“วอลลี ฟังก์” เจ้าของสถิติหญิงอายุมากที่สุดที่เคยเดินทางสู่อวกาศ เสียชีวิตแล้วในวัย 87 ปี

"วอลลี ฟังก์" เจ้าของสถิติหญิงอายุมากที่สุดที่เคยเดินทางสู่อวกาศ เสียชีวิตแล้วในวัย 87 ปี

10 ก.ค. 2569 08:59 น.

“วอลลี ฟังก์” เจ้าของสถิติหญิงอายุมากที่สุดที่เคยเดินทางสู่อวกาศ เสียชีวิตแล้วในวัย 87 ปี

วอลลี ฟังก์ นักบินหญิงชาวอเมริกัน ที่สร้างสถิติเป็นหญิงอายุมากที่สุดที่เคยเดินทางสู่อวกาศในวัย 82 ปี เสียชีวิตแล้ว ที่รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา คนในแวดวงอวกาศร่วมไว้อาลัย

ดัฟฟ์ โอเดลล์ สมาชิกสภาเมืองเกรปไวน์ ซึ่งเป็นผู้ดูแลวอลลี ฟังก์ เปิดเผยว่า ฟังก์เสียชีวิตลงแล้วเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ภายในที่พักผู้สูงอายุ หลังมีปัญหาสุขภาพจากการหกล้มหลายครั้ง และติดเชื้อที่ขา ก่อนอาการจะทรุดลงในที่สุด

ทั้งนี้ เรื่องราวของวอลลี ฟังก์ กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้กับความไม่เท่าเทียมทางเพศในวงการอวกาศ โดยย้อนกลับไปในช่วงต้นทศวรรษ 1960 เธอเป็นหนึ่งในนักบินหญิง 13 คนของโครงการ Mercury 13 ซึ่งผ่านการทดสอบสมรรถภาพร่างกายและจิตใจแบบเดียวกับนักบินอวกาศชายขององค์การนาซา

แม้ผลการทดสอบจะยอดเยี่ยม แต่ผู้หญิงทั้งหมดกลับไม่ได้รับอนุญาตให้เป็นนักบินอวกาศ เนื่องจากนโยบายของนาซาในขณะนั้นเปิดรับเฉพาะนักบินทดสอบที่เป็นผู้ชายจากกองทัพเท่านั้น ทำให้ความฝันของฟังก์ต้องหยุดลงนานหลายสิบปี

จนกระทั่งปี 2564 เจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้ง Amazon และบริษัทท่องเที่ยวอวกาศ บลู ออริจิน เชิญฟังก์ขึ้นเดินทางกับเที่ยวบิน นิว เชพพาร์ด ในฐานะแขกกิตติมศักดิ์ ทำให้เธอสร้างสถิติเป็นผู้หญิงอายุมากที่สุดที่เดินทางสู่อวกาศในวัย 82 ปี ซึ่งหลังกลับลงสู่พื้นโลก เธอกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ฉันรอวันนี้มาทั้งชีวิต”

คำพูดดังกล่าวกลายเป็นประโยคที่ถูกแชร์ไปทั่วโลก และถูกยกให้เป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่สร้างแรงบันดาลใจมากที่สุดของวงการอวกาศ

หลังทราบข่าวการเสียชีวิต บลูออริจิน (Blue Origin) ได้โพสต์ข้อความไว้อาลัยผ่านแพลตฟอร์ม X ระบุว่า

“วอลลี ฟังก์ คือผู้บุกเบิกในทุกความหมายของคำนี้ และเรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางในชีวิตของเธอ”

ด้าน จาเร็ด ไอแซกแมน ผู้บริหารองค์การนาซา กล่าวว่า “วอลลี ฟังก์ ไม่เคยหยุดเชื่อว่าสักวันหนึ่งเธอจะได้ไปอวกาศ ความรักในการบิน ความมุ่งมั่น และจิตวิญญาณแห่งการสำรวจของเธอ จะยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้คนอเมริกันอีกหลายรุ่น”

ขณะที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนมากร่วมโพสต์ไว้อาลัย พร้อมยกย่องฟังก์ว่าเป็นผู้หญิงที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์วงการอวกาศ หลายคนระบุว่า เธออาจถูกปฏิเสธในวัยหนุ่มสาว แต่ไม่เคยละทิ้งความฝัน และในที่สุดก็พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า ความฝันไม่มีวันหมดอายุ.

ที่มา : AP

ไฟไหม้โรงงานรองเท้าบาจาเก่าในเช็ก อาคารถล่มบางส่วน จนท.กว่า 300 นายเร่งสกัดเพลิง

ไฟไหม้โรงงานรองเท้าบาจาเก่าในเช็ก อาคารถล่มบางส่วน จนท.กว่า 300 นายเร่งสกัดเพลิง

10 ก.ค. 2569 08:33 น.

ไฟไหม้โรงงานรองเท้าบาจาเก่าในเช็ก อาคารถล่มบางส่วน จนท.กว่า 300 นายเร่งสกัดเพลิง

เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่อาคารโรงงานผลิตรองเท้าบาจาเก่าแก่ในเมืองซลิน ทางตะวันออกของสาธารณรัฐเช็ก ส่งผลให้อาคารบางส่วนพังถล่มลงมา ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งอพยพประชาชนเพื่อความปลอดภัย

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและตำรวจอพยพประชาชนประมาณ 100 คน ออกจากชั้น 9 ของอาคารโรงงานผลิตรองเท้าบาจาในสาธารณรัฐเช็ก ซึ่งเป็นจุดที่คาดว่าเป็นต้นเพลิง โดยต้องระดมเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและอาสาสมัครมากกว่า 40 หน่วย รวม 300 นาย ผลัดเปลี่ยนกันเข้าควบคุมสถานการณ์ ท่ามกลางเปลวไฟที่ลุกไหม้อย่างรุนแรงและความเสี่ยงจากโครงสร้างอาคารที่ไม่มั่นคง โดยเบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

นายพาเวล เรซนิเช็ก โฆษกสำนักงานดับเพลิงประจำภูมิภาคเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถควบคุมเพลิงได้ทั้งหมด และคาดว่าจะไม่สามารถดับไฟได้ภายในวันเดียว เนื่องจากไฟยังคงลุกไหม้ต่อเนื่องและมีความเสี่ยงที่โครงสร้างจะถล่มเพิ่มเติม

อาคารดังกล่าวมีความสูง 11 ชั้น สร้างขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1940 ถึงต้นทศวรรษ 1950 เพื่อใช้เป็นคลังเก็บรองเท้าส่วนกลางของบริษัทบาจา (Baťa) ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรองเท้ารายใหญ่ของโลก ก่อนจะได้รับการปรับเปลี่ยนการใช้งานในเวลาต่อมา

ล่าสุด โครงสร้างอาคารเหลืออยู่ไม่ถึงครึ่งหนึ่ง หลังบางส่วนพังถล่มจากความเสียหายที่เกิดจากเพลิงไหม้ ขณะที่เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสอบสวนหาสาเหตุของเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้.

ที่มา : reuters

สนามบินในฟลอริดาเปลี่ยนชื่อเป็น “โดนัลด์ เจ. ทรัมป์” เครื่องบินครอบครัวทรัมป์ลงจอดเที่ยวบินแรก

สนามบินในฟลอริดาเปลี่ยนชื่อเป็น "โดนัลด์ เจ. ทรัมป์" เครื่องบินครอบครัวทรัมป์ลงจอดเที่ยวบินแรก

10 ก.ค. 2569 08:21 น.

สนามบินในฟลอริดาเปลี่ยนชื่อเป็น “โดนัลด์ เจ. ทรัมป์” เครื่องบินครอบครัวทรัมป์ลงจอดเที่ยวบินแรก

สนามบินปาล์มบีช อินเตอร์เนชันแนล ในรัฐฟลอริดา เปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการเป็น “ประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ อินเตอร์เนชันแนล แอร์พอร์ต” โดยเครื่องบินส่วนตัวของครอบครัวทรัมป์เป็นเที่ยวบินแรกที่ลงจอดหลังเปลี่ยนชื่อ

วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวเอพี รายงานว่า สนามบิน ปาล์มบีช อินเตอร์เนชันแนล (Palm Beach International Airport) ในรัฐฟลอริดา ได้เปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการเป็น ประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ อินเตอร์เนชันแนล แอร์พอร์ต (President Donald J. Trump International Airport) โดยเจ้าหน้าที่ได้ถอดป้ายชื่อสนามบินเดิมออก และเปิดตัวป้ายชื่อใหม่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

หลังการเปลี่ยนชื่อไม่นาน เครื่องบินโบอิ้ง 757 “ทรัมป์ ฟอร์ซ วัน”  ซึ่งเป็นเครื่องบินส่วนตัวของ เดอะ ทรัมป์ ออร์แกไนเซชัน ได้กลายเป็นเครื่องบินลำแรกที่ลงจอดที่สนามบินแห่งนี้เมื่อเวลาประมาณ 05.00 น. บนเที่ยวบินนี้มี อีริก ทรัมป์ บุตรชายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางมาด้วย

ทั้งนี้ ครอบครัวทรัมป์ใช้สนามบินแห่งนี้เป็นประจำเมื่อเดินทางไปยัง มาร์อาลาโก  บ้านพักของประธานาธิบดีทรัมป์ในเมืองปาล์มบีช ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสนามบิน ก่อนหน้านี้เมื่อต้นปี ทางการยังได้เปลี่ยนชื่อถนนสายหนึ่งที่เชื่อมระหว่างสนามบินกับมาร์อาลาโก เป็น โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ บูเลอวาร์ด.

จีนอ่วมฝน-พายุถล่ม ดับกว่า 70 ศพ “สี จิ้นผิง” สั่งเร่งกู้ภัย รับมือไต้ฝุ่นลูกใหม่

จีนอ่วมฝน-พายุถล่ม ดับกว่า 70 ศพ "สี จิ้นผิง" สั่งเร่งกู้ภัย รับมือไต้ฝุ่นลูกใหม่

10 ก.ค. 2569 08:13 น.

จีนอ่วมฝน-พายุถล่ม ดับกว่า 70 ศพ “สี จิ้นผิง” สั่งเร่งกู้ภัย รับมือไต้ฝุ่นลูกใหม่

ฝนตกหนักและลมกระโชกแรงหลายพื้นที่ในจีน คร่าชีวิตประชาชนแล้วกว่า 70 ราย ทั้งน้ำท่วม พายุทอร์นาโด และดินถล่ม ขณะที่ “สี จิ้นผิง” สั่งระดมกำลังกู้ภัย รับมือไต้ฝุ่น “บาหวี่” จ่อขึ้นฝั่งสุดสัปดาห์นี้

วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากฝนตกหนักและลมพายุที่พัดถล่มหลายพื้นที่ของจีนเพิ่มขึ้นเป็น มากกว่า 70 ศพ หลังพายุโซนร้อน ไมสัก (Maysak) ขึ้นฝั่งทางตอนใต้ของประเทศทำให้เกิดน้ำท่วม ดินถล่ม และพายุทอร์นาโดในหลายมณฑล

สื่อท้องถิ่นของจีนรายงานว่า ในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง มีผู้เสียชีวิต 39 ศพ สูญหาย 9 ราย หลังอ่างเก็บน้ำแห่งหนึ่งเกิดพังทลาย ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมเป็นวงกว้าง นอกจากนี้ น้ำท่วมยังทำให้งูหลายร้อยตัวหลุดออกจากฟาร์มเพาะเลี้ยง โดยมีรายงานว่าประชาชน 1 คน เสียชีวิตหลังถูกงูกัด

ขณะที่มณฑลหูเป่ย์ ทางตอนกลางของประเทศ เกิดพายุทอร์นาโดหลายลูกเมื่อวันจันทร์ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 11ศพ สูญหาย 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 300 คน ส่วนที่มณฑลกานซู่ เกิดเหตุดินถล่ม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอีก 21 ศพ

ด้านนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานระดมกำลังปฏิบัติการกู้ภัย อพยพประชาชน และเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกัน หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาของจีนเตือนว่า พายุไต้ฝุ่นบาหวี่ (Bavi) อาจเคลื่อนเข้าใกล้ชายฝั่งด้านตะวันออกของประเทศได้เร็วที่สุดในช่วงสุดสัปดาห์นี้ พร้อมขอให้ประชาชนเฝ้าระวังฝนตกหนักและลมกระโชกแรงอย่างใกล้ชิด.

อิหร่านฝังศพ อาลี คาเมเนอี แล้วที่เมืองบ้านเกิด สิ้นสุดพิธี 6 วัน

อิหร่านฝังศพ อาลี คาเมเนอี แล้วที่เมืองบ้านเกิด สิ้นสุดพิธี 6 วัน

10 ก.ค. 2569 06:54 น.

อิหร่านฝังศพ อาลี คาเมเนอี แล้วที่เมืองบ้านเกิด สิ้นสุดพิธี 6 วัน

อิหร่านทำพิธีฝังศพ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดแล้ว ที่วิหารในเมืองบ้านเกิด สิ้นสุดพิธีศพที่ดำเนินมานาน 6 วัน โดยไม่มีการปรากฏตัวของผู้นำสูงสุดคนใหม่ ซึ่งยังไม่เคยปรากฏตัวต่อสาธารณะเลย

เมื่อวันพฤหัสบดี 9 ก.ค. 2569 อิหร่านได้ทำพิธีฝังศพของ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดของประเทศแล้ว หลังจากถูกสังหารในการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอล เมื่อกว่า 4 เดือนก่อน ในขณะที่สหรัฐฯ กับอิหร่าน กลับมาโจมตีตอบโต้กันระลอกใหม่ จนเกิดความกังวลว่า สงครามเต็มรูปแบบจะกลับมาปะทุอีกครั้ง

ท่ามกลางบรรยากาศอันโกลาหล โลงศพของคาเมเนอีถูกเคลื่อนเข้าสู่วิหาร “อิหม่าม เรซา” (Imam Reza) ในเมืองมัชฮัด ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขาทางตะวันออกของอิหร่าน โดยมีฝูงชนจำนวนมหาศาลเฝ้ารออยู่ด้านนอกเพื่อรับฟังการสวดมนต์ ทว่ายังคงไม่มีวี่แววของ โมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายและผู้สืบทอดตำแหน่งของเขา

ชาวอิหร่านจำนวนมหาศาลมาร่วมพิธีฝังศพของ อาลี คาเมเนอี ที่เมืองมัชฮัช เมื่อ 9 ก.ค. 2569
ชาวอิหร่านจำนวนมหาศาลมาร่วมพิธีฝังศพของ อาลี คาเมเนอี ที่เมืองมัชฮัช เมื่อ 9 ก.ค. 2569

พิธีฝังร่างของคาเมเนอีในเมืองมัชฮัดบ้านเกิดของเขา ถือเป็นวันสุดท้ายของพิธีศพที่ดำเนินมาอย่างยาวนานต่อเนื่องถึง 6 วัน โดยพิธีนี้ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดเพื่อมองหาร่องรอยของ โมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายของเขา ซึ่งยังไม่เคยปรากฏตัวต่อสาธารณชนเลยนับตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้ง

ภาพจากสถานีโทรทัศน์ของรัฐเผยให้เห็นว่า นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานสภาผู้แทนราษฎรและหัวหน้าผู้แทนเจรจาในเวทีพูดคุยกับสหรัฐฯ, นายโกลัมฮอสเซน โมห์เซนี เอเจอี ประธานศาลฎีกาผู้ทรงอิทธิพล และ มอสตาฟา คาเมเนอี บุตรชายคนโตของคาเมเนอี ต่างเข้าร่วมในพิธี

ทว่า เช่นเดียวกับวันอื่น ๆ ของการดำเนินพิธีศพ กลับไร้วี่แววของ โมจตาบา คาเมเนอี ซึ่งนับตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ เขาสื่อสารผ่านแถลงการณ์ที่เป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น และมีกระแสข่าวว่าเขาได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ซึ่งเป็นครั้งที่สังหารบิดาของเขาพร้อมกับสมาชิกในครอบครัว

ชาวอิหร่านจำนวนมหาศาลมาร่วมพิธีฝังศพของ อาลี คาเมเนอี ที่เมืองมัชฮัช เมื่อ 9 ก.ค. 2569
ชาวอิหร่านจำนวนมหาศาลมาร่วมพิธีฝังศพของ อาลี คาเมเนอี ที่เมืองมัชฮัช เมื่อ 9 ก.ค. 2569

ทั้งนี้ พิธีฝังศพของคาเมเนอี เกิดขึ้นในวันที่ 2 ของการโจมตีตอบโต้อย่างดุเดือดระหว่างสองประเทศคู่ปรับตลอดกาล โดยเจ้าหน้าที่อิหร่านรายงานว่าการโจมตีของสหรัฐฯ คร่าชีวิตผู้คนไป 17 ราย ขณะที่จุดที่ถูกโจมตีรวมถึง เส้นทางรถไฟระหว่างเตหะรานกับเมืองมัชฮัด และมีจรวดไปในพื้นที่รอบนอกของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อิหร่านด้วย

ส่วนฝ่ายอิหร่าน เปิดฉากโจมตีมุ่งเป้าไปที่ทรัพย์สินและฐานทัพของสหรัฐฯ ในคูเวต บาห์เรน และกาตาร์ อีกทั้งเสียงไซเรนเตือนภัยยังดังระงมในจอร์แดน ซึ่งเป็นพันธมิตรอีกรายของสหรัฐฯ โดยกองทัพจอร์แดนแถลงว่าสามารถสกัดกั้นขีปนาวุธที่ยิงมาจากอิหร่านได้ 8 ลูก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ดับแล้ว 600 ศพ อีโบลาระบาดดีอาร์คองโก สธ.แอฟริกาชี้ ครั้งนี้แพร่เร็วสุด

ดับแล้ว 600 ศพ อีโบลาระบาดดีอาร์คองโก สธ.แอฟริกาชี้ ครั้งนี้แพร่เร็วสุด

10 ก.ค. 2569 04:43 น.

ดับแล้ว 600 ศพ อีโบลาระบาดดีอาร์คองโก สธ.แอฟริกาชี้ ครั้งนี้แพร่เร็วสุด

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเชื้อไวรัสอีโบลาในดีอาร์คองโก เพิ่มเป็น 600 ศพแล้ว ขณะที่กรมควบคุมโรคแห่งแอฟริกาเผยว่า นี่เป็นการระบาดของอีโบลาครั้งที่รวดเร็วที่สุดเท่าที่เคยเจอมา

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa CDC) เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 ก.ค. 2569 ว่า การแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) ถือเป็นการระบาดที่ “เติบโตรวดเร็วที่สุด” เท่าที่เคยมีมา ขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่ายอดผู้เสียชีวิตพุ่งสูงถึง 600 ศพแล้ว

ตัวเลขล่าสุดที่เผยแพร่โดย WHO แสดงให้เห็นว่า มีผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันผลแล้วจำนวน 1,759 รายในดีอาร์คองโก นับตั้งแต่มีการประกาศการระบาดของไวรัสอีโบลาเมื่อช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งรวมถึงผู้เสียชีวิตที่ยืนยันแล้ว 600 ราย

“นี่เป็นการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลาที่เติบโตรวดเร็วที่สุดเท่าที่เคยมีมา ไม่เพียงแต่ในบรรดาการระบาดของสายพันธุ์บันดิบูเกียว (Bundibugyo) ครั้งก่อน ๆ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงไวรัสสายพันธุ์อื่น ๆ ทั้งหมดที่ทำให้เกิดโรคอีโบลาด้วย” เวสซาม มานคูลา หัวหน้าฝ่ายเตรียมพร้อมและการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินของ Africa CDC กล่าว

นายมานคูลาเผยต่อว่า การระบาดของอีโบลาครั้งที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ (ปี 2013-2016 ในแอฟริกาตะวันตก) มีผู้ป่วย 994 รายในช่วง 6 สัปดาห์แรก แต่ในระลอกปัจจุบันมีผู้ป่วยถึง 1,596 รายในช่วงเวลาเท่ากัน

“น่าเสียดายที่ไวรัสตัวนี้ยังคงก้าวล้ำหน้ามาตรการรับมือของเรา มันเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าการจัดสรรทรัพยากรเพื่อเข้าไปควบคุมสถานการณ์” มานคูลากล่าว พร้อมเสริมว่ามีการประเมินว่า จำนวนผู้ติดเชื้ออาจเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในทุก ๆ 28 วัน และจำเป็นต้องใช้งบประมาณถึง 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรับมือการระบาดและช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

ทั้งนี้ ไวรัสอีโบลาแพร่กระจายผ่านการสัมผัสอย่างใกล้ชิดและผ่านทางสารคัดหลั่งจากร่างกายผู้ติดเชื้อ โดยการระบาดในปัจจุบันเกิดจากสายพันธุ์บันดิบูเกียว ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบได้ยากและยังไม่มีวัคซีนหรือการรักษาใด ๆ ที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ และเชื่อกันว่าไวรัสแพร่กระจายมาระยะหนึ่งแล้วก่อนถูกตรวจพบ

องค์การอนามัยโลกในดีอาร์คองโกเผยว่า การระบาดในครั้งนี้มีอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วย (Case fatality rate) อยู่ที่ร้อยละ 34 โดยปัจจุบันมีผู้ป่วยในดีอาร์คองโกที่ได้รับการรักษาหายรวม 285 ราย ขณะที่มีผู้ป่วยที่ต้องสงสัยว่าติดเชื้ออีโบลาแต่ยังไม่ได้รับการยืนยันอีก 304 ราย

อนึ่ง การระบาดของอีโบลาระลอกปัจจุบัน คือการระบาดครั้งที่ 17 ที่ดีอาร์คองโกเผชิญ โดยได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 พ.ค. หลังจากมีผู้เสียชีวิตหลายรายในจังหวัดอิตูรี (Ituri) ก่อนที่เชื้อจะเริ่มแพร่กระจายไปในอีก 3 จังหวัดใกล้เคียง แต่การระบาดส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ที่จังหวัดอิตูรี

ขณะนี้มีการเฝ้าระวังผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อมากกว่า 10,000 ราย โดยมีอัตราการติดตามผลอยู่ที่ร้อยละ 82 อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกเชื่อว่าจำเป็นต้องมีอัตราการติดตามผลสูงถึงร้อยละ 95 จึงจะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้อย่างอยู่หมัด

ขีดความสามารถของห้องปฏิบัติการ (ห้องแล็บ) ได้รับการยกระดับขึ้น จากเดิมที่ตรวจได้เพียง 30 ตัวอย่างต่อวันในเมืองหลวงกินชาซา เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 2,000 ตัวอย่างในห้องแล็บส่วนท้องถิ่นที่กระจายอยู่ตามจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ

ปัจจัยหลักที่ทำให้การระบาดของอีโบลาครั้งนี้แพร่กระจายเร็วและควบคุมยากคือ การเคลื่อนย้ายของประชากร, สถานการณ์ความไม่สงบที่ยังคงยืดเยื้อ และความเปราะบางของระบบสาธารณสุข

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เสียงระเบิดดังขึ้นอีกในเมืองอิหร่าน ยังไม่ชัดสหรัฐฯ – อิสราเอลโจมตี

เสียงระเบิดดังขึ้นอีกในเมืองอิหร่าน ยังไม่ชัดสหรัฐฯ – อิสราเอลโจมตี

10 ก.ค. 2569 04:07 น.

เสียงระเบิดดังขึ้นอีกในเมืองอิหร่าน ยังไม่ชัดสหรัฐฯ – อิสราเอลโจมตี

สื่ออิหร่านเผยว่า เกิดเสียงระเบิดดังขึ้นที่เมืองชายฝั่งอีกครั้งในช่วงเย็นวันพฤหัสบดี โดยเจ้าหน้าที่ยืนยันเป็นการโจมตี แต่ยังไม่ชัดเจนว่าเป็นฝีมือของอิสราเอลหรือสหรัฐฯ ที่โจมตีอิหร่านมา 2 วันแล้ว

สำนักข่าว เมห์ร (Mehr) สื่อกึ่งทางการของอิหร่านรายงานว่า มีเสียงระเบิดดังขึ้น 3 ครั้งในเมืองโคนารัก (Konarak) เมื่อช่วงเย็นวันพฤหัสบดีที่ 9 ก.ค. 2569 ตามเวลาท้องถิ่น ขณะที่สำนักข่าว อีร์นา (IRNA) ของรัฐรายงานว่า มีเสียงระเบิดดังขึ้นในเมืองบูเชห์ร (Bushehr) ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานนิวเคลียร์ด้วย

นายเอห์ซาน จาฮานีอัน รองผู้ว่าราชการฝ่ายการเมืองและการรักษาความมั่นคงประจำจังหวัดบูเชห์ร เปิดเผยกับสำนักข่าวอีร์นาว่า ฐานทัพทหารที่ตั้งอยู่นอกเมืองถูกโจมตีโดยสิ่งที่เขาอธิบายว่าเป็น “ขีปนาวุธของศัตรูสหรัฐฯ-อิสราเอล” และหลังจากนั้นระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่านก็ได้ยิงตอบโต้

อย่างไรก็ตาม จาฮานีอันไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับขอบเขตของความเสียหายหรือผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต

ด้านเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งเปิดเผยกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น (CNN) ว่า กองทัพสหรัฐฯ ไม่ได้กำลังทำการโจมตีใด ๆ ในขณะนี้ ส่วนเจ้าหน้าที่อิสราเอลระบุว่าพวกเขาก็ไม่ทราบถึงการมีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ของอิสราเอลในการโจมตีอิหร่าน ณ เวลานี้

ปัจจุบันยังไม่มีการยืนยันชัดเจนว่าอะไรเป็นสาเหตุของเสียงระเบิดดังกล่าว รวมถึงเรื่องขอบเขตของความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในเมืองโคนารักและเมืองบูเชห์ร

ทั้งนี้ เมืองโคนารักเป็นเมืองท่าเชิงยุทธศาสตร์บนชายฝั่งมาคราน (Makran) ในจังหวัดซิสถานและบาลูเชสถาน (Sistan and Baluchestan) ทางฝั่งตะวันตกของอ่าวโอมาน ส่วนเมืองบูเชห์รนั้นตั้งอยู่ในจังหวัดบูเชห์รซึ่งเป็นจังหวัดชายฝั่งทางตอนใต้

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ โจมตีอิหร่านต่อเนื่องในช่วงวันที่ 8-9 ก.ค. ครอบคลุมเป้าหมาย 90 แห่งใน 5 จังหวัด รวมถึงจังหวัดบูเชห์รและเมืองบันดาร์อับบาส เมืองท่าบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 14 ศพ และบาดเจ็บ 78 ราย โดยมีการโจมตีพุ่งเป้าไปที่สะพานรถไฟซึ่งใช้สำหรับการค้าระหว่างอิหร่านกับรัสเซียและจีนด้วย

กองทัพสหรัฐฯ แถลงเมื่อวันพุธว่า การโจมตีอิหร่านครั้งล่าสุดมีเป้าหมายเพื่อรักษาเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซให้เปิดใช้งานได้ หลังจากระบุว่ากองกำลังอิหร่านได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 3 ลำในพื้นที่ดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ชาวอินเดียเดือด คดีฆ่าข่มขืนเด็กวัย 11 ขวบ ประชาทัณฑ์ผิดตัวดับ 1

ชาวอินเดียเดือด คดีฆ่าข่มขืนเด็กวัย 11 ขวบ ประชาทัณฑ์ผิดตัวดับ 1

10 ก.ค. 2569 02:53 น.

ชาวอินเดียเดือด คดีฆ่าข่มขืนเด็กวัย 11 ขวบ ประชาทัณฑ์ผิดตัวดับ 1

ชาวอินเดียในรัฐเบงกอลตะวันตก ประท้วงต่อเนื่องหลายวันหลังเกิดเหตุข่มขืนฆาตกรรมเด็กหญิงวัยเพียงง 11 ขวบ โดยประชาชนที่โกรธแค้นรุมประชาทัณฑ์ชายที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีจนเสียชีวิต 1 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 9 ก.ค. 2569 ว่า คดีข่มขืนฆาตกรรมเด็กหญิงวัยเพียง 11 ขวบในรัฐเบงกอลตะวันตกของประเทศอินเดียเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา จุดกระแสความโกรธแค้นในหมู่ประชาชน และเกิดการประท้วงอย่างรุนแรงตลอดช่วงหลายวันที่ผ่านมา ถึงขั้นมีการรุมประชาทัณฑ์ผิดตัวจนชายผู้บริสุทธ์เสียชีวิต 1 ราย

เหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มขึ้นเมื่อ เด็กหญิงวัย 11 ขวบในหมู่บ้านซูร์ชยาปูร์ (Surjyapur) ชานเมืองโกลกาตาหายตัวไปหลังจากออกไปซื้อของขวัญวันเกิดให้เพื่อน ทำให้ครอบครัวของเธอเข้าแจ้งความคนหายกับตำรวจในวันเสาร์ที่ 4 ก.ค. แต่ตำรวจไม่กระตือรือร้นและบอกว่าจะดำเนินการในวันรุ่งขึ้น

ญาติและชาวบ้านจึงไล่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดกันเอาเอง จนพบว่าเด็กหญิงเดินไปกับ นายประภาษ มอนดาล (Prabhash Mondal) ชาวบ้านจึงตามไปจับตัวเขาในเช้าวันอาทิตย์และส่งให้ตำรวจ

ต่อมามีการพบศพเด็กหญิงรายนี้ยัดใส่กระสอบทิ้งในสระน้ำ ผลชันสูตรชี้ว่า สาเหตุการเสียชีวิตคือการจมน้ำ หมายความว่าเด็กหญิงอาจยังมีชีวิตอยู่ตอนที่ถูกนำมาโยนทิ้งน้ำ ทำให้ครอบครัวไม่พอใจอย่างหนัก เพราะหากตำรวจเร่งทำงานตั้งแต่แรก เด็กคนนี้อาจไม่เสียชีวิต

การพบศพสร้างความโกรธแค้นให้ประชาชนจนเกิดการประท้วงรุนแรง มีการทำลายถนน ร้านค้า และสถานีรถไฟ และรุมประชาทัณฑ์ชายหนุ่มผู้บริสุทธิ์คนหนึ่งจนเสียชีวิต นอกจากนี้ยังมีตำรวจบาดเจ็บหลายนายและยานพาหนะเสียหาย รัฐบาลต้องสั่งห้ามการชุมนุมและส่งกำลังทหารเข้าควบคุมพื้นที่

ตำรวจจับกุมผู้ต้องหาเพิ่มอีก 3 คน แต่ผู้ต้องหาหลักอย่าง นายประภาษ มอนดาล ถูกตำรวจวิสามัญฆาตกรรม โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่า ตอนพานายมอนดาลไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่สระน้ำ แต่เขาพยายามแย่งปืนตำรวจและเปิดฉากยิงใส่ เจ้าหน้าที่จึงต้องยิงตอบโต้ทำให้นายมอนดาลเสียชีวิต

ทว่ากลุ่มนักสิทธิมนุษยชนและนักการเมืองฝ่ายค้านตั้งข้อสงสัยว่านี่อาจเป็นการจัดฉาก แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด ส่วนมารดาของนายมอนดาลดูเหมือนจะตัดขาดกับลูกชาย และปฏิเสธที่จะรับศพเขากลับไปประกอบพิธี

เหตุการณ์นี้กำลังสร้างแรงกดดันมหาศาลแก่พรรค “ภารตียชนตา” (BJP) พรรครัฐบาลซึ่งเพิ่งชนะเลือกตั้งในรัฐเบงกอลตะวันตกเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ด้วยนโยบายความปลอดภัยของสตรี ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้มุขมนตรีคนเก่าอย่างนาง มามาตา บาเนอร์จี แพ้เลือกตั้ง เพราะรัฐบาลของเธอจัดการคดีฆ่าข่มขืนแพทย์ฝึกหัดเมื่อหลายปีก่อนไม่ดี

คดีนี้กำลังทวีความรุนแรงขึ้นอีก เนื่องจากมีประเด็นเรื่องศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะเหยื่อเป็นชาวมุสลิม ขณะที่กลุ่มผู้ต้องหาเป็นชาวฮินดู รวมถึงมีการบุกพังบ้านของผู้นำท้องถิ่นพรรค BJP โดยกล่าวหาว่าเขาให้การช่วยเหลือผู้ต้องห แม้ว่าเจ้าตัวจะปฏิเสธก็ตาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

F-16 กรีซ ลงจอดกระแทกพื้นไฟลุกท่วม หลังขัดข้องทางเทคนิค

F-16 กรีซ ลงจอดกระแทกพื้นไฟลุกท่วม หลังขัดข้องทางเทคนิค

10 ก.ค. 2569 01:29 น.

F-16 กรีซ ลงจอดกระแทกพื้นไฟลุกท่วม หลังขัดข้องทางเทคนิค

เครื่องบินรบ F-16 ของกรีซ ลงจอดกระแทกพื้นที่รันเวย์บนเกาะซาคินทอส สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม ทำให้เกิดไฟลุกท่วมและต้องปิดรันเวย์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 ก.ค. 2569 ว่า เครื่องบินขับไล่ F-16 ของกองทัพอากาศกรีซร่อนลงจอดฉุกเฉินจนเกิดอุบัติเหตุที่สนามบินบนเกาะ “ซาคินทอส” (Zakynthos) ส่งผลให้ต้องปิดรันเวย์ของหนึ่งในสนามบินที่มีผู้คนพลุกพล่านมากที่สุดในช่วงฤดูร้อนของกรีซแห่งนี้

กองทัพอากาศแถลงว่า เครื่องบินลำดังกล่าวซึ่งอยู่ในระหว่างการบินฝึกซ้อม ได้ลงจอดเมื่อเวลาประมาณ 13:45 น. ของวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น หลังจากเกิดขัดข้องทางเทคนิค โดยนักบินสามารถออกจากเครื่องได้อย่างปลอดภัย ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนหาสาเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ด้านสื่อท้องถิ่นของกรีซรายงานว่า เครื่องบินลำนี้ได้รับสัญญาณเตือนว่าเกิดไฟไหม้บนเครื่องก่อนที่จะลงจอด และเกิดเพลิงลุกไหม้ขึ้นบนรันเวย์ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและบุคลากรประจำสนามบินต้องดำเนินมาตรการตอบสนองฉุกเฉินในทันที

หนังสือพิมพ์ คาธิเมรินี (Kathimerini) ของกรีซรายงานว่า เครื่องบินขับไล่ลำนี้ลงจอดโดยไม่ได้กางฐานล้อ ส่งผลให้ตัวเครื่องไถลไปตามรันเวย์เป็นระยะทางหลายสิบเมตร อย่างไรก็ตาม กองทัพอากาศกรีซยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต่อรายงานข่าวดังกล่าว

นอกจากนี้ ยังมีวิดีโอปรากฏบนสื่อสังคมออนไลน์เผยให้เห็นภาพเครื่องบินเจ็ทกำลังถูกไฟไหม้ในขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงกำลังระดมฉีดน้ำเข้าสกัดด้วย

กองทัพอากาศระบุว่า เครื่องบินลำนี้มาจากฝูงบิน 335 ของกองบินรบที่ 116 ซึ่งประจำการอยู่ที่ฐานทัพอากาศ “อารักซอส” (Araxos) ทางตะวันตกของกรีซ

การปิดรันเวย์ส่งผลให้เที่ยวบินต่าง ๆ ล่าช้า โดยจอแสดงตารางเวลาเที่ยวบินขาเข้าและขาออกของสนามบินแสดงข้อมูลว่า เที่ยวบินที่เหลือทั้งหมดของวันพฤหัสบดีต้องเลื่อนออกไปจนถึงเวลา 21:00 น. ในขณะที่ฤดูกาลท่องเที่ยวหยุดยาวฤดูร้อนของกรีซกำลังเริ่มต้นขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้นำตุรกีมอบ “ปืนลูกโม่” เป็นของขวัญให้ผู้นำทุกคนที่มาประชุมนาโต

ผู้นำตุรกีมอบ “ปืนลูกโม่” เป็นของขวัญให้ผู้นำทุกคนที่มาประชุมนาโต

9 ก.ค. 2569 23:54 น.

ผู้นำตุรกีมอบ “ปืนลูกโม่” เป็นของขวัญให้ผู้นำทุกคนที่มาประชุมนาโต

ผู้นำตุรกีมอบปืนลูกโม่พร้อมกระสุนจริงเป็นของขวัญอำลาให้แก่ผู้นำชาติสมาชิกนาโตทุกคนที่มาร่วมการประชุมสุดยอดในช่วงหลายวันที่ผ่านมา คาดทำเพื่อโปรโมทอุตสาหกรรมอาวุธในประเทศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเรเจป ไตยิป เอร์โดอัน ประธานาธิบดีตุรกี ในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำประเทศสมาชิกนาโต ได้มอบของขวัญอำลาสุดเซอร์ไพรส์ให้แก่ผู้นำทุกคนที่เดินทางมาเข้าร่วม คือ ปืนลูกโม่ สไตล์วินเทจ พร้อมด้วยกระสุนจริง ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามันไม่ได้มีไว้สำหรับตั้งโชว์เพียงอย่างเดียว

นายเอร์โดอันต้องการแสดงให้เห็นถึงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของตุรกี ซึ่งได้กลายมาเป็นสินค้าส่งออกหลักและเป็นเครื่องมือสำคัญในนโยบายต่างประเทศของพวกเขา

ภาพถ่ายที่เผยแพร่โดยสำนักงานของประธานาธิบดี กีตานัส เนาเซดา แห่งลิทัวเนีย เผยให้เห็นสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นปืน “กูมูชาย .357 แม็กนั่ม” (Gumusay .357 Magnum) ซึ่งเป็นปืนลูกโม่ขนาด 6 นัดที่หาได้ยาก ผลิตโดย MKE บริษัทผู้ผลิตอาวุธของตุรกีในช่วงทศวรรษ 1990

ตัวปืนถูกจัดวางไว้ในกล่องไม้สำหรับตั้งโชว์ที่ประดับด้วยธงชาติตุรกีและโลโก้ของนาโต พร้อมด้วยป้ายจารึกข้อความเป็นภาษาตุรกีและภาษาอังกฤษว่า “กูมูชาย ปืนพกประเภทรีวอลเวอร์กระบอกแรกที่ผลิตขึ้นในประเทศของเรา”

โฆษกของนายกรัฐมนตรี เปโดร ซานเชซ แห่งสเปน เปิดเผยว่า ผู้นำทุกคนได้รับปืนรุ่นเดียวกัน ซึ่งมีการสลักชื่อของผู้นำแต่ละคนเอาไว้ด้วย

ทางด้าน บาร์ต เดอ เวเวอร์ นายกรัฐมนตรีเบลเยียม ได้ส่งมอบปืนของเขาให้แก่ตำรวจประจำสนามบินบรัสเซลส์เพื่อนำไปเก็บรักษาไว้ในตู้นิรภัยอย่างปลอดภัย

ขณะที่ผู้ช่วยของประธานาธิบดี คารอล นาวร็อคกี แห่งโปแลนด์ เปิดเผยกับสถานีวิทยุ RMF FM ว่า ปืนรีวอลเวอร์ของประธานาธิบดีกำลังอยู่ระหว่างรอพิธีการทางศุลกากรที่สนามบินวอร์ซอ และจะถูกนำไปเก็บไว้ในสถานที่ที่เหมาะสม “เพื่อให้แน่ใจว่าประการแรกคือปลอดภัย และประการที่สองคือเป็นการให้เกียรติในฐานะของขวัญ”

“แน่นอนว่าจะไม่มีใครนำมันไปใช้ยิงอย่างแน่นอน” ผู้ช่วยกล่าวเสริม

ปืนรีวอลเวอร์ที่ผู้นำตุรกีมอบให้แก่ บาร์ต เดอ เวเวอร์ นายกรัฐมนตรีเบลเยียม
ปืนรีวอลเวอร์ที่ผู้นำตุรกีมอบให้แก่ บาร์ต เดอ เวเวอร์ นายกรัฐมนตรีเบลเยียม

ส่วนสำนักงานนายกรัฐมนตรีเนเธอร์แลนด์และสวีเดนเปิดเผยว่า ปืนรีวอลเวอร์ของผู้นำทั้งสองประเทศถูกส่งไปยังสถานเอกอัครราชทูตของประเทศตนเองในกรุงอังการา ของตุรกี แล้ว โดยปืนของผู้นำเนเธอร์แลนด์มีกำหนดจะถูกทำให้ใช้งานไม่ได้ (ปลดชนวน) ส่วนปืนของผู้นำสวีเดนกำลังอยู่ระหว่างรอเอกสารการนำเข้า

ปืนรีวอลเวอร์ของ จอร์เจีย เมโลนา นายกรัฐมนตรีอิตาลีถูกนำไปจัดเก็บไว้ที่ “ปาลัซโซ คีจี” (Palazzo Chigi) ทำเนียบรัฐบาลและที่พักของนายกรัฐมนตรีแล้ว ร่วมกับของขวัญแห่งรัฐชิ้นอื่น ๆ

ด้านนาง เออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ตั้งใจที่จะบริจาคปืนของเธอให้แก่พิพิธภัณฑ์ทหาร ในขณะที่ผู้นำของกรีซมีแผนที่จะมอบปืนของเขาให้แก่พิพิพิธภัณฑ์สงครามในกรุงเอเธนส์

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมปืนพกสมัยใหม่ของตุรกีนั้นมุ่งเน้นไปที่ปืนระบบกึ่งอัตโนมัติ (Semi-automatic) เป็นหลัก ส่งผลให้ปืนรุ่นกูมูชาย (Gumusay) กลายเป็นของแปลกใหม่ที่น่าสนใจสำหรับนักสะสม

บรรดาผู้ผลิตอาวุธปืนของตุรกีได้รุกคืบเข้าสู่ตลาดอาวุธปืนสำหรับพลเรือนของยุโรปด้วยปืนพกและปืนลูกซองราคาประหยัด ซึ่งเป็นการท้าทายแบรนด์เก่าแก่ของอิตาลีและเบลเยียมที่ครองตลาดและผูกโยงกับอาวุธเพื่อการกีฬาและอาวุธของเจ้าหน้าที่ที่มีราคาสูงกว่ามาอย่างยาวนาน

จากข้อมูลขององค์กร Small Arms Survey ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงเจนีวา ระบุว่า ตุรกีเป็นประเทศผู้ส่งออก “อาวุธขนาดเล็ก” รายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลกในช่วงระหว่างปี 2562-2567 โดยมีมูลค่าการส่งออกรวมประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาดังกล่าว ตามหลังเพียงสหรัฐอเมริกาและอิตาลีเท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn