หุ่นยนต์หมาป่า ยอดสั่งซื้อพุ่งในญี่ปุ่น หลังเหตุหมีทำร้ายคนเพิ่มขึ้น

หุ่นยนต์หมาป่า ยอดสั่งซื้อพุ่งในญี่ปุ่น หลังเหตุหมีทำร้ายคนเพิ่มขึ้น

14 พ.ค. 2569 05:03 น.

หุ่นยนต์หมาป่า ยอดสั่งซื้อพุ่งในญี่ปุ่น หลังเหตุหมีทำร้ายคนเพิ่มขึ้น

บริษัทสัญชาติญี่ปุ่นผู้ผลิตหุ่นยนต์หมาป่าหน้าตาดุร้าย กำลังได้รับยอดสั่งซื้อถล่มทลาย หลังจากปีที่ผ่านมามีสถิติเหตุการณ์หมีทำร้ายมนุษย์สูงเป็นประวัติการณ์ บางรายถึงขั้นเสียชีวิต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 13 พ.ค. 2569 ว่า บริษัท “โอตะ เซกิ” (Ohta Seiki) ซึ่งตั้งอยู่ในฮอกไกโดและเป็นผู้ผลิต “มอนสเตอร์ วูล์ฟ” (Monster Wolf) เปิดเผยว่าในปีนี้บริษัทได้รับคำสั่งซื้อไปแล้วประมาณ 50 รายการ ซึ่งมากกว่าปริมาณการสั่งซื้อปกติของทั้งปีเสียอีก

อนึ่ง มอนสเตอร์ วูล์ฟ คือหุ่นยนต์ไล่สัตว์ที่มีลักษณะเป็นโครงท่อคลุมด้วยขนสัตว์เทียม ติดตั้งลำโพง และส่วนหัวที่มีใบหน้าดุร้ายอ้าปากกว้าง มาพร้อมกับดวงตาสีแดงกะพริบได้ และสามารถส่งเสียงหอนรวมถึงเสียงขู่คำรามที่น่าสะพรึงกลัวเพื่อขับไล่สัตว์ป่า มีราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐ

“เราผลิตหุ่นยนต์เหล่านี้ด้วยมือ ตอนนี้เราผลิตไม่ทันต่อความต้องการจริงๆ เราจึงต้องขอให้ลูกค้า**รอ**ประมาณ 2-3 เดือน” ยูจิ โอตะ ประธานบริษัทบอกกับสำนักข่าว AFP

“ผู้คนมีความตระหนักเรื่องการรักษาความปลอดภัยจากหมี และมาตรการป้องกันความเสียหายจากสัตว์ป่า (ต่อผลผลิตทางการเกษตร) มากขึ้น รวมถึงมีการยอมรับมากขึ้นว่าผลิตภัณฑ์ของเรามีประสิทธิภาพในการขับไล่หมีได้” นายโอตะกล่าวเสริม

ยอดสั่งซื้อส่วนใหญ่มาจากเกษตรกร ผู้บริหารสนามกอล์ฟ และผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้งในพื้นที่ชนบท เช่น งานก่อสร้าง เป็นต้น โดย มอนสเตอร์ วูล์ฟ สามารถส่งเสียงที่บันทึกไว้ได้มากกว่า 50 ชนิด รวมถึงเสียงมนุษย์และเสียงอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งได้ยินไปไกลถึง 1 กิโลเมตร

ทั้งนี้ ในช่วงปี 2568-2569 มีรายงานว่าหมีได้คร่าชีวิตผู้คนทั่วญี่ปุ่นไปถึง 13 ราย ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงกว่าสถิติสูงสุดครั้งก่อนหน้าถึงกว่า 2 เท่าตัว นอกจากนั้นยังมีรายงานการพบเห็นหมีทั่วประเทศมากกว่า 50,000 ครั้ง ซึ่งสูงกว่าสถิติสูงสุดเดิมที่เคยบันทึกไว้เมื่อ 2 ปีก่อนถึงกว่าเท่าตัว

เหตุหมีบุกเข้าไปในบ้านเรือน เดินเตร่ใกล้โรงเรียน และอาละวาดในซูเปอร์มาร์เก็ตไปจนถึงรีสอร์ตน้ำพุร้อนแทบจะรายวัน ส่งผลให้จำนวนหมีที่ถูกจับและกำจัดพุ่งสูงขึ้นเกือบ 3 เท่าจากปีก่อน โดยอยู่ที่ 14,601 ตัว ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน

นายโอตะเริ่มเปิดตัวผลิตภัณฑ์หมาป่าหุ่นยนต์นี้ในปี 2559 เพื่อป้องกันความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตรจากกวาง หมูป่า และหมี ซึ่งในช่วงแรกถูกเยาะเย้ยว่าเป็นเพียงอุปกรณ์แปลกประหลาดที่สร้างขึ้นมาเพื่อเรียกร้องความสนใจเท่านั้น

ปัจจุบันทางบริษัทกำลังอัปเกรดอุปกรณ์โดยการติดตั้งล้อเพื่อให้หุ่นยนต์สามารถวิ่งไล่สัตว์หรือลาดตระเวนตามเส้นทางที่กำหนดได้ นอกจากนี้ นายโอตะยังมีแผนที่จะพัฒนาเวอร์ชันแบบพกพาสำหรับนักเดินป่า นักตกปลา และเด็กนักเรียน รวมถึงกำลังศึกษาการนำกล้องระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในรุ่นอนาคตด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฟิลิปปินส์ล็อกดาวน์อาคารวุฒิสภา หลังมีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด

ฟิลิปปินส์ล็อกดาวน์อาคารวุฒิสภา หลังมีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด

14 พ.ค. 2569 03:44 น.

ฟิลิปปินส์ล็อกดาวน์อาคารวุฒิสภา หลังมีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด

ฟิลิปปินส์ล็อกดาวน์อาคารวุฒิสภา หลังเกิดเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด โดยเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าไม่ได้เป็นความพยายามจับกุม สว.ที่เข้ามาลี้ภัยหนีหมายจับของ ICC และกำลังสืบสวนว่าใครเป็นคนยิงปืน

เมื่อช่วงเย็นวัน 13 พ.ค. 2569 ฟิลิปปินส์สั่งล็อกดาวน์อาคารวุฒิสภาในกรุงมะนิลา หลังจากมีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด และมีการพบเห็นเจ้าหน้าที่ทหารบุกเข้าไปในอาคาร โดยยังไม่แน่ชัดว่าใครเป็นผู้ลั่นไก แต่เจ้าหน้าที่ระบุว่า ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจาก สว. โรนัลด์ เดลา โรซา ซึ่งเป็นที่ต้องการตัวของศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เข้าไปลี้ภัยในอาคารวุฒิสภา โดยเขากล่าวก่อนหน้านั้นว่า ตนเองกำลังจะถูกจับกุมในไม่ช้า และเรียกร้องให้ชาวฟิลิปปินส์ช่วยกันยับยั้งการจับกุมดังกล่าว ล่าสุดเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าเขาปลอดภัยและอยู่ภายใต้การดูแลของทีมรักษาความปลอดภัย

เดลา โรซา ถูก ICC ฟ้องร้องในข้อหาสังหารประชาชนจำนวนมาก ในสมัยที่เขาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจในช่วงสงครามยาเสพติดของอดีตประธานาธิบดี โรดริโก ดูเตร์เต ซึ่งส่งผลให้ผู้ค้ายาเสพติดถูกสังหารจำนวนหลายพันราย ทั้งนี้ ดูเตร์เตถูกคุมขังอยู่ที่กรุงเฮก ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ICC มาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 แล้ว

อย่างไรก็ตาม มีกลุ่มผู้ชุมนุมมารวมตัวประท้วงที่ด้านนอกอาคารวุฒิสภา เพื่อเรียกร้องให้มีการควบคุมตัวเดลา โรซา และต้องการให้ส่งตัวเขาไปรับการพิจารณาคดีร่วมกับดูเตร์เต ส่วนทางด้านทนายความของเดลา โรซา ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาเพื่อยับยั้งการส่งผู้ร้ายข้ามแดนในครั้งนี้แล้ว

โรนัลด์
โรนัลด์ “บาโต” เดลา โรซา

รัฐบาลฟิลิปปินส์ยืนยันว่า เสียงปืนที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นความพยายามในการเข้าจับกุมนายเดลา โรซา และกำลังอยู่ในระหว่างการสืบสวนว่าใครเป็นผู้เปิดฉากยิง

นายจอนวิก เรมัลลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่าประธานาธิบดีได้ให้ “คำสั่งเด็ดขาด” ในการคุ้มกันเหล่าสมาชิกวุฒิสภาให้ปลอดภัย พร้อมเสริมว่าขณะนี้เดลา โรซา “ปลอดภัยดี” และอยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง

“เราไม่ได้มาที่นี่เพื่อจับกุมท่านสมาชิกวุฒิสภาเดลา โรซา” เขากล่าว “ในความเป็นจริงแล้ว เรามาที่นี่เพื่อปกป้องเขา ขอให้ชัดเจนในประเด็นนี้ ซึ่งผมก็ได้ทำความเข้าใจกับครอบครัวของเขาแล้ว” นอกจากนี้ เรมัลลายังระบุว่ายังไม่มีการจับกุมผู้ใดจากเหตุยิงกันในครั้งนี้

ทางด้าน นายอลัน ปีเตอร์ คาเยตาโน ประธานวุฒิสภา ได้ขอความร่วมมือจากสาธารณชนให้ส่ง “คลิปวิดีโอใดๆ ที่อาจเป็นประโยชน์ต่อการสืบสวน” แก่เจ้าหน้าที่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านจี้คูเวต ปล่อยตัว 4 พลเมืองที่ถูกจับ อ้างไม่ได้ตั้งใจล้ำน่านน้ำ

อิหร่านจี้คูเวต ปล่อยตัว 4 พลเมืองที่ถูกจับ อ้างไม่ได้ตั้งใจล้ำน่านน้ำ

14 พ.ค. 2569 02:35 น.

อิหร่านจี้คูเวต ปล่อยตัว 4 พลเมืองที่ถูกจับ อ้างไม่ได้ตั้งใจล้ำน่านน้ำ

รัฐมนตรีอิหร่านเรียกร้องให้คูเวตปล่อยตัวพลเมือง 4 คนของพวกเขา หลังถูกคูเวตควบคุมตัวฐานลักลอบเข้าประเทศ โดยฝ่ายเตหะรานยืนยันว่า ทั้ง 4 คนรุกล้ำน่านน้ำเพราะระบบนำทางของเรือขัดข้องเท่านั้น

เมื่อ 13 พ.ค. 2569 นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ออกมาเรียกร้องให้ทางการคูเวต ปล่อยตัวพลเมืองอิหร่าน 4 คนที่ถูกควบคุมตัวเอาไว้ เนื่องจากต้องสงสัยว่าพยายามลักลอบเข้าประเทศ แต่ฝ่ายอิหร่านอ้างว่า คูเวตโจมตีเรือและจับคนของพวกเขาไป

“ในความพยายามที่ชัดเจนเพื่อสร้างความแตกแยก คูเวตได้โจมตีเรือของอิหร่านอย่างผิดกฎหมายและกักตัวพลเมืองของเรา 4 คนในอ่าวเปอร์เซีย” นายอารักชีโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X เมื่อวันพุธ “การกระทำที่ผิดกฎหมายนี้เกิดขึ้นใกล้กับเกาะที่สหรัฐฯ ใช้เป็นฐานในการโจมตีอิหร่าน”

“เราขอเรียกร้องให้ปล่อยตัวพลเมืองของเราในทันที และขอสงวนสิทธิ์ในการตอบโต้” รัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติม โดยไม่ได้กล่าวถึงข้อกล่าวหาเรื่องความพยายามในการลักลอบเข้าเมืองแต่อย่างใด

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา สื่อของรัฐบาลคูเวตรายงานว่า เจ้าหน้าที่ได้จับกุมบุคคล 4 ราย ซึ่งระบุว่าเป็นสมาชิกของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ที่พยายามลักลอบเข้าประเทศเพื่อ “ดำเนินกิจกรรมที่เป็นปฏิปักษ์”

สื่อคูเวตระบุอีกว่า ชาวอิหร่านกลุ่มดังกล่าวพยายามเข้าสู่คูเวตเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม โดยใช้เรือประมงและได้เกิดการปะทะกับทหารคูเวต

ขณะที่ทางฝั่งอิหร่านปฏิเสธรายงานดังกล่าวผ่านแถลงการณ์ที่เผยแพร่โดยสำนักข่าว Tasnim โดยระบุว่าทั้ง 4 คน “กำลังปฏิบัติหน้าที่ตรวจตราทางทะเลตามปกติ” ให้กับหน่วยยามฝั่งอิหร่าน และรุกล้ำเข้าสู่น่านน้ำคูเวตเพียงเพราะ “ระบบนำทางขัดข้อง” เท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

วุฒิสภาสหรัฐฯ ตีตกมาตรการจำกัดอำนาจทำสงครามของทรัมป์ครั้งที่ 7

วุฒิสภาสหรัฐฯ ตีตกมาตรการจำกัดอำนาจทำสงครามของทรัมป์ครั้งที่ 7

14 พ.ค. 2569 01:23 น.

วุฒิสภาสหรัฐฯ ตีตกมาตรการจำกัดอำนาจทำสงครามของทรัมป์ครั้งที่ 7

วุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติไม่เห็นชอบมาตรการจำกัดอำนาจการทำสงครามของโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นครั้งที่ 7 แล้ว แต่มี สว.ฝ่ายรีพับลิกันหันไปสนับสนุนมาตรการนี้มากขึ้น

เมื่อ 13 พ.ค. 2569 วุฒิสภาสหรัฐฯ มีมติไม่เห็นชอบมาตรการจำกัดอำนาจในการทำสงครามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นครั้งที่ 7 ของปีนี้ โดยมาตรการดังกล่าวกำหนดให้รัฐบาลต้องได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรสก่อนการดำเนินการทางทหารใดๆ ในอิหร่านในอนาคต

มาตรการนี้ไม่ผ่านความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 49 ต่อ 50 โดย สว. จอห์น เฟตเตอร์แมน จากพรรคเดโมแครตแตกแถวไปร่วมโหวตคัดค้านกับพรรครีพับลิกัน ขณะที่ สว. จากพรรครีพับลิกันอย่าง แรนด์ พอล, ซูซาน คอลลินส์ และ ลิซา เมอร์คาวสกี โหวตสนับสนุนร่วมกับพรรคเดโมแครต

สว. พรรครีพับลิกันบางส่วน เช่น เมอร์คาวสกี ซึ่งเพิ่งเปลี่ยนมาโหวตสนับสนุนมาตรการนี้เป็นครั้งแรก และ สว. ทอม ทิลลิส ได้ให้ความเห็นว่า สภาคองเกรสควรมีบทบาทในการมอบอำนาจทำสงคราม หรืออย่างน้อยควรมีการตรวจสอบที่มากขึ้น เนื่องจากความขัดแย้งได้ยืดเยื้อเกินกว่า 60 วันแล้ว

“ผมได้เรียนประธานาธิบดีแล้วว่าผมสนับสนุนสิ่งที่เขาทำในอิหร่าน แต่เราต้องใส่ใจเรื่องการรายงานต่อสภาคองเกรสด้วย … ตอนนี้มันไม่ใช่สงครามที่เป็นที่นิยมในหมู่ชาวอเมริกันใช่ไหมล่ะ?” ทิลลิส กล่าวเมื่อวันจันทร์

ด้าน ชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภา เคยประกาศเมื่อเดือนเมษายนว่า พรรคเดโมแครตจะบีบให้มีการลงมติเรื่องอำนาจทำสงครามนี้ในทุกสัปดาห์ที่วุฒิสภามีการประชุม

ทั้งนี้ กฎหมายอำนาจการทำสงคราม (War Powers Resolution) ซึ่งออกหลังยุคสงครามเวียดนาม กำหนดระยะเวลาการใช้กำลังทหารโดยไม่ได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรสไว้ที่ 60 วัน ซึ่งตัวเลขดังกล่าวครบกำหนดไปเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา ตามตัวบทกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม บรรดาสมาชิกสภายังคงมีความสับสนเกี่ยวกับวันครบกำหนดที่แน่ชัด โดยสมาชิกรีพับลิกันบางคนแย้งว่า วันที่มีการประกาศหยุดยิงไม่ควรถูกนับรวมในยอดรวม 60 วันดังกล่าว

จอห์น ทูน ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภา กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า สมาชิกส่วนใหญ่ของเขายังไม่ได้ผลักดันให้มีการลงมติมอบอำนาจการทำสงคราม

ทางด้านทิลลิสระบุว่า เขาและสมาชิกคนอื่นๆ กำลังพยายามร่างหนังสือมอบอำนาจการทำสงครามอยู่ แม้เขาจะยอมรับว่า ต่อให้ร่างนี้ผ่านสภาคองเกรสไปได้ แต่ก็คงไม่สามารถต้านทานการใช้สิทธิวีโต้ (Veto) ของประธานาธิบดีได้อยู่ดี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ชาวอเมริกันอ่วม ราคาดีเซลทุบสถิติสูงสุดตลอดกาลในหลายรัฐ

ชาวอเมริกันอ่วม ราคาดีเซลทุบสถิติสูงสุดตลอดกาลในหลายรัฐ

13 พ.ค. 2569 23:28 น.

ชาวอเมริกันอ่วม ราคาดีเซลทุบสถิติสูงสุดตลอดกาลในหลายรัฐ

ราคาน้ำมันดีเซลในสหรัฐฯ กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะใน 4 รัฐแถบมิดเวสต์ซึ่งทำลายสถิติสูงสุดตลอดกาลไปแล้ว และกำลังส่งผลให้ราคาอาหารอุปโภคบริโภคเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 13 พ.ค. 2569 ว่า ราคาน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสำคัญสำหรับเศรษฐกิจของสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนใน 4 รัฐแถบมิดเวสต์ ได้แก่ วิสคอนซิน, มิชิแกน, อิลลินอยส์ และอินเดียนา อันเป็นผลกระทบจากการที่สหรัฐฯ ทำสงครามกับอิหร่าน จนทำให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดโดยพฤตินัย

ข้อมูลจากสมาคมยานยนต์อเมริกัน (AAA) ระบุว่า ราคาเฉลี่ยของน้ำมันดีเซลในรัฐเหล่านี้พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

ราคาดีเซลที่เพิ่มขึ้นล่าสุดนี้เป็นผลจากหลายปัจจัยรวมกัน ทั้งราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับสูง การหยุดชะงักของโรงกลั่นน้ำมัน และข้อเท็จจริงที่ว่าโรงกลั่นต่างให้ความสำคัญกับการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน (Jet Fuel) มากกว่าน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซิน

น้ำมันดีเซลถือเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถแทรกเตอร์, รถบรรทุก, รถประจำทาง, รถไฟ และเรือ การที่ราคาดีเซลพุ่งสูงขึ้นอาจส่งผลให้ราคาอาหารอุปโภคบริโภคเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากต้นทุนในการเพาะปลูกของเกษตรกรเพิ่มขึ้น รวมถึงต้นทุนการขนส่งสินค้าไปยังร้านขายของต่างๆ

ปัจจุบัน ราคาเฉลี่ยของน้ำมันดีเซลทั่วประเทศพุ่งขึ้นถึง 60% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงคราม โดยอยู่ที่ 5.66 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งเข้าใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5.82 ดอลลาร์ต่อแกลลอนที่เคยทำไว้เมื่อเดือนมิถุนายน 2565 หลังเกิดสงครามยูเครน

ราคาน้ำมันดีเซลในรัฐทั้ง 4 ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วมากกว่ารัฐอื่นๆ โดยรัฐอินเดียนา +72% อยู่ที่ 6.13 ดอลลาร์ต่อแกลลอน, รัฐอิลลินอยส์ +74% อยู่ที่ 6.13 ดอลลาร์ต่อแกลลอน, รัฐมิชิแกน +77% อยู่ที่ 6.13 ดอลลาร์ต่อแกลลอน และรัฐวิสคอนซิน +82% อยู่ที่ 5.87 ดอลลาร์ต่อแกลลอน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์ถึงจีนแล้ว เตรียมร่วมประชุมสุดยอดครั้งสำคัญกับสี จิ้นผิง

ทรัมป์ถึงจีนแล้ว เตรียมร่วมประชุมสุดยอดครั้งสำคัญกับสี จิ้นผิง

13 พ.ค. 2569 22:20 น.

ทรัมป์ถึงจีนแล้ว เตรียมร่วมประชุมสุดยอดครั้งสำคัญกับสี จิ้นผิง

โดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางถึงกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนแล้ว โดยเขาจะเข้าพบ สี จิ้นผิง ในวันพฤหัสบดีนี้ โดยจะหารือกันในหลายประเด็น ทั้งอิหร่าน, การค้า, AI และไต้หวัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางถึงกรุงปักกิ่งแล้ว ในวันพุธที่ 13 พ.ค. 2569 ก่อนหน้าการประชุมสุดยอดครั้งสำคัญ โดยเขามีเป้าหมายที่จะเร่งผลักดันด้านการค้า แม้ว่าอาจจะเกิดความขัดแย้งในประเด็นเรื่องอิหร่านและไต้หวันก็ตาม

เครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันของทรัมป์ ลงจอดที่สนามบินนานาชาติปักกิ่งเมื่อเวลา 19.50 น.ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากการเดินทางอันยาวนานจากกรุงวอชิงตัน

ทรัมป์ได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติจากคณะบุคคลสำคัญของจีน กองทหารเกียรติยศที่จัดแถวอย่างเป็นระเบียบ และนักเรียนชาวจีนหลายสิบคนที่โบกธงชาติสหรัฐฯ และจีน พร้อมตะโกนเป็นภาษาจีนกลางว่า “ยินดีต้อนรับ ยินดีต้อนรับ ขอต้อนรับอย่างอบอุ่น” ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ชูกำปั้นขึ้นและยิ้มกว้างเพื่อตอบรับก่อนจะขึ้นรถลิมูซีนออกไป

การเดินทางมาครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกในรอบเกือบทศวรรษที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มาเยือนจีน และเป็นการมาเยือนครั้งแรกของนายทรัมป์นับตั้งแต่ปี 2560

รัฐบาลปักกิ่งส่งสัญญาณว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับการมาเยือนของทรัมป์ในครั้งนี้ ด้วยการส่งรองประธานาธิบดีจีน ฮั่น เจิ้ง ไปต้อนรับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ด้วยตนเองที่สนามบิน

คณะต้อนรับคนอื่นๆ ยังรวมถึงนาย เซี่ย เฟิง เอกอัครราชทูตจีนประจำสหรัฐฯ และ หม่า เจาซวี่ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ถือเป็นการเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติจากช่วงหลังๆ ที่มักจะส่งเจ้าหน้าที่ระดับต่ำกว่า เช่น สมาชิกสภามณฑลมาต้อนรับผู้นำสหรัฐฯ รวมถึงตอนที่นายทรัมป์มาเยือนอย่างเป็นทางการในปี 2560 ด้วย

เหล่านักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ประเด็นสงครามอิหร่านจะเป็นวาระหลักในการประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง โดยก่อนเดินทางออกจากวอชิงตันเมื่อวันอังคาร ทรัมป์กล่าวว่าเขาคาดหวังที่จะได้ “หารือกันยาวๆ” กับสี จิ้นผิง เกี่ยวกับเรื่องอิหร่าน ซึ่งพึ่งพาจีนในฐานะลูกค้ารายใหญ่ที่สุดที่ซื้อน้ำมันของเตหะรานแม้จะถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร

ทรัมป์ยังพยายามลดความตึงเครียดเกี่ยวกับความเห็นต่างในประเด็นอิหร่าน โดยกล่าวว่า สี จิ้นผิง นั้น “ค่อนข้างทำได้ดี ถ้าให้พูดกันตามตรง” และบอกด้วยว่า “ผมไม่คิดว่าเราต้องการความช่วยเหลือใดๆ เกี่ยวกับเรื่องอิหร่าน เราจะชนะไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จะชนะด้วยสันติวิธีหรือวิธีอื่นก็ตาม”

ทรัมป์จะเข้าหารือกับสี จิ้นผิง ในวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ ท่ามกลางกำหนดการที่แน่นขนัด ซึ่งรวมถึงงานเลี้ยงรับรองระดับรัฐ และการร่วมจิบน้ำชา

การหารือที่กำหนดไว้นั้น คาดว่าจะครอบคลุมถึงเรื่องการขายอาวุธของสหรัฐฯ ให้กับไต้หวัน การค้าและการลงทุนระหว่างกัน รวมถึงเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง

เมื่อวันอังคาร ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่าเขาจะขอให้ สี จิ้นผิง “เปิดประเทศ” จีนให้กับธุรกิจของสหรัฐฯ เมื่อผู้นำทั้งสองพบกัน

“ผมจะขอให้ประธานาธิบดีสี ผู้นำที่มีความโดดเด่นอย่างยิ่ง ‘เปิดประเทศ’ จีน เพื่อให้ผู้คนที่ชาญฉลาดเหล่านี้ได้ใช้ความสามารถของพวกเขา และช่วยยกระดับสาธารณรัฐประชาชนจีนไปสู่ระดับที่สูงยิ่งขึ้น!” ทรัมป์ระบุบน Truth Social โดยอ้างถึงเหล่าซีอีโอ (CEO) ของบริษัทสหรัฐฯ ที่ร่วมเดินทางไปกับเขาในครั้งนี้ “ผมจะทำให้เรื่องนี้เป็นคำขอแรกสุดของผมเลย”

เมื่อถูกถามถึงโพสต์ของทรัมป์ นาย กั๊ว เจี่ยคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนกล่าวว่า ปักกิ่งพร้อมที่จะ “ขยายความร่วมมือ จัดการความแตกต่าง และเติมเต็มความมั่นคงและความแน่นอนให้มากขึ้นในโลกที่กำลังวุ่นวาย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฝรั่งเศสล็อกดาวน์เรือสำราญ 1,700 ชีวิต หลังชายวัย 90 ดับ ป่วยอีก 50

ฝรั่งเศสล็อกดาวน์เรือสำราญ 1,700 ชีวิต หลังชายวัย 90 ดับ ป่วยอีก 50

13 พ.ค. 2569 21:49 น.

ฝรั่งเศสล็อกดาวน์เรือสำราญ 1,700 ชีวิต หลังชายวัย 90 ดับ ป่วยอีก 50

ทางการฝรั่งเศสสั่งล็อกดาวน์เรือสำราญลำหนึ่งซึ่งมีผู้โดยสารและลูกเรือกว่า 1,700 คน หลังมีผู้โดยสารวัย 90 ปีเสียชีวิต และพบผู้ป่วยเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารอีก 50 คน แต่เบื้องต้นยืนยันว่าไม่ใช่ไวรัสฮันตา

เมื่อ 13 พ.ค. 2569 ทางการฝรั่งเศสสั่งกักตัวผู้โดยสารและลูกเรือรวมกว่า 1,700 คน บนเรือสำราญสัญชาติอังกฤษชื่อ “แอมบิชัน” (Ambition) ที่จอดเทียบท่า ณ เมืองบอร์โด หลังจากมีผู้โดยสารสูงอายุเสียชีวิต และมีผู้แสดงอาการป่วยราว 50 คน แต่เจ้าหน้าที่ระบุว่าไม่ได้เป็นการระบาดของไวรัสฮันตา ซึ่งเพิ่งแพร่กระจายบนเรือสำราญอีกลำเมื่อสัปดาห์ก่อน

เรือลำนี้ บริหารจัดการโดยบริษัท Ambassador Cruise Line บรรทุกผู้โดยสาร 1,233 คน ส่วนใหญ่มาจากอังกฤษและไอร์แลนด์ และลูกเรือชาวอินเดียอีก 514 คน ซึ่งเดินทางมาถึงท่าเรือทางตะวันตกของบอร์โดเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

เจ้าหน้าที่ระบุว่ามีผู้โดยสารวัย 90 ปีเสียชีวิต 1 ราย และมีผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารอีกประมาณ 50 คน แต่ผลการตรวจเบื้องต้นยืนยันว่าไม่ใช่การระบาดของ โนโรไวรัส (Norovirus) ซึ่งเป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบที่ติดต่อได้ง่ายและทำให้เกิดอาการอาเจียนและท้องเสีย

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีการตรวจขั้นที่สองเพิ่มเติม และยังไม่ตัดประเด็นเรื่อง อาหารเป็นพิษ ออกไป

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขยืนยันด้วยว่า เหตุการณ์นี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการระบาดของไวรัสฮันตา ซึ่งต้องสงสัยว่าเป็นสาเหตุให้ผู้โดยสาร 3 รายบนเรือ MV Hondius ของเนเธอร์แลนด์ที่เดินทางมาจากอาร์เจนตินาเสียชีวิต

ทั้งนี้ ผู้โดยสารบนเรือ Ambition เริ่มแสดงอาการป่วยมากที่สุดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ในขณะที่เรือจอดเทียบท่าอยู่ที่เมืองแบรสต์ (Brest) โดยผู้โดยสารวัย 90 ปีเสียชีวิต ก่อนที่เรือจะเดินทางถึงท่าเรือในแคว้นเบรอตาญ หรือ บริตตานี ทางตะวันตกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส

เรือ Ambition เดินทางออกจากหมู่เกาะเชตแลนด์ (Shetland) ทางตอนเหนือของสกอตแลนด์เมื่อวันที่ 6 พ.ค. และจอดแวะพักที่เมืองเบลฟาสต์ในไอร์แลนด์เหนือ ตามด้วยเมืองลิเวอร์พูลในอังกฤษ ก่อนจะมาถึงเมืองบอร์โด ซึ่งตามกำหนดการเดิมเรือจะต้องออกเดินทางต่อไปยังประเทศสเปน

ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าว AFP รายงานว่า ในวันพุธที่เรือจอดเทียบท่า ณ เมืองบอร์โด เจ้าหน้าที่ไม่มีการวางมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดรอบตัวเรือแต่อย่างใด โดยยังคงเห็นผู้โดยสารยืนถ่ายรูปทิวทัศน์ของเมืองจากบนดาดฟ้าเรือตามปกติ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อัปเดตราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 14 พฤษภาคม 2569 น้ำมันเบนซิน ดีเซล แต่ละปั๊มลิตรละเท่าไร

อัปเดตราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 14 พฤษภาคม 2569 น้ำมันเบนซิน ดีเซล แต่ละปั๊มลิตรละเท่าไร

13 พ.ค. 2569 17:00 น.

อัปเดตราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 14 พฤษภาคม 2569 น้ำมันเบนซิน ดีเซล แต่ละปั๊มลิตรละเท่าไร

อัปเดตราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 14 พฤษภาคม 2569 เช็กราคาน้ำมันทุกชนิด กลุ่มเบนซิน, แก๊สโซฮอล์, ดีเซล จากปั๊มน้ำมัน ปตท., บางจาก, พีที, คาลเท็กซ์, ซัสโก้ และเชลล์ ล่าสุดราคาลิตรละกี่บาทแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานการอัปเดต ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 14 พฤษภาคม 2569 กลุ่มเบนซิน, แก๊สโซฮอล์ และดีเซล ล่าสุด จากเว็บไซต์ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด, บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน), บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด โดยราคาน้ำมันพรุ่งนี้ มีดังนี้

อัปเดตล่าสุด ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 14 พฤษภาคม 2569

ราคาน้ำมัน “บางจาก” วันที่ 14 พฤษภาคม 2569

  • ดีเซล B20 อยู่ที่ 33.75 บาท/ลิตร
  • ไฮดีเซล S อยู่ที่ 40.75 บาท/ลิตร
  • ไฮพรีเมียมดีเซล S อยู่ที่ 61.25 บาท/ลิตร
  • ไฮพรีเมียม 98 อยู่ที่ 55.09 บาท/ลิตร
  • GSH E85S EVO อยู่ที่ 32.29 บาท/ลิตร
  • GSH E20S EVO อยู่ที่ 36.35 บาท/ลิตร
  • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.98 บาท/ลิตร
  • GSH95S EVO อยู่ที่ 43.35 บาท/ลิตร

ราคาน้ำมัน “ปตท.” วันที่ 14 พฤษภาคม 2569

  • ดีเซล B20 อยู่ที่ 33.75 บาท/ลิตร
  • ดีเซล อยู่ที่ 40.75 บาท/ลิตร
  • GSH E85S EVO อยู่ที่ 32.29 บาท/ลิตร
  • GSH E20S EVO อยู่ที่ 36.35 บาท/ลิตร
  • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.98 บาท/ลิตร
  • GSH95S EVO อยู่ที่ 43.35 บาท/ลิตร
  • เบนซิน อยู่ที่ 52.94 บาท/ลิตร
  • ซูเปอร์พาวเวอร์ดีเซล 61.25 บาท/ลิตร
  • ซูเปอร์พาวเวอร์ GSH95 อยู่ที่ 51.54 บาท/ลิตร

ราคาน้ำมันปั๊ม “เชลล์” วันที่ 14 พฤษภาคม 2569

  • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 36.85 บาท/ลิตร
  • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 43.48 บาท/ลิตร
  • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 43.85 บาท/ลิตร
  • เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร
  • เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล อยู่ที่ 40.75 บาท/ลิตร
  • เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร

ราคาน้ำมันปั๊ม “พีที” วันที่ 14 พฤษภาคม 2569

  • ดีเซล อยู่ที่ 40.75 บาท/ลิตร
  • ดีเซล B20 อยู่ที่ 33.75 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 43.35 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 42.98 บาท/ลิตร
  • เบนซิน อยู่ที่ 53.44 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 36.35 บาท/ลิตร

ราคาน้ำมันปั๊ม “ซัสโก้” วันที่ 14 พฤษภาคม 2569

  • ดีเซล อยู่ที่ 40.75 บาท/ลิตร
  • ดีเซล B20 อยู่ที่ 33.75 บาท/ลิตร
  • เบนซิน อยู่ที่ 53.09 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 43.35 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 42.98 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 36.35 บาท/ลิตร

ราคาน้ำมันปั๊ม “คาลเท็กซ์” วันที่ 14 พฤษภาคม 2569

  • โกลด์ 95 เทครอน อยู่ที่ 55.06 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 95 เทครอน อยู่ที่ 43.35 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 91 เทครอน อยู่ที่ 42.98 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 36.35 บาท/ลิตร
  • ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 40.75 บาท/ลิตร
  • พาวเวอร์ ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 61.25 บาท/ลิตร

อย่างไรก็ตาม ราคาข้างต้นเป็นราคากลางที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งอาจมีความแตกต่างในแต่ละพื้นที่.

ผอ.เอฟบีไอ โต้เดือดกลางที่ประชุมวุฒิสภา หลังถูกกล่าวหาว่าดื่มหนักระหว่างปฏิบัติหน้าที่

ผอ.เอฟบีไอ โต้เดือดกลางที่ประชุมวุฒิสภา หลังถูกกล่าวหาว่าดื่มหนักระหว่างปฏิบัติหน้าที่

13 พ.ค. 2569 10:44 น.

ผอ.เอฟบีไอ โต้เดือดกลางที่ประชุมวุฒิสภา หลังถูกกล่าวหาว่าดื่มหนักระหว่างปฏิบัติหน้าที่

ผอ.เอฟบีไอ โต้เดือดกลางที่ประชุมวุฒิสภา หลังถูกกล่าวหาว่าดื่มหนักระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ถึงขั้นบางครั้งลูกน้องไม่สามารถติดต่อได้ ซัด ส.ว.เดโมแครตกล่าวหาไร้หลักฐาน

วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 นายคาช พาเทล ผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือเอฟบีไอ โต้เดือดกลางที่ประชุมวุฒิสภา หลังถูกสมาชิกพรรคเดโมแครตกล่าวหาว่าดื่มแอลกอฮอล์หนักระหว่างปฏิบัติหน้าที่ และบางครั้งลูกน้องไม่สามารถติดต่อได้ โดยยืนยันว่าเป็นข้อกล่าวหาไร้หลักฐานที่ไม่เป็นความจริงโดยสิ้นเชิง

รายงานข่าวระบุว่า นายพาเทลได้เข้าให้ข้อมูลระหว่างการไต่สวนงบประมาณประจำปีของวุฒิสภาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม เพื่อชี้แจงกรณีที่ส.ว.คริส แวน ฮอลเลน จากพรรคเดโมแครต อ้างถึงบทความของนิตยสาร ดิแอตแลนติก ที่ตีแผ่ภาพลักษณ์ด้านลบของพาเทลในการบริหารเอฟบีไอ

โดยนายพาเทลตอบโต้ด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวพร้อมกล่าวว่าจะไม่ยอมให้ใครมาทำลายชื่อเสียงด้วยข้อกล่าวหาไร้มูล ก่อนที่จะตะโกนขัดจังหวะ ส.ว.แวน ฮอลเลน ระหว่างการซักถาม นอกจากนี้ เขายังย้อนโจมตีฝ่ายเดโมแครต โดยกล่าวหาแวน ฮอลเลนว่าเคยนั่งดื่มมาร์การิตา ในเอลซัลวาดอร์ อ้างอิงถึงกรณีที่เขาเดินทางไปเยี่ยมผู้ต้องขังรายหนึ่งเมื่อปีที่ผ่านมา ด้าน นิตยสาร ดิแอตแลนติก ยืนยันว่ารายงานข่าวมีความถูกต้อง พร้อมประกาศจะต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ หลังพาเทลยื่นฟ้องฐานหมิ่นประมาท

ทั้งนี้ การปะทะคารมครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนเข้าสู่การเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งประเด็นความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของหน่วยงานความมั่นคง กลายเป็นอีกหนึ่งหัวข้อสำคัญในการโจมตีกันระหว่างสองพรรคใหญ่ของสหรัฐฯ.

“นาอูรู” เตรียมลงประชามติ เปลี่ยนชื่อประเทศเป็น “นาโอเอโร” เพื่อรื้อฟื้นอัตลักษณ์ดั้งเดิม

"นาอูรู" เตรียมลงประชามติ เปลี่ยนชื่อประเทศเป็น "นาโอเอโร" เพื่อรื้อฟื้นอัตลักษณ์ดั้งเดิม

13 พ.ค. 2569 09:13 น.

“นาอูรู” เตรียมลงประชามติ เปลี่ยนชื่อประเทศเป็น “นาโอเอโร” เพื่อรื้อฟื้นอัตลักษณ์ดั้งเดิม

รัฐสภา “นาอูรู” ผ่านร่างแก้รัฐธรรมนูญ เปลี่ยนชื่อประเทศเป็น “นาโอเอโร” ชื่อภาษาท้องถิ่น เตรียมทำประชามติขั้นตอนสุดท้าย หวังรืิ้อฟื้นอัตลักษณ์ดั้งเดิม ยกเลิกการออกเสียงแบบเก่าตามชาวต่างชาติ

วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า รัฐสภาของประเทศนาอูรู ประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กในมหาสมุทรแปซิฟิก มีมติเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “นาอูรู” (Nauru) เป็น “นาโอเอโร” (Naoero) ซึ่งเป็นชื่อดั้งเดิมในภาษาท้องถิ่น

โดยการลงมติครั้งนี้ได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภาทั้ง 16 คนที่เข้าร่วมประชุม และผ่านเกณฑ์เสียงข้างมากสองในสามตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด หลังจากที่ประธานาธิบดีเดวิด อาเดียง เป็นผู้เสนอแนวคิดเปลี่ยนชื่อประเทศ ต่อรัฐสภาเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยระบุว่า แม้ชื่อ “นาอูรู” จะได้รับการยอมรับในเวทีระหว่างประเทศมาตั้งแต่ประเทศได้รับเอกราช แต่การเปลี่ยนชื่อครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้เกียรติมรดก ภาษา และอัตลักษณ์ของชาติอย่างแท้จริง

ขั้นตอนต่อไป รัฐบาลจะจัดการลงประชามติระดับชาติ เพื่อให้เป็นไปตามกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างสมบูรณ์ หากผ่านความเห็นชอบ ชื่อใหม่จะถูกใช้ในเอกสารราชการ สัญลักษณ์ของรัฐ รวมถึงการใช้ชื่อประเทศในเวทีระหว่างประเทศและองค์การสหประชาชาติ 

รัฐบาลนาอูรูอธิบายว่า ชื่อ “นาอูรู” เป็นการเรียกตามชาวต่างชาติในอดีตที่ไม่สามารถออกเสียงคำว่า “นาโอเอโร” ได้อย่างถูกต้อง จึงถูกเปลี่ยนให้เรียกง่ายขึ้น ไม่ใช่จากความต้องการของประชาชน แต่เพื่อความสะดวก รัฐบาลยังยกตัวอย่างหลายประเทศที่เปลี่ยนชื่อเพื่อสะท้อนวัฒนธรรมและภาษาให้ชัดเจนขึ้น เช่น เอสวาตินี (Eswatini) ตุรกีที่เปลี่ยนเป็น เตอร์กีเย (Türkiye) รวมถึงรัฐชุก (Chuuk)

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศและการค้านิวซีแลนด์ระบุว่า นาอูรูเป็นสาธารณรัฐเอกราชที่เล็กที่สุดในโลก  มีประชากรราว 12,000 คน และมีพื้นที่เพียง 21 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น.

ที่มา AFP