ทรัมป์เล็งปลดอายัดเงินอิหร่าน ชี้ “ไม่ใช่เงินของเรา”

ทรัมป์เล็งปลดอายัดเงินอิหร่าน ชี้ “ไม่ใช่เงินของเรา”

18 มิ.ย. 2569 00:49 น.

ทรัมป์เล็งปลดอายัดเงินอิหร่าน ชี้ “ไม่ใช่เงินของเรา”

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันเรื่องการปลดล็อกเงินของอิหร่านที่ถูกอายัดเอาไว้ โดยระบุว่านั่นไม่ใช่เงินของสหรัฐฯ ขณะที่ยืนยันด้วยว่า สหรัฐฯ จะไม่มีกองทุนฟื้นฟูให้อิหร่าน หากอิหร่านไม่ทำตามข้อตกลง

เมื่อ 17 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แถลงข่าวที่ประเทศฝรั่งเศส หลังเสร็จสิ้นการประชุม G7 โดยช่วงหนึ่งเขาพยายามชี้แจงให้ผู้สื่อข่าวเข้าใจเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่าง การให้เงินดอลลาร์สหรัฐแก่อิหร่าน ซึ่งเขายืนยันว่าจะไม่ทำเด็ดขาด กับการปลดอายัดทรัพย์สิน ซึ่งทรัมป์บอกว่า เป็นเงินที่ชอบด้วยกฎหมายของอิหร่านเอง

“เราได้ยึดเงินของพวกเขาไว้เป็นจำนวนมาก เรายึดเงินของพวกเขาไว้ แต่มันไม่ใช่เงินของเรา มันเป็นเงินของพวกเขาเอง และเราได้อายัดมันไว้ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ผมคิดว่าเราก็คงจะต้องคืนมันให้พวกเขาไป”

ในส่วนของมาตรการคว่ำบาตร ทรัมป์แสดงท่าทีว่าจะผ่อนปรนให้อิหร่านบ้าง โดยมีเงื่อนไขว่าอิหร่านต้องตกลงที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อตกลง “ตราบใดที่ยังเป็นเรื่องของมาตรการคว่ำบาตร ณ จุดหนึ่ง คุณก็รู้ เรามีมาตรการคว่ำบาตรซึ่งจะไม่มีวันปล่อยให้พวกเขาฟื้นตัวได้เลย พวกเขาจะไม่มีเงิน และจะต้องตกอยู่ในความยากจน”

ทรัมป์ย้ำหลายครั้งว่า สหรัฐอเมริกาจะไม่ลงเงินใด ๆ ให้กับอิหร่าน รวมถึงในกองทุนเพื่อการฟื้นฟูมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์ เว้นแต่ว่าอิหร่านจะปฏิบัติตามเงื่อนไขของข้อตกลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่องนิวเคลียร์

“เราจะไม่ทำอะไรทั้งนั้น เราจะไม่ลงเงิน ยกเว้นแต่ว่าพวกเขาจะทำในสิ่งที่ถูกต้อง หากพวกเขาทำในสิ่งที่ถูกต้องและมีคนต้องการเข้าไปลงทุน พวกเขาก็สามารถลงทุนได้ แต่พวกเขามีกองทุนมูลค่า 300 ล้านนี้ มันเป็นเพียงกองทุนมูลค่า 300 ล้าน และมันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อพวกเขาทำในสิ่งที่ถูกต้องเท่านั้น” ทรัมป์กล่าวโดยพูดผิดเรื่องจำนวนเงิน

ทั้งนี้ สื่อหลายสำนักรายงานว่า ในบันทึกความเข้าใจที่สหรัฐฯ ทำไว้กับอิหร่าน และจะมีการลงนามในวันศุกร์นี้ มีข้อกำหนดเอาไว้ว่า สหรัฐฯ จะจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์ให้แก่อิหร่าน และจะปลดล็อกทรัพย์สินของอิหร่านที่สหรัฐฯ อายัดเอาไว้ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ลูกชายอดีตผู้นำศรีลังกาถูกจับกุมในข้อหาคอร์รัปชัน

ลูกชายอดีตผู้นำศรีลังกาถูกจับกุมในข้อหาคอร์รัปชัน

18 มิ.ย. 2569 00:02 น.

ลูกชายอดีตผู้นำศรีลังกาถูกจับกุมในข้อหาคอร์รัปชัน

หน่วยงานปราบคอร์รัปชันของศรีลังกา จับกุมลูกชายของอดีตประธานาธิบดีราชปักษา ในข้อหาทุจริตอีกกระทง หลังจากก่อนหน้านี้เขาเคยถูกตั้งข้อหาฟอกเงินไปแล้ว 2 คดีและเพิ่งได้ประกันตัวออกมา

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของศรีลังกาเปิดเผยว่า ลูกชายของ มหินทา ราชปักษา อดีตประธานาธิบดีศรีลังกา ถูกจับกุมตัวแล้ว ในวันพุธที่ 17 มิ.ย. 2569 ในข้อหาทุจริต นับเป็นคดีล่าสุดที่มุ่งเป้าไปที่ตระกูลราชปักษา หนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองที่สุดของประเทศ

คณะกรรมการฯ ระบุอีกว่า โยชิธา ราชปักษา วัย 38 ปี ถูกจับกุมในข้อหาเป็นผู้สนับสนุนและสมรู้ร่วมคิด ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเข้ารับราชการโดยไม่มีคุณสมบัติขั้นต่ำ และต่อมาได้ใช้เงินทุนของรัฐในการฝึกอบรมในต่างประเทศ ระหว่างที่เขาดำรงตำแหน่งเป็นนายทหารเรือ

ทั้งนี้ โยชิธา ราชปักษา ได้เข้าร่วมหลักสูตรที่มีชื่อเสียงที่ดาร์ตมัธ (Dartmouth) ซึ่งเป็นวิทยาลัยราชนาวีของสหราชอาณาจักร แต่เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า การเข้าเรียนของเขาเป็นการแย่งสิทธิ์ของนักเรียนนายเรือคนอื่น ที่ควรได้รับสิทธิ์นั้นด้วยความสามารถของตนเอง

ก่อนหน้านี้เขาตกเป็นผู้ต้องหาในคดีฟอกเงิน 2 คดี และถูกสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ โดยเขาได้รับการประกันตัวจนกระทั่งมาถูกควบคุมตัวอีกครั้งในคดีนี้

อนึ่ง คดีความต่างๆ ของตระกูลราชปักษาถูกนำกลับมาเคลื่อนไหวใหม่อีกครั้ง นับตั้งแต่ประธานาธิบดี อนุรา กุมารา ดิสซานายาเก ชนะการเลือกตั้งในปี 2567 ด้วยนโยบายที่ให้คำมั่นว่าจะปราบปรามการทุจริตให้สิ้นซาก

สมาชิกในตระกูลราชปักษาและคนสนิทหลายคนถูกตั้งข้อหาในความผิดหลายกระทงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงข้อหาทุจริตคอร์รัปชันและแม้กระทั่งข้อหาฆาตกรรม โดยคดีทั้งหมดนี้ยังคงอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล

นายโยชิธา ราชปักษา ยังต้องเผชิญกับคดีอาญา หลังจากไม่สามารถชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่เขานำไปใช้ซื้อบ้าน ในช่วงที่พ่อของเขาดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศระหว่างปี 2548-2558 ด้วย โดยเขาอ้างว่าเป็นเงินที่ได้จากการขายอัญมณีที่ได้รับมาจากคุณยายทวด ทว่าคุณยายทวดของเขากลับจำไม่ได้ว่าเธอได้พลอยล้ำค่าเหล่านั้นมาได้อย่างไร

นอกจากนี้เขายังเผชิญกับอีกคดีหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการเข้าซื้อกิจการสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์ขู่อีก อาจกลับไปโจมตีอิหร่าน หากไม่ทำตามสัญญา

ทรัมป์ขู่อีก อาจกลับไปโจมตีอิหร่าน หากไม่ทำตามสัญญา

17 มิ.ย. 2569 22:41 น.

ทรัมป์ขู่อีก อาจกลับไปโจมตีอิหร่าน หากไม่ทำตามสัญญา

โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่อิหร่านอีก โดยบอกเป็นนัยว่าสหรัฐฯ พร้อมกลับไปโจมตีอีกครั้ง หากอิหร่านไม่ทำตามข้อตกลง ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังจะลงนามบันทึกความเข้าใจในวันศุกร์นี้แล้ว

เมื่อวันพุธที่ 17 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวเป็นนัยว่า มีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะกลับมาเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้งหากจำเป็น ในขณะที่ทั้งสองประเทศกำลังเตรียมการลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) อย่างเป็นทางการ เพื่อเริ่มต้นกรอบเวลา 60 วันในการเจรจาเงื่อนไขทางเทคนิคของข้อตกลงขั้นสุดท้าย

“นี่คือบันทึกความเข้าใจที่ยาวและค่อนข้างมีรายละเอียด ซึ่งจะนำไปสู่สัญญาฉบับปกติ ผมคิดว่าพวกเขาคงจะทำตามนั้น แต่ถ้าพวกเขาไม่ทำ มันก็—คุณก็รู้ ไม่เป็นไร เราก็แค่ต้องเริ่มกระบวนการใหม่อีกครั้ง และเราไม่มีทางแพ้” ทรัมป์กล่าวเตือนระหว่างการประชุมทวิภาคีนอกรอบการประชุมสุดยอด G7 ร่วมกับนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ของอินเดีย

ก่อนหน้านี้ในวันพุธ ทรัมป์ได้เตือนไว้ว่าหากอิหร่านไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง สหรัฐฯ จะ “กลับไปทิ้งระเบิดใส่กลางหัวพวกเขาทันที”

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เริ่มหมดความอดทนกับความขัดแย้งนี้ และต้องการให้สงครามยุติลงเนื่องจากการเลือกตั้งกลางเทอมกำลังใกล้เข้ามา ประกอบกับราคาน้ำมันในประเทศที่ยังคงพุ่งสูงเกินกว่า 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอน

เมื่อถูกนักข่าวถามว่าเขามั่นใจหรือไม่ว่าข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งเขาบอกว่ายังอยู่ในขั้นตอนสุดท้าย จะได้รับการลงนามในวันศุกร์นี้ในท้ายที่สุด นายทรัมป์ตอบว่า “คุณไม่มีทางรู้หรอกสำหรับเรื่องข้อตกลง ใช่ไหมล่ะ? แต่คุณจะได้รู้กันในอีกไม่ช้า ผมคิดว่ามันจะสำเร็จ พวกเขาต้องการลงนาม พวกเขาต้องการกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

CNN เปิดร่าง MOU สหรัฐฯ-อิหร่าน 14 ข้อ วางเงื่อนไขหยุดยิง-เปิดช่องแคบ

CNN เปิดร่าง MOU สหรัฐฯ-อิหร่าน 14 ข้อ วางเงื่อนไขหยุดยิง-เปิดช่องแคบ

17 มิ.ย. 2569 21:53 น.

CNN เปิดร่าง MOU สหรัฐฯ-อิหร่าน 14 ข้อ วางเงื่อนไขหยุดยิง-เปิดช่องแคบ

CNN สื่อของสหรัฐฯ เผยว่าพวกเขาได้รับร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านมาแล้ว โดยภายในกำหนดเงื่อนไขต่างๆ เพื่อไปสู่ข้อตกลงขั้นสุดท้าย ซึ่งรวมถึงการหยุดยิงและเปิดช่องแคบ

สำนักข่าว CNN ของสหรัฐฯ รายงานว่า พวกเขาได้รับสำเนาร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ มาแล้ว โดยในนั้นกำหนดเงื่อนไขการหยุดยิงระหว่างสองประเทศคู่ปรับตลอดกาล, การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง, การบรรเทามาตรการคว่ำบาตรทางการเงินบางส่วนให้แก่อิหร่าน และการย้ำเจตนารมณ์จากรัฐบาลเตหะรานว่าจะไม่ผลิตอาวุธนิวเคลียร์อย่างเด็ดขาด

บันทึกความเข้าใจ (MoU) จำนวน 14 ข้อนี้ยังไม่ได้ถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการ แต่ CNN ได้รับสำเนามาจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่ง นอกจากนี้ นักการทูตผู้เห็นเอกสารดังกล่าวในการประชุมสุดยอด G7 ที่ฝรั่งเศสในสัปดาห์นี้ รวมถึงแหล่งข่าวทางการทูตอีกสองรายที่มีความรู้เรื่องการเจรจา ต่างยืนยันเนื้อหาในเอกสารนี้

ข้อกำหนดทั้ง 14 ข้อที่ปรากฏในเอกสารที่ CNN ได้รับมาได้แก่

1 – สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและสหรัฐอเมริกา พร้อมด้วยพันธมิตรของตนในสงครามครั้งปัจจุบัน ขอประกาศยุติสงครามในทุกแนวรบในทันทีและเป็นการถาวร ซึ่งรวมถึงในเลบานอนด้วย เมื่อมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ และให้คำมั่นว่านับจากนี้เป็นต้นไปจะไม่เปิดฉากการดำเนินการที่เป็นปรปักษ์ใด ๆ ต่อกัน และจะละเว้นจากการข่มขู่หรือการใช้กำลังต่อกัน ข้อตกลงฉบับสุดท้ายจะยืนยันข้อบัญญัติในมาตรานี้รวมถึงมาตราอื่น ๆ ที่เหลือ

2 – สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและสหรัฐอเมริกาให้คำมั่นที่จะเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน และจะละเว้นจากการแทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน

3 – สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและสหรัฐอเมริกาให้คำมั่นที่จะเจรจาและบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายภายในระยะเวลาสูงสุดไม่เกิน 60 วัน โดยสามารถขยายเวลาออกไปได้ตามความยินยอมร่วมกันของทั้งสองฝ่าย

4 – ทันทีที่มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ สหรัฐอเมริกาจะยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล และป้องกันไม่ให้เกิดการแทรกแซงหรือการขัดขวางใด ๆ ต่อสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน รวมถึงฟื้นฟูการสัญจรทางเรือให้กลับคืนสู่ศักยภาพสูงสุดภายในระยะเวลาไม่เกิน 30 วัน โดยการสัญจรของเรือจะต้องเป็นสัดส่วนที่สอดคล้องกับปริมาณการสัญจรของฝั่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านในช่วงก่อนเกิดสงคราม นอกจากนี้ สหรัฐอเมริกายังให้คำมั่นที่จะถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่โดยรอบภายใน 30 วันหลังจากบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้าย

5 – เมื่อมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะดำเนินการในทันทีเพื่อรับรองว่า การเดินเรือของเรือสินค้าจากอ่าวเปอร์เซียไปยังทะเลโอมานและในทางกลับกัน จะกลับมาดำเนินการได้อีกครั้งภายใน 30 วันในปริมาณที่เท่ากับช่วงก่อนเกิดสงคราม โดยคำนึงถึงความจำเป็นในการขจัดอุปสรรคทางเทคนิคและการเก็บกู้ทุ่นระเบิดโดยอิหร่าน

6 – สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นที่จะร่วมมือกับพันธมิตรในภูมิภาค เพื่อจัดทำแผนการที่ครอบคลุมและเป็นที่ตกลงร่วมกันของทั้งสองฝ่าย สำหรับการฟื้นฟูและการพัฒนาเศรษฐกิจของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน พร้อมทั้งรับประกันการจัดหาเงินทุนจำนวนอย่างน้อย 300,000 ล้านดอลลาร์ โดยกลไกการดำเนินงานของแผนการนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงขั้นสุดท้าย จะถูกกำหนดขึ้นภายใน 60 วัน

7 – สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นที่จะยุติมาตรการคว่ำบาตรทุกประเภทที่สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ตามกำหนดเวลาที่จะตกลงร่วมกันในข้อตกลงขั้นสุดท้าย ซึ่งรวมถึงมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และคณะผู้ว่าการทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ตลอดจนมาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวทั้งหมดของสหรัฐฯ ทั้งในระดับปฐมภูมิและทุติยภูมิ

8 – สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านขอย้ำเจตนารมณ์ว่าจะไม่ผลิตอาวุธนิวเคลียร์อย่างเด็ดขาด โดยสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและสหรัฐอเมริกาได้ตกลงร่วมกันว่า การจัดการกับวัสดุเสริมสมรรถนะ รวมถึงประเด็นอื่น ๆ ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ตามที่ตกลงร่วมกัน ซึ่งรวมถึงความต้องการทางนิวเคลียร์ของอิหร่าน จะได้รับการจัดการอย่างเหมาะสมในข้อตกลงขั้นสุดท้าย โดยข้อตกลงขั้นสุดท้ายจะยืนยันข้อบัญญัติในมาตรานี้

9 – สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและสหรัฐอเมริกาตกลงร่วมกันว่า ในระหว่างที่รอข้อตกลงขั้นสุดท้าย ทั้งสองฝ่ายจะคงสถานะเดิมไว้ โดยอิหร่านจะคงสถานะเดิมเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของตน และสหรัฐอเมริกาจะไม่กำหนดมาตรการคว่ำบาตรใหม่ ๆ ต่ออิหร่าน หรือเสริมกำลังทหารของตนในภูมิภาค

10 – สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นว่า ในทันทีหลังจากมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ และจนกว่าจะถึงวันที่มาตรการคว่ำบาตรถูกยกเลิก กระทรวงการคลังของสหรัฐอเมริกาจะออกข้อยกเว้นสำหรับการส่งออกน้ำมันดิบ, ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี และสารอนุพันธ์ของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวของอิหร่าน รวมถึงบริการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งรวมถึงการธนาคาร, การประกันภัย, การขนส่ง, และบริการอื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน

11 – สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นว่า เมื่อพิจารณาจากความคืบหน้าของการเจรจาเพื่อมุ่งสู่ข้อตกลงขั้นสุดท้าย เงินทุนและสินทรัพย์ของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านที่ถูกอายัดหรือถูกจำกัดไว้ จะได้รับการปลดปล่อยและเปิดให้สามารถนำไปใช้งานได้อย่างเต็มที่ โดยเงินทุนเหล่านี้ ไม่ว่าจะถูกเก็บไว้ในบัญชีหลักหรือถูกโอนย้ายไปแล้วก็ตาม จะถูกนำไปใช้สำหรับการชำระเงินให้แก่ผู้รับประโยชน์ขั้นสุดท้ายรายใด ๆ ตามที่ธนาคารกลางแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านกำหนด และจะพร้อมใช้งานได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นที่จะออกใบอนุญาตและการอนุมัติที่จำเป็นทั้งหมดตามแนวทางนี้

12 – สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและสหรัฐอเมริกาตกลงร่วมกันว่า จะมีการจัดตั้งกลไกการดำเนินงานเพื่อกำกับดูแลความสำเร็จในการปฏิบัติตามข้อตกลง และข้อผูกพันในอนาคตต่อข้อตกลงขั้นสุดท้าย

13 – หลังจากมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ และเมื่อได้รับหลักประกันเกี่ยวกับการเริ่มดำเนินการตามมาตรา 4, 5, 10 และ 11 ของบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ รวมถึงการดำเนินการตามขั้นตอนเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและสหรัฐอเมริกาจะเข้าสู่การเจรจาเพื่อจัดทำข้อตกลงขั้นสุดท้าย เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับมาตราที่เหลืออยู่เท่านั้น

14 – ข้อตกลงขั้นสุดท้ายจะต้องได้รับการอนุมัติผ่านมติที่มีผลผูกพันของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

ทั้งนี้ เนื่องจากทั้งฝ่ายสหรัฐฯ และอิหร่านต่างปิดบังข้อมูลเกี่ยวกับถ้อยคำในข้อตกลง จึงยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าร่างข้อความที่ CNN ได้มานั้น จะสะท้อนถึงถ้อยคำที่ถูกต้องตรงกับเอกสารฉบับสุดท้ายที่จะมีการลงนามร่วมกันในวันศุกร์นี้ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์หรือไม่

โดยขณะนี้รายละเอียดทางเทคนิคกำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้าย ดังนั้นถ้อยคำจึงอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ และโฆษกทำเนียบขาวรายหนึ่งกล่าวว่า ข้อความดังกล่าวไม่ได้สะท้อนถึงบันทึกความเข้าใจที่แท้จริง

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ หลายรายที่ได้พูดคุยกับ CNN ยังพยายามลดระดับความสำคัญของบันทึกความเข้าใจลงฉบับนี้ลง โดยเรียกมันว่าเป็นเพียง “เอกสารทางการเมือง” ที่ไม่ได้สะท้อนถึง “ข้อผูกพันลับหลังที่สำคัญ” ที่อิหร่านได้ให้ไว้กับสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับอนาคตของโครงการนิวเคลียร์ของเตหะราน

ขณะที่สำนักข่าว ทัสนิม (Tasnim) ซึ่งเป็นสื่อกึ่งทางการของอิหร่าน ระบุว่าเวอร์ชันของร่างที่หลุดออกมานั้นไม่ถูกต้อง ส่วนสำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) ได้เผยแพร่ร่างข้อตกลงเวอร์ชันหนึ่งไปก่อนหน้านี้แล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

มกุฎราชกุมารีแห่งนอร์เวย์ทรงผ่าตัดปลูกถ่ายปอดสำเร็จ หลังอาการพังผืดในปอดทรุดหนัก

มกุฎราชกุมารีแห่งนอร์เวย์ทรงผ่าตัดปลูกถ่ายปอดสำเร็จ หลังอาการพังผืดในปอดทรุดหนัก

17 มิ.ย. 2569 16:56 น.

มกุฎราชกุมารีแห่งนอร์เวย์ทรงผ่าตัดปลูกถ่ายปอดสำเร็จ หลังอาการพังผืดในปอดทรุดหนัก

ราชสำนักนอร์เวย์เปิดเผยว่า เจ้าหญิงเมตเต-มาริต พระชายาในมกุฎราชกุมารฮากอน ทรงเข้ารับการผ่าตัดปลูกถ่ายปอดและประสบความสำเร็จ หลังพระอาการจากโรคพังผืดในปอดทรุดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ท่ามกลางมรสุมข่าวฉาวครั้งใหญ่ของราชวงศ์ รวมถึงกรณีบุตรชายถูกศาลสั่งจำคุก 4 ปีคดีข่มขืน

ราชสำนักนอร์เวย์ออกแถลงการณ์วันนี้ (17 มิ.ย.) ว่า เจ้าหญิงเมตเต-มาริต มกุฎราชกุมารีแห่งนอร์เวย์ พระชนมายุ 52 พรรษา ทรงเข้ารับการผ่าตัดปลูกถ่ายปอดและการผ่าตัดเป็นไปด้วยความสำเร็จ โดยขณะนี้ยังคงประทับรักษาพระองค์อยู่ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยออสโล ริกส์ฮอสปิทาเลต เพื่อเฝ้าติดตามอาการในช่วงพักฟื้น

ศาสตราจารย์อาเร โฮล์ม แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคปอดของโรงพยาบาล ระบุว่า เช่นเดียวกับผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะรายอื่น เจ้าหญิงจะต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลต่ออีกหลายสัปดาห์ และจะมีการแจ้งความคืบหน้าครั้งต่อไปเมื่อสามารถออกจากโรงพยาบาลได้

เจ้าหญิงเมตเต-มาริตได้รับการวินิจฉัยเมื่อปี 2018 ว่าทรงป่วยด้วยโรคพังผืดในปอด  ซึ่งเป็นโรคเรื้อรังที่ทำให้เนื้อเยื่อปอดเกิดแผลเป็น ส่งผลให้การรับออกซิเจนเข้าสู่กระแสเลือดลดลง และทำให้หายใจลำบาก

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พระองค์ทรงลดภารกิจสาธารณะลงเป็นระยะจากผลกระทบของโรค ก่อนที่อาการจะทรุดลงอย่างชัดเจนในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา และเมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา คณะแพทย์ได้ประกาศให้พระองค์เข้าสู่บัญชีรอการปลูกถ่ายปอด

แพทย์ระบุว่า การปลูกถ่ายปอดถือเป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับผู้ป่วยที่คาดว่าอาจมีอายุขัยเหลือน้อยกว่า 2 ปี หากไม่ได้รับอวัยวะใหม่

ก่อนหน้านี้ เจ้าหญิงเมตเต-มาริตเคยปรากฏพระองค์ต่อสาธารณะพร้อมใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจและถังออกซิเจนเคลื่อนที่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของพระอาการในช่วงหลัง

ด้านมกุฎราชกุมารฮากอน รัชทายาทแห่งราชบัลลังก์นอร์เวย์ ซึ่งจะสืบราชสมบัติต่อจากสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 ทรงเตรียมลดภารกิจสาธารณะลงเพื่อใช้เวลาดูแลพระชายา ขณะที่เจ้าหญิงอิงกริด อเล็กซานดรา พระธิดาวัย 22 พรรษา ได้หยุดการศึกษาด้านสังคมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยซิดนีย์ชั่วคราว เพื่อเสด็จกลับมาดูแลพระมารดา และมีแผนศึกษาต่อในกรุงออสโลช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้

ราชสำนักยังประกาศเลื่อนการจัดงานฉลองครบรอบ 25 ปีแห่งการอภิเษกสมรสของทั้งสองพระองค์ ซึ่งเดิมกำหนดจัดขึ้นในเดือนสิงหาคมนี้

ช่วงเวลานี้ยังถือเป็นช่วงที่ราชวงศ์นอร์เวย์เผชิญแรงกดดันจากหลายประเด็น โดยเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา มาริอุส บอร์ก ฮอยบี พระโอรสวัย 29 ปีของเจ้าหญิงเมตเต-มาริตจากความสัมพันธ์ก่อนเสกสมรส ถูกศาลออสโลพิพากษาจำคุก 4 ปี จากคดีข่มขืนและความผิดอื่นหลายข้อหา ซึ่งเจ้าตัวยืนยันจะยื่นอุทธรณ์

นอกจากนี้ ก่อนหน้านี้ยังมีการเปิดเผยเอกสารเกี่ยวกับการติดต่อระหว่างเจ้าหญิงกับเจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้กระทำผิดคดีทางเพศชาวอเมริกัน ซึ่งกลายเป็นอีกประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมนอร์เวย์

แม้ราชวงศ์นอร์เวย์ยังคงได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ แต่ผลสำรวจล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคมพบว่า ระดับการสนับสนุนสถาบันกษัตริย์อยู่ที่ 64% ลดลงจากช่วงก่อนเกิดประเด็นต่าง ๆ ในปีนี้.

ที่มา AFP / Reuters

แข้งเกาหลีใต้บอยคอตสื่อตัวเอง หลังนักข่าวลืมปิดไมค์ แอบนินทาเรื่องเกณฑ์ทหาร “ซน ฮึง-มิน”

แข้งเกาหลีใต้บอยคอตสื่อตัวเอง หลังนักข่าวลืมปิดไมค์ แอบนินทาเรื่องเกณฑ์ทหาร "ซน ฮึง-มิน"

17 มิ.ย. 2569 16:25 น.

แข้งเกาหลีใต้บอยคอตสื่อตัวเอง หลังนักข่าวลืมปิดไมค์ แอบนินทาเรื่องเกณฑ์ทหาร “ซน ฮึง-มิน”

ทัพนักเตะทีมชาติเกาหลีใต้พร้อมใจกันปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์และทำกิจกรรมร่วมกับสื่อมวลชนในประเทศ หลังมีคลิปเสียงหลุดนักข่าวเกาหลีใต้แอบนินทาล้อเลียนกัปตันทีมคนดัง “ซน ฮึง-มิน” ประเด็นการได้รับยกเว้นการเกณฑ์ทหาร ก่อนหน้าเกมการแข่งขันกับทีมเม็กซิโก ด้านสมาคมฟุตบอลเกาหลีใต้แถลงแสดงความผิดหวังอย่างรุนแรงต่อพฤติกรรมไร้จรรยาบรรณ

นักเตะเกาหลีใต้ได้ร่วมกันประกาศบอยคอตและปฏิเสธที่จะทำหน้าที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการ ก่อนหน้าเกมการแข่งขันนัดสำคัญที่จะพบกับทีมชาติเม็กซิโก เนื่องจากไม่พอใจอย่างรุนแรงที่ผู้สื่อข่าวจากประเทศบ้านเกิดแอบแสดงพฤติกรรมล้อเลียนเรื่องการรับใช้ชาติของ “ซน ฮึง-มิน” กัปตันทีมวัย 33 ปี

ชนวนเหตุของความขัดแย้งในครั้งนี้ เกิดขึ้นระหว่างการฝึกซ้อมของทีมชาติเกาหลีใต้ที่เมืองกัวดาลาฮารา ซึ่งในวันนั้น ซน ฮึง-มิน แยกไปฝึกซ้อมเดี่ยวตามโปรแกรมฟื้นฟูร่างกาย แต่มีผู้สื่อข่าวกลุ่มหนึ่งลืมปิดไมโครโฟน ทำให้เสียงบทสนทนาเชิงดูถูกและล้อเลียนประเด็นที่ซนได้รับสิทธิ์ยกเว้นการเกณฑ์ทหารเล็ดลอดออกมา และคลิปวิดีโอดังกล่าวถูกนำไปเผยแพร่และออกอากาศในเกาหลีใต้ จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์และสร้างความไม่พอใจให้กับแฟนบอลรวมถึงตัวนักเตะอย่างมาก

ทั้งนี้ ประเด็นการเกณฑ์ทหารเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่งในสังคมเกาหลีใต้ ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ชายไทยทุกคนที่มีร่างกายสมบูรณ์ต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหารเป็นเวลาประมาณ 21 เดือน เพื่อคงกำลังพลในการป้องปรามภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีข้อยกเว้นพิเศษให้กับนักกีฬาที่สามารถคว้าเหรียญรางวัลในโอลิมปิกเกมส์ หรือเหรียญทองในเอเชียนเกมส์ ซึ่ง ซน ฮึง-มิน และเพื่อนร่วมทีมได้รับสิทธิ์นั้นอย่างถูกต้องตามกฎหมาย หลังร่วมกันคว้าเหรียญทองในศึกเอเชียนเกมส์ปี 2018 ที่ประเทศอินโดนีเซีย แม้ว่าตัวเขาจะยังต้องเข้ารับการฝึกทหารหลักสูตรขั้นพื้นฐานเป็นเวลา 3 สัปดาห์ในปี 2020 ช่วงที่ศึกพรีเมียร์ลีกหยุดชะงักจากโควิด-19 ซึ่งต้องผ่านทั้งการฝึกยิงปืนด้วยกระสุนจริงและการเดินสวนสนามระยะทาง 30 กิโลเมตรก็ตาม

หลังจากเกิดเหตุการณ์ฉาวดังกล่าว สมาคมฟุตบอลเกาหลีใต้ (KFA) ได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจและตำหนิพฤติกรรมของสื่อมวลชนกลุ่มดังกล่าวอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า “สมาคมฟุตบอลเกาหลีใต้ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อคำพูดที่ไม่เหมาะสมของบุคลากรกลุ่มสื่อมวลชนบางรายในระหว่างการฝึกซ้อมของทีมชาติที่เบสแคมป์กัวดาลาฮารา นักเตะทีมชาติทุกคนกำลังทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถด้วยความรับผิดชอบในฐานะตัวแทนประเทศบนเวทีโลกอย่างฟุตบอลโลก เพื่อตอบแทนการสนับสนุนและความคาดหวังของประชาชน””อย่างไรก็ตาม การรั่วไหลของบทสนทนาที่ไม่เหมาะสมระหว่างเจ้าหน้าที่สื่อบางรายในพื้นที่ฝึกซ้อม ได้สร้างความตกใจและสร้างความผิดหวังอย่างรุนแรงให้แก่ทีมงานและนักเตะทุกคนในทีม”

นอกจากนี้ KFA ยังได้เรียกร้องให้สำนักข่าวต่างๆ แสดงความเห็นอกเห็นใจและมีทัศนคติที่รับผิดชอบต่อขุนพลนักเตะทีมชาติมากกว่านี้ พร้อมย้ำว่าหลังจากนี้ทางสมาคมฯ จะให้ความสำคัญกับการปกป้องนักเตะในสังกัดเป็นอันดับแรก และมุ่งมั่นที่จะสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานร่วมกับสื่อมวลชนที่สร้างสรรค์และเหมาะสม

เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารมวลชนของทีมชาติเกาหลีใต้ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับระยะเวลาในการบอยคอตสื่อในครั้งนี้ อย่างไรก็ดี มาตรการงดให้สัมภาษณ์ดังกล่าวจะครอบคลุมเฉพาะกิจกรรมสื่อภายในของประเทศเท่านั้น แต่นักเตะและทีมงานสต๊าฟโค้ชยังคงจำเป็นต้องเดินทางเข้าร่วมงานแถลงข่าวและกิจกรรมสื่อที่กำหนดโดยสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า ตามกฎระเบียบของการแข่งขันฟุตบอลโลก

สำหรับสถานการณ์ของทีมชาติเกาหลีใต้ภายใต้การคุมทีมของ ฮง มยอง-โบ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในเกมนัดแรกของกลุ่ม A โดยเอาชนะสาธารณรัฐเช็กมาได้ 2-1 จากประตูของ ฮวัง อิน-บอม และ โอ ฮยอน-กยู โดยพวกเขามีคิวจะลงสนามนัดที่สองพบกับเจ้าภาพร่วมอย่าง เม็กซิโก ในวันที่ 19 มิถุนายนนี้ ที่เมืองกัวดาลาฮารา ก่อนจะปิดท้ายรอบแบ่งกลุ่มพบกับแอฟริกาใต้ ในวันที่ 25 มิถุนายน ที่เมืองมอนเตร์เรย์

สำหรับ ซน ฮึง-มิน ดาวยิงสูงสุดและนักเตะที่ติดทีมชาติมากที่สุดในชุดนี้ กำลังลงเล่นฟุตบอลโลกเป็นสมัยที่ 4 ของตัวเอง ซึ่งก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์เขาเคยให้สัมภาษณ์ถึงความภูมิใจในการรับใช้ชาติว่า “ผมมีความสุขมากที่ได้กลับมาอยู่บนสนามฟุตบอลโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมฝันถึงมาตั้งแต่เด็กๆ ไม่ว่านี่จะเป็นฟุตบอลโลกครั้งแรก ครั้งที่สี่ หรือครั้งที่หกของผม ความคิดและสปิริตของเราทุกคนในการลงเล่นเพื่อชาติต้องยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง”.

ที่มา Reuters / TNT SPORTS

ผู้นำ G7 ประกาศหนุนอธิปไตยยูเครน-ยกระดับคว่ำบาตรรัสเซีย

ผู้นำ G7 ประกาศหนุนอธิปไตยยูเครน-ยกระดับคว่ำบาตรรัสเซีย

17 มิ.ย. 2569 15:10 น.

ผู้นำ G7 ประกาศหนุนอธิปไตยยูเครน-ยกระดับคว่ำบาตรรัสเซีย

ที่ประชุมผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ หรือ G7 ที่ประเทศฝรั่งเศส ออกแถลงการณ์ร่วมยืนยันหนุนอธิปไตยเหนือดินแดนของยูเครน พร้อมเห็นชอบเพิ่มมาตรการกดดันรัสเซีย ขณะเดียวกันยังส่งสัญญาณสนับสนุนกรอบข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน และเตรียมหารือประเด็นห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญ การแข่งขันทางเศรษฐกิจ และการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์

ความคืบหน้าการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม G7 ประจำปี 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-17 มิ.ย. ที่ เมืองเอวียอง-เล-แบงส์ เมืองรีสอร์ตริมทะเลสาบของประเทศฝรั่งเศส โดยในวันนี้ (17 มิ.ย.) บรรดาผู้นำ G7 ได้ออกแถลงการณ์ร่วมแสดงความเป้าหมายที่เป็นหนึ่งเดียวในการสนับสนุนประเทศยูเครน รวมถึงบูรณภาพแห่งดินแดน พร้อมเห็นพ้องที่จะยกระดับมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียให้เข้มงวดยิ่งขึ้น ซึ่งแถลงการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงแต้มต่อและการมีอำนาจต่อรองที่เพิ่มมากขึ้นของรัฐบาลยูเครน ในขณะที่กำลังแสวงหาแนวทางการเจรจาสันติภาพกับรัสเซีย

แถลงการณ์ร่วมครั้งนี้ถูกจับตามองเป็นพิเศษ เนื่องจากที่ผ่านมา คณะทำงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ มักจะมีความเห็นที่ยากจะประนีประนอมกับชาติพันธมิตร โดยเฉพาะในประเด็นอย่างการยุติสงครามยูเครน อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์ได้ร่วมประชุมครั้งสำคัญกับประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน และผู้นำ G7 คนอื่นๆ เมื่อวันอังคาร ซึ่งทรัมป์ระบุว่าเป็นไปได้ด้วยดี และจุดประกายความหวังว่าอาจมีการบรรลุข้อตกลงสันติภาพขึ้นในเร็วๆ นี้ โดยเซเลนสกีเปิดเผยว่าเขาอาจเข้าพบกับทรัมป์อีกครั้ง 

นอกจากนี้ ท่าทีที่แข็งกร้าวของ G7 ยังสะท้อนถึงสถานะของยูเครนที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างเด่นชัด หลังจากประสบความสำเร็จในการส่งโดรนรุกคืบโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซีย ซึ่งตัดกำลังและลดทอนความได้เปรียบของฝั่งมอสโกในเกมการเมืองลงไปมาก

ผู้นำ G7 ยังได้แสดงความยินดีต่อข้อตกลงกรอบสันติภาพเบื้องต้นระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ได้ลงนามไปเมื่อช่วงก่อนเริ่มการประชุมสุดยอดเพียงไม่กี่วัน โดย G7 ประกาศพร้อมที่จะมีส่วนร่วมสนับสนุนให้ข้อตกลงนี้ถูกนำไปปฏิบัติจริงอย่างเป็นรูปธรรม

ในขณะเดียวกัน ที่ประชุมได้ตกลงที่จะร่วมมือกันแสวงหาและกระจายเส้นทางการจัดส่งพลังงานในรูปแบบใหม่ๆ เพื่อลดการพึ่งพาเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นช่องแคบยุทธศาสตร์สำคัญ และจะเร่งเพิ่มปริมาณการสำรองพลังงานของแต่ละประเทศเพื่อความมั่นคงในอนาคต

ในช่วงการประชุมวันพุธ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในฐานะที่ฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ วาระการหารือได้มุ่งเป้าไปที่ “แร่ธาตุหายากและจำเป็น” และปัญหาความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจโลก โดยนักการทูตเปิดเผยว่า ฝรั่งเศสกำลังผลักดันให้ประเทศพันธมิตรร่วมลงนามในมาตรการปกป้องกลุ่มแร่ธาตุสำคัญ เพื่อช่วยให้ชาติตะวันตกสามารถลดการพึ่งพาซัพพลายเชนจากประเทศจีน และปกป้องนักลงทุนจากการถูกรัฐบาลปักกิ่งใช้มาตรการโต้กลับหรือการทุ่มตลาด

ความกังวลนี้เกิดขึ้นหลังจากที่จีนได้สร้างความสั่นสะเทือนให้กับเศรษฐกิจโลกเมื่อปีที่แล้ว ด้วยการประกาศใช้มาตรการจำกัดการส่งออก “แม่เหล็กถาวร” ที่ทำจากแร่แรร์เอิร์ธ จนส่งผลให้อุตสาหกรรมขั้นสูงหลายประเภทในชาติตะวันตกเกือบต้องหยุดชะงักลง เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ซัพพลายเชนในภาคพลังงาน, ความมั่นคง-กลาโหม และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของชาติตะวันตก ต้องพึ่งพาสินค้าจากจีนมากเกินไป นอกจากนี้ จีนยังได้ทยอยคุมเข้มการส่งออกแร่เฉพาะทางและโลหะที่ใช้ทำแบตเตอรี่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการจำกัดไม่ให้บริษัทอเมริกันเข้าถึงแร่วุลแฟรม (ทังสเตน) และพลวง (แอนติโมนี)

เจ้าหน้าที่ทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศสระบุว่า มาตรการที่กำลังหารือกันรวมถึง การเข้ามาพยุงราคา, การกำหนดมาตรฐานตลาด, การให้เงินอุดหนุน, การรับประกันการรับซื้อสินค้า ตลอดจนการขยายการลงทุนของภาคเอกชนในห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญนอกประเทศจีน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสหรัฐฯ จะเคยเสนอให้มีการจัดตั้ง “กลุ่มพันธมิตรการค้าแร่ธาตุสำคัญ” ไปเมื่อต้นปี 2026 แต่หลายประเทศยังคงมีความเห็นขัดแย้งกันในเรื่องระบบการทำงาน โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” ของทำเนียบขาว

ในมิติความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจโลก ผู้นำ G7 ได้หารือเพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างการค้าโลกและจัดการกับ “การแข่งขันแบบล่าเหยื่อ” (Predatory Competition) นำโดยประเทศจีน ซึ่งฝรั่งเศสได้สรุปนิยามสั้นๆ ว่า “จีนผลิตมากเกินไป สหรัฐฯ บริโภคมากเกินไป และยุโรปลงทุนน้อยเกินไป”

ปัจจุบัน ยุโรปกำลังตื่นตระหนกกับตัวเลขการได้เปรียบดุลการค้าที่สูงเป็นประวัติการณ์ของจีน รวมถึงการที่จีนยกระดับห่วงโซ่มูลค่าขึ้นมาผลิตสินค้าไฮเทค ซึ่งนักวิเคราะห์เตือนว่านี่คือภาวะ “China Shock รอบที่สอง” หลังจากที่จีนเคยใช้ความเหนือกว่าในอุตสาหกรรมต้นทุนต่ำเข้ายึดครองตลาดโลกในช่วงทศวรรษ 2000 โดยในปีที่ผ่านมา สหภาพยุโรปต้องเผชิญกับการขาดดุลการค้ากับจีนสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ถึงกว่า 3.6 แสนล้านยูโร

แม้ว่าก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส จะพยายามดึงจีนเข้ามาร่วมมือในวินาทีสุดท้าย แต่ปักกิ่งได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาของอียูเรื่องการให้เงินอุดหนุนที่ไม่เป็นธรรมอย่างสิ้นเชิง พร้อมขู่จะใช้มาตรการโต้กลับอย่างรุนแรงต่อกฎระเบียบ “Buy European” และกฎหมายอธิปไตยทางเทคโนโลยีฉบับปรับปรุงใหม่ของยุโรป ซึ่งประเด็นการใช้มาตรการปกป้องทางการค้าเพื่อสกัดกั้นสินค้านำเข้าจากจีนนี้ จะถูกนำไปถกเถียงอย่างเข้มข้นต่อในการประชุมสุดยอดผู้นำ EU ที่กรุงบรัสเซลส์ ในวันพฤหัสบดีนี้ (18 มิ.ย.)

นอกจากนี้ ในช่วงอาหารกลางวัน บรรดาผู้นำ G7 ยังได้ร่วมหารือในประเด็นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยมุ่งเน้นไปที่ข้อกฎหมายความรับผิดชอบของระบบอัตโนมัติ และการรับมือกับปัญหาเฟกนิวส์หรือการบิดเบือนข้อเท็จจริงโดย AI โดยมีรายงานว่านายแซม อัลต์แมน ผู้ก่อตั้ง OpenAI และนายดาริโอ อโมเดอี ซีอีโอของ Anthropic ได้เข้าร่วมการหารือในเซสชันพิเศษนี้ด้วย.

ที่มา Reuters

ญี่ปุ่นบุกค้น 6 บ.ไอศกรีมยักษ์ใหญ่ ต้องสงสัย “ฮั้วราคา” เอาเปรียบผู้บริโภค

ญี่ปุ่นบุกค้น 6 บ.ไอศกรีมยักษ์ใหญ่ ต้องสงสัย "ฮั้วราคา" เอาเปรียบผู้บริโภค

17 มิ.ย. 2569 14:23 น.

ญี่ปุ่นบุกค้น 6 บ.ไอศกรีมยักษ์ใหญ่ ต้องสงสัย “ฮั้วราคา” เอาเปรียบผู้บริโภค

หน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้าของญี่ปุ่น (JFTC) เปิดฉากบุกตรวจค้นสำนักงานใหญ่ของ 6 บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตไอศกรีม รวมถึง เมจิ, ลอตเต้ และกูลิโกะ หลังพบหลักฐานต้องสงสัยส่งอีเมล-นัดพบปะเพื่อล็อกราคาและกรอบเวลาขึ้นราคาไอศกรีมมานานหลายปี เผยอาจใช้ข้ออ้างเรื่องเงินเฟ้อเพื่อฟันกำไรเกินควรในช่วงที่ตลาดไอศกรีมทำยอดขายทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 1.35 แสนล้านบาท

คณะกรรมาธิการการค้าที่เป็นธรรมแห่งญี่ปุ่น (JFTC) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลด้านการผูกขาดและการแข่งขันทางการค้า ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นสำนักงานใหญ่ของบริษัทผู้ผลิตไอศกรีมรายใหญ่ของประเทศจำนวน 6 แห่ง เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (16 มิ.ย.) เนื่องจากต้องสงสัยว่ามีพฤติกรรมสมรู้ร่วมคิดในการกำหนดราคา หรือ “ฮั้วราคา” สำหรับขายปลีก ซึ่งเข้าข่ายละเมิดกฎหมายต่อต้านการผูกขาด

แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับประเด็นนี้เปิดเผยว่า บริษัทผู้ผลิตไอศกรีมยักษ์ใหญ่ทั้ง 6 แห่งที่ถูกบุกค้นประกอบด้วย:

  1. บริษัท เมจิ (Meiji Co.)
  2. บริษัท โมรินากะ มิลค์ อินดัสทรี (Morinaga Milk Industry Co.)
  3. บริษัท ล็อตเต้ (Lotte Co.)
  4. บริษัท เอซากิ กูลิโกะ (Ezaki Glico Co.)
  5. บริษัท โมรินากะ แอนด์ โค (Morinaga & Co.)
  6. บริษัท อาคากิ นิวโก (Akagi Nyugyo Co.)

รายงานระบุว่า ทั้ง 6 บริษัทถูกสงสัยว่ามีการแลกเปลี่ยนข้อมูลภายในผ่านทางอีเมลและการนัดประชุมร่วมกันอย่างลับๆ มานานหลายปี เพื่อประสานงานและกำหนดกรอบเวลา รวมถึงสัดส่วนในการปรับขึ้นราคาขายปลีกแนะนำสำหรับผลิตภัณฑ์ไอศกรีมและของหวานแช่แข็งอื่นๆ โดยสื่อท้องถิ่นระบุว่า ตั้งแต่ช่วงปี 2022 เป็นต้นมา บริษัทเหล่านี้ได้พร้อมใจกันปรับขึ้นราคาไอศกรีมในเวลาใกล้เคียงกันทุกปี ซึ่งการสืบสวนคดีฮั้วราคาในตลาดไอศกรีมครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของคณะกรรมาธิการฯ ญี่ปุ่น

นอกจากประเด็นเรื่องการกำหนดราคาแล้ว สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า JFTC กำลังขยายผลสอบสวนว่า บริษัทเหล่านี้ฉวยโอกาสจากสถานการณ์เงินเฟ้อ ขยับราคาขายปลีกแนะนำให้สูงเกินกว่าความเป็นจริง โดยเกินกว่าระดับต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นเพื่อหวังฟันกำไรส่วนต่างเพิ่มเติมหรือไม่

แม้ว่า “ราคาขายปลีกแนะนำ” จะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และร้านค้าปลีกสามารถตั้งราคาเองได้ แต่ในความเป็นจริง ร้านค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตส่วนใหญ่ในญี่ปุ่นมักจะใช้ราคาแนะนำนี้เป็นเกณฑ์หลักในการติดป้ายราคาบนชั้นวางสินค้า

ภายหลังการบุกค้น ตัวแทนจากบริษัท เอซากิ กูลิโกะ ออกมาแถลงยอมรับว่า “เป็นความจริงที่บริษัทกำลังอยู่ภายใต้การตรวจสอบของคณะกรรมาธิการการค้าที่เป็นธรรม และเราพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่” เช่นเดียวกับอีก 4 บริษัทที่ออกแถลงการณ์ในทิศทางเดียวกัน ขณะที่นางนัตสึโยะ ซูซูกิ ตัวแทนจากบริษัท อาคากิ นิวโก ยืนยันกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่าทางบริษัทจะทำงานร่วมกับพนักงานสอบสวนอย่างใกล้ชิดหลังจากถูกเข้าตรวจสอบพื้นที่

ทั้งนี้ หาก JFTC สรุปผลการสืบสวนและชี้มูลความผิดว่ากลุ่มบริษัทเหล่านี้มีพฤติกรรมเป็นกลุ่มผู้ค้าผูกขาดจริง หน่วยงานต่อต้านการผูกขาดจะออกคำสั่งให้บริษัททั้งหมดปรับปรุงแนวปฏิบัติทางธุรกิจทันที พร้อมทั้งสั่งปรับเงินเป็นมูลค่ามหาศาล

สมาคมไอศกรีมแห่งญี่ปุ่น (Japan Ice Cream Association) เปิดเผยข้อมูลว่า มูลค่าตลาดรวมของไอศกรีมและของหวานแช่แข็งในญี่ปุ่นในปีกระทบยอดบัญชีปี 2025 ซึ่งสิ้นสุดเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พุ่งทะยานขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 6.63 แสนล้านเยน (ประมาณ 1.35 แสนล้านบาท)

ความสำเร็จของยอดขายที่เติบโตทำลายสถิติต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ติดต่อกันนี้ ส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนมาจากกลยุทธ์การปรับขึ้นราคาสินค้า และวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ญี่ปุ่นต้องเผชิญกับฤดูร้อนที่ร้อนจัดและยาวนานที่สุดทุบสถิตินับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกสถิติในปี 1989 ส่งผลให้ความต้องการบริโภคไอศกรีมของประชาชนพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก แต่น่าเสียดายที่ช่วงเวลาทำเงินของกลุ่มผู้ผลิตกลับต้องมาสะดุดลงจากการถูกตรวจสอบครั้งใหญ่ในครั้งนี้

อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ตลาดไอศกรีมญี่ปุ่นถูกเพ่งเล็ง ย้อนกลับไปในปี 1997 คณะกรรมาธิการฯ เคยตัดสินว่า บริษัท ฮาเก้น-ดาซส์ เจแปน (Haagen-Dazs Japan) มีความผิดฐานละเมิดกฎหมายต่อต้านการผูกขาดมาแล้ว หลังจากพบว่าทางแบรนด์ได้ใช้อิทธิพลกดดันและบังคับไม่ให้ร้านค้าปลีกนำสินค้าของตนไปจัดโปรโมชันลดราคาต่ำกว่าราคาขายปลีกแนะนำ.

ที่มา The Mainichi / AFP

FBI สกัดแผนโจมตีงาน UFC ในทำเนียบขาว รวบ 5 ผู้ต้องสงสัย วางแผนใช้โดรนติดระเบิด-ทีมซุ่มยิง

FBI สกัดแผนโจมตีงาน UFC ในทำเนียบขาว รวบ 5 ผู้ต้องสงสัย วางแผนใช้โดรนติดระเบิด-ทีมซุ่มยิง

17 มิ.ย. 2569 12:43 น.

FBI สกัดแผนโจมตีงาน UFC ในทำเนียบขาว รวบ 5 ผู้ต้องสงสัย วางแผนใช้โดรนติดระเบิด-ทีมซุ่มยิง

สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือ FBI เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่สามารถสกัดกั้นแผนการโจมตีที่มุ่งเป้าการจัดการแข่งขันศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน หรือ UFC ซึ่งจัดขึ้นที่สนามหญ้าของทำเนียบขาวเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่มีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ร่วมชมการแข่งขันด้วย พร้อมทั้งควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ 5 ราย ซึ่งถูกกล่าวหาว่าวางแผนใช้โดรนติดวัตถุระเบิดสร้างความแตกตื่น หวังบีบผู้ร่วมงานเข้าสู่จุดซุ่มยิงเพื่อสังหารเป้าหมายระดับสูง

เอกสารคำฟ้องของศาลระบุว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุวางแผนอย่างเป็นระบบ โดยตั้งใจจะใช้โดรนติดระเบิดโจมตีอาคารทำเนียบขาวฝั่งทิศเหนือ เพื่อสร้างความแตกตื่นตกใจและบีบให้ผู้เข้าร่วมงานวิ่งหนีไปทางประตูทางออก ซึ่งมีทีมซุ่มยิง ของกลุ่มคนร้ายดักรอเปิดฉากยิงถล่มใส่กลุ่มนักการเมืองและบุคคลสำคัญที่กำลังหลบหนี นอกจากนี้ยังมีแผนขั้นที่สองให้ทีมจู่โจมอีกชุดบุกพังรั้วทำเนียบขาวเข้ามาซ้ำซ้อน

ในวันเกิดเหตุ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีอายุครบ 80 ปีในวันนั้น ได้เข้าร่วมชมการแข่งขันมวยกรงนัดพิเศษนี้ร่วมกับสมาชิกรัฐสภาสังกัดพรรครีพับลิกัน กลุ่มทุนผู้บริจาค และเจ้าหน้าที่ระดับสูงจำนวนมาก เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีการประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ โดยมีผู้เข้าร่วมงานที่ได้รับเชิญกว่า 4,300 คน และประชาชนทั่วไปรับชมอยู่บริเวณใกล้เคียงอีกราว 85,000 คน ซึ่งโชคดีที่งานดำเนินไปจนจบโดยไม่มีเหตุรุนแรงใดๆ เกิดขึ้น

ปฏิบัติการจู่โจมหลายรัฐพร้อมกันของเอฟบีไอ สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 5 ราย ประกอบด้วย ไทเซน ซี. โพรเพอร์ (Tycen C. Proper) อายุ 19 ปี ถูกจับกุมที่รัฐโอไฮโอ, ไบรอัน โอมาร์ โรอา (Bryan Omar Roa) อายุ 24 ปี ถูกจับกุมที่รัฐแคลิฟอร์เนีย, ไมเคิล อลัน โทมัส (Michael Alan Thomas) อายุ 32 ปี ถูกจับกุมที่รัฐแคลิฟอร์เนีย, แดเนียล เค. เอสคริดจ์ (Daniel K. Eskridge) อายุ 32 ปี ถูกจับกุมที่รัฐมิสซูรีและอับราฮัม เอร์โมซิโย อัลวาเรซ (Abraham Hermosillo Alvarez) อายุ 31 ปี ถูกจับกุมที่รัฐเนแบรสกา

ผู้ต้องหาทั้งหมดถูกตั้งข้อหาหนักฐาน “สมคบคิดเพื่อก่อฆาตกรรม” ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต โดยอัยการระบุว่า อัลวาเรซ เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการวางแผนและจัดการระบบโดรน ส่วนโทมัสแบ่งงานออกเป็น 4 ระดับ ตั้งแต่ระดับหน้าเสื่อยอมพลีชีพขัดขวางกฎหมาย ไปจนถึงระดับระดมทุนและปั่นกระแสในโลกออนไลน์

เอกสารระบุว่า กลุ่มนี้ฝักใฝ่ลัทธิสมคบคิดต่อต้านรัฐบาลและแนวคิดสุดโต่งทางศาสนา โดยมีแรงจูงใจส่วนหนึ่งมาจากความโกรธแค้นต่อการจัดการคดีค้าประเวณีเด็กของ “เจฟฟรีย์ เอปสตีน” รวมไปถึงปมทุจริตของรัฐบาล และปัญหาการสร้างศูนย์ข้อมูลที่แย่งชิงทรัพยากรน้ำของชุมชน โดยพวกเขาระบุว่าต้องการ “ทำลายสหรัฐฯ เพื่อสร้างขึ้นมาใหม่” เนื่องจากมองว่าประเทศกำลังเดินไปในทิศทางที่ผิด

เป้าหมายสังหารล้างบางที่กลุ่มนี้พุ่งเป้าไว้ในแอปพลิเคชันส่งข้อความลับ ประกอบด้วย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์, รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์, นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล, อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีชื่อดัง รวมถึงสมาชิกรัฐสภาบางคนที่กลุ่มนี้เชื่อว่ารับเงินสนับสนุนจากกลุ่มล็อบบี้ยิสต์สนับสนุนอิสราเอล

แผนการร้ายแรงนี้ถูกเปิดโปงหลังจากแม่ของนายไทเซน โพรเพอร์ วัย 19 ปี ได้โทรศัพท์แจ้งความกับตำรวจท้องถิ่นในรัฐโอไฮโอเมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา เนื่องจากเธอพบว่าลูกชายกว้านซื้ออาวุธปืนร้ายแรงจำนวนมากผิดปกติ และมักแช็ตคุยกับกลุ่มคนที่อ้างว่าเป็นอดีตทหารและกลุ่มเคร่งศาสนา

จากการสอบสวนพบว่า กลุ่มนี้เริ่มพูดคุยกันตั้งแต่เดือนมีนาคมผ่านกลุ่มในแอปพลิเคชัน TikTok ที่ชื่อว่า “Vanguard of the Old” (กลุ่มผู้พิทักษ์แห่งสาธารณรัฐเก่า) ก่อนจะคัดกรองผู้ที่ “ผ่านการตรวจสอบ” ให้ย้ายไปคุยแผนการและแจกจ่ายแผนที่ยุทธศาสตร์เชิงลึก ผ่านแอปพลิเคชันเข้ารหัสอย่าง Signal ซึ่งในกลุ่มแช็ตหลักมีสมาชิกประมาณ 19 คน และแยกย่อยตามภูมิภาค โดยทางสำนักข่าวฟ็อกซ์นิวส์รายงานว่า เครือข่ายทั้งหมดอาจมีผู้เกี่ยวข้องมากถึง 23 คน

นายแคช พาเทล ผู้อำนวยการเอฟบีไอ ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า แผนการโจมตีครั้งนี้ถูก “หยุดยั้งได้อย่างราบคาบ” ด้วยความร่วมมือของเครือข่ายบังคับใช้กฎหมาย ขณะที่ นายเจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์นิวส์อย่างดุเดือดว่า “คน 23 คนจะมารวมตัวกันก่อเหตุวินาศกรรมกลางกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ขนาดนี้ไม่ได้ ถ้าไม่มีแหล่งเงินทุนและการประสานงานที่จริงจัง นี่ไม่ใช่แค่ไอ้หนุ่มไม่กี่คนมาทำเรื่องบ้าๆ แต่มันคือแผนการก่อการร้ายที่มีการจัดตั้งมาอย่างดี”

อย่างไรก็ดี ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งอยู่ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำ G7 ที่เมืองเอวิยอง ประเทศฝรั่งเศส ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวสั้นๆ เพียงว่า “ผมยังไม่ได้รับรายงานเรื่องนี้เลย”

ขณะที่ นายแมตต์ ควินน์ รองผู้อำนวยการหน่วยอารักขาประธานาธิบดี ยอมรับว่านี่คือภัยคุกคามที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง แต่ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเพิ่มเติม โดยแสดงความอึดอัดใจที่ข้อมูลการสืบสวนภายในหลุดรอดไปยังสื่อมวลชนก่อนเวลาอันควร

ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ระบุว่า ความรุนแรงทางการเมืองในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นกว่า 30% ในช่วงปี 2024 ถึง 2025 โดยเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงสองเดือนหลังจากมีเหตุยิงกันในงานเลี้ยงสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว และเพียงเดือนเดียวหลังจากเจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรมชายคนหนึ่งที่พยายามเปิดฉากยิงใส่จุดตรวจรักษาความปลอดภัยรอบทำเนียบขาว ทั้งนี้ ศาลได้กำหนดนัดไต่สวนมูลฟ้องนัดแรกในวันที่ 29 มิถุนายนนี้.

ที่มา Reuters / BBC

แฉงบสร้างห้องบอลรูมใหม่ของ “ทรัมป์” พุ่ง 1.9 หมื่นล้าน พบใช้เงินภาษีประชาชนเกินครึ่ง

แฉงบสร้างห้องบอลรูมใหม่ของ "ทรัมป์" พุ่ง 1.9 หมื่นล้าน พบใช้เงินภาษีประชาชนเกินครึ่ง

17 มิ.ย. 2569 12:07 น.

แฉงบสร้างห้องบอลรูมใหม่ของ “ทรัมป์” พุ่ง 1.9 หมื่นล้าน พบใช้เงินภาษีประชาชนเกินครึ่ง

สื่อสหรัฐฯ รายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากหนังสือพิมพ์เดอะวอชิงตันโพสต์ ที่เปิดเผยเอกสารประเมินราคาภายในของรัฐบาล ระบุว่า โครงการก่อสร้างห้องจัดเลี้ยงหรือห้องบอลรูมแห่งใหม่บริเวณปีกตะวันออกของทำเนียบขาวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีมูลค่าพุ่งสูงถึง 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.95 หมื่นล้านบาท และมีการนำเงินภาษีของประชาชนมาใช้จ่ายในโครงการนี้ไปแล้วมากกว่าครึ่งหนึ่ง

รายงานระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวสวนทางกับสิ่งที่โดนัลด์ ทรัมป์ เคยแถลงต่อสื่อมวลชนมาโดยตลอด โดยก่อนหน้านี้เขาอ้างว่าโครงการนี้จะใช้งบประมาณราว 400 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นจาก 200 ล้านดอลลาร์ที่เคยประเมินไว้ตอนเปิดตัวโครงการเมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 และยืนกรานหลายครั้งว่าจะใช้เงินบริจาคจากภาคเอกชนและทุนส่วนตัวของเขาเองทั้งหมด โดยจะไม่แตะต้องเงินภาษีของประชาชนแม้แต่เซนต์เดียว

อย่างไรก็ตาม เอกสารสรุปโครงการจากบริษัท คลาร์ก คอนสตรัคชัน (Clark Construction) ซึ่งเป็นผู้รับเหมาหลัก ที่ส่งถึงทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 5 มีนาคม ระบุชัดเจนว่า งบประมาณได้บานปลายไปถึง 600 ล้านดอลลาร์ โดยมีเงินจาก “แหล่งทุนเอกชน” เพียง 293 ล้านดอลลาร์ ส่วนที่เหลืออีกกว่าครึ่งหนึ่งเป็นเงินงบประมาณรัฐบาลที่มาจากภาษีประชาชน ประกอบด้วย งบประมาณจากหน่วยอารักขาประธานาธิบดี 155 ล้านดอลลาร์, สำนักงานทหารประจำทำเนียบขาว 149 ล้านดอลลาร์ และงบการจัดการที่พำนักประธานาธิบดีอีก 3 ล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ เอกสารกำกับสินค้าและอีเมลยังเผยว่า รัฐบาลได้อนุมัติจ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินจำนวนหลายสิบล้านดอลลาร์ให้แก่บริษัทผู้รับเหมาไปแล้วตั้งแต่เริ่มโครงการ รวมถึงเงินจำนวน 3.6 ล้านดอลลาร์เพื่อเตรียมพื้นที่ก่อนการทุบทำลายอาคาร และอีก 1.6 ล้านดอลลาร์เป็นค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนอาคารประวัติศาสตร์ปีกตะวันออก ซึ่งทรัมป์สั่งทุบทิ้งไปเมื่อปีที่แล้วโดยไม่ได้ปรึกษาหารือกับสภาคองเกรส

ด้านนายเดวิส อิงเกิล โฆษกทำเนียบขาว ออกแถลงการณ์ตอบโต้รายงานข่าวดังกล่าว โดยยังคงยืนยันว่า ประธานาธิบดีทรัมป์และกลุ่มผู้บริจาคชาวอเมริกันผู้รักชาติ ร่วมกันสนับสนุนเงินทุนในส่วนของห้องบอลรูมเป็นจำนวนเงินประมาณ 400 ล้านดอลลาร์ เพื่อให้เป็นสถานที่ที่ปลอดภัยและเหมาะสมสำหรับประธานาธิบดีในรุ่นต่อๆ ไป

ทำเนียบขาวพยายามชี้แจงว่า เม็ดเงินส่วนที่มาจากงบประมาณรัฐนั้นเป็นงบด้านระบบรักษาความปลอดภัย ซึ่งแยกส่วนออกจากตัวห้องจัดเลี้ยงชัดเจน โดยโครงการนี้จะรวมถึงการสร้างโรงพยาบาลไว้ที่ชั้นใต้ดิน และมีสถานีจอดโดรนอยู่บนดาดฟ้าอาคาร

นอกจากนี้ โฆษกทำเนียบขาวยังได้ยกเหตุการณ์สกัดแผนก่อเหตุก่อการร้ายในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเอฟบีไอ สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัย 5 รายที่พยายามโจมตีงานแข่งขัน UFC ในทำเนียบขาวที่ทรัมป์เข้าร่วม รวมถึงเหตุการณ์ที่มีชายพกอาวุธพยายามบุกพังงานเลี้ยงกาล่าสื่อมวลชนเมื่อเดือนเมษายน มาเป็นข้ออ้างว่า “นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำเนียบขาวจำเป็นต้องมีห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ 90,000 ตารางฟุตที่มีโครงสร้างป้องกันโดรนและระบบความปลอดภัยขั้นสูงเช่นนี้” เนื่องจากห้องอีสต์รูม (East Room) เดิมหรือสนามหญ้าทิศใต้ มีขนาดเล็กเกินไปและไม่ปลอดภัยเพียงพอ

รายงานชิ้นนี้จุดชนวนให้พรรคเดโมแครตออกมาโจมตีทรัมป์อย่างรุนแรง โดยนางแคทเธอรีน คลาร์ก ประธานวิปฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “ทรัมป์โกหกทุกครั้งที่บอกว่าจะไม่ใช้เงินภาษีประชาชนแม้แต่ดอลลาร์เดียวกับห้องบอลรูมสุดหรูของเขา แต่กลับไม่มีเงินแม้แต่เหรียญเดียวที่จะไปช่วยลดค่าครองชีพให้ครอบครัวคนอเมริกัน”

ขณะเดียวกัน สมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วนเริ่มแสดงความกังวลว่า ประเด็นอื้อฉาวเรื่องความฟุ่มเฟือยนี้อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน เนื่องจากปัจจุบันชาวอเมริกันกำลังเผชิญกับวิกฤตค่าครองชีพอย่างหนัก โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์อันเนื่องมาจากสงครามในอิหร่าน ขณะที่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนพบว่า ชาวอเมริกันถึง 56% ไม่เห็นด้วยกับการทุบตึกประวัติศาสตร์เพื่อสร้างห้องบอลรูมใหม่นี้

ปัจจุบัน โครงการก่อสร้างดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไปท่ามกลางการต่อสู้ทางกฎหมาย หลังจากที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งในเดือนมีนาคมให้ระงับการก่อสร้างเหนือพื้นดินตามคำร้องของกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและประวัติศาสตร์ ทว่าต่อมาศาลอุทธรณ์ได้สั่งชะลอคำสั่งระงับดังกล่าวไว้ก่อน ทำให้การก่อสร้างยังคงดำเนินไปได้ในระหว่างที่รอคำตัดสินขั้นสุดท้ายจากศาลอุทธรณ์ ซึ่งทรัมป์ยังคงเดินหน้าพาสื่อมวลชนทัวร์ไซต์งานพร้อมกล่าวย้ำคำเดิมว่า “นี่คือของขวัญที่ผมมอบให้สหรัฐอเมริกา และนี่คือเงินส่วนตัวของผมกับผู้บริจาค ไม่ใช่เงินภาษี”

ที่มา USA TODAY / Washington Post