ไฟไหม้โรงงานทำรองเท้าจีน คร่าแล้ว 28 ศพ ระดม จนท.เร่งดับเพลิง

ไฟไหม้โรงงานทำรองเท้าจีน คร่าแล้ว 28 ศพ ระดม จนท.เร่งดับเพลิง

9 ก.ค. 2569 22:44 น.

ไฟไหม้โรงงานทำรองเท้าจีน คร่าแล้ว 28 ศพ ระดม จนท.เร่งดับเพลิง

(ภาพจาก Xinhua via AP)

เกิดเหตุไฟไหม้รุนแรงที่โรงงานทำรองเท้าแห่งหนึ่งในมณฑลฝูเจี้ยนของจีน ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 28 ศพ ในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งดับเพลิง และช่วยเหลือผู้ที่อาจติดอยู่ภายในอาคาร

เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2569 เกิดเหตุไฟไหม้รุนแรงที่โรงงานผลิตรองเท้า “ฮุ่ยเถิง” (Huiteng Shoes) ในหมู่บ้านเจียงโถว ของเมืองจิ้นเจียง มณฑลฝูเจี้ยน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศจีน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 28 ศพ ในขณะที่หน่วยดับเพลิงและกู้ภัยจำนวนมากระดมกำลังเข้าควบคุมเพลิงอย่างเร่งด่วน

เพลิงเริ่มลุกไหม้เมื่อช่วงเที่ยงวันพฤหัสบดี (ตามเวลาท้องถิ่น) โดยภาพที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์แสดงให้เห็นกลุ่มควันสีดำขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นมาจากอาคาร รวมถึงภาพของผู้คนที่ดูเหมือนว่าจะติดอยู่บนดาดฟ้า

กระทรวงการจัดการเหตุฉุกเฉินระบุในแถลงการณ์ว่า ทีมดับเพลิงและกู้ภัยได้ส่งเจ้าหน้าที่ 183 นาย พร้อมรถดับเพลิง 35 คัน ไปยังที่เกิดเหตุเพื่อควบคุมสถานการณ์แล้ว และมีการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่มากกว่า 200 คน ทั้งนี้ ยังไม่แน่ชัดว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนเท่าใด

รายงานเบื้องต้นจากสื่อของจีนระบุว่า เพลิงอาจเริ่มลุกไหม้จากบริเวณชั้นล่างของโรงงาน ซึ่งเป็นสถานที่จัดเก็บวัสดุไวไฟ โดยสำนักข่าว ซินหัว ระบุว่า เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวบุคคลจำนวนหนึ่งที่ทำงานให้แก่เจ้าของโรงงานดังกล่าวแล้ว และบัญชีธนาคารของบริษัทก็ถูกสั่งอายัดไว้ชั่วคราว

ด้านประธานาธิบดี สี จิ้นผิง กล่าวว่า เหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ทำให้เกิด “ความสูญเสียครั้งใหญ่” พร้อมเสริมว่าผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบจะต้องถูก “ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด”

ทั้งนี้ เมืองจิ้นเจียง ในมณฑลฝูเจี้ยน มักถูกขนานนามว่าเป็น “เมืองหลวงแห่งรองเท้า” ของจีน เนื่องจากมีรายงานว่าเป็นแหล่งผลิตรองเท้ากีฬาคิดเป็นสัดส่วนถึง 20% ของโลก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซียเพิ่ม หลังโดนถล่ม 2 วันซ้อน

อิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซียเพิ่ม หลังโดนถล่ม 2 วันซ้อน

9 ก.ค. 2569 22:07 น.

อิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซียเพิ่ม หลังโดนถล่ม 2 วันซ้อน

อิหร่านเปิดฉากโจมตีเป้าหมายทางทหารของสหรัฐฯ ในประเทศต่างๆ ในอ่าวเปอร์เซียระลอกใหม่ หลังจากสหรัฐฯ โจมตีเมืองชายฝั่งและยุทโธปกรณ์ต่างๆ ของอิหร่านเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 ก.ค. 2569 กองทัพอิหร่านเปิดฉากโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของสหรัฐฯ ในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านรอบอ่าวเปอร์เซียอีกครั้ง เพื่อตอบโต้หลังจากสหรัฐฯ โจมตีจังหวัดแถบชายฝั่งทางตอนใต้และทางตะวันออกของอิหร่าน 2 วันติดต่อกัน

สื่อของรัฐรายงานว่า การโจมตีของสหรัฐฯ ในช่วงวันที่ 8-9 ก.ค. ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด รวมถึงจังหวัดบูเชห์รและเมืองบันดาร์อับบาส เมืองท่าบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 14 ศพ และบาดเจ็บ 78 ราย โดยมีการโจมตีพุ่งเป้าไปที่สะพานรถไฟซึ่งใช้สำหรับการค้าระหว่างอิหร่านกับรัสเซียและจีนด้วย

กองทัพสหรัฐฯ แถลงเมื่อวันพุธว่า การโจมตีอิหร่านครั้งล่าสุดมีเป้าหมายเพื่อรักษาเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซให้เปิดใช้งานได้ หลังจากระบุว่ากองกำลังอิหร่านได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 3 ลำในพื้นที่ดังกล่าว โดยการโจมตีนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า เขาเชื่อว่าข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวกับอิหร่านนั้นได้ “สิ้นสุดลงแล้ว”

กลุ่มควันลอยขึ้นจากจุดที่สื่ออิหร่านรายงานว่า เป็นหอควบคุมการจราจรทางเรือในเมืองชาบาฮาร์ (Chabahar) หลังถูกสหรัฐฯ โจมตี
กลุ่มควันลอยขึ้นจากจุดที่สื่ออิหร่านรายงานว่า เป็นหอควบคุมการจราจรทางเรือในเมืองชาบาฮาร์ (Chabahar) หลังถูกสหรัฐฯ โจมตี

ทั้งนี้ กองทัพอิหร่านระบุว่า ได้ส่งโดรนเข้าโจมตีระบบขีปนาวุธแพทริออต (Patriot) ของสหรัฐฯ ในคูเวต, เสาอากาศดาวเทียมของสถานีเตือนภัยล่วงหน้าในกาตาร์ และคลังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงของกองทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรน

ทางด้านคูเวตเปิดเผยว่า กองทัพของพวกเขายิงสกัดกั้นขีปนาวุธร่อน (Cruise missile) 1 ลูก ขีปนาวุธทิ้งตัว (Ballistic missile) 3 ลูก และโดรนอีก 10 ลำในน่านฟ้าของประเทศ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 รายจากเศษซากที่ร่วงหล่นลงมา

ขณะเดียวกัน มีเสียงสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นในประเทศจอร์แดน หลังจากตรวจพบขีปนาวุธที่ยิงมาจากอิหร่านในน่านฟ้าของประเทศ โดยสื่อรายงานว่า กองทัพจอร์แดนสามารถสกัดกั้นขีปนาวุธไว้ได้ 8 ลูก และไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือความเสียหายใด ๆ

กาตาร์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพทหารสหรัฐฯ ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค และมักทำหน้าที่เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยระหว่างวอชิงตันกับเตหะราน และประเทศคู่อริอื่นๆ ออกมาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายกลับคืนสู่กระบวนการทางการทูต และต่อสายตรงคุยกับนาย อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เพื่อกล่าวประณามการโจมตีเรือของพวกเขาในช่องแคบฮอร์มุซด้วย

แม้ว่าอิหร่านจะไม่ได้ออกมาอ้างความรับผิดชอบต่อการโจมตีเรือดังกล่าว แต่นักวิเคราะห์ชี้ว่า เตหะรานใช้การกระทำในลักษณะนี้เพื่อสร้างอำนาจต่อรองในการเจรจา ในขณะที่สหรัฐฯ ใช้เรื่องการโจมตีเรือนี้เป็นเหตุผลในการเปิดฉากถล่มอิหร่านอีกครั้งในช่วง 2 วันที่ผ่านมา

“สหรัฐฯ ยังคงไม่เรียนรู้ว่าการข่มขู่และการผิดข้อตกลงนั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้โดยไม่ต้องชดใช้อีกต่อไป ขอพูดให้ชัดเจนตรงนี้เลยว่า ถ้าคุณโจมตีมา คุณจะถูกโจมตีกลับ” นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ หัวหน้าผู้แทนเจรจาของอิหร่าน โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X

“ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดใช้งานอีกครั้งภายใต้ข้อตกลงและการจัดการของอิหร่านเท่านั้น ไม่ใช่ด้วยการข่มขู่จากสหรัฐฯ”

สะพานรถไฟที่ได้รับความเสียหายใกล้กับเมือง อัค คาลา ของอิหร่าน หลังถูกสหรัฐฯ โจมตีเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา
สะพานรถไฟที่ได้รับความเสียหายใกล้กับเมือง อัค คาลา ของอิหร่าน หลังถูกสหรัฐฯ โจมตีเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา

ด้านกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) แถลงเมื่อวันพุธว่า กองกำลังของตนได้โจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่านประมาณ 90 แห่ง ซึ่งรวมถึงระบบป้องกันภัยทางอากาศ อุปกรณ์เฝ้าระวังชายฝั่ง คลังเก็บขีปนาวุธและโดรน ยุทโธปกรณ์ทางเรือ และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ทางทหารตลอดแนวชายฝั่งของอิหร่าน

“นี่คือการตอบโต้ต่อเหตุการณ์ที่อิหร่านทิ้งระเบิดโจมตีเรือเมื่อวานนี้ ถ้ามันเกิดขึ้นอีก สถานการณ์จะเลวร้ายลงกว่านี้มาก!” ทรัมป์โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม Truth Social ของเขาเมื่อวันพุธ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

“บอนนี ไทเลอร์” เจ้าของเพลงดัง “Total Eclipse of the Heart” เสียชีวิตแล้วในวัย 75 ปี

"บอนนี ไทเลอร์" เจ้าของเพลงดัง "Total Eclipse of the Heart" เสียชีวิตแล้วในวัย 75 ปี

9 ก.ค. 2569 16:46 น.

“บอนนี ไทเลอร์” เจ้าของเพลงดัง “Total Eclipse of the Heart” เสียชีวิตแล้วในวัย 75 ปี

“บอนนี ไทเลอร์” นักร้องหญิงชาวเวลส์ เจ้าของบทเพลงระดับตำนานอย่าง Total Eclipse of the Heart เสียชีวิตด้วยวัย 75 ปี หลังเข้ารับการรักษาอาการป่วยในโรงพยาบาลประเทศโปรตุเกส โดยครอบครัวและทีมงานยืนยันข่าวเศร้า พร้อมขอความเป็นส่วนตัวในช่วงเวลาแห่งการสูญเสีย

บอนนี ไทเลอร์ นักร้องหญิงชาวเวลส์ ผู้เป็นเจ้าของเสียงร้องอันทรงพลังและเป็นเอกลักษณ์จากบทเพลงฮิตระดับโลก Total Eclipse of the Heart, Holding Out for a Hero และ It’s a Heartache เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 75 ปี

แถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของศิลปิน ระบุว่า ครอบครัวและทีมงานรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งที่ต้องแจ้งข่าวการจากไปของบอนนี ไทเลอร์ ซึ่งเสียชีวิตอย่างกะทันหันเมื่อคืนที่ผ่านมาในโรงพยาบาลที่ประเทศโปรตุเกส จากอาการป่วยที่เธอกำลังเข้ารับการรักษา พร้อมขอความเป็นส่วนตัวเพื่อให้ครอบครัวได้จัดการกับความสูญเสีย

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ไทเลอร์ต้องเข้ารับการผ่าตัดลำไส้ฉุกเฉินในโปรตุเกส และถูกทำให้อยู่ในภาวะโคม่าโดยการรักษาทางการแพทย์ ขณะที่โฆษกของเธอเปิดเผยเมื่อเดือนที่แล้วว่า แม้จะพ้นจากอาการโคม่าแล้ว แต่อาการยังคงวิกฤตและต้องรักษาตัวในห้องผู้ป่วยหนัก

โดยเสียงแหบอันเป็นเอกลักษณ์ของไทเลอร์เกิดขึ้นหลังการผ่าตัดรักษาติ่งเนื้อที่สายเสียงในปี 1977 เมื่อแพทย์สั่งให้เธองดใช้เสียง แต่เธอเผลอตะโกนด้วยความโกรธในวันหนึ่ง ส่งผลให้เสียงของเธอเปลี่ยนไปอย่างถาวร และกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ผู้ฟังจดจำได้ทั่วโลก

ความสำเร็จสูงสุดในชีวิตของบอนนีเกิดขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1980 เมื่อเธอได้ร่วมงานกับ จิม สไตน์แมน นักแต่งเพลงชื่อดังผู้ล่วงลับ โดยสไตน์แมนได้มอบบทเพลงร็อคบาลลาดสุดดราม่าที่มีชื่อว่า Total Eclipse of the Heart ซึ่งเดิมทีตั้งชื่อว่า Vampires in Love เพื่อใช้ในละครเวทีเรื่องแดร็กคูลา ให้เธอขับร้อง บอนนีเคยเผยความรู้สึกในตอนนั้นว่า “ทันทีที่ได้ยิน ฉันรู้ทันทีว่านี่คือบทเพลงที่ฉันรอคอยมาตลอดทั้งชีวิต”

น้ำเสียงที่ถ่ายทอดอารมณ์อันเข้มข้น ผสมผสานกับดนตรีร็อคที่หนักหน่วง ส่งผลให้เพลงนี้ทะยานขึ้นอันดับ 1 ของชาร์ตเพลงทั้งในสหราชอาณาจักรและบิลบอร์ดฮอต 100 ของสหรัฐฯ พร้อมส่งให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่ 

เพลงนี้กลายเป็นเพลงอมตะที่ถูกนำไปใช้ในภาพยนตร์และซีรีส์ชื่อดังมากมาย เช่น Glee, Grey’s Anatomy, Shrek 2 และเพิ่งจะสร้างประวัติศาสตร์มียอดสตรีมมิ่งทะลุ 1,000 ล้านครั้งบนแพลตฟอร์ม Spotify เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งบอนนีเคยให้สัมภาษณ์ด้วยความยินดีอย่างอารมณ์ดีว่า “ฉันมีความสุขมาก ลองคิดดูสิ ประชากรโลกมีแค่ 8.3 พันล้านคน” นอกเหนือจากนี้ เธอยังมีเพลงฮิตระเบิดพลังร็อคอย่าง Holding Out for a Hero ที่โด่งดังข้ามยุคข้ามสมัยเช่นกัน

ตลอดชีวิตการทำงาน บอนนี ไทเลอร์ ได้รับเกียรติให้เป็นตัวแทนของสหราชอาณาจักรในการประกวดเพลงยูโรวิชัน  ในปี 2013 และได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น MBE จากสหราชอาณาจักรในฐานะผู้ทำคุณประโยชน์แก่วงการดนตรีเมื่อปี 2023 การจากไปของเธอจึงถือเป็นการปิดฉากหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ดนตรีร็อคบาลลาดที่ดีที่สุดของโลกฝั่งตะวันตกอย่างแท้จริง.

ที่มา BBC / Reuters

สหรัฐฯ ไฟเขียวขายขีปนาวุธนำวิถี “โทมาฮอว์ก” ให้เยอรมนี รับมือภัยคุกคามรัสเซีย

สหรัฐฯ ไฟเขียวขายขีปนาวุธนำวิถี  "โทมาฮอว์ก" ให้เยอรมนี รับมือภัยคุกคามรัสเซีย

9 ก.ค. 2569 16:12 น.

สหรัฐฯ ไฟเขียวขายขีปนาวุธนำวิถี “โทมาฮอว์ก” ให้เยอรมนี รับมือภัยคุกคามรัสเซีย

“ฟรีดริช แมร์ซ” นายกรัฐมนตรีเยอรมนี เผยสหรัฐฯ อนุมัติการขายขีปนาวุธร่อนพิสัยไกล “โทมาฮอว์ก” ให้แก่เยอรมนีแล้ว หลังบรรลุข้อตกลงระหว่างการประชุมสุดยอดนาโตที่ตุรกี โดยระบุว่าจะช่วยเสริมขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศและอุดช่องว่างด้านยุทธศาสตร์ ท่ามกลางความกังวลต่อภัยคุกคามจากรัสเซีย

นายกรัฐมนตรีฟรีดริช แมร์ซ แถลงต่อต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันนี้ (9 ก.ค.) ว่า เยอรมนีได้บรรลุข้อตกลงร่วมกับรัฐบาลสหรัฐฯ นอกรอบการประชุมสุดยอดองค์การนาโต ที่กรุงอังการา ในการจัดซื้อขีปนาวุธร่อนระยะไกลแบบ “โทมาฮอว์ก” เพื่อนำมาประจำการในประเทศอย่างเป็นทางการ

“เราได้ตกลงกับรัฐบาลอเมริกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า ขีปนาวุธโทมาฮอว์กของอเมริกาจะถูกจัดซื้อโดยเราและนำมาประจำการในเยอรมนี” นายกรัฐมนตรีแมร์ซกล่าวว่า “ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้จะช่วยปิดช่องว่างทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญในระบบป้องกันประเทศของเรา และในขณะเดียวกัน เราจะยังคงเดินหน้าพัฒนาระบบอาวุธของยุโรปเองเพื่อนำมาประจำการในภาคพื้นทวีปต่อไป”

ข้อตกลงซื้อขายในครั้งนี้ถือเป็นการพลิกสถานการณ์ หลังจากที่เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีแมร์ซเคยส่งสัญญาณว่า แผนการประจำการขีปนาวุธโทมาฮอว์กในเยอรมนี ซึ่งริเริ่มไว้ตั้งแต่สมัยอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ในปี 2024 อาจต้องถูกยกเลิกไป เนื่องจากคลังอาวุธของสหรัฐฯ ร่อยหรอลงจากการสนับสนุนสงครามในยูเครนและอิหร่าน ประกอบกับเกิดการปะทะคารมอย่างรุนแรงระหว่างนายแมร์ซและประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับประเด็นสงครามในอิหร่าน ซึ่งทำให้ทรัมป์เคยออกมาวิจารณ์ว่าแมร์ซทำหน้าที่ผู้นำเยอรมนีได้ “ย่ำแย่มาก” อย่างไรก็ตาม การเจรจาล่าสุดส่งผลให้ดีลนี้กลับมาเดินหน้าอีกครั้งในฐานะทางเลือกใหม่

กระทรวงกลาโหมของเยอรมนีระบุว่า การนำขีปนาวุธโทมาฮอว์กซึ่งมีพิสัยการยิงไกลตั้งแต่ 1,600 ไปจนถึง 2,500 กิโลเมตร และมักยิงจากเรือดำน้ำหรือเรือรบ มาประจำการบนภาคพื้นดินนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างขีดความสามารถในการป้องปรามที่มีประสิทธิภาพต่อภัยคุกคามจากรัสเซีย

ย้อนกลับไปในปี 2024 ทางการเยอรมนีเคยแสดงความกังวลอย่างหนักหลังจากรัสเซียได้นำขีปนาวุธ “อิสกันเดอร์” (Iskander) ที่สามารถติดหัวรบนิวเคลียร์ได้ ไปประจำการในพื้นที่แคว้นคาลินินกราด รวมถึงการส่งเครื่องบินรบพร้อมขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก “คินชาล” (Kinzhal) และประกาศเตรียมติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ในประเทศเบลารุส ซึ่งการที่อาวุธของรัสเซียมีรัศมีทำการไกลถึง 2,000 กิโลเมตร ถือเป็นการคุกคามยุโรปตะวันตกอย่างรุนแรง ทำให้นาโตจำเป็นต้องมีมาตรการตอบโต้ที่สมน้ำสมเนื้อ

ในปัจจุบัน ชาติพันธมิตรนาโตในฝั่งยุโรปยังไม่มีอาวุธพิสัยกลางเป็นของตนเอง ดังนั้น การซื้อโทมาฮอว์กจากสหรัฐฯ จึงเป็นมาตรการระยะสั้นเพื่ออุดช่องโหว่ ในขณะที่แผนระยะกลางและระยะยาว ชาติยุโรปได้ร่วมกันจัดตั้งโครงการพัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกลของยุโรป (ELSA) ซึ่งเริ่มขึ้นในการประชุมสุดยอดที่วอชิงตันเมื่อปี 2024

โครงการ ELSA เป็นความร่วมมือของพันธมิตรยุโรปหลายประเทศในการวิจัยและพัฒนาขีปนาวุธร่อนนำวิถีที่มีพิสัยการโจมตีแม่นยำสูงระยะไกลกว่า 2,000 กิโลเมตร ขึ้นมาเอง เพื่อใช้โจมตีเป้าหมายที่มีมูลค่าทางยุทธศาสตร์สูงของข้าศึก และเพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีทางการทหารจากสหรัฐฯ ในอนาคต

ทั้งนี้ วิกฤตการณ์ติดอาวุธพิสัยกลางในยุโรปกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งหลังจากที่ สนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง ที่ลงนามไว้ตั้งแต่ปี 1987 โดยอดีต ปธน. โรนัลด์ เรแกน และนายมิฮาอิล กอร์บาชอฟ ซึ่งเคยสั่งห้ามไม่ให้ทั้งสองฝ่ายครอบครองและประจำการขีปนาวุธทางยุทธวิธีภาคพื้นดินที่มีพิสัยยิง 500 ถึง 5,500 กิโลเมตร ได้ล่มสลายลงในปี 2019 หลังจากสหรัฐฯ และนาโตกล่าวหาว่ารัสเซียละเมิดข้อตกลงด้วยการพัฒนาขีปนาวุธรุ่นใหม่เลขรหัส 9M729 จนเป็นเหตุให้สหรัฐฯ ประกาศถอนตัวจากสนธิสัญญาดังกล่าวในที่สุด.

ที่มา  DW / ZDFheute

ศาลเกาหลีใต้ยืนโทษจำคุก 7 ปี “ยุน ซอกยอล” คดีขัดขวางกระบวนการยุติธรรม

ศาลเกาหลีใต้ยืนโทษจำคุก 7 ปี "ยุน ซอกยอล" คดีขัดขวางกระบวนการยุติธรรม

9 ก.ค. 2569 14:28 น.

ศาลเกาหลีใต้ยืนโทษจำคุก 7 ปี “ยุน ซอกยอล” คดีขัดขวางกระบวนการยุติธรรม

ศาลฎีกาเกาหลีใต้มีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำคุกอดีตประธานาธิบดี “ยุน ซอกยอล” เป็นเวลา 7 ปี ในข้อหาขัดขวางกระบวนการยุติธรรมและใช้อำนาจมิชอบ หลังสั่งเจ้าหน้าที่อารักขาขัดขวางการจับกุม รวมถึงปลอมลายเซ็นนายกฯ ประกาศกฎอัยการศึกเมื่อปี 2024

ศาลฎีกาเกาหลีใต้ได้มีคำพิพากษายืนให้ลงโทษจำคุกอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล เป็นเวลา 7 ปี ในข้อหาขัดขวางกระบวนการยุติธรรม ใช้อำนาจมิชอบ และปลอมแปลงเอกสารราชการ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์พยายามประกาศใช้กฎอัยการศึกแบบสายฟ้าแลบเพื่อยึดอำนาจเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2024 ที่ประสบความล้มเหลว

คำตัดสินของศาลสูงสุดในวันนี้ ถือเป็นข้อยุติแรกในบรรดาคดีความทั้งหมด 8 คดี ที่อดีตผู้นำเกาหลีใต้กำลังถูกดำเนินคดีอยู่ โดยผู้พิพากษาแถลงผ่านการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ ซึ่งตัวของนายยุน ซอกยอล ปฏิเสธที่จะเดินทางมาฟังคำพิพากษา โดยศาลระบุว่า “คำตัดสินของศาลล่างไม่มีข้อผิดพลาดใด ๆ ทั้งในการประเมินหลักฐานและการบังคับใช้หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จึงให้ยกคำร้องอุทธรณ์ทั้งหมด”

สำหรับคดีที่ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนในครั้งนี้ ครอบคลุมพฤติกรรมความผิดในหลายประเด็นหลังจากการประกาศกฎอัยการศึกถูกรัฐสภาโหวตคว่ำลงภายในเวลาเพียง 6 ชั่วโมง ซึ่งรวมถึงการขัดขวางหมายจับ โดยนายยุนซึ่งถูกคุมขังมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ถูกจับได้ว่าแอบสั่งการให้เจ้าหน้าที่อารักขาประธานาธิบดี ทำการฝึกซ้อมตั้งกำแพงมนุษย์และขึงลวดหนาม เพื่อขัดขวางไม่ให้พนักงานสอบสวนเข้าจับกุมเขาตามหมายจับของศาลในเดือนมกราคม 2025 ซึ่งศาลฎีกาชี้ชัดว่าพฤติกรรมดังกล่าวไม่สามารถอ้างว่าเป็นกิจกรรมรักษาความปลอดภัยที่ชอบด้วยกฎหมายได้

นอกจากนั้น เขายังจงใจหลีกเลี่ยงกฎหมายโดยเรียกประชุมรัฐมนตรีเพียงบางกลุ่มเพื่ออนุมัติแผนกฎอัยการศึก โดยไม่แจ้งให้รัฐมนตรีอีก 9 คนเข้าร่วมประชุมตามขั้นตอน รวมถึงการแก้ไขข้อความในประกาศกฎอัยการศึกหลังจากที่กฎดังกล่าวถูกยกเลิกไปแล้ว โดยใช้ตราประทับและปลอมลายมือชื่อของนายกรัฐมนตรีเพื่อปกปิดข้อบกพร่องทางกฎหมาย ก่อนจะสั่งให้ทำลายเอกสารนั้นในเวลาต่อมา และการสั่งเจ้าหน้าที่แจกจ่ายแถลงการณ์ข่าวที่บิดเบือนความจริงให้แก่สื่อมวลชนต่างประเทศ และสั่งการให้ผู้บัญชาการทหารลบประวัติการโทรศัพท์ในสมาร์ทโฟนความมั่นคงเพื่อทำลายหลักฐาน

คดีนี้ ศาลชั้นต้นเคยตัดสินจำคุกเขา 5 ปี ก่อนที่ศาลอุทธรณ์จะเพิ่มโทษเป็น 7 ปีในเดือนเมษายน เนื่องจากพบความผิดเพิ่มในประเด็นบิดเบือนข้อมูลสื่อ แม้ว่าทางอัยการพิเศษจะเรียกร้องให้ลงโทษจำคุกสูงถึง 10 ปีก็ตาม ด้านทีมทนายความของนายยุนได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง และตราหน้าว่าศาลฎีกาด่วนสรุปคดีโดยไม่ได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วน พร้อมประกาศจะยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อคัดค้านคำตัดสินนี้ต่อไป

การประกาศกฎอัยการศึกเมื่อปลายปี 2024 ได้นำพาเกาหลีใต้เข้าสู่วิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดในยุคสมัยใหม่ ส่งผลให้ตลาดหุ้นดิ่งเหว ประชาชนลุกฮือประท้วงขับไล่ จนทำให้นายยุน ซอกยอล ถูกลงมติถอดถอนออกจากตำแหน่งในเดือนเมษายน 2025 และนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ซึ่งชัยชนะตกเป็นของ นายอี แจมยอง  จากพรรคประชาธิปไตย

แม้ว่าอดีตประธานาธิบดียุนจะยังคงยืนกรานว่า การตัดสินใจประกาศกฎอัยการศึกในตอนนั้นทำไป “เพื่อผลประโยชน์ของชาติและขจัดกลุ่มต่อต้านรัฐ” แต่เขายังต้องเผชิญกับคดีอาญาอื่น ๆ ที่ร้ายแรงกว่ามาก โดยเฉพาะ คดีหลักในข้อหาเป็นผู้นำการก่อกบฏล้มล้างการปกครอง ซึ่งศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษ “จำคุกตลอดชีวิต” ไปก่อนหน้านี้ และปัจจุบันคดีกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นศาลอุทธรณ์

นอกจากนี้ เขายังถูกศาลตัดสินจำคุก 30 ปีในอีกคดีหนึ่ง จากกรณีลักลอบส่งโดรนเข้าไปในดินแดนเกาหลีเหนือเพื่อหวัง “สร้างสถานการณ์วิกฤตความมั่นคง” เพื่อใช้เป็นข้ออ้างชิงประกาศกฎอัยการศึก ซึ่งทางอัยการเกาหลีใต้ระบุว่าจะทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถในการดำเนินคดีกบฏและคดีที่เหลืออยู่กับอดีตผู้นำรายนี้ให้ถึงที่สุด.

ที่มา Yonhap / AFP

ศาลสหรัฐฯ สั่งทรัมป์จ่าย 5.8 ล้านดอลลาร์ให้ “อี. จีน แคร์รอลล์” คดีล่วงละเมิดทางเพศ-หมิ่นประมาท

ศาลสหรัฐฯ สั่งทรัมป์จ่าย 5.8 ล้านดอลลาร์ให้ "อี. จีน แคร์รอลล์" คดีล่วงละเมิดทางเพศ-หมิ่นประมาท

9 ก.ค. 2569 13:23 น.

ศาลสหรัฐฯ สั่งทรัมป์จ่าย 5.8 ล้านดอลลาร์ให้ “อี. จีน แคร์รอลล์” คดีล่วงละเมิดทางเพศ-หมิ่นประมาท

ผู้พิพากษาได้สั่งให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ จ่ายเงินกว่า 5.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 193 ล้านบาท แก่นักเขียนหญิง “อี. จีน แคร์รอลล์” หลังจากที่เขาถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศและหมิ่นประมาทเธอในคดีแพ่งเมื่อ 3 ปีก่อน ขณะที่ทีมกฎหมายของทรัมป์ยื่นอุทธรณ์เพื่อระงับการจ่ายเงิน แต่ถูกศาลปฏิเสธ

ผู้พิพากษาลูอิส เอ. แคปแลน แห่งศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีคำสั่งให้จ่ายเงินชดเชยจำนวน 5.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 193 ล้านบาท รวมดอกเบี้ย จากบัญชีเงินค้ำประกัน เพื่อจ่ายให้แก่นักเขียนและอดีตคอลัมนิสต์ชื่อดัง อี. จีน แคร์รอลล์ หลังคณะลูกขุนมีคำตัดสินตั้งแต่ปี 2023 ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศและหมิ่นประมาทเธอ

คำสั่งดังกล่าวมีขึ้นหลังศาลสูงสหรัฐฯ ปฏิเสธรับคำร้องอุทธรณ์ของทรัมป์ ส่งผลให้คำพิพากษาในคดีแพ่งมีผลบังคับใช้ และเปิดทางให้ศาลปล่อยเงินที่ทรัมป์นำไปวางไว้เป็นหลักประกันหลังคำตัดสินเมื่อปี 2023 โดยยอดเงินเดิม 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเป็น 5.8 ล้านดอลลาร์จากดอกเบี้ยที่สะสม

คดีความดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก อี. จีน แคร์รอลล์ ได้เปิดเผยในหนังสือบันทึกความทรงจำของเธอเมื่อปี 2019 ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ล่วงละเมิดทางเพศเธอในห้องแต่งตัวของห้างสรรพสินค้าสุดหรู เบิร์กดอร์ฟ กูดแมน ในย่านแมนแฮตตัน ช่วงกลางทศวรรษ 1990 โดยในตอนนั้น ทรัมป์ซึ่งกำลังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดอย่างรุนแรง และให้สัมภาษณ์ทำนองว่าเธอโกหกเพื่อหวังยอดขายหนังสือ ทั้งยังระบุว่า “เธอไม่ใช่สเปกของผม”

แคร์รอลล์ตัดสินใจยื่นฟ้องร้องทรัมป์ หลังจากรัฐนิวยอร์กได้มีการแก้ไขกฎหมายเปิดโอกาสให้ผู้รอดชีวิตจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศในอดีตสามารถยื่นฟ้องร้องทางแพ่งได้ แม้คดีความจะผ่านมานานแล้วก็ตาม ซึ่งในระหว่างการพิจารณาคดี ทรัมป์ไม่ได้เดินทางมาปรากฏตัวที่ศาล ก่อนที่คณะลูกขุนจะมีคำตัดสินว่าทรัมป์มีความผิดจริงฐานล่วงละเมิดทางเพศและหมิ่นประมาท

“จำเลย (ทรัมป์) พยายามประวิงเวลาคดีนี้มานานหลายปีแล้ว มันถึงเวลาแล้วที่เขาจะต้องยอมรับความยุติธรรมและจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนนี้ซะ” ผู้พิพากษาแคปแลน ระบุในบันทึกคำตัดสิน

โฆษกทีมกฎหมายของโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้คำสั่งศาลทันที โดยระบุว่าเหตุการณ์นี้เป็นการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือทำลายล้างทางการเมืองจากฝ่ายตรงข้าม “ประชาชนชาวอเมริกันยืนหยัดเคียงข้างประธานาธิบดีทรัมป์ และขอเรียกร้องให้ยุติ ‘การล่าแม่มด’ ทั้งหมดทันที รวมถึงเรื่องลวงโลกของแคร์รอลล์ที่ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากพรรคเดโมแครต ประธานาธิบดีทรัมป์จะยังคงชนะการต่อสู้กับสงครามกฎหมายของฝ่ายเสรีนิยม และมุ่งมั่นในภารกิจทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่

ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ เดนนี ชิน ได้แสดงความเห็นต่อพฤติกรรมของทรัมป์ว่า ทรัมป์ได้กล่าวโจมตีแคร์รอลล์ซ้ำ ๆ มานานหลายปี โดยหาว่าเธอโกหกเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองและเงินทอง ทั้งยังด้อยค่ารูปลักษณ์ของเธอ ซึ่งส่งผลให้แคร์รอลล์ต้องเผชิญกับการถูกคุกคาม ข่มขู่เอาชีวิต และต้องอยู่ด้วยความหวาดกลัวต่อความปลอดภัยในชีวิตมานานหลายปี ยิ่งไปกว่านั้น ทรัมป์ยังแสดงออกถึงความ “ไม่สำนึกผิด” โดยยังคงเดินหน้าหมิ่นประมาทเธอทั้งในระหว่างและหลังการพิจารณาคดี โดยเคยประกาศด้วยซ้ำว่าจะหมิ่นประมาทเธอต่อไปอีก “เป็นพัน ๆ ครั้ง”

นอกเหนือจากเงินจำนวน 5.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่ศาลสั่งจ่ายในครั้งนี้แล้ว โดนัลด์ ทรัมป์ ยังอยู่ระหว่างการยื่นอุทธรณ์ในคดีหมิ่นประมาทภาคต่อเนื่อง ซึ่งเกิดขึ้นจากการพิจารณาคดีในปี 2024 โดยในคดีหลังนี้ คณะลูกขุนอีกชุดหนึ่งได้สั่งให้ทรัมป์ต้องจ่ายเงินค่าเสียหายและค่าปรับฐานหมิ่นประมาทให้แก่แคร์รอลล์เพิ่มอีกเป็นมูลค่าสูงถึงเกือบ 84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือราว 2,900 ล้านบาท) เนื่องจากเขายังคงให้สัมภาษณ์โจมตีเธอในลักษณะเดิมในขณะที่ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ ซึ่งทีมกฎหมายของทรัมป์กำลังพยายามต่อสู้เพื่อพลิกคำตัดสินในคดีดังกล่าวอยู่เช่นกัน.

ที่มา Associated Press / BBC

เยอรมนีสั่งจำคุกตลอดชีวิตแพทย์ฆาตกรรมคนไข้ 15 ศพ เร่งสอบเพิ่มอีกกว่า 70 คดี

เยอรมนีสั่งจำคุกตลอดชีวิตแพทย์ฆาตกรรมคนไข้ 15 ศพ เร่งสอบเพิ่มอีกกว่า 70 คดี

9 ก.ค. 2569 13:00 น.

เยอรมนีสั่งจำคุกตลอดชีวิตแพทย์ฆาตกรรมคนไข้ 15 ศพ เร่งสอบเพิ่มอีกกว่า 70 คดี

ศาลกรุงเบอร์ลินพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต “โยฮันเนส เอ็ม.” แพทย์ด้านการดูแลแบบประคับประคอง วัย 41 ปี หลังสารภาพฆาตกรรมคนไข้ 15 รายด้วยการฉีดยาพิษให้หยุดหายใจเฉียบพลัน ก่อนจุดไฟเผาบ้านอำพรางคดี ผู้พิพากษาชี้ทำไปเพราะ “กระหายในอำนาจเหนือชีวิตคน” ไม่ใช่ความเมตตา ด้านอัยการเร่งขยายผลหาหลักฐานเพิ่มอีกกว่า 76 ศพ

ศาลกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี พิพากษาจำคุกตลอดชีวิตแพทย์ด้านการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) วัย 41 ปี ซึ่งกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเยอรมนีระบุชื่อเพียง “โยฮันเนส เอ็ม.” (Johannes M.) หลังตัดสินว่ามีความผิดฐานฆาตกรรมผู้ป่วย 15 ราย ระหว่างเดือนกันยายน 2021 ถึงกรกฎาคม 2024

คำพิพากษาระบุว่า ผู้เสียชีวิตประกอบด้วยผู้หญิง 12 คน และผู้ชาย 3 คน มีอายุตั้งแต่ 25-94 ปี แม้ทั้งหมดจะป่วยด้วยโรคร้ายแรง แต่ยังไม่ได้อยู่ในภาวะใกล้เสียชีวิต

อัยการระบุว่า ระหว่างออกตรวจรักษาผู้ป่วยตามบ้าน แพทย์รายนี้ได้ฉีดยาสลบและยาคลายกล้ามเนื้อในปริมาณที่เป็นอันตรายถึงชีวิต โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ป่วย ส่งผลให้กล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจเป็นอัมพาต หยุดหายใจ และเสียชีวิตภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที นอกจากนี้ ศาลยังรับฟังหลักฐานว่า อย่างน้อย 5 ครั้ง ผู้ต้องหาได้จุดไฟเผาบ้านหรืออพาร์ตเมนต์ของผู้เสียชีวิตเพื่อทำลายหลักฐานและอำพรางคดี

ผู้พิพากษา ซิลเวีย บุช ระบุว่า ความผิดของเขามีความร้ายแรงเป็นกรณีพิเศษซึ่งส่งผลให้เขาหมดสิทธิ์ในการขอทัณฑ์บนหรือปล่อยตัวก่อนกำหนด และศาลยังได้สั่งคำสั่งกักกันเพื่อความปลอดภัยหลังรับโทษจำคุก รวมถึงสั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมตลอดชีวิต

หนึ่งในเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนขวัญที่สุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2024 ก่อนถูกจับกุมไม่นาน โดยในช่วงเช้า แพทย์รายนี้สังหารชายวัย 75 ปีที่บ้านพักในย่านครอยซ์แบร์กของกรุงเบอร์ลิน และเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ได้ก่อเหตุสังหารหญิงวัย 76 ปีในย่านนอยเคิล์น พร้อมพยายามวางเพลิงบ้านของผู้เสียชีวิต แต่ไม่สำเร็จ

ผู้พิพากษาซิลเวีย บุช ระบุว่า คดีนี้เป็นคดีที่ “ยากจะจินตนาการ” และเรียกจำเลยว่าเป็น “ฆาตกรต่อเนื่อง” พร้อมชี้ว่า การกระทำไม่ได้เกิดจากความเมตตาหรือความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการช่วยให้ผู้ป่วยเสียชีวิตอย่างสงบ แต่เกิดจากความต้องการมีอำนาจควบคุมชีวิตของเหยื่อ ขณะที่อัยการระบุว่า จำเลยมี “ความหลงใหลในการฆ่า” และไม่มีแรงจูงใจอื่นนอกจากการลงมือสังหาร

ตลอดการพิจารณาคดีที่ใช้เวลานานเกือบหนึ่งปี จำเลยแทบไม่ให้การใด ๆ กระทั่งช่วงท้ายของการพิจารณา เขายอมรับต่อศาลว่า “ได้ฆ่าคน” และสารภาพว่าลงมือสังหารผู้ป่วยอย่างน้อย 12 ราย โดยอ้างว่าเชื่อว่ากำลังช่วยให้พวกเขาหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมาน พร้อมกล่าวว่าขณะนี้ตระหนักถึงความเจ็บปวดที่ก่อขึ้นและรู้สึกสิ้นหวังกับการกระทำของตนเอง

อย่างไรก็ตาม ญาติของผู้เสียชีวิตหลายคนปฏิเสธคำอ้างดังกล่าว แม่ของหญิงวัย 25 ปี ซึ่งเป็นเหยื่ออายุน้อยที่สุด กล่าวทั้งน้ำตาว่า ลูกสาวของเธอไม่เคยพูดว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่ ขณะที่บุตรชายของหญิงวัย 72 ปี เปิดเผยว่า มารดาของเขายังวางแผนจะเดินทางไปเที่ยวทะเลบอลติกกับน้องสาว และยังต้องการใช้ชีวิตต่อไป

แม้ศาลจะตัดสินความผิดใน 15 คดี แต่เจ้าหน้าที่เชื่อว่าอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของคดีทั้งหมด โดยอัยการกำลังสอบสวนการเสียชีวิตต้องสงสัยอีก 76 คดี หากพบหลักฐานและมีคำพิพากษาว่ามีความผิดเพิ่มเติม คดีนี้อาจกลายเป็นหนึ่งในคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่มีเหยื่อมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของเยอรมนี.

ที่มา AFP / BBC

ทรัมป์สลับใช้ไปมา “แอร์ ฟอร์ซ วัน” ลำเก่า-ลำใหม่ หลังเสร็จประชุมนาโต คาดเหตุผลความปลอดภัย

ทรัมป์สลับใช้ไปมา "แอร์ ฟอร์ซ วัน" ลำเก่า-ลำใหม่ หลังเสร็จประชุมนาโต คาดเหตุผลความปลอดภัย

9 ก.ค. 2569 11:15 น.

ทรัมป์สลับใช้ไปมา “แอร์ ฟอร์ซ วัน” ลำเก่า-ลำใหม่ หลังเสร็จประชุมนาโต คาดเหตุผลความปลอดภัย

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจเปลี่ยนเครื่องบิน “แอร์ ฟอร์ซ วัน” กะทันหันขณะเดินทางออกจากตุรกีหลังเสร็จสิ้นการประชุมนาโต โดยใช้ “แอร์ฟอร์ซวันลำเก่า” เดินทางไปยังฐานทัพในอังกฤษ ก่อนจะกลับไปใช้ “แอร์ฟอร์ซวันลำใหม่” ที่กาตาร์มอบให้ เพื่อเดินทางกลับสหรัฐฯ ท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องระบบความปลอดภัยที่ยังไม่พร้อม และสถานการณ์ความตึงเครียดกับอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางออกจากประเทศตุรกีเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (8 ก.ค.) ด้วยเครื่องบิน “แอร์ ฟอร์ซ วัน  ลำเก่า” แทนที่จะเป็นเครื่องบินโบอิ้ง 747 ลำใหม่สุดหรูที่ได้รับจากราชวงศ์กาตาร์ ซึ่งเป็นลำที่โดยสารเพื่อมาปฏิบัติภารกิจในตอนแรก

การสลับเครื่องบินอย่างกะทันหันในระหว่างการเดินทางเยือนต่างประเทศครั้งแรกของเครื่องบินลำใหม่นี้ เกิดขึ้นในขณะที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งมีพรมแดนติดกับตุรกี กำลังทวีความรุนแรงขึ้นจากการที่สหรัฐฯ เพิ่งเปิดฉากโจมตีอิหร่านครั้งใหม่

นอกจากนี้ สื่อใหญ่อย่าง เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ รายหลังโดยอ้างแหล่งข่าวไม่เปิดเผยชื่อว่า การสลับเครื่องบินครั้งนี้เกิดขึ้นตามคำขอของ “หน่วยอารักขาประธานาธิบดีสหรัฐฯ” เพื่อเป็นมาตรการป้องกันไว้ก่อน เนื่องจากเครื่องบินลำใหม่ที่เพิ่งปรับปรุงเสร็จอย่างเร่งด่วนนั้น ยังคงขาดคุณสมบัติและขีดความสามารถด้านความปลอดภัยบางประการเมื่อเทียบกับแอร์ฟอร์ซวันลำเก่า อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุว่าการตัดสินใจนี้ไม่ได้มาจากภัยคุกคามที่เจาะจงใด ๆ

ขณะที่ผู้สื่อข่าวบนแอร์ฟอร์ซวันลำเก่ารายงานว่า ในช่วงที่เครื่องบินกำลังเทกออฟออกจากตุรกี เจ้าหน้าที่ได้สั่งให้ผู้สื่อข่าวทุกคนปิดม่านหน้าต่างในห้องโดยสารลงทั้งหมดโดยไม่มีการแจ้งเหตุผลล่วงหน้า

ในการแถลงข่าวหลังจบการประชุมสุดยอดผู้นำนาโต ที่กรุงอังการา ประเทศตุรกี ทรัมป์ปฏิเสธที่จะตอบคำถามตรง ๆ ว่ามีการขู่ลอบสังหารที่เป็นระบบหรือไม่ แต่เขาได้ยอมรับถึงภัยคุกคามที่มีอยู่ตลอดเวลา

“ผมเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งในบัญชีสั่งเก็บของอิหร่าน” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “ผมพูดถึงเรื่องนี้บ่อยเพราะชีวิตของประธานาธิบดีนั้นอันตรายมาก ผมไม่รู้หรอก ผมบอกคุณไม่ได้ แต่ผมไม่แคร์หรอก”

หลังจากนั้น เมื่อทรัมป์เดินทางไปถึงอังกฤษและเดินขึ้นเครื่องบินลำใหม่ ทรัมป์ยังได้กล่าวติดตลกกับผู้สื่อข่าวว่า “พวกคุณน่าจะอยู่บนเที่ยวบินที่อันตรายนะ เพราะพวกคนสารเลวที่เราต้องรับมือด้วย” ซึ่งคาดว่าเป็นการสื่อถึงประเทศอิหร่านที่เขาเรียกว่า “คนป่วย”

ต่อมาโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความในทรูธโซเชียล เพื่อชี้แจงถึงเหตุการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่า เขาจงใจส่งเครื่องบินลำใหม่ล่วงหน้าไปที่ฐานทัพอากาศมิลเดนฮอลล์ ของอังกฤษ เพื่อให้ทหารอเมริกันที่ประจำการอยู่ที่นั่นได้มีโอกาสชมเครื่องบินลำนี้เป็นกลุ่มแรก

“ทุกคนตื่นเต้นกันมาก และเราคิดว่าพวกเขาควรเป็นกลุ่มแรกที่ได้เห็น สำหรับตัวผม เพื่อระลึกความหลัง เราจะนั่งแอร์ฟอร์ซวันลำเดิมเดินทางออกจากตุรกี” ทรัมป์ ระบุ พร้อมแชร์ภาพถ่ายร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารที่มารอต้อนรับในอังกฤษอย่างชื่นมื่น ก่อนที่ในช่วงค่ำวันพุธ ทรัมป์จะเดินทางขึ้นแอร์ฟอร์ซวันลำใหม่ เพื่อบินกลับสู่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. 

เครื่องบินลำใหม่นี้ เป็นเครื่องบินโบอิ้ง 747-8 ที่ราชวงศ์กาตาร์มอบให้สหรัฐฯ เป็นของขวัญเมื่อปีที่แล้ว หลังจากทรัมป์บ่นบ่อยครั้งเกี่ยวกับสภาพที่ทรุดโทรมของแอร์ฟอร์ซวัน 2 ลำเดิมที่ใช้งานมาตั้งแต่ปี 1990 เครื่องบินลำนี้ถูกนำไปปรับปรุงระบบความปลอดภัยและการสื่อสารอย่างเร่งด่วนโดยบริษัทคู่สัญญาด้านความมั่นคง L3Harris Technologies และเพิ่งบินบริการทรัมป์เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม การรับของขวัญมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์จากรัฐบาลต่างชาติได้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามอย่างหนักจากฝ่ายนิติบัญญัติของพรรคเดโมแครต ทั้งในแง่ของจริยธรรม รัฐธรรมนูญ และความปลอดภัย โดยมีการประเมินว่าค่าใช้จ่ายในการดัดแปลงเครื่องบินหรูลำนี้สูงกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.3 หมื่นล้านบาท) แต่กลับต้องตัดกระบวนการบางอย่างออกไปเพื่อให้ส่งมอบได้เร็วขึ้น

ทั้งนี้ ตามสัญญาเดิมปี 2018 บริษัท โบอิ้ง ต้องส่งมอบเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันลำใหม่ที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะจำนวน 2 ลำ ภายใต้งบประมาณ 3,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ปัจจุบันโครงการดังกล่าวล่าช้ากว่ากำหนดการเดิมถึง 4 ปี และงบบานปลายทะลุ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าจะส่งมอบได้ไม่เกินกลางปี 2028 ซึ่งหมายความว่าเครื่องบินที่สร้างโดยสหรัฐฯ  อาจเสร็จไม่ทันก่อนที่ทรัมป์จะหมดวาระในเดือนมกราคมปี 2029 ส่งผลให้รัฐบาลจำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องบินมือสองจากกาตาร์ลำนี้เป็นเครื่องบินสำรองชั่วคราวต่อไป.

ที่มา Reuters / AFP 

ไต้ฝุ่น “บาหวี่” จ่อถล่มไต้หวัน-จีน เตือนอาจเป็นพายุรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2024

ไต้ฝุ่น "บาหวี่" จ่อถล่มไต้หวัน-จีน เตือนอาจเป็นพายุรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2024

9 ก.ค. 2569 10:46 น.

ไต้ฝุ่น “บาหวี่” จ่อถล่มไต้หวัน-จีน เตือนอาจเป็นพายุรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2024

ไต้หวันและจีนเร่งรับมือพายุไต้ฝุ่น “บาหวี่” ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ โดยคาดว่าจะเฉียดภาคเหนือของไต้หวันก่อนขึ้นฝั่งมณฑลฝูเจี้ยนของจีนในวันที่ 11 ก.ค. ขณะที่นักอุตุนิยมวิทยาเตือนว่า พายุลูกนี้อาจเป็นพายุที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่ไต้หวันเผชิญในรอบเกือบ 40 ปี และเป็นพายุที่รุนแรงที่สุดในภูมิภาคนับตั้งแต่ปี 2024

ไต้หวัน จีน และญี่ปุ่น เร่งเตรียมมาตรการรับมือไต้ฝุ่น “บาหวี่”  ซึ่งกำลังเคลื่อนตัวอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของไต้หวันในมหาสมุทรแปซิฟิก แม้ความเร็วลมสูงสุดจะอ่อนกำลังลงเล็กน้อย เหลือราว 205 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ยังคงเป็นพายุอันตรายที่มีแนวโน้มสร้างความเสียหายรุนแรงในช่วงหลายวันข้างหน้า

ศูนย์อุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของจีนคาดการณ์ว่า พายุจะเคลื่อนผ่านทางตอนเหนือของไต้หวัน ก่อนขึ้นฝั่งบริเวณมณฑลฝูเจี้ยน ทางตะวันออกของจีน ในช่วงเย็นวันที่ 11 ก.ค. ขณะที่ขนาดของพายุมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1,000 กิโลเมตร ใกล้เคียงกับความกว้างของประเทศฝรั่งเศส

สำนักงานอุตุนิยมวิทยากลางของไต้หวันระบุว่า บาหวี่อาจกลายเป็นพายุที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่พัดเข้าใกล้ไต้หวันนับตั้งแต่ปี 1987 และถือเป็นพายุขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นได้ไม่บ่อยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยมีโอกาสออกประกาศเตือนภัยทางทะเลตั้งแต่วันพฤหัสบดี และประกาศเตือนภัยบนบกในช่วงค่ำวันพฤหัสบดีหรือต้นวันศุกร์

ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ของไต้หวัน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ขอให้ประชาชนเตรียมอาหาร น้ำดื่ม ไฟฉาย ยารักษาโรค และสิ่งของจำเป็น พร้อมเผยแพร่วิดีโอแนะนำการจัด “กระเป๋าฉุกเฉิน” ที่สามารถใช้ดำรงชีพได้อย่างน้อย 3 วัน หากเกิดภัยพิบัติ

ด้านผู้เชี่ยวชาญด้านพายุหมุนเขตร้อนจากอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน ระบุว่า บาหวี่สะสมพลังงานเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นเวลานาน ดูดซับทั้งความร้อนและความชื้นจำนวนมหาศาล ทำให้มีศักยภาพก่อความเสียหายอย่างรุนแรงเมื่อเข้าใกล้ชายฝั่ง และแม้เส้นทางพายุจะเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย ก็อาจส่งผลต่อพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะที่ AccuWeather ประเมินว่า หากพายุยังคงความรุนแรงตามที่คาดไว้ บาหวี่จะเป็นพายุไต้ฝุ่นที่รุนแรงที่สุดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก นับตั้งแต่ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “กองเร็ย” เมื่อปี 2024 แม้คาดว่าความเร็วลมจะเริ่มอ่อนกำลังลงตั้งแต่วันพฤหัสบดี แต่ยังคงเป็นพายุอันตรายต่อไต้หวันและจีนตะวันออกไปจนถึงต้นสัปดาห์หน้า

ทางการไต้หวันได้ยกระดับมาตรการป้องกันภัยอย่างเต็มรูปแบบ โดยระงับการเดินเรือโดยสารไปยังเกาะนอกชายฝั่งหลายเส้นทาง ปิดแหล่งท่องเที่ยวบนเกาะกุยซาน หรือ “เกาะเต่า” ระหว่างวันพฤหัสบดีถึงวันอาทิตย์ พร้อมเร่งขนส่งนักท่องเที่ยวออกจากเกาะกรีนไอส์แลนด์และเกาะหลานอวี่ รวมถึงลำเลียงอาหารและสิ่งของจำเป็นเข้าสู่พื้นที่

นอกจากนี้ เกษตรกรในหลายพื้นที่เร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนพายุขึ้นฝั่ง ชาวประมงนำเรือขึ้นจากน้ำเพื่อป้องกันความเสียหาย ขณะที่ตลาดสดและซูเปอร์มาร์เก็ตในหลายเมืองมีประชาชนออกมาซื้ออาหารและของใช้จำเป็นเพิ่มขึ้นราว 30%

สำนักงานทางหลวงไต้หวันเตรียมเฝ้าระวังเส้นทางเสี่ยงดินถล่มอย่างใกล้ชิด และอาจจำกัดหรือปิดการจราจรบนสะพานต้านเจียง หากความเร็วลมเพิ่มสูงถึงระดับอันตราย ส่วนกรุงไทเปคาดว่าจะเริ่มเข้าสู่ขอบอิทธิพลของพายุในคืนวันศุกร์ โดยอาจมีลมกระโชกแรงถึง 149 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีฝนสะสมสูงสุดถึง 400 มิลลิเมตร โดยเฉพาะพื้นที่ภูเขาที่เสี่ยงต่อฝนตกหนักและดินถล่ม

ด้านสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นก็ออกประกาศเตือนประชาชนในจังหวัดโอกินาวา ให้เฝ้าระวังลมแรง คลื่นพายุซัดฝั่ง น้ำท่วม และดินถล่มในช่วงวันศุกร์และวันเสาร์ ขณะที่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการก่อตัวของปรากฏการณ์เอลนีโญในปีนี้ อาจทำให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเผชิญพายุที่รุนแรงและเกิดบ่อยครั้งยิ่งขึ้น.

ที่มา Reuters / Focus Taiwan

ไฟป่าฝรั่งเศสลามหนัก อพยพประชาชนกว่า 1 หมื่นคน อียูส่งเครื่องบิน-นักดับเพลิงช่วย

ไฟป่าฝรั่งเศสลามหนัก อพยพประชาชนกว่า 1 หมื่นคน อียูส่งเครื่องบิน-นักดับเพลิงช่วย

9 ก.ค. 2569 09:47 น.

ไฟป่าฝรั่งเศสลามหนัก อพยพประชาชนกว่า 1 หมื่นคน อียูส่งเครื่องบิน-นักดับเพลิงช่วย

ไฟป่าทางตอนใต้ของฝรั่งเศสยังลุกลามไม่หยุด บังคับอพยพประชาชนกว่า 10,000 คนจาก 24 เมืองและหมู่บ้านใกล้ชายแดนสเปน ขณะที่สหภาพยุโรปส่งเครื่องบินทิ้งน้ำและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเข้าช่วยเหลือ

วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เกิดไฟป่าครั้งใหญ่บริเวณตอนใต้ของฝรั่งเศส ใกล้ชายแดนสเปน ส่งผลให้ประชาชนกว่า 10,000 คน ต้องอพยพออกจากบ้านเรือนใน 24 เมืองและหมู่บ้าน ขณะที่เจ้าหน้าที่เตือนว่ากระแสลมแรงจะยิ่งทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว ด้านนางเออร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เปิดเผยว่า  ยุโรปยืนหยัดเคียงข้างฝรั่งเศส โดยได้ส่งเครื่องบินทิ้งน้ำ 4 ลำ จากไซปรัสและสวีเดน พร้อมเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 100 นาย เข้าไปสนับสนุนการควบคุมไฟป่าในพื้นที่ เทรวิลลาช  ใกล้เมืองแปร์ปิญอง  

ด้านนายปิแอร์ เรอโญ เดอ ลา มอตต์ ผู้ว่าราชการท้องถิ่น เปิดเผยว่า ไฟป่าครั้งนี้ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 16 คน รวมถึงเจ้าหน้าที่ดับเพลิง 4 นาย และเผาผลาญพื้นที่เชิงเขาเทือกเขาพิเรนีส ไปแล้วกว่า 28,750 ไร่ โดยคลื่นความร้อนที่ปกคลุมฝรั่งเศสและยุโรปตะวันตกตั้งแต่เดือนพฤษภาคมและมิถุนายน ที่ผ่านมา ไก้ทำให้พื้นที่จำนวนมากแห้งแล้งผิดปกติ ส่งผลให้ปีนี้มีความเสี่ยงเกิดไฟป่าสูงกว่าปกติ

ขณะที่องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า ทวีปยุโรปกำลังเผชิญภาวะโลกร้อนในอัตราที่เร็วกว่าอัตราเฉลี่ยของโลกมากกว่า 2 เท่า ทำให้คลื่นความร้อนเกิดขึ้นบ่อยและยาวนานขึ้น โดยสัปดาห์นี้พื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส รวมถึงโปรตุเกสและสเปน จะเผชิญอุณหภูมิสูงแตะ 40 องศาเซลเซียส อีกครั้ง