สหรัฐฯ เตือนภัยคลื่นความร้อนรุนแรงจากปรากฏการณ์ “โดมความร้อน” ปกคลุมพื้นที่ 2 ใน 3 ของประเทศ

สหรัฐฯ เตือนภัยคลื่นความร้อนรุนแรงจากปรากฏการณ์ "โดมความร้อน" ปกคลุมพื้นที่ 2 ใน 3 ของประเทศ

11 ก.ค. 2569 09:40 น.

สหรัฐฯ เตือนภัยคลื่นความร้อนรุนแรงจากปรากฏการณ์ “โดมความร้อน” ปกคลุมพื้นที่ 2 ใน 3 ของประเทศ

อุตุฯ สหรัฐฯ เตือนคลื่นความร้อนรุนแรงจากปรากฏการณ์ “โดมความร้อน” ปกคลุมพื้นที่กว่า 2 ใน 3 ของประเทศ อุณหภูมิสูงกว่าปกติ 8-14 องศา เสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพและไฟป่ารุนแรงขึ้น

วันที่ 12 กรกฎาคม 2569 สำนักอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ เตือนว่า สหรัฐอเมริกาฯ กำลังเผชิญปรากฏการณ์ “โดมความร้อน” (Heat Dome) ครั้งใหญ่ ซึ่งจะทำให้อุณหภูมิพุ่งสูงผิดปกติในพื้นที่เกือบสองในสามของประเทศ โดยเริ่มส่งผลตั้งแต่สุดสัปดาห์นี้ และอาจยาวนานอย่างน้อย 1 สัปดาห์ หรือบางพื้นที่อาจได้รับผลกระทบต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นเดือน

นักอุตุนิยมวิทยาคาดว่า หลายพื้นที่จะมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ย 8-14 องศาเซลเซียส ทั้งในช่วงกลางวันและกลางคืน โดยอุณหภูมิในเวลากลางคืนที่ยังคงร้อนจัดถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ เพราะร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนและฟื้นตัวได้เต็มที่ อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าในหลายรัฐ

นายแดเนียล สเวน นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ระบุว่า คลื่นความร้อนครั้งนี้ถือเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงเป็นพิเศษ ทั้งในด้านพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ความรุนแรง และระยะเวลาที่ยาวนาน ซึ่งจะส่งผลต่อประชาชนหลายล้านคนทั่วประเทศ

ปรากฏการณ์โดมความร้อนเกิดจาก ความกดอากาศสูง ปกคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ ทำหน้าที่เสมือนฝาหม้อกักเก็บอากาศร้อนไว้ด้านล่าง พร้อมขัดขวางลมเย็นและฝน ส่งผลให้อุณหภูมิสะสมสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยช่วงแรกศูนย์กลางของโดมความร้อนจะปกคลุมบริเวณตอนเหนือของที่ราบใหญ่ ก่อนขยายอิทธิพลครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของสหรัฐฯ และอาจแผ่ขยายจากฝั่งตะวันตกถึงฝั่งตะวันออกในช่วง 10 วันข้างหน้า

นักพยากรณ์อากาศคาดว่า หลายรัฐ ได้แก่ เนวาดา ยูทาห์ โคโลราโด ไวโอมิง ไอดาโฮ มอนแทนา นอร์ทดาโคตา และเซาท์ดาโคตา จะมีอุณหภูมิสูงแตะระดับ มากกว่า 38 องศาเซลเซียส พร้อมทำสถิติใหม่ในหลายพื้นที่

สำนักอุตุนิยมวิทยาสหรัฐฯ ยังระบุว่า ภายในวันพุธนี้ มีโอกาสที่สถิติอุณหภูมิท้องถิ่นกว่า 90 แห่ง จะถูกทำลายหรือเทียบเท่าสถิติเดิม โดยกว่าสองในสามเป็นสถิติอุณหภูมิช่วงกลางคืน.

สเปนเผชิญไฟป่าครั้งรุนแรงดับอย่างน้อย 12 ศพ สูญหายอีก 23 ราย คาดมีชาวอังกฤษรวมอยู่ด้วย

สเปนเผชิญไฟป่าครั้งรุนแรงดับอย่างน้อย 12 ศพ สูญหายอีก 23 ราย คาดมีชาวอังกฤษรวมอยู่ด้วย

11 ก.ค. 2569 08:28 น.

สเปนเผชิญไฟป่าครั้งรุนแรงดับอย่างน้อย 12 ศพ สูญหายอีก 23 ราย คาดมีชาวอังกฤษรวมอยู่ด้วย

เหตุไฟป่าครั้งรุนแรงในแคว้นอันดาลูเซีย ทางใต้ของประเทศสเปน มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 12 คน และยังมีผู้สูญหายอีก 23 คน นับเป็นหนึ่งในเหตุไฟป่าที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดของสเปนในรอบหลายปี 

ไฟป่าปะทุขึ้นในช่วงค่ำวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา บริเวณใกล้เทือกเขา เซียร์รา เด ลอส ฟีลาบเรส ในจังหวัดอัลเมเรีย ก่อนลุกลามอย่างรวดเร็วจากสภาพอากาศร้อนจัด ลมแรง และพืชพรรณที่แห้งแล้ง ส่งผลให้ชุมชนชนบทและชุมชนชาวต่างชาติหลายแห่งได้รับความเสียหายอย่างหนัก 

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากเสียชีวิตระหว่างพยายามหลบหนีไฟ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ทางการได้ประกาศให้ประชาชน อยู่ภายในอาคาร เพื่อรอการช่วยเหลือ โดยบางคนขับรถหนีผ่านลำน้ำแห้งซึ่งกลายเป็นกับดักเมื่อไฟล้อมรอบ ขณะที่บางรายถูกพบเสียชีวิตภายในรถยนต์หรือระหว่างหลบหนีไฟ 

ทางการสเปนระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่ผู้เสียชีวิตบางส่วนจะเป็นชาวอังกฤษ หลังพบรถยนต์ที่มีพวงมาลัยขวาถูกไฟไหม้วอด และเชื่อว่ายังมีชาวต่างชาติอีกหลายคนอยู่ในกลุ่มผู้สูญหาย ซึ่งทำให้การพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากสภาพร่างผู้เสียชีวิตถูกไฟไหม้อย่างรุนแรง 

ขณะนี้มีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 150 นาย พร้อมทหารอีก 220 นาย ระดมกำลังเข้าควบคุมเพลิง แต่การปฏิบัติงานเป็นไปด้วยความยากลำบากจากภูมิประเทศที่เป็นภูเขาและอากาศร้อนจัด โดยไฟป่าได้เผาผลาญพื้นที่แล้วมากกว่า 3,200 เฮกตาร์ และมีประชาชนอย่างน้อย 600 คน ต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง หลายร้อยคนถูกส่งไปพักในศูนย์พักพิงชั่วคราว 

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนสาเหตุของเพลิงไหม้ โดยมีรายงานว่าต้นเพลิงอาจเกิดจากสายไฟฟ้าล้ม อย่างไรก็ตาม บริษัทผู้ให้บริการไฟฟ้ายังโต้แย้งข้อสันนิษฐานดังกล่าว และระบุว่าต้องรอผลการสอบสวนอย่างเป็นทางการ 

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สเปนกำลังเผชิญคลื่นความร้อนระลอกที่สองของฤดูร้อน อุณหภูมิหลายพื้นที่แตะ 40 องศาเซลเซียส ขณะที่ฝรั่งเศสก็เผชิญคลื่นความร้อนระลอกที่สามของปีเช่นกัน นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้คลื่นความร้อนและไฟป่ามีความรุนแรงและเกิดบ่อยขึ้นในหลายประเทศของยุโรป.

ที่มา : AP

ระทึก! วัวกระทิงลื่นล้มพุ่งชนฝูงนักวิ่ง เทศกาลวิ่งวัวกระทิงสเปน เจ็บ 9 คน

 ระทึก! วัวกระทิงลื่นล้มพุ่งชนฝูงนักวิ่ง เทศกาลวิ่งวัวกระทิงสเปน เจ็บ 9 คน

11 ก.ค. 2569 08:18 น.

ระทึก! วัวกระทิงลื่นล้มพุ่งชนฝูงนักวิ่ง เทศกาลวิ่งวัวกระทิงสเปน เจ็บ 9 คน

นักวิ่งระทึก วัวกระทิงลื่นล้มพุ่งชนนักวิ่ง ในงานเทศกาลวิ่งวัวกระทิง ซาน เฟอร์มิน ที่เมืองปัมโปลนา ประเทศสเปน ในวันที่ 4 ของเทศกาล ทำให้ผู้ร่วมกิจกรรมล้มระเนระนาด สร้างความแตกตื่นชุลมุน

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า การวิ่งครั้งนี้ใช้เวลาประมาณ 2 นาที 32 วินาที ซึ่งช้ากว่าปีก่อนเล็กน้อย เนื่องจากมีนักวิ่งจำนวนมากขวางเส้นทางของฝูงวัว อย่างไรก็ตาม วัวทั้ง 6 ตัวสามารถวิ่งเข้าสู่สนามประลองได้ครบทุกตัว แม้จะเกิดเหตุลื่นล้มและชนแผงกั้นในช่วงโค้งอันตรายก็ตาม 

โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนาวาร์ราระบุว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 9 คน โดย 5 คนต้องนำตัวส่งโรงพยาบาล ส่วนใหญ่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกชน การล้ม และแรงกระแทก ขณะที่ไม่มีรายงานคนถูกเขาวัวขวิดในรอบนี้ 

ฝูงวัวที่ใช้วิ่งในวันที่ 4 เป็นวัวจากฟาร์ม Álvaro Núñez ซึ่งเข้าร่วมเทศกาลที่เมืองปัมโปลนาเป็นปีที่ 2 แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นวัวที่ค่อนข้างเชื่อง แต่ด้วยความเร็วและพละกำลัง ทำให้การวิ่งครั้งนี้กลายเป็นหนึ่งในรอบที่อันตรายที่สุดของปี โดยเฉพาะช่วงโค้งเข้าสู่ถนนเอสตาเฟตา ซึ่งเป็นจุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง เนื่องจากพื้นถนนหินโบราณลื่นและฝูงวัวต้องหักเลี้ยวอย่างกะทันหัน 

เทศกาลซาน เฟร์มิน จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีระหว่างวันที่ 6-14 กรกฎาคม โดยไฮไลต์สำคัญคือการปล่อยวัวกระทิง 6 ตัววิ่งผ่านถนนสายประวัติศาสตร์ระยะทางราว 875 เมตร ไปยังสนามประลองวัว ท่ามกลางนักวิ่งนับร้อยที่ร่วมท้าทายความเสี่ยง แม้กิจกรรมนี้จะดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก แต่ก็ถือเป็นหนึ่งในเทศกาลที่อันตรายที่สุดของสเปน โดยในแต่ละปีมีผู้บาดเจ็บหลายสิบคน และตลอดประวัติศาสตร์มีผู้เสียชีวิตจากการวิ่งวัวกระทิงแล้ว 16 คน.

ที่มา : AP

แฟนคลับ “พิตบูล” ทำลายสถิติโลก แต่งหัวล้านเลียนแบบศิลปิน ก่อนคอนเสิร์ตที่ลอนดอน

แฟนคลับ "พิตบูล" ทำลายสถิติโลก แต่งหัวล้านเลียนแบบศิลปิน ก่อนคอนเสิร์ตที่ลอนดอน

11 ก.ค. 2569 07:41 น.

แฟนคลับ “พิตบูล” ทำลายสถิติโลก แต่งหัวล้านเลียนแบบศิลปิน ก่อนคอนเสิร์ตที่ลอนดอน

แฟนเพลงของ “พิตบูล” พร้อมใจกันสวมหมวกหัวล้านสร้างสถิติกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด ในฐานะการรวมตัวของผู้สวมหมวกหัวล้านมากที่สุด ก่อนคอนเสิร์ตที่ลอนดอน

วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า แฟนเพลงของ พิตบูล (Pitbull) หรือ มิสเตอร์ เวิลด์ไวด์ (Mr. Worldwide) ร่วมกันสร้างสถิติโลก กินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด ด้วยการแต่งตัวเลียนแบบศิลปินคนดัง โดยสวมหมวกหัวล้านเข้าร่วมงานในจำนวนมากที่สุด

โดยการสร้างสถิติโลกมีขึ้นก่อนการแสดงของพิตบูลในเทศกาลดนตรี BST Hyde Park ที่กรุงลอนดอน ของอังกฤษ  ทางเจ้าหน้าที่กินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด ใช้วิธีนับจำนวนผู้ร่วมกิจกรรมที่สวมหมวกหัวล้านตามเกณฑ์อย่างถูกต้อง ทั้งการตรวจนับบริเวณทางเข้า การนับจำนวนในพื้นที่ และใช้โดรนบันทึกภาพจากมุมสูงเพื่อยืนยันผล โดยผู้เข้าร่วมทุกคนต้องสวมหมวกหัวล้านโดยเก็บผมจริงไว้ด้านในทั้งหมด จึงจะมีสิทธิ์ถูกนับรวมในสถิติ ซึ่งการนับอย่างเป็นทางการใช้เวลา 1 นาที

หลังได้รับการประกาศว่าทำลายสถิติโลก พิตบูลกล่าวว่า เขารู้สึกพูดไม่ออก พร้อมสัญญาว่าจะมอบการแสดงที่ดีที่สุดให้แฟนๆ เป็นการตอบแทน โดยการแต่งกายเลียนแบบพิตบูลกลายเป็นธรรมเนียมของแฟนเพลงในคอนเสิร์ตของเขามาตั้งแต่ปี 2564 

ทั้งนี้ พิตบูล หรือชื่อจริงคือ อาร์มาโด คริสเตียน เปเรซ เป็นศิลปินแร็ปเปอร์และนักแต่งเพลงชาวอเมริกันที่โด่งดังไปทั่วโลก เขาเป็นที่รู้จักจากเพลงฮิตแนวป๊อป ฮิปฮอป และแดนซ์ที่มักจะมีจังหวะสนุกสนานชวนเต้น.

เจ้าชายแฮร์รี -เมแกน พาพระโอรส ธิดา เข้าเฝ้ากษัตริย์ชาร์ลส์ เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 4 ปี

เจ้าชายแฮร์รี -เมแกน พาพระโอรส ธิดา เข้าเฝ้ากษัตริย์ชาร์ลส์ เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 4 ปี

11 ก.ค. 2569 07:24 น.

เจ้าชายแฮร์รี -เมแกน พาพระโอรส ธิดา เข้าเฝ้ากษัตริย์ชาร์ลส์ เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 4 ปี

เจ้าชายแฮร์รีและเมแกน ดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ พาเจ้าชายอาร์ชีและเจ้าหญิงลิลิเบตเข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา ที่ไฮโกรฟ เฮาส์ นับเป็นการพบหน้ากันครั้งแรกในรอบกว่า 4 ปี

วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าชายแฮร์รี ดยุกแห่งซัสเซกซ์ และ เมแกน ดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ พร้อมด้วยพระโอรส เจ้าชายอาร์ชี วัย 7 ปี และพระธิดา เจ้าหญิงลิลิเบต วัย 5 ปี ได้เข้าเฝ้า สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และ สมเด็จพระราชินีคามิลลา ที่พระตำหนักไฮโกรฟ พระตำหนักส่วนพระองค์ในมณฑลกลอสเตอร์เชอร์ ประเทศอังกฤษ

สำนักพระราชวังบักกิงแฮมยืนยันว่า การพบกันครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อบ่ายวันศุกร์ที่ผ่านมา และเป็น “โอกาสส่วนตัวของครอบครัว” โดยถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 4 ปีที่สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ได้พบพระนัดดาทั้งสองพระองค์ด้วยพระองค์เอง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ เจ้าชายแฮร์รีและเมแกนไม่ได้เดินทางเยือนสหราชอาณาจักรพร้อมกันนับตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งทั้งคู่เดินทางมาร่วมพระราชพิธีพระบรมศพของ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2

โดยเจ้าชายแฮร์รีเดินทางกลับอังกฤษในสัปดาห์นี้เพื่อร่วมภารกิจหลายรายการ ขณะที่มีการยืนยันก่อนหน้านี้ว่า เมแกนและพระโอรส-พระธิดาจะไม่ร่วมกิจกรรมสาธารณะใดๆ ตลอดช่วงท้ายของการเยือน และไม่มีการเปิดเผยว่าครอบครัวพำนักอยู่ที่ใดระหว่างอยู่ในอังกฤษ

ทั้งนี้ การพบปะครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นพัฒนาการสำคัญของความสัมพันธ์ภายในราชวงศ์อังกฤษ ซึ่งตึงเครียดมาตั้งแต่เจ้าชายแฮร์รีและเมแกนถอนตัวจากการปฏิบัติพระกรณียกิจในฐานะสมาชิกราชวงศ์ชั้นสูง และย้ายไปใช้ชีวิตในสหรัฐฯ เมื่อปี 2563.

“คิม จองอึน” สั่งขยายบทบาทหน่วยข่าวกรอง รับมือศัตรู เสริมศักยภาพสอดแนม

"คิม จองอึน" สั่งขยายบทบาทหน่วยข่าวกรอง รับมือศัตรู เสริมศักยภาพสอดแนม

11 ก.ค. 2569 05:39 น.

“คิม จองอึน” สั่งขยายบทบาทหน่วยข่าวกรอง รับมือศัตรู เสริมศักยภาพสอดแนม

เกาหลีเหนือเตรียมขยายบทบาทและภารกิจของหน่วยข่าวกรอง พร้อมยกระดับขีดความสามารถด้านการสืบข่าวและลาดตระเวนทางทหาร ท่ามกลางการจับตาว่ามุ่งเพิ่มการข่าวต่อเกาหลีใต้

วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวยอนฮับ รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เป็นประธานการประชุมขยายคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง ครั้งที่ 1 ของคณะกรรมาธิการชุดที่ 9 เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยมีมติให้ขยายบทบาทและภารกิจของ สำนักข่าวกรองและลาดตระเวนทั่วไป เพื่อรับมือกับ ศัตรูที่อาจเป็นภัยคุกคาม

สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือเคซีเอ็นเอ รายงานว่า ที่ประชุมได้หารือแนวทางยกระดับความพร้อมรบและการพัฒนากองทัพประชาชนเกาหลี พร้อมเห็นชอบให้เพิ่มขีดความสามารถด้านการลาดตระเวนและข่าวกรองทางทหารอย่างก้าวกระโดด  โดยมองว่าสำนักข่าวกรองและลาดตระเวนทั่วไปมีบทบาทสำคัญในการติดตามภัยคุกคามและรวบรวมข้อมูลข่าวกรองที่สำคัญ  

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังหารือการปรับเปลี่ยนกำลังพลระดับสูงของกองทัพ การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของระบบการรบ การเพิ่มศักยภาพกองกำลังนิวเคลียร์ทั้งด้านคุณภาพและปริมาณ ตลอดจนแผนปรับปรุงฐานทัพให้มีความทันสมัย โดยนายคิมได้ลงนามในคำสั่งทางทหารสำคัญ 7 ฉบับ เพื่อผลักดันมตินี้

นักวิเคราะห์มองว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มศักยภาพการข่าวต่อเกาหลีใต้ โดย ลิม อึลชอล นักวิชาการจากสถาบันตะวันออกไกล มหาวิทยาลัยคยองนัม ระบุว่า เกาหลีเหนืออาจเพิ่มปฏิบัติการที่ซับซ้อนมากขึ้น อาทิ การโจมตีทางไซเบอร์ การใช้โดรนลาดตระเวน และการสอดแนมโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเกาหลีใต้.

ที่มา Yonhap

ตำรวจญี่ปุ่นสอบแพทย์โอซากา ออกหนังสือส่งตัวปลูกถ่ายไตในกัมพูชา แลกรับค่าตอบแทน

ตำรวจญี่ปุ่นสอบแพทย์โอซากา ออกหนังสือส่งตัวปลูกถ่ายไตในกัมพูชา แลกรับค่าตอบแทน

11 ก.ค. 2569 00:42 น.

ตำรวจญี่ปุ่นสอบแพทย์โอซากา ออกหนังสือส่งตัวปลูกถ่ายไตในกัมพูชา แลกรับค่าตอบแทน

ตำรวจกรุงโตเกียวสอบสวนผู้อำนวยการคลินิกในโอซากา หลังถูกกล่าวหาออกหนังสือส่งตัวผู้ป่วยไปรับการปลูกถ่ายไตในกัมพูชา พร้อมรับค่าตอบแทนจากเครือข่ายนายหน้าค้าอวัยวะ

วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 เว็บไซต์ข่าวของหนังสือพิมพ์โยมิอุริ รายงานว่า ตำรวจนครบาลโตเกียวกำลังสอบสวน ผู้อำนวยการคลินิกแห่งหนึ่งในนครโอซากา หลังพบว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกหนังสือส่งตัวผู้ป่วยไปรับการปลูกถ่ายไตในประเทศกัมพูชา และได้รับค่าตอบแทนจากเครือข่ายนายหน้าจัดหาอวัยวะ ซึ่งมีสมาชิก 3 คนถูกจับกุมในข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายการปลูกถ่ายอวัยวะของญี่ปุ่น

ผลการสอบสวนระบุว่า ชายวัยกว่า 70 ปีรายหนึ่ง จ่ายเงิน 12.36 ล้านเยน หรือราว 2.7 ล้านบาท เพื่อเข้ารับการปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาคที่ยังมีชีวิตในกัมพูชา โดยก่อนเดินทางผู้ป่วยถูกส่งมาตรวจเลือดที่คลินิกในโอซากา ก่อนที่แพทย์จะจัดทำหนังสือส่งตัวเป็นภาษาอังกฤษถึงศัลยแพทย์ในกัมพูชาผ่านเครือข่ายนายหน้า และได้รับค่าตอบแทนจากการดำเนินการ

ตำรวจยังพบว่า มีผู้ป่วยชาวญี่ปุ่นอย่างน้อย 5 ราย เดินทางไปรับการปลูกถ่ายไตในกัมพูชาผ่านเครือข่ายนี้ ระหว่างเดือนมีนาคม 2568 ถึงเดือนมกราคม 2569 โดยหลังกลับญี่ปุ่น ผู้ป่วยบางรายประสบปัญหาไม่สามารถเข้ารับการติดตามอาการที่โรงพยาบาลได้ และบางคนมีอาการสุขภาพทรุดลงชั่วคราว ขณะนี้ตำรวจได้ส่งสำนวนคดีของผู้ต้องหาและองค์กรที่เกี่ยวข้องให้อัยการดำเนินคดีต่อ ส่วนผู้อำนวยการคลินิกยังอยู่ระหว่างการสอบสวน และอาจถูกแจ้งข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายการปลูกถ่ายอวัยวะของญี่ปุ่น

ทางด้านนายหวัง เหวินปิน เอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชา ปฏิเสธรายงานข่าวที่ระบุว่าแพทย์ชาวจีนเป็นผู้ทำการผ่าตัดปลูกถ่ายไตที่โรงพยาบาลพระเกตุมาลา ในกัมพูชา

ในโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์เมื่อวันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม นายหวังระบุว่า สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชาได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับโรงพยาบาลพระเกตุมาลาแล้ว

โดยยืนยันว่า “สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชาได้ตรวจสอบกับโรงพยาบาลพระเกตุมาลา และได้รับการยืนยันว่า ไม่เคยมีแพทย์ชาวจีนคนใดเข้ามามีส่วนร่วมในการผ่าตัดปลูกถ่ายไตที่โรงพยาบาลแห่งนี้”

ระทึก หน้าต่างเครื่องบิน “ไรอันแอร์” หลุดกลางอากาศ ผู้โดยสารเกือบถูกดูดออกนอกลำ

ระทึก หน้าต่างเครื่องบิน "ไรอันแอร์" หลุดกลางอากาศ ผู้โดยสารเกือบถูกดูดออกนอกลำ

10 ก.ค. 2569 21:53 น.

ระทึก หน้าต่างเครื่องบิน “ไรอันแอร์” หลุดกลางอากาศ ผู้โดยสารเกือบถูกดูดออกนอกลำ

เที่ยวบินไรอันแอร์ จากกรีซไปเยอรมนีต้องบินกลับสนามบิน หลังหน้าต่างห้องโดยสารหลุดกลางอากาศ ผู้โดยสารชายวัย 60 ปีเกือบถูกดูดออกนอกเครื่อง โชคดีผู้โดยสารคนอื่นช่วยดึงตัวไว้ได้

วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าว BBC รายงานว่า เกิดเหตุระทึกบนเที่ยวบินของสายการบิน ไรอันแอร์ (Ryanair) หลังหน้าต่างห้องโดยสารหลุดระหว่างบิน ส่งผลให้ผู้โดยสารชายรายหนึ่งเกือบถูกแรงอากาศดูดออกนอกเครื่องบิน แต่รอดมาได้เพราะผู้โดยสารคนอื่นช่วยดึงตัวกลับเข้ามา

ผู้โดยสารที่เห็นเหตุการณ์เล่าวว่า ผู้โดยสารชายซึ่งเป็นชาวเซอร์เบีย อายุประมาณ 60 ปี ถูกแรงอากาศดูดจนศีรษะและช่วงไหล่ออกไปนอกหน้าต่างเป็นเวลาหลายนาที ก่อนที่ผู้โดยสารคนอื่นจะช่วยดึงกลับเข้ามาภายในห้องโดยสารได้สำเร็จ

สายการบินไรอันแอร์ ออกแถลงการณ์ระบุว่า เที่ยวบินเมื่อเช้าวันศุกร์ ซึ่งเดินทางจากเมืองเทสซาโลนิกี ประเทศกรีซ มุ่งหน้าไปยังเมืองเมมมิงเงิน ประเทศเยอรมนี ต้องบินกลับไม่นานหลังทะยานขึ้น เนื่องจาก “หน้าต่างห้องโดยสารหลุดระหว่างทำการบิน”

สายการบินยืนยันว่า เครื่องบินลงจอดได้อย่างปลอดภัย และผู้โดยสารทั้งหมดกลับเข้าสู่อาคารผู้โดยสาร โดยมีผู้โดยสาร 1 คนขอความช่วยเหลือทางการแพทย์หลังลงจอดที่สนามบินเมืองเทสซาโลนิกี ก่อนที่สายการบินจะจัดเครื่องบินลำใหม่พาผู้โดยสารเดินทางต่อไปยังจุดหมายในอีกหลายชั่วโมงต่อมา

ผู้โดยสารหลายคนให้ข้อมูลกับสื่อในกรีซและเยอรมนีว่า หลังเครื่องบินโบอิ้ง 737 ทะยานขึ้นได้ไม่นาน ได้ยินเสียงดังสนั่น ก่อนที่หน้าต่างจะแตก หน้ากากออกซิเจนจะหล่นลงมาจากเพดาน และเกิดการสูญเสียความดันอากาศภายในห้องโดยสาร ผู้โดยสารบางรายเชื่อว่า หน้าต่างอาจได้รับความเสียยหายจากเศษชิ้นส่วนเครื่องยนต์ที่กระเด็นมากระแทก อย่างไรก็ตาม ไรอันแอร์ยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อสันนิษฐานนี้

โดยสารหญิงรายหนึ่งเล่าว่า ทุกคนรับรู้ทันทีว่าเกิดภาวะสูญเสียความดันอากาศ ผู้คนต่างกรีดร้อง และในช่วงแรกเธอคิดว่ามีคนเปิดประตูฉุกเฉินโดยไม่ได้ตั้งใจ ก่อนจะเห็นว่าผู้โดยสารชายคนหนึ่งมีศีรษะและหัวไหล่ถูกดูดออกไปนอกหน้าต่าง โชคดีที่เขายังคาดเข็มขัดนิรภัยอยู่ จึงไม่ถูกดูดออกจากเครื่องบิน

รายงานข่าวระบุว่า เครื่องบินลำนี้มีอายุการใช้งานประมาณ 18 ปี และดำเนินการบินโดย มอลตา แอร์ (Malta Air) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของไรอันแอร์ ทางด้าน สำนักงานการบินไอร์แลนด์ ระบุว่า ได้รับทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว และพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานสอบสวนอุบัติเหตุทางอากาศของกรีซและสำนักงานการบินพลเรือนของมอลตาในการสอบสวนหาสาเหตุของเหตุการณ์ต่อไป.

ที่มา BBC

อิทธิพลไต้ฝุ่น “บาหวี่” ฟิลิปปินส์ดินถล่มเสียชีวิต 15 ราย ไต้หวันอพยพประชาชนกว่า 2,000 คน

อิทธิพลไต้ฝุ่น "บาหวี่" ฟิลิปปินส์ดินถล่มเสียชีวิต 15 ราย ไต้หวันอพยพประชาชนกว่า 2,000 คน

10 ก.ค. 2569 16:58 น.

อิทธิพลไต้ฝุ่น “บาหวี่” ฟิลิปปินส์ดินถล่มเสียชีวิต 15 ราย ไต้หวันอพยพประชาชนกว่า 2,000 คน

ไต้ฝุ่น “บาหวี่”  ซึ่งคาดว่าจะเป็นพายุที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่พัดเข้าใกล้ไต้หวันในรอบกว่า 30 ปี ทำให้เกิดฝนตกหนักจนดินถล่มในฟิลิปปินส์ คร่าชีวิตอย่างน้อย 15 ราย สูญหายอีก 6 คน ขณะที่ไต้หวันเร่งอพยพประชาชนกว่า 2,000 คน ปิดโรงเรียน ยกเลิกเที่ยวบินหลายร้อยเที่ยว และเตรียมกำลังทหารรับมือ

อิทธิพลร่องมรสุมจากพายุไต้ฝุ่น “บาหวี่” ทำให้เกิดดินถล่มทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 15 ศพ สูญหายอีก 6 ราย ขณะที่ไต้หวันและเกาะทางตอนใต้ของญี่ปุ่นสั่งปิดโรงเรียน-ยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก พร้อมอพยพประชาชนกว่า 2,000 คน 

ทางการฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า อิทธิพลพายุฝนสะสมจากพายุลูกนี้ได้ทำให้เกิดเหตุดินถล่มรุนแรงถึง 2 ระลอก บนเกาะมินดาเนาทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตที่ยืนยันแล้วอย่างน้อย 15 ศพ และยังมีผู้สูญหายอีก 6 ราย ซึ่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังเร่งค้นหาอย่างเร่งด่วน

ที่เมืองมาลาปาตัน จังหวัดซารังกานี ดินถล่มทับบ้านหลังหนึ่งซึ่งมีสองครอบครัวนอนหลับอยู่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 คน เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังค้นหาผู้สูญหายอีก 2 คนจากเหตุดินถล่มในหมู่บ้านบลีซอง ฟุนเดา ขณะที่ประมาณ 100 ครอบครัวจากเมืองเดียวกันถูกอพยพออกจากพื้นที่น้ำท่วมก่อนรุ่งสาง ในขณะเดียวกัน มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 คน และสูญหายอีก 6 คน จากเหตุดินถล่มในเมืองคาลาโนกัส จังหวัดลาเนาเดลซูร์ 

เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังไม่สามารถระบุจำนวนบ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบจากดินถล่มในหมู่บ้านงิงกีร์ ซึ่งทำให้ถนนบางสายไม่สามารถสัญจรได้ ก่อนหน้านี้ สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติฟิลิปปินส์ เตือนว่าคาดว่าจะมีฝนตกปานกลางถึงหนักในพื้นที่ทางตะวันตกของประเทศตั้งแต่วันศุกร์ถึงวันอาทิตย์ รายงานระบุว่า น้ำท่วมรุนแรงอาจทำให้ต้องมีการอพยพประชาชน สร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรกรรม บ้านเรือน และโครงสร้างพื้นฐาน ส่งผลให้การเรียนการสอนและการทำงานต้องหยุดชะงัก การเดินทางทางบก ทางทะเล และทางอากาศหยุดชะงัก และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคที่เกิดจากน้ำและแมลงพาหะ เช่น โรคเลปโตสไปโรซิสและไข้เลือดออก นอกจากนี้ ดินถล่มที่เกิดจากฝนตกหนักอาจทำให้บ้านพัง หินถล่ม และถนนถูกปิดกั้นในพื้นที่ภูเขาได้

ด้านกรมอุตุนิยมวิทยาไต้หวันรายงานว่า พายุไต้ฝุ่นบาหวี่ได้ลดระดับความรุนแรงลงเล็กน้อยหลังจากเคลื่อนผ่านเกาะกวม โดยปัจจุบันมีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางอยู่ที่ 155 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีลมกระโชกแรงถึง 190 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือพายุลูกนี้มีรัศมีลมแรงกว้างถึง 380 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นพายุไต้ฝุ่นที่มีขนาดรัศมีใหญ่ที่สุดที่พัดถล่มไต้หวันในรอบกว่า 30 ปี

ทางการไต้หวันสั่งปิดโรงเรียน สถานที่ราชการ และธุรกิจห้างร้านเกือบทั้งหมดในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออก พร้อมทั้งยกเลิกเที่ยวบินอีกหลายร้อยเที่ยวบิน นอกจากนี้ยังมีการสั่งอพยพประชาชนมากกว่า 2,000 คน โดยเฉพาะในพื้นที่ภูเขาอันตรายอย่างเมืองฮัวเหลียน ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเฝ้าระวังเขื่อนกั้นน้ำธรรมชาติอย่างใกล้ชิดเนื่องจากคาดว่าพายุจะเทฝนลงมาหนักสูงถึง 1,000 มิลลิเมตร ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่ม

ที่เมืองจีหลง เมืองท่าทางตอนเหนือซึ่งคาดว่าจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด ประชาชนแห่ออกไปซื้อของกักตุนกันอย่างเนืองแน่น พ่อค้าแม่ค้าและชาวประมงเร่งนำกระสอบทรายมาวางกั้นหน้าร้าน นำตาข่ายมาผูกยึดสิ่งของ และผูกเชือกคลุมเทวรูปกลางแจ้งเพื่อป้องกันแรงลม ขณะที่ทางการเตือนให้ประชาชนอยู่ห่างจากชายฝั่งเนื่องจากคาดว่าจะมีคลื่นสูงถึง 9 เมตร

ด้านประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน ได้ออกแถลงการณ์กระตุ้นให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวังขั้นสูงสุด โดยสั่งการให้กองทัพเตรียมกำลังพลมากกว่า 28,000 นาย พร้อมเครื่องจักรและยานพาหนะกู้ภัยสแตนบายรอรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง

ไม่เพียงแต่ไต้หวันเท่านั้น บนหมู่เกาะซากิชิมะ และเกาะโอกินาวาทางตอนใต้ของญี่ปุ่น ก็เริ่มได้รับผลกระทบแล้ว โรงเรียนและสำนักงานบางส่วนถูกสั่งปิดชั่วคราว ผู้ประกอบการท่องเที่ยวทางน้ำระบุว่า ยอดจองห้องพักและกิจกรรมช่วงสุดสัปดาห์ถูกยกเลิกทั้งหมด ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมาก

ตามเส้นทางพยากรณ์ หลังจากพายุไต้ฝุ่นบาหวี่เคลื่อนผ่านเกาะทางใต้ของญี่ปุ่นและเฉียดตอนเหนือของไต้หวันแล้ว คาดว่าจะเคลื่อนตัวเข้าสู่ฝั่งตะวันออกของประเทศจีนในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ซึ่งจะซ้ำเติมสถานการณ์น้ำท่วมในจีนที่กำลังวิกฤต หลังจากเผชิญพายุฝนถล่มอย่างหนักในสัปดาห์นี้จนมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 39 ศพ และมีเขื่อนอ่างเก็บน้ำแตกไปแล้วหนึ่งแห่ง

นักวิทยาศาสตร์จากหน่วยบริการทางทะเลโคเปอร์นิคัสของสหภาพยุโรป ระบุว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทำให้อุณหภูมิในมหาสมุทรเพิ่มสูงขึ้นทุบสถิติ ประกอบกับการกลับมาของปรากฏการณ์เอลนีโญ ในปีนี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเร่งให้พายุหมุนเขตร้อนทวีความรุนแรงได้อย่างรวดเร็วและกักเก็บความชื้นมหาศาล จนกลายเป็นพายุฝนฟ้าคะนองที่รุนแรงและสร้างความเสียหายในวงกว้างอย่างที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้.

ที่มา AFP / ABS-CBN

“พรมผนังบาเยอ” เดินทางถึงอังกฤษครั้งแรกในรอบ 900 ปี เตรียมจัดแสดงที่บริติชมิวเซียม

"พรมผนังบาเยอ" เดินทางถึงอังกฤษครั้งแรกในรอบ 900 ปี เตรียมจัดแสดงที่บริติชมิวเซียม

10 ก.ค. 2569 16:08 น.

“พรมผนังบาเยอ” เดินทางถึงอังกฤษครั้งแรกในรอบ 900 ปี เตรียมจัดแสดงที่บริติชมิวเซียม

“พรมผนังบาเยอ” (Bayeux Tapestry) โบราณวัตถุล้ำค่าที่บันทึกเหตุการณ์การพิชิตอังกฤษของชาวนอร์มันในปี ค.ศ.1066 ออกเดินทางจากฝรั่งเศสถึงสหราชอาณาจักรเป็นครั้งแรกในรอบ 900 ปี ภายใต้มาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ก่อนจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์บริติชมิวเซียมในเดือนกันยายน ท่ามกลางทั้งความตื่นเต้นของชาวอังกฤษ จนทุบสถิติตั๋วเข้าชมล่วงหน้าทะลุ 1 แสนใบในวันเดียว

“พรมผนังบาเยอ” (Bayeux Tapestry) ผลงานศิลปะผ้าปักอายุกว่า 900 ปีที่มีความสำคัญระดับโลก ได้เดินทางถึงกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อเวลา 02:50 น. ตามเวลาท้องถิ่นวันนี้ (10 ก.ค.) โดยมีการขนส่งอย่างลับๆ จากทางตอนเหนือของฝรั่งเศสและได้รับการอารักขาโดยกองกำลังตำรวจอย่างเข้มงวดตลอดเส้นทาง เพื่อเตรียมเปิดฉายให้สาธารณชนเข้าชมในนิทรรศการครั้งยิ่งใหญ่เดือนกันยายนนี้

กล่องบรรจุภัณฑ์ขนาดใหญ่ที่ล้อมด้วยโครงอลูมิเนียมถูกเคลื่อนย้ายลงจากรถบรรทุกเข้าสู่ห้องจัดเก็บของพิพิธภัณฑ์บริติชมิวเซียม ท่ามกลางสายตาของบุคคลสำคัญที่มาร่วมเป็นสักขีพยาน รวมถึงเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำสหราชอาณาจักร และนายเนก คัลลิแนน ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์บริติชมิวเซียม ซึ่งกล่าวด้วยความตื่นเต้นว่า “เราเพิ่งได้ร่วมเป็นพยานในสิ่งที่ไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง นี่คือการกลับคืนสู่ประเทศอังกฤษครั้งแรกในรอบเกือบพันปีของพรมผนังบาเยอ มันเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจมาก”

พรมผนังบาเยอ เป็นผ้าลินินความยาว 70 เมตร ที่ใช้ไหมพรมหลากสีสันปักลวดลายอย่างประณีตในศตวรรษที่ 11 โดยแบ่งออกเป็น 58 ฉาก ประกอบด้วยตัวละคร 626 ตัว ที่มีผู้หญิงเพียง 6 คนเท่านั้น ม้า 202 ตัว ตลอดจนเรือ ดาบ และลูกธนู

ผลงานชิ้นนี้บอกเล่าเรื่องราวเหตุการณ์สำคัญก่อนนำไปสู่ “ยุทธการที่เฮสติงส์” (Battle of Hastings) และการพิชิตอังกฤษของชาวนอร์มัน (Norman Conquest) ในปี 1066 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่พลิกโฉมประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และภาษาของอังกฤษไปตลอดกาล โดยทำให้เกิดคำศัพท์ภาษาฝรั่งเศสจำนวนมากในภาษาอังกฤษปัจจุบัน เช่นคำว่า law, parliament, justice, mutton และ beef ทั้งยังเปลี่ยนทิศทางการเมืองของอังกฤษจากเดิมที่ผูกพันกับแถบสแกนดิเนเวีย ให้หันเข้าสู่การเมืองในยุโรปภาคพื้นทวีปแทน

มิลลี่ ฮอร์ตัน-อินส์ช  ภัณฑารักษ์ประจำนิทรรศการ ระบุว่า การที่พรมผนังผืนนี้รอดพ้นจากภัยจากหนู มอด ความชื้น เชื้อรา และไฟป่ามาได้ยาวนานกว่า 900 ปี ถือเป็น “ปาฏิหาริย์อย่างแท้จริง”

เนื่องจากพรมผนังผืนนี้มีความเปราะบางและมีมูลค่าทางประวัติศาสตร์ที่ประเมินค่าไม่ได้ การขนส่งจึงถูกออกแบบมาอย่างประณีต ตัวผ้าถูกจัดเก็บในกล่องที่ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นอย่างเข้มงวด จากนั้นจึงสวมทับด้วยโครงกรงเหล็กภายนอกที่มีระบบสปริงช่วยดูดซับแรงกระแทก เพื่อป้องกันการสั่นสะเทือนจากพื้นผิวถนน โดยก่อนการเดินทางจริง เจ้าหน้าที่ได้ทำการ “ซ้อมวิ่ง” ถึงสองครั้งด้วยผ้าปักจำลองเพื่อวัดค่าแรงสั่นสะเทือนตลอดเส้นทางผ่านอุโมงค์ยูโรทันเนล

ก่อนหน้านี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสร้างความกังวลให้แก่นักอนุรักษ์ในฝรั่งเศสบางกลุ่มที่มองว่าการเคลื่อนย้ายวัตถุโบราณที่มีความเปราะบางเช่นนี้ ไกลกว่า 560 กิโลเมตร เป็นเรื่องที่เสี่ยงเกินไป และมีผู้ร่วมลงชื่อคัดค้านโดยเรียกว่าเป็น “อาชญากรรมทางมรดกวัฒนธรรม” รวมถึงเดวิด ฮ็อกนีย์ ศิลปินชื่อดังชาวอังกฤษผู้ล่วงลับที่เคยแสดงความเห็นไว้ก่อนเสียชีวิตว่าไม่ควรเสี่ยงย้ายผ้าผืนนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์บริติชมิวเซียมย้ำว่า ทางพิพิธภัณฑ์ไม่มีทางทำอะไรที่จะทำให้วัตถุโบราณในความดูแลต้องตกอยู่ในอันตรายอย่างแน่นอน

การให้หยิบยืมพรมผนังบาเยอเป็นเวลา 9 เดือนในครั้งนี้ เป็นข้อตกลงที่บรรลุร่วมกันระหว่างประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส และนายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษเมื่อปีที่ผ่านมา โดยประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่พิพิธภัณฑ์ในเมืองบายอ แคว้นนอร์มังดี ซึ่งเป็นที่จัดแสดงผ้าผืนนี้มาตั้งแต่ปี 1983 ปิดปรับปรุงพอดี โดยประธานาธิบดีมาครงระบุว่านี่คือ “สัญลักษณ์แห่งความไว้วางใจ และการแสดงออกถึงมิตรภาพอันยาวนานในการสร้างอนาคตร่วมกันของสองประเทศ”

ขณะที่ฝั่งอังกฤษได้ส่งมอบสิ่งของล้ำค่าเป็นการแลกเปลี่ยน เช่น สมบัติจากสุสานโบราณซัตตันฮู และหมากรุกเลวิส อันโด่งดังไปให้ฝรั่งเศสจัดแสดงชั่วคราวด้วยเช่นกัน

นายจอร์จ ออสบอร์น ประธานคณะกรรมการบริหารพิพิธภัณฑ์บริติชมิวเซียม กล่าวว่า นิทรรศการนี้จะเป็นนิทรรศการที่ยิ่งใหญ่และน่าตื่นตาตื่นใจที่สุดในยุคนี้ เปรียบได้กับงานแสดงสมบัติตุตันคาเมนหรือกองทัพทหารดินเผาในอดีต ซึ่งความตื่นตัวของประชาชนส่งผลให้ตั๋วเข้าชมถูกจำหน่ายไปได้ทุบสถิติถึง 100,000 ใบตั้งแต่วันแรกที่เปิดขาย โดยทางพิพิธภัณฑ์จะจัดแสดงผ้าผืนนี้ในแนวราบ และทำทางเดินลอยฟ้า เพื่อให้ผู้เข้าชมสามารถมองเห็นภาพรวมของพรมผนังความยาว 70 เมตรทั้งหมดได้พร้อมกันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังจากผ่านขั้นตอนการตรวจสอบสภาพผ้าอย่างละเอียดในช่วงไม่กี่สัปดาห์ต่อจากนี้.

ที่มา BBC