak Krakatau) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณช่องแคบระหว่างเกาะชวาและสุมาตรา เกิดปะทุขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา พ่นลาวาและเถ้าถ่านภูเขาไฟกระจายสู่อากาศ ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการบิน

ก่อนหน้านี้ ทางการอินโดนีเซียสั่งปิดสนามบินรวม 8 แห่ง ส่งผลกระทบต่อเที่ยวบินเกือบ 3,000 เที่ยว และมีผู้โดยสารตกค้างสะสมกว่า 340,000 คน โดยในวันจันทร์เพียงวันเดียว สนามบินหลักในจาการ์ตามีเที่ยวบินที่ต้องยกเลิกหรือล่าช้ากว่า 240 เที่ยวบิน กระทบผู้โดยสารราว 30,000 คน

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเช้าตรู่วันอังคาร กระทรวงคมนาคมอินโดนีเซียอนุญาตให้สนามบินที่ถูกปิด กลับมาเปิดทำการได้แล้ว 6 แห่ง รวมถึงสนามบินหลักซูการ์โน-ฮัตตา, สนามบินฮาลิม เปอร์ดานากูซูมา (จาการ์ตา) และสนามบินฮุสเซน ซัสตราเนการา (เมืองบันดุง) ส่วนอีก 2 แห่งยังคงปิดทำการ

สายการบินต่างๆ กำลังเร่งระบายผู้โดยสารที่ตกค้างเพื่อส่งไปยังจุดหมายปลายทาง ในขณะที่รัฐบาลเตรียมสนามบินสำรองไว้ 6 แห่งเพื่อรองรับเที่ยวบินที่มีกำหนดลงจอดในจาการ์ตาก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ ภูเขาไฟ อานัก กรากาตัว เป็นหนึ่งในภูเขาไฟ 5 แห่งในอินโดนีเซีย ที่อยู่ภายใต้การเตือนภัยระดับ 3 ซึ่งเป็นขั้นสูงสุดอันดับ 2

เจ้าหน้าที่ยืนยันว่า ไม่มีความเสี่ยงเกิดสึนามิในขณะนี้ ต่างจากเหตุการณ์ปี 2561 ที่ภูเขาไฟ อานัก กรากาตัว ปะทุรุนแรงจนทำให้โครงสร้างด้านข้างของภูเขาไฟพังถล่มลงสู่ทะเล กลายเป็นคลื่นสึนามิซัดเข้าฝั่ง คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 437 ศพ และบาดเจ็บนับพันคน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ตึกถล่มในนิวเดลี ดับแล้วอย่างน้อย 7 ศพ เร่งหาผู้รอดชีวิตใต้ซาก

ตึกถล่มในนิวเดลี ดับแล้วอย่างน้อย 7 ศพ เร่งหาผู้รอดชีวิตใต้ซาก

8 ก.ย. 2569 03:14 น.

ตึกถล่มในนิวเดลี ดับแล้วอย่างน้อย 7 ศพ เร่งหาผู้รอดชีวิตใต้ซาก

เหตุอาคารซึ่งถูกใช้เป็นหอพักนักศึกษาในกรุงนิวเดลีพังถล่ม ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 7 ศพ บาดเจ็บอีกนับสิบราย ในขณะที่ทีมกู้ภัยกำลังเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตที่อาจติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุอาคารสูง 5 ชั้นพังถล่มในกรุงนิวเดลี เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 7 ศพแล้ว ในวันจันทร์ที่ 7 ก.ย. 2569 นอกจากนั้นยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอีก 12 ราย ในขณะที่ทีมกู้ภัยกำลังเร่งปฏิบัติการค้นหาผู้รอดชีวิตที่อาจจะยังติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

อาคารดังกล่าวมีชื่อว่า “โฮสเทล เดซ” (Hostel Daze) ซึ่งเป็นหอพักนักศึกษาในย่านสัตยา นิเกตัน (Satya Niketan) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงนิวเดลี พังถล่มลงมาเมื่อช่วงบ่ายวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (6 ก.ย.) ท่ามกลางรายงานว่ามีนักศึกษาหลายสิบชีวิตอยู่ในอาคารขณะเกิดเหตุ

นางเรขา กุปตา มุขมนตรีรัฐเดลีระบุว่า อาคารหลังนี้พังถล่มเนื่องจากมีน้ำท่วมขัง ประกอบกับมีการดัดแปลงขุดเจาะพื้นที่บริเวณชั้นใต้ดินเพื่อเพิ่มพื้นที่หอพัก ซึ่งเมื่อเจอฝนตกหนักสะสมทำให้โครงสร้างอาคารที่มีอายุราว 40-50 ปี เกิดการทรุดตัวและถล่มลงมา

หลังเกิดเหตุ ตำรวจตามจับกุมเจ้าของอาคารดังกล่าวได้แล้ว พร้อมสั่งพักงานเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเทศบาลนครเดลี (MCD) 5 ราย ฐานปล่อยปละละเลย ทั้งยังสั่งอพยพและเตรียมทุบอาคารข้างเคียงทิ้งเพื่อความปลอดภัยด้วย

เจ้าหน้าที่กองกำลังตอบสนองภัยพิบัติแห่งชาติ (NDRF) เร่งใช้อุปกรณ์ตัดเหล็กและขุดเคลียร์ซากอิฐปูนของอาคารเพื่อตามหาผู้รอดชีวิต เนื่องจากวันเกิดเหตุตรงกับวันอาทิตย์ทำให้มีนักศึกษาพักผ่อนอยู่ในห้องเป็นจำนวนมาก และมีผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่าได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากใต้ซากตึกก่อนที่เจ้าหน้าที่มาถึง

ด้านกลุ่มสหภาพนักศึกษาออกมาร้องเรียนแล้วว่า หอพักเอกชนในย่านดังกล่าวมักมีสภาพแออัด ทรุดโทรม ขาดการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย แต่นักศึกษาจำเป็นต้องเช่าอยู่เนื่องจากหอพักของมหาวิทยาลัยมีไม่เพียงพอรองรับนักศึกษา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

คิงชาร์ลส์ย้ำชัด เจ้าชายแฮร์รี่-เมแกน จะไม่กลับมาปฏิบัติพระกรณียกิจ

คิงชาร์ลส์ย้ำชัด เจ้าชายแฮร์รี่-เมแกน จะไม่กลับมาปฏิบัติพระกรณียกิจ

8 ก.ย. 2569 01:55 น.

คิงชาร์ลส์ย้ำชัด เจ้าชายแฮร์รี่-เมแกน จะไม่กลับมาปฏิบัติพระกรณียกิจ

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งอังกฤษ ทรงยืนยันว่า เจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน ที่เพิ่งตัดสินใจย้ายกลับมาอยู่อังกฤษ จะไม่กลับมาปฏิบัติพระกรณียกิจในนามของราชวงศ์ และต้องพึ่งพาตนเองทางการเงิน

เมื่อวันจันทร์ที่ 7 ก.ย. 2569 สำนักพระราชวังอังกฤษส่งจดหมายในนามสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เพื่อชี้แจงสถานะอย่างเป็นทางการของเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน ดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ หลังทั้งคู่ย้ายจากแคลิฟอร์เนียกลับมาพำนักในสหราชอาณาจักรพร้อมพระโอรสและพระธิดา คือ เจ้าชายอาร์ชีและเจ้าหญิงลิลิเบต

จดหมายจากสมุหราชมนตรีระบุชัดเจนว่า ทั้งเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกนยังคงเป็น “พลเรือนส่วนบุคคล” ไม่สามารถใช้คำนำหน้านาม “His/Her Royal Highness” (HRH) ได้ และไม่ได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติพระกรณียกิจในนามของราชวงศ์

นอกจากนั้น ข้อตกลงแซนดริงแฮมปี 2563 ซึ่งกำหนดเงื่อนไขการถอนตัวจากการเป็นสมาชิกราชวงศ์ชั้นสูงของเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน จะยังคงมีผลบังคับใช้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะ “กึ่งปฏิบัติหน้าที่กึ่งทำธุรกิจ” และทั้งคู่จะไม่ได้รับเงินสนับสนุนจากภาษีของประชาชนอีกต่อไป ต้องพึ่งพาตนเองทางการเงินอย่างเต็มรูปแบบ

กิจกรรมหรือภารกิจการกุศลใดๆ ที่ทั้งคู่จะเข้าร่วมหลังจากนี้ (รวมถึงการสนับสนุนการแข่งขัน Invictus Games) ถือเป็นเรื่องส่วนบุคคล และจะไม่ได้รับการรับรองเป็นภารกิจของราชวงศ์ หากหน่วยงานใดมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการต้อนรับหรือการใช้งบประมาณสาธารณะ ให้ติดต่อพระราชวังบักกิงแฮมโดยตรง

ประเด็นการอารักขาความปลอดภัยในสหราชอาณาจักร ยังคงอยู่ในความดูแลของคณะกรรมการ Ravec และสำนักงานตำรวจที่เกี่ยวข้อง เมื่อไม่ได้อยู่ในขอบเขตของพระราชวัง

ทั้งนี้ เจ้าชายแฮร์รี่กับเมแกน พระชายา เดินทางกลับมาถึงสหราชอาณาจักรแล้วในวันอังคารที่ 26 ส.ค.โดยเชื่อกันว่า ดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ พร้อมด้วยพระโอรสและพระธิดา คือ เจ้าชายอาร์ชีกับเจ้าหญิงลิลิเบต นั่งเครื่องบินส่วนพระองค์จากรัฐแคลิฟอร์เนียมายังเมืองเบอร์มิงแฮม ของอังกฤษ

การเดินทางกลับอังกฤษของเจ้าชายแฮร์รี่กับครอบครัวในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านั้น สื่อในอังกฤษประโคมข่าวว่า พระองค์กับเมแกนจะพาครอบครัวย้ายกลับมาพำนักในสหราชอาณาจักรในเดือนสิงหาคมนี้ โดยจะไม่กลับมาปฏิบัติพระกรณียกิจอย่างเป็นทางการ แต่จะอาศัยอยู่ในอังกฤษในฐานะเชื้อพระวงศ์ที่ไม่ได้ทำงานให้ราชวงศ์

ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุให้เจ้าชายแฮร์รี่กับเมแกนย้ายกลับมาอยู่อังกฤษ หลังจากแตกหักกับราชวงศ์วินเซอร์เมื่อปี 2563 โดยสำนักข่าว บีบีซี ระบุว่า พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงได้รับแจ้งเรื่องการย้ายกลับครั้งนี้เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

ล่าสุดเริ่มมีเจ้าชายแฮร์รี่ปรากฏตัวครั้งแรกที่สตูดิโอรายการทีวีและพอดแคสต์ในลอนดอนแล้ว ขณะที่มีรายงานว่าพระโอรสและพระธิดาจะเข้าโรงเรียนในอังกฤษ และเมแกนอาจพิจารณากลับมารับงานแสดงอีกครั้ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัสเซีย-เกาหลีเหนือ จัดพิธีเปิดสะพานรถวิ่ง เชื่อมชายแดน 2 ประเทศ

รัสเซีย-เกาหลีเหนือ จัดพิธีเปิดสะพานรถวิ่ง เชื่อมชายแดน 2 ประเทศ

8 ก.ย. 2569 00:00 น.

รัสเซีย-เกาหลีเหนือ จัดพิธีเปิดสะพานรถวิ่ง เชื่อมชายแดน 2 ประเทศ

ทางการรัสเซียกับเกาหลีเหนือจัดพิธีเปิดสะพานรถวิ่งสายแรก ที่เชื่อมระหว่างชายแดนแคบๆ ของทั้งสองประเทศ โดยระบุว่า สะพานนี้จะเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างสองประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

เมื่อวันจันทร์ที่ 7 ก.ย. 2569 ทางการรัสเซียและเกาหลีเหนือจัดพิธีเปิดสะพานรถยนต์บริเวณชายแดนร่วมอันคับแคบของทั้งสองประเทศเป็นครั้งแรก สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างรัฐบาลเครมลินกับเปียงยาง ซึ่งถูกชาติตะวันตกคว่ำบาตร ท่ามกลางสงครามยูเครนที่ยังคงดำเนินอยู่

ปัจจุบันรัสเซียและเกาหลีเหนือมีการเชื่อมต่อผ่านเส้นทางรถไฟและทางอากาศอยู่แล้ว แต่นี่นับเป็นครั้งแรกที่มีสะพานรถวิ่งเชื่อมต่อกันทางบก

รัฐบาลรัสเซียระบุว่า สะพานแห่งใหม่ซึ่งข้ามแม่น้ำตูเมน (Tumen) ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับ “การเติบโตของการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น โดยสามารถรองรับยานพาหนะสัญจรได้สูงสุดถึง 300 คันต่อวัน”

“การเปิดเส้นทางรถยนต์สายแรกนี้จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างสองประเทศพันธมิตรให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น” นายกรัฐมนตรีมิคาอิล มิชุสติน แห่งรัสเซีย กล่าวผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ในพิธีเปิดสะพาน

วิดีโอที่เผยแพร่โดยรัฐบาลรัสเซียแสดงให้เห็นภาพรถบรรทุกจากทั้งสองฝั่งกำลังขับข้ามสะพาน โดยมีประชาชนยืนเรียงรายตามริมถนนร่วมปรบมือแสดงความยินดี

ทั้งนี้ รัสเซียและเกาหลีเหนือได้ยกระดับความสัมพันธ์ทางการทหารและเศรษฐกิจอย่างมากนับตั้งแต่มอสโกเปิดฉากบุกยูเครน

เกาหลีเหนือได้ส่งกองกำลังทหารหลายพันนายไปยังรัสเซียในปี 2567 เพื่อช่วยต้านทานการบุกรุกของยูเครนในแคว้นคูร์สค์ (Kursk) ขณะที่รัฐบาลเคียฟกล่าวหารัสเซียว่าใช้ขีปนาวุธของเกาหลีเหนือในการโจมตีทางอากาศยามค่ำคืนมาตลอด

นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังได้ลงนามในสนธิสัญญาป้องกันประเทศร่วมกันในปี 2567 ซึ่งกำหนดให้มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันหากประเทศใดประเทศหนึ่งถูกโจมตี

ทั้งนี้ เกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่โดดเดี่ยวและปกครองด้วยระบอบกดขี่มากที่สุดในโลก ยังคงสั่งห้ามพลเมืองส่วนใหญ่ออกนอกประเทศ และเฝ้าระวังผู้เดินทางเข้าประเทศอย่างเข้มงวด แม้ว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียที่เดินทางไปยังเกาหลีเหนือจะเพิ่มสูงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

จีนกระตุ้นเศรษฐกิจ อัดฉีดเงิน 3.6 แสนล้านหยวน เข้าธนาคาร-บ.ประกัน

จีนกระตุ้นเศรษฐกิจ อัดฉีดเงิน 3.6 แสนล้านหยวน เข้าธนาคาร-บ.ประกัน

7 ก.ย. 2569 23:15 น.

จีนกระตุ้นเศรษฐกิจ อัดฉีดเงิน 3.6 แสนล้านหยวน เข้าธนาคาร-บ.ประกัน

จีนเตรียมอัดฉีดเงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเข้าสู่ธนาคารและบริษัทประกันภัยของรัฐบาลรวม 8 แห่ง เพื่อช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบการเงินและกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว

สำนักข่าวซินหัวของรัฐบาลจีนรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (6 ก.ย.) ว่า กระทรวงการคลังของจีนเตรียมอัดฉีดเงินจำนวน 3.6 แสนล้านหยวน (ราว 1.76 ล้านล้านบาท) เข้าสู่ธนาคารและบริษัทประกันภัยของรัฐบาลรวม 8 แห่ง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว

รายงานระบุว่า ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ “จะช่วยยกระดับความสามารถในการดำเนินงานอย่างมีเสถียรภาพ, ศักยภาพในการรับมือกับความเสี่ยง ตลอดจนความสามารถในการสนับสนุนภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real Economy) ให้ดียิ่งขึ้น”

นี่เป็นความพยายามล่าสุดของรัฐบาลปักกิ่งในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ท่ามกลางมรสุมปัญหารอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดทางการค้ากับชาติตะวันตก ผลกระทบจากสงครามอิหร่าน และการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

แพ็กเกจเงินทุนดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างสถานะทางการเงินของธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ 3 แห่ง และบริษัทประกันภัยอีก 5 แห่ง ซึ่งรวมถึงธนาคาร Industrial and Commercial Bank of China (ICBC), ธนาคาร Agricultural Bank of China และบริษัทประกันภัย China Export & Credit Insurance Corporation

ด้านสำนักข่าวโกลบอลไทมส์ของรัฐบาลจีนระบุว่า มาตรการนี้ “จะช่วยให้ธนาคารและสถาบันการเงินมีทรัพยากรมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อแก่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง พร้อมทั้งเสริมศักยภาพในการต้านทานแรงกระแทกจากภายนอก ในช่วงเวลาที่การเงินโลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน”

ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เชื่อมาโดยตลอดว่าเสถียรภาพทางการเงินเป็นหัวใจสำคัญต่อความมั่นคงแห่งชาติของจีน

การประกาศมาตรการในช่วงสุดสัปดาห์นี้เกิดขึ้นขณะที่รัฐบาลปักกิ่งกำลังมุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อรับมือกับความท้าทายหลายประการ เช่น กำลังแรงงานที่ลดลง วิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อมานานหลายปี รวมถึงการแข่งขันทางการค้าและเทคโนโลยีกับสหรัฐฯ ที่ยังคงดำเนินอยู่

การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนชะลอตัวลงอย่างมากในช่วงระหว่างต้นเดือนเมษายนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศที่ซบเซาและผลกระทบของสงครามอิหร่านที่มีต่อราคาน้ำมัน ได้บดบังตัวเลขการส่งออกที่เคยแข็งแกร่งของประเทศ

ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อย่างเป็นทางการซึ่งเปิดเผยในเดือนกรกฎาคมชี้ว่า เศรษฐกิจจีนในไตรมาสที่สองขยายตัวเพียง 4.3% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายรายปีของรัฐบาลปักกิ่ง และชะลอตัวลงจากระดับ 5% ในไตรมาสแรก

ก่อนหน้านี้ในเดือนมีนาคม รัฐบาลปักกิ่งได้ปรับลดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจลงมาอยู่ที่ช่วง 4.5%-5% ซึ่งเป็นเป้าหมายการขยายตัวที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2534 โดยนักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเปิดทางให้รัฐบาลปักกิ่งยอมรับถึงสภาวะความอ่อนแอทางเศรษฐกิจที่มีอยู่ก่อนหน้านี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลโจมตีหมู่บ้านในเลบานอน ดับอย่างน้อย 12 ศพ

อิสราเอลโจมตีหมู่บ้านในเลบานอน ดับอย่างน้อย 12 ศพ

7 ก.ย. 2569 22:08 น.

อิสราเอลโจมตีหมู่บ้านในเลบานอน ดับอย่างน้อย 12 ศพ

อิสราเอลโจมตีทางอากาศเข้าใส่หมู่บ้านทางตอนใต้ของเลบานอน ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 12 ศพ อ้างโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ เพื่อตอบโต้การโจมตีทหารอิสราเอล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศเข้าใส่พื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนระลอกใหม่ในวันจันทร์ที่ 7 ก.ย. 2569 โดยกระสุนตกใส่หมู่บ้าน คฟาร์ รุมมาน (Kfar Roummane) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ศพ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดที่สุ่มเสี่ยงทำให้ข้อตกลงหยุดยิงพังทลาย

การโจมตีระลอกแรกทำลายอาคารที่พักอาศัย ทำให้มีผู้เสียชีวิต 11 ศพ รวมเด็ก 2 ราย และหญิง 4 ราย โดยมีผู้บาดเจ็บอีก 8 คน การโจมตีระลอก 2 โดนยานพาหนะของทีมกู้ชีพ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่กู้ชีพเสียชีวิต 1 ศพ บาดเจ็บอีก 2 นาย

กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) อ้างว่าการโจมตีดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อตอบโต้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ที่ส่งโดรนโจมตีทหารอิสราเอล โดยมุ่งเป้าหมายไปที่โครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้กับสมาชิกของพวกเขา ที่กำลังขนส่งอาวุธ พร้อมระบุว่ากำลังตรวจสอบรายงานเรื่องการเสียชีวิตของพลเรือน

ด้านประธานาธิบดี โจเซฟ อาอูน แห่งเลบานอน ออกมาแสดงความไม่พอใจต่อการโจมตีดังกล่าว โดยเตือนว่า การยกระดับความรุนแรงกำลังทำให้ข้อตกลงหยุดยิงเมื่อเดือนมิถุนายนตกอยู่ในอันตราย และเรียกร้องให้ประชาคมโลกกดดันอิสราเอลให้หยุดการโจมตี

ส่วนกระทรวงสาธารณสุขเลบานอนประณามว่า การสังหารเด็กและบุคลากรทางการแพทย์เป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฟิลิปปินส์สั่งฟ้อง “ลูกพี่ลูกน้อง” ปธน.มาร์กอส คดีโกงงบป้องกันน้ำท่วม 3.8 พันล้าน

ฟิลิปปินส์สั่งฟ้อง "ลูกพี่ลูกน้อง" ปธน.มาร์กอส คดีโกงงบป้องกันน้ำท่วม 3.8 พันล้าน

7 ก.ย. 2569 15:55 น.

ฟิลิปปินส์สั่งฟ้อง “ลูกพี่ลูกน้อง” ปธน.มาร์กอส คดีโกงงบป้องกันน้ำท่วม 3.8 พันล้าน

สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินฟิลิปปินส์ยื่นฟ้องคดีทุจริตต่อ “มาร์ติน โรมัลเดซ” อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร และลูกพี่ลูกน้องของประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ พร้อมผู้เกี่ยวข้อง กรณีถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการรับเงินสินบน การจัดสรรงบประมาณผิดปกติ และการยักยอกเงินรัฐบาลรวมมูลค่า 7.4 พันล้านเปโซ หรือราว 3,880 ล้านบาท จากโครงการป้องกันน้ำท่วมที่ไม่เคยมีการก่อสร้างจริง

สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินฟิลิปปินส์ยื่นฟ้องคดีอาญาข้อหา ร่ำรวยผิดปกติจากการทุจริตในวงกว้าง ต่อนายมาร์ติน โรมัลเดซ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์  จากกรณีถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตโครงการควบคุมน้ำท่วมของรัฐบาล

นายเยซุส คริสปิน เรมุลลา ผู้ตรวจการแผ่นดินฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า คดีที่ยื่นต่อศาลต่อต้านการทุจริตแซนดิแกนบายัน เกี่ยวข้องกับเงินสินบน การสอดแทรกงบประมาณอย่างผิดปกติ และการจัดสรรโครงการ รวมมูลค่าประมาณ 7,400 ล้านเปโซ หรือราว หรือราว 3,884 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ในคำร้องเพิ่มเติมของคณะสอบสวน มีการกล่าวหาว่าโรมัลเดซสะสมและครอบครองทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบรวม 56,000 ล้านเปโซ ในช่วงปี 2022-2025 โดยข้อกล่าวหาดังกล่าวยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาล และโรมัลเดซปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่ได้กระทำผิด

คดีดังกล่าวมีโรมัลเดซ รวมถึงอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เอลิซัลดี “ซัลดี” โค และบุคคลอื่นเป็นผู้ถูกกล่าวหา โดยทั้งหมดถูกกล่าวหาว่าร่วมกันสะสมความมั่งคั่งโดยมิชอบผ่านเงินงบประมาณของรัฐบาล

เรมุลลากล่าวว่า ทางการไม่ได้เลือกปฏิบัติหรือหลีกเลี่ยงการดำเนินคดีกับบุคคลใด โดยทุกข้อกล่าวหาอยู่บนพื้นฐานของพยานหลักฐาน พร้อมย้ำว่า คดีนี้แสดงให้เห็นว่าไม่มีบุคคลใดอยู่เหนือการตรวจสอบ

ข้อหาดังกล่าวถือเป็นความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับการทุจริตในวงกว้าง มีโทษจำคุกตลอดชีวิต และเป็นความผิดที่ไม่สามารถประกันตัวได้ตามกฎหมายฟิลิปปินส์

คดีถูกส่งเข้าสู่การพิจารณาของแผนกที่ 3 ของศาลแซนดิแกนบายัน ซึ่งมีผู้พิพากษาสมทบ คาร์ล มิแรนดา เป็นประธาน โดยศาลจะพิจารณาว่ามีมูลเหตุอันควรเชื่อเพียงพอที่จะออกหมายจับผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินระบุว่า จะมีการดำเนินคดีเพิ่มเติมต่อโรมัลเดซและผู้เกี่ยวข้อง โดยอาจมีทั้งคดีทุจริตในลักษณะเดียวกันและคดีฟอกเงิน

คดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวนขนาดใหญ่เกี่ยวกับโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานป้องกันน้ำท่วมที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น “โครงการผี” หรือโครงการที่ไม่มีการก่อสร้างจริง แต่มีการเบิกจ่ายงบประมาณไปแล้ว โดยประธานาธิบดีมาร์กอสเคยนำประเด็นดังกล่าวขึ้นมาเปิดเผยต่อสาธารณชนเมื่อกว่า 1 ปีก่อน หลังพบข้อสงสัยว่าโครงการเหล่านี้อาจสร้างความเสียหายแก่ผู้เสียภาษีเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์

ตลอดช่วงที่ผ่านมา เจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้าง เจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมือง รวมถึงอดีตและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายคน ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเงินจากโครงการดังกล่าวไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัว

ก่อนหน้านี้ โรมัลเดซลาออกจากตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว หลังชื่อของเขาปรากฏในกระบวนการสอบสวนที่ขยายวงกว้างขึ้น โดยเขาระบุว่า การลาออกจะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถสอบสวนได้โดยปราศจากอิทธิพลที่ไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม เขายังคงดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ด้าน อาเด ฟาฮาร์โด ทนายความของโรมัลเดซ ระบุว่า ลูกความของเขาจะต่อสู้กับข้อกล่าวหาตามกระบวนการยุติธรรม พร้อมเรียกร้องให้ได้รับสิทธิในกระบวนการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมเช่นเดียวกับชาวฟิลิปปินส์ทุกคน โดยย้ำว่า ความจริง พยานหลักฐาน และกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรมควรเป็นสิ่งที่มีน้ำหนักสูงสุดในคดีนี้

ด้านทำเนียบประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ระบุว่า ประธานาธิบดีมาร์กอสเคารพกระบวนการยุติธรรม และเห็นว่าผู้ที่ต้องรับผิดควรได้รับการดำเนินคดี ไม่ว่าจะเป็นญาติ เพื่อน พันธมิตรทางการเมือง หรือฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองก็ตาม

ก่อนหน้านี้ ฝ่ายกฎหมายของโรมัลเดซตั้งข้อสงสัยถึงความน่าเชื่อถือของพยานบางราย หลังมีผู้กล่าวหาหลายคนถอนคำให้การ โดยเฉพาะออร์ลี กูเตซา และอดีตเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของโค ซึ่งเคยกล่าวหาว่ามีการส่งมอบเงินจำนวนมากให้โรมัลเดซ

อย่างไรก็ตาม สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินยืนยันว่า การถอนคำให้การไม่ได้ทำให้คำให้การเดิมหมดความหมาย และทั้งคำให้การก่อนหน้าและคำให้การที่ถอนภายหลังจะถูกนำมาเปรียบเทียบและประเมินร่วมกับหลักฐานอื่นในคดี

สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินยังระบุว่า มีพยานที่พร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรมัลเดซถึง 42 คน รวมถึงพยานใหม่ 28 คน และอดีตเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของโคอีก 14 คน โดยอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงโยธาธิการ มานูเอล โบโนอัน เป็นหนึ่งในบุคคลที่อาจถูกเรียกมาให้ข้อมูลในคดีหลัก

ขณะที่พรรค Lakas-CMD ซึ่งเป็นพรรคการเมืองของโรมัลเดซ เรียกร้องให้ดำเนินการสอบสวนด้วยความเป็นกลางและเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้รับกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มที่ พร้อมระบุว่า โรมัลเดซพร้อมเผชิญข้อกล่าวหาและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองในชั้นศาล

คดีดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในคดีทุจริตครั้งใหญ่ที่กำลังสั่นคลอนการเมืองฟิลิปปินส์ โดยปัญหาการทุจริตถือเป็นประเด็นเรื้อรังของประเทศ และถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ซ้ำเติมปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศที่มีประชากรราว 112 ล้านคน.

ที่มา ABS-CBN News / AFP

หิมะถล่มรัสเซีย ยอดเสียชีวิตพุ่ง 11 ศพ เร่งค้นหาผู้สูญหายอีก 6 รายในหุบเขาเบเซนกี

หิมะถล่มรัสเซีย ยอดเสียชีวิตพุ่ง 11 ศพ เร่งค้นหาผู้สูญหายอีก 6 รายในหุบเขาเบเซนกี

7 ก.ย. 2569 15:31 น.

หิมะถล่มรัสเซีย ยอดเสียชีวิตพุ่ง 11 ศพ เร่งค้นหาผู้สูญหายอีก 6 รายในหุบเขาเบเซนกี

กระทรวงสถานการณ์ฉุกเฉินของรัสเซีย เปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุหิมะถล่มบนภูเขามีชีร์กี ในหุบเขาเบเซนกี แคว้นคาบาร์ดิโน-บัลคาเรีย ทางตอนใต้ของรัสเซีย เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 11 ราย ขณะที่ยังมีนักปีนเขาอีก 6 คนสูญหาย และอยู่ระหว่างการค้นหา

เจ้าหน้าที่ระบุว่า นักปีนเขา 10 คนสามารถเดินลงจากพื้นที่เกิดเหตุได้ด้วยตนเอง ส่วนอีก 6 คนได้รับบาดเจ็บและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษา ขณะที่ผู้เสียชีวิต 11 คนได้รับบาดเจ็บรุนแรงจนไม่สามารถช่วยชีวิตได้

กลุ่มนักปีนเขาดังกล่าวมีสมาชิกทั้งหมด 33 คน โดยช่วงเวลาที่เกิดเหตุ มีนักปีนเขา 15 คนกำลังเดินทางตามเส้นทางบนภูเขา ก่อนถูกหิมะถล่มลงมาจากภูเขามีชีร์กี เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. ของวันที่ 6 กันยายน เบื้องต้นมีรายงานผู้เสียชีวิต 2 ราย ก่อนที่ตัวเลขจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและค้นหาผู้ประสบเหตุ

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่จากหน่วยค้นหาและกู้ภัยภูเขาสูงเอลบรุสของกระทรวงสถานการณ์ฉุกเฉินรัสเซีย รวมถึงหน่วยปฏิบัติการของสำนักงานกระทรวงสถานการณ์ฉุกเฉินประจำแคว้นคาบาร์ดิโน-บัลคาเรีย ถูกส่งเข้าพื้นที่เพื่อดำเนินการค้นหาและช่วยเหลือ

ปฏิบัติการค้นหาเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงชัน รวมถึงยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดหิมะถล่มซ้ำ โดยทางการได้เสริมกำลังเจ้าหน้าที่กู้ภัยเป็นประมาณ 56 คน เพื่อเร่งค้นหานักปีนเขาที่ยังสูญหาย

ทางกระทรวงสถานการณ์ฉุกเฉินระบุว่า หากสภาพอากาศเอื้ออำนวย จะส่งเฮลิคอปเตอร์ Mi-8 และเฮลิคอปเตอร์เชิงพาณิชย์เข้าร่วมภารกิจทางอากาศ เพื่อสนับสนุนการค้นหาผู้สูญหาย

คาซเบก โคคอฟ ผู้นำแคว้นคาบาร์ดิโน-บัลคาเรีย เปิดเผยว่า ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยยังคงดำเนินต่อไปบริเวณตอนบนของหุบเขาเบเซนกี พร้อมแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต และขอให้ผู้ได้รับบาดเจ็บฟื้นตัวโดยเร็ว

ขณะเดียวกัน คณะกรรมการสอบสวนของรัสเซียได้เปิดการสอบสวนคดีอาญาในข้อหาประมาทเลินเล่อ เพื่อหาสาเหตุและตรวจสอบว่ามีการละเลยมาตรการด้านความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ครั้งนี้หรือไม่ ขณะที่สำนักงานอัยการแคว้นคาบาร์ดิโน-บัลคาเรียเข้าควบคุมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและสาเหตุของการเสียชีวิตของนักปีนเขา

เจ้าหน้าที่ยังคงเดินหน้าค้นหานักปีนเขาทั้ง 6 คนที่สูญหาย โดยยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับชะตากรรมของพวกเขา.

ที่มา Interfax / vedomosti.ru