เกาหลีใต้ประกาศเตือนคลื่นความร้อน “ระดับร้ายแรง” ครั้งแรก หลังอุณหภูมิพุ่งแตะ 39.9 องศาฯ

เกาหลีใต้ประกาศเตือนคลื่นความร้อน "ระดับร้ายแรง" ครั้งแรก หลังอุณหภูมิพุ่งแตะ 39.9 องศาฯ

12 ก.ค. 2569 10:14 น.

เกาหลีใต้ประกาศเตือนคลื่นความร้อน “ระดับร้ายแรง” ครั้งแรก หลังอุณหภูมิพุ่งแตะ 39.9 องศาฯ

เกาหลีใต้ออกประกาศเตือนคลื่นความร้อน “ระดับร้ายแรง” เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เริ่มใช้ระบบแจ้งเตือนใหม่เมื่อเดือนมิถุนายน หลังอุณหภูมิในเมืองคยองซานและโพฮังพุ่งเฉียด 40 องศาเซลเซียส ขณะที่หน่วยงานสาธารณสุขเตือนคลื่นความร้อนอาจเพิ่มความเสี่ยงเสียชีวิต โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

ทางการเกาหลีใต้ได้ประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อนระดับ “รุนแรงขั้นวิกฤต” ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นครั้งแรก สำหรับพื้นที่เมืองคยองซาน และเมืองโพฮัง ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ภายใต้ระบบเตือนภัยรูปแบบใหม่ที่เพิ่งเริ่มนำมาใช้เมื่อเดือนที่ผ่านมา เพื่อรับมือกับสภาพอากาศร้อนจัดอย่างสุดขั้ว

รายงานระบุว่า คำเตือนภัยระดับสูงสุดนี้มีผลบังคับใช้ในทั้งสองเมืองตั้งแต่เวลา 10:00 น. ของวันนี้ (12 ก.ค.) หลังจากวันก่อนหน้านี้ อุณหภูมิในเมืองคยองซานพุ่งสูงถึง 39.9 องศาเซลเซียส และเมืองโพฮังพุ่งแตะ 37.2 องศาเซลเซียส ขณะที่การพยากรณ์อากาศคาดว่าอุณหภูมิในวันอาทิตย์นี้จะยังคงพุ่งสูงถึง 39 องศาเซลเซียสในทั้งสองพื้นที่

สำหรับระบบเตือนภัยคลื่นความร้อนรูปแบบใหม่นี้ รัฐบาลเกาหลีใต้ได้เริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยเกณฑ์การประกาศเตือนภัยระดับ “รุนแรงขั้นวิกฤต” จะเกิดขึ้นเมื่อคาดการณ์ว่าอุณหภูมิสูงสุดประจำวันจะแตะ 39 องศาเซลเซียสขึ้นไป ในพื้นที่ที่มีดัชนีความร้อนสูงตั้งแต่ 35 องศาเซลเซียสขึ้นไปติดต่อกันอย่างน้อย 2 วัน

สำนักงานควบคุมและป้องกันโรคแห่งเกาหลี (KDCA) ได้ออกแถลงการณ์เร่งด่วนเมื่อวันที่ 12 ก.ค. ที่ผ่านมา ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งและปฏิบัติตามแนวทางป้องกันโรคจากความร้อนอย่างเคร่งครัด พร้อมอธิบายว่า คลื่นความร้อนไม่เพียงแต่ทำให้เกิดโรคลมแดด หรือภาวะเพลียแดดเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้โรคประจำตัวของผู้ป่วยแย่ลง เช่น โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง โรคระบบทางเดินหายใจ และโรคไต ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและอัตราการเสียชีวิต

ทางหน่วยงานเน้นย้ำว่า ภายใต้คำเตือนภัยระดับรุนแรงนี้ แม้แต่ผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงก็สามารถเกิดอาการเจ็บป่วยรุนแรงจากความร้อนได้เช่นกัน โดยในพื้นที่ที่มีการประกาศเตือนภัย ทางการเตือนประชาชนควรระงับหรือเลื่อนกิจกรรมต่างๆ เช่น การทำงานในนาข้าวและไร่นาสวนเกษตร, การทำงานในเขตก่อสร้าง, การเล่นกีฬาและกิจกรรมหรือจัดงานอีเวนต์กลางแจ้งทั้งหมด พร้อมแนะนำให้ย้ายไปยังสถานที่ที่เย็นกว่า เช่น ในร่ม เงาไม้ หรือศูนย์พักพิงคลายร้อน และพักผ่อนให้เพียงพอ รวมถึงคอยหมั่นตรวจเช็กสุขภาพของสมาชิกในครอบครัวและเพื่อนบ้านใกล้เคียง

จากข้อมูลระบบเฝ้าระวังของแผนกฉุกเฉินประจำสำนักงานควบคุมและป้องกันโรคแห่งเกาหลี ซึ่งร่วมมือกับห้องฉุกเฉินกว่า 520 แห่งทั่วประเทศ ระบุว่า นับตั้งแต่วันที่ 10 ที่ผ่านมา มียอดผู้ป่วยสะสมจากโรคที่เกิดจากความร้อนแล้ว 535 ราย และมีผู้เสียชีวิตที่คาดว่าเกิดจากสาเหตุนี้แล้ว 2 ราย

เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สภาพอากาศร้อนจัดที่ลากยาวส่งผลให้ความเสียหายเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยตลอดทั้งปีมีผู้ป่วยจากความร้อนสูงถึง 4,460 ราย และเสียชีวิต 29 ราย ซึ่งราว 30% ของผู้ป่วย และ 35% ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด กระจุกตัวอยู่ในช่วงเวลาสั้นๆ เพียง 10 วัน ระหว่างวันที่ 20 ถึง 31 กรกฎาคมเท่านั้น

ผลการวิเคราะห์ผลกระทบทางสุขภาพยังพบว่า เมื่อดัชนีความร้อนแตะระดับ 38 องศาเซลเซียส จะส่งผลต่อประชากรในสัดส่วนที่ต่างกัน เช่นกลุ่มอายุต่ำกว่า 65 ปี ความเสี่ยงในการเสียชีวิตโดยรวมเพิ่มขึ้น 4% และความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้น 7% ส่วนกลุ่มอายุ 65 ปีขึ้นไป ความเสี่ยงในการเสียชีวิตโดยรวมพุ่งสูงถึง 19% และความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้น 14% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุดต่อคลื่นความร้อน

นายอิม ซึงกวาน กรรมาธิการสำนักงานควบคุมและป้องกันโรคแห่งเกาหลี กล่าวทิ้งท้ายว่า “เมื่อมีการประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อนระดับรุนแรงขั้นวิกฤต แม้แต่คนที่มีร่างกายแข็งแรงก็สามารถได้รับผลกระทบรุนแรงได้ ดังนั้น ผู้สูงอายุ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้พิการ และผู้ที่มีโรคประจำตัว จึงต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ” พร้อมแนะนำให้ประชาชนดื่มน้ำบ่อยๆ แม้ว่าจะไม่รู้สึกกระหายน้ำก็ตาม.

ที่มา Yonhap / CHOSUNBIZ

อังกฤษจับผู้ต้องสงสัยคดีสังหาร “แอนน์ วิดเดอคอมบ์” อดีตรัฐมนตรีหญิงวัย 78 ปี

อังกฤษจับผู้ต้องสงสัยคดีสังหาร "แอนน์ วิดเดอคอมบ์" อดีตรัฐมนตรีหญิงวัย 78 ปี

12 ก.ค. 2569 09:53 น.

อังกฤษจับผู้ต้องสงสัยคดีสังหาร “แอนน์ วิดเดอคอมบ์” อดีตรัฐมนตรีหญิงวัย 78 ปี

ตำรวจอังกฤษจับกุมตัวชายวัย 28 ปี ในเทศมณฑลเซาท์ยอร์กเชียร์ ต้องสงสัยพัวพันคดีฆาตกรรม “แอนน์ วิดเดอคอมบ์” อดีตรัฐมนตรีและโฆษกพรรครีฟอร์มยูเคที่บ้านพักในมณฑลเดวอน ตำรวจยืนยันยังไม่พบหลักฐานเชื่อมโยงกับการก่อการร้ายหรือแรงจูงใจทางการเมือง

ตำรวจเดวอนและคอร์นวอลล์ของสหราชอาณาจักร เปิดเผยว่า ได้จับกุมชายชาวอังกฤษผิวขาววัย 28 ปี ที่บ้านพักแห่งหนึ่งในเซาท์ยอร์กเชียร์ ในข้อหาต้องสงสัยก่อเหตุสังหาร แอนน์ วิดเดอคอมบ์ (Ann Widdecombe) อดีตรัฐมนตรีหญิงของพรรคอนุรักษนิยม และโฆษกด้านการย้ายถิ่นฐานและกระบวนการยุติธรรมของพรรครีฟอร์มยูเค (Reform UK) โดยผู้ต้องสงสัยถูกควบคุมตัวไว้เพื่อสอบปากคำ

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นห่างจากบ้านพักของวิดเดอคอมบ์ในหมู่บ้านเฮย์ทอร์ มณฑลเดวอน ราว 430 กิโลเมตร โดยตำรวจได้รับการสนับสนุนจากหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายภาคตะวันออกเฉียงเหนือและตำรวจเซาท์ยอร์กเชียร์ในการปฏิบัติการจับกุมครั้งนี้

ก่อนหน้านี้ ตำรวจเคยจับกุมชายวัย 26 ปี ในเมืองนิวตันแอบบอต ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 18 กิโลเมตร ในข้อหาต้องสงสัยคดีเดียวกัน แต่ภายหลังได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันเสาร์ หลังเจ้าหน้าที่ระบุว่า บุคคลดังกล่าวไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการสืบสวนอีกต่อไป

วิดเดอคอมบ์ วัย 78 ปี ถูกพบได้รับบาดเจ็บสาหัสภายในบ้านพักเมื่อเวลา 11.40 น. ของวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น (9 ก.ค.) โดยตำรวจเชื่อว่าเธอถูกทำร้ายตั้งแต่เกือบ 24 ชั่วโมงก่อนหน้านั้น ก่อนที่ทีมผู้จัดการของเธอจะประกาศข่าวการเสียชีวิตในวันศุกร์

ตำรวจระบุว่า แม้ในช่วงแรกจะมีการประสานงานกับเจ้าหน้าที่หน่วยต่อต้านการก่อการร้าย แต่จากการสืบสวนจนถึงขณะนี้ ยังไม่พบข้อมูลที่บ่งชี้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย หรือเป็นอาชญากรรมที่มีแรงจูงใจทางการเมือง อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังคงไม่เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ต้องสงสัยหรือภาพจากกล้องวงจรปิด เพื่อป้องกันไม่ให้กระทบต่อการสืบสวนที่ยังดำเนินอยู่

ตลอดช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานและกำลังตำรวจจำนวนมากประจำอยู่บริเวณบ้านพักของวิดเดอคอมบ์ ขณะที่ประชาชนและนักการเมืองหลายคนเดินทางไปวางดอกไม้ไว้อาลัย โดย ไนเจล ฟาราจ หัวหน้าพรรครีฟอร์มยูเค กล่าวยกย่องว่า เธอเป็นบุคคลที่โดดเด่นและเป็นผู้ปกป้องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างแข็งขัน

ด้าน ปีเตอร์ ฮอร์รอลล์ คนขับรถส่วนตัวที่ร่วมงานกับวิดเดอคอมบ์มาอย่างยาวนาน กล่าวว่า เขาแทบไม่อยากเชื่อกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมระบุว่าเธอเป็นผู้หญิงที่ใจดี ตรงไปตรงมา และพร้อมตอบทุกคำถามอย่างจริงใจ

ขณะที่บรรดานักการเมืองจากหลายพรรค รวมถึงนายกรัฐมนตรี เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ และ เคมี บาเดนอค หัวหน้าพรรคอนุรักษนิยม ต่างแสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของวิดเดอคอมบ์ พร้อมยกย่องผลงานที่เธออุทิศให้กับการเมืองและสังคมอังกฤษตลอดหลายทศวรรษ

แอนน์ วิดเดอคอมบ์ เริ่มต้นเส้นทางการเมืองในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคอนุรักษนิยม เขตเมดสโตน ระหว่างปี 1987-2010 และเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหลายกระทรวงในรัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรี จอห์น เมเจอร์ ก่อนรับตำแหน่งสำคัญในฝ่ายค้านหลังพรรคพ่ายแพ้การเลือกตั้งปี 1997

หลังอำลาสภาผู้แทนราษฎร เธอมีบทบาทในวงการโทรทัศน์จากการเข้าร่วมรายการ Strictly Come Dancing ของบีบีซี และรายการ Celebrity Big Brother ก่อนหวนคืนสู่การเมืองกับพรรคเบร็กซิต (Brexit Party) ในปี 2019 ในฐานะสมาชิกรัฐสภายุโรป และเข้าร่วมพรรครีฟอร์มยูเค ในปี 2023 โดยดำรงตำแหน่งโฆษกด้านการย้ายถิ่นฐานและกระบวนการยุติธรรมจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต.

ที่มา BBC

ชาวยูกันดา อดตายแล้ว 16 ศพ หลังภัยแล้งทำลายผลผลิต

ชาวยูกันดา อดตายแล้ว 16 ศพ หลังภัยแล้งทำลายผลผลิต

12 ก.ค. 2569 06:30 น.

ชาวยูกันดา อดตายแล้ว 16 ศพ หลังภัยแล้งทำลายผลผลิต

(ภาพจาก Badru KATUMBA / AFP)

ทางการยูกันดาเปิดเผยว่า มีประชาชนเสียชีวิตจากภาวะอดอยากในประเทศแล้วอย่างน้อย 16 ศพ หลังจากภัยแล้งที่ยาวนานทำลายผลผลิตทางการเกษตรของชาวบ้านจนหมด

เมื่อวันเสาร์ที่ 11 ก.ค. 2569 รัฐบาลยูกันดาเปิดเผยว่า มีประชาชนอย่างน้อย 16 รายเสียชีวิตจากความหิวโหยในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ในภูมิภาคคาราโมจา (Karamoja) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ เนื่องจากเผชิญกับภัยแล้งที่ยาวนาน

บรรดาเกษตรกรระบุว่า พวกเขาต้องสูญเสียผลผลิตทางการเกษตรไปทั้งหมด เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีฝนตกน้อยมากหรือไม่มีฝนตกเลยนับตั้งแต่เดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของฤดูกาลเพาะปลูก

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ปัญหาการขาดแคลนอาหารที่เกิดขึ้นซ้ำซากในภูมิภาคนี้ มีสาเหตุมาจากความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปริมาณน้ำฝนที่น้อยเกินไป การตัดไม้ทำลายป่า การเลี้ยงสัตว์มากเกินไปจนทำลายทุ่งหญ้า และศัตรูพืช ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ร่วมกันทำให้ชุมชนต่าง ๆ ต้องตกอยู่ในภาวะเปราะบางต่อความหิวโหยมากยิ่งขึ้น

นายกรัฐมนตรี โรบินาห์ นับบันจา กล่าวว่า หลายพันครัวเรือนต้องตกอยู่ในสภาพไม่มีอาหารประทังชีวิต เนื่องจากช่วงเวลาที่แห้งแล้งได้ทำลายพืชผลจนหมดสิ้น โดยสำนักงานของเธอจะยื่นขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรีในวันจันทร์นี้ เพื่อจัดซื้อสิ่งของบรรเทาทุกข์เพิ่มเติมสำหรับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ ภาพพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพด ข้าวฟ่าง และถั่วเหลืองขนาดใหญ่ในภูมิภาคคาราโมจา ยืนต้นแห้งเหี่ยว ทำลายความหวังของชาวบ้านที่จะได้เก็บเกี่ยวผลผลิตอย่างอุดมสมบูรณ์ลงอย่างสิ้นเชิง

ผู้เชี่ยวชาญต่างเรียกร้องให้มีการพยากรณ์อากาศที่ดีขึ้น รวมถึงการลงทุนในระบบชลประทานและพืชพันธุ์ที่ทนแล้ง

พื้นที่กึ่งแห้งแล้งทางตะวันออกเฉียงเหนือของยูกันดา เคยประสบกับวิกฤตการขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรงเช่นนี้มาก่อน โดยรายงานจากองค์กรสิทธิมนุษยชนระบุว่า ในปี 2565 มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2,200 ศพ จากการอดอยากและโรคแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้อง ในพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของยูกันดา

แต่สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือ เฮนรี โอเคลโล โอเรียม รัฐมนตรีต่างประเทศในขณะนั้น เรียกผู้ที่เสียชีวิตจากความหิวโหยว่าเป็นพวก “โง่เง่า” อ้างว่ายูกันดามีสภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวยและมีผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ ดังนั้นประชาชนจึงควรจะสามารถปลูกอาหารกินเองได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

น้ำท่วม-ดินถล่ม คร่าแล้ว 44 ศพในบังกลาเทศ ประชาชนติดค้างนับล้าน

น้ำท่วม-ดินถล่ม คร่าแล้ว 44 ศพในบังกลาเทศ ประชาชนติดค้างนับล้าน

12 ก.ค. 2569 04:02 น.

น้ำท่วม-ดินถล่ม คร่าแล้ว 44 ศพในบังกลาเทศ ประชาชนติดค้างนับล้าน

บังกลาเทศกำลังเผชิญเหตุน้ำท่วมและดินถล่มในหลายพื้นที่ คร่าชีวิตผู้คนไปแล้ว 44 ศพ และมีชาวบ้านติดค้างอีกกว่า 1 ล้านคน ขณะที่การช่วยเหลือเป็นไปด้วยความยากลำบาก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 11 ก.ค. 2569 ว่า บังกลาเทศเผชิญฝนตกหนักต่อเนื่องนานหลายวัน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วอย่างน้อย 44 ศพ มีประชาชนมากกว่า 1 ล้านคนติดค้างอยู่ในพื้นที่ ซึ่งทีมช่วยเหลือกำลังเร่งส่งความช่วยเหลือไปยังชุมชนต่างๆ

กระทรวงการจัดการภัยพิบัติของบังกลาเทศเปิดเผยว่า น้ำท่วมใน 7 เขต ได้แก่ จิตตะกอง, ค็อกซ์สบาซาร์, บันดาร์บัน, รังกามาติ, คากราชารี, โมวิบาซาร์ และ ฮาบิกันจ์ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชน หลายพันครอบครัวต้องถูกตัดขาด และมีชาวบ้านติดค้างอยู่ถึง 267,918 ครัวเรือน

ความพยายามในการกู้ภัยและบรรเทาทุกข์เป็นไปอย่างล่าช้า เนื่องจากในพื้นที่ประสบภัยเกิดปัญหาไฟฟ้าดับ, ถนนชำรุดเสียหาย และระบบการสื่อสารถูกตัดขาด ในขณะที่ชาวบ้านจำนวนมากไม่สามารถประกอบอาหารได้หลายวันแล้ว เนื่องจากน้ำท่วมขังมิดบ้านเรือน

ชาวบ้านต้องพึ่งพาอาหารแห้ง เช่น ข้าวเม่า ข้าวพอง หรือบิสกิตที่ไม่จำเป็นต้องปรุงสุก ควบคู่ไปกับสิ่งของบรรเทาทุกข์ฉุกเฉิน

ทั้งนี้ กองทัพบกและกองทัพเรือของบังกลาเทศกำลังใช้เรือลำเลียงอาหาร, น้ำดื่ม, ยารักษาโรค และสิ่งของจำเป็นอื่น ๆ ไปยังชุมชนต่าง ๆ ที่ถูกตัดขาด ในขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งยกระดับความพยายามในการบรรเทาทุกข์

“รัฐบาลกำลังทำทุกวิถีทางเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม สิ่งของบรรเทาทุกข์ น้ำดื่มที่ปลอดภัย และเวชภัณฑ์ต่าง ๆ กำลังถูกแจกจ่ายออกไป และเราขอเรียกร้องให้ประชาชนที่บ้านเรือนถูกน้ำท่วมขังย้ายไปยังศูนย์พักพิงที่ใกล้ที่สุด” อิกบัล ฮอสเซน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการจัดการภัยพิบัติและการบรรเทาทุกข์ กล่าว

ก่อนหน้านี้ ฝนที่ตกหนักทำให้เกิดดินถล่มทับโรงเรียนในค่ายผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาในค็อกซ์สบาซาร์ ส่งผลให้ผู้ลี้ภัยเสียชีวิต 16 ศพ ซึ่งรวมถึงผู้หญิงและเด็กด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สส.สหรัฐฯ โดนชาวอิสราเอลติดอาวุธคุมตัวนาน 90 นาทีในเวสต์แบงก์

สส.สหรัฐฯ โดนชาวอิสราเอลติดอาวุธคุมตัวนาน 90 นาทีในเวสต์แบงก์

12 ก.ค. 2569 02:59 น.

สส.สหรัฐฯ โดนชาวอิสราเอลติดอาวุธคุมตัวนาน 90 นาทีในเวสต์แบงก์

สส.เดโมแครตจากสหรัฐฯ ถูกชาวอิสราเอลติดอาวุธ คุมตัวเอาไว้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ระหว่างเดินทางเยือนเขตเวสต์แบงก์ ก่อนที่เขากับผู้ช่วยจะได้รับการปล่อยตัวเมื่อตำรวจเข้าแทรกแซง

เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2569 นาย โร คันนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จากพรรคเดโมแครต วัย 49 ปี เปิดเผยว่า เขาถูกกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลที่มีอาวุธครบมือ ควบคุมตัวเป็นเวลา 90 นาที ระหว่างที่เขาเดินทางเยือนเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งถูกอิสราเอลยึดครอง

นายคันนาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (8 ก.ค.) เขาและทีมงานนั่งอยู่ในรถตู้ตอนที่ถูกกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานซึ่งถือปืนไรเฟิล M4 เข้าล้อมไว้ ระหว่างการไปเยือนซากปรักหักพังของหมู่บ้านเคอร์เบ็ต ซานูตา (Khirbet Zanuta) ในภารกิจค้นหาข้อเท็จจริงเพื่อดูผลกระทบจากการยึดครองพื้นที่ของอิสราเอล

“พวกเราอยู่ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งถูกกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลทำลาย พวกเขาทำลายโรงเรียน พวกเขาทำลายหมู่บ้านนั้น และพวกเราก็แค่กำลังเดินดูอยู่” นายคันนาระบุผ่าน X

ภาพตอนที่ รถของ โร คันนา สส.สหรัฐฯ กับทีมงาน ถูกชาวอิสราเอลติดอาวุธสกัดเอาไว้
ภาพตอนที่ รถของ โร คันนา สส.สหรัฐฯ กับทีมงาน ถูกชาวอิสราเอลติดอาวุธสกัดเอาไว้

“แล้วพวกอันธพาลเหล่านี้ก็เข้ามาพร้อมกับปืนกล — M4 ซึ่งเป็นปืนกลที่ผลิตในอเมริกา — และพวกเขาก็กักตัวเราไว้ พวกเขาปิดกั้นถนน จากนั้นพวกเขาก็โทรเรียก IDF (กองกำลังป้องกันอิสราเอล) และ IDF ก็อยู่ข้างพวกเขา ไม่ใช่ข้างคนอเมริกัน”

อย่างไรก็ตาม กองทัพอิสราเอลระบุในแถลงการณ์ว่า ทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าดำเนินการหลังจากได้รับรายงานว่ามีกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานปิดกั้นยานพาหนะในพื้นที่ดังกล่าว “เมื่อเดินทางมาถึง เจ้าหน้าที่ได้สลายกลุ่มพลเรือนอิสราเอลและอนุญาตให้ยานพาหนะเดินทางต่อไปได้”

ด้านผู้ช่วยที่ร่วมเดินทางไปกับนายคันนาเปิดเผยว่า ในระหว่างที่ถูกกักตัว พวกเขาได้ร้องขอความช่วยเหลือไปยังสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในกรุงเยรูซาเลม และได้รับการปล่อยตัวหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มหนึ่งเข้ามาแทรกแซง

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เข้ายึดครองเขตเวสต์แบงก์และเยรูซาเลมตะวันออก อิสราเอลสร้างนิคมสำหรับผู้ตั้งถิ่นฐานราว 160 แห่ง เป็นที่อยู่อาศัยของชาวผู้มีเชื้อสายยิวราว 700,000 คน ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากนานาประเทศ เนื่องจากเวสต์แบงก์เป็นดินแดนที่ชาวปาเลสไตน์ต้องการร่วมกับฉนวนกาซาเพื่อตั้งเป็นรัฐในอนาคต

นอกจากนั้น การสร้างนิคมสำหรับผู้ตั้งถิ่นฐานเหล่านี้ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมายภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศด้วย แต่อิสราเอลเพิกเฉยมาตลอด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

จีนอ่วม ไต้ฝุ่น “บาหวี่” ขึ้นฝั่งรอบ 2 อพยพแล้วกว่า 2 ล้านคน

จีนอ่วม ไต้ฝุ่น "บาหวี่" ขึ้นฝั่งรอบ 2 อพยพแล้วกว่า 2 ล้านคน

12 ก.ค. 2569 01:49 น.

จีนอ่วม ไต้ฝุ่น “บาหวี่” ขึ้นฝั่งรอบ 2 อพยพแล้วกว่า 2 ล้านคน

ไต้ฝุ่น “บาหวี่” พัดขึ้นฝั่งประเทศจีนแล้ว ซึ่งนับเป็นการพัดขึ้นฝั่งครั้งที่ 2 ในรอบ 2 วัน ส่งผลให้ต้องมีการอพยพประชาชนเกือบ 2 ล้านคนออกจากพื้นที่ที่อยู่ในเส้นทางเคลื่อนตัวของพายุ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ไต้ฝุ่น “บาหวี่” (Bavi) ซึ่งมีความกว้างถึง 1,000 กิโลเมตร ณ จุดที่กว้างที่สุด หรือเทียบเท่ากับความกว้างของประเทศฝรั่งเศส ได้พัดขึ้นฝั่งครั้งแรกที่เมืองชายฝั่งไท่โจวเมื่อค่ำวันเสาร์ (11 ก.ค. 2569) ก่อนจะพัดขึ้นฝั่งเป็นครั้งที่สองที่เมืองเวินโจวในช่วงเวลาประมาณเที่ยงคืน

หลังจากพัดถล่มเกาะห่างไกลหลายแห่งของญี่ปุ่น พายุบาหวี่ก็ได้นำพาฝนตกหนักมายังไต้หวันขณะเคลื่อนตัวเฉียดผ่านปลายเกาะทางตอนเหนือ ขณะที่ก่อนหน้านี้ ดินถล่มที่เกิดจากอิทธิพลของพายุลูกนี้ได้คร่าชีวิตผู้คนไปอย่างน้อย 17 รายในฟิลิปปินส์

แม้ บาหวี่ จะมีระดับความรุนแรงลดลงเหลือระดับ 1 แล้ว แต่ยังคงมีความเสี่ยงเนื่องจากมีปริมาณความชื้นมหาศาลอยู่ภายในกลุ่มแถบเมฆและฝน

หน่วยงานสภาพอากาศของจีนคาดการณ์ว่า ไต้ฝุ่นลูกนี้จะนำพา “ฝนตกหนักเป็นประวัติการณ์” มาสู่ทางตะวันออกของมณฑลเจ้อเจียงและทางตะวันออกเฉียงเหนือของมณฑลฝูเจี้ยน พร้อมเสริมว่าการอพยพผู้คนนั้น “ทำไปเพื่อป้องกันสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้”

ขณะที่สื่อของรัฐบาลจีนรายงานว่า มีประชาชนมากกว่า 1.7 ล้านคนถูกอพยพในมณฑลเจ้อเจียง และอีกหลายพันคนในมณฑลใกล้เคียง โดย โรงเรียน สถานที่ทำงาน และกิจกรรมกลางแจ้งในมณฑลเจ้อเจียงได้ถูกสั่งระงับชั่วคราว ขณะที่เที่ยวบินกว่า 400 เที่ยวและบริการรถไฟอีกหลายสิบเที่ยวถูกยกเลิก

ทั้งนี้ ไต้ฝุ่นบาหวี่เริ่มก่อตัวในฐานะซูเปอร์ไต้ฝุ่น โดยพัดถล่มเกาะกวมและหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนาเมื่อวันจันทร์ที่แล้ว ด้วยความเร็วลมสูงถึง 290 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ต่อมาพายุลูกนี้เคลื่อนตัวผ่านมหาสมุทรแปซิฟิกและอ่อนกำลังลงเหลือความเร็วลม 144 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยระหว่างทางมันได้พัดถล่มหมู่เกาะซากิชิมะ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะริวกิวของญี่ปุ่นที่อยู่ระหว่างเกาะหลักของประเทศกับไต้หวัน ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 5 ราย และประชาชนอีกหลายพันคนไม่มีไฟฟ้าใช้

ตัวเกาะไต้หวันเองแม้ไม่ได้ถูกพัดถล่มโดยตรง แต่ประชาชนหลายพันคนจำเป็นต้องอพยพออกจากบ้านเรือน และมีความเสี่ยงที่จะเกิดดินถล่มหลังจากมีฝนตกหนัก อย่างไรก็ตาม ทั้งสองประเทศยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

อนึ่ง จีนเพิ่งเผชิญอิทธิพลของไต้ฝุ่น “ไมสัก” (Maysak) ซึ่งเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งบริเวณเขตปกครองตนเองหลิงสุ่ย มณฑลไหหลำ (ไหหนาน) เมื่อช่วงค่ำวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา และขึ้นฝั่งรอบที่สองในมณฑลกว่างซีทางตอนใต้ ส่งผลให้เกิดฝนตกหนัก คลื่นลมแรง และน้ำท่วมใหญ่ในหลายพื้นที่ของจีน ก่อนจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เรือสปีดโบ๊ทล่มในเวียดนาม ดับแล้ว 15 ศพ รวมนักท่องเที่ยวอินเดีย

เรือสปีดโบ๊ทล่มในเวียดนาม ดับแล้ว 15 ศพ รวมนักท่องเที่ยวอินเดีย

11 ก.ค. 2569 23:53 น.

เรือสปีดโบ๊ทล่มในเวียดนาม ดับแล้ว 15 ศพ รวมนักท่องเที่ยวอินเดีย

เรือสปีดโบ๊ทล่มระหว่างให้บริการนักท่องเที่ยวที่เกาะแห่งหนึ่งของเวียดนาม ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 15 ศพ รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย ซึ่งเป็นผู้โดยสารส่วนใหญ่ของเรือลำนี้

สื่อท้องถิ่นของเวียดนาม รายงานในวันที่ 11 ก.ค. 2569 ว่า เกิดเหตุเรือสปีดโบ๊ทที่บรรทุกนักท่องเที่ยวชาวอินเดียเกิดล่มใกล้กับเกาะแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของเวียดนาม เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 15 ศพ ส่วนคนอื่นๆ ได้รับความช่วยเหลืออย่างปลอดภัยแล้ว

รายงานระบุว่า มีชาวอินเดีย 32 คน และลูกเรืออีก 4 คนอยู่บนเรือลำดังกล่าว ซึ่งเกิดพลิกคว่ำห่างจากเกาะ “ฮอน เมย์ รุต งอย” (Hon May Rut Ngoai) ประมาณ 400 เมตร ท่ามกลางสภาพทะเลที่มีคลื่นลมแรงเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

สำนักข่าว VnExpress ของเวียดนามรายงานว่า เรือท่องเที่ยวหลายลำในบริเวณใกล้เคียงได้รีบเข้าไปช่วยเหลือทันที และพบว่ามีผู้โดยสารจำนวนมากติดอยู่ภายในตัวเรือ ขณะที่บางรายงานระบุว่าเหยื่อผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็นพลเมืองชาวอินเดีย ส่วนผู้รอดชีวิตได้รับการช่วยเหลือขึ้นมาได้ 21 คน

เกาะ ฮอน เมย์ รุต งอย เป็นเกาะขนาดเล็กในหมู่เกาะอันทอย (An Thoi) ทางตะวันออกสุดของอ่าวไทย อยู่ห่างจากเกาะฟูโกว๊ก (Phu Quoc) ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ไปทางทิศใต้ประมาณ 10 กิโลเมตร ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากให้มาท่องเที่ยวแบบทัวร์ล่องเรือเที่ยวชมเกาะต่างๆ

เหงียน เทียน ไฮ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคอมมิวนิสต์ในพื้นที่เผยว่า เรือสปีดโบ๊ทลำดังกล่าวอาจล่มเนื่องจากลมกระโชกแรงและคลื่นสูง โดยตอนนี้เจ้าหน้าที่ยังคงทำงานเพื่อยืนยันจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้รอดชีวิตที่แน่ชัด

“สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือการกู้ภัย การนำผู้ประสบภัยทั้งหมดขึ้นฝั่ง และทุ่มเทความพยายามทั้งหมดไปที่การปฐมพยาบาลฉุกเฉินให้แก่ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่” นายไฮกล่าว

ทางด้านนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ของอินเดีย กล่าวว่าเขารู้สึกสลดใจอย่างยิ่งที่ได้ทราบข่าวร้าย เกี่ยวกับอุบัติเหตุเรือล่มในเวียดนามที่มีพลเมืองชาวอินเดียรวมอยู่ด้วย

“ผมขอแสดงความเสียใจอย่างที่สุดต่อครอบครัวที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก และขอส่งแรงใจให้ผู้รอดชีวิตที่ได้รับบาดเจ็บหายดีในเร็ววัน” นายโมดีโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X

ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำเวียดนามบรรยายเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “ความสูญเสียครั้งใหญ่” พร้อมทั้งเผยแพร่รายชื่อทั้งหมดของพลเมืองชาวอินเดียทั้ง 32 คนที่อยู่บนเรือลำที่ล่ม และจัดตั้งสายด่วนโทรศัพท์เพื่อให้ข้อมูลและความช่วยเหลือแก่ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้นำสูงสุดอิหร่านลั่น จะล้างแค้นสหรัฐฯ – อิสราเอล ฐานร่วมกันสังหารบิดา

ผู้นำสูงสุดอิหร่านลั่น จะล้างแค้นสหรัฐฯ - อิสราเอล ฐานร่วมกันสังหารบิดา

11 ก.ค. 2569 23:09 น.

ผู้นำสูงสุดอิหร่านลั่น จะล้างแค้นสหรัฐฯ – อิสราเอล ฐานร่วมกันสังหารบิดา

ผู้นำสูงสุดของอิหร่านประกาศกร้าวว่า จะล้างแค้นสหรัฐฯ กับอิสราเอล ที่ร่วมกันสังหารบิดาของเขา โดยมีการจัดทำรายชื่อบุคคลที่จะตกเป็นเป้าหมายเรียบร้อยแล้ว

เมื่อวันเสาร์ที่ 11 ก.ค. 2569 ทางการอิหร่านเผยแพร่แถลงการณ์ของ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนปัจจุบันของอิหร่าน โดยเขาให้คำมั่นว่าจะล้างแค้นสหรัฐฯ กับอิสราเอลที่ร่วมกันสังหาร อาลี คาเมเนอี บิดาของเขา และผู้นำสูงสุดคนก่อน เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่า จะทำลายอิหร่านให้สิ้นซาก หากมีความพยายามลอบสังหารตัวเขา

ทั้งสองฝ่ายต่างยกระดับการใช้วาทกรรมอย่างดุเดือด หลังจากการยิงอาวุธตอบโต้กันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สั่นคลอนข้อตกลงชั่วคราวที่มีเป้าหมายเพื่อยุติสงคราม ซึ่งปะทุขึ้นเมื่อ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา หลังสหรัฐฯ กับอิสราเอลร่วมมือกันโจมตีอิหร่าน สังหาร อาลี คาเมเนอี กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกหลายคน

ทรัมป์ประกาศว่าข้อตกลงหยุดยิงของพวกเขาได้สิ้นสุดลงแล้ว ในขณะที่บรรดาประเทศตัวกลางพยายามที่จะกอบกู้กระบวนการทางการทูต โดยสื่อของอิหร่านรายงานว่าคณะผู้แทนจากกาตาร์ได้เดินทางไปยังอิหร่านเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ในวันเสาร์ทางการอิหร่านเผยแพร่แถลงการณ์ฉบับแรกของ โมจตาบา คาเมเนอี ที่ออกหลังเสร็จสิ้นพิธีศพบิดาของเขาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (9 ก.ค.) โดยระบุว่า “การแก้แค้นคือเจตจำนงของคนในชาติเรา และมันจะต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

“เรื่องนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีอยู่ของตัวผม หรือของเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ ไม่ว่าพวกเราจะอยู่หรือไม่ สิ่งนี้ก็จะต้องเกิดขึ้น” คาเมเนอีผู้ลูกระบุในแถลงการณ์ และเสริมว่า อิหร่านได้จัดทำรายชื่อบุคคลที่จะตกเป็นเป้าหมายเรียบร้อยแล้ว

ก่อนที่อิหร่านจะเผยแพร่แถลงการณ์ดังกล่าวเพียงไม่กี่ชั่วโมง โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม Truth Social ของเขาว่า ความพยายามใด ๆ ที่จะลอบสังหารเขา จะทำให้สหรัฐฯ “ทำลายล้างอิหร่านให้สิ้นซาก”

“ขีปนาวุธ 1,000 ลูกถูกล็อกเป้าและเตรียมพร้อมยิงไปยังสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านแล้ว และจะมีอีกหลายพันลูกตามไปในทันที หากรัฐบาลอิหร่านลงมือตามคำขู่ที่ประกาศไว้ในหลายมุมโลก ว่าจะลอบสังหาร หรือพยายามลอบสังหารประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งอยู่ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งในกรณีนี้ก็คือ ผม!”

“คำสั่งถูกส่งออกไปเรียบร้อยแล้ว และกองทัพสหรัฐฯ ก็พร้อม มีความมุ่งมั่น และมีความสามารถ ในกรอบเวลา 1 ปี และอาจขยายเวลาออกไป เพื่อที่จะทำลายล้างและทำลายทุกพื้นที่ของอิหร่านให้สิ้นซาก”

ทรัมป์กล่าวด้วยว่า การเจรจากับอิหร่านจะยังคงดำเนินต่อไป แต่เขาได้โจมตีการเจรจาเหล่านั้นว่าเป็น “เรื่องเสียเวลา”

ขณะเดียวกัน อับบาส อารัคชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน ยืนกรานว่ารัฐบาลเตหะรานได้ปฏิบัติตามข้อตกลงในส่วนของตนแล้ว หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกันเมื่อเดือนก่อน

ทั้งนี้ คณะผู้แทนจากสหรัฐฯ และอิหร่านได้จัดการเจรจาโดยตรงร่วมกันหนึ่งรอบในสวิตเซอร์แลนด์ นับตั้งแต่มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ รวมถึงมีการเจรจาทางอ้อมในกาตาร์ ทว่าจนถึงตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณของความคืบหน้าทางการทูตแต่อย่างใด และการปะทะกันครั้งล่าสุดยิ่งทำให้ความหวังเลือนลางลงไปอีก

อุปสรรคสำคัญในการบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายคืออนาคตของช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอิหร่านได้สั่งปิดไม่ให้เรือพาณิชย์ผ่านในช่วงสงคราม เพื่อตอบโต้การโจมตีจากสหรัฐฯ และอิสราเอล

อิหร่านยืนกรานที่จะควบคุมการสัญจรของเรือและได้ประกาศแผนการที่จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียม โดยระบุว่าจะไม่มีการกลับไปสู่การเดินเรืออย่างเสรีเหมือนยุคก่อนสงคราม ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลวอชิงตันปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง ขณะที่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ รัฐต่าง ๆ จะไม่ได้รับอนุญาตให้เรียกเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบที่ใช้สำหรับการเดินเรือระหว่างประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

นักบอลแอฟริกาใต้ เสียชีวิตในวัยเพียง 25 ปี หลังช่วยชาติลุยศึกบอลโลก

นักบอลแอฟริกาใต้ เสียชีวิตในวัยเพียง 25 ปี หลังช่วยชาติลุยศึกบอลโลก

11 ก.ค. 2569 21:48 น.

นักบอลแอฟริกาใต้ เสียชีวิตในวัยเพียง 25 ปี หลังช่วยชาติลุยศึกบอลโลก

เจย์เดน อดัมส์ นักฟุตบอลทีมชาติแอฟริกาใต้ ซึ่งเพิ่งช่วยทีมชาติในศึกฟุตบอลโลก 2026 เสียชีวิตแล้วในวัยเพียง 25 ปี โดยร่างของเขาถูกพบที่บ้านหลังหนึ่งในเมืองเคปทาวน์ ของแอฟริกาใต้

สำนักข่าว บีบีซี รายงานเมื่อวันเสาร์ที่ 11 ก.ค. 2569 ว่า เจย์เดน อดัมส์ กองกลางทีมชาติแอฟริกาใต้และสโมสร “มาเมโลดี ซันดาวน์ส” เสียชีวิตแล้วขณะมีอายุเพียง 25 ปี ไม่กี่สัปดาห์หลังจากเขาลงเล่นให้ทีมชาติบ้านเกิดลุยศึกฟุตบอลโลก 2026

อดัมส์ลงสนามในเกมรอบแบ่งกลุ่มของแอฟริกาใต้ทั้ง 3 นัด ซึ่งพวกเขาสามารถผ่านเข้าสู่รอบน็อคเอาท์ได้สำเร็จ ก่อนจะพ่ายให้กับแคนาดา ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ้าภาพร่วม ในรอบ 32 ทีมสุดท้าย

เกย์ตัน แมคเคนซี รัฐมนตรีกระทรวงกีฬา ศิลปะ และวัฒนธรรมของแอฟริกาใต้ ออกแถลงการณ์ระบุว่า “ผมรู้สึกช็อกและเศร้าอย่างยิ่งที่ได้รับทราบข่าวการจากไปของ เจย์เดน อดัมส์”

“วงการฟุตบอลแอฟริกาใต้ได้สูญเสียหนึ่งในนักเตะดาวรุ่งที่เจิดจรัสที่สุดคนหนึ่งไป และคนในชาติของพวกเราต่างร่วมไว้อาลัยไปพร้อมกับครอบครัว เพื่อนร่วมทีม รวมถึงแฟนบอลอีกหลายล้านคนที่ได้เฝ้าดูเขาเติบโต จากเด็กปั้นในอคาเดมีที่เต็มไปด้วยอนาคตสู่การเป็นนักเตะทีมชาติชุดใหญ่ของทีมบาฟานา บาฟานา (ฉายาทีมชาติแอฟริกาใต้)”

เจ้าหน้าที่ตำรวจในแอฟริกาใต้เปิดเผยว่า พวกเขาได้เริ่มทำการสืบสวนแล้ว หลังจากพบร่างของชายวัย 25 ปีที่บ้านพักหลังหนึ่งในย่านช็อตส์เคคลูฟ (Schotschekloof) ใจกลางเมืองเคปทาวน์ ของแอฟริกาใต้ เมื่อเช้าวันเสาร์ที่ 11 ก.ค. 2569

แมคเคนซีระบุเสริมว่า “สาเหตุการเสียชีวิตของเจย์เดนยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ และผมอยากจะขอร้องให้สื่อมวลชนและสาธารณชนใช้ความอดกลั้นและความเห็นอกเห็นใจ โดยงดเว้นจากการคาดเดาต่าง ๆ เพื่อให้ครอบครัวของเขาและสโมสร มาเมเมโลดี ซันดาวน์ส ได้มีพื้นที่และความเป็นส่วนตัวที่จำเป็นในช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างยิ่งนี้”

“ข้อมูลอย่างเป็นทางการใด ๆ จะถูกสื่อสารโดยฝ่ายที่เกี่ยวข้องเมื่อถึงเวลาอันสมควร”

ทั้งนี้ เจย์เดน อดัมส์ ลงเล่นให้ทีมชาตินัดแรกในปี 2565 และได้ลงสนามเป็นตัวจริงในเกมฟุตบอลโลกที่แอฟริกาใต้เสมอกับสาธารณรัฐเช็ก 1-1 ในกลุ่ม A ทั้งที่เขาเพิ่งทราบข่าวร้ายว่าคุณยายของเขาเสียชีวิตเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนจะเริ่มเตะบอล

สหภาพนักฟุตบอลแอฟริกาใต้ออกมาระบุว่า พวกเขารู้สึก “ใจสลายกับการจากไปก่อนวัยอันควร” ของอดัมส์ “เจย์เดนเพิ่งจะเป็นตัวแทนของแอฟริกาใต้ในฟุตบอลโลกปี 2026 โดยเขาได้แบกรับความหวังของคนในชาติด้วยความภาคภูมิใจ กล้าหาญ และโดดเด่น”

“การจากไปของเขาถือเป็นความสูญเสียที่ไม่อาจประเมินค่าได้ต่อครอบครัว เพื่อนร่วมทีม สโมสร สังคมฟุตบอล และประเทศชาติ” สหภาพฯ ระบุต่อ “ฟุตบอลแอฟริกาใต้ได้สูญเสียผู้เล่นที่มีพรสวรรค์, ผู้อุทิศตนให้ฟุตบอลอย่างน่าภาคภูมิ และชีวิตของคนหนุ่มที่ยังมีสิ่งดี ๆ อีกมากมายที่จะมอบให้กับวงการนี้”

อดัมส์เริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับสโมสร สเตลเลนบอช เอฟซี (Stellenbosch FC) ก่อนจะย้ายไปร่วมทีมมาเมโลดี ซันดาวน์ส ในเดือนมกราคม ปี 2568 และร่วมกับทีมคว้าแชมป์ลีกและแชมป์แอฟริกัน แชมเปียนส์ลีก มาครองได้สำเร็จ

นอกจากนี้ เขายังเป็นส่วนหนึ่งของขุนพลแอฟริกาใต้ที่เข้าถึงรอบรองชนะเลิศในศึกแอฟริกา คัพ ออฟ เนชันส์ ปี 2567 ก่อนจะถูกเรียกตัวติดทีมของอูโก้ โบรส ในชุดลุยศึกฟุตบอลโลกครั้งล่าสุด ซึ่งทีมสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการผ่านเข้าสู่รอบน็อคเอาท์ของรายการนี้ได้เป็นครั้งแรก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ยอดเสียชีวิตแผ่นดินไหวเวเนซุเอลาพุ่งกว่า 4,100 ศพ สูญหายนับพัน UN ระดมช่วยเหลือฉุกเฉิน

ยอดเสียชีวิตแผ่นดินไหวเวเนซุเอลาพุ่งกว่า 4,100 ศพ สูญหายนับพัน UN ระดมช่วยเหลือฉุกเฉิน

11 ก.ค. 2569 09:56 น.

ยอดเสียชีวิตแผ่นดินไหวเวเนซุเอลาพุ่งกว่า 4,100 ศพ สูญหายนับพัน UN ระดมช่วยเหลือฉุกเฉิน

ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวเวเนซุเอลาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดทะลุ 4,100 ราย ขณะที่ผู้บาดเจ็บมีมากกว่า 16,700 คน สูญหายหลายพันคน ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจที่เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นฟูประเทศ

รัฐบาลเวเนซุเอลาเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวใหญ่ 2 ครั้งที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน เพิ่มเป็นอย่างน้อย 4,118 คน ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 16,740 คน และยังมีผู้สูญหายอีกหลายพันคน

นาย ฮอร์เก โรดริเกซ ประธานรัฐสภาเวเนซุเอลา เปิดเผยตัวเลขผ่านแอปพลิเคชัน Telegram โดยระบุว่า แผ่นดินไหวได้สร้างความเสียหายอย่างหนัก โดยเฉพาะในรัฐชายฝั่งลากวยรา ซึ่งอาคารบ้านเรือนและย่านที่อยู่อาศัยหลายแห่งพังราบเป็นหน้ากลอง

เหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ถือเป็น แผ่นดินไหวรุนแรงที่สุดของเวเนซุเอลาในรอบกว่า 100 ปี โดยแรงสั่นสะเทือนขนาด 7.2 เกิดขึ้นก่อน ตามด้วยแผ่นดินไหวขนาด 7.5 เพียง 39 วินาที ส่งผลให้อาคารสูงหลายแห่งถล่มกลายเป็นกองซากปรักหักพังภายในเวลาอันสั้น

แม้ว่าทีมกู้ภัยจะยุติการค้นหาผู้รอดชีวิตแล้ว เนื่องจากโอกาสพบผู้รอดชีวิตแทบไม่มี แต่ครอบครัวของผู้สูญหายจำนวนมากยังคงเดินหน้าค้นหาญาติของตนเองใต้ซากอาคาร เพื่อหวังนำร่างกลับไปประกอบพิธีศพ

ขณะเดียวกัน เมื่อวันศุกร์ ได้เกิดอาฟเตอร์ช็อกขนาด 3.0 ในกรุงการากัส ส่งผลให้ประชาชนแตกตื่นและต้องอพยพออกจากอาคารหลายแห่ง แม้แรงสั่นสะเทือนจะไม่ก่อให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติมอย่างมีนัยสำคัญ

ด้านองค์การสหประชาชาติ หรือ UN ได้ออกคำร้องขอความช่วยเหลือฉุกเฉินเมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยต้องการงบประมาณเกือบ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบภัย

ขณะที่ เดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลา เรียกร้องให้มีการปลดล็อกทรัพย์สินของประเทศที่ถูกอายัดไว้ในต่างประเทศ เพื่อนำมาใช้ในการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ พร้อมเปิดเผยว่าได้ร้องขอต่อ สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ให้ปล่อยทองคำของเวเนซุเอลาราว 30 ตัน ที่ถูกอายัดไว้ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของสหราชอาณาจักร เพื่อนำมาใช้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยและฟื้นฟูประเทศ

เหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ยิ่งซ้ำเติมเวเนซุเอลา ซึ่งเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจต่อเนื่องมาหลายปี ส่งผลให้ระบบสาธารณูปโภคและบริการภาครัฐอ่อนแอ ทำให้ภารกิจช่วยเหลือและการฟื้นฟูเป็นไปอย่างยากลำบาก และคาดว่าจะต้องใช้เวลาฟื้นตัวอีกหลายปี.

ที่มา : channelnewsasia