นายกฯ ลัตเวียลาออก หลังปลด รมว.กลาโหม ปมโดรนยูเครนลามการเมือง

นายกฯ ลัตเวียลาออก หลังปลด รมว.กลาโหม ปมโดรนยูเครนลามการเมือง

15 พ.ค. 2569 02:27 น.

นายกฯ ลัตเวียลาออก หลังปลด รมว.กลาโหม ปมโดรนยูเครนลามการเมือง

นายกรัฐมนตรีของลัตเวียลาออกจากตำแหน่ง หลังจากเธอปลดรัฐมนตรีกลาโหม จากปมโดรนยูเครนรุกล้ำน่านฟ้าและตกใส่แท็งก์น้ำมัน แต่นั่นทำให้พรรคร่วมรัฐบาลประกาศถอนตัว จนรัฐบาลล่ม

เมื่อ 14 พ.ค. 2569 เอวิกา ซิลิญา นายกรัฐมนตรีลัตเวีย ประกาศลาออกจากตำแหน่ง หลังเกิดวิกฤตทางการเมืองอันเนื่องมาจากกรณีโดรนของยูเครนที่จะมุ่งหน้าไปยังรัสเซีย เกิดหลงเข้ามาในดินแดนของลัตเวีย และตกใส่แท็งก์น้ำมันของพวกเขาจนเกิดความเสียหาย

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้นางซิลิญาสั่งปลดนาย แอนดริส สพรูดส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังวิจารณ์การตอบสนองต่อเหตุการณ์ของเขาอย่างรุนแรง และแต่งตั้งตัวแทนคนใหม่อย่างรวดเร็ว

แต่การกระทำดังกล่าวทำให้พรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรค Progressives ของนายสพรูดส์ ตอบโต้ด้วยการประกาศถอนตัวจากการสนับสนุนรัฐบาลผสมทันที ส่งผลให้รัฐบาลล่ม เพียงไม่นานก่อนจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนตุลาคมนี้

“เมื่อเห็นว่ามีผู้สมัครที่แข็งแกร่งมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม… พวกนักการเมืองที่ดีแต่พูดกลับเลือกที่จะสร้างวิกฤตแทน” นางซิลิญากล่าวในวันพฤหัสบดี “ฉันลาออก แต่ฉันจะไม่ยอมแพ้”

ผลกระทบทางการเมืองนี้มีชนวนเหตุมาจากการที่โดรน 3 ลำรุกล้ำน่านฟ้าลัตเวียเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ซึ่งถือเป็นอุบัติเหตุครั้งที่สองนับตั้งแต่ต้นปี 2569 ทั้งลัตเวียและยูเครนต่างยอมรับว่าโดรนดังกล่าวอาจเป็นอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ของยูเครนที่มีเป้าหมายโจมตีรัสเซีย แต่ถูกรบกวนสัญญาณจนหลงทิศเข้ามาในลัตเวีย

ในเหตุการณ์ล่าสุด โดรนลำหนึ่งตกลงบนพื้นดิน ขณะที่อีกลำพุ่งชนคลังเก็บน้ำมันที่ว่างเปล่าใกล้กับเมืองเรเซกเน (Rezekne) ส่วนลำที่สามบินเข้าและออกจากน่านฟ้าลัตเวียไป แม้จะไม่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ แต่ชาวบ้านในพื้นที่บอกกับสื่อว่าการตอบสนองจากภาครัฐล่าช้าและไม่เพียงพอ การแจ้งเตือนผ่านโทรศัพท์ล่าช้าถึงหนึ่งชั่วโมง

นางซิลิญากล่าวหลังเกิดเหตุว่า “มีบางอย่างผิดพลาด เราไม่สามารถปล่อยให้สถานการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อไปได้” เธอยังระบุด้วยว่าได้ขอให้นายสพรูดส์ลาออกเพราะปัญหาด้านการป้องกันประเทศ เนื่องจากลัตเวียใช้งบประมาณถึง 5% ของจีดีพีไปกับการกลาโหม ซึ่งเธอมองว่านั่นมาพร้อมกับ “ความรับผิดชอบต่อสังคมในระดับที่สูงขึ้นมาก… ซึ่งต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฮอนด้าปิดปีงบประมาณขาดทุนเป็นครั้งแรกในรอบ 70 ปี

ฮอนด้าปิดปีงบประมาณขาดทุนเป็นครั้งแรกในรอบ 70 ปี

15 พ.ค. 2569 01:28 น.

ฮอนด้าปิดปีงบประมาณขาดทุนเป็นครั้งแรกในรอบ 70 ปี

บริษัท ฮอนด้า ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ มีผลประกอบการประจำปีงบประมาณที่ผ่านมาขาดทุนเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 70 ปี อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ และกำแพงภาษี

สำนักข่าว บีบีซี รายงานเมื่อ 14 พ.ค. 2569 ว่า บริษัท ฮอนด้า ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่สัญชาติญี่ปุ่น รายงานผลประกอบการสำหรับปีงบประมาณซึ่งสิ้นสุดในเดือนมีนาคม 2569 ปรากฏว่า ขาดทุน 4.23 แสนล้านเยน หรือราว 8.65 หมื่นล้านบาท ซึ่งนับเป็นการปิดปีงบประมาณด้วยการขาดทุนเป็นครั้งแรกในรอบ 70 ปี

ฮอนด้าระบุว่ากำลังยกเลิกเป้าหมายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าบางส่วน และจะหันไปจัดหาชิ้นส่วนจากประเทศจีนซึ่งมีราคาถูกกว่าเพื่อควบคุมต้นทุนให้ต่ำลง

ตามการเปิดเผยของฮอนด้า การเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ เป็นปัจจัยที่ทำให้ผลขาดทุนเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งรวมถึงการยกเลิกมาตรการจูงใจทางภาษีสำหรับผู้บริโภคชาวอเมริกันที่ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า และการบังคับใช้มาตรการกำแพงภาษี

ก่อนหน้านี้ ผู้บริโภคในสหรัฐฯ สามารถขอคืนภาษีได้สูงสุดถึง 7,500 ดอลลาร์ หากซื้อรถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่ แต่มาตรการนี้ถูกโดนัลด์ ทรัมป์ ยกเลิกไปเมื่อเดือนกันยายน 2568

นอกจากนั้น การจัดเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ที่ทรัมป์ประกาศในปี 2568 ยังส่งผลกระทบต่อกำไรของผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่หลายราย แม้ว่าจะมีการปรับลดอัตราภาษีจาก 25% ลงเหลือ 15% แล้วก็ตาม

นักวิเคราะห์มองว่า ด้วยขนาดที่ใหญ่โตและลักษณะของธุรกิจที่เป็นมรดกตกทอดกันมานานของบริษัท ฮอนด้า ทำให้บริษัทปรับตัวได้ยากต่อความผันผวนที่รวดเร็วของอุปสงค์รถยนต์ไฟฟ้า

ฮอนด้าระบุว่า หลังจากนี้พวกเขาจะหันไปให้ความสำคัญกับธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่าง รถจักรยานยนต์, บริการทางการเงิน และการผลิตรถยนต์ไฮบริด (Hybrid) และจะให้ความสำคัญกับตลาดในอเมริกาเหนือ, ญี่ปุ่น และอินเดีย สำหรับการเติบโตในอนาคต

ด้านนายโทชิฮิโระ มิเบะ ประธานกรรมการบริหาร กล่าวว่า ฮอนด้าจะยกเลิกเป้าหมายของบริษัท ที่จะทำให้รถยนต์ไฟฟ้าครองส่วนแบ่ง 1 ใน 5 ของยอดขายรถใหม่ภายในปี 2573 และยกเลิกเป้าหมายที่จะเปลี่ยนรถยนต์ทุกรุ่นให้เป็นไฟฟ้าทั้งหมด (All-EV) ภายในปี 2583 ด้วย

ทั้งนี้ ฮอนด้าคาดการณ์ว่า บริษัทจะมีผลประกอบการขาดทุนที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีก 5.12 แสนล้านเยน ในปีงบประมาณถัดไปที่จะสิ้นสุดในเดือนมีนาคม 2570

น.ส. แดนนี ฮิวสัน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์การเงินจาก AJ Bell กล่าวว่า ที่จุดเปลี่ยนที่ดูมืดมนของฮอนด้า แต่ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจนัก

“เช่นเดียวกับผู้ผลิตรถยนต์รายเก่าแก่หลายราย ฮอนด้าวางเดิมพันว่าผู้ใช้รถจะเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว และพวกเขาก็เป็นฝ่ายแพ้เมื่อทิศทางของโลกเปลี่ยนไป”

เธอกล่าวว่าปัจจัยด้านการเมือง ค่าครองชีพ และการแข่งขันจากบริษัทจีน บีบให้ฮอนด้าต้องยอมถอยเรื่องแผนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและยอม “แบกรับต้นทุนที่สูญเสียไป”

ฮิวสันกล่าวเสริมว่า แม้ความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าจะพุ่งสูงขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน แต่ “บริษัทที่มีขนาดใหญ่ระดับนี้อย่าง Honda กลับต้องมาคอยปรับตัวตามสถานการณ์เฉพาะหน้า ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก”

เธอยังทิ้งท้ายว่า สถานการณ์อาจทวีความรุนแรงขึ้นอีก เนื่องจากยังมี “จุดเปลี่ยนที่คาดไม่ถึง” รออยู่ในตลาดอีกมาก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์เผย สี จิ้นผิง ตกลงสั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 200 ลำ

ทรัมป์เผย สี จิ้นผิง ตกลงสั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 200 ลำ

15 พ.ค. 2569 00:09 น.

ทรัมป์เผย สี จิ้นผิง ตกลงสั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 200 ลำ

ทรัมป์เผย สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนตกลงจะสั่งซื้อเครื่องบินของบริษัท โบอิ้ง จำนวนถึง 200 ลำ และบอกด้วยว่า ผู้นำจีนเสนอตัวช่วยคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

เมื่อ 14 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยระหว่างให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Fox News หลังประชุมสุดยอดวันแรกที่กรุงปักกิ่งประเทศจีน ว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ได้ตกลงที่จะสั่งซื้อเครื่องบินเจ็ตจากบริษัท โบอิ้ง จำนวน 200 ลำ โดยระบุว่า นี่คือพันธสัญญาจากผู้นำจีน

“สิ่งหนึ่งที่เขาตกลงในวันนี้คือ เขาจะสั่งซื้อเครื่องบินเจ็ต 200 ลำ” ทรัมป์กล่าว “ของ Boeing นะ 200 ลำใหญ่ๆ เลยล่ะ นั่นหมายถึงการจ้างงานจำนวนมหาศาล”

ทรัมป์ยังกล่าวอีกว่า เดิมทีบริษัท โบอิ้ง คาดหวังยอดสั่งซื้อที่น้อยกว่านี้ “Boeing ต้องการแค่ 150 ลำ แต่เขา (สี จิ้นผิง) ให้ถึง 200 ลำ” โดยประธานาธิบดีเชื่อว่าคำกล่าวของสี จิ้นผิง ถือเป็นข้อผูกพันที่จีนจะดำเนินการจัดซื้อจาก โบอิ้ง ต่อไป

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า ผู้นำจีนได้เสนอตัวในระหว่างการหารือเมื่อวันพฤหัสบดีว่าจะช่วยคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน เนื่องจากจีนมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลเตหะราน และเป็นผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่อันดับหนึ่งของอิหร่าน

“ประธานาธิบดีสีต้องการเห็นการบรรลุข้อตกลง เขาอยากให้มันเกิดขึ้น และเขาได้เสนอตัว โดยบอกว่า ‘หากผมสามารถช่วยอะไรได้แม้เพียงนิดเดียว ผมก็ยินดีที่จะช่วย’” ทรัมป์บอกกับนักข่าวของ Fox News “เขาอยากเห็นช่องแคบฮอร์มุซเปิดใช้งาน”

หลายฝ่ายคาดการณ์กันอย่างกว้างขวางว่า ประธานาธิบดีทรัมป์จะผลักดันให้จีนกดดันอิหร่านให้ยอมรับข้อตกลงสันติภาพ และเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญซึ่งถูกปิดทางพฤตินัย นับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อ 28 ก.พ.

แถลงการณ์จากฝั่งสหรัฐฯ ระบุว่าจีนเห็นพ้องว่าช่องแคบดังกล่าว “ต้องเปิดอยู่เสมอ” และจีนคัดค้านการทำให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตทหารรวมถึงการเรียกเก็บค่าผ่านทาง ซึ่งเป็นจุดยืนที่สอดคล้องกับถ้อยแถลงก่อนหน้านี้ของจีน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

รัฐมนตรีคิวบาเผย ไม่มีน้ำมันดีเซล-น้ำมันเตาเหลือแล้ว

รัฐมนตรีคิวบาเผย ไม่มีน้ำมันดีเซล-น้ำมันเตาเหลือแล้ว

14 พ.ค. 2569 22:56 น.

รัฐมนตรีคิวบาเผย ไม่มีน้ำมันดีเซล-น้ำมันเตาเหลือแล้ว

รัฐมนตรีพลังงานของคิวบาเปิดเผยว่า ประเทศของเขาไม่มีน้ำมันดีเซลและน้ำมันเตาเหลืออยู่แล้ว หลังถูกสหรัฐฯ ปิดกั้นการส่งพลังงาน

เมื่อ 14 พ.ค. 2569 นายบิเซนเต เด ลา โอ เลบี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของคิวบาระบุว่า ประเทศของเขาตกอยู่ในสภาวะขาดแคลนน้ำมันดีเซลและน้ำมันเตาโดยสมบูรณ์แล้ว นอกจากนั้นยังมีก๊าซเหลืออยู่เพียงในปริมาณจำกัด และระบบพลังงานกำลังอยู่ในขั้น “วิกฤต” เนื่องจากสหรัฐฯ ปิดกั้นการขนส่งพลังงานมายังคิวบา

“หากรวมเชื้อเพลิงประเภทต่างๆ เข้าด้วยกัน ทั้งน้ำมันดิบ น้ำมันเตา ซึ่งเราไม่มีเหลือเลยแม้แต่นิดเดียว และน้ำมันดีเซลที่เราก็ไม่มีเลยเช่นกัน — ผมขอย้ำอีกครั้ง — สิ่งเดียวที่เรามีตอนนี้คือก๊าซจากหลุมขุดเจาะของเราเอง ซึ่งมีปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้น” นายเด ลา โอ เลบี กล่าว

เขากล่าวต่อว่า ภายใต้การปิดกั้นของสหรัฐฯ พื้นที่บางส่วนของกรุงฮาวานาต้องตกอยู่ในความมืดจากเหตุไฟฟ้าดับยาวนานถึง 20 ถึง 22 ชั่วโมง พร้อมยอมรับว่าสถานการณ์ภายในประเทศกำลัง “ตึงเครียดอย่างถึงที่สุด”

โดยปกติแล้ว คิวบาพึ่งพาการส่งน้ำมันจากเวเนซุเอลาและเม็กซิโกเพื่อป้อนเข้าสู่ระบบโรงกลั่น อย่างไรก็ตาม ทั้งสองประเทศได้ตัดการส่งน้ำมันเกือบทั้งหมด หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ขู่ว่าจะขึ้นภาษีศุลกากรต่อประเทศใดก็ตามที่ส่งเชื้อเพลิงให้แก่คิวบา

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ย้ำข้อเสนอที่จะส่งเงินช่วยเหลือจำนวน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่คิวบา เพื่อแลกกับการที่ประเทศต้อง “ปฏิรูประบบคอมมิวนิสต์อย่างมีนัยสำคัญ”

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เมื่อวันพุธที่ผ่านมาได้เกิดการประท้วงกระจายตัวหลายจุดในกรุงฮาวานา เพื่อต่อต้านเหตุการณ์ไฟฟ้าดับที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้โรงพยาบาลต่างๆ ไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ ในขณะที่โรงเรียนและหน่วยงานราชการถูกบีบให้ต้องปิดทำการ นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นกลไกหลักทางเศรษฐกิจของคิวบาก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน

ชาวคิวบาหลายร้อยคนพากันออกมาบนท้องถนนทั่วเมือง มีการปิดถนนด้วยการเผาขยะ และตะโกนคำขวัญต่อต้านรัฐบาล ซึ่งรอยเตอร์สระบุว่า นี่ถือเป็นคืนที่มีการชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดในเมือง นับตั้งแต่คิวบาเริ่มประสบวิกฤตพลังงานเมื่อเดือนมกราคม

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ประธานาธิบดีมิเกล ดิแอซ-กาเนล แห่งคิวบา ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย โดยตำหนิสหรัฐฯ ว่าเป็นต้นเหตุของการขาดแคลนพลังงาน พร้อมยอมรับว่าสถานการณ์ทั่วทั้งเกาะอยู่ในสภาวะ “ตึงเครียดเป็นพิเศษ”

“สถานการณ์ที่เลวร้ายลงอย่างกะทันหันนี้มีสาเหตุเพียงประการเดียว คือการปิดกั้นทางพลังงานที่โหดร้าย ซึ่งสหรัฐฯ กระทำต่อประเทศของเรา โดยการข่มขู่จะใช้มาตรการภาษีที่ไม่สมเหตุสมผลกับประเทศใดก็ตามที่ส่งเชื้อเพลิงให้เรา” เขาระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์โว เจรจากับจีนเป็นบวกอย่างยิ่ง สี จิ้นผิงหวังสัมพันธ์ยั่งยืน

ทรัมป์โว เจรจากับจีนเป็นบวกอย่างยิ่ง สี จิ้นผิงหวังสัมพันธ์ยั่งยืน

14 พ.ค. 2569 21:52 น.

ทรัมป์โว เจรจากับจีนเป็นบวกอย่างยิ่ง สี จิ้นผิงหวังสัมพันธ์ยั่งยืน

โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวในงานเลี้ยงรับรองวันแรกของการประชุมสุดยอดกับผู้นำจีนว่า การพูดคุยเป็นไปในเชิงบวกอย่างยิ่ง ขณะที่ สี จิ้นผิง คาดหวังว่าจะมีความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับสหรัฐฯ

เมื่อ 14 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวในงานเลี้ยงรับรองวันแรกของการประชุมสุดยอด ณ กรุงปักกิ่งว่า การหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนนั้น “เป็นไปในเชิงบวกอย่างมาก” ท่ามกลางบรรยากาศของการประชุมสุดยอดที่ดูชื่นมื่น แต่แฝงไว้ด้วยประเด็นขัดแย้งหลายอย่าง

“เรามีการสนทนาและการประชุมที่มีประสิทธิภาพและเป็นบวกอย่างยิ่งกับคณะตัวแทนของจีนในช่วงเช้าวันนี้” ทรัมป์กล่าว ณ มหาศาลาประชาชน พร้อมบรรยายถึงค่ำคืนนี้ว่าเป็น “อีกหนึ่งโอกาสอันล้ำค่าที่จะได้หารือกันในหมู่มิตรสหาย”

การหารือวันแรกจบลงด้วยการที่ทรัมป์เชิญ สี จิ้นผิง เดินทางไปเยือนทำเนียบขาวในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ด้วย

ด้าน สี จิ้นผิง กล่าวสุนทรพจน์ระหว่างงานเลี้ยงรับรองระดับรัฐ โดยแสดงความหวังถึงความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระหว่างทั้งสองประเทศ และหวังว่าความก้าวหน้าของจีนสามารถดำเนินไปได้ “สอดประสาน” กับการทำให้อเมริกาเป็นมหาอำนาจอีกครั้ง

“การบรรลุการฟื้นฟูความรุ่งเรืองครั้งใหญ่ของประเทศจีน และการทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง สามารถดำเนินควบคู่กันไปได้อย่างสมบูรณ์ ต่างฝ่ายต่างช่วยให้อีกฝ่ายประสบความสำเร็จ และส่งเสริมสวัสดิภาพของโลกทั้งใบ” สี จิ้นผิง กล่าว ซึ่งเป็นการอ้างถึงแคมเปญ MAGA ของทรัมป์

ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางถึงกรุงปักกิ่งเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ก่อนจะเริ่มการประชุมสุดยอดครั้งสำคัญในวันพฤหัสบดี โดยในช่วงเช้า ทรัมป์บอกกับสี จิ้นผิง ว่า ประเทศของทั้งสองจะมี “อนาคตที่ยอดเยี่ยมร่วมกัน” พร้อมชื่นชมเจ้าภาพว่า “เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นเพื่อนกับท่าน” ขณะที่ผู้นำจีนกล่าวอย่างสงวนท่าทีว่า ทั้งสองฝ่าย “ควรเป็นพันธมิตรกัน ไม่ใช่คู่แข่ง”

การเยือนปักกิ่งครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในรอบเกือบหนึ่งทศวรรษ โดยการต้อนรับที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เคยนี้ ช่วยกลบบรรยากาศของความตึงเครียดด้านการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ระหว่างสองประเทศ

ความขัดแย้งในลักษณะหลังนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งนับตั้งแต่การเยือนครั้งล่าสุดของทรัมป์ในปี 2560 โดยทั้งสองประเทศใช้เวลาส่วนใหญ่ของปี 2568 ไปกับสงครามการค้าที่สร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลก และมีความเห็นไม่ลงรอยกันในประเด็นเช่น เรื่องไต้หวัน

ความขัดแย้งใหม่ล่าสุดที่เพิ่มเข้ามาคือ สงครามอิหร่าน ซึ่งทำให้จุดยืนของทรัมป์ในการเจรจาครั้งนี้อ่อนแอลง และทำให้เขาต้องเลื่อนกำหนดการเยือนจีนจากเดือนมีนาคมมาเป็นวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่าเขาคาดหวังที่จะ “หารือยาว” กับสี จิ้นผิง เกี่ยวกับเรื่องอิหร่าน ซึ่งเป็นประเทศที่ขายน้ำมันส่วนใหญ่ที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร ให้กับจีน แต่เขายืนกรานว่า “ผมไม่คิดว่าเราต้องการความช่วยเหลือใดๆ เกี่ยวกับอิหร่าน” จากปักกิ่ง

อย่างไรก็ตาม มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นคู่ปรับตัวฉกาจของปักกิ่ง แสดงท่าทีต่างออกไปเล็กน้อยโดยระบุว่า “เราหวังว่าจะโน้มน้าวให้พวกเขา (จีน) แสดงบทบาทเชิงรุกมากขึ้น ในการเกลี้ยกล่อมให้อิหร่านถอนตัวจากสิ่งที่พวกเขากำลังทำและพยายามจะทำในอ่าวเปอร์เซีย ณ ขณะนี้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

พายุฝน-ฟ้าผ่า ถล่มรัฐอุตตรประเทศ ดับอย่างน้อย 89 ราย

พายุฝน-ฟ้าผ่า ถล่มรัฐอุตตรประเทศ ดับอย่างน้อย 89 ราย

14 พ.ค. 2569 17:09 น.

พายุฝน-ฟ้าผ่า ถล่มรัฐอุตตรประเทศ ดับอย่างน้อย 89 ราย

รัฐอุตตรประเทศ ทางตอนเหนือของอินเดีย เผชิญพายุฝนฟ้าคะนอง ลมแรง ลูกเห็บ และฟ้าผ่าอย่างรุนแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 89 คน บาดเจ็บอีกกว่า 50 คน บ้านเรือนเสียหายจำนวนมาก ขณะที่รัฐบาลท้องถิ่นเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยและประเมินความเสียหาย

เกิดเหตุสภาพอากาศแปรปรวนรุนแรงในรัฐอุตตรประเทศ ทางตอนเหนือของอินเดีย หลังพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บ และฟ้าผ่า พัดถล่มหลายพื้นที่ตลอดวันพุธที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 89 คน และบาดเจ็บอีก 53 คน ตามรายงานของสำนักงานบรรเทาสาธารณภัยของรัฐ

รายงานระบุว่า เขตที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือเมืองพระยาคราช ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 21 คน ตามด้วยเขตสันต์ ราวิดาส นคร มีผู้เสียชีวิต 14 คน เขตฟาเตห์ปูร์ 11 คน และเขตมิรซาปูร์ 10 คน ขณะที่อีกหลายพื้นที่ เช่น อุนนาโอ บาเรลลี บาดาอุน และประตาปครห์ ต่างมีรายงานผู้เสียชีวิตและความเสียหายเช่นกัน

พายุรุนแรงทำให้ต้นไม้และเสาไฟฟ้าหักโค่น บ้านเรือนได้รับความเสียหายจำนวนมาก รวมถึงกำแพงและหลังคาพังถล่มในหลายพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีสัตว์เลี้ยงเสียชีวิตอย่างน้อย 114 ตัว และบ้านเรือนได้รับความเสียหายไม่น้อยกว่า 87 หลัง

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดจากกำแพงถล่ม ต้นไม้ล้มทับ และฟ้าผ่า ระหว่างเกิดพายุฝุ่นและฝนตกหนัก ตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงดึกของวันพุธ

กรมอุตุนิยมวิทยาอินเดีย เคยออกประกาศเตือนล่วงหน้าเกี่ยวกับพายุฝนฟ้าคะนองและฟ้าผ่าในหลายพื้นที่ทางภาคเหนือของประเทศ อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่ได้รับอิทธิพลจากกระแสลมตะวันตก

ด้านนายโยคี อาทิตยนาถ มุขมนตรีรัฐอุตตรประเทศ สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทุกเขตเร่งลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน และจ่ายเงินเยียวยาแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับผลกระทบภายใน 24 ชั่วโมง

ในหลายพื้นที่มีรายงานเหตุสะเทือนใจ เช่น หญิงวัย 19 ปี เสียชีวิตจากฟ้าผ่าขณะยืนหลบฝนใต้ต้นไม้พร้อมฝูงแพะในเขตราซูลาบัด โดยมีแพะหลายตัวตายพร้อมกัน ขณะที่ชายวัย 60 ปีที่อยู่ใกล้เคียงได้รับบาดเจ็บ ส่วนอีกเหตุการณ์หนึ่งในเขตซอนภัทร ชายวัย 38 ปี เสียชีวิตหลังถูกต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ล้มลงจากแรงพายุทับร่าง

ทางการอินเดียระบุว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง หน่วยกู้ภัย และหน่วยงานด้านเกษตรกรรมกำลังเร่งสำรวจความเสียหาย พร้อมประสานบริษัทประกันภัยเพื่อประเมินผลกระทบต่อภาคเกษตรและทรัพย์สินของประชาชนทั่วพื้นที่ประสบภัย.

ที่มา The New Indian Express

สหรัฐฯ อนุมัติ 10 บ.เอกชนจีน ซื้อชิป H200 ของ NVIDIA แต่ดีลยังชะงัก

สหรัฐฯ อนุมัติ 10 บ.เอกชนจีน ซื้อชิป H200 ของ NVIDIA แต่ดีลยังชะงัก

14 พ.ค. 2569 16:05 น.

สหรัฐฯ อนุมัติ 10 บ.เอกชนจีน ซื้อชิป H200 ของ NVIDIA แต่ดีลยังชะงัก

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ อนุมัติให้ 10 บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีน รวมถึง “อาลีบาบา” และ “เท็นเซนต์” ซื้อชิป AI สุดล้ำ Nvidia H200 ได้แล้ว แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการส่งมอบแม้แต่ชิ้นเดียว ขณะที่ “เจนเซน หวง” ซีอีโอ Nvidia เดินทางร่วมคณะประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เยือนจีน หวังปลดล็อกดีลสำคัญที่ติดขัดมานาน

แหล่งข่าววงในเปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้อนุมัติใบอนุญาตให้บริษัทจีนประมาณ 10 แห่ง สามารถสั่งซื้อชิปประมวลผลปัญญาประดิษฐ์รุ่น H200 ของ Nvidia ซึ่งเป็นชิป AI ที่ทรงพลังรองจากรุ่นสูงสุดของบริษัทได้แล้ว

อย่างไรก็ตาม แม้ได้รับอนุมัติอย่างเป็นทางการ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการส่งมอบชิปแม้แต่ล็อตเดียว เนื่องจากข้อตกลงยังติดปัญหาทางการเมืองและข้อจำกัดด้านความมั่นคงจากทั้งสหรัฐฯ และจีน

รายชื่อบริษัทที่ได้รับอนุมัติรวมถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีน เช่น อาลีบาบา, เท็นเซนต์, ไบต์แดนซ์ และ JD.com รวมถึงผู้จัดจำหน่ายอย่าง Lenovo และ Foxconn ภายใต้เงื่อนไขของสหรัฐฯ แต่ละบริษัทสามารถซื้อชิปได้สูงสุด 75,000 ตัว โดยสามารถสั่งซื้อโดยตรงจาก Nvidia หรือผ่านตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับอนุญาต

การอนุมัติดังกล่าวสะท้อนการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่ทวีความเข้มข้นขึ้น แม้สหรัฐฯ จะอนุญาตให้ขายสินค้าได้ แต่ข้อจำกัดด้านความมั่นคงยังทำให้การค้าจริงแทบไม่สามารถเดินหน้าได้

ก่อนที่สหรัฐฯ จะเข้มงวดมาตรการควบคุมการส่งออก Nvidia เคยครองส่วนแบ่งตลาดชิป AI ขั้นสูงในจีนสูงถึง 95% และจีนเคยสร้างรายได้ให้บริษัทประมาณ 13% ของรายได้ทั้งหมด โดยเจนเซน หวง เคยประเมินว่า ตลาด AI ของจีนเพียงแห่งเดียวจะมีมูลค่าถึง 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้

แหล่งข่าวระบุว่า แม้สหรัฐฯ จะอนุมัติการขาย แต่บริษัทจีนเริ่มชะลอคำสั่งซื้อ หลังได้รับสัญญาณจากรัฐบาลจีนให้ระมัดระวังการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสำคัญด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ขณะเดียวกัน จีนยังเร่งผลักดันการพัฒนาชิป AI ภายในประเทศ โดยบริษัทจีนหลายแห่งเริ่มหันไปใช้ชิปของ Huawei มากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพา Nvidia

ด้านนายเจนเซน หวง ซีอีโอ Nvidia ซึ่งร่วมเดินทางกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระหว่างการเยือนจีนครั้งนี้ กล่าวว่า เขาหวังว่าการพบกันระหว่างทรัมป์กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะช่วยปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และเปิดทางให้ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีเดินหน้าต่อได้

รายงานระบุว่า ทรัมป์ได้เชิญหวงขึ้นเครื่องร่วมเดินทางจากรัฐอะแลสกาไปยังกรุงปักกิ่ง เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐฯ-จีน ซึ่งทำให้หลายฝ่ายคาดหวังว่า อาจช่วยปลดล็อกดีลชิป AI ที่ชะงักอยู่ในขณะนี้

อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขการส่งออกของสหรัฐฯ ยังคงเข้มงวด โดยบริษัทจีนต้องพิสูจน์ว่าชิปจะไม่ถูกนำไปใช้ทางทหาร และต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยเพียงพอ ขณะที่ Nvidia ยังต้องยืนยันปริมาณสต๊อกสินค้าในสหรัฐฯ ก่อนส่งออก

นอกจากนี้ รัฐบาลทรัมป์ยังวางโครงสร้างให้สหรัฐฯ ได้รับส่วนแบ่งรายได้ 25% จากการขายชิปดังกล่าว ผ่านกระบวนการที่กำหนดให้ชิปต้องผ่านดินแดนสหรัฐฯ ก่อนส่งต่อไปจีน ซึ่งสร้างความกังวลในปักกิ่งเกี่ยวกับความปลอดภัยและความเป็นไปได้ในการฝังช่องโหว่ทางเทคโนโลยี

ด้านกลุ่มสายแข็งในสหรัฐฯ วิจารณ์รัฐบาลทรัมป์ว่า การอนุญาตให้ Nvidia ขายชิปแก่จีน อาจทำให้สหรัฐฯ สูญเสียความได้เปรียบด้าน AI และช่วยให้จีนไล่ตามเทคโนโลยีของอเมริกาได้เร็วขึ้น

คริส แม็กไกวร์ นักวิจัยจากสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของสหรัฐฯ กล่าวว่า “ทุกดีลที่เปิดทางให้ Nvidia ขายชิปแก่จีน หมายถึงชิปสำหรับบริษัทอเมริกันจะลดลง และทำให้ความได้เปรียบด้าน AI ของสหรัฐฯ เหนือจีนลดลงด้วย”

ที่มา Reuters

เมียนมาชงกฎหมายใหม่ “โทษประหารชีวิต” แก๊งบังคับเหยื่อทำงานคอลเซ็นเตอร์

เมียนมาชงกฎหมายใหม่ "โทษประหารชีวิต" แก๊งบังคับเหยื่อทำงานคอลเซ็นเตอร์

14 พ.ค. 2569 15:18 น.

เมียนมาชงกฎหมายใหม่ “โทษประหารชีวิต” แก๊งบังคับเหยื่อทำงานคอลเซ็นเตอร์

รัฐบาลเมียนมาเสนอร่างกฎหมายต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ฉบับใหม่ กำหนดโทษสูงสุดถึง “ประหารชีวิต” สำหรับผู้ที่กักขังหรือใช้ความรุนแรง กักขัง หรือทรมานเหยื่อให้ทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หวังล้างภาพลักษณ์แหล่งกบดานอาชญากรรมข้ามชาติ

รัฐบาลเมียนมาเผยแพร่ร่างกฎหมายต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ หรือ Anti-Online Scam Bill โดยเสนอให้มีบทลงโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต สำหรับผู้ที่กักขัง ใช้ความรุนแรง ทรมาน หรือปฏิบัติอย่างโหดร้ายต่อบุคคล เพื่อบังคับให้ทำงานในขบวนการหลอกลวงออนไลน์

ร่างกฎหมายดังกล่าวยังเสนอให้ผู้ที่ดำเนินกิจการศูนย์หลอกลวงออนไลน์ หรือเกี่ยวข้องกับการหลอกลงทุนสกุลเงินดิจิทัล หรือคริปโตเคอร์เรนซี ต้องรับโทษจำคุกสูงสุดตลอดชีวิต

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมียนมากลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของอุตสาหกรรมหลอกลวงออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามกลางเมืองหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2021 ซึ่งทำให้กลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติเข้าไปตั้งฐานปฏิบัติการในพื้นที่ห่างไกลและมีการรักษาความปลอดภัยแน่นหนา

ขบวนการเหล่านี้ใช้วิธีหลอกลวงผ่านความสัมพันธ์ออนไลน์ การลงทุนปลอม และคริปโตเคอร์เรนซี โดยมีเหยื่อกระจายอยู่ทั่วโลก ขณะที่ชาวต่างชาติหลายรายซึ่งถูกช่วยเหลือกลับประเทศเปิดเผยว่า พวกเขาถูกหลอกหรือค้ามนุษย์เข้าไปทำงานในศูนย์สแกมเมอร์และถูกทรมานหากขัดขืน

สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือ FBI ประเมินว่า เฉพาะในสหรัฐฯ เมื่อปีที่ผ่านมา มีผู้เสียหายจากขบวนการลักษณะนี้มากกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ปัญหาดังกล่าวยังสร้างความตึงเครียดระหว่างเมียนมากับจีน เนื่องจากมีทั้งชาวจีนที่เข้าไปก่อตั้งศูนย์สแกมเมอร์ทำงานในเครือข่ายเหล่านี้ และตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง

นักวิเคราะห์ระบุว่า ตลอดช่วงสงครามกลางเมืองในเมียนมานานกว่า 5 ปี จีนพยายามรักษาผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ด้วยการสนับสนุนทั้งกองทัพเมียนมาและกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ในบางช่วงเวลา

ร่างกฎหมายฉบับนี้ถือเป็นกฎหมายสำคัญฉบับแรกที่เสนอโดยรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งนำโดยพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐประหารที่เพิ่งรับตำแหน่งประธานาธิบดีพลเรือนเมื่อเดือนที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม กลุ่มเฝ้าระวังประชาธิปไตยมองว่า การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวเป็นเพียงความพยายามสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้รัฐบาลทหาร และลดแรงกดดันจากนานาชาติ หลังเมียนมาตกอยู่ในภาวะถูกโดดเดี่ยวทางการทูตนับตั้งแต่รัฐประหาร

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเมียนมาเพิ่งประกาศย้ายนางอองซาน ซูจี จากเรือนจำไปกักบริเวณในบ้านพัก แต่ฝ่ายวิจารณ์มองว่า เป็นเพียงความพยายามฟื้นภาพลักษณ์ของรัฐบาลเช่นกัน

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ยังเสนอจัดตั้งคณะกรรมการร่วมกับต่างประเทศ เพื่อประสานความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นความพยายามเปิดพื้นที่ให้รัฐบาลเมียนมาสร้างความร่วมมือกับนานาชาติอีกครั้ง.

ที่มา AFP

ศาลสหรัฐฯ ตัดสิน ชายอเมริกันเชื้อสายจีนเปิด “สถานีตำรวจลับ” กลางนิวยอร์ก สอดส่องผู้ลี้ภัยการเมือง

ศาลสหรัฐฯ ตัดสิน ชายอเมริกันเชื้อสายจีนเปิด "สถานีตำรวจลับ" กลางนิวยอร์ก สอดส่องผู้ลี้ภัยการเมือง

14 พ.ค. 2569 14:01 น.

ศาลสหรัฐฯ ตัดสิน ชายอเมริกันเชื้อสายจีนเปิด “สถานีตำรวจลับ” กลางนิวยอร์ก สอดส่องผู้ลี้ภัยการเมือง

คณะลูกขุนสหรัฐฯ มีคำตัดสินว่าชายชาวอเมริกันเชื้อสายจีนวัย 64 ปี มีความผิดฐานร่วมดำเนิน “สถานีตำรวจลับจีน” ในนครนิวยอร์ก เพื่อสอดส่องและติดตามผู้เห็นต่างทางการเมืองชาวจีนในสหรัฐฯ โดยอาจเผชิญโทษจำคุกสูงสุด 30 ปี

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ แถลงผลการตัดสินของคณะลูกขุน โดยพบว่า นาย “แฮร์รี่” หลู่ เจี้ยนหวาง (Lu Jianwang) อายุ 64 ปี มีความผิดจริงฐานปฏิบัติหน้าที่เป็นตัวแทนที่ไม่ได้จดทะเบียนของรัฐบาลต่างชาติ จากการจัดตั้งและดำเนินงาน “สถานีตำรวจโพ้นทะเล” ขึ้นอย่างลับๆ ในอาคารสำนักงานย่านแมนฮัตตันของนครนิวยอร์ก

นายหลู่ และเพื่อนร่วมขบวนการคือ นายเฉิน จิ้นผิง ถูกจับกุมตัวเมื่อเดือนเมษายน 2023 หลังการสืบสวนพบว่าสำนักงานแห่งนี้ดำเนินการในนามของกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน โดยนายเฉินได้ยอมรับสารภาพผิดไปก่อนหน้านี้เมื่อเดือนธันวาคม 2024 ในข้อหาสมคบคิดปฏิบัติหน้าที่เป็นตัวแทนของรัฐบาลจีน และกำลังอยู่ในระหว่างรอฟังคำพิพากษาโทศ

เจมส์ ซี. บาร์นาเคิล จูเนียร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการเอฟบีไอ ระบุว่า นายหลู่ใช้สถานีตำรวจแห่งนี้เพื่อพุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐบาลจีน เพื่อสนองวาระทางการเมืองของจีน โดยเขาได้รับมอบหมายให้รวบรวมข้อมูลส่วนตัวและระบุตำแหน่งที่พักอาศัยของนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่หลบหนีออกจากจีนมายังสหรัฐฯ เพื่อกดดันให้บุคคลเหล่านี้กลับไปรับโทษทางอาญาที่ประเทศจีน

จากการบุกตรวจค้นของเอฟบีไอ เมื่อปี 2022 เจ้าหน้าที่พบหลักฐานสำคัญเป็นป้ายแบนเนอร์สีฟ้าที่ระบุข้อความว่า “สถานีบริการตำรวจโพ้นทะเลฝูโจว ประจำนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา” ซึ่งอ้างอิงถึงเมืองฝูโจวในมณฑลทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน นอกจากนี้ยังพบว่ามีเจ้าหน้าที่จากสถานกงสุลจีนในนิวยอร์กเคยเดินทางมาเยี่ยมเยียนสำนักงานแห่งนี้ด้วย

ข้อมูลจากกลุ่มสิทธิมนุษยชน “Safeguard Defenders” เผยว่ามีสถานีลักษณะเดียวกันนี้มากกว่า 100 แห่ง กระจายอยู่ใน 53 ประเทศทั่วโลก ซึ่งรวมถึงในแคนาดาและยุโรป โดยรัฐบาลในหลายประเทศได้เริ่มมาตรการกวาดล้างสำนักงานเหล่านี้ที่มักดำเนินการโดยไม่มีการระบุตัวตนที่ชัดเจน

ด้านทางการจีนยังคงยืนกรานปฏิเสธ โดยนายหลิน เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงว่า “ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าสถานีตำรวจลับอยู่จริง” พร้อมย้ำว่าจีนปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศและเคารพอธิปไตยทางกระบวนการยุติธรรมของทุกประเทศมาโดยตลอด

ปัจจุบัน นายหลู่ เจี้ยนว่าง กำลังรอการกำหนดบทลงโทษอย่างเป็นทางการ ซึ่งความผิดฐานเป็นสายลับต่างชาติที่ผิดกฎหมายในลักษณะนี้อาจส่งผลให้เขาต้องโทษจำคุกสูงสุดถึง 30 ปี

รัสเซียยิงขีปนาวุธ-โดรน ถล่มกรุงเคียฟหนัก เสียชีวิต 1 เจ็บอย่างน้อย 31

รัสเซียยิงขีปนาวุธ-โดรน ถล่มกรุงเคียฟหนัก เสียชีวิต 1 เจ็บอย่างน้อย 31

14 พ.ค. 2569 13:05 น.

รัสเซียยิงขีปนาวุธ-โดรน ถล่มกรุงเคียฟหนัก เสียชีวิต 1 เจ็บอย่างน้อย 31

กองทัพรัสเซียเปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ด้วยขีปนาวุธและโดรน ถล่มกรุงเคียฟและพื้นที่โดยรอบ หลังสิ้นสุดมาตรการหยุดยิงเพียงไม่กี่วัน ส่งผลให้อาคารที่พักอาศัยพังถล่ม มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บอย่างน้อย 31 ราย

เมื่อช่วงเช้ามืดวันนี้ (14 พ.ค.) กรุงเคียฟเผชิญกับการโจมตีทางอากาศอย่างหนักด้วยขีปนาวุธนำวิถี และโดรนพิฆาต โดยนายวิทาลี คลิทช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟ ระบุว่าเมืองหลวงตกอยู่ภายใต้การโจมตีอย่างรุนแรงของศัตรู ส่งผลให้เกิดระเบิดดังสนั่นทั่วเมืองจนระบบป้องกันภัยทางอากาศต้องทำงานอย่างหนัก

ด้านนายทิมูร์ ทคาเชนโก หัวหน้าฝ่ายบริหารทางทหารของกรุงเคียฟ ยืนยันพบผู้เสียชีวิต 1 ราย ขณะที่หน่วยบริการฉุกเฉินแห่งรัฐรายงานตัวเลขผู้ได้รับบาดเจ็บล่าสุดอยู่ที่ 31 ราย ในจำนวนนี้มีเด็กรวมอยู่ด้วย 1 ราย โดยความเสียหายกระจายตัวอยู่ใน 6 เขตของเมืองหลวง และอีก 6 เขตในพื้นที่โดยรอบ

จุดที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุดอยู่ที่เขตดาร์นิตเซีย เมื่ออาคารที่พักอาศัยหลายชั้นถูกโจมตีจนพังถล่มจนแยกออกเป็นสองซีก ส่งผลให้มีผู้อยู่อาศัยถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพัง เจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยออกมาได้แล้วอย่างน้อย 10 ราย และยังคงเร่งค้นหาผู้ที่อาจติดค้างอยู่ท่ามกลางกลุ่มควันและซากตึก

นอกจากนี้ ในเขตดนีเปอร์ พบโดรนพุ่งชนหลังคาอาคารพักอาศัยสูง 5 ชั้น และเศษซากจรวดที่ถูกยิงตกยังหล่นทับอาคารที่มิใช่ที่พักอาศัย รวมถึงลานจอดรถจนเกิดเพลิงไหม้รถยนต์หลายคัน

การโจมตีครั้งใหญ่ครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังจากที่รัสเซียสิ้นสุดมาตรการหยุดยิง 3 วัน ซึ่งเป็นการหยุดพักรบตามการประกาศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เพื่อเปิดทางให้ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน จัดพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะที่จัตุรัสแดง

ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน เปิดเผยว่า เมื่อวันพุธที่ผ่านมา รัสเซียเพิ่งใช้โดรนกว่า 800 ลำ โจมตีพื้นที่ทางตะวันตกของประเทศจนมีผู้เสียชีวิตไป 6 ราย โดยชี้ว่าเป้าหมายของรัสเซียคือการสร้างความเจ็บปวดและความโศกเศร้าให้ได้มากที่สุด พร้อมเรียกร้องให้ประธานาธิบดีทรัมป์ยกประเด็นการยุติสงครามขึ้นหารือในการประชุมร่วมกับนายสี จิ้นผิง ผู้นำจีน 

ปัจจุบัน สงครามรัสเซีย-ยูเครนล่วงเลยมานานกว่า 4 ปีแล้ว และการกลับมาโจมตีระลอกล่าสุดนี้สะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์ยังคงทวีความรุนแรงและไร้วี่แววการเจรจาสันติภาพในเร็ววัน.

ที่มา Associated Press