จีนประสบความสำเร็จนำ “จรวดใช้ซ้ำ” ลงจอดครั้งแรก จ่อท้าชน SpaceX

จีนประสบความสำเร็จนำ "จรวดใช้ซ้ำ" ลงจอดครั้งแรก จ่อท้าชน SpaceX

10 ก.ค. 2569 14:45 น.

จีนประสบความสำเร็จนำ “จรวดใช้ซ้ำ” ลงจอดครั้งแรก จ่อท้าชน SpaceX

จีนประสบความสำเร็จในการส่งจรวดลองมาร์ช 10บี ขึ้นสู่อวกาศ และนำชิ้นส่วนบูสเตอร์กลับมาลงจอดในแนวดิ่งบนแท่นลอยกลางทะเลได้สำเร็จเป็นครั้งแรก นับเป็นก้าวสำคัญของโครงการอวกาศจีนที่มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีจรวดใช้ซ้ำเพื่อลดต้นทุนการปล่อยดาวเทียม และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันกับสหรัฐฯ ในอุตสาหกรรมอวกาศ

สื่อทางการจีนรายงานความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของโครงการอวกาศจีน หลังจากที่ “จรวดลองมาร์ช 10บี” (Long March 10B) สามารถเดินทางกลับมาลงจอดบนโลกในแนวดิ่งได้อย่างปลอดภัยเป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้จีนสามารถก้าวขึ้นมาท้าทายความยิ่งใหญ่ของสหรัฐฯ ในตลาดจรวดนำกลับมาใช้ใหม่ได้สำเร็จ

บริษัทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการบินและอวกาศแห่งชาติจีน (CASC) ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีจรวดขนส่งแห่งประเทศจีน (CALT) เปิดเผยว่า จรวดลองมาร์ช 10บี ได้ถูกปล่อยตัวออกจากศูนย์ปล่อยจรวดเชิงพาณิชย์บนเกาะไห่หนาน ทางตอนใต้ของประเทศจีน เมื่อเวลา 12:15 น. ตามเวลาท้องถิ่นวันนี้ (10 ก.ค.) จากนั้นประมาณ 6 นาทีหลังจากการแยกตัวของจรวดท่อนบน ชิ้นส่วนขับเคลื่อนหลักหรือ “บูสเตอร์” ได้เดินทางกลับสู่พื้นโลกในแนวดิ่ง และลงจอดบนแท่นลอยน้ำกลางทะเลได้อย่างแม่นยำ

ความสำเร็จในครั้งนี้ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทด้านอวกาศในตลาดหลักทรัพย์จีนพุ่งทะยานรับข่าวดีทันที โดยหุ้นของบริษัท China Spacesat และ China Satellite Communications ดีดตัวขึ้นชนเพดานสูงสุดประจำวันที่ร้อยละ 10 ตามกฎระเบียบของตลาดการเงินจีน

โดยทั่วไปแล้ว จรวดขนส่งอวกาศจะถูกใช้งานเพียงครั้งเดียวแล้วทิ้ง ซึ่งทำให้การปล่อยยานอวกาศแต่ละครั้งมีต้นทุนที่สูงมาก แต่การเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยี “จรวดนำกลับมาใช้ใหม่” โดยเฉพาะในส่วนบูสเตอร์ซึ่งเป็นส่วนที่มีมูลค่าสูงที่สุดและอัดแน่นไปด้วยเครื่องยนต์ จะช่วยลดต้นทุนในการส่งดาวเทียมและการสำรวจอวกาศลงได้อย่างมหาศาล

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ เป็นผู้นำในเทคโนโลยีนี้มาโดยตลอด นำโดยบริษัทสเปซเอ็กซ์ ของอีลอน มัสก์ ที่ประสบความสำเร็จในการนำจรวดฟอลคอน 9 ลงจอดครั้งแรกตั้งแต่เดือนธันวาคม 2015 และตามมาด้วยจรวดนิวเกล็น ของบริษัทบลูออริจิน ของเจฟฟ์ เบซอส ในเดือนพฤศจิกายน 2025 ที่ผ่านมา ปัจจุบันจรวดฟอลคอน 9 ถูกใช้งานสัปดาห์ละประมาณ 3 ครั้ง หรือเกือบ 150 ครั้งต่อปี โดยตัวบูสเตอร์สามารถนำกลับมาเวียนใช้ใหม่ได้หลายสิบครั้ง

สำหรับจรวด “ลองมาร์ช 10บี” ของจีนนั้น ถูกออกแบบมาเพื่อการขนส่งเชิงพาณิชย์และสามารถบรรทุกน้ำหนักไปยังวงโคจรต่ำของโลก ได้อย่างน้อย 16 เมตริกตัน ซึ่งมีสมรรถนะใกล้เคียงกับฟอลคอน 9 แต่มีระบบการลงจอดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยในขณะที่ฟอลคอน 9 จะกางขาหยั่งและลงจอดอัตโนมัติบนพื้นดินหรือโดรนชิป แต่ลองมาร์ช 10บี จะใช้ระบบ “ตะขอเกี่ยว” เพื่อเกี่ยวเข้ากับตาข่ายที่ติดตั้งไว้บนแพลตฟอร์มกลางทะเลแทน

จีนใช้เวลาเกือบ 10 ปีในการพัฒนาเทคโนโลยีจรวดรีไซเคิล ตั้งแต่การทดสอบบินลอยตัวในระดับต่ำ ไปจนถึงความพยายามนำบูสเตอร์กลับมาลงจอดจากวงโคจรในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งก่อนหน้านี้ในเดือนกุมภาพันธ์ จีนได้ทดลองนำจรวดลองมาร์ช 10เอ (Long March 10A) ลงจอดแต่เป็นการร่อนลงในน้ำข้างแพลตฟอร์ม รวมถึงความพยายามของสตาร์ตอัปเอกชนจีนอย่างแลนด์สเปซ (LandSpace) เมื่อปีที่แล้วก็ต้องล้มเหลวในขั้นตอนสุดท้ายของการลงจอดเช่นกัน ทำให้รัฐบาลจีนหันมาผ่อนปรนกฎเกณฑ์การเข้าตลาดหุ้น (IPO) เพื่อช่วยให้บริษัทพัฒนาจรวดเหล่านี้ระดมทุนได้ง่ายขึ้น

ทั้งนี้ จรวดลองมาร์ช 10บี ถือเป็นหนึ่งในตระกูลจรวด “ลองมาร์ช 10” ที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อรองรับภารกิจส่งมนุษย์ไปยังดวงจันทร์ของจีนก่อนปี 2030 ความสำเร็จในการทดสอบครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนของเครือข่ายดาวเทียมเชิงพาณิชย์ของจีนเท่านั้น แต่ยังเป็นข้อมูลและนวัตกรรมสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนโครงการสำรวจดวงจันทร์ในอนาคตของจีนให้เข้าใกล้ความจริงมากยิ่งขึ้น.

ที่มา  BBC / Reuters

เกาหลีเหนือยกระดับคลังแสงนิวเคลียร์-ขยายบทบาทหน่วยข่าวกรองทหาร

เกาหลีเหนือยกระดับคลังแสงนิวเคลียร์-ขยายบทบาทหน่วยข่าวกรองทหาร

10 ก.ค. 2569 13:05 น.

เกาหลีเหนือยกระดับคลังแสงนิวเคลียร์-ขยายบทบาทหน่วยข่าวกรองทหาร

เกาหลีเหนือประกาศเพิ่มขีดความสามารถด้านอาวุธนิวเคลียร์ทั้ง “ด้านคุณภาพและปริมาณ” พร้อมขยายบทบาทหน่วยข่าวกรองทางทหารที่รับผิดชอบปฏิบัติการเกี่ยวกับเกาหลีใต้ ตามมติที่ประชุมคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลางของพรรคแรงงาน ท่ามกลางความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีและการปฏิเสธข้อเสนอสร้างความสัมพันธ์ของรัฐบาลเกาหลีใต้

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) รายงานว่า เกาหลีเหนือได้บรรลุข้อตกลงและมาตรการครั้งสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับกองกำลังนิวเคลียร์ของประเทศ “ทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ” ควบคู่ไปกับการยกระดับและขยายบทบาทหน้าที่ของหน่วยข่าวกรองทหารที่มุ่งเน้นการปฏิบัติการต่อเกาหลีใต้

การประกาศดังกล่าวมีขึ้นภายหลังการประชุมขยายเวลาของคณะกรรมการการทหารส่วนกลางแห่งพรรคแรงงานเกาหลีใต้ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (9 ก.ค.) โดยมี นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุด เป็นประธานการประชุม ซึ่งเขาได้เน้นย้ำว่า ความมั่นคงและ “สันติภาพที่แท้จริง” ของเกาหลีเหนือ จะสามารถรับประกันได้ก็ต่อเมื่อประเทศสร้างกองทัพที่ทรงพลานุภาพมากพอที่จะควบคุมและทลายทุกภัยคุกคามได้เท่านั้น

นอกจากแผนการขยายคลังแสงนิวเคลียร์แล้ว ที่ประชุมยังได้กำหนดแผนการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางเทคนิคของระบบการต่อสู้ การทำให้ฐานทัพทหารมีความทันสมัยและเป็นไปตามมาตรฐานสากล รวมถึงการยกระดับขีดความสามารถของอู่ต่อเรือและการสร้างฐานทัพเรือที่ทันสมัย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนบทบาทครั้งใหญ่ของกองทัพเรือเกาหลีเหนือ

ไฮไลต์สำคัญของการประชุมในครั้งนี้ คือคำสั่งขยายหน้าที่และภารกิจของ “สำนักงานสอดแนมทั่วไป” หรือ RGB ซึ่งเป็นหน่วยงานข่าวกรองทหารของเปียงยางที่รับผิดชอบปฏิบัติการลับและงานจารกรรมที่เกี่ยวข้องกับเกาหลีใต้โดยเฉพาะ

เคซีเอ็นเอระบุว่า หน่วยงานนี้ “มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการควบคุมภัยคุกคามจากศัตรูที่อาจเกิดขึ้น และการรวบรวมข้อมูลสำคัญ” โดยที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางในการเพิ่มขีดความสามารถด้านการลาดตระเวนทางทหารและการข่าวกรองในรูปแบบที่ “พลิกโฉมจากหน้ามือเป็นหลังมือ”

ฮง มิน นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันเพื่อการรวมชาติแห่งชาติเกาหลี วิเคราะห์ว่า ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้สะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติของเปียงยางที่เปลี่ยนไป โดยมองเกาหลีใต้เป็น “รัฐที่เป็นศัตรูต่อกันอย่างเด็ดขาด” แทนที่กรอบแนวคิดเดิมที่มองว่าเป็นเขตแดนใต้ข้อตกลงหยุดยิง “การลาดตระเวนและการสอดแนมทางทหารจะมีความหมายเปลี่ยนไปทันทีภายใต้แนวคิด ‘สองรัฐที่เป็นศัตรู’ เพราะการจารกรรมข้อมูลที่มุ่งเป้าไปยังรัฐอธิปไตยอื่น ย่อมส่งผลกระทบและนัยสำคัญทางการทูตที่รุนแรงขึ้น”

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงตั้งข้อสังเกตว่า การเร่งพัฒนาระบบสอดแนมของเกาหลีเหนือในครั้งนี้ มีความเป็นไปได้สูงว่าจะได้รับความช่วยเหลือทางเทคโนโลยีทางการทหาร รวมถึงดาวเทียมสอดแนม จากประเทศรัสเซีย เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับการที่เกาหลีเหนือส่งกองกำลังทหารไปช่วยรัสเซียทำสงครามในยูเครน โดยก่อนหน้านี้ในปี 2023 เกาหลีเหนือประสบความสำเร็จในการส่งดาวเทียมสอดแนมทางทหารขึ้นสู่วงโคจร และอ้างว่าสามารถจับภาพพื้นที่ตั้งทางทหารที่สำคัญของสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ได้

ด้านกระทรวงการรวมชาติของเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า กำลัง “เฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด” ต่อการพัฒนาและขยายตัวของหน่วยข่าวกรองเกาหลีเหนือในครั้งนี้

ทั้งนี้ นับตั้งแต่สงครามเกาหลีสิ้นสุดลงด้วยข้อตกลงหยุดยิงในปี 1953 โดยไม่มีการเซ็นสนธิสัญญาสันติภาพ ทำให้ในทางเทคนิคสองประเทศยังคงอยู่ในสถานะสงคราม เกาหลีเหนือได้ดำเนินปฏิบัติการจารกรรมข้อมูลและการลอบสังหารมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงคดีดังในอดีตอย่างการลอบสังหารนายลี ฮานยอง ผู้แปรพักตร์ในปี 1997 และกรณีของ นายจอง ซูอิล หนึ่งในสายลับที่มีชื่อเสียงที่สุดของเกาหลีเหนือที่แฝงตัวเข้าไปในเกาหลีใต้เมื่อปี 1984 ในคราบของศาสตราจารย์ลูกครึ่งฟิลิปปินส์-เลบานอน ก่อนจะถูกจับกุมได้ในเวลาต่อมา.

ที่มา AFP / Yonhap

SK hynix ยักษ์ใหญ่ชิปเกาหลีใต้ ระดมทุนทะลุ 8.83 แสนล้านบาท เข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ

SK hynix ยักษ์ใหญ่ชิปเกาหลีใต้ ระดมทุนทะลุ 8.83 แสนล้านบาท เข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ

10 ก.ค. 2569 12:10 น.

SK hynix ยักษ์ใหญ่ชิปเกาหลีใต้ ระดมทุนทะลุ 8.83 แสนล้านบาท เข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ

เอสเค ไฮนิกซ์ (SK hynix) ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์สัญชาติเกาหลีใต้ ได้กำหนดราคาเสนอขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ที่ราคา 149 ดอลลาร์สหรัฐต่อหน่วย สามารถระดมทุนได้ประมาณ 26,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 8.83 แสนล้านบาท นับเป็นหนึ่งในการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

การเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นแนสแด็ก (Nasdaq) ผ่านใบแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (ADS) จำนวน 177.9 ล้านหน่วย ถูกกำหนดราคาเสนอขายเริ่มต้นที่ 149 ดอลลาร์สหรัฐต่อหน่วย ซึ่งตามรายงานข่าวระบุว่า มีความต้องการซื้อจากนักลงทุนล้นหลาม มากกว่าจำนวนหุ้นที่เปิดขายถึง 7 เท่า

แม้ว่าเม็ดเงินระดมทุนในครั้งนี้จะไม่สามารถทำลายสถิติ 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ของบริษัท SpaceX เมื่อเดือนก่อนได้ แต่การระดมทุนขอเอสเค ไฮนิกซ์ สามารถเอาชนะการเปิดตัวของบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ ซาอุดี อารามโก (Saudi Aramco) ในปี 2019 ที่ทำไว้ 2.56 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และอาลีบาบา (Alibaba) ของจีนที่ทำไว้ 2.18 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ลงได้สำเร็จ

ความสำเร็จของเอสเค ไฮนิกซ์เกิดจากการเดิมพันนานกว่า 14 ปี ในการพัฒนาชิปหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง หรือ HBM ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) และศูนย์ข้อมูล AI ปัจจุบัน เอสเค ไฮนิกซ์ร่วมมืออย่างใกล้ชิดในฐานะซัพพลายเออร์หลักของ เอ็นวิเดีย (Nvidia) โดย เจนเซน หวง  ซีอีโอของ Nvidia เพิ่งออกมายืนยันว่าเอสเค ไฮนิกซ์จะยังคงเป็นพันธมิตรรายใหญ่ที่สุด และภาวะชิปตึงตัวจะยังคงดำเนินต่อไปอีกหลายปี

จากการเติบโตที่ก้าวกระโดดนี้ ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของบริษัทในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ทะยานทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐไปเมื่อเดือนพฤษภาคม เคียงคู่ไปกับคู่แข่งสำคัญอย่าง ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ และ ไมครอน (Micron) ของสหรัฐฯ

ความมั่งคั่งของบริษัทส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมป๊อปในเกาหลีใต้อย่างเห็นได้ชัด โดยปีนี้ ภาพเสื้อแจ็กเก็ตสกรีนโลโก้เอสเค ไฮนิกซ์ ได้กลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ของเกาหลีใต้ในฐานะ “สัญลักษณ์แห่งความร่ำรวยและความสำเร็จ” โดยมีโพสต์ล้อเลียนว่าเสื้อตัวนี้เปรียบเสมือน “ตั๋วทองคำ” ที่ช่วยให้เข้าถึงร้านค้าหรูหราหรือเพิ่มโอกาสในการออกเดท เนื่องจากผลประกอบการที่พุ่งทะยานทำให้คาดว่าพนักงานจะได้รับโบนัสประจำปีสูงถึงประมาณ 574,500 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 19.15 ล้านบาท) ต่อคน

ด้านผู้บริหารของ SK hynix เปิดเผยว่า เม็ดเงินมหาศาลที่ได้จากการระดมทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ครั้งนี้ จะถูกนำไปใช้เป็นทุนในการก่อสร้างโรงงานผลิตชิปแห่งแรกในโครงการคลัสเตอร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ในเมืองยงอิน ใกล้กรุงโซล รวมถึงการสร้างโรงงานบรรจุภัณฑ์ชิปขั้นสูง ในเมืองช็องจู 

นอกจากนี้ เม็ดเงินดังกล่าวจะช่วยให้บริษัทสามารถแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดและความเป็นผู้นำด้านปริมาณการผลิตจากซัมซุงได้ ตลอดจนช่วยลดช่องว่างด้านมูลค่าหุ้นกับคู่แข่งอย่าง ไมครอน ที่มักจะได้เปรียบจากการเข้าถึงกลุ่มนักลงทุนในสหรัฐฯ โดยตรงมาโดยตลอด ทั้งนี้ การซื้อขายหลักทรัพย์หลักของเอสเค ไฮนิกซ์ จะยังคงปักหลักอยู่ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้เช่นเดิม.

ที่มา Reuters / AFP

ผู้นำอินโดฯ เปิดบ้านต้อนรับ “ทักษิณ-แพทองธาร-ยิ่งลักษณ์” แลกเปลี่ยนมุมมองสถานการณ์ภูมิภาค-โลก

ผู้นำอินโดฯ เปิดบ้านต้อนรับ "ทักษิณ-แพทองธาร-ยิ่งลักษณ์" แลกเปลี่ยนมุมมองสถานการณ์ภูมิภาค-โลก

10 ก.ค. 2569 11:27 น.

ผู้นำอินโดฯ เปิดบ้านต้อนรับ “ทักษิณ-แพทองธาร-ยิ่งลักษณ์” แลกเปลี่ยนมุมมองสถานการณ์ภูมิภาค-โลก

ประธานาธิบดีปราโบโว ของอินโดนีเซียเปิดบ้านพักส่วนตัวต้อนรับ ทักษิณ ชินวัตร พร้อมแพทองธาร และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หารือประเด็นสถานการณ์ภูมิภาค-ความเคลื่อนไหวระดับโลก กระชับความร่วมมือสองประเทศ

วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวอันตารา ของอินโดนีเซีย รายงานว่า ปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ให้การต้อนรับ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย พร้อมด้วยครอบครัว ที่บ้านพักส่วนตัวบนถนนเคอร์ตาเนการา กรุงจาการ์ตา เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยทั้งสองได้หารือเกี่ยวกับสถานการณ์สำคัญในภูมิภาคและพัฒนาการด้านภูมิรัฐศาสตร์ของโลก

สำนักเลขาธิการประธานาธิบดีอินโดนีเซียระบุว่า นายทักษิณเดินทางมาพร้อมครอบครัว รวมถึง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย

เทดี อินดรา วิจายา เลขาธิการคณะรัฐมนตรีอินโดนีเซีย กล่าวว่า การพบปะเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง ถือเป็นโอกาสในการสานต่อมิตรภาพอันยาวนานระหว่างทั้งสองฝ่าย พร้อมระบุว่า ทั้งสองได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์โลก ประเด็นยุทธศาสตร์ และพลวัตในภูมิภาค เขากล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลอินโดนีเซียยังคงเดินหน้าสร้างความสัมพันธ์และการสื่อสารกับผู้นำโลกและบุคคลสำคัญจากนานาประเทศ เพื่อขยายความร่วมมือระหว่างประเทศและเสริมบทบาทของอินโดนีเซียบนเวทีโลก

รายงานระบุว่า ปราโบโวยังคงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับตระกูลชินวัตร แม้การเมืองไทยจะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เขาได้แต่งตั้งนายทักษิณเป็นหนึ่งในคณะที่ปรึกษาของ “ดานันตารา” (Danantara) กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของอินโดนีเซีย ซึ่งรัฐบาลเชื่อว่าการดึงบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติเข้ามาร่วมงาน จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน หลังตลาดหุ้นอินโดนีเซียเผชิญความผันผวน.

ที่มา Antara 

ภาพ presidenri.go.id

ออสเตรเลียพบเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5 ใน “นกทะเลท้องถิ่น” เป็นครั้งแรก

ออสเตรเลียพบเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5 ใน "นกทะเลท้องถิ่น" เป็นครั้งแรก

10 ก.ค. 2569 11:25 น.

ออสเตรเลียพบเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5 ใน “นกทะเลท้องถิ่น” เป็นครั้งแรก

ทางการออสเตรเลียยืนยันพบเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5 ใน “นกนางนวลแกลบหงอนใหญ่” ซึ่งเป็นนกทะเลท้องถิ่นเป็นครั้งแรก หลังก่อนหน้านี้พบเฉพาะในนกอพยพเท่านั้น ผู้เชี่ยวชาญเตือนอาจสร้างความเสียหายต่อสัตว์ป่าอย่างรุนแรงหากเริ่มแพร่ระบาดในธรรมชาติ ย้ำยังไม่ลามสู่ฟาร์มสัตว์ปีกและความเสี่ยงต่อมนุษย์ยังคงต่ำ

รัฐบาลออสเตรเลียออกแถลงการณ์ยืนยันการตรวจพบเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์อันตราย H5 ในนกทะเลท้องถิ่นเป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญต่อระบบนิเวศและสัตว์ป่าในประเทศ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ การตรวจพบเชื้อทั้งหมดจะจำกัดอยู่แค่ในกลุ่มนกอพยพที่เดินทางมาจากภูมิภาคกึ่งแอนตาร์กติกเท่านั้น

นางจูลี คอลลินส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของออสเตรเลีย เปิดเผยว่า ผลการทดสอบของห้องปฏิบัติการขององค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือรัฐออสเตรเลีย (CSIRO) ยืนยันว่าพบเชื้อหวัดนกสายพันธุ์ H5 ในนกนางนวลแกลบหงอนใหญ่ (Greater Crested Tern) ตัวหนึ่ง ซึ่งถูกพบในเมืองโรบ บริเวณพื้นที่ชายฝั่งไลม์สโตน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐเซาท์ออสเตรเลีย โดยมีพลเมืองดีพบเห็นนกตัวดังกล่าวและแจ้งผ่านสายด่วนโรคสัตว์ฉุกเฉิน

นอกจากนี้ ยังมีการยืนยันพบผู้ติดเชื้อเพิ่มเติมอีก 2 รายในรัฐเซาท์ออสเตรเลีย และอีก 1 รายในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ทำให้ยอดสะสมการตรวจพบเชื้อในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 12 รายแล้ว และขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการรอผลตรวจเคสต้องสงสัยอีกหนึ่งรายในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียด้วย

รัฐมนตรีเกษตรฯ ระบุว่า นกนางนวลแกลบหงอนใหญ่เป็นนกทะเลท้องถิ่นที่มีแหล่งอาศัยตามแนวชายฝั่งซ้อนทับกับเส้นทางของนกทะเลอพยพ จึงมีความเป็นไปได้สูงที่มันจะได้รับเชื้อจากการสัมผัสหรือปฏิสัมพันธ์ระหว่างการหาอาหาร อย่างไรก็ตาม เธอยืนยันว่าในขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานการตายหมู่ของสัตว์ป่าในท้องถิ่น และยังไม่มีการแพร่กระจายของเชื้อเข้าสู่ระบบเกษตรกรรมหรือฟาร์มสัตว์ปีกเชิงพาณิชย์แต่อย่างใด พร้อมระบุว่ารัฐบาลท้องถิ่นกำลังยกระดับการเฝ้าระวังในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

ด้าน ดร.แครอล บูธ จากสมาคมสัตว์สายพันธุ์รุกราน แสดงความกังวลอย่างยิ่ง โดยระบุว่าไวรัสสายพันธุ์นี้มีความสามารถในการติดต่อสูงมาก ไม่เพียงแต่แพร่กระจายผ่านน้ำที่ปนเปื้อนหรือการสัมผัสใกล้ชิดในหมู่นกเท่านั้น แต่ยังสามารถติดต่อสู่นกนักล่าและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่กินซากสัตว์ เช่น แมว สุนัข สุนัขจิ้งจอก หรือแม้กระทั่งแทสเมเนียนเดวิล ได้อีกด้วย

ก่อนหน้านี้ในแถบอเมริกาใต้ เชื้อ H5 ได้คร่าชีวิตสิงโตทะเลและแมวน้ำช้างไปหลายหมื่นตัว ซึ่ง ดร.บูธ เตือนว่า “เมื่อใดที่มันแพร่กระจายเข้าสู่สัตว์ป่าท้องถิ่นอย่างสมบูรณ์ โอกาสที่จะควบคุมมันแทบจะเป็นศูนย์ และสัตว์ป่าหายากบางชนิดที่เปราะบาง เช่น นกแก้วท้องส้ม ที่เหลืออยู่ไม่ถึง 100 ตัวในธรรมชาติ อาจถูกกวาดล้างจนสูญพันธุ์ได้”

ขณะที่ นางมอริน คริสตี เจ้าหน้าที่จากกลุ่มอนุรักษ์นกชายฝั่ง Friends of Shorebirds SE กล่าวทั้งน้ำตาว่า “พวกเราเตือนกันมาหลายปีแล้วว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ ‘ถ้าจะเกิด’ แต่เป็น ‘เกิดเมื่อไหร่’ และมันเป็นเรื่องที่น่าสะเทือนใจมากเมื่อวันนั้นมาถึงจริงๆ” พร้อมเรียกร้องให้ทางการเร่งติดป้ายเตือนและให้ความรู้แก่ประชาชนตามแนวชายหาดเหมือนเช่นวิกฤตทางสิ่งแวดล้อมในอดีต.

ที่มา SBS News / ABC News

คาลบี กลับมาใช้บรรจุภัณฑ์สี หลังสถานการณ์ขาดแคลนหมึกพิมพ์จากความตึงเครียดตอ.กลางเริ่มคลี่คลาย

คาลบี กลับมาใช้บรรจุภัณฑ์สี หลังสถานการณ์ขาดแคลนหมึกพิมพ์จากความตึงเครียดตอ.กลางเริ่มคลี่คลาย

10 ก.ค. 2569 11:11 น.

คาลบี กลับมาใช้บรรจุภัณฑ์สี หลังสถานการณ์ขาดแคลนหมึกพิมพ์จากความตึงเครียดตอ.กลางเริ่มคลี่คลาย

คาลบี ผู้ผลิตขนมรายใหญ่ของญี่ปุ่น เตรียมนำบรรจุภัณฑ์สีเต็มรูปแบบกลับมาใช้กับสินค้าบางรายการ หลังสถานการณ์ขาดแคลนหมึกพิมพ์จากความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย

วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าว NHK รายงานว่า คาลบี (Calbee) ผู้ผลิตขนมขบเคี้ยวรายใหญ่ของญี่ปุ่น ประกาศเตรียมกลับมาใช้การพิมพ์บรรจุภัณฑ์สีเต็มรูปแบบบนด้านหน้าของสินค้าบางรายการ หลังสถานการณ์จัดหาหมึกพิมพ์เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หลังจากเมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคม บริษัทได้เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ของสินค้าหลัก 14 รายการ เป็นแบบขาวดำ เนื่องจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อการจัดหาวัตถุดิบที่ใช้ผลิตหมึกพิมพ์สี

คาลบีระบุว่า แนวโน้มการจัดหาหมึกพิมพ์มีเสถียรภาพมากขึ้น จึงเตรียมกลับมาใช้บรรจุภัณฑ์สีเต็มรูปแบบสำหรับสินค้า 6 รายการ ได้แก่ มันฝรั่งทอดโปเตโต้ชิปส์ (Potato Chips) และ คัปปะ เอบิเซ็น (Kappa Ebisen) ขนมข้าวเกรียบกุ้งยอดนิยมของบริษัท

สินค้าล็อตใหม่จะเริ่มวางจำหน่ายตามร้านค้าตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม ด้านหลังของบรรจุภัณฑ์จะยังคงใช้การพิมพ์ขาวดำ ส่วนสินค้าบางรายการจะยังใช้บรรจุภัณฑ์แบบขาวดำทั้งซองต่อไป พร้อมระบุว่า บรรจุภัณฑ์สีมีความสำคัญต่อการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภค และบริษัทจะยังคงปรับตัวอย่างรวดเร็วและยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจต่อไป.

ทรัมป์สั่งปลดบอร์ดเลือกตั้งสหรัฐฯ พ้นตำแหน่งยกชุด จับตาผลกระทบเลือกตั้งกลางเทอม

ทรัมป์สั่งปลดบอร์ดเลือกตั้งสหรัฐฯ พ้นตำแหน่งยกชุด จับตาผลกระทบเลือกตั้งกลางเทอม

10 ก.ค. 2569 10:58 น.

ทรัมป์สั่งปลดบอร์ดเลือกตั้งสหรัฐฯ พ้นตำแหน่งยกชุด จับตาผลกระทบเลือกตั้งกลางเทอม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งปลดกรรมการที่เหลือทั้งหมดของคณะกรรมการช่วยเหลือการเลือกตั้งสหรัฐฯ  ซึ่งเป็นองค์กรอิสระระดับรัฐบาลกลางที่ทำหน้าที่สนับสนุนการบริหารจัดการการเลือกตั้งทั่วประเทศ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมปลายปีนี้ ส่งผลให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจกระทบต่อความเป็นอิสระของระบบเลือกตั้งสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งปลดกรรมการที่เหลือทั้งหมดของคณะกรรมการช่วยเหลือการเลือกตั้งสหรัฐฯ (Election Assistance Commission: EAC)  โดยทำเนียบขาวยืนยันการตัดสินใจดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ที่มีกำหนดจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน

รายงานระบุว่า กรรมการที่เหลืออยู่ 3 คนจากทั้งหมด 4 คนต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยวิธีที่แตกต่างกัน โดยกรรมการที่ได้รับการเสนอชื่อจากพรรครีพับลิกันลาออกจากตำแหน่ง ขณะที่กรรมการอีก 2 คนซึ่งได้รับการเสนอชื่อจากพรรคเดโมแครต ถูกแจ้งให้พ้นจากตำแหน่งผ่านอีเมลจากสำนักงานบุคลากรประจำทำเนียบขาว ส่วนกรรมการคนที่ 4 ได้ลาออกไปตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ส่งผลให้ขณะนี้ EAC ไม่มีกรรมการปฏิบัติหน้าที่เหลืออยู่

ข้อความในอีเมลที่ส่งถึงกรรมการระบุว่า “ในนามของประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ขอแจ้งให้ทราบว่าตำแหน่งกรรมการคณะกรรมการช่วยเหลือการเลือกตั้งของท่านสิ้นสุดลงโดยมีผลทันที ขอขอบคุณสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมา”

ทำเนียบขาวระบุว่า ประธานาธิบดีในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร มีอำนาจปลดเจ้าหน้าที่ที่อาจไม่มีจุดยืนสอดคล้องกับภารกิจสำคัญในการรักษาความมั่นคงของการเลือกตั้ง และทำให้มั่นใจว่าจะมีการนับเฉพาะคะแนนเสียงที่ถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมอ้างคำวินิจฉัยล่าสุดของศาลฎีกาสหรัฐฯ ซึ่งขยายอำนาจของประธานาธิบดีในการถอดถอนเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานอิสระเป็นบรรทัดฐานในการดำเนินการครั้งนี้

รัฐบาลทรัมป์ยังระบุว่า ได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการทุจริตและการใช้อำนาจโดยมิชอบในการเลือกตั้ง รวมถึงเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการเลือกตั้งให้พร้อมรองรับการเลือกตั้งกลางเทอม

EAC ก่อตั้งขึ้นโดยรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อปี 2002 ภายใต้กฎหมาย Help America Vote Act หลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2543 ที่เกิดข้อพิพาทเรื่องการนับคะแนนในรัฐฟลอริดา หน่วยงานแห่งนี้มีหน้าที่สนับสนุนมาตรฐานการบริหารการเลือกตั้ง รับรองห้องปฏิบัติการทดสอบและระบบลงคะแนนเสียง รับผิดชอบแบบฟอร์มลงทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทางไปรษณีย์ระดับประเทศ รวมถึงบริหารงบประมาณสนับสนุนการจัดการเลือกตั้งของรัฐบาลกลาง

ตามกฎหมาย EAC จะมีกรรมการ 4 คน แบ่งเท่า ๆ กันระหว่างพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน โดยได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีและต้องผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา ทั้งนี้ กรรมการทั้ง 3 คนที่ถูกปลด ได้แก่ โธมัส ฮิกส์, เบนจามิน ฮอฟแลนด์ และคริสตี แม็กคอร์มิก ต่างเคยได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาอย่างเป็นเอกฉันท์

การปลดกรรมการเกิดขึ้นหลังจากรัฐบาลทรัมป์ผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงกฎการลงคะแนนทางไปรษณีย์ รวมถึงพยายามกำหนดให้ผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งต้องแสดงหลักฐานการถือสัญชาติสหรัฐฯ ซึ่งคำสั่งดังกล่าวส่วนใหญ่ถูกศาลระงับไว้ ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังคงยืนยันหลายครั้งโดยไม่มีหลักฐานว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2563 ซึ่งเขาพ่ายแพ้ต่อโจ ไบเดน มีการทุจริต

การตัดสินใจครั้งนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากฝ่ายเดโมแครตและองค์กรด้านสิทธิเลือกตั้ง โดยวุฒิสมาชิกมาร์ก วอร์เนอร์ จากรัฐเวอร์จิเนีย ระบุว่า การปลดกรรมการทั้งหมดก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมเพียงไม่กี่เดือน เป็นการดำเนินการที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และควรได้รับคำอธิบายจากรัฐบาลอย่างเร่งด่วน เพราะอาจสร้างความกังวลอย่างยิ่งต่อการแทรกแซงทางการเมืองในสถาบันที่ทำหน้าที่สนับสนุนความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้ง

ด้านเอเดรียน ฟอนเตส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของรัฐแอริโซนา ซึ่งกำกับดูแลการเลือกตั้งของรัฐ กล่าวว่า การปลดกรรมการครั้งนี้เป็นการกระทำที่ “ขาดความรับผิดชอบและเป็นอันตราย” พร้อมกล่าวหาว่ารัฐบาลกำลังสร้างความปั่นป่วนให้กับเจ้าหน้าที่จัดการเลือกตั้งทั่วประเทศ

ขณะที่ไมเคิล วอลด์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Brennan Center for Justice ระบุว่า การปลดกรรมการเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากรัฐสภาได้ออกแบบโครงสร้างของ EAC ให้มีกรรมการจากทั้งสองพรรคการเมืองในสัดส่วนที่เท่าเทียม เพื่อคุ้มครองความเป็นกลางของการบริหารการเลือกตั้ง

แม้กฎหมายปี 2002 จะเปิดทางให้ประธานาธิบดีสามารถเสนอชื่อกรรมการชุดใหม่ได้ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่ารัฐบาลทรัมป์จะดำเนินการแต่งตั้งผู้แทนชุดใหม่เมื่อใด ขณะที่การอนุมัติภารกิจสำคัญของ EAC จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากกรรมการอย่างน้อย 3 ใน 4 คน ทำให้การไม่มีกรรมการครบองค์คณะอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของหน่วยงานในช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2026.

ที่มา Reuters / AFP

ไฟป่าสเปนคร่าแล้ว 12 ศพ อพยพชาวบ้านนับพัน คลื่นความร้อนยังถล่มยุโรปตอนใต้

ไฟป่าสเปนคร่าแล้ว 12 ศพ อพยพชาวบ้านนับพัน คลื่นความร้อนยังถล่มยุโรปตอนใต้

10 ก.ค. 2569 10:29 น.

ไฟป่าสเปนคร่าแล้ว 12 ศพ อพยพชาวบ้านนับพัน คลื่นความร้อนยังถล่มยุโรปตอนใต้

ไฟป่ารุนแรงในแคว้นอันดาลูเซียของสเปน คร่าชีวิตประชาชนแล้ว 12 ศพ บาดเจ็บอีก 6 ราย  ขณะที่คลื่นความร้อนยังโหมกระหน่ำยุโรปตอนใต้ ทำให้หลายประเทศเผชิญไฟป่าหนัก

วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุไฟป่ารุนแรงในเมือง ลอส กายาร์ดอ จังหวัดอัลเมเรีย แคว้นอันดาลูเซีย ทางตะวันออกเฉียงใต้ของสเปน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ศพ และบาดเจ็บอีก 6 ราย ท่ามกลางคลื่นความร้อนที่ยังปกคลุมหลายประเทศในยุโรปตอนใต้

รัฐบาลท้องถิ่นแคว้นอันดาลูเซีย ระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นโศกนาฏกรรม พร้อมแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต พร้อมเปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตบางส่วนถูกพบอยู่ภายในรถยนต์ที่ถูกเปลวเพลิงโหมไหม้ ขณะที่พยานในพื้นที่ระบุว่า ต้นเพลิงอาจเกิดจากสายไฟฟ้าขาดแล้วตกลงบนพื้น ก่อนประกายไฟจะลุกลามอย่างรวดเร็วเข้าสู่พื้นที่ป่า อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังไม่ยืนยันสาเหตุของเหตุเพลิงไหม้

รายงานข่าวระบุว่า เหตุไฟป่ายังส่งผลให้ต้องปิดถนนหลายสาย และอพยพประชาชนราว 1,000 คน ออกจากพื้นที่เสี่ยงขณะเดียวกัน จนถึงตอนนนี้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงราว 150 นาย ยังคงเร่งควบคุมไฟบริเวณหมู่บ้านเบดาร์ โดยผู้บาดเจ็บมีผู้ได้รับพิษจากการสูดควันไฟจนต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล 1 คน และอีก 1 คนได้รับบาดเจ็บจากไฟลวก ส่วนอีก 4 คนได้รับการปฐมพยาบาลในที่เกิดเหตุจากอาการไฟลวกเล็กน้อยและปัญหาระบบทางเดินหายใจ

ด้านนายเปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน ระบุว่า สเปนเผชิญอากาศร้อนจัดต่อเนื่อง โดยเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา อุณหภูมิเฉลี่ยรายวันสูงที่สุดทำสถิติใหม่นับตั้งแต่เริ่มบันทึกข้อมูลในปี 2493 และบางพื้นที่มีอุณหภูมิสูงถึง 42 องศาเซลเซียส ก่อนหน้านี้เขาเคยประกาศเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า รัฐบาลจะระดมกำลังรับมือไฟป่าฤดูร้อนครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่หน่วยฉุกเฉินทางทหารของสเปนได้ส่งกำลังเข้าร่วมปฏิบัติการดับไฟในพื้นที่แล้ว

ทั้งนี้ ระบบข้อมูลไฟป่ายุโรป (European Forest Fire Information System: EFFIS) เปิดเผยข้อมูลที่ระบุว่า เมื่อปีที่ผ่านมา ไฟป่าในสเปนเผาผลาญพื้นที่กว่า 2.4 ล้านไร่ มากกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในช่วงปี 2549-2567 ถึงกว่า 6 เท่าในขณะที่ยุโรปเป็นทวีปที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเร็วที่สุดในโลก โดยร้อนขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 2 เท่า ส่งผลให้คลื่นความร้อนในฤดูร้อนเกิดบ่อยและรุนแรงขึ้น รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าครั้งใหญ่.

ที่มา BBC

ญี่ปุ่นผวา ไต้ฝุ่น “บาหวี่” จ่อถล่มหมู่เกาะทางตะวันตกเฉียงใต้ เตือนฝนหนัก-ลมแรง

ญี่ปุ่นผวา ไต้ฝุ่น "บาหวี่" จ่อถล่มหมู่เกาะทางตะวันตกเฉียงใต้ เตือนฝนหนัก-ลมแรง

10 ก.ค. 2569 10:12 น.

ญี่ปุ่นผวา ไต้ฝุ่น “บาหวี่” จ่อถล่มหมู่เกาะทางตะวันตกเฉียงใต้ เตือนฝนหนัก-ลมแรง

ทางการญี่ปุ่นประกาศเฝ้าระวังขั้นสูง หลังพายุไต้ฝุ่น “บาหวี่” ซึ่งมีขนาดใหญ่และกำลังรุนแรง เคลื่อนตัวเข้าใกล้หมู่เกาะซากิชิมะ เตือนประชาชนเตรียมรับมือลมกระโชกแรง ฝนตกหนัก ดินถล่ม และน้ำท่วม

กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นระบุว่า ช่วงเช้าวันศุกร์พายุไต้ฝุ่นบาหวี่เคลื่อนตัวเข้าใกล้หมู่เกาะซากิชิมะ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับไต้หวัน โดยมีความเร็วลมคงที่สูงสุด 162 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่งผลให้ประชาชนเร่งเสริมความแข็งแรงให้บ้านเรือนและร้านค้าเพื่อรับมือกับพายุ ซึ่งอาจเป็นพายุที่สร้างความเสียหายรุนแรงที่สุดในภูมิภาคในรอบหลายปี

สายการบินหลายแห่งประกาศยกเลิกเที่ยวบินหลายสิบเที่ยวในพื้นที่ รวมถึงเที่ยวบินที่มีกำหนดเดินทางในวันเสาร์ด้วย

ที่เกาะอิชิงากิ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของญี่ปุ่น ประชาชนพากันกักตุนอาหารและสิ่งของจำเป็น จนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบนชั้นวางสินค้าหลายแห่งหมดเกลี้ยง ขณะที่ชายหาด สวนสาธารณะริมชายฝั่ง และท่าเรือเฟอร์รีบางแห่งปิดให้บริการล่วงหน้าเพื่อความปลอดภัย

ฮิโรชิ โนมูระ เจ้าของร้านให้เช่าจักรยานในเมืองอิชิงากิกล่าวว่า เขาเร่งติดตั้งตาข่ายกันลมและเสริมมาตรการป้องกันร้าน หลังทราบว่าพายุลูกนี้อาจมีความรุนแรงเป็นพิเศษ พร้อมยอมรับว่ายังกังวลว่าการเตรียมความพร้อมอาจไม่เพียงพอ

นอกจากร้านของโนมูระแล้ว อาคารและร้านค้าหลายแห่งบนเกาะยังติดตั้งตาข่ายกันลมและใช้เทปปิดกระจกหน้าต่าง เพื่อป้องกันความเสียหายจากแรงลม

ขณะเดียวกัน ที่ไต้หวัน แม้คาดว่าพายุจะไม่ขึ้นฝั่งโดยตรง แต่จะส่งผลให้เกิดฝนตกหนักทั่วพื้นที่ตั้งแต่ช่วงค่ำวันศุกร์ โดยเฉพาะทางตอนเหนือและตะวันออกของเกาะ ส่งผลให้ตลาดการเงินปิดทำการ และหลายพื้นที่ประกาศหยุดงาน ขณะที่กรุงไทเปจัดตั้งจุดแจกกระสอบทรายให้ประชาชนนำไปป้องกันน้ำท่วม

สายการบินของไต้หวันยังประกาศยกเลิกเที่ยวบินทั้งหมดในวันเสาร์ที่ออกจากท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน ใกล้กรุงไทเป เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร

หลังจากเคลื่อนผ่านบริเวณใกล้ไต้หวันแล้ว พายุไต้ฝุ่นบาหวี่คาดว่าจะมุ่งหน้าสู่ชายฝั่งประเทศจีน ก่อนจะค่อย ๆ อ่อนกำลังลง อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ทั้งญี่ปุ่นและไต้หวันยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และขอให้ประชาชนติดตามประกาศเตือนภัยอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา : channelnewsasia

บุกรวบที่พะเยา คนซุกเฮโรอีนในกระเป๋าผ้าลายช้างให้ “อุทัย” คดีแอร์สาวมีนา

บุกรวบที่พะเยา คนซุกเฮโรอีนในกระเป๋าผ้าลายช้างให้ "อุทัย" คดีแอร์สาวมีนา

10 ก.ค. 2569 09:59 น.

บุกรวบที่พะเยา คนซุกเฮโรอีนในกระเป๋าผ้าลายช้างให้ “อุทัย” คดีแอร์สาวมีนา

***ภาพจากแฟ้ม***

คดีแอร์มีนา ล่าสุดเจ้าหน้าที่ขยายผลตามรวบ “เอกวิทย์” คนซุกเฮโรอีนในกระเป๋าผ้าลายช้างที่ จ.พะเยา ส่งให้ “อุทัย” ก่อนนำไปส่งต่อคอนโดฯ แอร์สาว

วันที่ 10 ก.ค. 69 ความคืบหน้า “คดีแอร์สาวมีนา” ล่าสุดมีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสืบสวนภูธรจังหวัดพะเยา ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาล เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ปส. ติดตามจับกุมเครือข่ายขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติในพื้นที่ จ.พะเยา ซึ่งขยายผลจากคดีซุกเฮโรอีนกระเป๋าผ้าลายช้างให้กับแอร์สาว 

โดยสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาเพิ่มอีก 1 ราย คือนายเอกวิทย์ ชาวจังหวัดพะเยา ซึ่งเป็นผู้ส่งเฮโรอีนให้กับนายอุทัย ก่อนจะนำไปส่งต่อให้แอร์สาวมีนา โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างทำการสอบปากคำ เพื่อขยายผลหาผู้เกี่ยวข้อง และจะควบคุมตัวส่งเข้ากรุงเทพฯ เพื่อดำเนินคดีต่อไป

จากการสอบสวนในเบื้องต้น ทราบว่านายเอกวิทย์ เป็นคนที่นำเฮโรอีนบรรจุในถุงผ้าช้าง และส่งให้นายอุทัย ซึ่งเดินจาก จ.พระนครศรีอยุธยา มายัง จ.พะเยา โดยรถทัวร์ ได้เช่าห้องพักใกล้สถานีขนส่ง 3 วัน และเช่ารถจักรยานยนต์ขับขี่ในพื้นที่ จ.พะเยา เพื่อรับยาเสพติด และลักลอบขนกลับไปโดยนั่งรถทัวร์ไปลงที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ก่อนจะเรียกรถยนต์เก๋งสีดำ นำกระเป๋าช้างซุกซ่อนยาเสพติดไปส่งให้ น.ส.มีนา

ทั้งนี้ในเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ยังตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบว่ามีเงินไหลผ่านบัญชีเข้าบัญชีภรรยาของนายอุทัย 2 ครั้ง โดยครั้งแรก 2 แสนบาท และครั้งที่สอง 8 แสนบาท รวมเป็นเงิน 1 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบที่มาของเงินและความเชื่อมโยงกับเครือข่ายค้ายาเสพติด โดยมีนายเอกวิทย์ เป็นคนที่นำเงินสดใส่ตู้ฝากเงินสดให้ จึงได้ทำการควบคุมตัวเพื่อทำการสอบปากคำและขยายผลเครือข่ายต่อไป.