สหราชอาณาจักรเตือนภัยร้อนระดับสูงสุด อุณหภูมิอาจแตะ 39 องศาฯ โรงเรียนปิด-รถไฟลดเที่ยววิ่ง

สหราชอาณาจักรเตือนภัยร้อนระดับสูงสุด อุณหภูมิอาจแตะ 39 องศาฯ โรงเรียนปิด-รถไฟลดเที่ยววิ่ง

24 มิ.ย. 2569 08:44 น.

สหราชอาณาจักรเตือนภัยร้อนระดับสูงสุด อุณหภูมิอาจแตะ 39 องศาฯ โรงเรียนปิด-รถไฟลดเที่ยววิ่ง

สหราชอาณาจักรเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงผิดปกติ ประชาชนต้องออกไปหาแหล่งน้ำช่วยคลายร้อน ขณะที่หน่วยงานด้านสภาพอากาศประกาศเตือนภัยความร้อนระดับสูงสุด หลังคาดว่าอุณหภูมิอาจพุ่งแตะ 39 องศาเซลเซียส

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร หรือ Met Office ออกประกาศเตือนภัยความร้อนขั้นรุนแรง ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของอังกฤษในวันพุธและวันพฤหัสบดี โดยระบุว่าอุณหภูมิในภาคใต้ของอังกฤษอาจสูงถึง 37 องศาเซลเซียส ขณะที่บางพื้นที่ในเวลส์อาจแตะ 35 องศาเซลเซียส

อย่างไรก็ตาม นักพยากรณ์อากาศคาดว่าจุดสูงสุดของคลื่นความร้อนจะเกิดขึ้นในวันพุธและวันพฤหัสบดี ซึ่งอุณหภูมิในกรุงลอนดอนและพื้นที่ทางตอนใต้ของอังกฤษอาจพุ่งสูงถึง 39 องศาเซลเซียส

ผลกระทบจากอากาศร้อนจัดทำให้โรงเรียนหลายร้อยแห่งทั่วประเทศประกาศเลิกเรียนก่อนเวลาในสัปดาห์นี้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านสุขภาพของนักเรียนและบุคลากร

ขณะเดียวกัน ผู้ให้บริการรถไฟหลายแห่ง รวมถึงรถไฟด่วนที่เชื่อมต่อกับสนามบินลอนดอนแกตวิก ประกาศยกเลิกหรือปรับลดเที่ยวเดินรถ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับโครงสร้างรางรถไฟจากอุณหภูมิที่สูงผิดปกติ

ผู้ประกอบการรถไฟยังขอความร่วมมือจากประชาชนให้เดินทางเฉพาะในกรณีจำเป็นในช่วงวันที่ 2 วันที่ร้อนที่สุดของสัปดาห์ ขณะที่ประชาชนต่างออกไปพักผ่อนตามชายหาด หรือแม่น้ำเพื่อบรรเทาความร้อน

ยุโรปเผชิญอุณหภูมิพุ่งสูงต่อเนื่อง

นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์มีส่วนสำคัญทำให้สภาพอากาศสุดขั้วเกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงมากขึ้น

ข้อมูลจากองค์การอุตุนิยมวิทยาแห่งสหประชาชาติระบุว่า ในช่วง 5 ปีข้างหน้า โลกมีแนวโน้มเผชิญสถิติอุณหภูมิสูงสุดใหม่อีกหลายครั้ง

ด้าน Copernicus Climate Change Service ของสหภาพยุโรประบุว่า ยุโรปเป็นทวีปที่ร้อนขึ้นเร็วที่สุดในโลก โดยอุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วกว่าค่าเฉลี่ยของโลกถึง 2 เท่า นับตั้งแต่ทศวรรษ 1980

WHO เผยยุโรปเสียชีวิตจากความร้อนกว่า 200,000 รายใน 4 ปี

สำนักงานภูมิภาคยุโรปขององค์การอนามัยโลก เปิดเผยเมื่อต้นเดือนนี้ว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตจากสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับความร้อนมากกว่า 200,000 คนทั่วทวีปยุโรป และผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่สามารถป้องกันได้หากมีมาตรการรับมือที่เหมาะสม

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า อุณหภูมิที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยอาจก่อให้เกิดภาวะอ่อนเพลียจากความร้อน และโรคลมแดด ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังทำให้หลายพื้นที่ในยุโรป โดยเฉพาะยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ เผชิญความแห้งแล้งและความเสี่ยงจากไฟป่าเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบทั้งต่อสุขภาพของประชาชนและระบบนิเวศในวงกว้าง

ทั้งนี้ สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของสหราชอาณาจักรคาดการณ์ว่าสภาพอากาศจะเริ่มคลี่คลายลงในวันศุกร์ แต่อุณหภูมิจะยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยของช่วงเวลานี้ของปี.

ที่มา : AP

BYD ท้าชนเจ้าตลาด ค่ายรถญี่ปุ่น-ยุโรปเผชิญแรงกดดันหนัก หลังรถ EV จีนรุกตลาดทั่วโลก

BYD ท้าชนเจ้าตลาด ค่ายรถญี่ปุ่น-ยุโรปเผชิญแรงกดดันหนัก หลังรถ EV จีนรุกตลาดทั่วโลก

24 มิ.ย. 2569 08:32 น.

BYD ท้าชนเจ้าตลาด ค่ายรถญี่ปุ่น-ยุโรปเผชิญแรงกดดันหนัก หลังรถ EV จีนรุกตลาดทั่วโลก

อุตสาหกรรมยานยนต์โลกเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หลังผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน นำโดย BYD ขยายตลาดทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้บริษัทรถจากญี่ปุ่น เยอรมนี และสหรัฐฯ ต้องเผชิญแรงกดดันเพิ่ม

ตลอดช่วงทศวรรษ 2000 และ 2010 ตลาดรถยนต์โลกถูกครอบครองโดยผู้ผลิตรายใหญ่ไม่กี่ราย เช่น Toyota, Volkswagen, Honda และ Ford ขณะที่ผู้ผลิตจากจีนยังไม่สามารถก้าวขึ้นสู่กลุ่มผู้นำการผลิตรถยนต์ระดับโลกได้ ส่วน Tesla ในเวลานั้นยังเป็นเพียงผู้เล่นรายเล็กในตลาด

อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดจีนได้เปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์โลกในช่วงทศวรรษ 2020 โดยแม้ Toyota และ Volkswagen Group ยังคงเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลก แต่ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีน โดยเฉพาะ BYD กำลังแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง

โดยแรงสั่นสะเทือนจากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าเริ่มส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่หลายราย

อย่าง Honda Motor รายงานผลขาดทุนจากการดำเนินงานราว 400,000 ล้านเยน หรือประมาณ 2,550 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีงบประมาณล่าสุด ถือเป็นการขาดทุนครั้งแรกในรอบเกือบ 70 ปี

ขณะที่ Nissan ประกาศเมื่อเดือนพฤษภาคม 2025 ว่าจะปิดโรงงานบางแห่งและลดพนักงานทั่วโลกประมาณ 20,000 ตำแหน่ง หลังยอดขายในสหรัฐฯ และจีนหดตัวลง ก่อนจะประกาศลดพนักงานในยุโรปอีก 900 ตำแหน่งในเวลาต่อมา

ในสิงคโปร์ การเปลี่ยนแปลงยิ่งเห็นได้ชัดเจน โดย BYD สามารถแซง Toyota ขึ้นเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มียอดขายสูงสุดของประเทศในปี 2025

การวิเคราะห์ข้อมูลตลาดรถยนต์สิงคโปร์ตลอด 12 ปีที่ผ่านมา พบว่าแบรนด์รถยนต์กระแสหลักอย่าง Toyota, Honda, Nissan และ Mazda มีส่วนแบ่งตลาดลดลงต่อเนื่องระหว่างปี 2016-2025 ในทางกลับกัน แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่กลับเติบโตอย่างก้าวกระโดด

BYD เพิ่มส่วนแบ่งตลาดจาก 2.5% ในปี 2022 เป็น 21.2% ในปี 2025 ขณะที่ Tesla เพิ่มจาก 2% ในปี 2021 เป็น 6.6% ในปี 2025

ศาสตราจารย์มาร์ติน คริซวิดซินสกี ผู้อำนวยการสถาบันไวเซนบอมในกรุงเบอร์ลินระบุว่า การเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้าได้เปิดหน้าต่างแห่งโอกาส ให้ผู้เล่นรายใหม่เข้าสู่ตลาด

เขามองว่าผู้ผลิตดั้งเดิมประเมินความเร็วของการเปลี่ยนแปลงต่ำเกินไป โดยเฉพาะการพัฒนารถยนต์ของบริษัทจีนที่รวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันความสำเร็จของผู้ผลิต EV จีน คือการลงทุนขนาดใหญ่ในเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่ระยะแรก

Tesla เป็นผู้บุกเบิกนวัตกรรมแบตเตอรี่และแนวคิด Software-Defined Vehicle หรือรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ ซึ่งเปลี่ยนความคาดหวังของผู้บริโภคต่อรถยนต์ยุคใหม่

จากนั้นบริษัทจีนได้เดินตามแนวทางดังกล่าว โดยได้รับการสนับสนุนจากนโยบายอุตสาหกรรมของรัฐบาลจีน ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ การอุดหนุนผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการสนับสนุนผู้ผลิตแบตเตอรี่และซัพพลายเออร์ชิ้นส่วน

ในขณะที่จีนทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อสร้างกำลังการผลิตขนาดใหญ่ ยุโรปและสหรัฐฯ กลับลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน EV ในระดับที่ต่ำกว่า ทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้าเกิดขึ้นช้ากว่า

นอกจากนี้ ผู้ผลิตรถยนต์ดั้งเดิมจำนวนมากยังคงมุ่งพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปภายใน หรือรถยนต์ใช้น้ำมันต่อไป และประเมินศักยภาพของตลาดจีนต่ำเกินไป

ด้านศาสตราจารย์สเตฟาน บรัทเซล ผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการยานยนต์แห่งเยอรมนีกล่าวว่า ผู้ผลิตรถยนต์ดั้งเดิมหลายรายเลือกปรับปรุงโมเดลธุรกิจเดิมแบบค่อยเป็นค่อยไป และประเมินความสำคัญของเทคโนโลยีไฟฟ้า ซอฟต์แวร์ และแพลตฟอร์มดิจิทัลต่ำเกินไป ทำให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงช้าเกินไป ระมัดระวังเกินไป หรือมีผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่โดดเด่นทั้งด้านราคาและเทคโนโลยี

ความสำเร็จของรถ EV จีนจะยั่งยืนหรือไม่?

แม้รถยนต์ไฟฟ้าจีนจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่ายังมีความท้าทายรออยู่

ดร.เทอเรนซ์ ฟาน  จากมหาวิทยาลัยการจัดการสิงคโปร์ระบุว่า แบรนด์จีนที่สามารถขยายตลาดต่างประเทศได้ในปัจจุบัน ล้วนเป็นผู้รอดชีวิต จากการแข่งขันอันดุเดือดในประเทศจีน

เขากล่าวว่า หากสามารถประสบความสำเร็จในตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดที่มีการแข่งขันรุนแรงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ก็มีโอกาสประสบความสำเร็จในประเทศอื่นได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์คริซวิดซินสกีเตือนว่า ผู้ผลิต EV จีนหลายรายกำลังแข่งขันด้วยการขายรถยนต์ที่มีกำไรน้อยมากเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด ซึ่งอาจไม่ใช่โมเดลธุรกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว

อีกประเด็นที่ถูกจับตาคือราคาขายต่อของรถ EV จีน ซึ่งยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับแบรนด์ดั้งเดิมที่มีชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือสะสมมานาน

Toyota และ Honda ยังเชื่อในอนาคตของรถไฮบริด

แม้กระแสรถยนต์ไฟฟ้าจะเติบโตต่อเนื่อง แต่ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่หลายรายยังคงเลือกกลยุทธ์ที่หลากหลาย ไม่ได้มุ่งสู่ EV เพียงอย่างเดียว โดยBorneo Motors ตัวแทนจำหน่าย Toyota ในสิงคโปร์ เปิดเผยว่า บริษัทจะยังคงใช้แนวทางMulti-Pathway หรือการนำเสนอรถยนต์หลายประเภทควบคู่กัน

ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2026 Toyota มียอดจดทะเบียนรถไฮบริดใหม่ 2,708 คัน รถไฟฟ้า 45 คัน และรถใช้น้ำมัน 95 คัน

ด้าน Honda มียอดจดทะเบียนรถใช้น้ำมัน 325 คัน และรถไฮบริด 737 คันในช่วงเวลาเดียวกัน โดยยังไม่มียอดขายรถ EV

ผู้บริหาร Honda ระบุว่ายังมีผู้บริโภคจำนวนมากที่พึงพอใจกับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป และมองว่านี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายก่อนที่หลายประเทศจะทยอยยุติการขายรถใช้น้ำมันในอนาคต

ทั้งนี้ แม้แบรนด์ตลาดแมสจะสูญเสียส่วนแบ่งตลาด แต่ผู้ผลิตรถยนต์หรูยังคงรักษาฐานลูกค้าได้ค่อนข้างดี

โดยBMW มีส่วนแบ่งตลาดในสิงคโปร์เพิ่มจาก 6.2% ในปี 2015 เป็น 9.7% ในปี 2025 ขณะที่ Mercedes-Benz ทรงตัวอยู่ที่ราว 9%

ผู้บริหาร BMW และ Mercedes-Benz เชื่อว่าจุดแข็งสำคัญของแบรนด์หรูยังคงอยู่ที่ประสบการณ์การครอบครองรถยนต์ ภาพลักษณ์ และคุณค่าของแบรนด์ ซึ่งไม่สามารถสร้างขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น

อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์เตือนว่า เมื่อหลายประเทศเริ่มกำหนดนโยบายมุ่งสู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ แบรนด์หรูเองก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงการแข่งขันในตลาด EV ได้

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การเติบโตของผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีนไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ดังนั้นคำถามสำคัญในอนาคตจึงไม่ใช่เพียงว่าใครจะขายรถได้มากที่สุด แต่คือผู้ผลิตรายใดจะสามารถเปลี่ยนผ่านจากผู้ผลิตรถยนต์ ไปสู่ผู้ให้บริการเทคโนโลยีและโซลูชันการเดินทางได้สำเร็จ เพราะในยุครถยนต์ไฟฟ้า ความได้เปรียบจะไม่ได้อยู่ที่เครื่องยนต์เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่อยู่ที่การผสานเทคโนโลยี ซอฟต์แวร์ ต้นทุนการผลิต และความสัมพันธ์กับลูกค้าเข้าไว้ด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ.

ที่มา :channelnewsasia

ปธน.อิหร่านลั่น เรื่องโครงการขีปนาวุธไม่ได้อยู่ในข้อตกลงกับสหรัฐฯ

ปธน.อิหร่านลั่น เรื่องโครงการขีปนาวุธไม่ได้อยู่ในข้อตกลงกับสหรัฐฯ

24 มิ.ย. 2569 06:17 น.

ปธน.อิหร่านลั่น เรื่องโครงการขีปนาวุธไม่ได้อยู่ในข้อตกลงกับสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีอิหร่านยืนยันว่า เรื่องโครงการขีปนาวุธของอิหร่าน ไม่ได้อยู่ใน MOU ที่ทำไว้กับสหรัฐฯ และย้ำว่าอิหร่านจะไม่มีวันละทิ้งโครงการขีปนาวุธ

เมื่อ 23 มิ.ย. 2569 สำนักข่าวไออาร์ไอบี (IRIB) ของรัฐบาลอิหร่านได้เผยแพร่คลิปวิดีโอแถลงการณ์ของนายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน ซึ่งระบุว่า ขีปนาวุธของอิหร่านไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ทำร่วมกับสหรัฐอเมริกา

“การหารือเกี่ยวกับขีปนาวุธของเรานั้นไม่มีอยู่ใน MOU และจะไม่มีวันมี” นายเปเซชเคียนกล่าวระหว่างการแถลงข่าวในประเทศปากีสถาน

นอกจากนี้ เขายังได้ปกป้องโครงการขีปนาวุธของอิหร่าน โดยเน้นย้ำว่าเป็นสิ่งจำเป็นต่อการป้องกันประเทศ “หากเราไม่มีขีปนาวุธไว้ใช้ป้องกันตนเอง อิสราเอลและสหรัฐอเมริกาคงจะทำลายล้างอิหร่านไปแล้ว” เขากล่าว

นายเปเซชเคียนได้แสดงความคิดเห็นดังกล่าวระหว่างการเดินทางเยือนกรุงอิสลามาบัด เพื่อร่วมหารือกับเจ้าหน้าที่ปากีสถานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทวิภาคีและการพัฒนาในภูมิภาค

ทั้งนี้เมื่อสัปดาห์ก่อน สหรัฐฯ ได้เปิดเผยเนื้อหาอย่างเป็นทางการใน MOU ที่พวกเขาบรรลุร่วมกับอิหร่าน โดยมีข้อกำหนดทั้งหมด 14 ข้อ ซึ่งรวมถึง การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง, การผ่อนปรนข้อจำกัดทางการเงินบางประการต่ออิหร่าน และการกำหนดแนวทางสู่การเจรจาเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านในอนาคต

อย่างไรก็ตาม MOU ดังกล่าวไม่ได้มีข้อกำหนดใดๆ เกี่ยวกับการลดจำนวนหรือจำกัดโครงการขีปนาวุธรวมถึงขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศในวงกว้างของอิหร่าน โดยข้อจำกัดเพียงข้อเดียวที่เกี่ยวข้องกับอาวุธอย่างชัดเจน คือคำมั่นสัญญาของอิหร่านที่จะไม่ “จัดหาหรือพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์”

แม้ว่าก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเคยยกเรื่องการจำกัดโครงการขีปนาวุธของอิหร่านขึ้นมาเป็นเหตุผลหลักในการโจมตีอิหร่าน ทว่าท่าทีของเขาเปลี่ยนไประหว่างการเจรจาทางการทูต โดยทรัมป์แถลงในการประชุมสุดยอดผู้นำ G7 เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า “ขีปนาวุธไม่ใช่ปัญหา” และเน้นหนักในเรื่องอาวุธนิวเคลียร์เพียงอย่างเดียว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สภาคองเกรส ผ่านมติจำกัดอำนาจทำสงครามของ โดนัลด์ ทรัมป์ แล้ว

สภาคองเกรส ผ่านมติจำกัดอำนาจทำสงครามของ โดนัลด์ ทรัมป์ แล้ว

24 มิ.ย. 2569 05:46 น.

สภาคองเกรส ผ่านมติจำกัดอำนาจทำสงครามของ โดนัลด์ ทรัมป์ แล้ว

สภาคองเกรสของสหรัฐฯ อนุมัติมาตรการจำกัดอำนาจการทำสงครามของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แล้ว หลังจากวุฒิสภาผ่านมติโดยมี สว.รีพับลิกันร่วมสนับสนุนด้วย

เมื่อ 23 มิ.ย. 2569 วุฒิสภาสหรัฐฯ ซึ่งพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก ได้อนุมัติมาตรการที่สั่งการให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยุติสงครามในอิหร่าน หรือต้องขอความเห็นชอบจากสภาคองเกรสก่อนที่จะดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่อไปแล้ว

วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันจำนวนหนึ่งได้ลงคะแนนเสียงร่วมกับพรรคเดโมแครตด้วยมติ 50 ต่อ 48 เสียงเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการประสานรอยร้าวระหว่างสองพรรค เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยต่อสงครามกับอิหร่านที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์

มาตรการเดียวกันนี้ได้รับการอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ไปแล้วเมื่อต้นเดือนมิถุนายน โดยมีสมาชิกพรรครีพับลิกันหลายคนร่วมลงมติเห็นชอบกับพรรคเดโมแครตเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้เป็นเพียงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากมติฉบับนี้ แม้จะผ่านความเห็นชอบจากทั้งสองสภาของสภาคองเกรสแล้วก็ตาม จะไม่มีการส่งต่อไปยังทรัมป์เพื่อพิจารณา และไม่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย

ทว่า มติดังกล่าวอาจถูกนำไปใช้ในการต่อสู้คดีความทางกฎหมายในอนาคตได้

การลงมติในครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่ทั้งสองสภาของสภาคองเกรสได้อนุมัติมติร่วมกัน เพื่อสั่งการให้ประธานาธิบดียุติปฏิบัติการทางทหาร นับตั้งแต่มีการประกาศใช้ข้อมติอำนาจการทำสงคราม (War Powers Resolution) ในปี พ.ศ. 2516

การผ่านมติในครั้งนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อทำเนียบขาวในการหาทางยุติสงครามอิหร่าน ในช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นและกระแสต่อต้านสงครามจากภาคประชาชนกำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งนี้ ตามกฎหมายของรัฐบาลกลาง สหรัฐฯ จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรสเพื่อดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่อไปหากเกินกว่า 60 วัน โดยการโจมตีร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ อย่างไรก็ตาม คณะทำงานของทรัมป์โต้แย้งว่าการหยุดยิงในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทำให้ต้องเริ่มนับเวลาใหม่อีกครั้ง

นอกจากนี้ ทำเนียบขาวยังสามารถขยายขีดจำกัดดังกล่าวออกไปได้อีก 30 วัน หากอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ

ในปัจจุบัน สหรัฐฯ และอิหร่านได้ตกลงที่จะขยายเวลาการหยุดยิงต่อไป และกำลังร่วมมือกันเพื่อยุติการสู้รบภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ลงนามโดยประธานาธิบดีของทั้งสองประเทศเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ภายใต้บันทึกความเข้าใจดังกล่าว วอชิงตันและเตหะรานมีเวลา 60 วันในการบรรลุข้อตกลงที่ครอบคลุมยิ่งขึ้นเพื่อยุติโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้แทนตาลีบัน คุยเจ้าหน้าที่ EU ครั้งแรก ประเด็นเนรเทศผู้ลี้ภัย

ผู้แทนตาลีบัน คุยเจ้าหน้าที่ EU ครั้งแรก ประเด็นเนรเทศผู้ลี้ภัย

24 มิ.ย. 2569 04:00 น.

ผู้แทนตาลีบัน คุยเจ้าหน้าที่ EU ครั้งแรก ประเด็นเนรเทศผู้ลี้ภัย

ผู้แทนกลุ่มตาลีบันได้ร่วมเจรจากับเจ้าหน้าที่สหภาพยุโรปที่กรุงบรัสเซลส์เป็นครั้งแรก โดยหารือกันเรื่องการเนรเทศผู้ลี้ภัยชาวอัฟกานิสถานที่ทำผิดกฎหมายให้กลับมาตุภูมิ

เมื่อวันอังคารที่ 23 มิ.ย. 2569 คณะผู้แทนจากรัฐบาลตาลีบันของอัฟกานิสถาน ได้ร่วมเจรจากับสหภาพยุโรป (EU) ณ กรุงบรัสเซลส์เป็นครั้งแรก โดยเป็นการหารือในเรื่องการเนรเทศผู้ลี้ภัยชาวอัฟกานิสถาน ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากกลุ่มนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน

เจ้าหน้าที่ตาลีบันเปิดเผยว่า การประชุมเมื่อวันอังคารที่ผ่านมามุ่งเน้นไปที่เรื่องงานบริการทางการทูต และการส่งตัวชาวอัฟกันในยุโรปกลับประเทศอย่าง “มีศักดิ์ศรี”

อับดุล กาฮาร์ บัลคี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของตาลีบัน ระบุว่านี่เป็น การเยือน “ครั้งประวัติศาสตร์” โดยตั้งข้อสังเกตว่า นี่เป็นครั้งแรกที่คณะผู้แทนจากรัฐบาลอัฟกานิสถานได้ร่วมเจรจากับคณะกรรมาธิการยุโรปและกลุ่มประเทศสมาชิก EU ณ กรุงบรัสเซลส์

สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกยังไม่ได้ให้การรับรองกลุ่มตาลีบันเป็นรัฐบาลของประเทศอัฟกานิสถานอย่างเป็นทางการ นับตั้งแต่พวกเขากลับเข้ามากุมอำนาจอีกครั้งในปี 2564 หลังจากผ่านพ้นสงครามยาวนาน 20 ปีกับรัฐบาลอัฟกานิสถานชุดเดิมที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ

ด้านสหภาพยุโรประบุว่า การตัดสินใจเปิดฉากเจรจาแบบจำกัดกับ “ผู้มีอำนาจปกครองทางพฤตินัย” ของอัฟกานิสถาน ถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อกระบวนการเนรเทศผู้แสวงหาที่พักพิงที่ก่ออาชญากรรมหรือถูกมองว่าเป็นบุคคลอันตราย

โฆษกคณะกรรมาธิการยุโรปแถลงว่า เจ้าหน้าที่ EU และประเทศสมาชิกอีก 15 ประเทศ ได้เข้าร่วมการประชุมที่กรุงบรัสเซลส์ ณ สถานที่ซึ่งไม่มีการเปิดเผย โดยการประชุมครั้งนี้เป็นการหารือต่อเนื่องจากการพบปะกันครั้งก่อนที่กรุงคาบูลเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

“ฝ่ายบริการของคณะกรรมาธิการยุโรปและประเทศสวีเดนได้ร่วมกันเป็นประธานในการประชุมระดับเจ้าหน้าที่เทคนิคในวันนี้ที่กรุงบรัสเซลส์ ร่วมกับตัวแทนระดับเจ้าหน้าที่เทคนิคจากผู้มีอำนาจปกครองทางพฤตินัยของอัฟกานิสถาน ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบด้านการส่งกลับและการรับตัวกลับประเทศ” โฆษกกล่าว

อย่างไรก็ตาม โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอัฟกานิสถานระบุถึงวาระการประชุมที่กว้างกว่านั้น โดยกล่าวว่าการหารือรวมถึงความเป็นไปได้ในการจัดตั้งคณะทูตฝ่ายกงสุลในสหภาพยุโรป การรื้อฟื้นงานบริการด้านกงสุลสำหรับชาวอัฟกันที่อาศัยอยู่ที่นั่น และ “ความจำเป็นในมาตรการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกัน”

ทั้งนี้ ชาวอัฟกันถือเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้อพยพกลุ่มใหญ่ที่สุดที่เข้ามาแสวงหาที่พักพิงในสหภาพยุโรป ทว่าในปัจจุบันมีรัฐบาลยุโรปมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ต้องการเร่งรัดและเพิ่มการเนรเทศบุคคลที่คำร้องขอลี้ภัยถูกปฏิเสธ หรือผู้ที่ก่ออาชญากรรมในประเทศที่ให้ลี้ภัย

ด้านกลุ่มสิทธิมนุษยชนหลายกลุ่มต่างออกมาประณามการประชุมดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นการสร้างความชอบธรรมให้แก่กลุ่มตาลีบัน ทั้งยังขัดต่อพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนของ EU และอาจทำให้ประชาชนทั้งในยุโรปและอัฟกานิสถานต้องตกอยู่ในอันตราย

“การมีปฏิสัมพันธ์ใดๆ กับกลุ่มตาลีบันจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและการตรวจสอบความรับผิดชอบเป็นอันดับแรก ไม่ใช่การเนรเทศผู้คนกลับไปเผชิญอันตรายที่นั่น” เฟเรชตา อับบาซี นักวิจัยจากองค์กรฮิวแมนไรตส์วอตช์ กล่าว

“ประเทศสมาชิก EU กำลังทำลายความน่าเชื่อถือของตัวเอง จากการที่ด้านหนึ่งออกมาร่วมประณามการละเมิดสิทธิของตาลิบานและเรียกร้องความรับผิดชอบ แต่อีกด้านหนึ่งกลับร่วมมือกับตาลิบานเพื่อบังคับส่งกลับชาวอัฟกัน”

ด้านมาลาลา ยูซาฟไซ นักกิจกรรมชาวอัฟกันและผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า เธอรู้สึก “สะเทือนใจอย่างลึกซึ้ง” ที่สหภาพยุโรปเปิดฉากเจรจากับกลุ่มตาลิบาน

“ยุโรปต้องไม่สร้างความชอบธรรมให้กับระบอบการปกครองที่เป็นต้นเหตุของวิกฤตสิทธิมนุษยชนที่ย่ำแย่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก การมีปฏิสัมพันธ์ใดๆ กับกลุ่มตาลิบานจะต้องเริ่มต้นและสิ้นสุดด้วยเรื่องสิทธิของสตรีและเด็กหญิงชาวอัฟกัน” เธอระบุในข้อความบนแพลตฟอร์ม X

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

Lazada ปลดพนักงาน 5% ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Lazada ปลดพนักงาน 5% ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

24 มิ.ย. 2569 03:01 น.

Lazada ปลดพนักงาน 5% ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

(ภาพจาก CFOTO/Future Publishing via Getty Images)

ลาซาด้าประกาศปลดพนักงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำนวน 5% รวมถึงในสิงคโปร์ โดยระบุว่าทำเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการทางธุรกิจในปัจจุบัน

เมื่อวันอังคารที่ 23 มิ.ย. 2569 บริษัท ลาซาด้า (Lazada) ประกาศปลดพนักงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นจำนวน 5% โดยระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่าบริษัท “ยังคงมุ่งเน้นไปที่เป้าหมาย มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับความต้องการทางธุรกิจในปัจจุบัน”

“เรามุ่งมั่นที่จะสนับสนุนพนักงานที่ได้รับผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ ด้วยคำแนะนำและความช่วยเหลือที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด” ลาซาด้าบอกกับสำนักข่าวแชนเนลนิวส์เอเชีย (CNA)

อย่างไรก็ตาม ลาซาด้าไม่ได้ตอบว่า ตำแหน่งงานใดบ้างที่ได้รับผลกระทบ โดยระบุเพียงว่าบริษัทกำลัง “อยู่ระหว่างการทบทวนตำแหน่งงานบางส่วนที่ได้รับการคัดเลือก” ทั่วทั้งภูมิภาค

ทั้งนี้ ลาซาด้า ดำเนินธุรกิจในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 6 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม

ในสิงคโปร์ ลาซาด้าเปิดเผยว่าบริษัทกำลังประสานงานร่วมกับสหภาพแรงงานอาหารและเครื่องดื่ม (FDAWU) เพื่อทำให้แน่ใจว่า กระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้จะได้รับการจัดการอย่างมีความรับผิดชอบ และเพื่อช่วยเหลือพนักงานที่ได้รับผลกระทบ

ด้านนายซันการาดาส เอส. ชามี เลขาธิการทั่วไปของ FDAWU กล่าวว่า ลาซาด้าได้แจ้งเรื่องการปลดพนักงานให้ทางสหภาพแรงงานทราบล่วงหน้าแล้ว พร้อมระบุว่าสหภาพแรงงานกำลังร่วมมือกับบริษัทเพื่อช่วยเหลือสมาชิกและคนทำงานที่ได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้ FDAWU จะให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม ซึ่งรวมถึงการสนับสนุนด้านการจัดหางานและพัฒนาทักษะตามความจำเป็น พร้อมทั้งเชื่อมโยงสมาชิกสหภาพแรงงานที่ได้รับผลกระทบเข้ากับเครือข่ายของสหภาพแรงงาน เช่น สถาบันความพร้อมในการประกอบอาชีพและการจ้างงานแห่งชาติ ของ NTUC และหน่วยงานดูแลกลุ่มพนักงานวิชาชีพ ผู้จัดการ และผู้บริหาร (PME) ของ NTUC

ทั้งนี้ ลาซาด้าปรับลดพนักงานครั้งล่าสุดเมื่อเดือนมกราคม 2567 ซึ่งในตอนนั้น FDAWU เคยแสดงความผิดหวังที่ไม่ได้รับการแจ้งหรือปรึกษาหารือก่อนที่การเลิกจ้างจะเกิดขึ้น โดยในตอนนั้นทางสหภาพแรงงานระบุว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นสิ่งที่ “ไม่สามารถยอมรับได้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

UN เตรียมอพยพคนเดินเรือนับหมื่นราย ที่ติดค้างในช่องแคบฮอร์มุซ

UN เตรียมอพยพคนเดินเรือนับหมื่นราย ที่ติดค้างในช่องแคบฮอร์มุซ

24 มิ.ย. 2569 01:32 น.

UN เตรียมอพยพคนเดินเรือนับหมื่นราย ที่ติดค้างในช่องแคบฮอร์มุซ

สหประชาชาติเตรียมอพยพคนเดินเรือกว่า 11,000 ราย ที่ติดค้างอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซนับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้น โดยจะประสานงานกับหลายประเทศรวมถึงอิหร่านกับสหรัฐฯ

เมื่อ 23 มิ.ย. 2569 องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ซึ่งเป็นหน่วยงานเฉพาะทางของสหประชาชาติ แถลงว่า บันทึกความเข้าใจระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ได้ช่วยเปิดทางให้กับแผนการอพยพคนเดินเรือจำนวนมากกว่า 11,000 คน ที่ติดค้างอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซแล้ว

อาร์เซนิโอ โดมิงเกซ เลขาธิการ IMO กล่าวว่า การปฏิบัติการครั้งนี้จะดำเนินการภายใต้ความร่วมมือกับอิหร่าน, โอมาน, รัฐชายฝั่งอื่นๆ, สหรัฐอเมริกา และอุตสาหกรรมการเดินเรือ โดยดูเหมือนว่าแผนดังกล่าวจะมุ่งเน้นไปที่การระบายการจราจรของเรือออกจากภูมิภาคเป็นอันดับแรก ด้วยวิธีค่อยเป็นค่อยไปและมีการควบคุมอย่างเข้มงวด แทนที่จะเปิดเส้นทางเดินเรือตามปกติทั้งหมดในคราวเดียว

สำนักงานอุทกศาสตร์แห่งชาติของโอมานระบุว่า กำลังมีการเปิดใช้ “ช่องทางเดินเรือชั่วคราว” ในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์การขนส่งทางเรือที่สำคัญที่สุดในโลก โดยประกาศระบุว่า “ระบบแบ่งแยกช่องทางเดินเรือ” (TSS) ตามปกติที่ใช้อยู่เดิมนั้น “ยังไม่ปลอดภัยที่จะใช้งานในเวลานี้”

ด้วยเหตุดังกล่าว เรือต่างๆ อาจถูกกำหนดให้เปลี่ยนเส้นทางผ่านช่องทางขาออกชั่วคราว 2 ช่องทางเพื่อผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยช่องทางหนึ่งอยู่ทางตอนเหนือของระบบ TSS เดิม และอีกช่องทางหนึ่งอยู่ทางตอนใต้

ขณะที่คำเตือนการเดินเรือของโอมานระบุว่า การอพยพจะแบ่งออกเป็นหลายระยะ โดยเรือต่างๆ จะถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มๆ และการออกเดินทางจะได้รับการจัดการภายใต้แผนการประสานงานของ IMO โดยเรือจะไม่สามารถออกเดินทางตามใจชอบได้ แต่เรือในกลุ่มที่กำหนดไว้จะได้รับการติดต่อเป็นรายลำเพื่อแจ้งคำสั่งว่าอนุญาตให้ออกเดินทางได้เมื่อใด

นอกจากนั้น เรือแต่ละลำจะได้รับมอบหมายวันเดินทางผ่านช่องแคบที่เฉพาะเจาะจงจากคณะผู้ประสานงานร่วมกับ IMO

หลังจากได้รับข้อมูลดังกล่าวแล้ว เรือต่างๆ สามารถเคลื่อนตัวไปยัง “พื้นที่รอ” ที่กำหนดไว้ในน่านน้ำสากล และเมื่อไปถึงที่นั่นแล้ว เรือจะต้องติดต่อรัฐชายฝั่งที่เกี่ยวข้องในเส้นทางที่เลือก เพื่อยืนยันว่าสภาพการจราจรทางเรือปลอดภัยพอที่จะสัญจรต่อไปได้

คำเตือนดังกล่าวไม่ได้ระบุพิกัดโดยละเอียดของเส้นทางชั่วกาลเส้นทางที่สองไว้ในข้อความ แต่ระบุว่าสามารถใช้เส้นทางได้สองเส้นทาง คือทางเหนือและทางใต้ของระบบเดินเรือเดิม นอกจากนี้ การจราจรของเรืออาจถูกสั่งระงับเป็นการชั่วคราวได้ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยและความมั่นคง รวมถึงเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับเรือรบของกองทัพเรือ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

กลุ่มสิทธิเผย เหยื่อสแกมเมอร์กว่า 5,000 คน ยังถูกขังในเมียนมา

กลุ่มสิทธิเผย เหยื่อสแกมเมอร์กว่า 5,000 คน ยังถูกขังในเมียนมา

24 มิ.ย. 2569 00:01 น.

กลุ่มสิทธิเผย เหยื่อสแกมเมอร์กว่า 5,000 คน ยังถูกขังในเมียนมา

(ภาพจาก Yasuyoshi CHIBA / AFP / TO GO WITH ‘INDONESIA-CRIME-SCAM-CAMBODIA-MYANMAR, FOCUS’ BY MARCHIO GORBIANO)

กลุ่มสิทธิมนุษยชนเผยว่า ยังมีเหยื่อแก๊งสแกมเมอร์กว่า 5,000 คน ถูกขังอยู่ในศูนย์แก๊งคอลเซ็นเตอร์บริเวณชายแดนเมียนมาที่เชื่อมต่อกับประเทศไทย พร้อมเรียกร้องให้มีการช่วยเหลือคนกลุ่มนี้

เมื่อ 23 มิ.ย. 2569 เครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อการช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์ (CSNHTV) ซึ่งมีฐานปฏิบัติงานในประเทศไทยออกมาเปิดเผยว่า ประชาชนมากกว่า 5,300 คน ยังคงติดค้างอยู่ภายในศูนย์หลอกลวงออนไลน์ ในประเทศเมียนมา บริเวณใกล้ชายแดนไทย แม้ว่าจะมีการปราบปรามร่วมกันจากหลายประเทศในภูมิภาคนี้เมื่อปีที่แล้วก็ตาม

CSNHTV ได้ส่งหนังสือถึงตำรวจไทยเพื่อเรียกร้องให้มีการดำเนินการในเรื่องนี้ โดยระบุว่าผู้ที่ติดค้างอยู่จำนวนมากเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งถูกกักขังไว้ในสถานที่ 4 แห่งภายในพื้นที่ควบคุมของ “กองทัพกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตย” (DKBA) ซึ่งเป็นกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ในเมียนมา

ตามรายงานของ CSNHTV คาดว่าผู้ที่ติดค้างเป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่ประมาณ 1,600 คน และชาวเมียนมาประมาณ 200 คน ส่วนที่เหลือเป็นชาวฟิลิปปินส์, ไต้หวัน, มาเลเซีย, บราซิล, รัสเซีย, เคนยา, ยูกันดา, รวันดา และซิมบับเว

“ฐานที่ตั้งหลายแห่งเหล่านี้ยังไม่ถูกทำลายหรือยังไม่ผ่านการปฏิบัติการช่วยเหลือเพื่อปลดปล่อยเหยื่อที่เหลืออยู่ทั้งหมด” เครือข่ายฯ ระบุ “ส่งผลให้ขบวนการอาชญากรรมเหล่านี้ยังคงดำเนินการฉ้อโกงออนไลน์และค้ามนุษย์ต่อไป ซึ่งสร้างความเสียหายให้แก่เหยื่อทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและยุโรป”

ทั้งนี้ ศูนย์แก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงในเมียนมาและกัมพูชา ดำเนินเครือข่ายออนไลน์ที่ผิดกฎหมาย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฉ้อโกงเงินจากผู้คนทั่วโลก

ศูนย์หลอกลวงออนไลน์เหล่านี้ขยายตัวขึ้นอย่างมากในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 และในระยะแรกมีความเชื่อมโยงกับบ่อนคาสิโนที่บริหารจัดการอย่างหละหลวมรวมถึงการพนันออนไลน์ ทว่าในปัจจุบัน ธุรกิจดังกล่าวได้กลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ไปแล้ว ตามข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ (UN)

รายงานของสหประชาชาติเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ระบุว่า สถานประกอบการเหล่านี้ส่วนใหญ่ใช้แรงงานชาวต่างชาติที่ถูกแก๊งอาชญากรรมค้ามนุษย์ล่อลวงมาและต้องเผชิญกับการถูกทารุณกรรม

ผลการตรวจสอบพบกรณีของ “การซ้อมทรมานและการปฏิบัติอย่างทารุณอื่นๆ การล่วงละเมิดและแสวงหาประโยชน์ทางเพศ การบังคับทำแท้ง การอดอาหาร การกักขังเดี่ยว รวมถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงอื่นๆ”

“การทารุณกรรมซ้ำเล่าจนนับไม่ถ้วนนี้เป็นเรื่องที่น่าตกใจและในขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องที่บีบคั้นหัวใจอย่างยิ่ง” โฟลเกอร์ เติร์ก หัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าว

“ทว่า แทนที่เหยื่อจะได้รับการคุ้มครอง การดูแล และการเยียวยาฟื้นฟู ตลอดจนช่องทางสู่ความยุติธรรมและการชดเชยที่พวกเขาพึงได้รับ บ่อยครั้งพวกเขากลับต้องเผชิญกับความไม่เชื่อถือ การตีตราจากสังคม และซ้ำร้ายยังอาจถูกลงโทษเพิ่มเติมอีกด้วย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

เซ่นร้อนจัด! คนฝรั่งเศสจมน้ำดับพุ่ง 40 ศพ ขณะหาทางคลายร้อน

เซ่นร้อนจัด! คนฝรั่งเศสจมน้ำดับพุ่ง 40 ศพ ขณะหาทางคลายร้อน

23 มิ.ย. 2569 22:33 น.

เซ่นร้อนจัด! คนฝรั่งเศสจมน้ำดับพุ่ง 40 ศพ ขณะหาทางคลายร้อน

ฝรั่งเศสพบผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำแล้วมากกว่า 40 ศพ นับตั้งแต่สัปดาห์ก่อน หลังจากประชาชนจำนวนมากแห่ลงเล่นน้ำในแหล่งน้ำต่างๆ เพื่อคลายร้อน ในขณะที่คลื่นความร้อนกำลังปกคลุมยุโรป

เซบาสเตียน เลอกอร์นู นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสแถลงเมื่อวันอังคารที่ 23 มิ.ย. 2569 ว่า มีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำแล้วในประเทศถึง 40 รายนับตั้งแต่วันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา ขณะลงเล่นน้ำในพื้นที่ที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแล เพื่อหาทางคลายร้อนท่ามกลางสถานการณ์คลื่นความร้อนที่กำลังแผ่ปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของยุโรป

ขณะเดียวกัน สหราชอาณาจักร อิตาลี และสเปน ต่างก็ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดเช่นกัน โดยอุณหภูมิที่พุ่งสูงทำลายสถิติในบางภูมิภาคได้ส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอนของโรงเรียนต่างๆ รวมถึงระบบขนส่งมวลชน

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า ทวีปยุโรปกำลังมีอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยอัตราที่เร็วกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกกว่าสองเท่า ซึ่งส่งผลให้มีโอกาสเกิดเหตุการณ์คลื่นความร้อนที่ยาวนานเช่นนี้บ่อยครั้งยิ่งขึ้น

คลื่นความร้อนในปัจจุบันถูกขับเคลื่อนโดยรูปแบบสภาพอากาศที่เรียกว่า “โอเมก้า บล็อก” (Omega block) เนื่องจากมีลักษณะคล้ายกับตัวอักษรกรีก โดยมีมวลอากาศร้อนโป่งพองอยู่ตรงกลางและขนาบข้างด้วยอากาศที่เย็นกว่า

นักอุตุนิยมวิทยาอธิบายว่า ระบบดังกล่าวได้สร้างปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “โดมความร้อน” (Heat dome) ซึ่งทำหน้าที่กักเก็บอากาศร้อนเอาไว้เหนือยุโรปตะวันตกและยุโรปกลาง ส่งผลให้อุณหภูมิสะสมและพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในแต่ละวัน

เมเตโอ ฟรองซ์ (Meteo France) หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาของฝรั่งเศส แถลงว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศกำลังอยู่ภายใต้การประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อนรุนแรง และคาดว่าอุณหภูมิจะพุ่งสูงถึงประมาณ 40 องศาเซลเซียสในวันอังคารนี้ โดยบางพื้นที่ทางตะวันตกของฝรั่งเศสอาจมีอุณหภูมิสูงถึง 43 องศาเซลเซียส

ความร้อนที่ปกคลุมทำให้กลุ่มวัยรุ่นทั่วประเทศฝรั่งเศส ต่างพากันกระโดดลงไปในคลองและแม่น้ำเพื่อคลายความร้อน ซึ่งนางมารีนา แฟร์รารี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกีฬาของฝรั่งเศส กล่าวว่า เธอเข้าใจถึงความต้องการที่จะหนีจากความร้อน แต่ก็ได้เตือนถึงอันตรายจากการลงเล่นน้ำในพื้นที่ที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือพื้นที่เสี่ยงภัย

สหราชอาณาจักร อิตาลี สเปน และเบลเยียม ก็เผชิญคลื่นความร้อนถล่มเช่นกัน โดยในอิตาลี กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศเตือนภัยระดับสูงสุดใน 15 เมือง และรัฐบาลได้ออกมาตรการสั่งระงับหรือลดเวลาการทำงานในบางภาคส่วนแล้ว

นักอุตุนิยมวิทยาระบุว่า หลังจากต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดในช่วงเช้า คาดว่าจะเกิดพายุขึ้นบริเวณเทือกเขาแอลป์และเทือกเขาแอเพนไนน์ในช่วงบ่ายวันอังคาร ซึ่งจะนำพากระแสลมกระโชกแรง ฝนตกหนัก และลูกเห็บตกในบางพื้นที่ โดยพายุบางส่วนจะแผ่ขยายเข้าสู่พื้นที่ราบทางตอนเหนือในเวลาต่อมา

ด้านสหราชอาณาจักรก็กำลังตกอยู่ภายใต้ความร้อนจัดเช่นกัน โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยา (Met Office) คาดการณ์ว่าอุณหภูมิทางตอนใต้ของอังกฤษอาจพุ่งสูงถึง 37 องศาเซลเซียสในวันอังคาร ซึ่งอาจทำลายสถิติใหม่ของเดือนมิถุนายน ก่อนที่อุณหภูมิจะเพิ่มสูงขึ้นอีกในวันพุธและวันพฤหัสบดี

โรงเรียนหลายสิบแห่งประกาศว่าจะปิดการเรียนการสอนเร็วขึ้น เนื่องจากอาคารเรียนเก่าไม่เอื้ออำนวยและไม่เหมาะสมสำหรับห้องเรียนที่มีเด็กนักเรียนมากกว่า 30 คน

ขณะที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของสเปนประกาศเตือนภัยระดับสีแดงในหลายพื้นที่ของประเทศ พร้อมเตือนถึงอันตรายจากความร้อนจัดซึ่งคาดว่าอุณหภูมิจะสูงถึง 44 องศาเซลเซียส ขณะที่อุณหภูมิในเมืองอันดูฆาร์ (Andujar) พุ่งทะลุ 45 องศาเซลเซียสไปแล้ว

สำหรับในเบลเยียม อุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลให้โรงเรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่งในเมืองเทอร์วูเริน (Tervuren) ใกล้กับกรุงบรัสเซลส์ จำเป็นต้องย้ายสถานที่สอบปลายภาคของนักเรียนไปยังโบสถ์ที่อยู่ใกล้เคียง เนื่องจากห้องเรียนร้อนเกินไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์อ้าง อิหร่านยอมให้ตรวจนิวเคลียร์ตลอดไป แต่เตหะรานปฏิเสธ

ทรัมป์อ้าง อิหร่านยอมให้ตรวจนิวเคลียร์ตลอดไป แต่เตหะรานปฏิเสธ

23 มิ.ย. 2569 21:40 น.

ทรัมป์อ้าง อิหร่านยอมให้ตรวจนิวเคลียร์ตลอดไป แต่เตหะรานปฏิเสธ

ทรัมป์อ้าง อิหร่านตกลงให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบนิวเคลียร์ได้ตลอดไป แม้ฝ่ายอิหร่านจะออกมาปฏิเสธ โดยยืนยันว่ายังไม่ได้มีการเจรจาเรื่องโครงการนิวเคลียร์กับฝ่ายสหรัฐฯ เลย

เมื่อวันอังคารที่ 23 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมากล่าวอ้างว่า อิหร่านตกลงยอมรับการตรวจสอบโครงการนิวเคลียร์แบบไม่มีกำหนดหรือ “ชั่วกัลปาวสาน” (into infinity) แม้ว่าทางกรุงเตหะรานจะออกมาปฏิเสธก็ตาม พร้อมระบุว่าทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกปลดอายัดจะถูกนำไปใช้ซื้อสิ่งของช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากสหรัฐฯ

สหรัฐฯ ตกลงที่จะระงับมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่านเป็นเวลา 60 วัน โดยเริ่มตั้งแต่วันจันทร์ หลังจากเสร็จสิ้นการเจรจาข้อตกลงสันติภาพรอบแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อหาทางยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 3 เดือน

ก่อนหน้านี้ นายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า การเจรจากับเจ้าหน้าที่อิหร่านที่บือร์เกินชต็อก (Buergenstock) รีสอร์ทบนภูเขาของสวิตเซอร์แลนด์ ได้วางรากฐานที่ดีสำหรับข้อตกลงขั้นสุดท้าย และอิหร่านได้ตกลงอนุญาตให้ผู้ตรวจสอบนิวเคลียร์ของทบวงพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เดินทางกลับเข้าประเทศแล้ว

อย่างไรก็ตาม อิหร่านยืนยันว่าในการเจรจาดังกล่าว ซึ่งมีกาตาร์กับปากีสถานเป็นตัวกลาง ไม่ได้มีการหารือเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ และระบุว่าทางอิหร่านยังไม่ได้ตกลงที่จะเชิญผู้ตรวจสอบจาก IAEA กลับเข้าไปแต่อย่างใด

นายเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน แถลงในวันอังคารว่า เจ้าหน้าที่อิหร่านไม่ได้ร่วมประชุมกับ ราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการ IAEA ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และไม่มีแผนที่จะให้หน่วยงานสังเกตการณ์นิวเคลียร์แห่งสหประชาชาตินี้ เข้าตรวจสอบโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านที่ได้รับความเสียหาย

แต่ต่อมา โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่าน truth Social ตอบโต้แถลงการณ์ของนายบากาอี ซึ่งเขาระบุว่าเป็น “คำแถลงอันเป็นเท็จ” ของอิหร่าน และย้ำว่า “อิหร่านได้ตกลงอย่างสมบูรณ์และเต็มรูปแบบที่จะให้มีการตรวจสอบนิวเคลียร์ในระดับสูงสุดไปอีกนานแสนนานในอนาคต (ชั่วกัลปาวสาน!!!)”

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังระบุด้วยว่า ทรัพย์สินใดๆ ของอิหร่านที่ถูกปลดอายัดภายใต้ข้อตกลงนี้ จะถูกนำไปเก็บไว้ในบัญชีเอสโครว์ (บัญชีเงินฝากที่มีบุคคลที่สามดูแล) และจะนำไปใช้ในการซื้ออาหารและเวชภัณฑ์จากสหรัฐฯ “ซึ่งรวมถึงข้าวโพด ข้าวสาลี และถั่วเหลือง”

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านั้นในวันอังคาร เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ได้ออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้มีข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้น

“อิหร่านเป็นประเทศเดียวที่จะตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับทรัพย์สินของตนที่จะได้รับการปลดอายัด ดังนั้น ผมจึงขอปฏิเสธข้ออ้างใดๆ ที่ว่าประเทศอื่นจะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจหรือกระบวนการเหล่านั้น” อาลี บาห์ไรนี บอกกับผู้สื่อข่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna