สหรัฐฯ เตรียมออกหนังสือเดินทางมีรูป “ทรัมป์” ฉลองเอกราชครบรอบ 250 ปี

สหรัฐฯ เตรียมออกหนังสือเดินทางมีรูป “ทรัมป์” ฉลองเอกราชครบรอบ 250 ปี

29 เม.ย. 2569 08:24 น.

สหรัฐฯ เตรียมออกหนังสือเดินทางมีรูป “ทรัมป์” ฉลองเอกราชครบรอบ 250 ปี

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เตรียมออกหนังสือเดินทางรุ่นพิเศษ ที่มีภาพใบหน้าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อยู่ภายในเล่ม เพื่อร่วมฉลอง 250 ปีการประกาศเอกราช 

วันที่ 29 เมษายน 2569 เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยว่า จะออกหนังสือเดินทางรุ่นพิเศษที่มีการพิมพ์รูปใบหน้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงไปในเล่มด้วย โดยจะเริ่มออกให้ที่สำนักงานหนังสือเดินทางกรุงวอชิงตัน สำหรับผู้ที่ต่ออายุหนังสือเดินทางด้วยตนเอง ขณะที่ช่องทางออนไลน์และสำนักงานแห่งอื่นยังใช้รูปแบบเดิม 

สำนักข่าว CNN รายงานว่า ตามแบบจำลองที่เผยแพร่ ภาพใบหน้าของโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมลายเซ็นสีทอง จะปรากฏอยู่ด้านในปกหนังสือเดินทาง ส่วนด้านหลังเล่มจะใช้ภาพวาดคำประกาศอิสรภาพ ของจอห์น ทรัมบูลล์   

ด้านนายทอมมี่ ปิโกต์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า หนังสือเดินทางรุ่นพิเศษนี้จะยังคงมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงเช่นเดิม พร้อมเพิ่มงานออกแบบและภาพประกอบเฉพาะกิจเพื่อเฉลิมฉลองโอกาสสำคัญของประเทศ โดยหนังสือเดินทางลายทรัมป์จะเริ่มออกใช้งานช่วงฤดูร้อนปีนี้ แต่ยังไม่มีการเปิดเผยจำนวนที่จะผลิต

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ออกสินค้าที่ระลึกฉลองครบรอบ 250 ปีประเทศหลายรายการ อาทิ บัตรผ่านอุทยานแห่งชาติรุ่นพิเศษที่มีภาพทรัมป์คู่กับจอร์จ วอชิงตัน รวมถึงเหรียญที่ระลึกซึ่งใช้ภาพของทรัมป์เช่นกัน ขณะที่ปัจจุบัน หนังสือเดินทางสหรัฐฯ แบบปกติใช้ภาพวาดของฟรานซิส สก็อตต์ คีย์ ผู้แต่งเนื้อเพลงชาติสหรัฐฯ อยู่ด้านในปกหน้า พร้อมข้อความบางส่วนจากเพลงชาติ 

ที่มา CNN

5 ประเด็น สุนทรพจน์คิงชาร์ลส์ ที่สภาคองเกรสสหรัฐฯ

5 ประเด็น สุนทรพจน์คิงชาร์ลส์ ที่สภาคองเกรสสหรัฐฯ

29 เม.ย. 2569 06:39 น.

5 ประเด็น สุนทรพจน์คิงชาร์ลส์ ที่สภาคองเกรสสหรัฐฯ

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งอังกฤษ กล่าวสุนทรพจน์ต่อสภาคองเกรสสหรัฐฯ ระหว่างเยือนวอชิงตัน ดี.ซี. โดยทรงเน้นย้ำเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ แต่แทบไม่แตะเรื่องคดีเอปสตีน ซึ่งกำลังส่งผลกระทบหนักในอังกฤษ

การเสด็จเยือนสหรัฐอเมริกาของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร มีจุดมุ่งหมายเพื่อการเฉลิมฉลอง ทั้งในโอกาสครบรอบ 250 ปีของสหรัฐฯ ความผูกพันอันยาวนานระหว่างอังกฤษและอเมริกา และความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นในฐานะ “พันธมิตรพิเศษ” แต่อีกด้านหนึ่ง การเสด็จเยือนครั้งนี้ก็ถูกมองว่าเป็น “ภารกิจกอบกู้สถานการณ์” เช่นกัน

สถานะความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรในปัจจุบันค่อนข้างตึงเครียด เนื่องจากความลังเลของอังกฤษที่จะสนับสนุนสงครามร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านอย่างเต็มตัว เป้าหมายของคิงชาร์ลส์คือการผ่อนคลายความตึงเครียดเหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการกล่าวสุนทรพจน์ร่วมต่อสภาคองเกรสเมื่อบ่ายวันอังคารที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ยังพอมีเหตุผลให้มีความหวังอยู่บ้าง เนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้ที่มีบุคลิกแปรปรวนอย่างเห็นได้ชัด ความสัมพันธ์ที่อบอุ่นอาจเปลี่ยนเป็นเย็นชาได้ในชั่วพริบตา แต่ในทางกลับกัน ความสัมพันธ์ที่เคยบาดหมางก็สามารถฟื้นฟูกลับมาได้รับความเมตตาจากประธานาธิบดีได้อีกครั้งเช่นกัน

แม้จะมีความตึงเครียดแต่ก็ยังไม่ถึงขั้นแตกหัก โดยในช่วงท้ายของสุนทรพจน์ กษัตริย์ชาร์ลส์ได้กล่าวถึง “การคืนดีและการเริ่มต้นใหม่” ซึ่งพระองค์ระบุว่าเป็นเอกลักษณ์ของปฏิสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่มีมานานหลายศตวรรษ ขณะที่นายทรัมป์ก็มีท่าทีพอใจ โดยชื่นชมคิงชาร์ลส์ว่า “เป็นบุคคลที่วิเศษมาก”

อย่างไรก็ตาม มีเนื้อหาบางส่วนในสุนทรพจน์ของคิงชาร์ลส์ ที่อาจสร้างความยินดีให้แก่พรรคเดโมแครต แต่ในขณะเดียวกันก็อาจสร้างความประหลาดใจ (และข้อกังขา) ให้กับทำเนียบขาวด้วยเช่นกัน

การยอมรับในความไม่แน่นอน

คิงชาร์ลส์ทรงเริ่มสุนทรพจน์ด้วยการกล่าวถึง “ช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนอย่างยิ่ง” ที่ทั้งสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรกำลังเผชิญอยู่

พระองค์ทรงไล่เรียงถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลางและยุโรป ซึ่งเป็นต้นเหตุของความบาดหมางระหว่างทั้งสองประเทศ เมื่อเร็วๆ นี้ พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตถึงภัยคุกคามต่อประชาธิปไตยที่เกิดจากความรุนแรงทางการเมืองในลักษณะที่ทำให้งานเลี้ยงอาหารค่ำสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาวเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมาต้องปั่นป่วน

จากนั้นคิงชาร์ลส์ทรงเปลี่ยนประเด็นไปพูดถึงความจริงที่ว่า สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรไม่ได้เห็นพ้องต้องกันเสมอไป “ด้วยจิตวิญญาณแห่งปี 1776 ที่อยู่ในใจของเรา … เราอาจเห็นพ้องตรงกันได้ว่า เราไม่ได้เห็นตรงกันเสมอไป”

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนั้นเป็นการเกริ่นนำไปสู่บทสรุปของพระองค์ที่ว่า เมื่อทั้งสองประเทศมีความคิดเห็นที่สอดประสานกัน ก็จะสามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ “ไม่ใช่เพียงเพื่อประโยชน์ของประชาชนของเราเท่านั้น แต่เพื่อมวลมนุษยชาติทั้งปวง”

ถ้อยคำที่ถูกใจพรรคเดโมแครต

เมื่อกษัตริย์ชาร์ลส์ทรงกล่าวถึงประเพณีทางกฎหมายของอังกฤษซึ่งอยู่ในมหากฎบัตรแมกนา คาร์ตา ที่ว่า “อำนาจบริหารต้องอยู่ภายใต้ระบบการตรวจสอบและถ่วงดุล” พระองค์ก็ได้รับเสียงปรบมือกึกก้องพร้อมการลุกขึ้นยืนให้เกียรติอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มีนัยแฝงที่น่าสนใจ

เสียงเชียร์เริ่มต้นจากฝั่งสมาชิกพรรคเดโมแครตในห้องประชุม ก่อนที่จะแพร่กระจายไปทั่วทั้งห้อง เหล่าผู้วิจารณ์โดนัลด์ ทรัมป์ ในกลุ่มการเมืองฝ่ายซ้ายมักจะประณามประธานาธิบดีในสิ่งที่พวกเขาเห็นว่าเป็นการใช้อำนาจในทางที่ผิด

ความรู้สึกที่ว่าประธานาธิบดีควรอยู่ภายใต้การตรวจสอบและถ่วงดุลที่เข้มงวด เป็นหนึ่งในแรงผลักดันเบื้องหลังการชุมนุม “ไม่เอากษัตริย์” (no kings) ที่ดึงดูดผู้คนนับแสนทั่วประเทศตลอดปีที่ผ่านมา

ต่อมาในช่วงท้ายของสุนทรพจน์ ประโยคทิ้งท้ายประโยคหนึ่งของกษัตริย์ชาร์ลส์ได้จุดชนวนให้เกิดเสียงพึมพำ ซึ่งมีทั้งความเห็นด้วยและความกังวลจากฝั่งเดโมแครต

“ถ้อยคำของอเมริกานั้นมีน้ำหนักและมีความหมาย ดังที่เป็นมาตลอดนับตั้งแต่การประกาศอิสรภาพ” คิงชาร์ลส์ตรัส “แต่การกระทำของชาติที่ยิ่งใหญ่นี้มีความสำคัญยิ่งกว่า”

แน่นอนว่าสมาชิกพรรคเดโมแครตมักจะวิพากษ์วิจารณ์คำพูดของทรัมป์ รวมถึงวิธีการสื่อสารและการกระทำของเขาอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม ดูเหมือนว่ากลุ่มเสรีนิยมในที่ประชุมอาจมองว่าประมุขแห่งอังกฤษ กำลังส่งสารเตือนสติแก่คนในชาติ ในขณะเดียวกันก็มอบโอกาสให้พวกเขาได้แสดงจุดยืน “ไม่เอากษัตริย์” อีกครั้งหนึ่ง

กล่าวถึงนาโตและพันธมิตรข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก

คิงชาร์ลส์ทรงหยิบยกคำกล่าวของ เฮนรี คิสซิงเกอร์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ มาอ้างถึง โดยทรงพูดถึงความเป็นพันธมิตรแห่งแอตแลนติก และทรงตั้งข้อสังเกตว่า ครั้งเดียวที่นาโต (Nato) เคยระดมพลเพื่อปกป้องรัฐสมาชิก คือเหตุการณ์หลังการโจมตีตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ฝีมือกลุ่มอัลเคดาเมื่อ 11 กันยายน 2544

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยพูดจาเชิงสบประมาทกองทัพเรืออังกฤษ ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจอันยาวนานของสหราชอาณาจักร โดยเขาเรียกเรือรบของอังกฤษว่าเป็น “ของเล่น” และกล่าวว่าเรือบรรทุกเครื่องบินนั้น “ใช้งานไม่ได้จริง”

คิงชาร์ลส์ ผู้เคยทรงงานในกองทัพเรืออังกฤษเป็นเวลา 5 ปี ทรงกล่าวถึงช่วงเวลาที่พระองค์ปฏิบัติหน้าที่ในกองทัพโดยเฉพาะ เพื่อใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการกล่าวถึงประโยชน์ของความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงและข่าวกรองระหว่างสองประเทศ รวมถึงระหว่างอเมริกาและยุโรป

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงหาโอกาสกล่าวถึงประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นเรื่องที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญมาอย่างยาวนาน แต่ทรัมป์ปฏิเสธมาตลอด

“จากส่วนลึกของมหาสมุทรแอตแลนติก ไปจนถึงพืดน้ำแข็งในอาร์กติกที่กำลังละลายอย่างน่าใจหาย ความมุ่งมั่นและความเชี่ยวชาญของกองทัพสหรัฐฯ และพันธมิตร คือหัวใจสำคัญของนาโต ซึ่งต่างให้คำมั่นสัญญาที่จะป้องกันซึ่งกันและกัน ปกป้องพลเมืองและผลประโยชน์ของเรา รวมถึงรักษาความปลอดภัยให้แก่ชาวอเมริกาเหนือและชาวยุโรปจากศัตรูที่มีร่วมกัน”

ไม่พูดถึงเหยื่อของเอปสตีน

นอกเหนือจากประเด็นการเมืองระหว่างประเทศ หนึ่งในคำถามที่ใหญ่ที่สุดเกี่ยวกับการเสด็จเยือนของพระเจ้าชาร์ลส์คือ พระองค์จะทรงกล่าวอ้างถึง เจฟฟรีย์ เอปสตีน และบรรดาเหยื่อของผู้กระทำความผิดทางเพศผู้ล่วงลับรายนี้ในสุนทรพจน์หรือไม่ ซึ่งพระองค์ไม่ทำเช่นนั้น

คำพูดสิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดอาจมีเพียงการตรัสอ้างถึงโดยนัยเกี่ยวกับความจำเป็นที่จะต้อง “สนับสนุนเหยื่อจากภัยสังคมบางประการที่ช่างน่าสลดใจเหลือเกินว่ายังคงมีอยู่ในสังคมของทั้งสองประเทศในปัจจุบัน”

ซึ่งในสายตาของชาวอเมริกัน นี่ถือเป็นถ้อยคำที่ “เบาเกินไป”

เมื่อปีก่อน แม้จะมีข้อคัดค้านจากรัฐบาลของทรัมป์ แต่สภาคองเกรสก็ได้ผ่านกฎหมายที่บังคับให้เปิดเผยแฟ้มข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับการสืบสวนคดีเอปสตีน

ข้อมูลเหล่านั้นนำไปสู่การเปิดเผยครั้งใหม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์อันลึกซึ้งที่อดีตนักการเงินรายนี้มีกับบรรดาผู้มั่งคั่งและผู้มีอำนาจ ซึ่งรวมถึง ปีเตอร์ แมนเดลสัน อดีตเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำสหรัฐฯ และ แอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ หรือ อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ พระอนุชาของคิงชาร์ลส์ด้วย

จนถึงตอนนี้ มหากาพย์คดีเอปสตีนส่งผลกระทบในสหราชอาณาจักรมากกว่าในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นที่ที่ผู้มีอำนาจทางการเมืองในปัจจุบันน้อยคนนักจะได้รับผลกระทบในทางลบ

แม้ว่าหัวข้อนี้จะไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ แต่ประเด็นนี้ก็ไม่ได้เลือนหายไปจากหน้าข่าว และเรื่องราวฉบับเต็มในฝั่งสหรัฐฯ อาจจะยังไม่ถูกเปิดเผยออกมาทั้งหมดในขณะนี้

อารมณ์ขันแบบราชวงศ์

เมื่อพิจารณาจากเป้าหมายที่จริงจังของคิงชาร์ลส์ โดยมีเดิมพันที่สูงถึงอนาคตความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร สุนทรพจน์ของพระองค์ในบางช่วงกลับดูผ่อนคลายและมีชีวิตชีวา

พระองค์ทรงเริ่มสุนทรพจน์ด้วยประโยคของ ออสการ์ ไวด์ ที่มักถูกหยิบยกมาอ้างถึง (และอ้างผิดบ่อยครั้ง) เกี่ยวกับสหรัฐฯ และอังกฤษที่มีทุกอย่างเหมือนกัน “ยกเว้นแต่เรื่องภาษานั่นเอง”

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงปล่อยมุกตลกเกี่ยวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของอังกฤษที่ต้องถูกจับเป็น “ตัวประกัน” (ตามธรรมเนียมโบราณ) ในยามที่กษัตริย์กล่าวสุนทรพจน์ที่เวสต์มินสเตอร์ พร้อมกับทรงสงสัยว่ามีใครในสภาคองเกรสแห่งนี้อาสาสมัครทำหน้าที่ดังกล่าวในวันนี้บ้างหรือไม่

พระองค์ยังทรงล้อเล่นอีกว่า การประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ นั้นถือเป็นเหตุการณ์ที่ “เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน” สำหรับประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานอย่างบริเตนใหญ่ และพระองค์ไม่ได้มาเยือนสหรัฐฯ เพื่อทำภารกิจ “กองหลังจอมวางแผน” เพื่อหวังจะกอบกู้การปกครองของอังกฤษกลับคืนมา

แม้ในขณะนี้อาจมีความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรอยู่บ้าง แต่ในวันอังคารที่ผ่านมา ดูเหมือนว่ากษัตริย์ชาร์ลส์จะประสบความสำเร็จในการ “ละลายพฤติกรรม” และสร้างบรรยากาศที่ดีขึ้นได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ยูเครนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซียครั้งที่ 3 จนต้องสั่งอพยพผู้คน

ยูเครนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซียครั้งที่ 3 จนต้องสั่งอพยพผู้คน

29 เม.ย. 2569 03:21 น.

ยูเครนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซียครั้งที่ 3 จนต้องสั่งอพยพผู้คน

รัสเซียเผย ยูเครนส่งโดรนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันในเมืองติดทะเลดำเป็นครั้งที่ 3 ทำให้เกิดไฟลุกไหม้และต้องอพยพประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 28 เม.ย. 2569 ว่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่า โรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ของรัสเซียบริเวณริมฝั่งทะเลดำ ถูกโดรนของยูเครนโจมตีเป็นครั้งที่ 3 ในรอบเดือนนี้ ทำให้เกิด “เพลิงไหม้รุนแรง” และบีบให้ต้องมีการอพยพผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง

การโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน “ตูอัปเซ” (Tuapse) สองครั้งก่อนหน้านี้ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดน้ำมันรั่วไหลลงสู่ทะเลเป็นจำนวนมาก ขณะที่ชาวเมืองรายงานว่ามี “ฝนสีดำ” ตกลงมาทั่วเมืองและทิ้งคราบน้ำมันไว้ทุกหนแห่ง

รัฐบาลเครมลินของรัสเซียกล่าวหายูเครนว่า การโจมตีที่เกิดขึ้นยิ่งซ้ำเติมสภาวะการขาดแคลนน้ำมันในตลาดพลังงานโลก และเป็นการกระตุ้นให้เกิดความไม่มั่นคงมากยิ่งขึ้น

ด้านกองทัพยูเครนยอมรับว่าเป็นผู้ดำเนินการโจมตีดังกล่าว โดยระบุว่าโรงกลั่นเหล่านี้เป็นแหล่งเงินทุนที่ช่วยสนับสนุนการรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบของรัสเซียที่เริ่มขึ้นในปี 2565

นายเวเนียมิน คอนดราตีเยฟ ผู้ว่าการแคว้น คราสโนดาร์ ของรัสเซีย กล่าวในวันอังคารว่า พนักงานดับเพลิงและเจ้าหน้าที่กู้ภัยคนอื่นๆ กำลังปฏิบัติหน้าที่ภายใต้สภาวะที่ยากลำบากอย่างยิ่ง พร้อมยกย่องความพยายามของพวกเขาว่าเป็น “การกระทำที่กล้าหาญอย่างแท้จริง”

ส่วนนาย เซอร์เก บอยโค หัวหน้าเขตเทศบาลท้องถิ่น ได้ขอความร่วมมือให้ผู้อยู่อาศัยบนถนนใกล้เคียงอพยพออกจากพื้นที่ โดยมีการจัดตั้งศูนย์อพยพชั่วคราวขึ้นภายในโรงเรียนท้องถิ่นแห่งหนึ่งแล้ว

ในขณะเดียวกัน ศูนย์จัดการวิกฤตส่วนภูมิภาคแจ้งเตือนว่า เนื่องจากเหตุเพลิงไหม้ที่รุนแรง ส่งผลให้สารที่เกิดจากการเผาไหม้กระจายออกสู่ชั้นบรรยากาศ เจ้าหน้าที่ยังกระตุ้นให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัย, ล้างจมูก, ตา และลำคอ รวมถึงปิดหน้าต่างให้มิดชิดและจำกัดเวลาการอยู่นอกเคหสถานด้วย

ทางด้านประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ได้สั่งการให้รัฐมนตรีกระทรวงสถานการณ์ฉุกเฉินบินด่วนไปยังเมือง ตูอัปเซ เพื่อดูแลปฏิบัติการดับเพลิงและการฟื้นฟูความเสียหาย

ส่วน ดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกของปูตินระบุว่า ยูเครนได้โจมตีคลังเก็บน้ำมันที่มีไว้เพื่อการส่งออก พร้อมกล่าวหายูเครนกำลังสร้างความสั่นคลอนต่อตลาดพลังงานโลก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นาวิกโยธินสหรัฐฯ ยึดเรือในทะเลอาหรับ สงสัยเดินทางไปอิหร่าน

นาวิกโยธินสหรัฐฯ ยึดเรือในทะเลอาหรับ สงสัยเดินทางไปอิหร่าน

29 เม.ย. 2569 02:41 น.

นาวิกโยธินสหรัฐฯ ยึดเรือในทะเลอาหรับ สงสัยเดินทางไปอิหร่าน

หน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ บุกเข้ายึดเรืออีกลำในทะเลอาหรับ ตามมาตรการปิดล้อม เนื่องจากสงสัยว่าเรือลำนี้กำลังเดินทางไปอิหร่าน ก่อนจะปล่อยเรือลำนี้ไปในเวลาต่อมา

เมื่อ 28 เม.ย. 2569 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เปิดเผยผ่านโพสต์บนแพลตฟอร์ม X ว่า นาวิกโยธินสหรัฐฯ ได้เข้ายึดเรือลำหนึ่งในทะเลอาหรับ หลังจากสงสัยว่าเรือลำดังกล่าวกำลังเดินทางไปยังประเทศอิหร่าน ก่อนจะปล่อยเรือลำนี้ไปในเวลาต่อมา

กองบัญชาการกลางฯ ระบุว่า นาวิกโยธินจากหน่วยปฏิบัติการทางทะเลที่ 31 (MEU) ได้เข้ายึดเรือ M/V Blue Star III ไว้ชั่วคราว ท่ามกลางสถานการณ์ที่สหรัฐฯ ยังคงดำเนินมาตรการปิดล้อมท่าเรือต่างๆ ของอิหร่านอย่างต่อเนื่อง

“กองกำลังสหรัฐฯ ได้ปล่อยเรือลำนี้ไป หลังจากทำการตรวจค้นและยืนยันได้ว่า เส้นทางการเดินเรือดังกล่าวจะไม่มีการแวะจอดที่ท่าเรือของอิหร่าน” กองบัญชาการกลางฯ ระบุ

ทั้งนี้ จนถึงปัจจุบันสหรัฐฯ สั่งให้เรือเปลี่ยนเส้นทางตามมาตรการปิดล้อมไปแล้ว 39 ลำ

ด้านพลเอก แดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วม แถลงที่ “เพนตากอน” หรือ ตึกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า สหรัฐฯ ยึดเรือไว้อย่างน้อย 3 ลำ ได้แก่ M/V Touska, M/T Tifani และ M/T Majestic X ซึ่งทั้งหมดยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของทางการสหรัฐฯ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ดับแล้ว 15 ศพ รถไฟชนกันในอินโดนีเซีย ปธน.ส่งสืบหาสาเหตุ

ดับแล้ว 15 ศพ รถไฟชนกันในอินโดนีเซีย ปธน.ส่งสืบหาสาเหตุ

29 เม.ย. 2569 01:30 น.

ดับแล้ว 15 ศพ รถไฟชนกันในอินโดนีเซีย ปธน.ส่งสืบหาสาเหตุ

จำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุรถไฟชนกันบริเวณชานกรุงจาการ์ตา ของอินโดนีเซีย เพิ่มขึ้นเป็น 15 ศพแล้ว ในขณะที่ปฏิบัติการค้นหาเสร็จสิ้นลงแล้ว หลังจากใช้เวลากว่า 12 ชั่วโมง

เมื่อ 28 เม.ย. 2569 นายปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซียมีคำสั่งให้เร่งสืบสวนหาสาเหตุ หลังจากรถไฟทางไกลพุ่งชนรถไฟระยะสั้นที่จอดนิ่งอยู่บริเวณชานกรุงจาการ์ตา เมื่อกลางดึกวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยล่าสุดจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 15 ศพแล้ว และมีผู้บาดเจ็บอีกหลายสิบราย

เจ้าหน้าที่เสร็จสิ้นภารกิจกู้ภัยที่ดำเนินมายาวนานเกือบ 12 ชั่วโมง บริเวณสถานีรถไฟ เบกาซี ติมูร์ (Bekasi Timur) ทางตะวันออกของกรุงจาการ์ตา โดยทีมกู้ภัยต้องใช้เครื่องมือตัดถ่างซากตู้โดยสารที่บิดเบี้ยวหลังเกิดการพุ่งชนเมื่อคืนวันจันทร์

“เมื่อเช้านี้… ทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว ผมมั่นใจว่าไม่มีผู้ประสบภัยหลงเหลืออยู่ภายใต้ซากรถไฟอีก” โมฮัมหมัด ชาฟีอี หัวหน้าสำนักงานค้นหาและกู้ภัยแห่งชาติ (Basarnas) แถลงในวันอังคาร

ด้านนาย อากัส ฮารีมูร์ตี ยูโดโยโน รัฐมนตรีอาวุโสประจำคณะรัฐมนตรี เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวเมื่อช่วงบ่ายวันอังคารว่า ยอดผู้เสียชีวิตได้เพิ่มขึ้นเป็น 15 ศพแล้ว และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 88 ราย

ตามรายงานของ ฟราโนโต วิโบโว โฆษกของ KAI ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจผู้ให้บริการรถไฟ ระบุว่าดูเหมือนจะมีรถแท็กซี่คันหนึ่งเฉี่ยวชนกับรถไฟชานเมืองบริเวณจุดตัดทางรถไฟ ทำให้รถไฟต้องหยุดนิ่งอยู่บนราง ก่อนจะถูกรถไฟอีกขบวนพุ่งชนในเวลาต่อมา

บรรยากาศที่สถานีหลังเกิดเหตุเต็มไปด้วยความโกลาหล เจ้าหน้าที่กู้ภัยต่างตะโกนขอถังออกซิเจน ขณะที่รถพยาบาลจอดรอรับผู้ป่วยเป็นแถวยาวเหยียด โดยทั้งกองทัพ, หน่วยดับเพลิง, สำนักงานค้นหาและกู้ภัยแห่งชาติ รวมถึงสภากาชาด ต่างระดมกำลังเข้าช่วยเหลือในภารกิจอพยพผู้คนครั้งนี้

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต ได้เดินทางไปเยี่ยมผู้ป่วยที่โรงพยาบาลในเมืองเบกาซี พร้อมกล่าวแสดงความเสียใจต่อญาติของผู้เสียชีวิต และระบุว่าเขาได้สั่งการให้มีการ “สืบสวนหาสาเหตุในทันที”

นอกจากนี้ เขายังได้สั่งการให้มีการก่อสร้างสะพานข้ามแยกในเมืองเบกาซีอีกด้วย โดยระบุว่า “ในภาพรวม เราพบว่าจุดตัดทางรถไฟหลายแห่งยังไม่มีเจ้าหน้าที่เฝ้าดูแล … ผมจึงสั่งการให้เร่งปรับปรุงจุดตัดเหล่านี้โดยด่วน ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งป้อมยามดูแล หรือการสร้างสะพานลอยข้ามทางรถไฟก็ตาม”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ผู้เชี่ยวชาญเตือน UAE ถอนตัว OPEC อาจถึงขั้นทำกลุ่มแตก

ผู้เชี่ยวชาญเตือน UAE ถอนตัว OPEC อาจถึงขั้นทำกลุ่มแตก

28 เม.ย. 2569 23:15 น.

ผู้เชี่ยวชาญเตือน UAE ถอนตัว OPEC อาจถึงขั้นทำกลุ่มแตก

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การที่ UAE ประกาศถอนตัวจากการเป็นสมาชิกกลุ่ม OPEC อาจส่งผลให้ชาติสมาชิกอื่นๆ เจริญรอยตาม จนสุดท้ายอาจนำไปสู่การล่มสลายของสมาคมผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกแห่งนี้

การที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ถอนตัวจาก OPEC จะสร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงต่อสมาคมผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกแห่งนี้ และอาจส่งผลถึงขั้นทำให้ “กลุ่มแตก” หาก OPEC ไม่มีการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญเพื่อป้องกันไม่ให้สมาชิกรายอื่นตีตัวออกห่าง

หนึ่งในผลกระทบจากการถอนตัวของ UAE คือ OPEC จะสูญเสียรายได้มหาศาล โดยข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ระบุว่า ปีที่ผ่านมา OPEC มียอดขายน้ำมันรวม 4.55 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งในจำนวนนี้เป็นรายได้จาก UAE ถึง 7.7 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 17%

นอกจากนั้น การสูญเสียผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 2 ของกลุ่ม อาจทำให้เกิดปรากฏการณ์โดมิโน คือประเทศอื่นอาจพิจารณาเจริญรอยตาม เพราะเดิมทีความสัมพันธ์ภายในกลุ่มก็ไม่มั่นคงอยู่แล้ว และความไม่สงบในภูมิภาคจากสงคราม รวมถึงการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานฝีมืออิหร่าน ซึ่งเป็นสมาชิก OPEC ด้วยกันเอง อาจเป็นตัวเร่งให้กลุ่มแตกสลาย

สาเหตุหลักที่ทำให้ UAE ตัดสินใจออกจาก OPEC คือ ความอัดอั้นด้านโควตา โดย UAE ต้องการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันเพื่อสร้างรายได้ ซึ่งขัดกับนโยบายลดกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC ยูเออียังต้องการเดินนโยบายพลังงานของตนเองโดยไม่ต้องอิงตามมติของซาอุดีอาระเบียและกลุ่มด้วย

“หากจะมีช่วงเวลาไหนที่ควรลาออก ก็คือตอนนี้แหละครับ” โรบิน มิลส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Qamar Energy ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาในดูไบ บอกกับ เบ็คกี้ แอนเดอร์สัน จากสำนักข่าว CNN “เราอาจจะได้เห็น คาซัคสถาน ลาออกเช่นกัน เพราะนั่นคืออีกหนึ่งผู้ผลิตรายใหญ่ที่ต้องการขยายกำลังการผลิต”

ด้านนาย เดวิด ออกซ์ลีย์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ด้านภูมิอากาศและสินค้าโภคภัณฑ์จาก Capital Economics กล่าวว่า “สายสัมพันธ์ที่ผูกมัดสมาชิก OPEC ไว้ด้วยกันเริ่มคลายตัวลงแล้ว”

เขาประเมินว่า การออกจากกลุ่มช่วยให้ UAE สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ตามต้องการหลังจากถูกจำกัดมานาน อย่างไรก็ตาม จะยังไม่มีผลกระทบในทันที เนื่องจากความต้องการน้ำมันดิ่งเหวในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาขณะที่ราคากระชากสูงขึ้น ประกอบกับคลังจัดเก็บน้ำมันเต็มขีดจำกัดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

แต่ในระยะยาว UAE มีศักยภาพที่จะสูบน้ำมันเพิ่มขึ้นได้ถึง 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งคิดเป็นประมาณ 1% ของความต้องการใช้ทั่วโลก การเพิ่มกำลังผลิตนี้อาจเป็นสิ่งจูงใจให้ประเทศอื่นตัดสินใจลาออกตามไป

นายออกซ์ลีย์คาดด้วยว่า หากในอนาคต OPEC ต้องยุบตัวลง ผลที่ตามมาอาจมีทั้งสองด้านคือ ราคาน้ำมันโลกอาจต่ำลง เนื่องจากไม่มีการควบคุมการผลิต แต่ในขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันจะมีความผันผวนมากขึ้น เพราะจะไม่มีองค์กรกลางที่คอยประสานงานเพื่อเพิ่มหรือลดกำลังการผลิตให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกอีกต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

UAE จ่อถอนตัวจาก OPEC / OPEC+ 1 พ.ค.นี้ เพื่อเลือกทางของตนเอง

UAE จ่อถอนตัวจาก OPEC / OPEC+ 1 พ.ค.นี้ เพื่อเลือกทางของตนเอง

28 เม.ย. 2569 22:13 น.

UAE จ่อถอนตัวจาก OPEC / OPEC+ 1 พ.ค.นี้ เพื่อเลือกทางของตนเอง

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เตรียมถอนตัวจากการเป็นสมาชิกกลุ่ม OPEC กับ OPEC+ ในวันที่ 1 พ.ค.นี้ ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งกำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อตลาดน้ำมัน

เมื่อ 28 เม.ย. 2569 สำนักข่าว WAM ของรัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) รายงานว่า ยูเออีจะถอนตัวจากการเป็นสมาชิกของ “องค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน” หรือ “โอเปก” (OPEC) และกลุ่ม “โอเปกพลัส” (OPEC+) ซึ่งมีรัสเซียรวมอยู่ด้วย ในวันที่ 1 พ.ค. 2569 นี้

แถลงการณ์ระบุว่า “การตัดสินใจครั้งนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์และเศรษฐกิจระยะยาวของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงการพัฒนาภาคพลังงาน ซึ่งรวมถึงการเร่งรัดการลงทุนในการผลิตพลังงานภายในประเทศ”

ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นการสั่นคลอนครั้งใหญ่ต่อ OPEC และผู้นำกลุ่มอย่างซาอุดีอาระเบีย โดยปัจจุบันกลุ่ม OPEC มีสัดส่วนการผลิตน้ำมันรวมกันถึง 36% ของโลก และควบคุมน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้วเกือบ 80% ของโลก

การตัดสินใจของยูเออีมีสาเหตุหลักมาจาก ยูเออี ต้องการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันเพื่อสร้างรายได้ ซึ่งขัดกับนโยบายลดกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC แม้พวกเขาจะพยายามผลักดันขอเพิ่มโควตาการผลิตมาอย่างยาวนาน

ยูเออียังต้องการเดินนโยบายพลังงานของตนเองโดยไม่ต้องอิงตามมติของซาอุดีอาระเบียและกลุ่ม ในขณะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและปัญหาการส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เป็นตัวเร่งการตัดสินใจของยูเออี

“การตัดสินใจออกจาก OPEC ของยูเออี สะท้อนถึงวิวัฒนาการทางนโยบายที่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานของตลาดในระยะยาว เรายังคงมุ่งมั่นต่อความมั่นคงทางพลังงาน โดยจะจัดหาแหล่งพลังงานที่น่าเชื่อถือ รับผิดชอบ และมีคาร์บอนต่ำ พร้อมทั้งสนับสนุนเสถียรภาพของตลาดโลก” ซูฮาอิล อัล มาซรูอี รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของยูเออี โพสต์ผ่าน X

ทั้งนี้ กลุ่ม OPEC ก่อตั้งขึ้นในปี 2503 โดยชาติสมาชิกเริ่มต้นประกอบด้วย ซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน อิรัก เวเนซุเอลา และคูเวต ส่วนยูเออีเข้าเป็นสมาชิกในอีก 7 ปีต่อมา

ยูเออีติดอันดับ 1 ใน 10 ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีสัดส่วนการผลิตคิดเป็นประมาณ 3% ถึง 4% ของน้ำมันทั่วโลก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

มือปืนเฒ่าวัย 89 กราดยิง 2 จุดในเอเธนส์ เจ็บ 5 ก่อนหนีลอยนวล

มือปืนเฒ่าวัย 89 กราดยิง 2 จุดในเอเธนส์ เจ็บ 5 ก่อนหนีลอยนวล

28 เม.ย. 2569 21:39 น.

มือปืนเฒ่าวัย 89 กราดยิง 2 จุดในเอเธนส์ เจ็บ 5 ก่อนหนีลอยนวล

ชายวัย 89 ปี ก่อเหตุกราดยิงในพื้นที่ 2 จุดของกรุงเอเธนส์ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 ราย ก่อนจะหลบหนีไปอย่างลอยนวล โดยตำรวจกำลังตามหาตัวเขาและสืบหาแรงจูงใจ

เมื่อ 28 เม.ย. 2569 ตำรวจและสื่อท้องถิ่นของกรีซรายงานว่า เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้คนในพื้นที่ 2 จุดแยกกันของกรุงเอเธนส์ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 ราย ส่วนมือปืนซึ่งถูกระบุว่าเป็นชายชราวัย 89 ปี กำลังอยู่ระหว่างการหลบหนี

ตำรวจระบุว่า ผู้ต้องสงสัยวัย 89 ปี ใช้อาวุธปืนลูกซองเปิดฉากยิงใส่สำนักงานประกันสังคม (EFKA) ของกรีซ ส่งผลให้พนักงานได้รับบาดเจ็บที่ขา 1 ราย จากนั้น มือปืนนั่งแท็กซี่ไปยังอาคารศาลแห่งหนึ่ง และยิงปืนหลายนัดภายในอาคาร ทำให้พนักงานศาลหญิงได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 4 ราย

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า ผู้เฒ่ารายนี้ทิ้งปืนลูกซองไว้ในที่เกิดเหตุ พร้อมกับจดหมายที่จ่าหน้าถึงสำนักพิมพ์ต่าง ๆ ก่อนจะหลบหนีไปด้วยการเดินเท้า

สื่อรายงานอีกว่า ผู้ต้องสงสัยมีอาชีพเป็นพนักงานเก็บขยะในพื้นที่กรุงเอเธนส์ แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าแรงจูงใจในการก่อเหตุของเขาคืออะไร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ญี่ปุ่นทดลองใช้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ช่วยงานเคลื่อนย้ายสัมภาระที่สนามบินฮาเนดะ

ญี่ปุ่นทดลองใช้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ช่วยงานเคลื่อนย้ายสัมภาระที่สนามบินฮาเนดะ

28 เม.ย. 2569 16:33 น.

ญี่ปุ่นทดลองใช้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ช่วยงานเคลื่อนย้ายสัมภาระที่สนามบินฮาเนดะ

สายการบินเจแปนแอร์ไลน์ เตรียมเริ่มการทดสอบใช้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ช่วยงานเคลื่อนย้ายสัมภาระและสินค้าในสนามบินฮาเนดะ ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมนี้ หวังลดภาระพนักงานในภาวะการท่องเที่ยวบูมและสังคมสูงวัย

พนักงานขนย้ายสัมภาระในสนามบินฮาเนดะที่ขึ้นชื่อเรื่องความขยันแต่ต้องรับภาระหนัก กำลังจะได้เพื่อนร่วมงานใหม่เป็น “หุ่นยนต์” โดยสายการบินเจแปนแอร์ไลน์ (JAL) ประกาศเตรียมนำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มาทดลองใช้งานจริงเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานเรื้อรังของประเทศ

โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง JAL และพันธมิตรอย่าง GMO Internet Group โดยจะเริ่มนำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่ผลิตจากประเทศจีนเข้ามาช่วยงานเคลื่อนย้ายกระเป๋าเดินทางและสินค้าบนลานจอดเครื่องบินของสนามบินฮาเนดะ ซึ่งเป็นสนามบินที่รองรับผู้โดยสารมากกว่า 60 ล้านคนต่อปี

ในการสาธิตต่อสื่อมวลชนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หุ่นยนต์ความสูง 130 เซนติเมตร ผลิตโดยบริษัท “ยูนิทรี” (Unitree) จากเมืองหางโจว ได้โชว์ทักษะการผลักตู้สินค้าขึ้นบนสายพานข้างเครื่องบินโดยสาร และมีการโบกมือทักทายพนักงานที่เป็นมนุษย์อีกด้วย ทั้งนี้ โครงการทดลองดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลาไปจนถึงปี 2028 ก่อนจะพิจารณาติดตั้งใช้งานเป็นการถาวร

นายโยชิเทรุ ซูซูกิ ประธานบริษัท JAL Ground Service ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเกียวโดว่า “การใช้หุ่นยนต์เพื่อทำงานที่ต้องใช้แรงกายหนัก จะช่วยลดภาระของพนักงานและสร้างประโยชน์มหาศาลให้กับองค์กรได้อย่างแน่นอน” อย่างไรก็ตาม นายซูซูกิเน้นย้ำว่า งานสำคัญบางอย่าง โดยเฉพาะ “การจัดการด้านความปลอดภัย” จะยังคงเป็นหน้าที่ของมนุษย์ต่อไป

ด้านนายโทโมฮิโระ อุจิดะ ประธานบริษัท GMO AI and Robotics กล่าวเสริมว่า “แม้ภาพลักษณ์ของสนามบินจะดูเหมือนมีการใช้ระบบอัตโนมัติสูง แต่การปฏิบัติงานเบื้องหลังยังคงต้องพึ่งพาแรงงานคนอย่างมาก ซึ่งกำลังเผชิญวิกฤตขาดแคลนพนักงานอย่างรุนแรง”

ปัจจุบันญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก 2 ด้านพร้อมกัน คือ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ 2 เดือนแรกของปี 2026 มีนักท่องเที่ยวมาเยือนแล้วกว่า 7 ล้านคน ในขณะที่ประชากรในวัยทำงานกลับลดลงเนื่องจากสังคมสูงวัย

จากการคาดการณ์ระบุว่า ญี่ปุ่นอาจต้องการแรงงานต่างชาติมากกว่า 6.5 ล้านคนภายในปี 2040 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ในขณะเดียวกันรัฐบาลก็กำลังได้รับแรงกดดันทางการเมืองให้ควบคุมจำนวนผู้อพยพ

หุ่นยนต์เหล่านี้สามารถปฏิบัติงานต่อเนื่องได้ประมาณ 2 ถึง 3 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง โดยทางผู้พัฒนาวางแผนที่จะขยายขอบเขตการทำงานของหุ่นยนต์ไปสู่หน้าที่อื่นๆ เพิ่มเติมในอนาคต เพื่อสร้างระบบการจัดการสนามบินที่ยั่งยืนภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากรมนุษย์.

ที่มา The Guardian

ออสเตรียเริ่มพิจารณาคดี ชายวางแผนโจมตีคอนเสิร์ต “เทย์เลอร์ สวิฟต์” ปี 2024

ออสเตรียเริ่มพิจารณาคดี ชายวางแผนโจมตีคอนเสิร์ต "เทย์เลอร์ สวิฟต์" ปี 2024

28 เม.ย. 2569 15:39 น.

ออสเตรียเริ่มพิจารณาคดี ชายวางแผนโจมตีคอนเสิร์ต “เทย์เลอร์ สวิฟต์” ปี 2024

ศาลออสเตรียเริ่มพิจารณาคดีชายวัย 21 ปี ที่ถูกกล่าวหาว่าสวามิภักดิ์ต่อกลุ่มรัฐอิสลาม เตรียมก่อเหตุระเบิด-ไล่แทงแฟนเพลงหน้าคอนเสิร์ต “เทย์เลอร์ สวิฟต์” ในกรุงเวียนนาเมื่อปี 2024  จนเป็นเหตุให้ต้องยกเลิกการแสดงทั้ง 3 รอบ ที่คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมชมคอนเสิร์ตมากกว่า 195,000 คน

ศาลออสเตรียเริ่มพิจารณาคดี ในคดีที่จำเลยถูกกล่าวหาว่าสวามิภักดิ์ต่อกลุ่มรัฐอิสลาม (IS) และวางแผนก่อวินาศกรรมคอนเสิร์ต “The Eras Tour” ของซูเปอร์สตาร์สาว “เทย์เลอร์ สวิฟต์” ที่กรุงเวียนนา เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2024 จนเป็นเหตุให้ต้องยกเลิกการแสดงทั้ง 3 รอบ ที่คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมชมคอนเสิร์ตทั้งหมดมากกว่า 195,000 คน

จำเลยหลักในคดีนี้ถูกระบุชื่อเพียง “เบราน เอ.” (Beran A.) วัย 21 ปี สัญชาติออสเตรีย ถูกตั้งข้อหาหนักด้านก่อการร้ายและเป็นสมาชิกองค์กรก่อการร้าย ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 20 ปี โดยอัยการระบุว่าเขาเตรียมใช้มีดและระเบิดที่ประกอบขึ้นเอง โจมตีฝูงชนที่รวมตัวกันอยู่ด้านหน้าสนามเอิร์นสต์ แฮปเปล สเตเดียม ซึ่งคาดว่าในแต่ละคืนจะมีแฟนเพลงรวมตัวกันสูงถึง 30,000 คน ในขณะที่มีผู้ชมอีก 65,000 คนอยู่ภายในสนาม

เจ้าหน้าที่ความมั่นคงเผยว่า จำเลยต้องการ “สังหารผู้คนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” โดยแผนการดังกล่าวถูกสกัดไว้ได้ทันท่วงทีหลังจากได้รับข้อมูลกรองจากทางการสหรัฐฯ เพียงหนึ่งวันก่อนเริ่มการแสดงรอบแรก ซึ่งจากการตรวจค้นอพาร์ตเมนต์ของจำเลยเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2024 พบวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบระเบิดจำนวนมาก

ในการพิจารณาคดีครั้งนี้ ยังมีจำเลยอีกรายคือ อาร์ดา เค. (Arda K.) ซึ่งถูกกล่าวหาว่าร่วมกับเบราน และชายรายที่สามชื่อ ฮาซัน อี. (Hasan E.) วางแผนก่อเหตุโจมตีพร้อมกันในซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในนามกลุ่มรัฐอิสลามช่วงเดือนรอมฎอนปี 2024

รายงานระบุว่า ฮาซัน อี. ได้ลงมือก่อเหตุแทงพนักงานรักษาความปลอดภัยที่มัสยิดนครเมกกะ ในซาอุดีอาระเบีย เมื่อเดือนมีนาคมปีเดียวกันและถูกจับกุมได้ ส่วนเบรานและอาร์ดาไม่ได้ลงมือตามแผนในตุรกีและยูเออี ก่อนที่เบรานจะเดินทางกลับมาออสเตรียเพื่อวางแผนโจมตีคอนเสิร์ต “The Eras Tour” แทน

แม้เหตุการณ์จะผ่านมาเกือบ 2 ปี แต่ความทรงจำครั้งนั้นยังคงเป็นบาดแผลใหญ่ของเหล่าแฟนเพลง เทย์เลอร์ สวิฟต์ เคยโพสต์ผ่านอินสตาแกรมหลังเหตุการณ์ว่า “การต้องยกเลิกโชว์ในเวียนนาเป็นเรื่องที่สะเทือนใจมาก เหตุผลของการยกเลิกทำให้ฉันเต็มไปด้วยความกลัวและความรู้สึกผิด เพราะรู้ว่ามีคนจำนวนมากวางแผนเพื่อมาดูโชว์นี้”

ทนายจำเลยระบุว่า เบราน เอ. มีแผนที่จะยอมรับสารภาพในข้อหาส่วนใหญ่แต่ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าข้อหาใดบ้าง ขณะที่ศาลเมืองวีเนอร์ นอยชตัดท์ จะดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีต่อไปจนถึงวันที่ 12 พฤษภาคมนี้

คดีดังกล่าวถูกนำไปเปรียบเทียบกับเหตุระเบิดฆ่าตัวตายในคอนเสิร์ตของแอรีอานา กรานเด ที่เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ เมื่อปี 2017 ซึ่งครั้งนั้นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 22 ราย และเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ทางการออสเตรียตัดสินใจยกเลิกคอนเสิร์ตของเทย์เลอร์ สวิฟต์ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของประชาชน.

ที่มา Associated Press