จำคุก 20 เดือนอดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง “คิม กอน ฮี” รับสินบนโบสถ์แห่งความสามัคคี

จำคุก 20 เดือนอดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง “คิม กอน ฮี” รับสินบนโบสถ์แห่งความสามัคคี

28 ม.ค. 2569 10:19 น.

จำคุก 20 เดือนอดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง “คิม กอน ฮี” รับสินบนโบสถ์แห่งความสามัคคี

ศาลเกาหลีตัดสินจำคุกนางคิม กอน-ฮี วัย 53 ปี อดีตสตรีหมายเลขหนึ่งและภริยาของนายยุน ซอก-ยอล อดีตประธานาธิบดี เป็นเวลา 20 เดือน จากการรับสินบนจากลัทธิโบสถ์แห่งความสามัคคี แต่ยกฟ้องในข้อหาปั่นหุ้นและรับผลสำรวจความคิดเห็นฟรีจากนายหน้าทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2022 ซึ่งอดีตประธานาธิบดียุน ซุก ยอลสามีของเธอ ชนะการเลือกตั้ง

ก่อนหน้านี้นายยุน ถูกตัดสินจำคุก 5 ปีในข้อหาใช้อำนาจในทางที่ผิดและขัดขวางกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับการพยายามประกาศกฎอัยการศึกที่ไม่สำเร็จในปี 2024 นี่ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของเกาหลีใต้ที่อดีตประธานาธิบดีและสามีภรรยาถูกตัดสินลงโทษพร้อมกัน

ปัจจุบันทั้งนางคิมและนายยุนต่างถูกควบคุมตัว โดยอดีตประธานาธิบดียุนถูกดำเนินคดีจากการประกาศกฎอัยการศึกเมื่อเดือนธันวาคม 2024 ขณะที่นางคิมถูกกล่าวหาว่ามีส่วนพัวพันกับการปั่นหุ้น และการรับของกำนัลสุดหรูจากลัทธิโบสถ์แห่งความสามัคคี 

คิม กอน-ฮี ถูกกล่าวหาว่ารับสินบนจากนักธุรกิจและนักการเมืองรวมกว่า 200,000 ดอลลาร์ (ราว 6.2 ล้านบาท) รวมถึงกระเป๋าชาเนล 2 ใบ และสร้อยคอ Graff จากผู้นำลัทธิ อัยการยังระบุว่าเธอทำตัว “อยู่เหนือกฎหมาย” และสมรู้ร่วมคิดกับลัทธิทางศาสนาเพื่อทำลายหลักการแบ่งแยกศาสนาออกจากรัฐ รวมถึงแทรกแซงการเลือกตั้งสมาชิกสภา

ส่วนคลิปจากกล้องแอบถ่ายที่เธอรับกระเป๋าหรู “ดิออร์” มูลค่า 2,200 ดอลลาร์ กลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้คะแนนนิยมของสามีตกต่ำและพ่ายแพ้การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2024ทั้งนี้ 

นางคิมได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาในการสืบพยานนัดสุดท้ายเมื่อเดือนที่แล้ว โดยระบุว่าข้อกล่าวหาทั้งหมด “ไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง” อย่างไรก็ตาม เธอได้กล่าวขอโทษต่อสาธารณชนที่ “สร้างความวุ่นวาย” และยอมรับว่าตนเอง “ทำความผิดพลาดไปหลายประการ” เมื่อพิจารณาจากบทบาทและหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย

นายพัค ซัง-บยอง นักวิเคราะห์การเมือง ให้ความเห็นกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า มีโอกาสสูงที่นางคิมจะได้รับโทษจำคุกอย่างน้อย 10 ปี โดยอ้างอิงจากกรณีของ นายฮัน ด็อก-ซู อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เพิ่งถูกตัดสินจำคุกถึง 23 ปี ซึ่งสูงกว่าที่อัยการร้องขอถึง 8 ปี ในข้อหาสนับสนุนการประกาศกฎอัยการศึก

นอกจากนี้ การอ่านคำพิพากษาในวันเดียวกันยังรวมถึง นายควอน ซอง-ดง สมาชิกรัฐสภาคนสำคัญที่ถูกกล่าวหาว่ารับสินบนจากลัทธิดังกล่าวเช่นกัน ซึ่งการตัดสินครั้งนี้อาจนำไปสู่การกวาดล้างและขยายผลการสอบสวนลัทธิโบสถ์แห่งความสามัคคีอย่างถอนรากถอนโคนในอนาคต.

ที่มา AFP

อินเดียยืนยัน พบผู้ป่วย “ไวรัสนิปาห์” แค่ 2 ราย ในรัฐเบงกอลตต. คุมสถานการณ์ได้ ยังไม่พบระบาดเพิ่ม

อินเดียยืนยัน พบผู้ป่วย "ไวรัสนิปาห์" แค่ 2 ราย ในรัฐเบงกอลตต. คุมสถานการณ์ได้ ยังไม่พบระบาดเพิ่ม

28 ม.ค. 2569 09:41 น.

อินเดียยืนยัน พบผู้ป่วย “ไวรัสนิปาห์” แค่ 2 ราย ในรัฐเบงกอลตต. คุมสถานการณ์ได้ ยังไม่พบระบาดเพิ่ม

อินเดียย้ำ สถานการณ์ไวรัสนิปาห์ ในรัฐเบงกอลตะวันตกยังอยู่ภายใต้การควบคุม หลังพบผู้ป่วยเพียง 2 ราย ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 จากการตรวจติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดเกือบ 200 คน ไม่พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม

วันที่ 27 มกราคม 2569 กระทรวงสาธารณสุขอินเดียออกแถลงการณ์ ระบุว่า ตั้งแต่เดือนธันวาคม  2568 จนถึงปัจจุบัน พบผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ ในรัฐเบงกอลตะวันตกเพียง 2 รายเท่านั้น โดยข้อมูลนี้ได้รับการยืนยันจาก ศูนย์ควบคุมโรคแห่งชาติอินเดีย  

พร้อมกันนี้ กระทรวงสาธารณสุขอินเดียย้ำว่า ภายหลังการยืนยันผู้ป่วยทั้งสองราย รัฐบาลกลางได้ประสานงานร่วมกับรัฐบาลรัฐเบงกอลตะวันตก ดำเนินมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเข้มงวดตามแนวทางมาตรฐานทันที ทั้งการสอบสวนโรค การเฝ้าระวังเชิงรุก และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ

รายงานระบุว่า เจ้าหน้าที่สามารถระบุตัวผู้สัมผัสใกล้ชิดที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยได้ทั้งหมด 196 คน โดยได้มีการติดตาม เฝ้าระวัง และตรวจหาเชื้อครบถ้วนแล้ว ผลการตรวจพบว่าผู้สัมผัสทุกรายไม่มีอาการ และไม่พบการติดเชื้อไวรัสนิปาห์แต่อย่างใด

กระทรวงสาธารณสุขอินเดียยืนยันว่า จนถึงขณะนี้ ยังไม่พบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มเติม และสถานการณ์ยังอยู่ภายใต้การติดตามอย่างใกล้ชิด พร้อมย้ำว่า มาตรการด้านสาธารณสุขที่จำเป็นทั้งหมดได้ถูกนำมาใช้แล้วเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดในวงกว้าง.

ที่มา The Hindu

พิษคลื่นความร้อน ออสเตรเลียรับมือไฟป่ารุนแรง อุณหภูมิพุ่งเฉียด 50 องศา

พิษคลื่นความร้อน ออสเตรเลียรับมือไฟป่ารุนแรง อุณหภูมิพุ่งเฉียด 50 องศา

28 ม.ค. 2569 05:56 น.

พิษคลื่นความร้อน ออสเตรเลียรับมือไฟป่ารุนแรง อุณหภูมิพุ่งเฉียด 50 องศา

ออสเตรเลียกำลังเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงทุบสถิติ ทำให้เกิดไฟป่ารุนแรงอย่างน้อย 6 จุด อุณหภูมิในหลายเมืองพุ่งสูง บางแห่งเกือบถึง 50 องศาเซลเซียส

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 27 ม.ค. 2569 ว่า ออสเตรเลียกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรงทุบสถิติ ซึ่งทำให้อุณหภูมิในพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศพุ่งสูงขึ้น โดยในขณะนี้นักดับเพลิงกำลังต่อสู้กับไฟป่าขนาดใหญ่ที่ยังคุกรุ่นอยู่อย่างน้อย 6 จุด

ABC News สำนักข่าวท้องถิ่นรายงานว่า ขณะนี้มีไฟป่า 2 จุดที่อยู่ใน “ระดับฉุกเฉิน” โดยหลายชุมชนได้รับประกาศเตือนภัยฉุกเฉิน ทั้งให้รีบอพยพ เฝ้าระวังและรอฟังคำสั่ง หรือหาที่หลบภัย ขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเตือนว่า สถานการณ์กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และขอให้ประชาชนในพื้นที่ติดตามข่าวสารประกาศเตือนภัยล่าสุดอย่างใกล้ชิด

ด้านกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า บางพื้นที่ในรัฐวิกตอเรียมีอุณหภูมิพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ โดยมีพื้นที่หนึ่งอุณหภูมิแตะระดับ 48.9 องศาเซลเซียส ขณะที่เมืองเมลเบิร์นวัดอุณหภูมิอยู่ที่ 40 องศาเซลเซียส

คริส ฮาร์ดแมน หัวหน้าเจ้าหน้าที่ดับเพลิงของหน่วยจัดการไฟป่ารัฐวิกตอเรียให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า สภาวะอากาศที่ร้อนจัดในรัฐกำลังทำให้การปฏิบัติงานของพนักงานดับเพลิงเป็นไปอย่างยากลำบากจนน่าเหลือเชื่อ

ขณะนี้มีไฟป่า 2 จุด คือที่แคมเปอร์ดาวน์ (Camperdown) และออตเวย์ส (Otways) ที่กำลังลุกไหม้อยู่ในระดับฉุกเฉิน นอกจากนี้ ไฟป่ากำเนิดใหม่ในพื้นที่ลาร์ราลี (Larralea) ก็กำลังสร้าง “ความกังวลอย่างมาก” เช่นกัน

เจสัน เฮฟเฟอร์แนน หัวหน้าเจ้าหน้าที่ของหน่วยดับเพลิงชนบท (CFA) กล่าวกับวิทยุ ABC ว่ามีความเสี่ยงที่ไฟป่าในออตเวย์สอาจทำให้เกิด “ฝนลูกไฟ” (Ember showers) ซึ่งสามารถกระเด็นไปตกและ “ก่อให้เกิดไฟไหม้จุดใหม่ลามไปข้างหน้าแนวไฟหลักได้”

ขณะนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าไฟป่าสร้างความเสียหายไปมากน้อยเพียงใด แต่อลิสแตร์ เดรย์ตัน รองผู้ควบคุมสถานการณ์ของออสเตรเลีย ระบุว่าเขาได้รับ “ข้อมูลบอกเล่า” ว่ามีบ้านเรือนบางส่วนถูกไฟไหม้ทำลายไปแล้ว

นอกเหนือจากรัฐวิกตอเรียที่มีการประกาศคำสั่งห้ามจุดไฟโดยเด็ดขาดแล้ว รัฐเซาท์ออสเตรเลียก็ได้ประกาศเฝ้าระวังความเสี่ยงที่จะเกิดไฟป่าในระดับ “รุนแรงที่สุด” เช่นกัน

ในขณะเดียวกัน นาง แคโรไลน์ แมคเอลเนย์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายสาธารณสุขของรัฐวิกตอเรียออกมาเตือนว่า สภาวะอากาศร้อนที่ลากยาวต่อเนื่องนี้ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง โดยผู้สูงอายุ เด็ก และผู้ที่มีโรคประจำตัว คือกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากที่สุด

“ความร้อนจัดสามารถก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต เช่น สภาวะเพลียแดด (Heat exhaustion) และโรคลมแดด (Heat stroke) นอกจากนี้ยังสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการรุนแรงอย่างภาวะหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมองได้อีกด้วย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สเปนจ่อเปลี่ยนสถานะ ผู้อพยพ 5 แสนคน ให้ถูกต้องตามกฎหมาย

สเปนจ่อเปลี่ยนสถานะ ผู้อพยพ 5 แสนคน ให้ถูกต้องตามกฎหมาย

28 ม.ค. 2569 05:01 น.

สเปนจ่อเปลี่ยนสถานะ ผู้อพยพ 5 แสนคน ให้ถูกต้องตามกฎหมาย

สเปนเตรียมปรับสถานะผู้ย้ายถิ่นฐานไม่มีเอกสารให้ถูกต้องตามกฎหมายครั้งใหญ่ โดยจะส่งผลกระทบต่อผู้อพยพกว่า 5 แสนคน ซึ่งรัฐบาลเน้นย้ำว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจของประเทศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 27 ม.ค. 2569 ว่า รัฐบาลสเปนประกาศแผนการเปลี่ยนสถานะของผู้ย้ายถิ่นฐานที่ไม่มีเอกสารให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยจะส่งผลต่อผู้อพยพที่ไม่มีประวัติอาชญากรรม และสามารถพิสูจน์ได้ว่าพำนักอยู่ในสเปนมาแล้วอย่างน้อย 5 เดือนก่อนวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ซึ่งประเมินกันว่ามีประมาณ 5 แสนคน

“นี่คือวันประวัติศาสตร์สำหรับประเทศของเรา” นาง เอลมา ไซซ์ รัฐมนตรีกระทรวงการอยู่ร่วมกัน ประกันสังคม และการย้ายถิ่นฐานของสเปนกล่าว “เรากำลังเสริมสร้างรูปแบบการย้ายถิ่นฐานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของสิทธิมนุษยชน การบูรณาการ การอยู่ร่วมกัน และเป็นโมเดลที่เข้ากันได้กับการเติบโตทางเศรษฐกิจและความสามัคคีในสังคม”

มาตรการนี้จะมอบใบอนุญาตพำนักอาศัยระยะเวลา 1 ปีในเบื้องต้นให้แก่ผู้ที่ได้รับสิทธิ์ และสามารถขยายเวลาต่อได้ในภายหลัง ทั้งนี้ คาดว่ารัฐบาลจะเริ่มเปิดให้ยื่นคำร้องขอปรับสถานะได้ในเดือนเมษายน และกระบวนการจะเปิดรับไปจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน

ทั้งนี้ สเปนกำลังเผชิญวิกฤตการไหลทะลักของผู้ย้ายถิ่นฐานจำนวนมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่มาจากภูมิภาคลาตินอเมริกา

Funcas คณะวิจัยสายอนุรักษ์นิยมพบว่าจำนวนผู้ย้ายถิ่นฐานที่ไม่มีเอกสารในสเปนพุ่งสูงขึ้นจาก 107,409 คนในปี 2560 เป็น 837,938 คนในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้นถึง 8 เท่า และเชื่อกันว่ากลุ่มผู้ย้ายถิ่นฐานไร้เอกสารที่อาศัยอยู่ในสเปนมากที่สุดในขณะนี้มาจากประเทศโคลอมเบีย เปรู และฮอนดูรัส

รัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคสังคมนิยมของสเปนมีจุดยืนในประเด็นนี้ต่างจากประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ ในยุโรป โดยสเปนเลือกที่จะเน้นย้ำถึงความสำคัญของผู้ย้ายถิ่นฐานที่มีต่อระบบเศรษฐกิจ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สเปนมีผลงานทางเศรษฐกิจที่โดดเด่นกว่าระบบเศรษฐกิจหลักอื่น ๆ ในสหภาพยุโรป (EU) โดยคาดการณ์ว่าการเติบโตในปี 2568 จะพุ่งสูงเกือบ 3% และตามตัวเลขที่เปิดเผยเมื่อวันอังคารพบว่า อัตราการว่างงานซึ่งเป็นจุดอ่อนเรื้อรังของเศรษฐกิจสเปน ได้ลดลงต่ำกว่า 10% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2551

นายกรัฐมนตรี เปโดร ซานเชซ ได้ให้คำนิยามถึงกลุ่มผู้อพยพว่าเป็นตัวแทนของ “ความมั่งคั่ง การพัฒนา และความรุ่งเรือง” ของสเปน โดยชี้ให้เห็นถึงการที่พวกเขาได้ร่วมจ่ายเงินสมทบเข้าสู่ระบบประกันสังคมของประเทศ

อนึ่ง มาตรการนี้จะได้รับความเห็นชอบผ่านพระราชกฤษฎีกา (Royal Decree) ซึ่งหมายความว่าไม่จำเป็นต้องผ่านการอนุมัติจากรัฐสภา

นี่ถือเป็นการปรับสถานะผู้ย้ายถิ่นฐานครั้งใหญ่ในสเปนครั้งแรกในรอบสองทศวรรษ โดยก่อนหน้านี้ ทั้งรัฐบาลพรรคสังคมนิยมและรัฐบาลพรรคประชาชน (PP) ซึ่งเป็นฝ่ายอนุรักษนิยม เคยทำให้สถานะของผู้ย้ายถิ่นฐานราว 5 แสนคนถูกต้องตามกฎหมายมาแล้วในช่วงปี 2529 ถึง 2548

อย่างไรก็ตาม อัลเบร์โต นูเญซ เฟย์โฮ ผู้นำพรรค PP คนปัจจุบันกล่าวว่า การทำให้ถูกกฎหมายขนานใหญ่ครั้งล่าสุดนี้จะ เพิ่มแรงดึงดูด (Pull Effect) ให้คนหลั่งไหลเข้ามามากขึ้น และทำให้การบริการสาธารณะของสเปนแบกรับภาระหนักเกินไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นาฬิกาวันสิ้นโลก เหลือ 85 วินาทีก่อนเที่ยงคืน ใกล้หายนะที่สุดที่เคยมีมา

นาฬิกาวันสิ้นโลก เหลือ 85 วินาทีก่อนเที่ยงคืน ใกล้หายนะที่สุดที่เคยมีมา

28 ม.ค. 2569 04:29 น.

นาฬิกาวันสิ้นโลก เหลือ 85 วินาทีก่อนเที่ยงคืน ใกล้หายนะที่สุดที่เคยมีมา

กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ปรับเข็มนาฬิกาวันสิ้นโลกอยู่ห่างจากเที่ยงคืนเพียง 85 วินาที ซึ่งเป็นจะใกล้ที่สุดเท่าที่เคยมีมา จากปัจจัยวิกฤตความขัดแย้งระหว่างประเทศ, สภาพภูมิอากาศ และเทคโนโลยีอย่าง AI

เมื่อ 27 ม.ค. 2569 กลุ่มนักวิทยาศาสตร์จากองค์การจดหมายข่าวนักวิทยาศาสตร์ด้านปรมาณู (The Bulletin of the Atomic Scientists – BAS) ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของสหรัฐฯ ประกาศว่า เข็มของ “ดูมส์เดย์ คล็อก” (Doomsday Clock) หรือ “นาฬิกาวันสิ้นโลก” ถูกขยับมาอยู่ที่ 85 วินาทีก่อนถึงเที่ยงคืนแล้ว ซึ่งหากเข็มเวลามาถึง “เที่ยงคืน” จะหมายถึงช่วงเวลาที่มนุษย์ไม่สามารถอาศัยอยู่ในโลกได้อีกต่อไป และตัวเลข 85 วินาทีก่อนเที่ยงคืนถือเป็นจุดที่ใกล้เวลาเที่ยงคืนมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา นับตั้งแต่ BAS สร้าง “นาฬิกาวันสิ้นโลก” ขึ้นมาในปี 2490 เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงให้เห็นว่ามนุษยชาติเข้าใกล้การทำลายล้างโลกมากเพียงใด

เข็มนาฬิกาที่เคยหยุดนิ่งในปี 2566-2567 ถูกปรับเข้าใกล้เที่ยงคืนมากขึ้น 2 ปีติดต่อกัน เนื่องจากความก้าวหน้าที่ไม่เพียงพอในการต่อสู้หรือควบคุมความท้าทายระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงด้านนิวเคลียร์, วิกฤตสภาพภูมิอากาศ, ภัยคุกคามทางชีวภาพ และความก้าวหน้าของ “เทคโนโลยีที่พลิกผันโลก” อย่างเช่น AI

นอกจากนี้ คณะนักวิทยาศาสตร์ยังระบุว่าการแพร่กระจายของข้อมูลเท็จ การบิดเบือนข้อมูล และทฤษฎีสมคบคิด เป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของมนุษยชาติด้วยเช่นกัน

“มนุษยชาติยังไม่มีความก้าวหน้าเพียงพอในการรับมือกับความเสี่ยงต่อการดำรงอยู่ซึ่งเป็นอันตรายต่อเราทุกคน” อเล็กซานดรา เบลล์ ประธานและซีอีโอของ BAS ระบุถึงเหตุผลเบื้องหลังการปรับเข็มนาฬิกาในปีนี้

“นาฬิกาวันสิ้นโลกเป็นเครื่องมือสื่อสารว่าเราเข้าใกล้การทำลายล้างโลกด้วยเทคโนโลยีที่เราสร้างขึ้นเองมากเพียงใด ความเสี่ยงที่เราเผชิญจากอาวุธนิวเคลียร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเทคโนโลยีที่พลิกผันโลกนั้นต่างกำลังเพิ่มสูงขึ้น ทุกวินาทีมีค่า และเวลาของเรากำลังจะหมดลง”

“มันเป็นความจริงที่ทำใจได้ยาก แต่นี่คือความจริงที่เรากำลังเผชิญ” เบลล์กล่าว

เมื่อปีที่แล้ว BAS ขยับเข็มนาฬิกาเป็น 89 วินาทีก่อนถึงเที่ยงคืน และเตือนว่า นานาประเทศจำเป็นต้องเปลี่ยนทิศทางไปสู่ความร่วมมือระหว่างประเทศ และดำเนินการจัดการกับความเสี่ยงต่อการดำรงอยู่ที่วิกฤตที่สุด

“แทนที่จะรับฟังคำเตือนนี้ บรรดาประเทศมหาอำนาจกลับยิ่งมีท่าทีที่ก้าวร้าว เผชิญหน้า และยึดมั่นในลัทธิชาตินิยมมากขึ้น” ดร. แดเนียล โฮลซ์ ประธานคณะกรรมการด้านวิทยาศาสตร์และความมั่นคงของ BAS กล่าวในการบรรยายสรุปเมื่อวันอังคาร

“ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้นในปี 2568 โดยมีการปฏิบัติการทางทหารหลายครั้งที่เกี่ยวข้องกับรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง นอกจากนี้ สนธิสัญญาฉบับสุดท้ายที่ควบคุมคลังแสงนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซียกำลังจะหมดอายุลงในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบกว่าครึ่งศตวรรษที่จะไม่มีสิ่งใดมาขัดขวางการแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์ที่อาจบานปลายจนเกินควบคุมได้เลย”

ไม่เพียงเท่านั้น ดร.โฮลซ์กล่าวเสริมว่า “ความอันตรายร้ายแรงยังคงปรากฏชัดในสาขาชีววิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะในด้านที่กำลังเกิดขึ้นใหม่อย่างการพัฒนา สิ่งมีชีวิตกระจกเงาสังเคราะห์ (synthetic mirror life) แม้จะมีคำเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกก็ตาม”

“ประชาคมระหว่างประเทศยังไม่มีแผนการทำงานที่ประสานกัน และโลกยังคงขาดความพร้อมในการรับมือกับภัยคุกคามทางชีวภาพที่อาจสร้างความเสียหายย่อยยับได้”

“การเติบโตและการใช้เครื่องมือ AI อย่างรวดเร็ว ประกอบกับการขาดระเบียบข้อบังคับ ยิ่งเป็นการเติมเชื้อไฟให้กับการแพร่กระจายข้อมูลที่ผิดและการบิดเบือนข้อมูล ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อความพยายามในการจัดการกับภัยคุกคามเหล่านี้ และยังทำให้ภัยพิบัติอื่น ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นเลวร้ายลงไปอีก” ดร.โฮลซ์ระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิตาลีเดือด สหรัฐฯ เล็งส่งเจ้าหน้าที่ ICE คุ้มกันงานโอลิมปิกฤดูหนาว

อิตาลีเดือด สหรัฐฯ เล็งส่งเจ้าหน้าที่ ICE คุ้มกันงานโอลิมปิกฤดูหนาว

28 ม.ค. 2569 01:40 น.

อิตาลีเดือด สหรัฐฯ เล็งส่งเจ้าหน้าที่ ICE คุ้มกันงานโอลิมปิกฤดูหนาว

เจ้าหน้าที่อิตาลีออกมาแสดงความไม่พอใจ หลังสหรัฐฯ บอกว่าจะส่งเจ้าหน้าที่ ICE ไปร่วมรักษาความปลอดภัยที่งานโอลิมปิกฤดูหนาวที่อิตาลีในเดือนกุมภาพันธ์ด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 27 ม.ค. 2569 ว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิตาลีหลายคนออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง หลังจากมีรายงานว่า เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ของสหรัฐฯ จะร่วมสนับสนุนปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยในงานโอลิมปิกฤดูหนาวที่เมืองมิลานและกอร์ตีนาดัมเปซโซ ในเดือนหน้า

บรรดาสมาชิกสภาทั้งในอดีตและปัจจุบันของอิตาลี ต่างออกมาเรียกร้องให้ นายกรัฐมนตรีจอร์เจีย เมโลนี เข้าแทรกแซงเพื่อสกัดกั้นการปรากฏตัวของเจ้าหน้าที่กลุ่มนี้ หลังจากเกิดเหตุยิงประชาชนเสียชีวิต 2 ราย ระหว่างปฏิบัติการกวาดล้างผู้อพยพในเมืองมินนีแอโพลิสในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ (DHS) ได้ยืนยันว่า ICE จะทำหน้าที่ใน “บทบาทด้านการรักษาความปลอดภัย” ในงานโอลิมปิก พร้อมกล่าวเสริมว่า “แน่นอนว่า พวกเขาไม่ได้ทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมือง (ปฏิบัติการ) ในต่างประเทศ”

สำนักข่าว Associated Press รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า หน่วยงานรัฐบาลกลางเคยสนับสนุนการรักษาความปลอดภัยให้กับนักการทูตสหรัฐฯ ในงานโอลิมปิกครั้งก่อนๆ มาแล้ว ซึ่งรวมถึงหน่วยสืบสวนเพื่อความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (HSI) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ ICE ด้วย

ด้านอดีตนายกรัฐมนตรีอิตาลี จูเซปเป คอนเต ได้เรียกร้องให้รัฐบาลของประเทศตนเอง “กำหนดขอบเขตของเราเอง” และ “ตัดสินใจให้ชัดเจน”

“หลังจากเกิดความรุนแรงบนท้องถนนและการฆาตกรรมในสหรัฐฯ ตอนนี้เราได้รับทราบจากโฆษกของทางนั้นว่า เจ้าหน้าที่ ICE จะเดินทางมายังอิตาลีเพื่อดูแลความปลอดภัยในงานโอลิมปิก มิลาโน-คอร์ตินา” คอนเตโพสต์ข้อความบน X เมื่อวันอังคาร

“เรายอมให้เรื่องนี้เกิดขึ้นไม่ได้” เขากล่าวเสริม “รัฐบาลของเราพยายามจะลดความสำคัญของสถานการณ์ลง แต่แถลงการณ์ล่าสุดเหล่านี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความมุ่งมั่นของ ICE ที่จะเข้ามาดูแล “ความปลอดภัย” ในอิตาลีด้วยเช่นกัน เลิกก้มหัวให้เขาได้แล้ว”

ในวันเดียวกัน จูเซปเป ซาลา นายกเทศมนตรีเมืองมิลาน ได้ประกาศว่าทางการ “ไม่ต้องการ ICE” มาดูแลความปลอดภัยในงานโอลิมปิก โดยเขากล่าวกับสถานีวิทยุในพื้นที่ว่า “พวกเขาไม่เป็นที่ต้อนรับในมิลาน”

“นี่คือกลุ่มติดอาวุธที่เข่นฆ่าผู้คน” ซาลากล่าวกับสถานีวิทยุ RTL 102.5 ของอิตาลีเมื่อวันอังคาร “เราจะพูดคำว่า “ไม่” กับทรัมป์ได้บ้างไหม? นี่ไม่ใช่เรื่องของการตัดความสัมพันธ์หรือการสร้างข้อพิพาททางการทูต แต่มันถึงเวลาที่เราจะพูดว่า “ไม่” ได้หรือยัง?”

“ผมเชื่อว่าพวกเขาไม่ควรมาที่อิตาลี เพราะพวกเขาไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะมีแนวทางการจัดการความปลอดภัยที่สอดคล้องกับวิถีประชาธิปไตยของเรา” ซาลากล่าวเสริม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สวีเดนเล็งลดอายุ ผู้ต้องรับผิดอาญาเหลือ 13 ปี รับมือแก๊งใช้เด็กทำผิด

สวีเดนเล็งลดอายุ ผู้ต้องรับผิดอาญาเหลือ 13 ปี รับมือแก๊งใช้เด็กทำผิด

28 ม.ค. 2569 01:00 น.

สวีเดนเล็งลดอายุ ผู้ต้องรับผิดอาญาเหลือ 13 ปี รับมือแก๊งใช้เด็กทำผิด

ทางการสวีเดนเตรียมเสนอร่างกฎหมาย ลดเกณฑ์อายุสำหรับผู้ต้องรับผิดอาญาเหลือ 13 ปี หวังแก้ปัญหาแก๊งอาชญากรรมใช้เด็กให้กระทำผิดแทน ท่ามกลางกระแสคัดค้านจากหลายฝ่าย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 17 ม.ค. 2569 ว่า ประเทศสวีเดนกำลังเดินหน้าแผนการลดเกณฑ์อายุของผู้ที่ต้องรับผิดชอบทางอาญาจาก 15 ปี ลงเหลือ 13 ปี สำหรับคดีร้ายแรง ในขณะที่ประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาจำนวนเด็กที่ถูกเกณฑ์เข้าสู่แก๊งอาชญากรรมเพิ่มสูงขึ้น เพื่อให้เด็กเหล่านี้ก่อคดีรุนแรงโดยไม่ต้องรับโทษหนักตามกฎหมาย

นายกุนนาร์ สตรอมเมอร์ รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า สวีเดนกำลังอยู่ใน “สถานการณ์ฉุกเฉิน” และการหยุดยั้งการใช้เด็กในเครือข่ายอาชญากรเป็น “ภารกิจสำคัญเร่งด่วน” ของรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานหลายแห่ง ซึ่งรวมถึงตำรวจ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ และอัยการ ได้ออกมาคัดค้านแผนการดังกล่าว โดยบางส่วนกังวลว่าการลดเกณฑ์อายุอาจกลายเป็นช่องทางที่ทำให้เด็กที่มีอายุน้อยลงไปอีกถูกดึงเข้าสู่วงจรการกระทำความผิด

หากกฎหมายฉบับนี้ผ่านการอนุมัติ คาดว่าจะมีผลบังคับใช้เร็วที่สุดในช่วงฤดูร้อนปีนี้ (มิถุนายน-กันยายน)

นายสตรอมเมอร์ยืนกรานว่า ข้อเสนอนี้ไม่ใช่ “การลดเกณฑ์อายุผู้รับผิดชอบทางอาญาเป็นการทั่วไป” แต่จะมีผลบังคับใช้กับ “อาชญากรรมที่ร้ายแรงที่สุด” เท่านั้น เช่น การฆาตกรรม, การพยายามฆ่า, การวางระเบิดร้ายแรง, ความผิดเกี่ยวกับอาวุธร้ายแรง และการล่วงละเมิดทางเพศสถานหนัก

ภายใต้ข้อเสนอดังกล่าว ผู้กระทำความผิดบางรายอาจต้องเผชิญกับโทษจำคุกในบางกรณีด้วย

ทั้งนี้ ข้อมูลจากสภาป้องกันอาชญากรรมแห่งชาติสวีเดนแสดงให้เห็นว่า จำนวนการกระทำความผิดที่มีการบันทึกไว้ และเชื่อมโยงกับผู้ต้องสงสัยที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี พุ่งสูงขึ้นถึงสองเท่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้รัฐบาลสวีเดนสัญญาว่าจะปราบปรามอาชญากรรมองค์กรอย่างเด็ดขาด

เมื่อต้นปี 2568 คณะกรรมการสอบสวนตามคำสั่งรัฐบาลได้เสนอแนะให้ลดเกณฑ์อายุผู้รับผิดชอบทางอาญาลงเหลือ 14 ปีสำหรับคดีร้ายแรง อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี อุล์ฟ คริสเตอชอน ยืนยันเมื่อเดือนกันยายนว่า เกณฑ์อายุจะถูกลดลงจาก 15 ปีแน่นอน โดยระบุว่าเด็กๆ “กำลังถูกเครือข่ายอาชญากรแสวงหาประโยชน์อย่างโหดเหี้ยมเพื่อให้ก่ออาชญากรรมร้ายแรง”

“เพื่อปกป้องทั้งเด็กเหล่านี้และเหยื่อที่อาจเกิดขึ้น รัฐบาลกำลังดำเนินการขั้นเด็ดขาดต่อการแสวงหาประโยชน์ที่ไร้มนุษยธรรมเช่นนี้” เขากล่าวเสริม จากนั้นรัฐบาลก็ประกาศเจตนารมณ์ที่จะลดเกณฑ์อายุลงเหลือ 13 ปี และได้ส่งร่างกฎหมายดังกล่าวไปรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ รวม 126 แห่ง

แผนการดังกล่าวเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์และการคัดค้านจากหลายหน่วยงานและองค์กร โดยเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจระบุว่าการเปลี่ยนแปลงนี้มีความเสี่ยงที่จะทำให้ “เด็กที่มีอายุน้อยลงกว่าเดิมมาก” ถูกดึงเข้าสู่แก๊งอาชญากรรมเป็นผลตามมา

กลุ่มอื่น ๆ ระบุว่าระบบเรือนจำยังไม่มีความพร้อมในการรองรับผู้กระทำความผิดที่อายุน้อยขนาดนี้ และการกักขังเด็กอาจเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก ขณะที่หน่วยงานราชทัณฑ์และคุมประพฤติกล่าวว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจส่งผลเสียต่อเด็ก และพวกเขาควรได้รับการดูแลด้วย “วิธีอื่น” มากกว่า

นายสตรอมเมอร์กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า เขาได้รับทราบถึงข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่มีต่อร่างกฎหมายนี้แล้ว แต่สถานการณ์ในปัจจุบันมีความเร่งด่วนมากขึ้น และร่างกฎหมายฉบับนี้จะถูกส่งไปยังสภาที่ปรึกษากฎหมายของสวีเดน เพื่อตรวจสอบร่างกฎหมายที่รัฐบาลเตรียมเสนอต่อรัฐสภาต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

จีนยกเลิกเที่ยวบิน ใน 49 เส้นทางบินสู่ญี่ปุ่น เตือน ปชช.เลี่ยงเดินทาง

จีนยกเลิกเที่ยวบิน ใน 49 เส้นทางบินสู่ญี่ปุ่น เตือน ปชช.เลี่ยงเดินทาง

27 ม.ค. 2569 23:27 น.

จีนยกเลิกเที่ยวบิน ใน 49 เส้นทางบินสู่ญี่ปุ่น เตือน ปชช.เลี่ยงเดินทาง

จีนสั่งยกเลิกเที่ยวบินปกติทั้งหมด ใน 49 เส้นทางบินสู่ญี่ปุ่น พร้อมเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงเดินทางไปยังประเทศเกาะแห่งนี้ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลตรุษจีน อ้างชาวจีนตกเป็นเป้าคุกคาม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 27 ม.ค. 2569 ว่า ทางการจีนสั่งยกเลิกเที่ยวบินปกติทั้งหมดใน 49 เส้นทางบินที่เชื่อมต่อกับประเทศญี่ปุ่น ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศจีนย้ำเตือนเรื่องการเดินทางอีกครั้ง โดยขอให้พลเมืองหลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะถึงนี้

ข้อมูลจาก Flight Master แพลตฟอร์มการเดินทางของจีน เผยให้เห็นว่าอัตราการยกเลิกเที่ยวบินระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่และญี่ปุ่นพุ่งสูงถึง 47.2% ในเดือนมกราคม ซึ่งเพิ่มขึ้น 7.8% เมื่อเทียบกับเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 และ ณ วันจันทร์ที่ 26 มกราคม เที่ยวบินใน 49 เส้นทางที่กำหนดไว้สำหรับเดือนกุมภาพันธ์ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว

เที่ยวบินที่ได้รับผลกระทบรวมถึง เที่ยวบินระหว่างท่าอากาศยานนานาชาติปักกิ่งต้าซิงและท่าอากาศยานนานาชาติคันไซในโอซาก้าจำนวน 113 เที่ยวบิน กับเที่ยวบินระหว่างท่าอากาศยานนานาชาติเซินเจิ้นเป่าอันและท่าอากาศยานนิวชิโตเสะในฮอกไกโดจำนวน 13 เที่ยวบิน

สายการบินของจีนหลายแห่ง ซึ่งรวมถึง แอร์ไชน่า, ไชน่าอีสเทิร์น และ ไชน่าเซาท์เทิร์น ประกาศขยายเวลามาตรการเปลี่ยนแปลงเที่ยวบินและนโยบายการคืนเงินสำหรับการเดินทางที่เกี่ยวข้องกับประเทศญี่ปุ่นไปจนถึงวันที่ 24 ตุลาคม จากเดิมที่จะบังคับใช้ถึงเพียงวันที่ 28 มีนาคม

นโยบายของสายการบินเหล่านี้ถูกประกาศครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 หลังจากนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่นกล่าวว่า หากจีนโจมตีไต้หวันอาจถือเป็น “สถานการณ์ที่คุกคามต่อความอยู่รอดของญี่ปุ่น” และอาจกระตุ้นให้เกิดการตอบโต้ทางทหารจากทางโตเกียวได้

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของจีนได้ย้ำเตือนพลเมืองอีกครั้งเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยขอให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่นในช่วงเทศกาลตรุษจีนในเดือนกุมภาพันธ์นี้

“เมื่อไม่นานมานี้ ความปลอดภัยสาธารณะในญี่ปุ่นแย่ลง โดยมีเหตุการณ์ผิดกฎหมายและอาชญากรรมที่พุ่งเป้าไปยังพลเมืองชาวจีนเกิดขึ้นบ่อยครั้ง” กรมการกงสุลระบุในแถลงการณ์ พร้อมเสริมว่าชาวจีนในญี่ปุ่นอาจต้องเผชิญกับ “ภัยคุกคามด้านความปลอดภัยที่ร้ายแรง”

นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังระบุว่าได้เกิดเหตุแผ่นดินไหวต่อเนื่องในบางพื้นที่ของประเทศ ซึ่งส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บด้วย

อนึ่ง จีนเคยเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น โดยมีรายงานจำนวนผู้ไปเยือนเกือบ 7.5 ล้านคนในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 4 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดตามตัวเลขอย่างเป็นทางการ

นักวิเคราะห์ระบุว่า นักท่องเที่ยวชาวจีนที่หลั่งไหลเข้ามาเพราะแรงจูงใจจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่า ได้สร้างรายได้ประมาณ 3.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสที่สาม

อย่างไรก็ตาม จำนวนนักท่องเที่ยวจากจีนในเดือนธันวาคมกลับลดลงประมาณ 45% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยเหลือเพียง 330,000 คน หลังจากความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศแย่ลง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เจ้าหน้าที่ ICE สหรัฐฯ จ่อออกจากมินนีแอโพลิสบางส่วน หลังโดนต่อต้านหนัก

เจ้าหน้าที่ ICE สหรัฐฯ จ่อออกจากมินนีแอโพลิสบางส่วน หลังโดนต่อต้านหนัก

27 ม.ค. 2569 22:02 น.

เจ้าหน้าที่ ICE สหรัฐฯ จ่อออกจากมินนีแอโพลิสบางส่วน หลังโดนต่อต้านหนัก

นายกเทศมนตรีเมืองมินนีแอโพลิสเผยว่า เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองบางส่วนกำลังจะออกจากเมือง หลังมีประชาชนถูกยิงเสียชีวิตถึง 2 ศพ ท่ามกลางรายงานว่า ผู้บัญชาการหน่วยตระเวนชายแดนโดนย้าย

เมื่อวันอังคารที่ 27 ม.ค. 2569 นาย เจคอบ เฟรย์ นายกเทศมนตรีเมืองมินนีแอโพลิส ในรัฐมินนิโซตา เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) บางส่วน เตรียมเดินทางออกจากเมืองแห่งนี้แล้ว ในขณะที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มมีท่าทีประนีประนอมมากขึ้น หลังมีประชาชนถูกยิงเสียชีวิต 2 ศพ จนสร้างความโกรธแค้นไปทั่ว

นายเฟรย์ระบุผ่านโพสต์บน X ว่า “เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางบางส่วน” จะเริ่มออกจากเมืองไป แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดแน่ชัดว่าจะออกไปจำนวนเท่าใด “ผมจะยังคงผลักดันให้เจ้าหน้าที่ส่วนที่เหลือซึ่งเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการนี้ออกไปให้หมด”

นายเฟรย์บอกอีกว่า เขาได้พูดคุยกับนายทรัมป์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา และประธานาธิบดีเห็นพ้องว่าสถานการณ์ปัจจุบันไม่สามารถดำเนินต่อไปได้

ด้านทำเนียบขาวสหรัฐฯ กำลังเร่งแก้ไขสถานการณ์ หลังจากคลิปวิดีโอขณะเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตระเวนชายแดนยิงนาย อเล็กซ์ เพรตติ จนเสียชีวิต กลายเป็นไวรัลบนโลกออนไลน์ โดยแสดงให้เห็นว่า นายเพรตติไม่ได้พยายามขัดขืนเจ้าหน้าที่หรือพยายามหยิบปืน ตามที่รัฐบาลบอกและอ้างว่าจำเป็นต้องยิงเขาเพื่อป้องกันตัวเลย

เรื่องดังกล่าวส่งผลให้เกิดการประท้วงบนท้องถนน และเสียงวิพากษ์วิจารณ์จาก อดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน และบารัค โอบามา แม้แต่ภายในพรรครีพับลิกันก็เริ่มมีเสียงกดดันรัฐบาลทรัมป์

ในการเปลี่ยนท่าทีครั้งสำคัญ ทรัมป์กล่าวว่าเขาได้ส่ง ทอม โฮแมน ผู้ตรวจการชายแดน (border czar) ซึ่งเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายชายแดนระดับสูงสุด ไปยังเมืองมินนีแอโพลิสเมื่อวันจันทร์ เพื่อควบคุมการทำงานของเจ้าหน้าที่ ICE ในเมืองดังกล่าว โดยนายทรัมป์ระบุว่า นายโฮแมนจะรายงานตรงต่อเขา

ทั้งนี้ การแต่งตั้งโฮแมนมีขึ้นท่ามกลางรายงานจากสื่อสหรัฐฯ ว่า นายเกรกอรี โบวิโน ผู้บัญชาการหน่วยตระเวนชายแดนที่เป็นประเด็นอื้อฉาว กำลังจะเดินทางออกจากเมืองมินนีแอโพลิส อย่างไรก็ตาม ทริเซีย แมคลาฟลิน ผู้ช่วยเลขาธิการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ยืนยันว่านายโบวิโนไม่ได้ถูกสั่งปลด

น.ส.แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่า “ไม่มีใครในทำเนียบขาว รวมถึงประธานาธิบดีทรัมป์ ที่อยากเห็นผู้คนได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต” เธอยังได้แสดงความเสียใจต่อการจากไปของ อเล็กซ์ เปรตตี พยาบาลประจำหน่วยไอซียู (ICU) ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจ่อยิงเสียชีวิตเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาด้วย (24 ม.ค.)

อีกด้านหนึ่ง ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางในมินนีแอโพลิสกำลังพิจารณาคำร้องเพื่อบังคับให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางเก็บรักษาพยานหลักฐานในคดีสังหารนายเพรตติ โดยระบุว่าเธอจะมีคำวินิจฉัยออกมาโดยเร็ว

นอกจากนี้ แรงกดดันยังเพิ่มมากขึ้นในรัฐสภา โดยพรรคเดโมแครตขู่ว่าจะไม่โหวตร่างกฎหมายงบประมาณให้รัฐบาลสหรัฐฯ จนกว่าจะมีการปฏิรูปหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมือง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

คาด 3 สูตรจับขั้วรัฐบาล โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 2569 ใครจับมือใครบ้าง?

คาด 3 สูตรจับขั้วรัฐบาล โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 2569 ใครจับมือใครบ้าง?

27 ม.ค. 2569 18:32 น.

คาด 3 สูตรจับขั้วรัฐบาล โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 2569 ใครจับมือใครบ้าง?

คาด 3 สูตรจับขั้วรัฐบาล โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 2569 “นักวิชาการ” ประเมินสูตร “น้ำเงิน-แดง-เขียว” ผลัก”ส้ม-ฟ้า” เป็นฝ่ายค้าน มีโอกาสเป็นไปได้สูงสุด

บรรยากาศทางการเมืองไทยเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อการเลือกตั้งปี 69 ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 ก.พ 69นี้ กำลังจะใกล้เข้ามา พรรคการเมืองต่าง ๆ ทยอยขยับตัวและวางยุทธศาสตร์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังคงเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

นอกเหนือจากการแข่งขันในสนามเลือกตั้งแล้ว อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกจับตามองไม่แพ้กัน คือกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการรวมขั้วทางการเมือง ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าประเทศจะเดินไปในทิศทางใด และพรรคการเมืองใดจะมีบทบาทเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน

ภายใต้โครงสร้างทางการเมืองและเงื่อนไขด้านจำนวน ส.ส. ที่มีความซับซ้อน ทำให้เกิดการประเมินความเป็นไปได้ของการจับขั้วรัฐบาลในหลากหลายรูปแบบ โดยแต่ละแนวทางล้วนมีปัจจัยและเงื่อนไขที่แตกต่างกันออกไป ก่อนจะนำไปสู่สมการทางการเมืองหลังวันเลือกตั้ง

ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ได้สอบถามไปยัง ศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย รองศาสตราจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้ง ว่าพรรคการเมืองใดมีโอกาสจับมือร่วมจัดตั้งรัฐบาล และพรรคใดจะทำหน้าที่ฝ่ายค้าน โดย ศ.ดร.ยุทธพร ได้วิเคราะห์สถานการณ์ออกมาเป็น 3 สูตรหลัก ดังนี้

3 สูตรจับขั้วรัฐบาล โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งปี 2569

(เรียงลำดับตามความเป็นไปได้)

1. สูตรน้ำเงิน-แดง-เขียว

ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคกล้าธรรม โดยอาจมีพรรคพลังประชาชาติเข้าร่วมเพิ่มเติมเล็กน้อย ขณะที่ฝ่ายค้านจะเป็นพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์

สำหรับสูตรนี้ เงื่อนไขสำคัญคือพรรคการเมืองขนาดใหญ่ทั้งสองพรรคต้องมีจำนวน ส.ส. รวมกันมากกว่า250 ที่นั่ง และอาจมีพรรคขนาดกลางเข้ามาเสริมอีกประมาณ 50 ที่นั่ง

2. สูตรน้ำเงิน-ส้ม-ฟ้า

ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ โดยมีพรรคเพื่อไทยและพรรคกล้าธรรมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

สูตรนี้มีเงื่อนไขสำคัญคือ พรรคภูมิใจไทยจะต้องมีจำนวน ส.ส. มากกว่า 160 ที่นั่ง จึงจะสามารถเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้

3. สูตรส้ม-แดง

ประกอบด้วย พรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย และอาจมีพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมเพิ่มเติมเล็กน้อย ขณะที่พรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรมจะอยู่ในฝั่งฝ่ายค้าน

สูตรนี้มีเงื่อนไขว่า พรรคประชาชนจะต้องได้จำนวน ส.ส. มากกว่า 180 ที่นั่ง จึงจะสามารถเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้

บทสรุป

สูตรการจัดตั้งรัฐบาลทั้ง 3 แนวทางดังกล่าว ต้องขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้งและจำนวน ส.ส. ที่แต่ละพรรคจะได้รับเป็นสำคัญ ซึ่งจะเป็นตัวแปรหลักในการตัดสินว่าขั้วการเมืองใดจะสามารถรวมเสียงข้างมากในสภาได้สำเร็จ ขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคการเมือง รวมถึงท่าทีทางการเมืองภายหลังการเลือกตั้ง ก็อาจส่งผลต่อการตัดสินใจในการจับขั้วเช่นกัน

ทั้งนี้ ปัจจุบันสมการทางการเมืองหลังวันเลือกตั้งยังคงเปิดกว้าง และอาจมีความเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ท่ามกลางการเจรจาและต่อรองทางการเมืองที่คาดว่าจะเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ทิศทางการจัดตั้งรัฐบาลและบทบาทของแต่ละพรรคจะชัดเจนขึ้นเมื่อผลการเลือกตั้งปรากฏอย่างเป็นทางการในวันที่8 ก.พ. 69 ที่จะถึงนี้