สวีเดนลดอายุขั้นต่ำในการรับผิดทางอาญาอยู่ที่ 14 ปี เปิดทางให้เด็กที่กระทำความผิดถูกจำคุกได้

สวีเดนลดอายุขั้นต่ำในการรับผิดทางอาญาอยู่ที่ 14 ปี เปิดทางให้เด็กที่กระทำความผิดถูกจำคุกได้

14 ส.ค. 2569 06:47 น.

สวีเดนลดอายุขั้นต่ำในการรับผิดทางอาญาอยู่ที่ 14 ปี เปิดทางให้เด็กที่กระทำความผิดถูกจำคุกได้

รัฐสภาสวีเดนลงมติลดอายุการรับผิดทางอาญาจาก 15 ปี เหลือเพียง 14 ปี เพื่อเปิดทางให้เด็กที่กระทำความผิดถูกจำคุกได้ หวังยกระดับการปราบปรามอาชญากรรม แก๊งค้ายา โดยกฎหมายจะมีผล 10 ก.ย.นี้ 

วันที่ 13 สิงหาคม 2569 รัฐสภาสวีเดนลงมติลดอายุขั้นต่ำในการรับผิดทางอาญาจาก 15 ปี เหลือ 14 ปี โดยผลการลงมติพบว่า สมาชิกสภา 281 คนเห็นชอบให้ลดอายุรับผิดทางอาญาเหลือ 14 ปี ขณะที่ 66 คนไม่เห็นด้วย เพื่อเปิดทางให้เด็กที่กระทำความผิดสามารถถูกจำคุกได้ตั้งแต่อายุน้อยลง

การลงมติครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางรัฐบาลฝ่ายขวาที่เตรียมเข้าสู่การเลือกตั้งทั่วไปและประกาศเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรม หลังประเทศเผชิญปัญหาความขัดแย้งระหว่างแก๊งอาชญากรรมมานานกว่าทศวรรษ โดยก่อนหน้านี้ รัฐบาลสวีเดนต้องการลดอายุรับผิดทางอาญาลงเหลือ 13 ปี แต่ต้องถอนข้อเสนอนี้ในเดือนมิถุนายน เนื่องจากข้อเสนอนี้ถูกคัดค้านจากองค์กรและหน่วยงานส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมให้ความเห็นถึง 126 แห่ง รวมถึงตำรวจและหน่วยงานราชทัณฑ์ ซึ่งมองว่าอายุ 13 ปีต่ำเกินไป 

นอกจากลดอายุรับผิดทางอาญาแล้ว รัฐสภายังลงมติลดสิทธิในการได้รับการลดโทษจำคุกสำหรับผู้กระทำผิดที่เป็นเยาวชน โดยภายใต้กฎหมายใหม่ เยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีอาจถูกจำคุกเป็นเวลาสูงสุดถึง 18 ปี ซึ่งกฎหมายใหม่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 10 กันยายน 2569  

ที่มา Euro News

ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีโดรน สูงสุด 100% อ้างเหตุผลด้านความมั่นคง หวังลดการพึ่งพานำเข้าจากต่างชาติ

ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีโดรน สูงสุด 100% อ้างเหตุผลด้านความมั่นคง หวังลดการพึ่งพานำเข้าจากต่างชาติ

14 ส.ค. 2569 05:17 น.

ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีโดรน สูงสุด 100% อ้างเหตุผลด้านความมั่นคง หวังลดการพึ่งพานำเข้าจากต่างชาติ

“โดนัลด์ ทรัมป์” ประกาศเก็บภาษีนำเข้าโดรนและชิ้นส่วนสูงสุด 100% โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง หลังสหรัฐฯ พึ่งพาโดรนจากต่างประเทศมากเกินไป กระทบทั้งพันธมิตรสำคัญหลายประเทศ

วันที่ 14 สิงหาคม 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ประกาศเตรียมขึ้นภาษีนำเข้าระบบอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน (Unmanned Aircraft Systems – UAS) และชิ้นส่วนโดรนจากต่างประเทศ โดยกำหนดอัตราภาษีสูงสุด 100% สำหรับโดรนบางประเภทที่มีขนาดหรือขีดความสามารถซึ่งสหรัฐฯ มองว่ามีความอ่อนไหวต่อความมั่นคงแห่งชาติ

ทำเนียบขาวระบุว่า มาตรการใหม่กำหนดภาษีนำเข้าแบบคิดตามมูลค่า (ad valorem) 100% สำหรับโดรนที่เข้าข่ายประเภทอ่อนไหวด้านความมั่นคง ขณะที่โดรนที่มีขนาดเล็กกว่าจะถูกเก็บภาษี 25% และสำหรับโดรนและชิ้นส่วนจากสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น ลิกเตนสไตน์ เกาหลีใต้ สวิตเซอร์แลนด์ และไต้หวัน จะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 15% ส่วนสินค้าประเภทโดรนจากสหราชอาณาจักรจะถูกเก็บภาษี 10%

โดยทำเนียบขาวระบุว่า ภาษีสำหรับโดรนและสินค้าที่อยู่ในกลุ่มอ่อนไหวจะเริ่มมีผลภายใน 21 วัน หลังประธานาธิบดีลงนาม ขณะที่ชิ้นส่วนโดรนที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มอ่อนไหวเป็นพิเศษ จะเริ่มถูกเก็บภาษีหลังการลงนาม 180 วัน ในส่วนผลิตภัณฑ์ที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ อนุมัติให้ได้รับการยกเว้นจากบัญชี “Covered List” ของคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารสหรัฐฯ ภายใน 20 วันหลังการลงนาม จะเริ่มถูกเรียกเก็บภาษีหลังจากนั้น 180 วัน

รายงานข่าวระบุว่า มาตรการนี้มีขึ้นหลังจากนายฮาวเวิร์ด ลุตนิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้ตรวจสอบผลกระทบจากการนำเข้าโดรน และพบว่าสหรัฐฯ พึ่งพาผู้ผลิตจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง และสหรัฐฯ พึ่งพาแหล่งผลิตจากต่างประเทศมากเกินไป ทั้งในส่วนของตัวโดรนและชิ้นส่วน ขณะที่ผู้ผลิตภายในประเทศยังไม่สามารถผลิตได้เพียงพอต่อความต้องการด้านความมั่นคง

นอกจากนี้ การตรวจสอบยังพบว่าโดรนและชิ้นส่วนจากหน่วยงานหรือผู้ผลิตต่างชาติบางรายอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความมั่นคงและความปลอดภัย ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ เห็นว่าจำเป็นต้องเพิ่มการปกป้องอุตสาหกรรมโดรนภายในประเทศ

ทั้งนี้ มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการค้าของทรัมป์ที่ให้ความสำคัญกับการใช้ภาษีนำเข้าเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและต่างประเทศของสหรัฐฯ แม้ก่อนหน้านี้นโยบายภาษีของรัฐบาลทรัมป์จะเผชิญความท้าทายทางกฎหมายและเสียงวิจารณ์จากนักวิเคราะห์บางส่วน.

ที่มา Reuters

รถไฟโดยสารตกรางทางใต้ของอังกฤษ บาดเจ็บ 11 ราย สาหัส 2 คน

รถไฟโดยสารตกรางทางใต้ของอังกฤษ บาดเจ็บ 11 ราย สาหัส 2 คน

14 ส.ค. 2569 04:34 น.

รถไฟโดยสารตกรางทางใต้ของอังกฤษ บาดเจ็บ 11 ราย สาหัส 2 คน

เกิดเหตุรถไฟโดยสารบรรทุกผู้โดยสารราว 150 คน ตกรางใกล้สถานีลูอิส ทางตอนใต้ของอังกฤษ ตู้รถไฟ 3 ตู้พลิกตะแคง มีผู้บาดเจ็บ 11 ราย ในจำนวนนี้อาการสาหัส 2 คน เจ้าหน้าที่เร่งสอบสวนสาเหตุ

วันที่ 14 สิงหาคม 2569 เกิดเหตุรถไฟโดยสารตกรางใกล้สถานีรถไฟลูอิส ในเขตอีสต์ซัสเซกซ์ ทางตอนใต้ของอังกฤษ ห่างจากกรุงลอนดอนไปทางใต้ประมาณ 72 กิโลเมตร ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 11 คนราย ในจำนวนนี้ 2 คนได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะที่เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินหลายหน่วยระดมกำลังเข้าช่วยเหลือผู้โดยสาร

นายเอียน ดรัมมอนด์-สมิธ ผู้ช่วยหัวหน้าตำรวจขนส่งอังกฤษ ระบุว่า รถไฟของบริษัทเซาเทิร์น เรล (Southern Rail) ขบวนนี้เดินทางจากสถานีวิกตอเรียในกรุงลอนดอนไปยังเมืองอีสต์บอร์น ขณะเกิดเหตุมีผู้โดยสารประมาณ 150 คน โดยตู้รถไฟ 3 ตู้ตกรางและพลิกตะแคง ทำให้ผู้โดยสารบางส่วนติดอยู่ภายใน พร้อมเผยว่า เจ้าหน้าที่ประกาศให้เหตุการณ์เป็นเหตุฉุกเฉินร้ายแรง และระดมกำลังหน่วยกู้ภัยจำนวนมากเข้าพื้นที่ โดยสามารถอพยพผู้โดยสารทั้งหมดออกจากขบวนรถไฟได้อย่างปลอดภัย

ทางด้านหน่วยสอบสวนอุบัติเหตุทางรถไฟของสหราชอาณาจักร เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนว่าอะไรเป็นสาเหตุให้รถไฟตกราง ขณะที่สภาพอากาศร้อนจัดอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่อยู่ระหว่างการพิจารณา โดยในวันเกิดเหตุ อุณหภูมิในบางพื้นที่ทางตอนใต้ของอังกฤษพุ่งสูงถึง 35 องศาเซลเซียส และก่อนหน้านี้มีการยกเลิกเที่ยวรถไฟบางขบวน รวมถึงจำกัดความเร็วการเดินรถ เนื่องจากคลื่นความร้อน อย่างไรก็ตาม ได้ส่งทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อเริ่มรวบรวมหลักฐานและตรวจสอบสาเหตุของอุบัติเหตุ 

ขณะที่ นางไฮดี อเล็กซานเดอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของอังกฤษ แสดงความกังวลอย่างมากต่อรายงานเหตุรถไฟตกราง พร้อมขอบคุณเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินที่เข้าช่วยเหลือผู้โดยสาร และระบุว่ารัฐบาลกำลังเร่งประสานงานกับภาคส่วนรถไฟและหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ เหตุรถไฟตกรางครั้งนี้ถือเป็นอุบัติเหตุทางรถไฟร้ายแรงครั้งที่ 2 ของอังกฤษในช่วง 2 เดือน โดยเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา รถไฟโดยสาร 2 ขบวนชนกันในพื้นที่ใกล้เมืองเบดฟอร์ด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ และบาดเจ็บอีกหลายสิบราย.

ที่มา CNN

ระเบิดรุนแรงท่าเรือรอตเตอร์ดัม ดับ 1 ศพ บาดเจ็บหลายราย ตำรวจเร่งสอบเหตุ

ระเบิดรุนแรงท่าเรือรอตเตอร์ดัม ดับ 1 ศพ บาดเจ็บหลายราย ตำรวจเร่งสอบเหตุ

14 ส.ค. 2569 00:10 น.

ระเบิดรุนแรงท่าเรือรอตเตอร์ดัม ดับ 1 ศพ บาดเจ็บหลายราย ตำรวจเร่งสอบเหตุ

เกิดเหตุระเบิดที่ท่าเรือรอตเตอร์ดัมของเนเธอร์แลนด์ เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ศพ บาดเจ็บหลายคน เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบสาเหตุ เบื้องต้นคาดอาจเป็นอุบัติเหตุจากการทำงาน

วันที่ 13 สิงหาคม 2569 ตำรวจเมืองรอตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เปิดเผยว่า เกิดเหตุระเบิดที่บริเวณท่าเรือรอตเตอร์ดัม ซึ่งเป็นท่าเรือขนาดใหญ่ที่สุดของยุโรป ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ศพ และบาดเจ็บอีกหลายคนโดยเหตุระเบิดเกิดขึ้นช่วงสายวันพฤหัสบดี ภายในพื้นที่อุตสาหกรรมของท่าเรือ ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงกลั่นและสถานีขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงของบริษัทกันวอร์ เอเนอร์จี (Gunvor Energy) หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้จัดตั้งพื้นที่เกิดเหตุเพื่อรวบรวมหลักฐานและตรวจสอบหาสาเหตุของการระเบิด

โฆษกตำรวจรอตเตอร์ดัม ระบุว่า เบื้องต้นเหตุระเบดมีลักษณะคล้ายอุบัติเหตุจากการทำงาน แต่ยังไม่มีการสรุปสาเหตุที่แน่ชัด ด้านสถานีโทรทัศน์เอ็นโอเอส (NOS) ของเนเธอร์แลนด์ รายงานว่า ก่อนเกิดเหตุมีทีมช่างซ่อมบำรุงกำลังทำงานอยู่บริเวณท่อส่วนหนึ่งของโรงกลั่น จึงอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าการทำงานดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดหรือไม่

ขณะเดียวกัน หน่วยประสานงานฉุกเฉินของเมืองรอตเตอร์ดัมรายงานว่า เกิดเหตุไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ในพื้นที่อีกส่วนหนึ่งของท่าเรือ และพบหม้อแปลงไฟฟ้าเกิดเพลิงไหม้โดยยังไม่ทราบสาเหตุ ส่งผลให้บริษัทหลายแห่งต้องหยุดการดำเนินงานและอพยพพนักงานออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย.

ที่มา BBC 

ญี่ปุ่นอ่วม ฝนถล่มหนักหลายพื้นที่ทางภาคตะวันออก น้ำท่วม-ดินถล่มรุนแรง เตือนภัยระดับสูงสุด

ญี่ปุ่นอ่วม ฝนถล่มหนักหลายพื้นที่ทางภาคตะวันออก น้ำท่วม-ดินถล่มรุนแรง เตือนภัยระดับสูงสุด

13 ส.ค. 2569 22:43 น.

ญี่ปุ่นอ่วม ฝนถล่มหนักหลายพื้นที่ทางภาคตะวันออก น้ำท่วม-ดินถล่มรุนแรง เตือนภัยระดับสูงสุด

ญี่ปุ่นประกาศเตือนภัยฉุกเฉินระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด หลังฝนตกหนักในจังหวัดชิบะ และอีกหลายพื้นที่ทางภาคตะวันออก ทำให้น้ำท่วมและเสี่ยงดินถล่ม มีคำสั่งอพยพประชาชนกว่า 1 แสนครัวเรือน 

วันที่ 13 สิงหาคม 2569 สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น ประกาศเตือนภัยฉุกเฉินระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด สำหรับภัยดินถล่มในเมืองชิบะ และเมืองอิจิฮาระ ในจังหวัดชิบะ พร้อมออกคำเตือนระดับเดียวกันสำหรับฝนตกหนักในหลายพื้นที่ หลังเกิดฝนตกหนักต่อเนื่องจนมีความเสี่ยงเกิดน้ำท่วมและดินถล่มรุนแรง

คำเตือนฝนตกหนักครอบคลุมหลายเมืองในจังหวัดชิบะ โดยปริมาณฝนในหลายพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างเมืองชิบะ วัดปริมาณฝนได้มากกว่า 107 มิลลิเมตร ขณะที่เมืองยาชิโยะ มีฝนตกถึง 115 มิลลิเมตร ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงอย่างยิ่งว่าได้เกิดภัยพิบัติรุนแรงจากน้ำท่วมและแม่น้ำเอ่อล้นตลิ่งแล้ว พร้อมเตือนประชาชนให้ดำเนินการเพื่อความปลอดภัยในทันที เนื่องจากสถานการณ์อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

เจ้าหน้าที่เตือนว่า ฝนครั้งนี้มีความรุนแรงในระดับที่ประชาชนไม่เคยประสบมาก่อน ทางการท้องถิ่นในเมืองและพื้นที่มากกว่า 10 แห่งได้ออกคำสั่งอพยพระดับสูงสุด พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนอย่ารอจนสถานการณ์เลวร้ายลง แต่ให้รีบเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ปลอดภัยหรือจุดที่อยู่สูงกว่าโดยเร็ว   

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นยังตรวจพบกลุ่มเมฆฝนตกหนักก่อตัวเหนือพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ และทางใต้ของจังหวัดชิบะ พร้อมเตือนว่าอาจประกาศเตือนภัยฉุกเฉินระดับ 5 สำหรับฝนตกหนักในพื้นที่อื่นเพิ่มเติม จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงเร่งหาทางป้องกันตัวเองก่อนที่คำเตือนจะถูกประกาศ

ทั้งนี้ ระบบเตือนภัยของญี่ปุ่นกำหนด ระดับ 5 เป็นระดับสูงสุด หมายถึงภัยพิบัติกำลังเกิดขึ้นหรือใกล้จะเกิดขึ้น และประชาชนควรดำเนินการเพื่อรักษาชีวิตทันที ไม่ควรรอให้สถานการณ์เข้าสู่ขั้นรุนแรงก่อนจึงค่อยอพยพ.

ที่มา NHK

ตม. สหรัฐฯ เตรียมซื้อถุงมือช็อตไฟฟ้า 20 ล้านดอลลาร์ กลุ่มสิทธิมนุษยชนหวั่นซ้ำเติมความรุนแรง

ตม. สหรัฐฯ เตรียมซื้อถุงมือช็อตไฟฟ้า 20 ล้านดอลลาร์ กลุ่มสิทธิมนุษยชนหวั่นซ้ำเติมความรุนแรง

13 ส.ค. 2569 16:38 น.

ตม. สหรัฐฯ เตรียมซื้อถุงมือช็อตไฟฟ้า 20 ล้านดอลลาร์ กลุ่มสิทธิมนุษยชนหวั่นซ้ำเติมความรุนแรง

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) เตรียมอนุมัติงบประมาณสูงถึง 20 ล้านดอลลาร์ เพื่อจัดซื้อ “ถุงมือช็อตไฟฟ้า” สำหรับเจ้าหน้าที่ภาคสนาม จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และเสียงคัดค้านหนักจากองค์กรสิทธิมนุษยชน ที่กังวลว่าอุปกรณ์ดังกล่าวอาจถูกใช้เป็นช่องทางทรมานและละเมิดสิทธิประชาชนโดยไม่สามารถตรวจสอบได้

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ หรือ ICE เตรียมจัดซื้อถุงมือที่สามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยระหว่างปฏิบัติหน้าที่ โดยกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ ระบุว่า ICE อาจใช้งบประมาณสูงสุด 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 663 ล้านบาท สำหรับจัดซื้ออุปกรณ์ดังกล่าว

เอกสารประกาศบนเว็บไซต์ของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ระบุว่า อุปกรณ์ดังกล่าวมีชื่อว่า Generated Low Output Voltage Emitter หรือ GLOVE ซึ่งเป็นถุงมือที่ออกแบบมาเพื่อปล่อยกระแสไฟฟ้าเพื่อขัดขวางความสามารถของบุคคลในการตอบโต้เจ้าหน้าที่

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิอธิบายว่า GLOVE เป็นอุปกรณ์สำหรับสร้างความเจ็บปวดเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจและช่วยลดความรุนแรงของสถานการณ์ โดยจะออกให้เจ้าหน้าที่และสายสืบของหน่วยสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (HSI) ซึ่งรับผิดชอบปราบปรามองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และหน่วย Enforcement and Removal Operations (ERO) ซึ่งมีหน้าที่จับกุม ควบคุมตัว และส่งตัวผู้ฝ่าฝืนกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองออกจากสหรัฐฯ

ตามข้อมูลของผู้ผลิต ถุงมือดังกล่าวสามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าได้สูงสุดประมาณ 380 โวลต์ และสามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าได้สูงสุด 30 ครั้งต่อวินาที โดยทำงานผ่านการกดปุ่มที่ติดตั้งอยู่บนถุงมือ อีกทั้งมีไมโครโปรเซสเซอร์ในตัวสำหรับบันทึกการเปิดใช้งานอุปกรณ์

โดยถุงมือนี้แตกต่างจากปืนช็อตไฟฟ้าที่ใช้เข็มโลหะแหลมยิงเข้าไปในร่างกายและสามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าได้สูงถึง 50,000 โวลต์ ขณะที่ถุงมือ GLOVE จะต้องสัมผัสผิวหนังโดยตรงเพื่อส่งกระแสไฟฟ้า และไม่ได้ทำให้กระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านร่างกายเป็นวงจรเหมือนปืนช็อตไฟฟ้า

ผู้ผลิตระบุว่า อุปกรณ์ดังกล่าวไม่ทำให้เกิดการบาดเจ็บ และมีหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายหลายแห่งนำไปใช้งานแล้ว อย่างไรก็ตาม คู่มือการใช้งานแนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้กับผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้พิการรุนแรง รวมถึงแนะนำให้มีเจ้าหน้าที่อีกคนช่วยควบคุมตัวบุคคลที่ถูกใช้ถุงมือดังกล่าว

แผนจัดซื้อดังกล่าวสร้างความกังวลให้กับกลุ่มสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะ สหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน หรือ ACLU ซึ่งวิจารณ์ว่า การมอบเครื่องมือที่สามารถปล่อยความเจ็บปวดอย่างรุนแรงและซ่อนอยู่ในมือของเจ้าหน้าที่ อาจนำไปสู่การทำร้ายประชาชนมากขึ้นและทำให้การตรวจสอบการใช้กำลังทำได้ยากขึ้น

เจน รอลนิก บอร์เชตตา รองผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายการใช้กำลังของ ACLU กล่าวว่า ICE ตลอดช่วงปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่พร้อมที่จะใช้กำลังอย่างรวดเร็ว ซึ่งนำไปสู่ผลกระทบที่รุนแรง และในบางกรณีถึงขั้นเสียชีวิตทั้งกับพลเมืองสหรัฐฯ และผู้ที่ไม่ใช่พลเมือง โดยการติดตั้งอุปกรณ์ที่เจ้าหน้าที่สามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าด้วยการกดปุ่มเล็ก ๆ บนมือ อาจทำให้ผู้ที่อยู่รอบข้างสังเกตเห็นการใช้กำลังได้ยาก

ขณะที่กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิยืนยันว่า ICE ประเมินความต้องการของเจ้าหน้าที่ภาคสนามอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าเจ้าหน้าที่มีเครื่องมือและอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการจับกุมและส่งตัวบุคคลที่กระทำผิดกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองอย่างปลอดภัย

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิยังระบุว่า เจ้าหน้าที่ ICE ผ่านการฝึกอบรมเกี่ยวกับการลดความรุนแรงของสถานการณ์ และได้รับการฝึกอบรมเรื่องการใช้กำลังอย่างต่อเนื่อง โดยการตัดสินใจทุกครั้งจะต้องผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบและตรวจสอบให้สอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

การเตรียมจัดซื้อถุงมือช็อตไฟฟ้าเกิดขึ้นในช่วงที่ ICE ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากปฏิบัติการปราบปรามผู้อพยพภายใต้นโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมุ่งเพิ่มการจับกุมและการส่งตัวผู้อพยพออกนอกประเทศ

ก่อนหน้านี้มีเหตุเจ้าหน้าที่ ICE ยิงบุคคลเสียชีวิตหลายกรณีระหว่างปฏิบัติการตรวจคนเข้าเมือง รวมถึงกรณี ลอเรนโซ ซัลกาโด อาเราโฮ ชาวเม็กซิโกที่ถูกยิงเสียชีวิตในรัฐเท็กซัส และ โยฮัน เซบาสเตียน ดูรัน เกร์เรโร ชาวโคลอมเบีย ซึ่งเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติการตรวจคนเข้าเมืองในรัฐเมน

นอกจากนี้ กลุ่มสิทธิมนุษยชนยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ภายในศูนย์ควบคุมตัวของ ICE โดยข้อมูลของหน่วยงานระบุว่า มีผู้เสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัวโดย ICE มากกว่า 50 คน ทั่วประเทศ นับตั้งแต่ทรัมป์กลับเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคมปีที่แล้ว

รัฐบาลทรัมป์ยืนยันว่า เป้าหมายของการปราบปรามผู้อพยพคือการยกระดับความปลอดภัยภายในประเทศ ขณะที่กลุ่มสิทธิมนุษยชนกล่าวหาว่านโยบายดังกล่าวกระทบต่อสิทธิในการแสดงความคิดเห็นและสิทธิในกระบวนการยุติธรรม และสร้างสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะต่อชนกลุ่มน้อยที่กังวลเรื่องการถูกเลือกปฏิบัติจากเชื้อชาติ

สำหรับการจัดซื้อ GLOVE นั้น กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิระบุว่า สัญญาจัดซื้อแบบไม่เปิดประมูลอาจได้รับการเผยแพร่เร็วที่สุดในวันศุกร์นี้ หากดำเนินการตามแผนดังกล่าว การจัดซื้อของ ICE จะถือเป็นคำสั่งซื้อครั้งใหญ่ที่สุดของบริษัท Compliant Technologies ผู้ผลิตอุปกรณ์ชนิดนี้เท่าที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ.

ที่มา Reuters / BBC

ร่าง 2 ทหารเยอรมัน-มอเตอร์ไซค์สงครามโลกครั้งที่ 2 โผล่หลังระดับแม่น้ำดานูบลดต่ำสุด

ร่าง 2 ทหารเยอรมัน-มอเตอร์ไซค์สงครามโลกครั้งที่ 2 โผล่หลังระดับแม่น้ำดานูบลดต่ำสุด

13 ส.ค. 2569 15:38 น.

ร่าง 2 ทหารเยอรมัน-มอเตอร์ไซค์สงครามโลกครั้งที่ 2 โผล่หลังระดับแม่น้ำดานูบลดต่ำสุด

ภัยแล้งรุนแรงทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำดานูบลดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ จนเผยให้เห็นซากรถจักรยานยนต์ทหารเยอรมันและร่างของทหารเยอรมัน 2 นายที่เสียชีวิตในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กลางกรุงบูดาเปสต์ พร้อมป้ายชื่อประจำตัว แหวนแต่งงาน และเครื่องหมายทางทหาร ซึ่งอาจช่วยไขปริศนาชะตากรรมของทหารที่สูญหายมานานกว่า 80 ปี

ระดับน้ำในแม่น้ำดานูบที่ลดลงอย่างมากจากภาวะแห้งแล้งรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา ทำให้พบร่างของทหารเยอรมัน 2 นาย ซึ่งคาดว่าเสียชีวิตในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมถึงซากรถจักรยานยนต์ของกองทัพเยอรมันที่ยังอยู่ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ บริเวณกรุงบูดาเปสต์ เมืองหลวงของฮังการี

คณะกรรมการสุสานสงครามเยอรมัน เปิดเผยว่า นอกจากร่างของทหารทั้งสองนายแล้ว ยังพบป้ายระบุประจำตัวของทหารทั้งสองคน แหวนแต่งงาน และ โล่คูบัน (Kuban Shield) ซึ่งเป็นเครื่องหมายเชิดชูเกียรติสำหรับทหารเยอรมันที่เข้าร่วมการสู้รบในพื้นที่สมรภูมิคูบัน โดยการค้นพบครั้งนี้สร้างความหวังว่า ครอบครัวของทหารบางรายอาจได้ทราบชะตากรรมของบรรพบุรุษที่สูญหายไปในสงคราม หลังผ่านมานานกว่า 80 ปี

อาร์เน ชราเดอร์ เจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการสุสานสงครามเยอรมัน ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Bild ของเยอรมนีว่า ขณะนี้กำลังเริ่มต้นกระบวนการสืบสวนเพื่อไขปริศนาว่า ทหารที่เสียชีวิตทั้งสองนายเป็นใคร

ส่วนซากรถจักรถูกพบเมื่อวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา หลังผู้สัญจรรายหนึ่งพบชิ้นส่วนของรถจักรยานยนต์โผล่ออกมาจากก้อนหินริมแม่น้ำบริเวณใจกลางกรุงบูดาเปสต์ และแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ เจ้าหน้าที่ที่เข้าตรวจสอบพื้นที่ยังพบทุ่นระเบิดต่อต้านรถถัง ทำให้ต้องปิดพื้นที่ริมแม่น้ำเป็นการชั่วคราว ขณะที่หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าดำเนินการเพื่อให้แน่ใจว่าพื้นที่ปลอดภัย

คณะกรรมการฯ ระบุว่า สิ่งของบางส่วน โดยเฉพาะป้ายระบุประจำตัวและรถจักรยานยนต์ ยังอยู่ในสภาพดี เนื่องจากถูกฝังอยู่ในส่วนผสมของตะกอนจากท่าเรือและน้ำมันที่สะสมอยู่บนพื้นแม่น้ำ จากการตรวจสอบเบื้องต้น ซากรถมอเตอร์ไซค์ที่พบ คาดว่าเป็นรุ่น DKW NZ 350-1 ซึ่งเป็นรถที่ผลิตขึ้นสำหรับใช้งานในช่วงสงครามโดยเฉพาะ และเริ่มผลิตตั้งแต่ปี 1944

คณะกรรมการสุสานสงครามเยอรมันระบุว่า ป้ายระบุประจำตัวที่พบมี 2 ชิ้น โดยชิ้นหนึ่งเป็นของทหารกองทัพเยอรมัน หรือ Wehrmacht ขณะที่อีกชิ้นเป็นของสมาชิก Waffen-SS ซึ่งเป็นหน่วยติดอาวุธขององค์กรเอสเอส และถูกศาลทหารระหว่างประเทศที่เมืองนูเรมเบิร์กประกาศให้เป็นองค์กรอาชญากรรม เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมสงคราม

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารเยอรมันจะมีป้ายระบุประจำตัวที่สามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วน เมื่อทหารเสียชีวิต ป้ายส่วนหนึ่งจะเก็บไว้กับร่าง ส่วนอีกส่วนจะถูกส่งกลับไปยังหน่วยงานของกองทัพเยอรมัน เพื่อบันทึกข้อมูลการเสียชีวิตและแจ้งให้ครอบครัวทราบ อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการฯ ระบุว่า ครอบครัวของทหารทั้งสองนายอาจต้องรอคอยข่าวอย่างสูญเปล่า เนื่องจากไม่เคยได้รับการแจ้งอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการเสียชีวิตของพวกเขา

ขณะนี้เจ้าหน้าที่เริ่มกระบวนการตรวจสอบเพื่อยืนยันตัวตนของทหารทั้งสองนาย แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ทันทีว่าป้ายระบุประจำตัวและโล่คูบานที่พบเป็นของทหารที่เสียชีวิตจริงหรือไม่

คณะกรรมการฯ ระบุว่า แม้จะสามารถค้นหาชื่อเจ้าของป้ายได้ในเวลาไม่นาน แต่ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการสืบสวน เนื่องจากต้องนำหลักฐานหลายชิ้นมาประกอบกัน และผลการตรวจสอบยังไม่แน่นอน โดย การวิเคราะห์กระดูก จะเป็นหลักฐานสำคัญในการยืนยันตัวตนของทหารทั้งสองนาย

ประชาชนที่ยังคงตามหาญาติซึ่งสูญหายในสงครามสามารถตรวจสอบรายชื่อผ่านฐานข้อมูลของคณะกรรมการสุสานสงครามเยอรมัน ซึ่งทำหน้าที่ค้นหา กู้คืน และจัดพิธีฝังศพทหารเยอรมันที่เสียชีวิตจากสงครามในนามของรัฐบาลเยอรมนี

ข่าวการค้นพบร่างทหารทั้งสองนายได้รับความสนใจอย่างมากในกลุ่มสื่อสังคมออนไลน์ที่ติดตามเรื่องราวของสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 โดยผู้ใช้รายหนึ่งแสดงความเห็นว่า แม้ระดับน้ำที่ลดลงจะสร้างปัญหา แต่การค้นพบครั้งนี้ทำให้ครอบครัวผู้สูญเสียมีโอกาสได้รับทราบสถานที่ที่ญาติของพวกเขาเสียชีวิต และทำให้ทหารที่เสียชีวิตได้รับการฝังอย่างสมเกียรติ โดยร่างของทหารทั้งสองนายจะถูกนำไปฝังที่สุสานทหารเยอรมันในเมืองบูดาเออร์ช์ นอกกรุงบูดาเปสต์

กรุงบูดาเปสต์เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เกิดการสู้รบอย่างดุเดือดในช่วงท้ายของสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่างกองทัพแดงของสหภาพโซเวียตกับกองทัพเยอรมัน โดยการสู้รบเพื่อยึดกรุงบูดาเปสต์เกิดขึ้นในช่วงปลายปี 1944 ต่อเนื่องถึงต้นปี 1945

ก่อนหน้านี้ ระดับน้ำในแม่น้ำดานูบที่ลดต่ำลงยังทำให้พบหลักฐานและซากวัตถุจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ในพื้นที่อื่นด้วย รวมถึงซากเรือใกล้เมืองปราโฮโว ประเทศเซอร์เบีย

การค้นพบครั้งล่าสุดจึงไม่เพียงสะท้อนผลกระทบของภาวะแห้งแล้งที่ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำดานูบลดต่ำลงอย่างผิดปกติ แต่ยังเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ค้นพบหลักฐานใหม่ ซึ่งอาจช่วยให้ครอบครัวของผู้สูญหายจากสงครามได้คำตอบเกี่ยวกับชะตากรรมของบุคคลอันเป็นที่รัก หลังจากเวลาผ่านไปนานกว่า 8 ทศวรรษ.

ที่มา BBC

ไต้หวันลดความเร็วเน็ตมือถือ รับมือจำลองสถานการณ์จีนโจมตี ในการซ้อมรบ “ฮั่นกวง”

ไต้หวันลดความเร็วเน็ตมือถือ รับมือจำลองสถานการณ์จีนโจมตี ในการซ้อมรบ "ฮั่นกวง"

13 ส.ค. 2569 14:52 น.

ไต้หวันลดความเร็วเน็ตมือถือ รับมือจำลองสถานการณ์จีนโจมตี ในการซ้อมรบ “ฮั่นกวง”

ไต้หวันลดความเร็วอินเทอร์เน็ตมือถือเป็นเวลา 30 นาที  ระหว่างการซ้อมรบ “ฮั่นกวง” ประจำปี พร้อมยกระดับการฝึกป้องกันภัยพลเรือนครั้งใหญ่ โดยจำลองสถานการณ์จีนโจมตีเกาะ ทั้งการจำกัดความเร็วอินเทอร์เน็ตมือถือเป็นครั้งแรก การปิดถนนให้ประชาชนเข้าหลบภัย และการเปลี่ยนพื้นที่ใต้ดินของโรงพยาบาลเป็นหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน ขณะที่กองทัพซ้อมรับมือการปิดล้อมทางทะเลของจีน

ประชาชนหลายล้านคนในไต้หวันต้องหยุดกิจกรรมและเข้าหลบภัยภายในอาคาร เมื่อเสียงสัญญาณเตือนภัยทางอากาศดังขึ้นทั่วนครไทเปเมื่อเวลา 14.30 น. ของวันนี้ (13 ส.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ขณะที่รัฐบาลไต้หวันทดลองลดความเร็วอินเทอร์เน็ตมือถือเป็นเวลา 30 นาที เพื่อจำลองผลกระทบหากจีนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารของเกาะ

การฝึกครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกทางทหารประจำปี “ฮั่นกวง” (Han Kuang) ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลา 10 วัน และสิ้นสุดในวันศุกร์ โดยมีเป้าหมายเพื่อเตรียมกองทัพ กำลังสำรอง และประชาชนราว 23 ล้านคน ให้พร้อมรับมือสถานการณ์ที่จีนอาจใช้กำลังโจมตีหรือรุกรานไต้หวัน

จีนอ้างว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนของตน และไม่เคยตัดความเป็นไปได้ที่จะใช้กำลังเพื่อเข้าควบคุมเกาะ ขณะที่รัฐบาลไต้หวันที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยปฏิเสธข้ออ้างเรื่องอธิปไตยของจีน

ในการฝึกป้องกันภัยวันนี้ เมื่อสัญญาณเตือนภัยดังขึ้น ตำรวจได้สั่งให้ประชาชนออกจากถนนและเข้าไปยังพื้นที่หลบภัย เช่น ลานจอดรถใต้ดิน สถานีรถไฟใต้ดิน ศูนย์การค้า และอาคารสำนักงาน ถนนในกรุงไทเปที่ปกติคึกคักกลับเงียบลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่รถยนต์และรถโดยสารต้องจอดชิดข้างทาง

มาตรการที่เพิ่มเข้ามาในปีนี้คือ การจำกัดความเร็วอินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือเป็นครั้งแรก ส่งผลให้การสนทนาผ่านวิดีโอ การถ่ายทอดสด และการใช้แอปพลิเคชันสั่งอาหารทำได้ช้าลงอย่างมากเป็นเวลา 30 นาที อย่างไรก็ตาม อินเทอร์เน็ตแบบมีสายและเครือข่ายไว-ไฟ ไม่ได้รับผลกระทบ

เบน ลูอิส นักวิเคราะห์จากเว็บไซต์ PLATracker กล่าวว่า การฝึกครั้งนี้ไม่น่าจะสะท้อนถึงสถานการณ์ที่อินเทอร์เน็ตถูกตัดขาดทั้งหมด แต่การทำให้ประชาชนได้สัมผัสว่าการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตอาจหยุดชะงักหรือมีข้อจำกัดอย่างไร ถือเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงช่วยทดสอบความทนทานของระบบสื่อสารและระบบอินเทอร์เน็ตของพลเรือนในภาวะวิกฤต

นอกจากการฝึกหลบภัยทางอากาศแล้ว ไต้หวันยังจำลองการทำงานของโรงพยาบาลในภาวะสงคราม โดยเปลี่ยนลานจอดรถใต้ดินของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งใกล้นครไทเปให้เป็นสถานพยาบาลฉุกเฉิน

แกรี เฉิน เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลวัย 39 ปี ซึ่งเข้าร่วมการฝึกโดยนอนบนเตียงในห้องผู้ป่วยวิกฤตจำลอง กล่าวว่า การได้สวมบทบาทเป็นผู้ป่วยและสัมผัสกับสถานการณ์จริงช่วยให้เขาเข้าใจและเตรียมพร้อมต่อการรับมือเหตุฉุกเฉินในอนาคต

ด้านลิลี คู พยาบาลห้องผู้ป่วยวิกฤตวัย 30 ปี กล่าวว่า บุคลากรกำลังเรียนรู้วิธีเคลื่อนย้ายเตียงผู้ป่วยลงไปยังชั้นใต้ดิน และปรับรูปแบบการให้บริการให้เหมาะสมกับสถานการณ์สงคราม ซึ่งทรัพยากรที่มีอยู่จะจำกัดมากกว่าปกติ

ก่อนการฝึกในช่วงบ่าย ประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ ของไต้หวัน เดินทางไปตรวจเยี่ยมลานจอดรถใต้ดินของโรงพยาบาลในเมืองนิวไทเป ซึ่งถูกดัดแปลงเป็นหอผู้ป่วยฉุกเฉิน รวมถึงเยี่ยมชมซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อดูการจัดสรรเสบียงและสิ่งของจำเป็นในภาวะฉุกเฉิน

นอกจากนั้น นักการทูตระดับสูงจากหลายประเทศที่ประจำอยู่ในไต้หวันยังร่วมเดินทางกับนายไล่ด้วย รวมถึงผู้แทนทางการทูตโดยพฤตินัยจากสหรัฐฯ อิสราเอล และแคนาดา โดยไต้หวันให้ความสนใจศึกษาระบบป้องกันภัยพลเรือนของอิสราเอลอย่างใกล้ชิด

นายไล่กล่าวว่า ไต้หวันไม่ได้เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคเพียงลำพัง แต่กำลังร่วมมือกับประชาคมระหว่างประเทศที่มีความกังวลและความพยายามร่วมกันในการรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว

ขณะเดียวกัน การซ้อมรบทางทหารยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันพุธกองทัพไต้หวันจัดการฝึก รับมือการปิดล้อมทางทะเล โดยใช้เรือรบของกองทัพเรือและเรือหน่วยยามฝั่งจำลองภารกิจคุ้มกันเรือสินค้าให้เดินทางผ่านพื้นที่ที่อาจถูกจีนปิดล้อม

กองทัพเรือทำงานร่วมกับหน่วยยามฝั่งเพื่อคุ้มกันและรักษาความปลอดภัยให้เรือสินค้า ขณะที่เรือกวาดทุ่นระเบิดทำหน้าที่เคลียร์เส้นทางเดินเรือให้ปลอดภัย ก่อนนำเรือจำลองเข้าสู่ท่าเรือทางฝั่งตะวันออกของไต้หวัน หน่วยยามฝั่งไต้หวันระบุว่า นี่เป็นครั้งแรกที่หน่วยงานได้ร่วมกับกองทัพเรือจัดการฝึกต่อต้านการปิดล้อมทางทะเลในลักษณะดังกล่าว

ไต้หวันกังวลมานานว่า จีนอาจใช้มาตรการปิดล้อมหรือกักกันทางทะเล เพื่อสกัดการขนส่งสินค้าและเสบียง และกดดันให้ไต้หวันยอมจำนน โดยเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา จีนได้เพิ่มการลาดตระเวนที่เรียกว่า “การบังคับใช้กฎหมา”” บริเวณนอกชายฝั่งตะวันออกของไต้หวัน ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้รัฐบาลไต้หวัน และทำให้สหรัฐฯ รวมถึงชาติตะวันตกบางประเทศแสดงความกังวล

การฝึกฮั่นกวงในปีนี้จึงครอบคลุมตั้งแต่การรับมือการโจมตีทางอากาศ การปกป้องโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร การดูแลผู้บาดเจ็บในภาวะสงคราม ไปจนถึงการรับมือการปิดล้อมทางทะเล สะท้อนความพยายามของไต้หวันในการเตรียมความพร้อมทั้งด้านการทหารและพลเรือน หากเกิดวิกฤตด้านความมั่นคงกับจีนในอนาคต.

ที่มา Reuters / AFP

ยิงกันในโรงเรียนสหรัฐฯ เด็กชั้นม.3 ทะเลาะกันในห้องน้ำ ก่อนอีกฝ่ายใช้ปืนยิงเพื่อนบาดเจ็บ

ยิงกันในโรงเรียนสหรัฐฯ เด็กชั้นม.3 ทะเลาะกันในห้องน้ำ ก่อนอีกฝ่ายใช้ปืนยิงเพื่อนบาดเจ็บ

13 ส.ค. 2569 14:36 น.

ยิงกันในโรงเรียนสหรัฐฯ เด็กชั้นม.3 ทะเลาะกันในห้องน้ำ ก่อนอีกฝ่ายใช้ปืนยิงเพื่อนบาดเจ็บ

เกิดเหตุยิงกันในโรงเรียนมัธยมรัฐจอร์เจียของสหรัฐฯ นักเรียนชั้น ม.3 ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ หลังมีปากเสียงกับเพื่อนในห้องน้ำ ก่อนนักเรียนชายวัย 14 ปี ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้น ก่อเหตุยิงและหลบหนี แต่ถูกตำรวจจับกุมได้ภายในเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

เกิดเหตุยิงกันภายในโรงเรียน ที่โรงเรียนมัธยมวอร์เนอร์ โรบินส์ ในเมืองวอร์เนอร์ โรบินส์ รัฐจอร์เจีย สหรัฐฯ เมื่อช่วงบ่ายวันพุธที่ 12 สิงหาคม ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้นักเรียนชายชั้นเกรด 9 หรือเทียบเท่าชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ 1 คน ขณะที่ผู้ต้องสงสัยเป็นนักเรียนชายวัย 14 ปี ถูกตำรวจควบคุมตัวได้แล้ว

แมตต์ มอลตัน นายอำเภอฮิวสตันเคาน์ตี เปิดเผยว่า เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 14.15 น. ภายในห้องน้ำของโรงเรียน โดยขณะนั้นมีกลุ่มนักเรียนอยู่ภายใน และมีนักเรียน 2 คนเกิดการโต้เถียงกัน ก่อนบานปลายเป็นการทะเลาะวิวาท

จากนั้นหนึ่งในนักเรียนชักปืนออกมาและยิงเพื่อนร่วมชั้น ก่อนหลบหนีออกจากโรงเรียนไปทางเท้า

เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำโรงเรียนเข้าถึงตัวนักเรียนที่ถูกยิงภายในเวลาไม่กี่วินาที พร้อมใช้สายรัดห้ามเลือดช่วยเหลือเบื้องต้น ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาล โดยตำรวจระบุว่าอาการบาดเจ็บ ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต

ตำรวจตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดและติดตามเส้นทางหลบหนี จนสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้เมื่อเวลาประมาณ 15.20 น. หรือราว 1 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ ในย่านฮันติงตัน ฮิลส์ ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามโรงเรียนและห่างออกไปไม่ถึง 800 เมตร

ตำรวจระบุว่า ผู้ต้องสงสัยเป็นนักเรียนชายวัย 14 ปี ชั้นเกรด 9 หรือเทียบเท่า ม.3 ของโรงเรียนเดียวกัน ส่วนผู้บาดเจ็บก็เป็นนักเรียนชั้นเดียวกัน 

เหตุยิงกันในโรงเรียนในสหรัฐฯ ครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงประมาณ 1 สัปดาห์หลังเปิดภาคเรียนใหม่ และทำให้มีเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายจำนวนมากเข้าควบคุมพื้นที่

ด้าน ริชาร์ด โรเจอร์ส ผู้อำนวยการโรงเรียนในฮิวสตันเคาน์ตี ประกาศปิดโรงเรียนวอร์เนอร์ โรบินส์ สำหรับนักเรียนในวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ ส่วนบุคลากรจะหยุดในวันพฤหัสบดี พร้อมจัดทีมให้คำปรึกษาด้านวิกฤตเพื่อช่วยเหลือนักเรียนและบุคลากรที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจยังอยู่ระหว่างสอบสวนเพื่อหาสาเหตุและแรงจูงใจที่แน่ชัดของเหตุของเหตุการณ์ครั้งนี้.

ที่มา : AP

สนามบินอินชอนแซงฮีทโธรว์ ขึ้นแท่นสนามบินที่มีผู้โดยสารระหว่างประเทศมากที่สุดในโลกครึ่งปีแรก

สนามบินอินชอนแซงฮีทโธรว์ ขึ้นแท่นสนามบินที่มีผู้โดยสารระหว่างประเทศมากที่สุดในโลกครึ่งปีแรก

13 ส.ค. 2569 14:28 น.

สนามบินอินชอนแซงฮีทโธรว์ ขึ้นแท่นสนามบินที่มีผู้โดยสารระหว่างประเทศมากที่สุดในโลกครึ่งปีแรก

สนามบินนานาชาติอินชอนของเกาหลีใต้ สร้างสถิติใหม่เป็นสนามบินที่มีผู้โดยสารระหว่างประเทศมากที่สุดในโลกในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 แซงหน้าสนามบินฮีทโธรว์ของอังกฤษและชางงีของสิงคโปร์ โดยมีผู้โดยสารเกือบ 38.4 ล้านคนในเวลาเพียง 6 เดือน ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ผู้โดยสารเปลี่ยนเส้นทางจากศูนย์กลางการบินในตะวันออกกลางมายังอินชอนมากขึ้น

สนามบินนานาชาติอินชอน ซึ่งเป็นประตูหลักสู่เกาหลีใต้ ขึ้นเป็นสนามบินที่มีผู้โดยสารระหว่างประเทศมากที่สุดในโลกเป็นครั้งแรกในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ตามข้อมูลเบื้องต้นจากสภาท่าอากาศยานระหว่างประเทศ หรือ ACI

ข้อมูลระบุว่า อินชอนรองรับผู้โดยสารระหว่างประเทศประมาณ 38.39 ล้านคน ในช่วงเดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2026 ขณะที่สนามบินฮีทโธรว์ในกรุงลอนดอนของอังกฤษ ตามมาเป็นอันดับ 2 ด้วยจำนวน 37.79 ล้านคน และสนามบินชางงีของสิงคโปร์อยู่ในอันดับ 3 ด้วยจำนวน 34.53 ล้านคน

การก้าวขึ้นสู่อันดับ 1 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของอันดับสนามบินโลก เพราะก่อนหน้านี้อินชอนอยู่ในอันดับที่ 12 ในปี 2024 และอันดับที่ 13 ในปี 2025 ขณะที่ฮีทโธรว์อยู่ในอันดับที่ 5 ในปี 2024 และอันดับที่ 7 ในปี 2025

ส่วนสนามบินนานาชาติดูไบของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเคยครองอันดับ 2 ในปี 2024 และ 2025 จากสถิติทั้งปี คาดว่าจะหลุดจาก 5 อันดับแรก ในการจัดอันดับครั้งนี้ เนื่องจากปริมาณผู้โดยสารเปลี่ยนเส้นทางออกจากศูนย์กลางการบินในตะวันออกกลาง

บริษัทท่าอากาศยานนานาชาติอินชอนระบุว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้จำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้น คือ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเที่ยวบินและการเดินทางผ่านศูนย์กลางการบินในตะวันออกกลาง ทำให้ผู้โดยสารบางส่วนที่เดิมใช้ดูไบเป็นจุดเปลี่ยนเครื่องเพื่อเดินทางต่อไปยังยุโรป หันมาเปลี่ยนเส้นทางผ่านอินชอนแทน

จำนวนผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินอินชอนเพิ่มขึ้น 18.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ประมาณ 4.24 ล้านคน ขณะที่จำนวนผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่องที่มีจุดหมายปลายทางในยุโรปเพิ่มขึ้นถึง 63.2% แตะประมาณ 210,000 คน

นอกจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์แล้ว การเดินทางมายังเกาหลีใต้ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีนและญี่ปุ่น ในไตรมาส 2 ของปีนี้ ผู้โดยสารต่างชาติคิดเป็น 44.4% ของผู้โดยสารทั้งหมด ที่เดินทางผ่านอินชอน ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มขึ้นจาก 39.5% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

อินชอนยังได้เปรียบจากการขยายโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งดำเนินการครบทั้ง 4 ระยะในเดือนพฤศจิกายน 2024 ทำให้สนามบินสามารถรองรับผู้โดยสารระหว่างประเทศได้สูงสุดประมาณ 106 ล้านคนต่อปี ถือเป็นขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารระหว่างประเทศที่สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากสนามบินฮ่องกงและดูไบ

ปัจจุบัน อินชอนเชื่อมต่อกับ 183 เมืองใน 53 ประเทศ ผ่านสายการบิน 101 แห่ง ขณะที่สนามบินนานาชาติฮ่องกงให้บริการ 139 เมือง สนามบินนานาชาติเซี่ยงไฮ้ผู่ตงให้บริการ 92 เมือง และสนามบินนาริตะของญี่ปุ่นให้บริการ 86 เมือง

สนามบินอินชอนเปิดให้บริการในปี 2001 และสามารถรองรับผู้โดยสารสะสมครบ 1,000 ล้านคน ได้ภายในเวลาเพียงกว่า 25 ปี ซึ่งถือว่าเร็วกว่าสนามบินนานาชาติขนาดใหญ่แห่งอื่น ๆ

คิม บอมโฮ รักษาการประธานบริษัทท่าอากาศยานนานาชาติอินชอน กล่าวว่า บริษัทขอขอบคุณรัฐบาลเกาหลีใต้ ประชาชน และเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ปฏิบัติงานในสนามบิน ซึ่งมีส่วนทำให้อินชอนก้าวขึ้นเป็นสนามบินอันดับ 1 ของโลก พร้อมระบุว่า บริษัทจะมุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสาร และเพิ่มขีดความสามารถในการเชื่อมโยงเส้นทางการบินในภูมิภาค

บริษัทท่าอากาศยานนานาชาติอินชอนยังเดินหน้าลงทุนในเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการเดินทางทางอากาศในเขตเมือง เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของรัฐบาลเกาหลีใต้ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ได้ 30 ล้านคนต่อปี และเสริมความแข็งแกร่งให้เกาหลีใต้เป็นศูนย์กลางการบินระดับโลก.

ที่มา BBC / The Korea Herald