อิสราเอลยืนยัน ผบ.ฝ่ายติดอาวุธของฮามาส ถูกสังหารในฉนวนกาซา

อิสราเอลยืนยัน ผบ.ฝ่ายติดอาวุธของฮามาส ถูกสังหารในฉนวนกาซา

16 พ.ค. 2569 23:45 น.

อิสราเอลยืนยัน ผบ.ฝ่ายติดอาวุธของฮามาส ถูกสังหารในฉนวนกาซา

กองทัพอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสยืนยันว่า ผู้บัญชาการฝ่ายกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มฮามาส ถูกสังหารแล้ว ในการโจมตีทางอากาศในเมืองกาซา ซิตี้ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

เมื่อ 16 พ.ค. 2569 กองทัพอิสราเอลและกลุ่มฮามาสได้ออกมายืนยันว่า นายเอซเซดีน อัล-ฮัดดัด (Ezzedine Al-Haddad) ผู้บัญชาการฝ่ายกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มฮามาส ซึ่งอิสราเอลระบุว่าเป็นหนึ่งในผู้วางแผนการโจมตีอิสราเอลเมื่อ 7 ต.ค. 2566 เสียชีวิตแล้วจากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลในฉนวนกาซาเมื่อวานนี้

นับตั้งแต่กลุ่มฮามาสเปิดฉากโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2566 กองทัพและหน่วยข่าวกรองของอิสราเอลได้ดำเนินปฏิบัติการค้นหาและโจมตีอย่างเข้มข้น โดยมุ่งเป้าไปที่ผู้นำทางการเมืองระดับสูงและผู้บัญชาการกลุ่มติดอาวุธของฮามาส ทั้งในฉนวนกาซาและทั่วภูมิภาค

โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา กองทัพอิสราเอลเปิดเผยว่าได้ดำเนินการโจมตีทางอากาศในฉนวนกาซาซึ่งมีเป้าหมายคือตัวนายฮัดดัด ก่อนที่จะออกมายืนยันการเสียชีวิตของเขาในวันเสาร์

“กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) และหน่วยงานความมั่นคงภายใน (ISA หรือ ชินเบต) ขอประกาศว่า เมื่อวานนี้ ปฏิบัติการโจมตีอย่างแม่นยำในพื้นที่เมืองกาซา ซิตี้ สามารถกำจัดผู้ก่อการร้าย เอซเซดีน อัล-ฮัดดัด ได้สำเร็จ” กองทัพอิสราเอลระบุในแถลงการณ์

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกลุ่มฮามาสสองรายเปิดเผยกับสำนักข่าว AFP เช่นกันว่า นายฮัดดัดเสียชีวิตแล้วจากการโจมตีของอิสราเอล “ผู้บัญชาการระดับสูง… เอซเซดีน อัล-ฮัดดัด ถูกลอบสังหารจากการโจมตีของอิสราเอล ซึ่งมุ่งเป้าไปที่อพาร์ตเมนต์ที่พักอาศัยและยานพาหนะของพลเรือนในเมืองกาซา ซิตี้ เมื่อวานนี้”

แหล่งข่าวรายหนึ่งจากกลุ่มฮามาสระบุว่า นายฮัดดัดเสียชีวิตพร้อมกับภรรยาและลูกสาวของเขา

ด้านกองทัพอิสราเอลระบุว่า นายฮัดดัดเป็น “หนึ่งในผู้บัญชาการระดับสูงคนสุดท้ายของกองกำลังติดอาวุธกลุ่มฮามาส ที่ทำหน้าที่บงการ, วางแผน และลงมือปฏิบัติการสังหารหมู่เมื่อวันที่ 7 ต.ค.” และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการควบคุมตัวตัวประกันชาวอิสราเอลในระหว่างสงครามอีกด้วย

“ฮัดดัดเป็นผู้บริหารจัดการระบบคุมขังตัวประกันของกลุ่มฮามาส และมักจะเอาตัวประกันมาอยู่รายล้อมรอบตัวเขา เพื่อพยายามป้องกันไม่ให้ตนเองถูกกำจัด” กองทัพอิสราเอลระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์เผย กองทัพสหรัฐฯ – ไนจีเรีย สังหารรองผู้นำ ISIS

ทรัมป์เผย กองทัพสหรัฐฯ - ไนจีเรีย สังหารรองผู้นำ ISIS

16 พ.ค. 2569 23:03 น.

ทรัมป์เผย กองทัพสหรัฐฯ – ไนจีเรีย สังหารรองผู้นำ ISIS

โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า รองผู้นำของกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม ถูกสังหารแล้วในปฏิบัติการร่วมระหว่างกองทัพสหรัฐฯ และกองทัพไนจีเรีย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แถลงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (15 พ.ค. 2569) ว่านาย อาบู-บิลาล อัล-มินูกี (Abu-Bilal al-Minuki) ซึ่งเป็นผู้นำหมายเลขสองของกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม หรือ ไอซิส (ISIS) ในระดับสากล ถูกสังหารแล้วในปฏิบัติการร่วมระหว่างกองกำลังสหรัฐฯ และไนจีเรีย

การโจมตีในครั้งนี้ได้รับการยกย่องจากประธานาธิบดี โบลา อาเหม็ด ตินูบู แห่งไนจีเรีย ว่าเป็น “ตัวอย่างสำคัญของความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับลัทธิก่อการร้าย”

“ค่ำคืนนี้ ภายใต้การสั่งการของผม กองกำลังอเมริกันผู้กล้าหาญร่วมกับกองทัพแห่งไนจีเรีย ได้ร่วมกันปฏิบัติภารกิจที่ซับซ้อนและมีการวางแผนมาอย่างพิถีพิถันได้อย่างไร้ที่ติ เพื่อกำจัดผู้ก่อการร้ายที่อันตรายที่สุดในโลกคนหนึ่งออกจากสมรภูมิ” นายตินูบูกล่าว

ด้านทรัมป์โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า “อาบู-บิลาล อัล-มินูกี รองผู้นำกลุ่ม ISIS ทั่วโลก คิดว่าเขาจะสามารถกบดานอยู่ในแอฟริกาได้ แต่หารู้ไม่ว่าเรามีสายข่าวที่คอยรายงานความเคลื่อนไหวของเขาอยู่ตลอดเวลา”

ในแถลงการณ์ที่โพสต์บนแพลตฟอร์ม X ประธานาธิบดีตินูบูระบุว่า ผลการประเมินเบื้องต้นยืนยันว่า นายอัล-มินูกี หรือที่รู้จักในอีกชื่อหนึ่งว่า “อาบู-ไมนอก” (Abu-Mainok) ถูกกำจัดแล้ว พร้อมด้วยสมุนระดับรองอีกหลายคน ในระหว่างการโจมตีค่ายกบดานของเขาบริเวณลุ่มน้ำทะเลสาบชาด

ตินูบูกล่าวว่า กองทัพไนจีเรียทำงานอย่างใกล้ชิดกับกลุ่มพันธมิตรจากสหรัฐฯ ในปฏิบัติการร่วมครั้งสำคัญที่เขาเรียกว่า “ภารกิจที่อาจหาญ” ซึ่งสามารถสร้างความเสียหายอย่างหนักหน่วงให้กับกองกำลังของกลุ่มรัฐอิสลาม

จากข้อมูลของกรมทะเบียนกลางของรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า นายอัล-มินูกี ซึ่งเป็นชาวไนจีเรีย เคยถูกรัฐบาลชุดก่อนของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ประกาศให้เป็น “ผู้ก่อการร้ายระดับโลกที่ถูกกำหนดเป็นพิเศษ” ในปี 2566

ทางด้านโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยกล่าวหาไนจีเรียว่าล้มเหลวในการปกป้องชาวคริสต์จากการโจมตีของกลุ่มติดอาวุธกลุ่มอิสลามิสต์ในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลไนจีเรียสำหรับความร่วมมือในปฏิบัติการครั้งนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สื่อนอกตีข่าว รถไฟชนรถเมล์ในกรุงเทพ คร่าชีวิตแล้ว 8 รายเจ็บนับสิบ

สื่อนอกตีข่าว รถไฟชนรถเมล์ในกรุงเทพ คร่าชีวิตแล้ว 8 รายเจ็บนับสิบ

16 พ.ค. 2569 22:12 น.

สื่อนอกตีข่าว รถไฟชนรถเมล์ในกรุงเทพ คร่าชีวิตแล้ว 8 รายเจ็บนับสิบ

สื่อต่างประเทศหลายสำนักรายงานข่าวเหตุรถไฟชนกับรถบัสประจำทางกลางกรุงเทพมหานครของไทย โดยตอนนี้พบผู้เสียชีวิตแล้ว 8 ราย และมีรายงานผู้บาดเจ็บอีก 35 คน

สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักรายงานอ้างการเปิดเผยของตำรวจไทยว่า เกิดเหตุรถไฟบรรทุกสินค้าชนกับรถโดยสารประจำทาง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 30 คน ในกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทย เมื่อช่วงบ่ายวันเสาร์ที่ผ่านมา (16 พ.ค.)

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและกู้ภัยได้ทำการปิดกั้นพื้นที่บริเวณจุดเกิดเหตุ โดยมีภาพของเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนกำลังเข้าตรวจสอบสภาพรถบัสที่ถูกไฟไหม้จนเหลือแต่โครง

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้กันผู้สัญจรผ่านไปมาให้ออกจากบริเวณแยกใจกลางเมืองที่การจราจรคับคั่ง ซึ่งเป็นจุดที่มีรถยนต์สัญจรผ่านไปมาหลายหมื่นคันในแต่ละวัน

“มีผู้เสียชีวิตแล้ว 8 ราย และบาดเจ็บอีก 35 คน” พ.ต.อ.อุรัมพร ขุนเดชสัมฤทธิ์ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล บอกกับสำนักข่าว AFP พร้อมอัปเดตยอดผู้ได้รับบาดเจ็บจากรายงานก่อนหน้านี้

เหตุการณ์ชนกันดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงบ่าย โดยภาพบนสื่อสังคมออนไลน์เผยให้เห็นนาทีที่รถไฟกำลังแล่นเข้าใกล้จุดตัดทางรถไฟด้วยความเร็วปานกลาง ก่อนจะพุ่งชนกับรถบัสอย่างแรง จนเกิดเพลิงลุกไหม้ขึ้นทันที

“ขณะนี้เพลิงสงบลงแล้ว และเรากำลังเร่งกู้ร่างของผู้เสียชีวิต” พ.ต.ท. อุรัมพร กล่าว

ด้านสำนักข่าวเดอะเนชั่นรายงานอ้างคำพูดของนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ระบุว่า ผลการตรวจสอบเบื้องต้นชี้ว่า รถโดยสารประจำทางขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จอดติดสัญญาณไฟแดงอยู่ โดยที่ตัวรถคร่อมอยู่บนรางรถไฟ

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ไม้กั้นทางรถไฟไม่สามารถเลื่อนลงมาได้ ส่วนรถไฟซึ่งเป็นรถขนส่งตู้คอนเทนเนอร์นั้น บรรทุกน้ำหนักมาค่อนข้างมาก จึงทำให้ไม่สามารถหยุดรถได้ทันท่วงที

สำนักนายกรัฐมนตรีของไทยแถลงว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ดำเนินการตรวจสอบหาสาเหตุของอุบัติเหตุในครั้งนี้แล้ว

ทั้งนี้ สำนักข่าว แชนเนลนิวส์เอเชีย (CNA) รายงานว่า ในประเทศไทยมีอุบัติเหตุทางคมนาคมรุนแรงจนถึงขั้นมีผู้เสียชีวิตเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และไทยมักติดอันดับประเทศที่มีถนนหนทางที่อันตรายและมีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในโลก โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากความเร็วในการขับขี่ การเมาแล้วขับ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่หย่อนยาน

เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ก็เพิ่งเกิดเหตุเครนล้มทับรถไฟโดยสารในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 32 ราย และบาดเจ็บอีกหลายสิบคน

นอกจากนี้ ในปี 2563 เคยเกิดเหตุรถไฟบรรทุกสินค้าชนกับรถบัสที่กำลังนำผู้โดยสารเดินทางไปร่วมพิธีทางศาสนา ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 18 ราย และ 3 ปีต่อมาก็เกิดเหตุรถไฟบรรทุกสินค้าชนกับรถกระบะที่กำลังขับข้ามทางรถไฟทางภาคตะวันออกของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สลด หนุ่มออสซี่ถูกฉลามขาวยักษ์ยาว 4 เมตรกัดกลางทะเล เร่ง CPR แต่ยื้อชีวิตไม่ไหว

สลด หนุ่มออสซี่ถูกฉลามขาวยักษ์ยาว 4 เมตรกัดกลางทะเล เร่ง CPR แต่ยื้อชีวิตไม่ไหว

16 พ.ค. 2569 14:57 น.

สลด หนุ่มออสซี่ถูกฉลามขาวยักษ์ยาว 4 เมตรกัดกลางทะเล เร่ง CPR แต่ยื้อชีวิตไม่ไหว

เกิดเหตุสะเทือนขวัญในน่านน้ำของออสเตรเลียตะวันตก หลังชายวัย 38 ปีถูกฉลามขาวยักษ์ยาวราว 4 เมตรจู่โจม บริเวณแนวปะการัง ใกล้เกาะท่องเที่ยวชื่อดัง เจ้าหน้าที่เร่งช่วย CPR แต่ยื้อชีวิตไม่ไหว

เหตุสลดครั้งนี้เกิดขึ้นในน่านน้ำของออสเตรเลียตะวันตก บริเวณแนวปะการัง Horseshoe Reef ใกล้เกาะท่องเที่ยวชื่อดัง Rottnest Island ใกล้เมืองเพิร์ท ช่วงก่อนเวลา 10.00 น. ของวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยผู้เคราะห์ร้ายถูกฉลามกัดขณะอยู่ในทะเลทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะดังกล่าว

สื่อท้องถิ่นของออสเตรเลียรายงานว่า ภาพถ่ายทางอากาศเผยให้เห็นช่วงเวลาที่เจ้าหน้าที่และผู้เห็นเหตุการณ์เร่งนำตัวชายคนดังกล่าวขึ้นเรือกลับเข้าฝั่งอย่างเร่งด่วน ก่อนพาตัวไปยังท่าเรือ จอร์จดีย์ เบย์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่กู้ชีพและตำรวจทำการปั๊มหัวใจ (CPR) ช่วยชีวิต แต่ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้

ด้านกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการพัฒนาภูมิภาคแห่งรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียยืนยันว่า ได้รับรายงานว่าผู้เสียชีวิตถูกฉลามขาวโจมตี พร้อมออกคำเตือนให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษหากลงเล่นน้ำหรือทำกิจกรรมทางทะเลในบริเวณดังกล่าว

เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นการเสียชีวิตจากฉลามโจมตีครั้งแรกในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย นับตั้งแต่เดือนมีนาคมปีที่ผ่านมา ซึ่งในเวลานั้นมีนักโต้คลื่นถูกฉลามทำร้ายเสียชีวิตบริเวณชายหาดห่างไกลแห่งหนึ่ง

ออสเตรเลียถือเป็นหนึ่งในประเทศที่เกิดเหตุฉลามโจมตีบ่อยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยสถิติระบุว่านับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลในปี 1791 พบเหตุฉลามโจมตีมนุษย์แล้วเกือบ 1,300 ครั้ง และมากกว่า 260 ครั้งจบลงด้วยการเสียชีวิต

ก่อนหน้านี้เมื่อต้นปี 2026 บริเวณชายฝั่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ก็เกิดเหตุฉลามโจมตีถึง 4 ครั้งภายในเวลาเพียง 2 วัน หนึ่งในเหยื่อคือ “นิโก แอนติช” เด็กชายวัย 12 ปี ที่กระโดดลงจากโขดหินในอ่าวซิดนีย์ก่อนถูกฉลามหัวบาตรโจมตี และเสียชีวิตในอีก 1 สัปดาห์ต่อมา ท่ามกลางความโศกเศร้าของครอบครัว.

ที่มา : BBC

ทรัมป์กลับถึงทำเนียบขาว สรุปผลเยือนจีนประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง จับตาปมไต้หวัน-อิหร่านยังเปราะบาง

ทรัมป์กลับถึงทำเนียบขาว สรุปผลเยือนจีนประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง จับตาปมไต้หวัน-อิหร่านยังเปราะบาง

16 พ.ค. 2569 07:58 น.

ทรัมป์กลับถึงทำเนียบขาว สรุปผลเยือนจีนประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง จับตาปมไต้หวัน-อิหร่านยังเปราะบาง

โดนัลด์ ทรัมป์ กลับถึงสหรัฐฯ หลังปิดฉากเยือนจีน 3 วัน ชี้การหารือกับ สี จิ้นผิง ประสบความสำเร็จอย่างมาก แม้ยังมีความเห็นต่างเรื่องไต้หวัน การค้า และสงครามอิหร่าน

วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เดินทางกลับถึงทำเนียบขาว ในกรุงวอชิงตัน ดีซีแล้ว หลังเสร็จสิ้นภารกิจเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นการพบหารือระดับสูงกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ท่ามกลางความตึงเครียดด้านการค้า เทคโนโลยี ไต้หวัน และสงครามอิหร่าน

ทรัมป์ระบุว่า การเยือนจีนครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง และทั้งสองฝ่ายมีความคืบหน้าในการรักษาเสถียรภาพความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจของโลก แม้ยังคงมีความเห็นต่างในหลายประเด็นสำคัญ นอกจากนี้หนึ่งในหัวข้ออ่อนไหวที่สุดคือปัญหาไต้หวัน โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้เตือนทรัมป์เป็นการส่วนตัวว่า ความขัดแย้งเกี่ยวกับไต้หวัน ซึ่งจีนถือเป็นส่วนหนึ่งของดินแดน อาจนำไปสู่การปะทะหรือความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ได้ หากบริหารจัดการผิดพลาด

หลังเสร็จสิ้นการหารือ ทรัมป์เปิดเผยว่า เขายังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเดินหน้าแผนขายอาวุธล็อตใหญ่ของสหรัฐฯ ให้ไต้หวันหรือไม่ ซึ่งถือเป็นประเด็นที่จีนคัดค้านมาโดยตลอด

ส่วนประเด็นสงครามอิหร่าน ทรัมป์กล่าวว่า สี จิ้นผิง แสดงความต้องการให้จีนมีบทบาทช่วยผลักดันการเจรจายุติสงคราม และสนับสนุนการเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและราคาพลังงานทั่วโลก

ทรัมป์ยังระบุด้วยว่า ผู้นำจีนยืนยันกับเขาว่า จีนจะไม่จัดส่งอาวุธหรือยุทโธปกรณ์ทางทหารให้อิหร่าน ซึ่งถือเป็นประเด็นที่สหรัฐฯ และอิสราเอลจับตาอย่างใกล้ชิดในช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ แม้ทั้งสองฝ่ายพยายามส่งสัญญาณลดความตึงเครียด แต่บรรดานักวิเคราะห์มองว่า ความขัดแย้งเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนยังคงดำรงอยู่ โดยเฉพาะเรื่องไต้หวัน เทคโนโลยีขั้นสูง และอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชียและตะวันออกกลาง ซึ่งยังเป็นโจทย์ใหญ่ของความสัมพันธ์สองประเทศในระยะต่อไป.

ที่มา AP

ญี่ปุ่นแผ่นดินไหว 6.4 นอกชายฝั่งมิยางิ เตือนเฝ้าระวังอาฟเตอร์ช็อกต่อเนื่องจนถึงสัปดาห์หน้า

ญี่ปุ่นแผ่นดินไหว 6.4 นอกชายฝั่งมิยางิ เตือนเฝ้าระวังอาฟเตอร์ช็อกต่อเนื่องจนถึงสัปดาห์หน้า

16 พ.ค. 2569 07:15 น.

ญี่ปุ่นแผ่นดินไหว 6.4 นอกชายฝั่งมิยางิ เตือนเฝ้าระวังอาฟเตอร์ช็อกต่อเนื่องจนถึงสัปดาห์หน้า

ญี่ปุ่นเกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.4 นอกชายฝั่งจังหวัดมิยางิ เมื่อคืนที่ผ่านมา แรงสั่นสะเทือนระดับ5 ในหลายเมือง ไม่มีความเสี่ยงสึนามิ แต่ทางการเตือนประชาชนเฝ้าระวังแรงสั่นสะเทือนซ้ำในช่วงสัปดาห์หน้า

วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นรายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.4 นอกชายฝั่งจังหวัดมิยางิ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ลึกประมาณ 46 กิโลเมตรใต้ทะเล

แรงสั่นสะเทือนสูงสุดวัดได้ระดับ 5  ตามมาตรวัดความรุนแรงของญี่ปุ่นจาก 0 ถึง 7 ในเมืองอิชิโนมากิ เมืองโทเมะ และเมืองโอซากิ ของจังหวัดมิยางิ ทำให้ประชาชนในหลายพื้นที่รับรู้แรงสั่นไหวอย่างชัดเจน

สำนักข่าว NHK รายงานว่า อย่างไรก็ตาม ทางการยืนยันว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้ไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงสึนามิ และยังไม่เข้าเกณฑ์การออกประกาศเตือนเมกะเควก หรือแผ่นดินไหวขนาดใหญ่บริเวณชายฝั่งฮอกไกโดและภูมิภาคซันริคุ แต่ถึงแม้ไม่มีการเตือนภัยคลื่นยักษ์ แต่เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นขอให้ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบยังคงเฝ้าระวังแรงสั่นสะเทือนตามมา หรืออาฟเตอร์ช็อก ซึ่งอาจมีความรุนแรงระดับใกล้เคียง 5  ได้อีกในช่วงประมาณ 1 สัปดาห์ข้างหน้า.

ที่มา NHK

ช็อกนักวิจัย ไวรัสฮันตายังอยู่ในอสุจินาน 6 ปี แม้จะหายป่วยแล้ว

ช็อกนักวิจัย ไวรัสฮันตายังอยู่ในอสุจินาน 6 ปี แม้จะหายป่วยแล้ว

16 พ.ค. 2569 07:10 น.

ช็อกนักวิจัย ไวรัสฮันตายังอยู่ในอสุจินาน 6 ปี แม้จะหายป่วยแล้ว

งานวิจัยเผยข้อมูลชวนตกใจว่า เชื้อไวรัสฮันตาอาจยังคงอยู่ในอสุจิของผู้ป่วยชายได้นานเกือบ 6 ปี แม้ร่างกายจะหายจากโรคแล้วก็ตาม พร้อมเตือนถึงความเป็นไปได้ในการติดต่อทางเพศสัมพันธ์

สื่อต่างประเทศหลายสำนักนำงานวิจัยเกี่ยวกับฮันตาไวรัส ที่ถูกเผยแพร่ตั้งแต่ปี 2023 มารายงานอีกครั้ง หลังเกิดการระบาดของเชื้อฮันตาไวรัสสายพันธุ์แอนดีสบนเรือสำราญหรูเอ็มวี ฮอนดิอุส ซึ่งมีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ราย

โดยงานวิจัยชิ้นนี้ผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญและตีพิมพ์ในวารสาร Viruses จัดทำโดยทีมนักวิจัยจากห้องปฏิบัติการสปีซ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จากการศึกษาชายวัย 55 ปี ที่เคยติดเชื้อฮันตาไวรัสสายพันธุ์แอนดีสมานานถึง 6 ปีระบุว่าเชื้อไวรัสหายไปจากเลือด ปัสสาวะ และระบบทางเดินหายใจทั้งหมดแล้ว แต่ยังคงตรวจพบสารพันธุกรรมของไวรัสในน้ำอสุจิ ซึ่งนักวิจัยระบุว่า เชื้ออาจยังมีศักยภาพในการแพร่สู่ผู้อื่นได้นานถึง 71 เดือน หรือประมาณ 5 ปี 11 เดือน หลังติดเชื้อ

ข้อมูลในงานวิจัยอธิบายว่า อัณฑะถือเป็นพื้นที่ปลอดภัยของเชื้อโรคบางชนิด เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะไม่โจมตีอสุจิ เพื่อคงความสามารถในการสืบพันธุ์ นั่นทำให้ไวรัสบางชนิด เช่น ฮันตาไวรัส อีโบลา และซิกา สามารถหลบซ่อนอยู่ในอัณฑะได้ แม้ร่างกายจะกำจัดเชื้อออกจากอวัยวะส่วนอื่นแล้วก็ตาม

นักวิจัยระบุว่า ปัจจุบันมีโรคติดเชื้อมากกว่า 27 ชนิด ที่สามารถอาศัยอยู่ในอัณฑะและคงอยู่ในร่างกายเป็นเวลานาน

แม้นักวิจัยจะย้ำว่า ยังไม่เคยมีรายงานยืนยันอย่างเป็นทางการว่า ฮันตาไวรัสติดต่อผ่านเพศสัมพันธ์ได้จริง แต่ผลการศึกษาชี้ว่ามีความเป็นไปได้ทางชีวภาพที่ไวรัสอาจแพร่ผ่านน้ำอสุจิได้ โดยผลการศึกษาชิ้นนี้ชี้ว่า แอนดีส ไวรัส มีศักยภาพในการติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ก่อนหน้านี้ ไวรัสอีโบลาเคยมีกรณีคล้ายกัน โดยการระบาดในประเทศกินีเมื่อปี 2021 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 12 ราย ถูกพบภายหลังว่ามีต้นตอจากชายที่รอดชีวิตจากการระบาดใหญ่ช่วงปี 2014-2016 และแพร่เชื้อผ่านการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน

ด้านองค์การอนามัยโลกหรือ WHO แนะนำให้ผู้รอดชีวิตจากอีโบลาตรวจน้ำอสุจิทุก 3 เดือน และหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน จนกว่าจะตรวจไม่พบเชื้อ 2 ครั้งติดต่อกัน

ขณะเดียวกัน บริษัทวิเคราะห์โรคระบาด Airfinity ระบุว่าผู้ติดเชื้อฮันตาไวรัสสายพันธุ์แอนดีสควรได้รับคำแนะนำด้านเพศสัมพันธ์อย่างเข้มงวดเช่นเดียวกับผู้ป่วยอีโบลา แม้จะพ้นช่วงกักตัว 42 วันแล้วก็ตาม

สำหรับฮันตาไวรัสสายพันธุ์แอนดีส เป็นไวรัสที่ปกติแพร่จากสัตว์ฟันแทะสู่คน แต่ในบางกรณีสามารถติดต่อระหว่างคนสู่คนได้

องค์การอนามัยโลกเปิดเผยว่า อาจพบผู้ติดเชื้อเพิ่มเติมจากคลัสเตอร์บนเรือสำราญเอ็มวี ฮอนดิอุส แต่ย้ำว่า สถานการณ์ยังไม่เข้าข่ายภัยคุกคามระดับโรคระบาดใหญ่แบบโควิด-19 และยังไม่ถือเป็นความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดทั่วโลก.

ที่มา : NYpost

ดินถล่มเหมืองทองอินโดนีเซีย ฝังคนงานใต้ซากภูเขาดับ 9 ราย ตำรวจสั่งปิดเหมืองเถื่อน

ดินถล่มเหมืองทองอินโดนีเซีย ฝังคนงานใต้ซากภูเขาดับ 9 ราย ตำรวจสั่งปิดเหมืองเถื่อน

16 พ.ค. 2569 06:46 น.

ดินถล่มเหมืองทองอินโดนีเซีย ฝังคนงานใต้ซากภูเขาดับ 9 ราย ตำรวจสั่งปิดเหมืองเถื่อน

เกิดเหตุดินถล่มใกล้เหมืองทองผิดกฎหมายบนเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ราย ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งสอบสวนและสั่งปิดพื้นที่เกิดเหตุทันที

ตำรวจอินโดนีเซียเปิดเผยว่า ทีมกู้ภัยสามารถกู้ร่างผู้เสียชีวิตได้ทั้งหมด หลังหน้าผาใกล้เหมืองทองในเขตซิจุนจุง จังหวัดสุมาตราตะวันตก พังถล่มลงมาเมื่อวันพฤหัสบดี

นางซุสเมลาวาตี โรสยา โฆษกตำรวจสุมาตราตะวันตกระบุว่า กลุ่มคนงานกำลังทำงานอยู่ห่างจากหน้าผาเพียงประมาณ 3 เมตร ก่อนดินและหินจะพังลงมาทับอย่างรุนแรง โดยจากการตรวจสอบพบว่าพื้นที่แห่งนี้เป็นเหมืองทองผิดกฎหมาย มีผู้เสียชีวิต 9 คน ขณะที่อีก 3 คนสามารถหลบหนีออกมาได้ทันตอนหน้าผาถล่ม

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจและอาสาสมัครได้ระดมกำลังค้นหา พร้อมนำเครื่องจักรหนักเข้าขุดซากดินถล่มเพื่อค้นหาผู้ประสบภัย โดยขณะนี้ได้ปิดพื้นที่เหมืองดังกล่าวแล้ว พร้อมขึงแนวกั้นของตำรวจเพื่อห้ามบุคคลเข้าออก และเตรียมดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำเหมืองผิดกฎหมาย

ด้านองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมวาลฮี เปิดเผยว่าตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมา มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุในเหมืองทองผิดกฎหมายในจังหวัดสุมาตราตะวันตกอย่างน้อย 48 ราย

องค์กรระบุในแถลงการณ์ว่า เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนความล้มเหลวของรัฐในการปกป้องประชาชนจากการทำเหมืองผิดกฎหมาย ที่สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและคร่าชีวิตผู้คน

ก่อนหน้านี้ อินโดนีเซียเคยเกิดอุบัติเหตุจากเหมืองหลายครั้ง เช่น เมื่อปีที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ราย จากเหตุหินถล่มในเหมืองหินปูนที่เมืองชีเรอบอน จังหวัดชวาตะวันตก

ส่วนในปี 2024 มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 23 ราย จากเหตุดินถล่มใกล้เหมืองทองผิดกฎหมายบนเกาะสุลาเวสีตอนกลางของอินโดนีเซีย.

ที่มา :channelnewsasia

ทรัมป์เตือนไต้หวันอย่าประกาศเอกราช หลังหารือกับ สี จิ้นผิง ที่จีน พร้อมย้ำไม่ต้องการสงครามในเอเชีย

ทรัมป์เตือนไต้หวันอย่าประกาศเอกราช หลังหารือกับ สี จิ้นผิง ที่จีน พร้อมย้ำไม่ต้องการสงครามในเอเชีย

16 พ.ค. 2569 05:52 น.

ทรัมป์เตือนไต้หวันอย่าประกาศเอกราช หลังหารือกับ สี จิ้นผิง ที่จีน พร้อมย้ำไม่ต้องการสงครามในเอเชีย

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งสัญญาณไม่สนับสนุนการประกาศเอกราชของไต้หวัน หลังหารือกับ สี จิ้นผิง ที่จีน พร้อมย้ำไม่ต้องการสงครามในเอเชีย 

วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์นิวส์ หลังเสร็จสิ้นการเยือนจีนอย่างเป็นทางการ โดยกล่าวเตือนไต้หวันไม่ให้ประกาศเอกราช พร้อมตั้งคำถามว่าเหตุใดสหรัฐฯ ต้องเดินทางไกลเกือบ 9,500 ไมล์เพื่อเข้าสู่สงคราม โดยระบุว่า ต้องการให้ทั้งไต้หวันและจีนลดความตึงเครียดลง และหากทุกฝ่ายรักษาสถานการณ์ไว้เช่นเดิม จีนก็น่าจะยอมรับได้

 โดยประเด็นไต้หวันถือเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน หยิบยกขึ้นหารือระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำสองประเทศที่กรุงปักกิ่ง  ซึ่งท่าทีล่าสุดของทรัมป์ สะท้อนถึงความระมัดระวังมากขึ้นในการแสดงจุดยืนของทรัมป์ต่อไต้หวัน แม้ว่าสหรัฐฯ ยังคงมีพันธกรณีตามกฎหมายในการจัดหาอาวุธเพื่อช่วยป้องกันตนเองให้ไต้หวันก็ตาม แต่สหรัฐฯ ยังไม่เคยยืนยันชัดเจนว่าจะส่งกองกำลังเข้าปกป้องไต้หวันหรือไม่ หากเกิดการโจมตีจากจีน

ก่อนหน้านี้ สี จิ้นผิง เตือนไว้ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นการประชุมว่า หากจัดการปัญหาไต้หวันผิดพลาด อาจนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐฯ โดยจีนถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนจีน ขณะที่ ผู้นำไต้หวัน มองว่าไต้หวันมีสถานะเป็นอิสระอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องประกาศเอกราชเพิ่มเติม

ด้านกระทรวงการต่างประเทศไต้หวันตอบสนองต่อท่าทีของสหรัฐฯ โดยระบุว่า สหรัฐฯ ยังคงให้ความสำคัญกับสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวัน.

ที่มา AFP

อิสราเอลอ้างเปิดปฏิบัติการถล่มกาซา สังหารผู้บัญชาการฮามาส หนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังเหตุโจมตี 7 ต.ค.

อิสราเอลอ้างเปิดปฏิบัติการถล่มกาซา สังหารผู้บัญชาการฮามาส หนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังเหตุโจมตี 7 ต.ค.

16 พ.ค. 2569 05:30 น.

อิสราเอลอ้างเปิดปฏิบัติการถล่มกาซา สังหารผู้บัญชาการฮามาส หนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังเหตุโจมตี 7 ต.ค.

อิสราเอลเผย สังหาร “อิซซ์ อัด-ดิน อัล-ฮัดดัด” ผู้บัญชาการกองกำลังฮามาสที่ถูกกล่าวหาเป็นหนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังเหตุโจมตี 7 ตุลาคม หลังโจมตีทางอากาศถล่มอาคารกลางฉนวนกาซา  

วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลอิสราเอลแถลง ว่ากองทัพได้เปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในฉนวนกาซา และสามารถสังหาร “อิซซ์ อัด-ดิน อัล-ฮัดดัด” ผู้บัญชาการกองพลน้อยอัล-กัสซาม ของกลุ่มฮามาส ซึ่งอิสราเอลระบุว่าเป็นหนึ่งในผู้ออกแบบการโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู  ออกแถลงการณ์ระบุว่า อัล-ฮัดดัดมีส่วนรับผิดชอบต่อการสังหาร ลักพาตัว และทำให้พลเรือนอิสราเอลรวมถึงทหารกองทัพอิสราเอลได้รับบาดเจ็บหลายพันคน

อย่างไรก็ตาม กลุ่มฮามาสยังไม่ได้ยืนยันหรือปฏิเสธรายงานการเสียชีวิตของอัล-ฮัดดัด ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผู้บัญชาการระดับสูงของกลุ่มติดอาวุธฮามาส โดยพยานในพื้นที่ 3 คนให้ข้อมูลว่า อาคารที่พักอาศัย อัล-มูทาซ ใจกลางกาซาถูกยิงถล่มด้วยขีปนาวุธ 3 ลูกพร้อมกันจากคนละทิศทาง ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้อย่างรุนแรง ก่อนที่รถยนต์คันหนึ่งซึ่งขับหลบหนีออกจากพื้นที่จะถูกโจมตีซ้ำ

ทีมกู้ภัยเร่งเข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ แต่เผชิญความยากลำบากในการอพยพผู้รอดชีวิตออกจากอาคาร ขณะที่พยานบางรายระบุว่า พบผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายคนถูกนำตัวออกมา และบุคคลที่ถูกลำเลียงออกจากอาคารอาจเป็นอัล-ฮัดดัดที่ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีครั้งแรก

ทั้งนี้ แม้ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับฮามาสจะมีผลตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา แต่อิสราเอลยังคงเปิดปฏิบัติการโจมตีในฉนวนกาซาอย่างต่อเนื่อง โดยอ้างว่ามีสิทธิ์โจมตีสมาชิกฮามาส ขณะที่ฮามาสกล่าวหาอิสราเอลว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและโจมตีพลเรือนอย่างต่อเนื่อง.