“สี จิ้นผิง” เตือน “ทรัมป์” ปมไต้หวันอาจนำไปสู่ “ความขัดแย้ง”

"สี จิ้นผิง" เตือน "ทรัมป์" ปมไต้หวันอาจนำไปสู่ "ความขัดแย้ง"

14 พ.ค. 2569 12:22 น.

“สี จิ้นผิง” เตือน “ทรัมป์” ปมไต้หวันอาจนำไปสู่ “ความขัดแย้ง”

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เตือนโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ว่า ประเด็นไต้หวันอาจผลักดันความสัมพันธ์สองประเทศเข้าสู่ “ความขัดแย้ง” หากบริหารจัดการผิดพลาด ขณะการประชุมสุดยอดผู้นำสองมหาอำนาจโลกเริ่มต้นขึ้นที่กรุงปักกิ่ง

การพบกันครั้งสำคัญระหว่างประธานาธิบดี สี จิ้นผิง แห่งจีน และประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เริ่มต้นขึ้นในวันนี้ (14 พ.ค.) ณ มหาศาลาประชาชน โดยผู้นำจีนได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างตรงไปตรงมาว่า “ปัญหาไต้หวันเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ”

สื่อของรัฐบาลจีนรายงานถ้อยแถลงของสี จิ้นผิง ที่ระบุว่า “จีนและสหรัฐฯ ควรเป็นหุ้นส่วน ไม่ใช่คู่แข่ง” พร้อมย้ำว่า “ประเด็นไต้หวันคือเรื่องสำคัญที่สุดในความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ” และหากจัดการผิดพลาด “ทั้งสองประเทศอาจเผชิญการปะทะ หรือแม้แต่ความขัดแย้งเต็มรูปแบบ” ซึ่งจะผลักดันความสัมพันธ์ไปสู่สถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่ง พร้อมตั้งคำถามถึงสหรัฐฯ ว่าจะสามารถก้าวข้าม “กับดักธูซิดิดีส” (Thucydides Trap) หรือความเสี่ยงที่มหาอำนาจเดิมจะทำสงครามกับมหาอำนาจใหม่ เพื่อสร้างรูปแบบความสัมพันธ์ที่เท่าเทียมได้หรือไม่

ในขณะที่ผู้นำจีนใช้น้ำเสียงที่จริงจัง ฝ่ายโดนัลด์ ทรัมป์ กลับเริ่มต้นด้วยการชื่นชม โดยเรียกสี จิ้นผิงว่าเป็น “ผู้นำที่ยิ่งใหญ่” และ “มิตร” พร้อมคาดการณ์ว่าทั้งสองประเทศจะมีอนาคตที่มหัศจรรย์ร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ความชื่นชมนี้ขัดแย้งกับสถานการณ์จริงที่ทั้งสองประเทศติดหล่มในสงครามการค้ามาตลอดปี 2025 รวมถึงประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ๆ เช่นสงครามในอิหร่าน โดยทรัมป์เตรียมหารือกับจีนเรื่องการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน แม้เขาจะยืนยันว่าสหรัฐฯ ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากจีนในเรื่องนี้ก็ตาม ขณะที่ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ หวังให้จีนมีบทบาทเชิงรุกในการระงับความขัดแย้งในอ่าวเปอร์เซีย

นอกจากนั้น ทรัมป์ยังพยายามผลักดันข้อตกลงการค้าด้านเกษตรกรรมและเครื่องบิน โดยมีนักธุรกิจชั้นนำอย่าง “อีลอน มัสก์” และ “เจนเซน หวง” ร่วมคณะไปด้วย นอกจากนี้ยังต้องลุ้นว่าจะมีการขยายเวลา “พักรบ” ทางภาษีที่เคยตกลงกันไว้เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วหรือไม่

การเดินทางเยือนปักกิ่งครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในรอบเกือบ 10 ปี ท่ามกลางการเฝ้ามองของทั่วโลกว่ามหาอำนาจทั้งสองจะหาทางลงให้กับความขัดแย้งเรื่องการส่งออกแร่หายาก และการชิงชัยทางด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ได้อย่างไร

ในช่วงค่ำ ประธานาธิบดีทรัมป์จะเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองอย่างเป็นทางการ และมีกำหนดการเยี่ยมชม “หอฟ้าเทียนถัน” โบราณสถานสำคัญที่จักรพรรดิจีนเคยใช้บวงสรวงเทพยดาเพื่อขอให้พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นการต้อนรับระดับรัฐพิธีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจีน.

ที่มา AFP

ปธน.ฟิลิปปินส์เรียกประชุมฉุกเฉิน เหตุเสียงปืนในวุฒิสภา ปมล่าอดีตตำรวจคู่ใจดูเตอร์เต

ปธน.ฟิลิปปินส์เรียกประชุมฉุกเฉิน เหตุเสียงปืนในวุฒิสภา ปมล่าอดีตตำรวจคู่ใจดูเตอร์เต

14 พ.ค. 2569 11:59 น.

ปธน.ฟิลิปปินส์เรียกประชุมฉุกเฉิน เหตุเสียงปืนในวุฒิสภา ปมล่าอดีตตำรวจคู่ใจดูเตอร์เต

ผู้นำฟิลิปปินส์ เรียกประชุมฉุกเฉินเจ้าหน้าที่ระดับสูงในวันพฤหัสบดี หลังเหตุเสียงปืนดังขึ้นภายในอาคารวุฒิสภาฟิลิปปินส์ ขณะเจ้าหน้าที่พยายามจับกุมวุฒิสมาชิกที่ถูกศาลอาญาระหว่างประเทศต้องการตัว

ผู้นำฟิลิปปินส์ เรียกประชุมฉุกเฉินเจ้าหน้าที่ระดับสูงในวันพฤหัสบดี (14 พฤษภาคม) หลังสถานการณ์การเมืองตึงเครียดหนัก จากเหตุเสียงปืนดังขึ้นภายในอาคารวุฒิสภาฟิลิปปินส์ ขณะเจ้าหน้าที่พยายามจับกุมวุฒิสมาชิกที่ถูกศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ต้องการตัว

ขณะที่แรนดัล์ฟ ตูอาโน โฆษกสำนักงานตำรวจฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้แล้ว 1 คน และอยู่ระหว่างเร่งสอบสวน โดยพบปลอกกระสุน แมกกาซีนปืนไรเฟิลจู่โจม และของกลางอื่น ๆ ในพื้นที่เกิดเหตุ

โฆษกตำรวจระบุเพิ่มเติมว่า ผู้ถูกควบคุมตัวได้ให้รายชื่อบุคคลบางส่วนกับเจ้าหน้าที่แล้ว แต่ยังต้องตรวจสอบและยืนยันข้อมูลเพิ่มเติมต่อไป ท่ามกลางความกังวลว่าสถานการณ์อาจเชื่อมโยงกับความขัดแย้งทางการเมืองที่กำลังร้อนแรงในประเทศเวลานี้

ผู้ที่ถูกหมายจับคือ โรนัลด์ เดลา โรซา อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และอดีตมือปราบสำคัญในสงครามยาเสพติดยุค โรดริโก ดูเตอร์เต ซึ่งถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ 

รายงานระบุว่า เดลา โรซา หรือที่รู้จักในชื่อบาโต ได้เข้าไปหลบอยู่ภายในอาคารวุฒิสภา หลังโพสต์โซเชียลมีเดียเรียกระดมผู้สนับสนุน โดยอ้างว่าเจ้าหน้าที่กำลังจะเข้าจับกุมตัวเขา

ต่อมาในช่วงค่ำวันพุธ ได้เกิดเสียงปืนดังขึ้นภายในอาคารวุฒิสภา ทำให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ต่างรีบหาที่หลบภัย ท่ามกลางความวุ่นวายและความกังวลว่าสถานการณ์การเมืองฟิลิปปินส์อาจลุกลามหนักขึ้น

ขณะเดียวกัน ดูเตอร์เต กำลังจะกลายเป็นอดีตผู้นำเอเชียคนแรกที่ต้องขึ้นศาล ICC จากคดีสงครามยาเสพติดนองเลือด ซึ่งถูกกล่าวหาว่าทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากระหว่างดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ.

ที่มา :channelnewsasia

“ปูติน” เลี้ยงอาหารค่ำครูสมัยมัธยม โต้ข่าวลือหลบภัยในบังเกอร์ใต้ดิน

"ปูติน" เลี้ยงอาหารค่ำครูสมัยมัธยม โต้ข่าวลือหลบภัยในบังเกอร์ใต้ดิน

14 พ.ค. 2569 11:45 น.

“ปูติน” เลี้ยงอาหารค่ำครูสมัยมัธยม โต้ข่าวลือหลบภัยในบังเกอร์ใต้ดิน

ทำเนียบเครมลินของรัสเซียเผยคลิปประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ขับรถออกมาพบครูสมัยโรงเรียนมัธยมเพื่อเลี้ยงอาหารค่ำ ท่ามกลางกระแสข่าวจากสื่อตะวันตกที่อ้างรายงานข่าวกรองยุโรปว่า ผู้นำรัสเซียใช้ชีวิตอยู่ในบังเกอร์ใต้ดินหลายสัปดาห์เพราะกังวลเรื่องความปลอดภัย

เครมลินเผยแพร่วิดีโอของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ขณะขับรถยนต์เอสยูวี “ออรัส” ซึ่งเป็นรถสัญชาติรัสเซีย เดินทางกลางกรุงมอสโกเพื่อไปรับ “เวรา ดมิทริเยฟนา กูเรวิช” อดีตครูสอนภาษาเยอรมันของเขา ก่อนพาไปร่วมรับประทานอาหารค่ำที่ทำเนียบประธานาธิบดี หลังเสร็จสิ้นกิจกรรมวันแห่งชัยชนะ 

คลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่โดยสื่อของเครมลินและกลายเป็นไวรัลบนสื่อสังคมออนไลน์อย่างรวดเร็ว เนื่องจากหลายคนมองว่าเป็นภาพสะท้อนด้านอ่อนโยนและความผูกพันส่วนตัวของผู้นำรัสเซีย

ในวิดีโอ ปูตินวัย 73 ปี แต่งกายลำลองด้วยกางเกงยีนส์และแจ็กเก็ตสีอ่อน ถือช่อดอกไม้ขนาดใหญ่เข้าไปพบครูวัย 88 ปี ภายในล็อบบี้โรงแรมกลางกรุงมอสโก ก่อนทั้งสองจะสวมกอดและพูดคุยกันอย่างอบอุ่น โดยมีรายงานว่า ทั้งคู่ย้อนรำลึกถึงความทรงจำในช่วงที่ปูตินยังเป็นนักเรียนในเมืองเลนินกราด หรือเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กในปัจจุบัน

เครมลินระบุว่า ปูตินได้เชิญครูเก่าของเขาเข้าร่วมพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะที่จัตุรัสแดง รวมถึงร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรมในกรุงมอสโกอีกหลายวัน

การเผยแพร่คลิปดังกล่าวมีขึ้นหลังสื่อตะวันตกหลายแห่งอ้างรายงานข่าวกรองยุโรปว่า ปูตินใช้เวลาหลบอยู่ในบังเกอร์ใต้ดินหลายสัปดาห์ ระหว่างบัญชาการสงครามในยูเครน เนื่องจากกังวลต่อความเสี่ยงจากการลอบสังหารหรือความพยายามก่อรัฐประหาร

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่รัสเซียปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยระบุว่าเป็น “เรื่องไร้สาระ” และมองว่าคลิปวิดีโอนี้เป็นการตอบโต้กระแสข่าว รวมถึงข้อวิจารณ์ที่ว่าปูตินเริ่มห่างเหินจากประชาชนรัสเซีย

ปัจจุบัน ปูตินดำรงอำนาจในรัสเซียทั้งในตำแหน่งประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีมาตั้งแต่ปี 1999 และอยู่ในวาระการดำรงตำแหน่งปัจจุบันซึ่งจะสิ้นสุดในปี 2030 แม้คะแนนนิยมจะลดลงบ้างในช่วงที่ผ่านมา แต่ยังอยู่ในระดับสูงตามผลสำรวจของรัฐ 

ขณะเดียวกัน รัสเซียกำลังเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ความไม่พอใจต่อมาตรการควบคุมอินเทอร์เน็ตและสงครามยูเครนที่ยืดเยื้อ โดยก่อนหน้านี้ปูตินกล่าวว่าเขาเชื่อว่าสงครามในยูเครนกำลังใกล้สิ้นสุด แม้จะยังยืนยันว่ารัสเซียจะได้รับชัยชนะก็ตาม.

ที่มา Reuters / Economic Times

อินโดนีเซียจ่อทบทวนฟรีวีซ่า หลังจับต่างชาติพัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์กว่า 500 คน

อินโดนีเซียจ่อทบทวนฟรีวีซ่า หลังจับต่างชาติพัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์กว่า 500 คน

14 พ.ค. 2569 10:36 น.

อินโดนีเซียจ่อทบทวนฟรีวีซ่า หลังจับต่างชาติพัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์กว่า 500 คน

อินโดนีเซียเตรียมทบทวนนโยบายฟรีวีซ่า สำหรับพลเมืองอาเซียน หลังมีการกวาดล้างจับกุมชาวต่างชาติจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายพนันออนไลน์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในหลายพื้นที่ของประเทศ

รัฐบาลอินโดนีเซียเผย เตรียมทบทวนนโยบายฟรีวีซ่าสำหรับพลเมืองชาติอาเซียน หลังพบปัญหาชาวต่างชาติเข้ามายังอินโดนีเซีย และเกี่ยวข้องกับเครือข่ายพนันออนไลน์และแก๊งหลอกลวงออนไลน์ หรือ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ในหลายพื้นที่ของประเทศ นำไปสู่ความกังวลด้านความมั่นคงและอาชญากรรมข้ามชาติที่กำลังเพิ่มขึ้นในภูมิภาค 

โดยเจ้าหน้าที่อินโดนีเซียเปิดเผยเมื่อวันพุธว่า มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังเจ้าหน้าที่บุกจับผู้ต้องสงสัยมากกว่า 500 คน จากปฏิบัติการ 2 จุดใหญ่ ได้แก่ กรุง จาการ์ตา และเมืองบาทัม ในจังหวัดหมู่เกาะเรียว โดยสามารถจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าวเป็นชาวเวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย ลาว เมียนมา รวมถึง จีน ซึ่งในจำนวนนี้ เป็นพลเมืองของชาติอาเซียนหลายประเทศที่ได้รับสิทธิพำนักในอินโดนีเซียได้โดยไม่ต้องขอวีซ่านาน 30 วัน ขณะที่จีนไม่ได้อยู่ในโครงการฟรีวีซ่า

เฮนดาร์ซัม มารันโตโก อธิบดีกรมตรวจคนเข้าเมืองอินโดนีเซียระบุว่า การที่ชาวต่างชาติเข้ามาก่ออาชญากรรมหรือกิจกรรมผิดกฎหมายถือเป็นประเด็นน่ากังวลอย่างยิ่ง ทำให้จำเป็นต้องประเมินนโยบายดังกล่าวใหม่

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่สืบสวนพบว่า ผู้ต้องสงสัยจำนวนมากในเครือข่ายพนันออนไลน์ที่ถูกจับในจาการ์ตา เดินทางเข้าอินโดนีเซียผ่านระบบยกเว้นวีซ่า หรือใช้วีซ่าแบบขอเมื่อเดินทางถึง (Visa on Arrival)

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองอินโดนีเซียได้ดำเนินมาตรการทางปกครอง มากกว่า 6,700 กรณี รวมถึงการเนรเทศชาวต่างชาติมากกว่า 2,000 คน และการเพิกถอนใบอนุญาตพำนักจำนวนมาก

เช่นเดียวกับไทยที่กำลังทบทวนระบบวีซ่าเช่นกัน เพื่อแก้ปัญหากลุ่มอาชญากรที่แฝงตัวเข้ามาในรูปแบบนักท่องเที่ยว

โดย สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีต่างประเทศไทย เปิดเผยว่า หนึ่งในมาตรการที่อยู่ระหว่างพิจารณา คือการลดระยะเวลาพำนักฟรีวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวจาก 93 ประเทศ จากเดิม 60 วัน เหลือ 30 วัน และกระทรวงการต่างประเทศเตรียมเสนอแผนดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า

ความเคลื่อนไหวของอินโดนีเซียและไทยสะท้อนว่า หลายประเทศในอาเซียนเริ่มเพิ่มความเข้มงวดด้านตรวจคนเข้าเมือง หลังเผชิญปัญหาเครือข่ายพนันออนไลน์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ ที่ใช้ระบบฟรีวีซ่าและการเดินทางเสรีในภูมิภาคเป็นช่องทางดำเนินการผิดกฎหมาย ซึ่งหากมาตรการคุมเข้มวีซ่าเริ่มขยายตัวในหลายประเทศ อาจส่งผลต่อภาคการท่องเที่ยว การเดินทางระหว่างประเทศ และแรงงานต่างชาติในอาเซียนในระยะต่อไป.

ที่มา : channelnewsasia

“สี จิ้นผิง” ต้อนรับทรัมป์ เปิดฉากหารือครั้งประวัติศาสตร์ จับตาอนาคตสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน

"สี จิ้นผิง" ต้อนรับทรัมป์ เปิดฉากหารือครั้งประวัติศาสตร์ จับตาอนาคตสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน

14 พ.ค. 2569 10:10 น.

“สี จิ้นผิง” ต้อนรับทรัมป์ เปิดฉากหารือครั้งประวัติศาสตร์ จับตาอนาคตสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จัดพิธีต้อนรับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ในโอกาสเยือนจีนครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี ก่อนร่วมหารือทวิภาคี ท่ามกลางแรงกดดันประเด็นการค้า สงครามอิหร่าน และไต้หวัน 

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จัดพิธีต้อนรับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างสมเกียรติภายในมหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง ถือเป็นการเยือนจีนครั้งแรกของทรัมป์นับตั้งแต่ปี 2560 โดยพิธีต้อนรับมีวงดุริยางค์บรรเลงเพลงชาติสหรัฐฯ พร้อมกลุ่มเด็กนักเรียน ขณะที่ผู้นำทั้งสองประเทศจับมือและเดินเคียงข้างกันบนพรมแดง ท่ามกลางบรรยากาศเป็นกันเอง โดยทั้งคู่มีการพูดคุยและแตะไหล่กันระหว่างพิธีอย่างอบอุ่น


หลังเสร็จสิ้นพิธี ผู้นำของสองชาติเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกได้เริ่มการหารืออย่างเป็นทางการร่วมกับคณะเจ้าหน้าที่ระดับสูง ซึ่งตลอดสองวันของการประชุม คาดว่าจะมีการหยิบยกประเด็นสำคัญทั้งด้านการค้า เทคโนโลยี ปัญหาไต้หวัน และสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางขึ้นหารือ

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวเปิดการประชุมว่า โลกกำลังอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ปั่นป่วนและมาถึงทางแยกครั้งใหม่ พร้อมตั้งคำถามว่า จีนและสหรัฐฯ จะสามารถก้าวข้าม “กับดักธูซิดิดีส” (Thucydides Trap)  แนวคิดทางการเมืองระหว่างประเทศที่อธิบายถึงแนวโน้มการเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจเดิมกับมหาอำนาจใหม่ที่กำลังผงาดขึ้น ได้หรือไม่

ด้านทรัมป์กล่าวชื่นชมความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศว่ายอดเยี่ยม พร้อมระบุว่าเขาให้ความเคารพต่อสี จิ้นผิง และจีนอย่างมาก โดยยกย่องผู้นำจีนว่าเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ พร้อมกันนี้ผู้นำสหรัฐฯ ยังระบุว่า คณะผู้แทนของสหรัฐฯ ตั้งตารือเรื่องการค้าต่างตอบแทนระหว่างสองประเทศ และกล่าวว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้เดินทางเยือนจีนในครั้งนี้ ท่ามกลางการจับตาว่า การประชุมครั้งนี้อาจกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนไปอีกหลายปีข้างหน้า.

วุฒิสภาสหรัฐลงมติรับรอง “เควิน วอร์ช” นั่งประธานธนาคารกลางสหรัฐคนใหม่

วุฒิสภาสหรัฐลงมติรับรอง “เควิน วอร์ช” นั่งประธานธนาคารกลางสหรัฐคนใหม่

14 พ.ค. 2569 09:39 น.

วุฒิสภาสหรัฐลงมติรับรอง “เควิน วอร์ช” นั่งประธานธนาคารกลางสหรัฐคนใหม่

วุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติรับรอง “เควิน วอร์ช” นั่งประธานธนาคารกลางสหรัฐคนใหม่ ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อพุ่ง ราคาพลังงานขาขึ้น และความตึงเครียดทางการเมืองภายในเฟด

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 วุฒิสภาสหรัฐลงมติรับรองนายเควิน วอร์ช ผู้ได้รับการเสนอชื่อจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด อย่างเป็นทางการ นับเป็นการเปลี่ยนผู้นำสถาบันการเงินทรงอิทธิพลที่สุดของโลก ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความผันผวนรุนแรง

รายงานข่าวระบุว่า การลงมติส่วนใหญ่เป็นไปตามแนวแบ่งขั้วทางการเมือง โดยก่อนหน้านี้การรับรองตัวนายวอร์ชเคยเผชิญอุปสรรค หลังวุฒิสมาชิกรีพับลิกันจากรัฐนอร์ทแคโรไลนา ได้ประกาศจะขัดขวางการแต่งตั้ง จนกว่ากระทรวงยุติธรรมจะเสร็จสิ้นการสอบสวนนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดคนปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม หลังการสอบสวนถูกยุติลงเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เส้นทางสู่การรับรองของนายวอร์ชจึงเปิดทางอีกครั้ง

โดยนายวอร์ช วัย 56 ปี อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟด กำลังจะเข้ารับตำแหน่งในช่วงเวลาท้าทายที่สุดช่วงหนึ่งของธนาคารกลางสหรัฐ โดยอัตราเงินเฟ้อยังคงสูงเกินเป้าหมาย 2% ของเฟดต่อเนื่องมานาน 5 ปี และล่าสุดยิ่งเร่งตัวขึ้นจากราคาน้ำมันและพลังงานที่พุ่งสูง ท่ามกลางผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟดยังเผชิญความเห็นแตกแยกภายในอย่างหนัก โดยมีจำนวนเสียงคัดค้านการตัดสินใจด้านดอกเบี้ยมากที่สุดในรอบกว่า 30 ปีเมื่อเดือนก่อน.

ราคาน้ำมันปรับขึ้น ก่อน “ทรัมป์-สี จิ้นผิง” หารือปมสงครามอิหร่าน

ราคาน้ำมันปรับขึ้น ก่อน "ทรัมป์-สี จิ้นผิง" หารือปมสงครามอิหร่าน

14 พ.ค. 2569 08:58 น.

ราคาน้ำมันปรับขึ้น ก่อน “ทรัมป์-สี จิ้นผิง” หารือปมสงครามอิหร่าน

ราคาน้ำมันโลกขยับขึ้นเล็กน้อยในวันพฤหัสบดี ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาการพบหารือระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ และ สี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่ง ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับสงครามอิหร่านและพลังงานโลก

สัญญาน้ำมันดิบเบรนต์ปรับตัวเพิ่มขึ้น 13 เซนต์ หรือ 0.12% อยู่ที่ 105.76 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เทกซัสอินเตอร์มีเดียต ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 12 เซนต์ หรือ 0.12% อยู่ที่ 101.14 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ราคาน้ำมันทั้งสองสัญญาเพิ่งร่วงลงอย่างหนักในวันพุธที่ผ่านมา หลังนักลงทุนกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง โดยน้ำมันเบรนต์ร่วงมากกว่า 2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วน WTI ลดลงมากกว่า 1 ดอลลาร์

ทรัมป์เดินทางถึงกรุงปักกิ่งเมื่อเย็นวันพุธ และมีกำหนดเข้าหารือหลายรอบกับสี จิ้นผิง โดยประเด็นสำคัญครอบคลุมทั้งการค้า ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ สงครามอิหร่าน รวมถึงการขายอาวุธให้ไต้หวัน

แม้ทรัมป์จะระบุว่า เขาไม่ได้คิดว่าสหรัฐฯ จำเป็นต้องพึ่งความช่วยเหลือจากจีนเพื่อยุติสงครามอิหร่าน แต่บรรดานักวิเคราะห์มองว่า ผู้นำสหรัฐฯ น่าจะหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นหารือกับจีน เพื่อขอแรงสนับสนุนในการคลี่คลายความขัดแย้งที่กำลังสร้างต้นทุนมหาศาลและถูกวิจารณ์หนักภายในประเทศ

โทนี ซิคามอร์ นักวิเคราะห์จาก IG ระบุว่าหากไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมในการเปิดเส้นทางเดินเรืออีกครั้ง สหรัฐฯ อาจเหลือทางเลือกไม่มาก นอกจากกลับไปใช้ปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติม

ทั้งนี้ รายงานระบุว่า อิหร่านได้เพิ่มความเข้มงวดในการควบคุม ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก พร้อมทำข้อตกลงกับอิรักและปากีสถาน เพื่อขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวออกจากภูมิภาค

ขณะเดียวกัน จีนยังคงเป็นผู้ซื้อน้ำมันอิหร่านรายใหญ่ที่สุดของโลก แม้เผชิญแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรของรัฐบาลทรัมป์ โดยข้อมูลระบุว่า มากกว่า 80% ของน้ำมันที่อิหร่านส่งออกในปี 2025 มีปลายทางอยู่ที่จีน เนื่องจากโรงกลั่นอิสระของจีนยังคงซื้อน้ำมันอิหร่านราคาส่วนลดต่อเนื่อง

นักวิเคราะห์มองว่า หากจีนยังคงสนับสนุนการนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านต่อไป อาจทำให้แรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อเตหะรานลดลงและทำให้ความพยายามของสหรัฐฯ ในการกดดันอิหร่านยิ่งซับซ้อนมากขึ้น.

ที่มา : channelnewsasia

เปิด 3 ประเด็นสำคัญในการหารือทวิภาคี “โดนัลด์ ทรัมป์-สี จิ้นผิง”

เปิด 3 ประเด็นสำคัญในการหารือทวิภาคี "โดนัลด์ ทรัมป์-สี จิ้นผิง"

14 พ.ค. 2569 08:42 น.

เปิด 3 ประเด็นสำคัญในการหารือทวิภาคี “โดนัลด์ ทรัมป์-สี จิ้นผิง”

จับตาการพบกันครั้งประวัติศาสตร์ของ “โดนัลด์ ทรัมป์-สี จิ้นผิง” ที่กรุงปักกิ่ง ของจีน ท่ามกลางแรงกดดันสงครามอิหร่าน วิกฤตไต้หวัน และศึกการค้าสองมหาอำนาจโลก

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เริ่มต้นภารกิจวันแรกอย่างเป็นทางการในกรุงปักกิ่ง ของจีน หลังเดินทางถึงจีนเมื่อคืนที่ผ่านมา โดยผู้นำสหรัฐฯ มีกำหนดเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งสงครามอิหร่าน ราคาพลังงานพุ่ง ความตึงเครียดในช่องแคบไต้หวัน และการแข่งขันทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ

การเยือนจีนครั้งนี้ถือเป็นการเดินทางเยือนปักกิ่งของผู้นำสหรัฐฯ ครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี และอาจกลายเป็นจุดชี้ชะตาความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ในยุคที่ทั้งสองฝ่ายยังพึ่งพากันทางเศรษฐกิจ แต่แข่งขันกันหนักขึ้นทั้งด้านการทหาร เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์

ในการหารือครั้งนี้ มี 3 ประเด็นใหญ่ที่ถูกจับตามองมากที่สุด ได้แก่ สงครามการค้าและภาษี สงครามอิหร่านและวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงประเด็นอ่อนไหวอย่างไต้หวัน ซึ่งจีนประกาศชัดว่าเป็น “เส้นแดง” ที่สหรัฐฯ ไม่ควรก้าวข้าม  

1. ศึกการค้า-ภาษี : ปมแข่งขันที่ยังไม่มีใครยอมถอย

แม้สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ จะผ่อนคลายลงชั่วคราวหลังทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงพักรบทางการค้าเมื่อปีที่แล้ว แต่รากปัญหายังคงอยู่ โดยเฉพาะมาตรการภาษีและข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีที่ทั้งสองฝ่ายใช้ตอบโต้กันอย่างต่อเนื่อง 

รัฐบาลทรัมป์ต้องการให้จีนเพิ่มการนำเข้าสินค้าอเมริกัน ทั้งเครื่องบินโบอิ้ง ถั่วเหลือง และเนื้อวัว เพื่อสร้างภาพ ชัยชนะทางเศรษฐกิจ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมปลายปีนี้ ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังพยายามผลักดันการจัดตั้ง คณะกรรมการการค้าระหว่างสองประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งลุกลามเป็นสงครามการค้ารอบใหม่

ในส่วนของจีนต้องการให้สหรัฐฯ ผ่อนคลายข้อจำกัดด้านเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีชิปขั้นสูง ซึ่งสหรัฐฯ ใช้เป็นเครื่องมือสกัดการเติบโตของอุตสาหกรรมเอไอ และการทหารจีน ขณะที่ปักกิ่งตอบโต้ด้วยการควบคุมการส่งออกแร่หายาก ซึ่งจีนครองกำลังการผลิตกว่า 90% ของโลก

นักวิเคราะห์มองว่า แม้ทั้งสองฝ่ายอาจบรรลุข้อตกลงบางส่วน เช่น การชะลอขึ้นภาษีหรือการซื้อสินค้าเพิ่มเติม แต่ยังยากที่จะเกิดดีลใหญ่ เพราะการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสองมหาอำนาจยังแก้ไม่ตก และต่างฝ่ายต่างมองการพึ่งพากันทางเศรษฐกิจเป็นความเสี่ยง มากขึ้นเรื่อยๆ  

2. สงครามอิหร่าน : ปมร้อนที่เขย่าเศรษฐกิจโลก

อีกประเด็นที่ทั่วโลกจับตาคือสงครามอิหร่าน ซึ่งกลายเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจโลก หลังวิกฤตในช่องแคบฮอร์มุซทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งสูง กระทบทั้งตลาดพลังงานและเงินเฟ้อทั่วโลก โดยสหรัฐฯ ต้องการให้จีนใช้บทบาทกดดันอิหร่านกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา เนื่องจากจีนเป็นผู้ซื้อน้ำมันอิหร่านรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยนำเข้าน้ำมันอิหร่านมากกว่า 80% ของการส่งออกทั้งหมดของเตหะราน

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังหวังให้จีนช่วยผลักดันการเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ด้านพลังงานของโลก หลังการสู้รบทำให้เรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากติดค้างและเกิดความเสี่ยงต่อการขนส่งระหว่างประเทศ 

อย่างไรก็ตาม แม้จีนกับสหรัฐฯ มีผลประโยชน์ร่วมกันเรื่องเสถียรภาพด้านพลังงาน แต่จีนก็ไม่ต้องการถูกมองว่าเข้าข้างสหรัฐฯ มากเกินไป โดยเฉพาะในช่วงที่จีนกำลังรักษาความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับอิหร่าน ทำให้ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า นี่อาจเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเด็นที่จีนและสหรัฐฯ มีเป้าหมายร่วมกัน แต่ต่างฝ่ายต่างต้องการใช้สถานการณ์นี้ต่อรองอิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจของตัวเอง

3. ไต้หวัน : เส้นแดงอันตรายของจีน

ประเด็นไต้หวันยังคงเป็นหัวข้ออ่อนไหวที่สุดในการพบกันครั้งนี้ หลังจีนเพิ่มแรงกดดันทางทหารรอบเกาะไต้หวันอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สหรัฐฯ เดินหน้าสนับสนุนไทเปทั้งด้านอาวุธและความมั่นคง โดยในช่วงก่อนเดินทางเยือนจีน ทรัมป์ยืนยันว่า จะหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เกี่ยวกับแพ็กเกจขายอาวุธมูลค่า 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 4 แสนล้านบาท ให้ไต้หวัน ซึ่งจีนมองว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในและละเมิดหลัก “จีนเดียว”

หนังสือพิมพ์พีเพิลส์ เดลี ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ถึงขั้นเผยแพร่บทบรรณาธิการเตือนว่า ไต้หวันคือ “เส้นแดงแรก” และเป็น “จุดเสี่ยงที่สุด” ในความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ซึ่งนักวิเคราะห์เชื่อว่า สิ่งที่ทั่วโลกจะจับตาไม่ใช่เพียงผลการหารือ แต่รวมถึงถ้อยคำหลังการประชุม ว่าทรัมป์จะส่งสัญญาณสนับสนุนไต้หวันชัดเจนแค่ไหน หรือจะลดระดับท่าทีเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับจีน เนื่องจากในเกมมหาอำนาจ คำพูดเพียงไม่กี่ประโยค อาจส่งผลต่อความมั่นคงของไต้หวัน และสมดุลอำนาจในเอเชียไปอีกหลายปีข้างหน้า.

ที่มา CNN , Aljazeera

“โอเชียน ดรีม” เพชรสีฟ้าอมเขียวหายากที่สุดในโลก ปิดประมูลราว 560 ล้านบาท ทุบสถิติคริสตีส์

“โอเชียน ดรีม” เพชรสีฟ้าอมเขียวหายากที่สุดในโลก ปิดประมูลราว 560 ล้านบาท ทุบสถิติคริสตีส์

14 พ.ค. 2569 08:32 น.

“โอเชียน ดรีม” เพชรสีฟ้าอมเขียวหายากที่สุดในโลก ปิดประมูลราว 560 ล้านบาท ทุบสถิติคริสตีส์

“โอเชียน ดรีม” เพชรสีฟ้าอมเขียวหายากระดับโลก ถูกประมูลขายในนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ด้วยมูลค่าสูงกว่า 13.5 ล้านฟรังก์สวิส หรือประมาณ 560 ล้านบาท สร้างสถิติใหม่ให้กับเพชรประเภทนี้

บริษัทประมูลชื่อดังคริสตีส์ ระบุว่า เพชรเม็ดดังกล่าวถือเป็น “แฟนซี วีวิด บลู-กรีน ไดมอนด์” ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการค้นพบ โดยมีน้ำหนัก 5.5 กะรัต และเจียระไนเป็นทรงสามเหลี่ยม

เพชร “โอเชียน ดรีม” ถูกค้นพบในแอฟริกากลางช่วงทศวรรษ 1990 ก่อนจะกลายเป็นหนึ่งในอัญมณีหายากที่ได้รับความสนใจจากนักสะสมระดับโลก โดยก่อนหน้านี้เคยถูกนำไปจัดแสดงในนิทรรศการ “Splendour of Diamonds” ของสถาบันสมิธโซเนียนเมื่อปี 2003

รายงานระบุว่า ราคาปิดประมูลครั้งนี้สูงกว่าราคาประเมินก่อนขายที่ตั้งไว้ราว 7-10 ล้านฟรังก์สวิส หรือประมาณ 289.4 – 413.5 ล้านบาทอย่างมาก

ราหุล คาดาเกีย ประธานของคริสตีส์ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเปิดเผยว่า ผู้ชนะการประมูลเป็นนักสะสมเอกชนรายหนึ่ง และการประมูลใช้เวลานานราว 20 นาที สะท้อนถึงความต้องการสูงในตลาดอัญมณีหายาก

นอกจากนี้ ราคาขายล่าสุดยังสูงกว่าราคาที่เพชรเม็ดเดียวกันเคยถูกประมูลไว้กับคริสตีส์เมื่อปี 2014 ถึงกว่า 2 เท่า โดยในเวลานั้นขายได้ประมาณ 8.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

โทเบียส คอร์มินด์ กรรมการผู้จัดการของบริษัทเครื่องประดับออนไลน์ 77 Diamonds กล่าวในแถลงการณ์ว่า ผลการประมูลครั้งนี้ถือเป็นราคาที่สมศักดิ์ศรีของเพชรสีฟ้าอมเขียวที่หายากที่สุดในโลก

ในขณะเดียวกัน สำนักประมูลซัทเทบีส์ ก็มีการเปิดประมูลเพชร “แฟนซี วีวิด บลู” น้ำหนัก 6 กะรัต ที่ขุดพบจากเหมืองคัลลิแนน ในแอฟริกาใต้ แต่กลับไม่มีผู้ซื้อภายในการประมูล

ซัทเทบีส์ระบุว่า เพชรเม็ดดังกล่าวมีราคาประเมินอยู่ที่ 7.2-9.6 ล้านฟรังก์สวิส หรือประมาณ 9.2-12.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้จะยังปิดการขายไม่ได้ แต่ขณะนี้มีนักสะสมหลายรายอยู่ระหว่างการเจรจาซื้อขาย

ทั้งคริสตีส์และซัทเทบีส์มองตรงกันว่า ตลาดนักสะสมกำลังให้ความสนใจกับเพชรสีหายากมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเพชรสีธรรมชาติถือเป็นอัญมณีที่พบได้เพียงส่วนน้อยมากจากปริมาณเพชรทั้งหมดที่ถูกขุดขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะเฉดสีฟ้า สีเขียว และสีผสมระหว่างสองสี ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มที่หายากที่สุดของอุตสาหกรรมเพชรโลก.

ที่มา : France24

UAE ปฏิเสธ หลังเนทันยาฮูอ้างแอบเดินทางเยือนระหว่างสงครามอิหร่าน

UAE ปฏิเสธ หลังเนทันยาฮูอ้างแอบเดินทางเยือนระหว่างสงครามอิหร่าน

14 พ.ค. 2569 06:12 น.

UAE ปฏิเสธ หลังเนทันยาฮูอ้างแอบเดินทางเยือนระหว่างสงครามอิหร่าน

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ออกมาปฏิเสธคำกล่าวอ้างของฝ่ายอิสราเอลที่บอกว่า นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู เดินทางเยือนยูเออีอย่างลับๆ ระหว่างการทำสงครามกับอิหร่าน

เมื่อ 13 พ.ค. 2569 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ออกมาปฏิเสธหลังจากสำนักงานของนาย เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลอ้างว่า ผู้นำอิสราเอลเดินทางเยือนยูเออีอย่างลับๆ ระหว่างการทำสงครามอิหร่าน และได้พบกับ ชีคห์ โมฮัมเหม็ด บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน ประธานาธิบดีของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

“สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ขอปฏิเสธรายงานทั้งหมดที่แพร่สะพัดเกี่ยวกับการมาเยือนของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล รวมถึงคณะติดตามทางทหารของอิสราเอลบนแผ่นดินยูเออี” กระทรวงการต่างประเทศยูเออีโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X

“ยูเออีขอย้ำว่าความสัมพันธ์กับอิสราเอลนั้นมีความชัดเจนอย่างยิ่ง และถูกสถาปนาขึ้นภายใต้กรอบการทำงานที่โปร่งใสตามข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) ซึ่งหมายความว่าความสัมพันธ์นี้ไม่ได้ดำเนินผ่านช่องทางลับเบื้องหลังแต่อย่างใด” กระทรวงระบุเพิ่มเติม

อนึ่ง ข้อตกลงอับราฮัมเป็นข้อตกลงที่ลงนามในช่วงที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยแรก ซึ่งส่งผลให้ยูเออีและบาห์เรนปรับความสัมพันธ์กับอิสราเอลเข้าสู่ระดับปกติ โดยการขยายข้อตกลงนี้ให้ครอบคลุมรัฐอาหรับอื่นๆ ถือเป็นเป้าหมายหลักด้านนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลทรัมป์

กระทรวงการต่างประเทศของเอมิเรตส์ย้ำว่า “ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการมาเยือนที่ไม่มีการประกาศล่วงหน้าหรือการจัดการต่างๆ นั้นไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด” เว้นแต่จะมีการประกาศผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการของยูเออีเท่านั้น

ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน สำนักงานของเนทันยาฮูระบุว่า นายกรัฐมนตรีได้ทำการเยือนยูเออีอย่างลับๆ ในช่วงระหว่างสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน และได้เข้าพบกับประธานาธิบดี โมฮัมเหม็ด บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน โดยระบุว่าการมาเยือนครั้งนี้ได้สร้าง “ความก้าวหน้าครั้งประวัติศาสตร์” ในความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ

อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ไม่ได้ระบุว่าการเยือนเกิดขึ้นเมื่อใด หรือให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความก้าวหน้าที่อ้างถึง

ก่อนที่จะมีการปฏิเสธจากทางยูเออี นายซิฟ อักมอน อดีตหัวหน้าคณะทำงานของเนทันยาฮู โพสต์เฟซบุ๊กว่าเขาได้ร่วมคณะเดินทางไปกับนายกรัฐมนตรีในครั้งนั้น และเนทันยาฮูได้รับการ “ต้อนรับในอาบูดาบีอย่างสมเกียรติระดับราชวงศ์”

ภายหลังการประกาศเรื่องการมาเยือนดังกล่าว อิหร่านก็ออกมาขู่ว่าจะจัดการกับผู้ที่สมรู้ร่วมคิดกับอิสราเอล

“การเป็นศัตรูกับประชาชนผู้ยิ่งใหญ่ของอิหร่านคือการเดิมพันที่โง่เขลา” อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านโพสต์บน X “และการสมรู้ร่วมคิดกับอิสราเอลเพื่อการนั้น คือสิ่งที่ไม่อาจให้อภัยได้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn