โมร็อกโกจับกุมผู้อพยพนับ 100 คน ฐานพยายามข้ามแดนเข้าเมืองเซวตา

โมร็อกโกจับกุมผู้อพยพนับ 100 คน ฐานพยายามข้ามแดนเข้าเมืองเซวตา

16 ส.ค. 2569 04:22 น.

โมร็อกโกจับกุมผู้อพยพนับ 100 คน ฐานพยายามข้ามแดนเข้าเมืองเซวตา

โมร็อกโกจับกุมผู้อพยพนับ 100 คน หลังพยายามข้ามเขตแดนเข้าสู่เมืองเซวตาของสเปน ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้น หลังเกิดเหตุผู้อพยพทะลักครั้งใหญ่เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวความมั่นคงในโมร็อกโกว่า ทางการโมร็อกโกได้สกัดกั้นผู้อพยพหลายร้อยคนที่พยายามจะข้ามแดนไปยังเมือง “เซวตา” (Ceuta) ซึ่งเป็นดินแดนส่วนแยกของสเปนในแอฟริกาเหนือ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

แหล่งข่าวระบุว่า มีผู้ถูกควบคุมตัวจำนวน 111 คน ขณะที่ประชาชนจำนวนมากพยายามมุ่งหน้าไปยังชายแดนบริเวณชานเมืองฟนิเดก (Fnideq) ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนประมาณ 3 กิโลเมตร โดยผู้ถูกจับกุมส่วนใหญ่มาจากภูมิภาคแอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮารา

มีรายงานว่าตำรวจโมร็อกโก ซึ่งบางส่วนสวมชุดควบคุมฝูงชน ได้ใช้แก๊สน้ำตาเพื่อสลายกลุ่มผู้อพยพที่รวมตัวกันตามเนินเขาใกล้เคียงด้วย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นราว 2 สัปดาห์หลังจากที่มีผู้อพยพประมาณ 78,000 คนว่ายน้ำอ้อมรั้วกันชายแดนโมร็อกโกที่ยื่นลงไปในทะเล และเข้าสู่เขตเมืองเซวตา ทำให้เกิดกระแสความกังวลเรื่องการไหลทะลักของผู้อพยพในยุโรป โดยมีผู้เสียชีวิตระหว่างการบุกฝ่าครั้งนี้กว่า 100 ศพ ก่อนที่ผู้อพยพส่วนใหญ่จะถูกผลักดันกลับโมร็อกโก

หลังเกิดเหตุดังกล่าว ทางฝ่ายโมร็อกโกและสเปน ต่างยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยบริเวณชายแดนเมืองเซวตามากขึ้น ท่ามกลางกระแสข่าวบนโซเชียลมีเดียที่ส่งสัญญาณถึงความพยายามข้ามแดนครั้งใหญ่เป็นรอบที่ 2 ในช่วงสุดสัปดาห์นี้

ทางการโมร็อกโกระบุว่า กำลังเฝ้าระวัง “การแพร่กระจายของโพสต์และข้อความบนโซเชียลมีเดียที่ไม่ทราบแหล่งที่มา” ซึ่งชักชวนให้เกิดการข้ามแดนครั้งใหญ่ในวันเสาร์ (15 ส.ค.) พร้อมเตือนว่าจะดำเนินคดีกับผู้จัดและผู้เข้าร่วมทุกคน

ส่วนหนังสือพิมพ์ El País ของสเปนรายงานว่า การรักษาความปลอดภัยบริเวณทางเข้าเขื่อนกันคลื่น “เข้มงวดกว่าวันก่อนถึง 10 เท่า” นอกเหนือจากรั้วโลหะและแผงกั้นลอยน้ำที่ติดตั้งไว้เมื่อต้นสัปดาห์แล้ว ในวันเสาร์โมร็อกโกยังส่งเจ้าหน้าที่กองทัพ เรือเร็วของกองทัพเรือ และโดรน ไปยังชายแดนอีกด้วย

ขณะเดียวกัน สเปนได้ตรึงกำลังเจ้าหน้าที่ความมั่นคงมากกว่า 1,500 นาย เพื่อลาดตระเวนในพื้นที่เมืองเซวตาด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัฐในออสเตรเลีย จ่อเริ่มแคมเปญซื้อคืนปืน หลังเหตุกราดยิงหาดบอนได

รัฐในออสเตรเลีย จ่อเริ่มแคมเปญซื้อคืนปืน หลังเหตุกราดยิงหาดบอนได

16 ส.ค. 2569 02:55 น.

รัฐในออสเตรเลีย จ่อเริ่มแคมเปญซื้อคืนปืน หลังเหตุกราดยิงหาดบอนได

รัฐนิวเซาท์เวลส์ ของออสเตรเลีย เตรียมเริ่มโครงการซื้อคืนปืนในช่วงปลายปีนี้ ตามแผนการลดความรุนแรงจากปืน หลังจากเกิดเหตุกราดยิงที่หาดบอนไดเมื่อปีก่อน จนมีผู้เสียชีวิต 15 ศพ

เมื่อ 15 ส.ค. 2569 นายกรัฐมนตรี แอนโทนี อัลบาเนซี เปิดเผยว่า รัฐนิวเซาท์เวลส์ รัฐที่ประชากรมากที่สุดของออสเตรเลีย เตรียมเริ่มโครงการซื้อปืนคืนในวันที่ 2 พ.ย.นี้ เพื่อเริ่มเดินหน้ามาตรการปฏิรูปตามที่เขาเคยให้สัญญาไว้ หลังเกิดเหตุกราดยิงที่หาดบอนไดเมื่อปีก่อน

ในเหตุการณ์นั้นซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 14 ธ.ค. 2568 นายซาจิด อักรัม วัย 50 ปี กับ นาวีด ลูกชายของเขา ก่อเหตุกราดยิงผู้คนที่หาดบอนได จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 15 ศพ บาดเจ็บอีกจำนวนมาก ก่อนที่ซาจิดจะถูกตำรวจวิสามัญฆาตกรรม ส่วนลูกชายยังคงถูกคุมขังระหว่างกระบวนการดำเนินคดีข้อหาฆาตกรรม

หลังเกิดเหตุ ทางการรัฐนิวเซาท์เวลส์ให้คำมั่นว่าจะปฏิรูปรอบด้านเกี่ยวกับการควบคุมอาวุธปืนรวมถึงเริ่มโครงการซื้อคืนปืนด้วย

นายอัลบาเนซีระบุว่า โครงการรับซื้อคืนปืนดังกล่าวจะมอบเงินสดแลกเปลี่ยนสำหรับปืนสั้น ปืนลูกซอง และปืนไรเฟิลที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการ โดยย้ำว่า “เราต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้แน่ใจว่า เหตุการณ์ก่อการร้ายที่เกิดจากการต่อต้านชาวยิวที่บอนไดจะไม่เกิดขึ้นซ้ำอีก … นั่นรวมถึงการปฏิรูปอาวุธปืนทั่วประเทศอย่างจริงจัง”

ทั้งนี้ รัฐนิวเซาท์เวลส์ได้ผ่านกฎหมายจำกัดให้บุคคลทั่วไปครอบครองปืนได้ไม่เกิน 4 กระบอก โดยมีข้อยกเว้นบางประการสำหรับเกษตรกร

โครงการรับซื้อคืนนี้จะเปิดโอกาสให้กับเจ้าของปืนที่มีอาวุธปืนเกินกว่าจำนวนที่กฎหมายใหม่กำหนด สามารถนำปืนไปคืนให้ทางการ โดยพวกเขาจะได้เงินชดเชยสูงสุดถึง 1,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ขึ้นอยู่กับประเภทของปืน โดยค่าใช้จ่ายจะแบ่งกันรับผิดชอบระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น

คริส มินนส์ ผู้ว่าการรัฐนิวเซาท์เวลส์คาดว่า อาจมีการส่งมอบปืนคืนเป็นจำนวนหลายแสนกระบอก “เราต้องการให้ปืนเหล่านั้นถูกส่งมอบคืน มีการชดเชยอย่างเหมาะสม และนำไปทำลายอย่างปลอดภัย”

“นี่เป็นภารกิจขนาดใหญ่ แต่หลักการเบื้องหลังนั้นเรียบง่าย ซึ่งก็คือ การมีปืนอันตรายน้อยลงในชุมชนของเรา หมายถึงรัฐนิวเซาท์เวลส์ที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น”

อนึ่ง เดิมทีทางการออสเตรเลียได้ประกาศโครงการรับซื้อคืนทั่วประเทศ ที่จะปรับใช้ในทุกรัฐและเขตปกครอง แต่แผนการดังกล่าวหยุดชะงักลง เนื่องจากมีความเห็นไม่ตรงกันว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายและควรดำเนินการอย่างไร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิสราเอลถล่มเลบานอนรอบใหม่ดับ 11 ศพ อ้างสังหาร ผบ.ฮิซบอลเลาะห์

อิสราเอลถล่มเลบานอนรอบใหม่ดับ 11 ศพ อ้างสังหาร ผบ.ฮิซบอลเลาะห์

16 ส.ค. 2569 01:41 น.

อิสราเอลถล่มเลบานอนรอบใหม่ดับ 11 ศพ อ้างสังหาร ผบ.ฮิซบอลเลาะห์

อิสราเอลเปิดฉากโจมตีภาคใต้ของเลบานอนรอบใหม่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 11 ศพ โดยกองทัพอิสราเอลอ้างว่า ได้สังหารผู้บัญชาการระดับสูงของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ เพื่อตอบโต้การโจมตีทหารอิสราเอล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอ้างการเปิดเผยของทางการเลบานอนว่า อิสราเอลเปิดฉากโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศรอบใหม่ในช่วงเช้ามืดวันเสาร์ที่ 15 ส.ค. 2569 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 11 ศพ จนกลายเป็นหนึ่งในการโจมตีที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในวันเดียว นับตั้งแต่มีการประกาศข้อตกลงเพื่อลดการปะทะกันเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

การโจมตีเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 4.30 น. วันเสาร์ ซึ่ง นาวาฟ ซาลาม นายกรัฐมนตรีเลบานอนเปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิต 7 รายจากการโจมตีบ้านหลังหนึ่งบริเวณชานเมืองอันซาร์ (Ansar) ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเบรุตไปทางใต้ประมาณ 70 กิโลเมตร ขณะที่สื่อของรัฐรายงานว่า มีเด็ก 3 รายและผู้หญิง 2 รายรวมอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตด้วย

“อิสราเอลต้องหยุดการยกระดับความรุนแรงนี้” นายซาลามกล่าว “เพราะความปลอดภัยของประชาชนของเราและสิทธิในการมีชีวิตบนแผ่นดินของพวกเขา ไม่ใช่เรื่องที่จะนำมาต่อรองหรือเจรจาได้”

ด้านกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) อ้างว่า ได้สังหารนาย อาลี ซาเมียร์ อัล-ฮัจ ฮัสซัน ผู้บัญชาการหน่วยรัดวาน (Radwan Force) ของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ หลังเกิดเหตุโจมตีใส่ทหารอิสราเอล และอ้างอีกว่า ครอบครัวของผู้บัญชาการรายนี้ได้รับผลกระทบจากการโจมตีด้วย เนื่องจากถูกใช้เป็นโล่มนุษย์

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาเกิดการโจมตีอีกระลอกถล่มเมืองเดียร์ อัล-ซะฮ์รานี (Deir al-Zahrani) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 4 รายและบาดเจ็บอีก 5 ราย ตามรายงานของกระทรวงสาธารณสุขเลบานอน

เลบานอนถูกดึงเข้าสู่สงครามระหว่างอิสราเอล สหรัฐฯ และอิหร่านเมื่อวันที่ 2 มีนาคม เมื่อกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธที่ฝักใฝ่อิหร่าน ได้ยิงจรวดข้ามไปยังอิสราเอลเพื่อตอบโต้การโจมตีที่คร่าชีวิตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน

อิสราเอลตอบโต้ด้วยการเปิดฉากทิ้งบอมบ์ทั่วเลบานอนและส่งกำลังบุกเข้ายึดพื้นที่ส่วนใหญ่ทางตอนใต้ของประเทศ โดยยึดครองพื้นที่ราว 5% ของดินแดนเลบานอน

เมื่อเดือนมิถุนายน ผู้แทนทั้งสองประเทศมีการกำหนดกรอบข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งเรียกร้องให้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ปลดอาวุธ ขณะที่ให้กองทัพอิสราเอลค่อยๆ ถอนกำลังออกจากทางตอนใต้ของเลบานอน และให้กองทัพเลบานอนกระจายกำลังเข้าดูแลทั่วพื้นที่

อย่างไรก็ตาม กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ไม่ได้มีส่วนร่วมในข้อตกลงดังกล่าวและปฏิเสธการเจรจาโดยตรง โดยย้ำว่า “ศัตรูอิสราเอลต้องเข้าใจอย่างชัดเจนว่า การโจมตี การละเมิด และการพยายามยัดเยียดสถานการณ์แบบมัดมือชกไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ และจะต้องเจอการตอบโต้อย่างเหมาะสมเพื่อปกป้องเลบานอน ประชาชน อธิปไตย และศักดิ์ศรีของชาติ”

แม้การสู้รบจะลดระดับลงหลังข้อตกลงในเดือนมิถุนายน แต่อิสราเอลยังคงโจมตีและรื้อถอนอาคารในภาคใต้ของเลบานอนอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ตัวแทนเจรจาของเลบานอนและอิสราเอลมีกำหนดจะพบกันในการเจรจารอบที่ 8 ในเดือนกันยายน แต่ยังไม่มีการกำหนดวันและเวลาที่แน่นอน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เกิดเหตุยิงกัน ที่มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย เจ็บ 5 ราย อาการวิกฤต 1 คน

เกิดเหตุยิงกัน ที่มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย เจ็บ 5 ราย อาการวิกฤต 1 คน

15 ส.ค. 2569 23:57 น.

เกิดเหตุยิงกัน ที่มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย เจ็บ 5 ราย อาการวิกฤต 1 คน

เกิดเหตุยิงกันที่มหาวิทยาลัยรัฐเวอร์จิเนีย ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 ราย โดยหนึ่งในนี้มีอาการอยู่ในขั้นวิกฤต ขณะที่ยังไม่แน่ชัดว่า มีการจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยแล้วหรือไม่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุยิงกันที่มหาวิทยาลัยรัฐเวอร์จิเนียเมื่อช่วงเช้ามืดวันเสาร์ (15 ส.ค. 2569) ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐฯ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 ราย โดยหนึ่งในนี้มีอาการอยู่ในขั้นวิกฤต ขณะที่ทางมหาวิทยาลัยระบุว่า มีผู้ต้องสงสัยหลายคน

ตำรวจเข้าควบคุมสถานการณ์บริเวณภายนอกหอพักนักศึกษาเมื่อเวลาประมาณ 01:28 น. วันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่น พบผู้บาดเจ็บมีแผลจากการถูกยิง 5 ราย ซึ่งทั้งหมดถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ามีผู้ต้องสงสัยถูกจับกุมแล้วหรือไม่ แต่ล่าสุดเจ้าหน้าที่ยกเลิกคำสั่งล็อกดาวน์ในวิทยาเขตแล้ว แม้ว่าจะยังมีตำรวจจำนวนมากตรึงกำลังอยู่ในพื้นที่ก็ตาม

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยรัฐเวอร์จิเนีย (VSU) มีนักศึกษาประมาณ 5,000 คน ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองริชมอนด์ ซึ่งเป็นเมืองเอกของรัฐเวอร์จิเนีย โดยห่างกันราว 20 ไมล์

ข้อมูลจากเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยระบุว่า มหาวิทยาลัยรัฐเวอร์จิเนียมีกำหนดเปิดภาคเรียนใหม่ในวันจันทร์นี้ (17 ส.ค.) และหอพักในวิทยาเขตเริ่มเปิดรับนักศึกษาที่ทยอยกลับมาตั้งแต่วันศุกร์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดับแล้ว 47 ศพ แผ่นดินไหวอินโดนีเซีย กู้ภัยเร่งค้นหาผู้รอดชีวิต

ดับแล้ว 47 ศพ แผ่นดินไหวอินโดนีเซีย กู้ภัยเร่งค้นหาผู้รอดชีวิต

15 ส.ค. 2569 22:48 น.

ดับแล้ว 47 ศพ แผ่นดินไหวอินโดนีเซีย กู้ภัยเร่งค้นหาผู้รอดชีวิต

แผ่นดินไหวระดับ 7.7 ที่เกาะโฟลเรสของอินโดนีเซีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 47 ศพ ขณะที่ยังไม่มีรายงานความเสียหายจากแผ่นดินไหวขนาด 6.9 ที่เกาะสุมาตราซึ่งเกิดตามมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตใต้ซากปรักหักพังอย่างต่อเนื่องในวันเสาร์ที่ 15 ส.ค. 2569 หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง นอกชายฝั่งเกาะโฟลเรส (Flores) ทางตะวันออกของประเทศอินโดนีเซีย เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 47 ศพ

สำนักงานบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติอินโดนีเซีย (BNPB) ได้ปรับเพิ่มยอดผู้เสียชีวิตขึ้นจากเดิม 40 รายเมื่อช่วงค่ำวันเสาร์ ขณะที่นายฟาธูร์ เราะห์มาน เจ้าหน้าที่กู้ภัยระบุว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 50 รายจากแผ่นดินไหวความแรงขนาด 7.7 ในครั้งนี้

นายซูฮาร์ยันโต หัวหน้าสำนักงาน BNPB กล่าวก่อนหน้านี้ว่า มีผู้ประสบภัยติดอยู่ภายในอาคารหลายแห่ง ซึ่ง “สถานที่เหล่านี้จะเป็นเป้าหมายแรกของทีมตอบโต้ภัยพิบัติในการเข้าช่วยเหลือ”

BNPB รายงานอีกว่า บ้านเรือนเกือบ 160 หลัง รวมถึงสถานศึกษา สถานพยาบาล และอาคารสาธารณะอื่น ๆ อีกหลายสิบแห่งได้รับความเสียหาย ขณะที่รัฐบาลส่งถุงยังชีพจำนวน 50,000 ชุด น้ำหนักรวมกว่า 275 ตัน ไปยังพื้นที่เกิดเหตุแล้ว

ด้านสหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ (IFRC) ระบุว่า กำลังอยู่ระหว่างเตรียมการเพื่อส่งมอบความช่วยเหลือไปยังผู้ประสบภัยราว 2,000 คนในศูนย์พักพิงชั่วคราว

ส่วนนางเออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เสนอให้ความช่วยเหลือผ่านระบบดาวเทียมสำรวจโลก โคเปอร์นิคัส (Copernicus) ของสหภาพยุโรป เพื่อสนับสนุนภารกิจค้นหาและกู้ภัยของอินโดนีเซีย

ผู้สื่อข่าว AFP ในพื้นที่รายงานว่า ชาวบ้านในเขตนาเกเกโอ (Nagekeo) ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว ต่างเร่งอพยพขึ้นที่สูงหลังจากระดับน้ำทะเลลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงเช้าวันเสาร์ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่อาจเกิดคลื่นสึนามิ

สำนักงานอุตุนิยมวิทยา ภูมิฟิสิกส์ และธรณีฟิสิกส์แห่งอินโดนีเซีย (BMKG) รายงานว่า มีการพบคลื่นสูงถึง 1.6 เมตรในบางพื้นที่บริเวณชายฝั่งของเกาะโฟลเรส แต่ไม่มีรายงานว่าคลื่นได้สร้างความเสียหายใด ๆ หรือไม่

แม้ว่าตอนนี้ทางการจะยกเลิกประกาศเตือนภัยสึนามิแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ยังคงเรียกร้องให้ประชาชนอย่าเพิ่งกลับเข้าอาคารที่ได้รับความเสียหาย เนื่องจากเกรงว่าแรงสั่นสะเทือนจากอาฟเตอร์ช็อกอาจทำให้อาคารพังทลายลงมาได้

หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวที่เกาะโฟลเรสไปราว 12 ชั่วโมง ได้เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่อีกครั้งใกล้กับเมืองเปอมาตังซียันตาร์ (Pematangsiantar) บนเกาะสุมาตรา ซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร โดยวัดขนาดได้ 6.9 แต่เบื้องต้นยังไม่มีรายงานความเสียหาย หรือผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต และไม่มีการแจ้งเตือนภัยสึนามิจากแผ่นดินไหวครั้งนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ศ.เคมบริดจ์ ถูกพบเป็นศพ หลังถูกกดดันหนัก ข้อหาลอกผลงานวิชาการ

ศ.เคมบริดจ์ ถูกพบเป็นศพ หลังถูกกดดันหนัก ข้อหาลอกผลงานวิชาการ

15 ส.ค. 2569 21:51 น.

ศ.เคมบริดจ์ ถูกพบเป็นศพ หลังถูกกดดันหนัก ข้อหาลอกผลงานวิชาการ

เจสัน อาร์เดย์ อดีตศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ถูกพบเป็นศพที่บ้านพักของตัวเอง หลังจากเขาเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก หลังถูกกล่าวหาว่าลอกผลงานวิชาการ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ศาสตราจารย์ เจสัน อาร์เดย์ (Jason Arday) วัย 41 ปี อดีตศาสตราจารย์ผิวดำที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ถูกพบว่าเสียชีวิตที่บ้านพักของเขาในย่านแบทเทอร์ซี (Battersea) กรุงลอนดอน เมื่อวันศุกร์ที่ 14 ส.ค. 2569 หลังยื่นใบลาออกจากมหาวิทยาลัยเมื่อสัปดาห์ก่อน

อาร์เดย์ตกเป็นเป้าของการตรวจสอบอย่างหนักจากทั้งสื่อมวลชนและสาธารณชน หลังถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องการคัดลอกผลงานทางวิชาการ และการตั้งคำถามเกี่ยวกับประวัติส่วนตัวและผลงานที่ผ่านมา แม้เขาจะปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการตั้งใจคัดลอกผลงาน แต่เขาก็ยอมรับว่ามีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นในงานวิชาการยุคแรก จนกระทั่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์เริ่มดำเนินการสอบข้อเท็จจริงภายใน ทำให้เขาตัดสินใจยื่นใบลาออกเมื่อต้นเดือนสิงหาคม

ตำรวจเทศบาลกรุงลอนดอนได้รับแจ้งเหตุและพบร่างของอาร์เดย์ในสภาพไม่ตอบสนองเมื่อช่วงบ่ายวันศุกร์ เบื้องต้นตำรวจระบุว่าเป็นการเสียชีวิตที่ไม่คาดคิด แต่ไม่มีร่องรอยต้องสงสัยว่าเป็นการโจรกรรมหรือการฆาตกรรมโดยผู้อื่น

ครอบครัวของอาร์เดย์ระบุในแถลงการณ์ในเวลาต่อมาว่า อาร์เดย์เป็นคนอ่อนโยน แต่ต้องอดทนต่อ “การคุกคามและสร้างข้อมูลเท็จอย่างต่อเนื่อง” มานานกว่า 3 ปี นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งที่เคมบริดจ์ จนสร้างผลกระทบต่อสภาพจิตใจอย่างรุนแรง

ขณะที่ ศ. ไซมอน บารอน-โคเอน เพื่อนร่วมงานใกล้ชิด เผยว่าอาร์เดย์รับมือกับความเครียดไม่ไหว โดยในข้อความเสียงสุดท้ายที่อาร์เดย์ส่งมาให้ก่อนเสียชีวิต เขากล่าวว่า “เขาไม่สามารถทนต่อไปได้อีกแล้ว”

การเสียชีวิตของอาร์เดย์จุดชนวนการถกเถียงอย่างกว้างขวางในสหราชอาณาจักร ผู้นำทางการเมืองและนักวิชาการ เช่น นายกรัฐมนตรีแอนดี เบอร์นแฮม, นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน ซาดิก ข่าน และองค์กรครู ต่างออกมาระบุว่า การกระหน่ำข่าวและโจมตีตัวบุคคลโดยสื่อมวลชนและฝ่ายขวาจัดนั้นรุนแรงเกินกว่าเหตุ

นอกจากนั้น ยังมีประเด็นเรื่องการเหยียดเชื้อชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากอาร์เดย์ถูกปฏิบัติอย่างรุนแรงและเป็นข่าวหน้าหนึ่งต่างจากกรณีของศาสตราจารย์คนอื่น ๆ ที่เผชิญกับเรื่องอื้อฉาว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ไต้หวันระทึก เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.2 ยังไม่มีรายงานความเสียหาย

ไต้หวันระทึก เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.2 ยังไม่มีรายงานความเสียหาย

15 ส.ค. 2569 20:45 น.

ไต้หวันระทึก เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.2 ยังไม่มีรายงานความเสียหาย

เกิดแผ่นดินไหวระดับ 5.2 นอกชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะไต้หวัน ส่งแรงสั่นสะเทือนไปยังหลายเมืองทั่วเกาะ แต่ในเบื้องต้นยังไม่มีรายงานความเสียหาย

เมื่อ 15 ส.ค. 2569 กรมอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติไต้หวัน (CWA) รายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวใต้ทะเลขนาด 5.2 เมื่อเวลาประมาณ 19.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่นอกชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงเหนือ ห่างจากเมืองอี้หลานราว 52.8 กิโลเมตร ที่ความลึก 66.6 กิโลเมตร ใต้มหาสมุทรแปซิฟิก

เบื้องต้นยังไม่มีรายงานความเสียหายหรือผู้ได้รับบาดเจ็บ รวมถึงไม่มีการประกาศเตือนภัยคลื่นสึนามิ

บางพื้นที่ของจังหวัดอี้หลานและนครนิวไทเป รับรู้แรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวได้ที่ระดับ 3 ทั้งนี้ ไต้หวันใช้มาตราความรุนแรงของแผ่นดินไหวตั้งแต่ระดับ 0 ถึง 7 เพื่อวัดระดับความรู้สึกที่รับรู้ได้ ณ ตำแหน่งเฉพาะต่างๆ

นอกจากนั้น กรมอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติไต้หวันระบุเพิ่มเติมว่า วัดระดับแรงสั่นสะเทือนได้ที่ระดับ 2 ในพื้นที่มณฑลฮวาเหลียน, นครไทเป และนครไถจง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : taiwannews

อินโดนีเซียแผ่นดินไหวซ้ำ 6.4 ทางเหนือสุมาตรา หลังเพิ่งเจอขนาด 7.7 เสียชีวิตแล้ว 38 ราย

อินโดนีเซียแผ่นดินไหวซ้ำ 6.4 ทางเหนือสุมาตรา หลังเพิ่งเจอขนาด 7.7 เสียชีวิตแล้ว 38 ราย

15 ส.ค. 2569 19:03 น.

อินโดนีเซียแผ่นดินไหวซ้ำ 6.4 ทางเหนือสุมาตรา หลังเพิ่งเจอขนาด 7.7 เสียชีวิตแล้ว 38 ราย

อินโดนีเซียเจอแผ่นดินไหวรอบสองในวันเดียว ล่าสุดแรงสั่นสะเทือนขนาด 6.4 บริเวณตอนเหนือของเกาะสุมาตรา ตามรายงานของศูนย์วิจัยธรณีศาสตร์แห่งเยอรมนี มีความลึกประมาณ 158 กิโลเมตร

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังอินโดนีเซียเพิ่งเผชิญแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.7 นอกชายฝั่ง ซึ่งส่งผลให้อาคารและบ้านเรือนพังถล่ม มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 38 ราย และสร้างความแตกตื่นให้ประชาชนในพื้นที่ซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงอยู่บ่อยครั้ง

ก่อนหน้านี้ ทางการอินโดนีเซียได้ประกาศเตือนภัยสึนามิ หลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.7 แต่ต่อมาได้ยกเลิกคำเตือน หลังสำนักงานอุตุนิยมวิทยา ภูมิอากาศ และธรณีฟิสิกส์ของอินโดนีเซีย (BMKG) ระบุว่า การติดตามสถานการณ์ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลอย่างมีนัยสำคัญที่จะเป็นภัยต่อชุมชนชายฝั่ง

อินโดนีเซียตั้งอยู่บนแนววงแหวนแห่งไฟในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเป็นแนวพื้นที่ที่มีการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกและเกิดแผ่นดินไหวรวมถึงภูเขาไฟระเบิดบ่อยครั้ง ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ญี่ปุ่น ผ่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงบริเวณรอบมหาสมุทรแปซิฟิก

อินโดนีเซียเคยเผชิญภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่หลายครั้ง โดยในปี 2535 เกาะฟลอเรสเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ตามมาด้วยคลื่นสึนามิ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตราว 2,500 ราย

ส่วนในปี 2547 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 9.1 นอกชายฝั่งเกาะสุมาตรา ก่อนก่อให้เกิดสึนามิครั้งรุนแรง คร่าชีวิตผู้คนทั่วภูมิภาคประมาณ 220,000 ราย ในจำนวนนี้ราว 170,000 รายอยู่ในอินโดนีเซีย ถือเป็นหนึ่งในภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์

ต่อมาในปี 2561 เกาะลอมบอกเผชิญแผ่นดินไหวรุนแรงและแรงสั่นสะเทือนตามมาอีกหลายครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 550 ราย ขณะที่ช่วงปลายปีเดียวกัน แผ่นดินไหวขนาด 7.5 และสึนามิที่เกาะสุลาเวสี ทำให้มีผู้เสียชีวิตหรือสูญหายมากกว่า 4,300 ราย.

ที่มา : Xinhua/Reuters/AFP

ผู้นำเกาหลีใต้ชวนเกาหลีเหนือเจรจา ยุติสงครามเกาหลีอย่างเป็นทางการ

ผู้นำเกาหลีใต้ชวนเกาหลีเหนือเจรจา ยุติสงครามเกาหลีอย่างเป็นทางการ

15 ส.ค. 2569 14:35 น.

ผู้นำเกาหลีใต้ชวนเกาหลีเหนือเจรจา ยุติสงครามเกาหลีอย่างเป็นทางการ

ประธานาธิบดีอี แจ มยอง ของเกาหลีใต้ เสนอเปิดการเจรจากับเกาหลีเหนือ เพื่อยุติสงครามเกาหลีอย่างเป็นทางการ หลัง 2 ประเทศยังอยู่ในภาวะสงครามมานานกว่า 70 ปี ขณะที่เปียงยางยังไม่ตอบรับข้อเสนอ

ประธานาธิบดีอี แจ มยอง ของเกาหลีใต้ เสนอให้เกาหลีใต้และเกาหลีเหนือกลับมาเปิดการเจรจา เพื่อยุติสงครามเกาหลีอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าทั้งสองฝ่ายควรวางความตั้งใจที่จะคุกคามกัน และหันมาเจรจาในฐานะคู่ขัดแย้งโดยตรง

อี แจ มยอง กล่าวระหว่างพิธีรำลึกครบรอบการปลดปล่อยเกาหลีจากการปกครองของญี่ปุ่น เมื่อวันเสาร์ที่ 15 สิงหาคมว่า ถึงเวลาที่ทั้งสองเกาหลีจะยุติสงครามที่ดำเนินมายาวนาน และเริ่มต้นพูดคุยกันอย่างจริงจัง

ผู้นำเกาหลีใต้ยังระบุว่า การเจรจาอาจเปิดทางให้ทั้งสองฝ่ายหารือถึงมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการ หยุดการขยายขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นความมั่นคงสำคัญของคาบสมุทรเกาหลี

สงครามเกาหลีเกิดขึ้นระหว่างปี 2493-2496 หลังเกาหลีเหนือเปิดฉากโจมตีเกาหลีใต้ แต่สงครามสิ้นสุดลงด้วยการลงนามในข้อตกลงสงบศึก ไม่ใช่สนธิสัญญาสันติภาพ ส่งผลให้ในทางเทคนิคแล้ว เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ยังคงอยู่ในภาวะสงครามจนถึงปัจจุบัน

ข้อเสนอของผู้นำเกาหลีใต้มีขึ้นในช่วงที่สถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลียังคงตึงเครียด โดยเกาหลีเหนือเพิ่งออกมาประณามการซ้อมรบร่วมประจำปีระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ ซึ่งมีกำหนดเริ่มขึ้นในวันจันทร์นี้ พร้อมเตือนว่าอาจใช้มาตรการเสริมสร้างศักยภาพในการป้องปรามมากขึ้น

นอกจากนี้ เกาหลีเหนือยังแสดงความไม่พอใจต่อการเพิ่มศักยภาพทางทหารของญี่ปุ่นในภูมิภาคแปซิฟิก โดยในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาได้ยิงขีปนาวุธ 2 ครั้ง หลังญี่ปุ่นประกาศเพิ่มขีดความสามารถด้านกลาโหมท่ามกลางความกังวลด้านความมั่นคง

เกาหลีเหนือประกาศย้ำหลายครั้งว่า ประเทศของตนเป็นรัฐนิวเคลียร์ที่ไม่สามารถย้อนกลับได้ หลังการประชุมสุดยอดระหว่างคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ และโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่กรุงฮานอยของเวียดนาม เมื่อปี 2562 ล้มเหลวในการบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับการปลดอาวุธนิวเคลียร์และการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร

นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือนมิถุนายน 2568 ประธานาธิบดีอี ซึ่งมีแนวนโยบายผ่อนปรนต่อเกาหลีเหนือ ได้เปลี่ยนท่าทีจากรัฐบาลชุดก่อน โดยเสนอเจรจากับเกาหลีเหนือโดยไม่มีเงื่อนไขล่วงหน้า

เมื่อเดือนกรกฎาคม รัฐมนตรีรวมชาติของเกาหลีใต้ยังระบุว่า รัฐบาลได้ยุติแนวทางที่มุ่งกดดันให้เกาหลีเหนือรื้อถอนอาวุธนิวเคลียร์ และหันมาให้ความสำคัญกับการ หยุดการขยายโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ แทน

อย่างไรก็ตาม ผู้นำเกาหลีเหนือยังไม่มีท่าทีตอบรับข้อเสนอเจรจาหลายครั้งจากรัฐบาลกรุงโซล และกลับเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์ทางทหารกับรัสเซียมากขึ้น

นักวิเคราะห์มองว่า เกาหลีเหนือได้รับทั้งเงินทุน อาหาร พลังงาน และเทคโนโลยีทางทหารจากรัสเซีย เพื่อแลกกับการส่งกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์สนับสนุนสงครามของรัสเซียในยูเครน ขณะที่มีการคาดการณ์ว่า คิม จอง อึน อาจเดินทางเยือนรัสเซียในช่วงปลายปีนี้ เพื่อหารือเรื่องการส่งมอบอาวุธเพิ่มเติม.

ที่มา : channelnewsasia

ระทึก! อุโมงค์โรงไฟฟ้าพลังน้ำอินเดียถล่ม ดับ 7 คนงานสูญหาย 3 ราย

ระทึก! อุโมงค์โรงไฟฟ้าพลังน้ำอินเดียถล่ม ดับ 7 คนงานสูญหาย 3 ราย

15 ส.ค. 2569 13:53 น.

ระทึก! อุโมงค์โรงไฟฟ้าพลังน้ำอินเดียถล่ม ดับ 7 คนงานสูญหาย 3 ราย

อุโมงค์ระหว่างก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำในรัฐอุตตราขัณฑ์ของอินเดียพังถล่ม ทำให้คนงานเสียชีวิตอย่างน้อย 7 ราย ขณะที่อีก 3 คนยังสูญหาย ท่ามกลางระดับน้ำในอุโมงค์ที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง

เกิดเหตุระทึกที่อินเดีย เมื่ออุโมงค์ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างภายในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำวิษณุคัด-ปิปัลโกตี ในเขตจำโอลี รัฐอุตตราขัณฑ์ ทางตอนเหนือของประเทศ พังถล่มช่วงกลางดึกคืนวันพฤหัสบดี หลังเกิดมวลน้ำและเศษดินจำนวนมากทะลักเข้าไปภายในอุโมงค์

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ขณะเกิดเหตุมีคนงานอยู่ภายในอุโมงค์ทั้งหมด 22 คน เบื้องต้นสามารถช่วยเหลือออกมาได้อย่างปลอดภัย 12 คน ขณะที่มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7 ราย และอีก 3 คนยังสูญหาย

หลังเกิดเหตุ หน่วยกู้ภัยจากกองกำลังรับมือภัยพิบัติแห่งชาติและระดับรัฐ ตำรวจชายแดนอินโด-ทิเบต รวมถึงหน่วยดับเพลิง ถูกส่งเข้าพื้นที่เพื่อเร่งค้นหาคนงานที่ยังติดอยู่ภายใน

อย่างไรก็ตาม ภารกิจช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากมีน้ำจำนวนมากไหลเข้าท่วมภายในอุโมงค์ และยังมีน้ำซึมเข้ามาจากผนังด้านข้างอย่างต่อเนื่อง ทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ

อมฤต ลาล มีนา ผู้บัญชาการทีมกองกำลังรับมือภัยพิบัติแห่งชาติเปิดเผยว่า เมื่อทีมกู้ภัยเดินทางไปถึงจุดเกิดเหตุ พบว่าภายในอุโมงค์มีน้ำอยู่เป็นจำนวนมาก และน้ำยังคงซึมเข้ามาจากหลายจุด ก่อนที่ระดับน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องทำงานแข่งกับเวลาเพื่อเข้าถึงผู้ที่ยังสูญหาย

ด้านปุษการ์ สิงห์ ธามี มุขมนตรีรัฐอุตตราขัณฑ์ระบุว่า เจ้าหน้าที่ยังคงเดินหน้าค้นหาและช่วยเหลือคนงานที่สูญหายอีก 3 คน พร้อมเร่งประเมินสถานการณ์ภายในอุโมงค์เพื่อให้การค้นหาเป็นไปอย่างปลอดภัยที่สุด

อุบัติเหตุในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่เกิดขึ้นค่อนข้างบ่อยในอินเดีย โดยเฉพาะในพื้นที่ภูเขาหิมาลัย ซึ่งมีทั้งสภาพภูมิประเทศที่เปราะบาง กิจกรรมทางธรณีวิทยาสูง และสภาพใต้ดินที่คาดการณ์ได้ยาก ประกอบกับการขยายโครงสร้างพื้นฐานอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุระหว่างการก่อสร้าง

ก่อนหน้านี้ เมื่อปี 2566 เคยเกิดเหตุอุโมงค์ในรัฐอุตตราขัณฑ์ถล่ม ทำให้คนงาน 41 คนติดอยู่ใต้ดินนานถึง 17 วัน ก่อนเจ้าหน้าที่จะสามารถช่วยเหลือออกมาได้ทั้งหมด

ขณะที่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เกิดเหตุระเบิดภายในเหมืองถ่านหินในรัฐเมฆาลัย ซึ่งอยู่ติดกับรัฐอุตตราขัณฑ์ ส่งผลให้คนงานเสียชีวิตอย่างน้อย 18 คน.

ที่มา : channelnewsasia