ตึก 5 ชั้นถล่มในเดลี ดับแล้ว 1 ศพ คาดสูญหายกว่า 50 คน

ตึก 5 ชั้นถล่มในเดลี ดับแล้ว 1 ศพ คาดสูญหายกว่า 50 คน

7 ก.ย. 2569 00:01 น.

ตึก 5 ชั้นถล่มในเดลี ดับแล้ว 1 ศพ คาดสูญหายกว่า 50 คน

อาคารหอพักนักศึกษาสูง 5 ชั้นในกรุงนิวเดลีพังถล่มลงมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ และคาดว่ามีผู้ถูกฝังอยู่ใต้ซากกว่า 50 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุอาคารที่พักอาศัยสูง 5 ชั้นในกรุงนิวเดลี เมืองหลวงของอินเดีย พังถล่มลงมา เมื่อเวลาประมาณ 13.30 น. วันอาทิตย์ที่ 6 ก.ย. 2569 ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1 ศพ และอีก 2 รายอยู่ในขั้นวิกฤต โดยล่าสุดสามารถช่วยเหลือออกมาได้แล้ว 6 ราย

อาคารที่เกิดเหตุมีชื่อว่า “Hostel Daze” ตั้งอยู่ในย่านสัตยา นิเกตัน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงนิวเดลี ไม่ไกลจากวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยเดลี และเป็นที่พักของนักศึกษาจำนวนมาก

ผู้เห็นเหตุการณ์บอกกับสื่อว่า ในตอนเกิดเหตุมีผู้อยู่ในอาคารหลังมากกว่า 50 คน เนื่องจากเป็นวันอาทิตย์ที่ไม่มีการเรียนการสอน โดยก่อนเกิดเหตุ มีการก่อสร้างบริเวณชั้นใต้ดินของอาคารดังกล่าว แต่ยังไม่แน่ชัดว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้อาคารถล่ม

สมาชิกสภานิติบัญญัติรายหนึ่งเปิดเผยว่า นักศึกษาบางคนที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง พยายามโทรศัพท์ออกมาขอความช่วยเหลือ

ผู้เห็นเหตุการณ์อีกคนบอกกับสื่อท้องถิ่นอีกว่า อาคารอีกหลังที่อยู่ติดกับหอพักก็ถล่มลงมาด้วยเช่นกัน โดยนาง เรขา คุปตา ผู้ว่าการรัฐเดลี กล่าวว่า อาคารข้างเคียงได้รับการอพยพผู้คนออกหมดแล้ว “เพื่อป้องกันไว้ก่อน” โดย “เรากำลังพยายามทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ข้างในให้ออกมาได้อย่างปลอดภัย”

ตำรวจเดลีเปิดเผยว่า อาคารที่พังถล่มมีอายุประมาณ 40-50 ปี ขณะที่เจ้าของร้านค้าในบริเวณใกล้เคียงบอกกับสำนักข่าว ANI ว่า อาคารดังกล่าวอยู่ภายใต้สัญญาเช่า 100 ปี และผู้เช่าได้ทำการขุดเจาะชั้นใต้ดินเพื่อหาทางเพิ่มรายได้

“พวกเขาเสริมความแข็งแรงของอาคารส่วนบน แต่เสาข้างใต้กลับอ่อนแอ” เขากล่าว พร้อมระบุว่าคนงานก่อสร้างก็ถูกฝังอยู่ใต้ซากด้วยเช่นกัน

ด้านสหภาพนักศึกษาแห่งชาติอินเดียเรียกร้องให้รัฐบาลสอบสวนหาสาเหตุของเหตุอาคารถล่มครั้งนี้ และนำตัวผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบมาลงโทษ โดยยืนยันว่า “เราจะไม่ยอมรับความประมาทเลินเล่อต่อความปลอดภัยของนักศึกษาและประชาชนทั่วไปไม่ว่ากรณีใดๆ”

ขณะที่ สำนักข่าว ไทม์ส ออฟ อินเดีย รายงานว่า ตอนนี้ตำรวจกำลังอยู่ระหว่างการตามหาตัวเจ้าของอาคารหลังดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อินโดนีเซียสั่งปิด 8 สนามบิน ภูเขาไฟปะทุ กระทบนักเดินทาง 1.7 แสนคน

อินโดนีเซียสั่งปิด 8 สนามบิน ภูเขาไฟปะทุ กระทบนักเดินทาง 1.7 แสนคน

6 ก.ย. 2569 23:03 น.

อินโดนีเซียสั่งปิด 8 สนามบิน ภูเขาไฟปะทุ กระทบนักเดินทาง 1.7 แสนคน

อินโดนีเซียระงับการบินที่ท่าอากาศยานถึง 8 แห่ง หลังการปะทุของภูเขาไฟ อานัก กรากาตัว ซึ่งพ่นเถ้าถ่านขึ้นฟ้าสูงหลายกิโลเมตร ส่งผลกระทบให้มีผู้โดยสารติดค้างกว่า 170,000 คน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 ก.ย. 2569 การปะทุของภูเขาไฟ “อานัก กรากาตัว” (Anak Krakatau) ในอินโดนีเซีย ส่งผลให้เกิดเถ้าภูเขาไฟฟุ้งกระจายในอากาศเป็นวงกว้าง จนต้องสั่งระงับบริการที่ท่าอากาศยาน 8 แห่ง รวมถึงสนามบินหลักในจาการ์ตา ส่งผลกระทบต่อเที่ยวบินมากกว่า 1,500 เที่ยว และผู้โดยสารราว 170,000 คน

ท่าอากาศยานนานาชาติ ซูการ์โน-ฮัตตา ในกรุงจาการ์ตา มีเที่ยวบินถูกยกเลิก 964 เที่ยวบิน และเจ้าหน้าที่สั่งระงับการบินถึงเที่ยงคืนวันจันทร์ หลังตรวจพบเถ้าภูเขาไฟ โดยผู้บริหารสนามบินจัดหาอาหาร เครื่องดื่ม และรถรับส่งไปยังโรงแรมให้แก่ผู้โดยสารที่ตกค้างแล้ว

ภูเขาไฟ อานัก กรากาตัว พ่นเถ้าถ่านปกคลุมสูงถึง 6,000 เมตรในฝั่งเกาะชวา และสูงถึง 15,000 เมตรในฝั่งเกาะสุมาตรา ผู้คนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงเริ่มมีปัญหาเคืองตาจากฝุ่นเถ้า เจ้าหน้าที่ต้องเร่งแจกหน้ากากอนามัย ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดลัมปุง รวมถึงจาการ์ตาสั่งให้โรงเรียนเปลี่ยนไปเรียนออนไลน์ตั้งแต่วันจันทร์

บริการเรือข้ามฟากบริเวณช่องแคบซุนดายังเปิดให้บริการตามปกติ แต่ทางการอินโดนีเซียกำชับให้เรือเดินทางโดยเว้นระยะห่างจากปล่องภูเขาไฟอย่างน้อย 3 กิโลเมตร

รถยนต์คันหนึ่งที่ถูกปกคลุมไปด้วยเถ้าภูเขาไฟ หลังการปะทุของภูเขาไฟอานัก กรากาตัว ในเมืองบันดาร์ ลัมปุง จังหวัดลัมปุง ประเทศอินโดนีเซีย
รถยนต์คันหนึ่งที่ถูกปกคลุมไปด้วยเถ้าภูเขาไฟ หลังการปะทุของภูเขาไฟอานัก กรากาตัว ในเมืองบันดาร์ ลัมปุง จังหวัดลัมปุง ประเทศอินโดนีเซีย

ด้านหน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยอินโดนีเซีย (BNPB) ระบุว่า เจ้าหน้าที่กำลังทำฝนเทียมเพื่อช่วยล้างเถ้าภูเขาไฟในอากาศ

ทั้งนี้ ภูเขาไฟ อานัก กรากาตัว เป็นหนึ่งในภูเขาไฟ 5 แห่งในอินโดนีเซีย ที่อยู่ภายใต้การเตือนภัยระดับ 3 ซึ่งเป็นขั้นสูงสุดอันดับ 2 โดยในวันเดียวกันนี้ ภูเขาไฟเซเมรู ก็เพิ่งปะทุพ่นเถ้าถ่านสูง 1 กม.

เจ้าหน้าที่ยืนยันว่า ไม่มีความเสี่ยงเกิดสึนามิในขณะนี้ ต่างจากเหตุการณ์ปี 2561 ที่ภูเขาไฟ อานัก กรากาตัว ปะทุรุนแรงจนทำให้โครงสร้างด้านข้างของภูเขาไฟพังถล่มลงสู่ทะเล กลายเป็นคลื่นสึนามิซัดเข้าฝั่ง คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 437 ศพ และบาดเจ็บนับพันคน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เหยื่อน้ำท่วมทิเบตพุ่ง 43 ศพ หายอีก 519 คน การค้นหายังยากลำบาก

เหยื่อน้ำท่วมทิเบตพุ่ง 43 ศพ หายอีก 519 คน การค้นหายังยากลำบาก

6 ก.ย. 2569 21:48 น.

เหยื่อน้ำท่วมทิเบตพุ่ง 43 ศพ หายอีก 519 คน การค้นหายังยากลำบาก

ยอดผู้เสียชีวิตในทิเบตจากเหตุน้ำท่วมรุนแรงซึ่งพัดถล่มเทือกเขาหิมาลัยบริเวณชายแดนจีน-เนปาลเมื่อเดือนที่แล้ว เพิ่มขึ้นจาก 31 ศพเป็น 43 ศพแล้ว ขณะที่การค้นหายังคงยากลำบาก

สำนักข่าว ซินหัว ของจีนรายงานในวันอาทิตย์ที่ 6 ก.ย. 2569 ว่า เหตุการณ์ธารน้ำแข็งและภูเขาถล่มบนเทือกเขาหิมาลัยบริเวณชายแดนเนปาลกับทิเบตเมื่อวันที่ 26 ส.ค. ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตในฝั่งทิเบตแล้ว 43 ศพ และยังมีผู้สูญหายอีก 519 ราย

เมื่อวานนี้ เนปาลรายงานพบผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติดังกล่าวแล้ว 1,344 ศพ และยังมีผู้สูญหายอีกราว 5,000 คน ซึ่งตัวเลขที่แตกต่างกันอย่างมากระหว่างจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้สูญหาย สะท้อนให้เห็นความท้าทายที่ทีมกู้ภัยต้องเผชิญ เพื่อรุกคืบเข้าไปในพื้นที่ชายแดนที่ได้รับความเสียหายหนัก

ด่านจี๋หลง (Gyirong Port) ซึ่งตั้งอยู่ลึกเข้าไปในเทือกเขาหิมาลัยตามแนวชายแดนระหว่างจีนและเนปาล ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้อย่างร้ายแรง

บรรดาผู้เชี่ยวชาญเปิดเผยกับสำนักข่าว CNA ว่า อาจต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งจึงจะทราบยอดผู้เสียชีวิตที่แท้จริง เนื่องจากเศษซากหินที่มากับน้ำท่วมมีแนวโน้มว่าจะฝังกลบร่างของผู้เสียชีวิตไว้เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ กระแสน้ำท่วมยังอาจพัดพาผู้ประสบภัยลอยไกลออกไปหลายกิโลเมตรอีกด้วย

อินเดียเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า พวกเขาพบศพผู้เสียชีวิตนับสิบรายที่เชื่อว่า ลอยมาตามแม่น้ำที่เชื่อมต่อกับประเทศเนปาล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อินฟลูฯ ดังอังกฤษดับ หลังฉีดฟิลเลอร์เพิ่มขนาดอวัยวะเพศในกรุงเทพฯ แพทย์ชี้ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน

อินฟลูฯ ดังอังกฤษดับ หลังฉีดฟิลเลอร์เพิ่มขนาดอวัยวะเพศในกรุงเทพฯ แพทย์ชี้ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน

6 ก.ย. 2569 12:13 น.

อินฟลูฯ ดังอังกฤษดับ หลังฉีดฟิลเลอร์เพิ่มขนาดอวัยวะเพศในกรุงเทพฯ แพทย์ชี้ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน

“อิโก อูบิริโบ” หรือ “ไทนี” นักธุรกิจและอินฟลูเอ็นเซอร์ชาวอังกฤษ-ไนจีเรีย วัย 43 ปี เสียชีวิตฉับพลันระหว่างเดินทางมาพักผ่อนที่ประเทศไทย โดยชันสูตรพบสาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอด หลังเข้ารับการฉีดสารไฮยาลูโรนิกเพิ่มขนาดอวัยวะเพศที่คลินิกแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ

“อิโก อูบิริโบ” หรือ “ไทนี” นักธุรกิจและอินฟลูเอนเซอร์ชาวอังกฤษเชื้อสายไนจีเรีย เสียชีวิตในประเทศไทยด้วยวัย 43 ปี หลังเข้ารับการฉีดฟิลเลอร์เพื่อเพิ่มขนาดอวัยวะเพศระหว่างเดินทางมาพักผ่อนกับภรรยา โดยผลการไต่สวนการเสียชีวิตในศาลชันสูตรศพอินเนอร์ เวสต์ ลอนดอน ของอังกฤษ ระบุว่า การทำหัตถการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอด ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิต

อูบิริโบเข้ารับการฉีดสารไฮยาลูโรนิกและลิโดเคนรวม 40 มิลลิลิตร ที่คลินิกแห่งหนึ่งในประเทศไทยเมื่อเดือนมีนาคม 2026 ขณะพักอยู่ที่โรงแรมในกรุงเทพฯ กับภรรยา ดาเนียลล์ ซิมบา อัลเลน นักออกแบบแฟชั่นชื่อดัง โดยหลังเข้ารับการทำหัตถการ ทั้งคู่ไปนวดด้วยกัน ก่อนอูบิริโบจะเริ่มมีอาการเจ็บหน้าอกและหมดสติถึง 2 ครั้ง จากนั้นถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยรถพยาบาล โดยในช่วงแรกยังสามารถตอบคำถามแพทย์ได้

ภรรยาของเขาแจ้งแพทย์ว่า ก่อนหน้านั้นอูบิริโบได้รับการฉีดฟิลเลอร์ แพทย์จึงแนะนำให้ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือซีทีสแกน แต่ก่อนที่จะได้ตรวจ เขากลับหมดสติอีกครั้ง

แพทย์วินิจฉัยว่าอูบิริโบมีภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอด ซึ่งเกิดจากลิ่มเลือดหรือสารอื่นเข้าไปอุดตันหลอดเลือดในปอด และถูกส่งเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยหนัก ทีมแพทย์ทำการช่วยฟื้นคืนชีพนานกว่า 100 นาที แต่ไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้ โดยเขาเสียชีวิตในช่วงเช้ามืดของวันที่ 6 มีนาคม 2026

ผลชันสูตรศพในสหราชอาณาจักร พบโมเลกุลสารตกค้างในปอด ซึ่งมีลักษณะสอดคล้องกับกรดไฮยาลูโรนิกที่ใช้ในการฉีดฟิลเลอร์ก่อนหน้านั้น ขณะที่ จีน ฮาร์กิน เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพ มีคำวินิจฉัยว่าอูบิริโบเสียชีวิตจากภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอดที่เกิดจากการทำหัตถการดังกล่าว

แพทย์จากโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ให้ข้อมูลว่า ผู้เสียชีวิตมีอาการเป็นลม 2 ครั้งขณะกำลังนวด และได้รับการฉีดฟิลเลอร์ที่อวัยวะเพศปริมาณ 40 มิลลิลิตรในวันเดียวกัน ด้านแพทย์ประจำตัวในกรุงลอนดอนระบุเพิ่มเติมว่า อูบิริโบเคยเข้ารับการผ่าตัดเกี่ยวกับข้อต่อ มีภาวะก่อนเบาหวานและโรคเกาต์ แต่ไม่มีปัญหาสุขภาพสำคัญอื่น ๆ

อูบิริโบเป็นที่รู้จักจากการนำเสนอชีวิตหรูหราผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีผู้ติดตามบนอินสตาแกรมประมาณ 185,000 คน เขาเป็นเจ้าของบ้านมูลค่าประมาณ 1.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐในย่านเครนชอว์ นครลอสแอนเจลิส และอพาร์ตเมนต์ในกรุงลอนดอนมูลค่าประมาณ 600,000 ดอลลาร์สหรัฐ

เขาแต่งงานกับดาเนียลล์ในพิธีหรูที่ประเทศซิมบับเวเมื่อปี 2022 และหลังเสียชีวิต ศพของเขาถูกฝังในกรุงลอนดอน โดยมีรายงานว่าใช้โลงศพสีทองมูลค่ามากกว่า 745,000 ดอลลาร์สหรัฐ แขกที่มาร่วมงานศพรวมถึง ดาวิโด นักร้องแนวแอฟโครบีตชื่อดังชาวไนจีเรีย ซึ่งเป็นเพื่อนสมัยเด็กของอูบิริโบ และ คูบานา ชีฟ พรีสต์ บุคคลดังในวงการบันเทิงไนจีเรีย

ดาวิโดกล่าวในพิธีศพว่า การสูญเสียอูบิริโบเป็นเรื่องยากที่จะยอมรับ พร้อมระบุว่าเขาเป็นคนที่มีพลังและมีตัวตนโดดเด่นอย่างมาก ทำให้การไม่มีเขาอยู่เป็นความรู้สึกที่หนักหน่วงและไม่เหมือนความจริง

การฉีดสารไฮยาลูโรนิกเพื่อเพิ่มขนาดอวัยวะเพศมีค่าใช้จ่ายสูงถึงประมาณ 9,000 ดอลลาร์สหรัฐ และโดยทั่วไปผลของสารอาจคงอยู่ประมาณ 6-9 เดือน อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินปัสสาวะในอังกฤษเตือนว่า หัตถการดังกล่าวอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

กรณีของอูบิริโบจึงกลายเป็นอีกเหตุการณ์ที่สะท้อนถึงความเสี่ยงของการทำหัตถการเพื่อความงาม โดยเฉพาะการฉีดสารเข้าสู่ร่างกายในบริเวณที่มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรง.

ที่มา Mirror US / TMZ

ศาลอียิปต์ตัดสินประหารชีวิต 12 รายคดีค้ายาเสพติด รวม “พิธีกรหญิงรายการดัง”

ศาลอียิปต์ตัดสินประหารชีวิต 12 รายคดีค้ายาเสพติด รวม "พิธีกรหญิงรายการดัง"

6 ก.ย. 2569 11:43 น.

ศาลอียิปต์ตัดสินประหารชีวิต 12 รายคดีค้ายาเสพติด รวม “พิธีกรหญิงรายการดัง”

ศาลอียิปต์ตัดสินโทษประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ “ซาราห์ คาลิฟา” พิธีกรรายการทีวีชื่อดังวัย 39 ปี พร้อมจำเลยอีก 11 คน หลังถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีลักลอบนำเข้าสารเคมีเพื่อผลิตและค้ายาเสพติด ยึดของกลางได้กว่า 750 กิโลกรัม พร้อมอาวุธปืนผิดกฎหมาย

ศาลในกรุงไคโรของอียิปต์มีคำพิพากษาประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ ซาราห์ คาลิฟา อายุ 39 ปี ผู้ประกาศข่าวและพิธีกรรายการโทรทัศน์ชื่อดัง พร้อมจำเลยอีก 11 คน ในคดีเกี่ยวกับการผลิตและค้ายาเสพติด ตามรายงานของสื่อทางการอียิปต์ 

คาลิฟาเป็นที่รู้จักจากรายการ “Mission Impossible” ซึ่งนำเสนอประเด็นด้านความมั่นคงและอาชญากรรม นอกจากนี้เธอยังเป็นเจ้าของคลินิกศัลยกรรมความงามและบริษัทผลิตรายการที่รับจัดงานปาร์ตี้และกิจกรรมต่าง ๆ

หนังสือพิมพ์อัล-อาห์รอม ซึ่งเป็นสื่อของรัฐ รายงานว่า ศาลพิพากษาคาลิฟาและจำเลยอีก 11 คนในข้อหาจัดตั้งแก๊งอาชญากรรมที่มีการจัดตั้งเป็นระบบ เพื่อจัดหาวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตยาเสพติด โดยมีเจตนานำไปจำหน่าย รวมถึงข้อหาครอบครองและพกพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนโดยไม่ได้รับอนุญาต

เจ้าหน้าที่สามารถยึดยาเสพติดและวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตได้มากกว่า 750 กิโลกรัม พร้อมตรวจพบอพาร์ตเมนต์ 2 แห่งที่ถูกใช้เป็นสถานที่ผลิตยาเสพติด รวมถึงอาวุธปืนและเครื่องกระสุนที่ไม่มีใบอนุญาต อัยการยังนำพยาน 20 คนเข้าให้การ รวมถึงหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งบทสนทนาและคลิปวิดีโอ เพื่อประกอบคดี

ระหว่างการพิจารณาคดีเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ผู้พิพากษาถามคาลิฟาเกี่ยวกับบทบาทที่ถูกกล่าวหา โดยเธอยืนยันว่าไม่เคยเห็นยาเสพติดมาก่อน จนกระทั่งถูกถ่ายภาพคู่กับยาเสพติดภายในสำนักงานของหน่วยงานปราบปรามยาเสพติด

นอกจากคดีค้ายาเสพติดแล้ว ศาลยังพิพากษาจำคุกคาลิฟาและจำเลยบางรายเป็นเวลา 5 ปี ในอีกคดีหนึ่ง จากข้อกล่าวหาลักพาตัวและทำร้ายร่างกายชายหนุ่ม

คำพิพากษาประหารชีวิตในคดีนี้มีขึ้นหลังศาลส่งเรื่องให้มุฟตีใหญ่แห่งอียิปต์ ซึ่งเป็นผู้นำด้านกฎหมายศาสนาอิสลามของประเทศ เพื่อให้ความเห็นทางศาสนา โดยเป็นขั้นตอนที่กฎหมายอียิปต์กำหนดไว้สำหรับคดีที่มีโทษประหารชีวิต ทั้งนี้ ความเห็นของมุฟตีใหญ่ไม่มีผลผูกพันต่อศาล และคำพิพากษายังสามารถยื่นอุทธรณ์ได้

คาลิฟาปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด ขณะที่คดีนี้ถูกจับตาเนื่องจากอียิปต์ยังคงใช้โทษประหารชีวิตกับความผิดบางประเภท รวมถึงการฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน การก่อการร้าย ความผิดฐานข่มขืนบางกรณี และการค้ายาเสพติด

ข้อมูลจากคณะกรรมาธิการอียิปต์เพื่อสิทธิและเสรีภาพระบุว่า ในปี 2025 มีการพิพากษาประหารชีวิตในอียิปต์ 541 คดี ขณะที่รายงานของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลระบุว่า ในปีเดียวกันมีคำพิพากษาประหารชีวิต 492 คดี และมีการประหารชีวิตจริง 23 ราย.

ที่มา BBC / Guardian

ภูเขาไฟอานักกรากะตัวปะทุหนัก เถ้าภูเขาไฟแผ่ถึงกรุงจาการ์ตา เตือนห้ามเข้าใกล้รัศมี 3 กม.

ภูเขาไฟอานักกรากะตัวปะทุหนัก เถ้าภูเขาไฟแผ่ถึงกรุงจาการ์ตา เตือนห้ามเข้าใกล้รัศมี 3 กม.

6 ก.ย. 2569 11:07 น.

ภูเขาไฟอานักกรากะตัวปะทุหนัก เถ้าภูเขาไฟแผ่ถึงกรุงจาการ์ตา เตือนห้ามเข้าใกล้รัศมี 3 กม.

ภูเขาไฟ “อานักกรากะตัว” ในอินโดนีเซียเกิดปะทุหนัก ส่งเถ้าถ่านภูเขาไฟพุ่งสูงถึง 15,200 เมตร กระจายครอบคลุมหลายจังหวัดรวมถึงกรุงจาการ์ตาและเกาะสุมาตรา ส่งผลให้ท่าอากาศยานนานาชาติซูการ์โน-ฮัตตา ต้องประกาศระงับเที่ยวบินทั้งหมดชั่วคราว เจ้าหน้าที่ตรึงเตือนภัยระดับ 3 ห้ามเข้าใกล้รัศมี 3 กิโลเมตร แนะนำประชาชนสวมหน้ากากป้องกันระบบทางเดินหายใจ

สำนักงานธรณีวิทยาอินโดนีเซีย หรือ PVMBG รายงานว่า ภูเขาไฟอานักกรากะตัว ซึ่งตั้งอยู่ในช่องแคบซุนดา ระหว่างเกาะชวาและสุมาตรา ยังคงมีความเคลื่อนไหวสูง หลังเริ่มมีการปะทุตั้งแต่วันศุกร์ที่ 4 กันยายน 2569 และปะทุอีกครั้งเมื่อเวลา 03.53 น. วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน โดยการปะทุครั้งล่าสุดกินเวลาประมาณ 30 วินาที

เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ และยังไม่มีการประกาศอพยพประชาชน เนื่องจากชุมชนที่ใกล้ที่สุดอยู่ห่างจากภูเขาไฟมากกว่า 16 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม PVMBG เตือนประชาชนและนักท่องเที่ยว ห้ามทำกิจกรรมภายในรัศมี 3 กิโลเมตรจากศูนย์กลางการปะทุ

เฮรุนิงเตียส เดซี ปูร์นามาซารี หัวหน้าทีมสังเกตการณ์ภูเขาไฟของ PVMBG ระบุว่า อานักกรากะตัวยังคงอยู่ในระดับเตือนภัย 3 หรือระดับเฝ้าระวัง และขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณว่าความเสี่ยงการปะทุลดลง โดยประชาชนต้องเตรียมรับมืออันตรายจากลาวา การพ่นลาวาร้อน เมฆร้อน และเถ้าภูเขาไฟ

จากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมฮิมาวาริ-9 และการติดตามร่วมกับศูนย์เตือนภัยเถ้าภูเขาไฟดาร์วินของออสเตรเลีย พบกลุ่มเถ้าภูเขาไฟอย่างน้อย 2 กลุ่มในชั้นบรรยากาศ

กลุ่มแรกอยู่ที่ระดับความสูงไม่เกิน 20,000 ฟุต หรือประมาณ 6,000 เมตร โดยทิศทางการเคลื่อนตัวเปลี่ยนแปลงตามสภาพลม ล่าสุดเคลื่อนไปทางตะวันออกเฉียงเหนือถึงทางใต้ ครอบคลุมบางพื้นที่ของกรุงจาการ์ตา จังหวัดบันเติน ชวาตะวันตก และน่านน้ำโดยรอบ

ส่วนกลุ่มที่สองอยู่สูงถึง 50,000 ฟุต หรือประมาณ 15,000 เมตร และเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเฉียงใต้ถึงตะวันตกเฉียงเหนือ ครอบคลุมบางส่วนของบันเติน ลัมปุง เบงกูลู ช่องแคบซุนดาตอนใต้ และมหาสมุทรอินเดียทางตะวันตกของเกาะสุมาตรา

เถ้าภูเขาไฟที่แผ่ปกคลุมพื้นที่ดังกล่าวไม่เพียงส่งผลกระทบต่อประชาชนและกิจกรรมบนพื้นดิน แต่ยังสร้างความเสี่ยงต่อการเดินทางทางอากาศ เนื่องจากเถ้าภูเขาไฟสามารถลดทัศนวิสัยและสร้างความเสียหายต่อเครื่องยนต์อากาศยาน

ท่าอากาศยานนานาชาติ ซูการ์โน-ฮัตตา ในกรุงจาการ์ตา ประกาศระงับเที่ยวบินชั่วคราวตั้งแต่เวลา 05.30-09.30 น. เนื่องจากกิจกรรมการปะทุของอานักกรากะตัวและการแพร่กระจายของเถ้าภูเขาไฟ

ผู้โดยสารจำนวนหนึ่งต้องติดต่อขอคืนเงินและรับสัมภาระที่โหลดใต้เครื่อง ขณะที่เที่ยวบินถูกยกเลิกหรือได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เถ้าภูเขาไฟประกอบด้วยอนุภาคขนาดเล็กของหิน แร่ และเศษแก้วภูเขาไฟ รวมถึงอาจมีซัลเฟอร์ไดออกไซด์ปะปนอยู่ การสูดดมสามารถทำให้เกิดการระคายเคืองตาและระบบทางเดินหายใจ ไอ หายใจไม่สะดวก และอาจทำให้อาการของผู้ที่มีโรคทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืด รุนแรงขึ้น

นายเฮรุนิงเตียสเตือนประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบว่า ควรสวมหน้ากาก เนื่องจากแม้เถ้าภูเขาไฟจะมีลักษณะเป็นผงละเอียด แต่มีส่วนประกอบของแก้วซิลิกา ซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจได้

ประชาชนควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีเถ้าภูเขาไฟ ปิดประตูและหน้าต่างให้มิดชิด และหากจำเป็นต้องออกนอกอาคาร ควรใช้หน้ากากกรองอนุภาค เช่น N95 ที่ได้รับการรับรองจาก NIOSH และสวมใส่ให้ถูกต้องตามคำแนะนำของผู้ผลิต ส่วนผู้ที่มีโรคระบบทางเดินหายใจควรเพิ่มความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการสัมผัสเถ้าภูเขาไฟโดยตรง และพกยาประจำตัวติดตัวไว้

สถานการณ์ครั้งนี้ได้รับการจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจากอานักกรากะตัวเคยเกิดการพังถล่มของภูเขาไฟลงสู่ทะเลในปี 2561 จนก่อให้เกิดสึนามิในช่องแคบซุนดา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 430 คน บนเกาะชวาและสุมาตรา

หน่วยงานด้านภูเขาไฟของอินโดนีเซียจึงยังคงติดตามระดับกิจกรรมของอานักกรากะตัว การปะทุ และทิศทางการเคลื่อนตัวของเถ้าภูเขาไฟอย่างใกล้ชิด พร้อมขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากทางการและปฏิบัติตามคำแนะนำด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด.

ที่มา Kompas.com / AP

แอลจีเรียพบร่างเด็กชาย 10 ขวบ ตกบ่อน้ำลึก 80 เมตร นาน 4 วัน

แอลจีเรียพบร่างเด็กชาย 10 ขวบ ตกบ่อน้ำลึก 80 เมตร นาน 4 วัน

6 ก.ย. 2569 10:14 น.

แอลจีเรียพบร่างเด็กชาย 10 ขวบ ตกบ่อน้ำลึก 80 เมตร นาน 4 วัน

ปฏิบัติการกู้ภัยในแอลจีเรียยุติลง หลังทีมกู้ภัยพบร่างเด็กชายวัย 10 ปีที่ตกลงไปในบ่อน้ำลึก 80 เมตร และติดอยู่ภายในนาน 4 วัน แม้เจ้าหน้าที่จะระดมกำลังและเครื่องจักรหนักขุดพื้นที่โดยรอบเพื่อช่วยชีวิต แต่สุดท้ายเด็กเสียชีวิต

ทีมกู้ภัยของแอลจีเรียสามารถนำร่างของ อายูบ ฮาดาฟ เด็กชายวัย 10 ปี ออกจากบ่อน้ำได้เมื่อช่วงค่ำวันเสาร์ (5 ก.ย.) แต่พบว่าเสียชีวิตแล้ว หลังติดอยู่ภายในบ่อนาน 4 วัน โดยข่าวการช่วยเหลือเด็กชายได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ และมีผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์จำนวนมากเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เร่งช่วยเหลือ

อายูบตกลงไปในบ่อน้ำใกล้บ้าน ในเขตเทศบาลเบรซีนา จังหวัดเอล-บายาดห์ ทางตอนใต้ของแอลจีเรีย ห่างจากกรุงแอลเจียร์ประมาณ 550 กิโลเมตร โดยบ่อน้ำมีความลึกราว 80 เมตร และมีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงประมาณ 40 เซนติเมตร ทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก

หน่วยงานป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนของแอลจีเรียระบุว่า บ่อดังกล่าวเป็นบ่อน้ำแห้งที่ขุดด้วยวิธีดั้งเดิม และโครงสร้างบางส่วนเสื่อมสภาพตามกาลเวลา ขณะที่ทีมกู้ภัยพบว่าเด็กชายติดอยู่ใต้ชั้นดินหนา จึงไม่สามารถลงไปช่วยโดยตรงได้

เจ้าหน้าที่จึงใช้เครื่องจักรหนักขุดหลุมขนาดใหญ่บริเวณข้างบ่อ เพื่อเปิดทางเข้าสู่จุดที่เด็กติดอยู่ และพยายามระบุตำแหน่งและโครงสร้างของปล่องบ่ออย่างละเอียด ก่อนเริ่มปฏิบัติการนำตัวเด็กออกมา

อาเหม็ด ฮาดาฟ ปู่ของเด็กชาย ยืนยันข่าวการเสียชีวิต พร้อมกล่าวแสดงความอาลัยต่อหลานชาย ขณะที่ นาซิม เบอร์นาอุย โฆษกสำนักงานป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนแอลจีเรีย กล่าวว่า ปฏิบัติการกู้ภัยประสบความสำเร็จในแง่ของการเข้าถึงจุดที่พบเด็กและสามารถนำร่างออกมาได้อย่างปลอดภัย แต่เป็นเรื่องน่าเศร้าที่เด็กชายเสียชีวิตแล้ว

ด้านโมฮัมเหม็ด ฮาดาฟ บิดาของอายูบ เปิดเผยว่า ลูกชายตกลงไปในบ่อขณะกำลังเดินทางไปหาพี่ชาย ซึ่งกำลังต้อนแกะอยู่อีกฝั่งหนึ่งของพื้นที่เกษตรกรรม พยานในพื้นที่ระบุว่า บ่อน้ำดังกล่าวเคยถูกปิดไว้ แต่ส่วนที่ปิดทับและโครงสร้างภายในเสื่อมสภาพลงตามกาลเวลา จนกลายเป็นจุดเกิดเหตุสลดในครั้งนี้

ปฏิบัติการช่วยเหลือดำเนินต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 ก่อนเจ้าหน้าที่จะยุติภารกิจในคืนวันเสาร์ หลังสามารถนำร่างของอายูบขึ้นมาจากบ่อได้สำเร็จ แต่ไม่สามารถช่วยชีวิตเด็กชายไว้ได้.

ที่มา AFP / AP

มัดเทปกาวผู้โดยสารคลั่ง ทำร้ายร่างกาย-ด่าหยียดเชื้อชาติ-เพศ บนเที่ยวบิน”อเมริกัน แอร์ไลน์ส”

มัดเทปกาวผู้โดยสารคลั่ง ทำร้ายร่างกาย-ด่าหยียดเชื้อชาติ-เพศ บนเที่ยวบิน"อเมริกัน แอร์ไลน์ส"

6 ก.ย. 2569 09:55 น.

มัดเทปกาวผู้โดยสารคลั่ง ทำร้ายร่างกาย-ด่าหยียดเชื้อชาติ-เพศ บนเที่ยวบิน”อเมริกัน แอร์ไลน์ส”

เกิดเหตุระทึกบนเที่ยวบินของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ส เมื่อชายวัย 67 ปี ก่อเหตุคลั่ง ด่าทอเหยียดเชื้อชาติ-เพศ และลงมือทำร้ายร่างกายผู้โดยสารคนอื่น จนอดีตตำรวจและผู้โดยสารต้องช่วยกันจับมัดด้วยเคเบิลไทร์และเทปกาวติดกับเก้าอี้ กัปตันตัดสินใจนำเครื่องลงจอดฉุกเฉิน ก่อนตำรวจเข้าควบคุมตัวดำเนินคดี

สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ (FAA) และเจ้าหน้าที่ตำรวจขนส่งรัฐแมรีแลนด์ (MDTA) เปิดเผยรายงานเหตุผู้โดยสารก่อความวุ่นวายบนเที่ยวบิน AA 618 ของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ส ซึ่งเดินทางออกจากท่าอากาศยานนานาชาติดัลลัส-ฟอร์ตเวิร์ธ รัฐเท็กซัส มุ่งหน้าสู่ท่าอากาศยานนวร์ก จนเป็นเหตุให้กัปตันต้องนำเครื่องเบี่ยงเส้นทางลงจอดฉุกเฉินที่ท่าอากาศยานนานาชาติบอลติมอร์-วอชิงตัน 

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบริเวณที่นั่งชั้นหนึ่ง เมื่อนายอาร์เธอร์ ลุนดีน อายุ 67 ปี ชาวรัฐแอริโซนา เริ่มแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว พูดจาหยาบคาย ตะโกนด่าทอพนักงานและผู้โดยสารด้วยถ้อยคำเหยียดเชื้อชาติและเหยียดเพศอย่างรุนแรง แม้ลูกเรือจะพยายามเข้าควบคุมสถานการณ์ แต่นายลุนดีนกลับยิ่งทวีความคลั่ง และเริ่มลงมือทำร้ายร่างกายด้วยการชกผู้โดยสารด้านข้าง รวมถึงทำร้ายหญิงสาวอีกรายที่พยายามเข้าห้าม

ท่ามกลางสถานการณ์ที่เริ่มบานปลาย นายฮวน เมเฮีย อดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐนิวเจอร์ซีย์ และนายริชาร์ด โอเลนิค สองผู้โดยสารซึ่งนั่งอยู่ด้านหน้า ได้ตัดสินใจเข้าจับกุมตัวนายลุนดีนทันที โดยมีลูกเรือนำกุญแจมือพลาสติก ส่งให้เพื่อใช้พันธนาการข้อมือ แต่นายลุนดีนยังคงขัดขืนและพยายามกัดนายเมเฮียและนายโอเลนิค ทำให้กลุ่มผู้โดยสารต้องนำ “เทปกาว” มามัดร่างของนายลุนดีนติดไว้กับเก้าอี้ โดยเว้นช่วงบริเวณปากไว้เพื่อไม่ให้กระทบต่อระบบการหายใจ นอกจากนี้ นายโอเลนิคยังต้องนั่งทับบริเวณตักของผู้ก่อเหตุไว้นานกว่า 15 นาที เพื่อป้องกันไม่ให้ดิ้นหลุดจนกระทั่งเครื่องลงจอดอย่างปลอดภัย

หลังเครื่องลงจอดที่ท่าอากาศยานบอลติมอร์เมื่อเวลาประมาณ 22:15 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ MDTA ได้ขึ้นบนเครื่องและเข้าควบคุมตัวนายลุนดีนทันที พร้อมส่งตัวให้ทีมแพทย์ตรวจรักษาแผลเปิดที่แขน ก่อนแจ้งข้อหาดำเนินคดีในความผิดฐานสร้างความวุ่นวายในที่สาธารณะ และทำร้ายร่างกายผู้อื่น  ขณะเดียวกัน สำนักงานสืบสวนกลาง (FBI) ได้เข้ามาร่วมสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลางอากาศเพิ่มเติม

ด้านสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์สออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า “ความปลอดภัยของลูกค้าและพนักงานคือความสำคัญสูงสุด สายการบินจะไม่ยอมรับการกระทำความรุนแรงทุกรูปแบบ และขอขอบคุณพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นมืออาชีพ รวมถึงผู้โดยสารทุกท่านที่ให้ความเข้าใจ” ทั้งนี้ เที่ยวบินดังกล่าวได้เดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทางที่เมืองนวร์กหลังจากจัดการส่งตัวผู้ก่อเหตุเรียบร้อยแล้ว

รายงานจาก FAA ระบุว่า เทปกาวและกุญแจมือพลาสติกถือเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่มีติดไว้บนเครื่องบินพาณิชย์หลายแห่งเพื่อรับมือกับผู้โดยสารที่ก่อความรุนแรง โดยในปีนี้มีการรายงานเหตุผู้โดยสารก่อความวุ่นวายบนเที่ยวบินแล้วมากกว่า 1,160 ราย ซึ่งผู้ก่อเหตุอาจต้องเผชิญทั้งโทษทางอาญาและโทษปรับขั้นสูงจาก FAA มากกว่า 43,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.5 ล้านบาท) สำหรับความผิดฐานทำร้าย ข่มขู่ หรือแทรกแซงการปฏิบัติงานของลูกเรือ.

ที่มา ABC News / CNN

ผู้แทนสหรัฐฯ เข้าพบปูตินที่มอสโก เจรจาหาทางยุติสงครามยูเครน

ผู้แทนสหรัฐฯ เข้าพบปูตินที่มอสโก เจรจาหาทางยุติสงครามยูเครน

6 ก.ย. 2569 05:50 น.

ผู้แทนสหรัฐฯ เข้าพบปูตินที่มอสโก เจรจาหาทางยุติสงครามยูเครน

ผู้แทนพิเศษของสหรัฐฯ เข้าพบ วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียที่กรุงมอสโกแล้ว และร่วมการเจรจาแบบปิดเพื่อหาทางยุติสงครามในยูเครนที่ยืดเยื้อมานานกว่า 4 ปีครึ่งแล้ว

เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2569 นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ กับ จาเรด คุชเนอร์ ผู้แทนเจรจาคนสำคัญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เข้าพบประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ที่ทำเนียบเครมลิน ในกรุงมอสโก โดยใช้เวลาเจรจาแบบปิดเป็นเวลา 3 ชั่วโมง เพื่อผลักดัน “ข้อเสนอยุติสงครามยูเครน” ของทรัมป์

ก่อนหน้าการเจรจาในวันเสาร์ ทั้งรัสเซียและยูเครนเห็นพ้องที่จะ หยุดการโจมตีทางอากาศเข้าใส่เมืองหลวงของอีกฝ่าย เป็นเวลา 3 วัน เพื่อรองรับกระบวนการเจรจา โดยปูตินเน้นย้ำว่าไม่ได้รวมถึงพื้นที่อื่นๆ ของยูเครนนอกเหนือจากกรุงเคียฟ

แม้ว่าจะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดการพูดคุยออกมา แต่ปูตินเปิดเผยว่ารู้สึก “สบายใจ” และมีความไว้วางใจในระดับสูงต่อคณะผู้แทนชุดนี้ พร้อมขอบคุณทรัมป์สำหรับความพยายามในการสร้างสันติภาพ แม้จะยอมรับว่าสถานการณ์ในปัจจุบัน “ไม่ใช่เรื่องง่าย”

หลังจากนี้ ผู้แทนสหรัฐฯ มีกำหนดเดินทางต่อไปยังกรุงเคียฟในวันอาทิตย์ (6 ก.ย.) เพื่อเข้าพบประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ซึ่งถือเป็นการเดินทางเยือนยูเครนครั้งแรกของคณะผู้แทนชุดนี้

ในวันเดียวกัน ผู้นำยูเครนออกมากล่าวหาว่า รัสเซียยิงถล่มสนามบินในกรุงเคียฟและเมืองโบริสปิล (Boryspil) เมื่อช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันเสาร์ที่ผ่านมา เพื่อเป็นการแสดงอิทธิพลกดดันเส้นทางการเดินทางของผู้แทนสหรัฐฯ รวมถึงเหตุโจมตีอาคารพลเรือนในเขตดนิโปร ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 4 ศพและบาดเจ็บ 5 รายด้วย

อนึ่ง การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นตามหลังการเดินทางเยือนมอสโกอย่างเงียบๆ ของ จอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการ CIA เมื่อสัปดาห์ก่อน แม้จะมีความพยายามเจรจาหลายครั้งร่วมกับพันธมิตรยุโรป แต่ข้อตกลงยุติสงครามยูเครนยังคงติดขัดในประเด็นสำคัญ เช่น เรื่องดินแดนและการรับประกันความมั่นคง

สถานการณ์รบในปัจจุบัน ยูเครนกำลังประสบปัญหาขาดแคลนขีปนาวุธสกัดกั้นการโจมตีทางอากาศจากรัสเซีย ขณะที่ฝ่ายยูเครนก็เน้นเป้าหมายโจมตีไปที่โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของรัสเซียมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้รัสเซียได้รับผลกระทบอย่างหนัก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์เซ็นคำสั่ง ถอด “หมาป่าสีเทา” ออกจากบัญชีสัตว์ใกล้สูญพันธุ์

ทรัมป์เซ็นคำสั่ง ถอด “หมาป่าสีเทา” ออกจากบัญชีสัตว์ใกล้สูญพันธุ์

6 ก.ย. 2569 04:11 น.

ทรัมป์เซ็นคำสั่ง ถอด “หมาป่าสีเทา” ออกจากบัญชีสัตว์ใกล้สูญพันธุ์

(ภาพจาก AFP PHOTO / MONTANA FISH, WILDLIFE AND PARKS)

โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งเพื่อถอด หมาป่าสีเทา กับ หมาป่าเม็กซิโก ออกจากบัญชีคุ้มครองสัตว์ใกล้สูญพันธุ์แล้ว เพื่อเปิดทางให้เกษตรกรสามารถยิงพวกมันได้เพื่อปกป้องฝูงสัตว์ของตัวเอง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 5 ก.ย. 2569 ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อถอด “หมาป่าสีเทา” (Grey wolf) และสายพันธุ์ย่อยอย่าง “หมาป่าเม็กซิกัน” (Mexican wolf) ออกจากบัญชีคุ้มครองในฐานะสัตว์ใกล้สูญพันธุ์แล้ว

การตัดสินใจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในครั้งนี้ อาจเป็นการเปิดทางให้เกษตรกรและเจ้าของฟาร์มปศุสัตว์สามารถสังหารสัตว์ตระกูลสุนัขเหล่านี้เพื่อปกป้องฝูงสัตว์ของตนได้ โดยในคำสั่งระบุว่า เจ้าของฟาร์มปศุสัตว์มี “บทบาทสำคัญยิ่ง” ต่อห่วงโซ่อุปทานอาหารและมรดกทางวัฒนธรรมของอเมริกา

อย่างไรก็ตาม กลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การเคลื่อนไหวนี้ โดยเตือนว่าอาจทำลายความพยายามระยะยาวในการฟื้นฟูประชากรหมาป่าที่กำลังใกล้สูญพันธุ์

ตัวเลขจากสำนักงานบริหารปลาและสัตว์ป่าแห่งสหรัฐฯ (FWS) ระบุว่า ในปี 2568 สหรัฐฯ มีหมาป่าเม็กซิกันในธรรมชาติจำนวน 319 ตัว เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีเพียง 4 ตัวเมื่อตอนเริ่มนำพวกมันกลับคืนสู่ธรรมชาติในปี 2541

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ มีหมาป่าสีเทาราว 18,000 ตัวทั่วประเทศ แต่พวกมันยังคงถูกจัดเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ เนื่องจากถิ่นที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่ถูกมนุษย์ทำลายไป

ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ เคยพยายามถอดหมาป่าทั้งสองสายพันธุ์นี้ออกจากบัญชีคุ้มครองระดับรัฐบาลกลางมาก่อน แต่ความพยายามในปี 2565 ติดขัดในกระบวนการฟ้องร้องทางกฎหมาย และนักเคลื่อนไหวบางส่วนระบุว่าพวกเขามีแผนที่จะทำแบบเดิม หากกระทรวงมหาดไทยสหรัฐฯ ดำเนินการตามคำสั่งของทรัมป์

คำสั่งฝ่ายบริหารนี้ไม่ได้ให้ใบอนุญาตแก่เจ้าของฟาร์มยิงหมาป่าที่มาล่าสัตว์เลี้ยงในทันที แต่เป็นการให้เวลา ดัก เบอร์กัม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นเวลา 90 วัน ในการพิจารณาว่าประชากรหมาป่าสีเทาและหมาป่าเม็กซิกันได้รับการฟื้นฟูมากพอที่จะปลดออกจากบัญชีสัตว์ใกล้สูญพันธุ์แล้วหรือไม่

คำสั่งดังกล่าวระบุเพิ่มเติมว่า ฝูงสัตว์เลี้ยงในสหรัฐฯ ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 75 ปี ในขณะที่ความต้องการเนื้อวัวเพิ่มขึ้น 10% ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ดังนั้น “เราสามารถและควรทำสิ่งต่างๆ ให้มากขึ้นเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมที่สำคัญนี้”

อย่างไรก็ตาม กลุ่มสิ่งแวดล้อมได้ชี้ให้เห็นถึงผลการศึกษาที่ระบุว่า เหตุการณ์หมาป่าโจมตีสัตว์เลี้ยงนั้นเกิดขึ้นน้อยมาก และส่งผลกระทบต่อรายได้ของเจ้าของฟาร์มเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

“นี่คือการเบี่ยงเบนความสนใจครั้งใหญ่ เพื่อเอาใจเจ้าของฟาร์มเพียงกลุ่มเล็กๆ และทำให้พวกเขาเชื่อว่าหมาป่าเป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่กว่านโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์เอง” เกรตา แอนเดอร์สัน รองผู้อำนวยการโครงการ Western Watersheds Project ซึ่งทำงานอนุรักษ์สัตว์ป่าในรัฐทางตะวันตกของสหรัฐฯ กล่าว

อนึ่ง คำสั่งฝ่ายบริหารนี้เกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลทรัมป์กำลังพยายามลดราคาเนื้อวัวสำหรับผู้บริโภคที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งมีสาเหตุมาจากภัยแล้งและการระบาดของปรสิตในฝูงวัวของสหรัฐฯ

เหล่าเจ้าของฟาร์มปศุสัตว์ต่างรู้สึกไม่พอใจกับการตัดสินใจของทรัมป์ที่ผ่อนคลายข้อจำกัดในการนำเข้าเนื้อวัวเพื่อแก้ปัญหาราคาพุ่งสูง ซึ่งยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อผลกำไรของพวกเขาที่ค่อนข้างน้อยอยู่แล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc