“ปูติน” เยือนหมู่เกาะคูริล ญี่ปุ่นประท้วงอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนพิพาท

"ปูติน" เยือนหมู่เกาะคูริล ญี่ปุ่นประท้วงอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนพิพาท

13 ส.ค. 2569 13:02 น.

“ปูติน” เยือนหมู่เกาะคูริล ญี่ปุ่นประท้วงอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนพิพาท

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย เดินทางเยือนหมู่เกาะคูริลเป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการ  โดยไปยังเกาะอิตูรุป หนึ่งใน 4 เกาะที่ญี่ปุ่นอ้างสิทธิ์และเรียกว่า “ดินแดนทางเหนือ” ส่งผลให้รัฐบาลญี่ปุ่นออกมาประท้วงอย่างรุนแรง ระบุเป็นดินแดนของญี่ปุ่นโดยชอบธรรม ท่ามกลางข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย เดินทางเยือนหมู่เกาะคูริล ทางตะวันออกไกลของรัสเซียเป็นครั้งแรกวันนี้ (13 ส.ค.) โดยการเยือนครั้งนี้สร้างความไม่พอใจอย่างมากให้แก่ญี่ปุ่น ซึ่งอ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะดังกล่าวเช่นกัน

สื่อทางการรัสเซียรายงานว่า ปูตินเดินทางไปยัง เกาะอิตูรุป หรือที่ญี่ปุ่นเรียกว่า “เอโตโรฟุ” หนึ่งใน 4 เกาะทางตอนใต้ของหมู่เกาะคูริลที่เป็นพื้นที่พิพาทระหว่างสองประเทศ โดยระหว่างการเยือน ผู้นำรัสเซียได้เยี่ยมชมโรงงานแปรรูปปลา ชิมไข่ปลา และพูดคุยกับประชาชนในพื้นที่

ด้านกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นออกแถลงการณ์ประท้วงอย่างรุนแรง โดยนายโทชิมิตสึ โมเตกิ รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น ระบุว่า หมู่เกาะที่ญี่ปุ่นเรียกว่า “ดินแดนทางเหนือ” เป็นดินแดนของญี่ปุ่นโดยชอบธรรม ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์และตามกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมย้ำว่ารัฐบาลญี่ปุ่นขอประท้วงอย่างรุนแรงต่อการเดินทางเยือนของปูติน

ข้อพิพาทเหนือหมู่เกาะคูริลเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับญี่ปุ่นตึงเครียดมานาน และเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่ทั้งสองประเทศยังไม่สามารถลงนามสนธิสัญญาสันติภาพเพื่อยุติภาวะสงครามอย่างเป็นทางการ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง

หมู่เกาะคูริลทอดตัวเป็นแนวยาวระหว่างคาบสมุทรคัมชัตกาของรัสเซียกับเกาะฮอกไกโดทางตอนเหนือของญี่ปุ่น โดย 4 เกาะที่เป็นข้อพิพาท ได้แก่ คุนาชีร์ ฮาโบไม ชิโคตัน และอิตูรุป ซึ่งรัสเซียเป็นฝ่ายบริหารพื้นที่ ขณะที่ญี่ปุ่นเรียกรวมว่า “ดินแดนทางเหนือ”

อดีตสหภาพโซเวียตเข้ายึดหมู่เกาะดังกล่าวในช่วงสุดท้ายของสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังประกาศสงครามกับญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 1945 และต่อมาขับไล่ชาวญี่ปุ่นราว 17,000 คนออกจากพื้นที่ ปัจจุบันมีชาวรัสเซียประมาณ 20,000 คนอาศัยอยู่บนเกาะเหล่านี้ ท่ามกลางสภาพอากาศที่รุนแรง ขณะที่พื้นที่มีทั้งแหล่งแร่ เช่น ทองคำและเงิน รวมถึงแหล่งประมงที่อุดมสมบูรณ์

หมู่เกาะคูริลยังมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ต่อรัสเซีย โดยเฉพาะด้านการทหาร เนื่องจากเป็นจุดตั้งฐานทางอากาศและฐานทัพเรือ และสามารถควบคุมเส้นทางเดินเรือในมหาสมุทรแปซิฟิกได้ โดยเกาะอิตูรุปถูกใช้เป็นฐานทัพอากาศสำคัญของรัสเซียในภูมิภาค

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนที่แล้ว เรือรบของจีนและรัสเซียได้แล่นผ่านช่องแคบในหมู่เกาะคูริลระหว่างการลาดตระเวนร่วมกัน ขณะที่รัสเซียเคยจัดการซ้อมรบใกล้หมู่เกาะแห่งนี้เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ญี่ปุ่นออกมาประณามเช่นกัน

การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นหลังปูตินเดินทางไปยังเกาะซาฮาลิน ซึ่งอยู่ใกล้เคียง และกองทัพเรือรัสเซียกำลังจัดการซ้อมรบในพื้นที่ โดยปูตินยังเป็นประธานการประชุมว่าด้วยการเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดนด้านตะวันออกของรัสเซีย

ปูตินไม่ใช่ผู้นำรัสเซียคนแรกที่เดินทางเยือนพื้นที่พิพาท โดยในปี 2010 นายดมิทรี เมดเวเดฟ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีรัสเซีย เป็นผู้นำรัสเซียคนแรกที่เดินทางเยือนหมู่เกาะดังกล่าว และต่อมาได้เดินทางไปเยือนอีกหลายครั้งในช่วงที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

แม้รัสเซียและญี่ปุ่นเคยเปิดการเจรจาเพื่อแก้ไขข้อพิพาทหลายครั้ง รวมถึงในปี 1956 หลังทั้งสองประเทศฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูต แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีข้อตกลงขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับสถานะของหมู่เกาะทั้ง 4 แห่ง

ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับญี่ปุ่นยิ่งเสื่อมถอยลงหลังรัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบในปี 2022 ขณะที่ในช่วงเดียวกัน มอสโกกลับกระชับความสัมพันธ์กับจีนและเกาหลีเหนือมากขึ้น ทำให้ข้อพิพาทเรื่องหมู่เกาะคูริลมีความอ่อนไหวทางยุทธศาสตร์และการเมืองเพิ่มขึ้นอีกครั้ง.

ที่มา AFP / BBC

อินโดฯ สั่งจับ 2 จนท.สรรพากร รับสินบน บ.เยื่อกระดาษ ทำรัฐเสียหายเฉียด 3.7 พันล้านบาท

อินโดฯ สั่งจับ 2 จนท.สรรพากร รับสินบน บ.เยื่อกระดาษ ทำรัฐเสียหายเฉียด 3.7 พันล้านบาท

13 ส.ค. 2569 12:42 น.

อินโดฯ สั่งจับ 2 จนท.สรรพากร รับสินบน บ.เยื่อกระดาษ ทำรัฐเสียหายเฉียด 3.7 พันล้านบาท

สำนักงานอัยการสูงสุดอินโดนีเซียสั่งควบคุมตัว 2 เจ้าหน้าที่สรรพากร หลังพบพฤติกรรมรับเงินสินบนจากบริษัทเยื่อกระดาษรายใหญ่ Toba Pulp Lestari เพื่อเอื้อประโยชน์ในการรายงานมูลค่าส่งออกต่ำกว่าความเป็นจริงยาวนานกว่าสิบปี สร้างความเสียหายแก่รายได้รัฐมหาศาลกว่า 2 ล้านล้านรูเปียห์ หรือราว 3,700 ล้านบาท

สำนักงานอัยการสูงสุดอินโดนีเซีย หรือ AGO ตั้งข้อหาเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร 2 ราย ในคดีทุจริตที่เกี่ยวข้องกับการลดมูลค่าการส่งออกเยื่อกระดาษของบริษัท Toba Pulp Lestari หรือ PT TPL ซึ่งถูกกล่าวหาว่าทำให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 2 ล้านล้านรูเปียห์ หรือราว 3,700 ล้านบาท

ซาอิฟุล บาห์รี ซีเรการ์ ผู้อำนวยการฝ่ายสอบสวนของหน่วยอาชญากรรมพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุดอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า บริษัท TPL ซึ่งดำเนินธุรกิจแปรรูปเยื่อกระดาษและอุตสาหกรรมป่าไม้ ถูกกล่าวหาว่าส่งออกผลิตภัณฑ์เยื่อกระดาษให้แก่บริษัทในเครือด้วยวิธีแจ้งราคาสินค้าต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง เพื่อให้มูลค่าที่ใช้คำนวณภาษีต่ำลง

รายงานจากอัยการระบุว่า บริษัท PT TPL ได้เริ่มกระบวนการสำแดงราคาสินค้าส่งออกต่ำกว่าความเป็นจริงมาตั้งแต่ปี 2008 ถึง 2025 โดยการใช้วิธีเปลี่ยนรหัสพิกัดศุลกากร (HS Code) แจ้งสินค้าส่งออกไปยังบริษัทในเครือว่าเป็นเยื่อกระดาษธรรมดา (Paper Grade Pulp) ที่มีราคาต่ำกว่า ทั้งที่ในความเป็นจริง สินค้าที่ส่งออกคือเยื่อกระดาษเคมีชนิดพิเศษ (Dissolving Pulp) ซึ่งมีมูลค่าในตลาดสูงกว่ามาก ในขณะที่การขายภายในประเทศกลับลงรายการตรงตามความเป็นจริง การกระทำดังกล่าวส่งผลให้รายได้ภาษีเงินได้นิติบุคคลที่รัฐควรได้รับลดลงอย่างมหาศาล

เจ้าหน้าที่อัยการระบุว่า การสอบสวนพบพฤติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงปี 2018-2025 ขณะที่การขายสินค้าในประเทศกลับลงรายการตรงตามความเป็นจริง โดยบริษัทแจ้งประเภทสินค้าเป็น Dissolving Pulp ภายใต้ชื่อ High Alfa Pulp ตามสภาพที่แท้จริง จึงเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความแตกต่างของการรายงานข้อมูลระหว่างการส่งออกกับการจำหน่ายภายในประเทศ

ผู้ต้องสงสัยทั้งสองรายถูกระบุเพียงชื่อย่อว่า BP และ SR โดย BP ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าผู้ตรวจสอบภาษีที่รับผิดชอบบริษัทในปีภาษี 2020 และ 2023 ส่วน SR รับผิดชอบการตรวจสอบในปีภาษี 2024

อัยการกล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่ทั้งสองไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่กำกับดูแลตามที่ได้รับมอบหมาย และไม่ได้ตรวจสอบเอกสารการตรวจสอบภาษีและรายงานผลการตรวจสอบให้สอดคล้องกับแผนการตรวจสอบที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ ยังถูกกล่าวหาว่ารับเงินจำนวนหนึ่งจากบริษัทเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการตรวจสอบ

อย่างไรก็ตาม สำนักงานอัยการสูงสุดอินโดนีเซียยังไม่ได้ตั้งบริษัท Toba Pulp Lestari เป็นผู้ต้องหาในคดีนี้ และบริษัทเองยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อกล่าวหาดังกล่าว

เจ้าหน้าที่อัยการระบุว่า ความเสียหายต่อรัฐในเบื้องต้นประเมินไว้ที่ประมาณ 2 ล้านล้านรูเปียห์ แต่ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ใช่จำนวนสุดท้าย เนื่องจากเจ้าหน้าที่ยังคงดำเนินการตรวจสอบและคำนวณความเสียหายทางการเงินของรัฐอย่างละเอียด

อัยการได้ควบคุมตัว BP และ SR เป็นเวลา 20 วัน ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม ที่เรือนจำซาเล็มบา สาขาสำนักงานอัยการสูงสุดอินโดนีเซีย เพื่อดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติม

ผู้ต้องหาทั้งสองถูกกล่าวหาว่าฝ่าฝืนบทบัญญัติว่าด้วยการทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญาของอินโดนีเซียและกฎหมายต่อต้านการทุจริต ซึ่งความผิดตามข้อหาหลักมีโทษสูงสุดถึง จำคุกตลอดชีวิต โดยอัยการยังตั้งข้อหาสำรองตามบทบัญญัติอื่นของประมวลกฎหมายอาญาอินโดนีเซียด้วย

คดีดังกล่าวถือเป็นอีกกรณีที่ทางการอินโดนีเซียกำลังตรวจสอบการใช้วิธีแจ้งมูลค่าสินค้าส่งออกต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งอาจส่งผลโดยตรงต่อการจัดเก็บภาษีและรายได้ของรัฐ โดยผลการตรวจสอบขั้นสุดท้ายจะเป็นตัวกำหนดมูลค่าความเสียหายที่แท้จริงและขอบเขตความรับผิดของผู้เกี่ยวข้องต่อไป.

ที่มา Reuters / Kompas.com / CNN Indonesia

“เมตา” ลบแล้ว 7.5 แสนบัญชีเฟซบุ๊ก-อินสตาแกรมเด็กออสเตรเลีย รับกฎหมายห้ามเยาวชนใช้โซเชียลมีเดีย

"เมตา" ลบแล้ว 7.5 แสนบัญชีเฟซบุ๊ก-อินสตาแกรมเด็กออสเตรเลีย รับกฎหมายห้ามเยาวชนใช้โซเชียลมีเดีย

13 ส.ค. 2569 11:50 น.

“เมตา” ลบแล้ว 7.5 แสนบัญชีเฟซบุ๊ก-อินสตาแกรมเด็กออสเตรเลีย รับกฎหมายห้ามเยาวชนใช้โซเชียลมีเดีย

“เมตา” ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีเจ้าของเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม เผยได้ปิดบัญชีผู้ใช้ในออสเตรเลียที่สงสัยว่าเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ไปแล้วกว่า 756,000 บัญชี เพื่อรับมือกฎหมายสั่งห้ามเยาวชนใช้งานโซเชียลมีเดียฉบับแรกของโลก ท่ามกลางแรงกดดันจากรัฐบาลออสเตรเลียที่ขู่ปรับหนักและเตรียมฟ้องดำเนินคดีแพลตฟอร์มที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

“เมตา” บริษัทแม่ของเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม เปิดเผยว่า ได้ระงับบัญชีผู้ใช้งานที่สงสัยว่าเป็นของชาวออสเตรเลียอายุต่ำกว่า 16 ปีแล้วมากกว่า 756,000 บัญชี นับตั้งแต่ช่วงก่อนกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดียมีผลบังคับใช้ในเดือนธันวาคม จนถึงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

เมตาระบุว่า ในจำนวนดังกล่าวเป็นบัญชีอินสตาแกรมประมาณ 462,000 บัญชี และบัญชีเฟซบุ๊ก ราว 294,000 บัญชี เพิ่มขึ้นอย่างมากจากตัวเลขที่บริษัทเคยรายงานในเดือนมกราคม ซึ่งขณะนั้นระงับบัญชี อินสตาแกรมไปแล้ว 331,000 บัญชี และเฟซบุ๊กอีก 173,000 บัญชี

กฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม ถือเป็นมาตรการครั้งแรกของโลกที่กำหนดให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต้องป้องกันไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีมีบัญชีใช้งาน โดยรัฐบาลออสเตรเลียให้เหตุผลว่า ต้องการลดผลกระทบจากโซเชียลมีเดียที่มีต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของเด็กและวัยรุ่น

แม้เมตาและแพลตฟอร์มอื่น ๆ จะคัดค้านกฎหมายดังกล่าวอย่างเปิดเผย แต่บริษัทระบุว่าต้องการปฏิบัติตามกฎหมาย ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลด้านอินเทอร์เน็ตของออสเตรเลียกำลังพิจารณาดำเนินคดีกับแพลตฟอร์มต่าง ๆ รวมถึงบริการที่เมตาเป็นเจ้าของ หลังเห็นว่าบางแพลตฟอร์มยังดำเนินมาตรการป้องกันบัญชีของเด็กได้ไม่เพียงพอ

รัฐบาลออสเตรเลียและงานศึกษาหลายชิ้นยังพบว่า ในช่วง 3 เดือนแรกหลังเริ่มบังคับใช้กฎหมาย เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีมากกว่า 80% ยังคงใช้โซเชียลมีเดีย สะท้อนให้เห็นถึงความยากในการบังคับใช้มาตรการจำกัดอายุ

รัฐบาลออสเตรเลียยังเตรียมเพิ่มบทลงโทษสำหรับแพลตฟอร์มที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย โดยเสนอให้เพิ่มค่าปรับสูงสุดเป็น 99 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 69.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมเพิ่มอำนาจให้หน่วยงานกำกับดูแลสามารถเรียกดูเอกสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตามกฎหมายได้มากขึ้น

เมตาระบุว่า การบังคับใช้มาตรการยังดำเนินต่อไป และจำนวนบัญชีที่ถูกระงับจะเพิ่มขึ้นอีก โดยบริษัทใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI วิเคราะห์ข้อมูลในโปรไฟล์ เพื่อค้นหาเบาะแสที่อาจบ่งชี้ว่าบัญชีเป็นของผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปี เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับวันเกิด การฉลองวันเกิด หรือการกล่าวถึงระดับชั้นเรียนในโรงเรียน รวมถึงตรวจสอบรายงานจากผู้ใช้งานเกี่ยวกับบัญชีที่สงสัยว่าเป็นของเด็ก

บริษัทระบุเพิ่มเติมว่า หากบัญชีของผู้ใช้ถูกลบเนื่องจากสงสัยว่าอายุต่ำกว่าเกณฑ์ ผู้ใช้จะไม่สามารถสร้างบัญชีใหม่และพยายามระบุอายุซ้ำได้อีก

ก่อนหน้านี้ การทดสอบเทคโนโลยีตรวจสอบอายุของออสเตรเลียในปี 2025 พบว่า เทคโนโลยีที่มีอยู่ในตลาดสามารถสนับสนุนการบังคับใช้มาตรการจำกัดอายุได้ โดยแพลตฟอร์มขนาดใหญ่หลายแห่ง รวมถึงบริการของเมตาได้นำระบบประเมินอายุจากภาพถ่ายมาใช้ ขณะเดียวกันยังใช้วิธีประเมินอายุจากพฤติกรรมและกิจกรรมของผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์มด้วย

ในวันที่ 14 ส.ค. นี้ ตัวแทนจากเมตา, TikTok, กูเกิล ซึ่งเป็นเจ้าของยูทูบ และ Snap ซึ่งเป็นเจ้าของ Snapchat มีกำหนดเข้าให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการรัฐสภาออสเตรเลียที่กำลังตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว รวมถึงเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานกำกับดูแลและรัฐบาล

เมตายืนยันว่า บริษัทกำลังเดินหน้าบังคับใช้มาตรการอย่างต่อเนื่อง พร้อมระบุว่า มีเป้าหมายร่วมกับรัฐบาลออสเตรเลียในการทำให้เด็กและเยาวชนได้รับประสบการณ์การใช้งานออนไลน์ที่ปลอดภัยและเหมาะสมกับวัย และบริษัทกำลังปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมาย

ออสเตรเลียยังจับตาความเคลื่อนไหวของหลายประเทศทั่วโลกที่กำลังพิจารณามาตรการจำกัดอายุการใช้งานโซเชียลมีเดียสำหรับเด็ก โดยรัฐบาลออสเตรเลียกล่าวหาบรรดาแพลตฟอร์มก่อนหน้านี้ว่า จงใจวางระบบให้มาตรการห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้งานล้มเหลว ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว.

ที่มา Reuters

คราบน้ำมันดิบจากเรือบรรทุกน้ำมันลอยถึงฝั่งโอมาน กินพื้นที่กว่า 2,000 ตารางกิโลเมตร

คราบน้ำมันดิบจากเรือบรรทุกน้ำมันลอยถึงฝั่งโอมาน กินพื้นที่กว่า 2,000 ตารางกิโลเมตร

13 ส.ค. 2569 11:24 น.

คราบน้ำมันดิบจากเรือบรรทุกน้ำมันลอยถึงฝั่งโอมาน กินพื้นที่กว่า 2,000 ตารางกิโลเมตร

ทางการโอมานยืนยันว่า คราบน้ำมันจากเรือบรรทุกน้ำมันดิบ “แคโรไลน์ เบเซนกี” ซึ่งเกยตื้นนอกชายฝั่งโอมานตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน ได้ลอยเข้าถึงชายฝั่งแล้ว โดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมของโอมานระบุว่า ผลการตรวจสอบล่าสุดพบชายหาดบางแห่งในพื้นที่ราส มัดรากาห์ ได้รับผลกระทบจากมลพิษน้ำมัน และคาดว่าชายฝั่งความยาวประมาณ 40 กิโลเมตรอาจได้รับผลกระทบ และคาดว่าคราบน้ำมันอาจขยายพื้นที่ไปมากกว่า 2,000 ตารางกิโลเมตร

องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ หรือ IMO ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการเดินเรือของสหประชาชาติ ระบุว่า กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเรือลำดังกล่าวอยู่ห่างจากเมืองชายฝั่งชาร์บิทัตของโอมานประมาณ 22 ไมล์ทะเล และคราบน้ำมันกำลังลอยไปทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะอัล-กิบลียะห์ โดยมีรายงานว่าบางส่วนไหลเข้าสู่แผ่นดินแล้ว

เจ้าหน้าที่ IMO ระบุว่า ลมมรสุมตามฤดูกาลทำให้การเข้าถึงเรือทำได้ยาก และส่งผลให้ปฏิบัติการกู้เรือล่าช้า ขณะที่ทางการโอมานระบุเมื่อวันจันทร์ว่า คราบน้ำมันส่งผลกระทบต่อพื้นที่ประมาณ 390 ตารางกิโลเมตรจากการประเมินของหน่วยงานสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษน้ำมันซึ่งวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมประเมินว่า พื้นที่คราบน้ำมันอาจขยายไปมากกว่า 2,000 ตารางกิโลเมตรแล้ว

เรือ “แคโรไลน์ เบเซนกี” (Caroline Bezengi) บรรทุกน้ำมันดิบรัสเซียราว 800,000 บาร์เรล และอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ เรือได้รับความเสียหายและประสบปัญหานอกชายฝั่งเยเมนตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน หลังมีรายงานว่าเกิดแรงระเบิด ก่อนจะเกยตื้นนอกชายฝั่งโอมานในวันที่ 30 มิถุนายน ขณะนี้ยังไม่มีฝ่ายใดออกมาอ้างว่าเป็นผู้โจมตีเรือ

บริเวณที่ได้รับผลกระทบอยู่ใกล้หมู่เกาะฮัลลานิยัต ซึ่งเป็นพื้นที่อนุรักษ์ทางทะเลและเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ทะเลหลายชนิด รวมถึงเต่าทะเลหายาก วาฬหลังค่อมในทะเลอาหรับ และนกกาน้ำโซโคตรา ขณะที่ชายฝั่งทางตอนใต้ของเกาะมาซีราห์เป็นระยะทาง 10-20 กิโลเมตร อาจได้รับผลกระทบจากคราบน้ำมันในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

กลุ่มกรีนพีซและองค์กร PAX เตือนว่า สถานการณ์กำลังเข้าใกล้ภาวะภัยพิบัติด้านสิ่งแวดล้อม โดยเรือลำนี้อาจบรรทุกน้ำมันดิบมากถึงประมาณ 1 ล้านบาร์เรล และเชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของกองเรือเงาของรัสเซีย ซึ่งใช้หลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันของชาติตะวันตก

ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมันรั่วเตือนว่า หากไม่มีการดำเนินการอย่างเพียงพอ เรืออาจแตกเสียหายต่อเนื่องจากแรงลมและคลื่น จนทำให้น้ำมันดิบที่เหลืออยู่บนเรือรั่วออกมาทั้งหมด ซึ่งอาจมีปริมาณสูงถึง 40-50 ล้านแกลลอน หรือราว 150-190 ล้านลิตร และอาจมีขนาดใกล้เคียงกับเหตุการณ์น้ำมันรั่วครั้งใหญ่จากเรือ Exxon Valdez ในปี 2532

ทางการโอมานได้ติดตั้งทุ่นกั้นน้ำมันเพื่อควบคุมการแพร่กระจาย แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า จำเป็นต้องดำเนินการเพิ่มเติม ทั้งการทำให้เรือมีเสถียรภาพ และถ่ายน้ำมันดิบที่ยังเหลืออยู่ไปยังเรือลำอื่นโดยเร็วที่สุด เนื่องจากยิ่งปล่อยให้เวลาผ่านไป เรือจะยิ่งเสียหายและการกู้เรือจะซับซ้อน อันตราย และควบคุมสถานการณ์ได้ยากขึ้น

ขณะเดียวกัน สื่ออิหร่านรายงานว่า คราบน้ำมันอีกจุดหนึ่งใน ช่องแคบฮอร์มุซ ได้ไหลเข้าสู่เกาะกิช์มของอิหร่าน ส่งผลกระทบต่อชายหาดและป่าชายเลนที่มีความอ่อนไหวทางระบบนิเวศ รวมถึงบางพื้นที่บนเกาะเฮงกัมที่อยู่ใกล้เคียง

เว็บไซต์ติดตามการเดินเรือ TankerTrackers ระบุว่า คราบน้ำมันดังกล่าวน่าจะมาจากเหตุโจมตีเรือบรรทุกสินค้า Minoan Pioneer ในน่านน้ำโอมานเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ก่อนที่น้ำมันจะลอยข้ามช่องแคบไปยังฝั่งอิหร่าน

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านระบุว่า พบมลพิษในทะเลและตามจุดต่าง ๆ อย่างน้อย 3 แห่ง โดยเบื้องต้นเชื่อว่าแหล่งกำเนิดมาจาก “เรือบรรทุกสินค้าต่างชาติ” พร้อมเรียกร้องให้ฝ่ายที่ได้รับประโยชน์จากการเดินเรือเชิงพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ มีหน้าที่ทั้งทางกฎหมายและจริยธรรมในการชดเชยและแก้ไขความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในอ่าวเปอร์เซียและอ่าวโอมาน.

ที่มา Reuters / AFP

สุดสลด! พ่อก่อเหตุฆ่าเมีย-ลูก 7 ขวบกลางเนอสเซอรี่อเมริกา ก่อนยิงตัวตาย พบฆ่าญาติอีกคน

สุดสลด! พ่อก่อเหตุฆ่าเมีย-ลูก 7 ขวบกลางเนอสเซอรี่อเมริกา ก่อนยิงตัวตาย พบฆ่าญาติอีกคน

13 ส.ค. 2569 09:49 น.

สุดสลด! พ่อก่อเหตุฆ่าเมีย-ลูก 7 ขวบกลางเนอสเซอรี่อเมริกา ก่อนยิงตัวตาย พบฆ่าญาติอีกคน

เกิดเหตุสุดสลดในรัฐมินนิโซตา สหรัฐฯ ชายวัย 41 ปีฆ่าภรรยาและลูกสาววัย 7 ขวบ ภายในบ้านที่เปิดเป็นเนอสเซอรี่ ก่อนยิงตัวเองตาย ตำรวจพบญาติหญิงวัย 78 ปีถูกฆ่าอีกศพ เชื่อเหตุทั้งหมดเชื่อมโยงกัน

ตำรวจเมืองฮอปกินส์ รัฐมินนิโซตา สหรัฐฯ เปิดเผยเหตุสุดสะเทือนใจ ชายวัย 41 ปีก่อเหตุแทงภรรยาวัย 41 ปี และลูกสาววัย 7 ขวบเสียชีวิต ภายในบ้านที่เปิดเป็นสถานรับเลี้ยงเด็ก หรือ เนอสเซอรี่ก่อนใช้ปืนยิงตัวเองเสียชีวิต

เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ที่สถานรับเลี้ยงเด็ก Brown Bear Childcare ในเมืองฮอปกินส์ ชานเมืองมินนิอาโปลิส โดยขณะเกิดเหตุมีเด็กอีก 6 คนอยู่ภายในสถานรับเลี้ยงเด็ก แต่ทั้งหมดได้รับการอพยพออกมาอย่างปลอดภัยและไม่ได้รับบาดเจ็บ

ตำรวจระบุว่า ผู้ปกครองรายหนึ่งซึ่งมาส่งลูกที่สถานรับเลี้ยงเด็ก เป็นผู้พบเห็นเหตุการณ์บริเวณชั้นใต้ดินของบ้าน ก่อนแจ้งตำรวจให้เข้าตรวจสอบ

เบรนต์ จอห์นสัน ผู้กำกับการตำรวจเมืองฮอปกินส์เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่พบผู้เสียชีวิต 3 ราย ได้แก่ ชายวัย 41 ปี ซึ่งเสียชีวิตจากบาดแผลกระสุนปืนที่เกิดจากการทำร้ายตัวเอง และหญิงวัย 41 ปี กับเด็กหญิงวัย 7 ขวบ ซึ่งมีบาดแผลจากการถูกแทง

ต่อมาอีกกว่า 3 ชั่วโมง ตำรวจเมืองเบิร์นส์วิลล์ ซึ่งอยู่ห่างจากฮอปกินส์ประมาณ 32 กิโลเมตร ได้รับแจ้งเหตุแทงกันที่บ้านหลังหนึ่ง และพบหญิงวัย 78 ปีเสียชีวิตจากบาดแผลถูกแทง

แมตต์ สมิธ ผู้กำกับการตำรวจเมืองเบิร์นส์วิลล์ ระบุว่า หญิงวัย 78 ปีเป็นญาติใกล้ชิดของผู้ต้องสงสัย และเชื่อว่าชายวัย 41 ปีเคยพักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าว ทำให้เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเหตุฆาตกรรมทั้งสองจุดมีความเชื่อมโยงกัน

อย่างไรก็ตาม ตำรวจยังไม่เปิดเผยชื่อผู้เสียชีวิต และยังไม่ทราบแรงจูงใจที่แน่ชัด โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบลำดับเหตุการณ์ว่าเหตุฆ่าญาติที่เมืองเบิร์นส์วิลล์เกิดขึ้นก่อนหรือหลังเหตุฆาตกรรมภรรยาและลูกสาวในฮอปกินส์

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ขณะนี้ไม่มีผู้ต้องสงสัยรายอื่นและไม่มีภัยคุกคามต่อประชาชน ขณะที่เด็กทั้ง 6 คนที่อยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กได้รับการส่งตัวกลับไปอยู่กับครอบครัวแล้ว

ด้านนายกเทศมนตรีเมืองฮอปกินส์ แพทริก แฮนลอน กล่าวว่า เมืองแห่งนี้เป็นชุมชนที่ผู้คนรู้จักกันเป็นอย่างดี และเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสูญเสียครั้งใหญ่ โดยเฉพาะการสูญเสีย แม่และเด็กเล็ก พร้อมแสดงความห่วงใยต่อเด็ก ๆ ที่อาจเห็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้น

ข้อมูลของทางการระบุว่า Brown Bear Childcare ได้รับใบอนุญาตให้ดำเนินกิจการมาตั้งแต่ปี 2019 รองรับเด็กได้สูงสุด 10 คน และผ่านการตรวจสอบตามมาตรฐานในปี 2023, 2024 และ 2025

ที่มา : AP

ยอดตายยังพุ่งไม่หยุด เหตุแผ่นดินไหวโคลอมเบียดับแล้ว 265 ราย ยังสูญหายเกือบ 500 คน

ยอดตายยังพุ่งไม่หยุด เหตุแผ่นดินไหวโคลอมเบียดับแล้ว 265 ราย ยังสูญหายเกือบ 500 คน

13 ส.ค. 2569 08:58 น.

ยอดตายยังพุ่งไม่หยุด เหตุแผ่นดินไหวโคลอมเบียดับแล้ว 265 ราย ยังสูญหายเกือบ 500 คน

ยอดผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวโคลอมเบียเพิ่มเป็นอย่างน้อย 265 ราย ขณะที่มีรายงานผู้สูญหายเกือบ 500 คน และบ้านเรือนเสียหายกว่า 50,000 หลัง เจ้าหน้าที่เดินหน้าหาผู้รอดชีวิตใต้ซากอาคารที่พังถล่ม

ประธานาธิบดีอาเบลาร์โด เด ลา เอสปิเรยา ของโคลอมเบีย แถลงเมื่อวันพุธ (12 ส.ค.) ว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุ แผ่นดินไหวโคลอมเบีย ขนาด 7.4 ที่เกิดขึ้นทางตะวันตกของประเทศเมื่อวันจันทร์ เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 265 ราย

ผู้นำโคลอมเบียระบุว่า มีรายงานผู้สูญหายเกือบ 500 คน ขณะที่ฐานข้อมูลที่จัดทำโดยภาคประชาชนระบุว่า ตัวเลขผู้สูญหายอาจสูงกว่า 4,100 คน

มีรายงานว่าแรงสั่นสะเทือนสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง โดยมีบ้านเรือนได้รับความเสียหายมากกว่า 50,000 หลัง ในจำนวนนี้กว่า 11,000 หลังพังถล่มจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ และมีอาคารอีก 140 แห่งพังเสียหาย รวมถึงถนนหลายสายที่ได้รับความเสียหาย และรถยนต์จำนวนมากถูกซากอาคารทับ

ขณะที่ความช่วยเหลือจากประเทศและหน่วยงานในภูมิภาคเริ่มทยอยเข้าสู่โคลอมเบีย ท่ามกลางปฏิบัติการ ค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว ที่ยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง

ทีมกู้ภัยเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตตามเมืองที่ได้รับผลกระทบหนัก ได้แก่ กาลี เปเรย์รา มานิซาเลส และกิบโด โดยเจ้าหน้าที่ต้องแข่งกับเวลาเพื่อช่วยเหลือผู้ที่อาจยังติดอยู่ใต้ซากอาคาร

หน่วยงานช่วยเหลือระบุว่า ช่วง 48-72 ชั่วโมงแรกหลังเกิดแผ่นดินไหวถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดในการค้นหาผู้รอดชีวิต แม้ระยะเวลาดังกล่าวอาจขยายออกไปได้ หากผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ใต้ซากยังมีอาหารและน้ำเพียงพอ

ล่าสุดรัฐบาลโคลอมเบียประกาศใช้มาตรการพิเศษเพื่อรับมือกับวิกฤต พร้อมเตรียมลงทุนฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย ช่วยเหลือผู้ประสบภัย และซ่อมแซมบ้านเรือนที่ถูกทำลายจากแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงครั้งนี้.

ที่มา : CBS

ไฟป่าอินโดฯ เผาวอดกว่า 6.6 แสนไร่ หมอกควันลามไปมาเลเซีย โรงเรียนต้องหยุดการเรียนการสอน

ไฟป่าอินโดฯ เผาวอดกว่า 6.6 แสนไร่ หมอกควันลามไปมาเลเซีย โรงเรียนต้องหยุดการเรียนการสอน

13 ส.ค. 2569 06:22 น.

ไฟป่าอินโดฯ เผาวอดกว่า 6.6 แสนไร่ หมอกควันลามไปมาเลเซีย โรงเรียนต้องหยุดการเรียนการสอน

อินโดนีเซียเร่งดับไฟป่าที่เผาพื้นที่แล้วกว่า 668,750 ไร่ หมอกควันปกคลุมหลายพื้นที่ รวมถึงมาเลเซีย ขณะที่โรงเรียนบางจังหวัดต้องหยุดเรียนต่อเนื่อง

วันที่ 13 สิงหาคม 2569 อินโดนีเซียเร่งรับมือไฟป่าที่ลุกลามในหลายพื้นที่ หลังไฟเผาผลาญพื้นที่ทั่วประเทศแล้วมากกว่า 668,750 ไร่ ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2569 ขณะที่ทางการระดมกำลังเจ้าหน้าที่และอากาศยานเข้าดับไฟ รวมถึงปฏิบัติการทำฝนเทียมเพื่อเพิ่มโอกาสให้เกิดฝนในพื้นที่ประสบภัย

ทางการอินโดนีเซียเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่มุ่งเน้นปฏิบัติการใน 6 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบรุนแรง ได้แก่ เรียว จัมบี สุมาตราใต้ กาลิมันตันตะวันตก กาลิมันตันกลาง และกาลิมันตันใต้ ซึ่งมีพื้นที่ป่าพรุขนาดใหญ่และมีความเสี่ยงเกิดไฟป่าสูงในช่วงฤดูแล้ง โดยรัฐบาลอินโดนีเซียส่งเฮลิคอปเตอร์ประมาณ 43 ลำ และเครื่องบิน 15 ลำเข้าร่วมภารกิจดับไฟและทำฝนเทียม

โดยสถานการณ์ไฟป่ารุนแรงขึ้นจากฤดูร้อนและฤดูแล้งที่ยาวนานกว่าปกติ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่มีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้พื้นที่ป่าและที่ดินแห้งและติดไฟได้ง่าย ขณะที่เจ้าหน้าที่ระบุว่า ไฟป่าส่วนใหญ่มีปัจจัยจากกิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะการเผาพื้นที่ป่าพรุและการแผ้วถางที่ดินเพื่อทำการเกษตรและอุตสาหกรรม

 นอกจากพื้นที่ 6 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบรุนแรงแล้ว ยังเกิดไฟป่าที่อุทยานแห่งชาติโบรโม เตงเกอร์ เซเมรู ในจังหวัดชวาตะวันออก โดยไฟลุกไหม้นานเกือบ 1 สัปดาห์และเผาพื้นที่ไปประมาณ 550 เฮกตาร์ หรือราว 3,438 ไร่ ก่อนเจ้าหน้าที่จะควบคุมไฟได้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน หมอกควันจากไฟป่าในอินโดนีเซียได้ลอยปกคลุมบางพื้นที่ของมาเลเซีย โดยเฉพาะรัฐซาราวัก ส่งผลให้คุณภาพอากาศในบางพื้นที่อยู่ในระดับไม่ดีต่อสุขภาพ และมีการสั่งปิดโรงเรียนบางแห่งเพื่อป้องกันผลกระทบต่อประชาชน สะท้อนว่าสถานการณ์ไฟป่ากำลังส่งผลกระทบข้ามพรมแดนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้.

ชาวยุโรปนับล้านคน ชมสุริยุปราคาเต็มดวงครั้งประวัติศาสตร์

 ชาวยุโรปนับล้านคน ชมสุริยุปราคาเต็มดวงครั้งประวัติศาสตร์

13 ส.ค. 2569 05:59 น.

ชาวยุโรปนับล้านคน ชมสุริยุปราคาเต็มดวงครั้งประวัติศาสตร์

ชาวยุโรปนับล้านแห่ชมสุริยุปราคาครั้งสำคัญ หลังเงาดวงจันทร์พาดผ่านหลายพื้นที่ตั้งแต่อาร์กติกถึงยุโรป ขณะที่สเปนได้เห็นสุริยุปราคาเต็มดวงครั้งแรกในรอบกว่าศตวรรษ

วันที่ 12 สิงหาคม 2569 หลายประเทศในยุโรปได้ชมปรากฏการณ์สุริยุปราคาครั้งสำคัญ โดยเงาของดวงจันทร์พาดผ่านแถบอาร์กติก ทางตะวันออกของกรีนแลนด์ และทางตะวันตกของไอซ์แลนด์ ก่อนเคลื่อนข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปยังคาบสมุทรไอบีเรีย และสิ้นสุดเหนือทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

ปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวงเกิดขึ้นเมื่อดวงจันทร์เคลื่อนมาอยู่ระหว่างดวงอาทิตย์กับโลกจนบดบังดวงอาทิตย์ทั้งหมด โดยแนวคราสเต็มดวงครอบคลุมพื้นที่กว้างประมาณ 290 กิโลเมตร และบางจุดสามารถเห็นดวงอาทิตย์ถูกบดบังอย่างสมบูรณ์นานสูงสุดราว 2 นาที ส่วนพื้นที่นอกแนวคราสเต็มดวงในซีกโลกเหนือสามารถเห็นสุริยุปราคาบางส่วน โดยเฉพาะในอังกฤษ ไอร์แลนด์ ฝรั่งเศส สเปน และโปรตุเกส

ที่นอร์เวย์ ประชาชนในหลายพื้นที่ออกมารวมตัวกันชมสุริยุปราคาบางส่วนในช่วงวันพุธ ท่ามกลางความสนใจของนักดูดาวและผู้ที่ต้องการชมปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้ง โดยบางพื้นที่ของทวีปยุโรปสามารถมองเห็นดวงจันทร์บดบังดวงอาทิตย์เป็นส่วนใหญ่

ส่วนที่สเปน กลายเป็นหนึ่งในจุดชมสำคัญของสุริยุปราคาครั้งนี้ เนื่องจากเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 100 ปีที่สามารถมองเห็นสุริยุปราคาเต็มดวงจากพื้นที่ภาคพื้นทวีปของประเทศ ประชาชนหลายล้านคนเดินทางไปตามเมืองและชุมชนในภาคเหนือและภาคกลางของสเปน เพื่อจับจองจุดชมวิวที่คาดว่าจะสามารถมองเห็นปรากฏการณ์ได้ดีที่สุดในยุโรปแผ่นดินใหญ่

เมื่อเข้าสู่ช่วงสุริยุปราคาเต็มดวง พื้นที่บางส่วนจะตกอยู่ในความมืดชั่วขณะ หลังดวงจันทร์บดบังแสงจากดวงอาทิตย์ สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้คนที่เฝ้ารอชมปรากฏการณ์ครั้งสำคัญ

ขณะเดียวกันที่อังกฤษ ผู้คนจำนวนมากในคอร์นวอลล์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ รวมตัวกันในช่วงเย็นเพื่อชมสุริยุปราคาบางส่วน หลายคนต้องการสัมผัสบรรยากาศที่ท้องฟ้ามืดลงในเวลากลางวัน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอย่างฉับพลัน และช่วงเวลาที่สัตว์และนกบางชนิดเงียบลง เนื่องจากเข้าใจผิดว่าเป็นช่วงเวลากลางคืน

ที่เยอรมนี ประชาชนหลายพันคนเดินทางไปยังสนามบินเทมเพลฮอฟ  ซึ่งปัจจุบันเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางกรุงเบอร์ลิน เพื่อชมสุริยุปราคา ผู้คนเดินและปั่นจักรยานเข้ามายังพื้นที่สนามบิน ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางปฏิบัติการขนส่งทางอากาศเบอร์ลิน ระหว่างปี 2491-2492

ผู้ชมจำนวนมากนำแว่นตาสำหรับชมสุริยุปราคามาแบ่งปันกัน พร้อมนั่งปิกนิกระหว่างรอชมปรากฏการณ์ ขณะที่บางคนประดิษฐ์อุปกรณ์ชมสุริยุปราคาแบบง่ายๆ จากกล่องซีเรียลเพื่อใช้สังเกตดวงอาทิตย์อย่างปลอดภัย

ปรากฏการณ์สุริยุปราคาเกิดขึ้นเมื่อดวงจันทร์เคลื่อนมาอยู่ระหว่างดวงอาทิตย์กับโลกพอดี โดยแม้ดวงอาทิตย์จะมีขนาดใหญ่กว่าดวงจันทร์ประมาณ 400 เท่า แต่ก็อยู่ห่างจากโลกมากกว่าดวงจันทร์ประมาณ 400 เท่า ทำให้เมื่อมองจากโลก ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์มีขนาดปรากฏใกล้เคียงกัน จึงเกิดปรากฏการณ์ดวงจันทร์บดบังดวงอาทิตย์ได้อย่างสมบูรณ์ในบางพื้นที่.

ที่มา BBC AP

เรือเฟอร์รี่ล่มกลางทะเลสาบซิมบับเว ดับพุ่ง 44 ศพ เร่งค้นหาผู้สูญหาย

เรือเฟอร์รี่ล่มกลางทะเลสาบซิมบับเว ดับพุ่ง 44 ศพ เร่งค้นหาผู้สูญหาย

13 ส.ค. 2569 00:44 น.

เรือเฟอร์รี่ล่มกลางทะเลสาบซิมบับเว ดับพุ่ง 44 ศพ เร่งค้นหาผู้สูญหาย

เกิดเหตุเรือเฟอร์รี่บรรทุกผู้โดยสารเกินขนาดล่มในทะเลสาบคาริบา ประเทศซิมบับเว ดับ 44 ศพ เจ้าหน้าที่เร่งค้นหาผู้รอดชีวิตและผู้สูญหาย ท่ามกลางความกังวลว่ายังมีเด็กอยู่บนเรืออีกจำนวนหนึ่ง

วันที่ 13 สิงหาคม 2569 ตำรวจซิมบับเวเปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุเรือเฟอร์รี่ล่มในทะเลสาบคาริบา  เพิ่มเป็นอย่างน้อย 44 ศพ หลังเกิดเหตุเมื่อวันอังคาร (11 ส.ค.) ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงค้นหาผู้รอดชีวิตและผู้สูญหายอย่างต่อเนื่อง

สถานีโทรทัศน์แห่งชาติซิมบับเว รายงานว่า เรือกู้ภัยและเฮลิคอปเตอร์เข้าปฏิบัติการในพื้นที่เกิดเหตุ หลังเรือเฟอร์รี่พลิกคว่ำกลางทะเลสาบ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่อยู่บริเวณพรมแดนระหว่างซิมบับเวกับแซมเบีย โดยตำรวจระบุว่า เจ้าหน้าที่สามารถกู้ร่างผู้เสียชีวิตขึ้นจากทะเลสาบได้แล้วหลายราย อย่างไรก็ตาม ตำรวจยังไม่ได้เปิดเผยตัวเลขล่าสุดของผู้ได้รับบาดเจ็บหรือผู้สูญหายจากอุบัติเหตุครั้งนี้ ซึ่งเกิดขึ้นกับเรือเฟอร์รี่ที่ให้บริการโดยหน่วยงานของรัฐบาล

ขณะที่สื่อต่างประเทศระบุว่า เรือมีผู้โดยสารรวมราว 153 คน ซึ่งเกินกว่าความจุที่ออกแบบไว้ประมาณ 90 คน และเรือประสบเหตุขณะเผชิญคลื่นขนาดใหญ่ในทะเลสาบคาริบา ก่อนพลิกคว่ำในเวลาต่อมา

ทางด้านสำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติของซิมบับเวเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า เรือมีผู้โดยสารผู้ใหญ่ที่ซื้อตั๋วโดยสารเรืออย่างน้อย 114 คน และลูกเรือ 5 คน โดยสามารถช่วยเหลือผู้โดยสารขึ้นฝั่งได้ 77 คนในช่วงแรก ขณะที่จำนวนผู้โดยสารที่แท้จริงยังไม่สามารถยืนยันได้ เนื่องจากตัวเลขที่เจ้าหน้าที่รวบรวมมีเฉพาะผู้ที่ซื้อตั๋ว ขณะที่เด็กที่มีอายุต่ำกว่าเกณฑ์ต้องซื้อตั๋วอาจเดินทางมากับผู้ปกครองและไม่ได้ถูกนับรวมในจำนวนผู้โดยสาร.

ศาลซีเรียพิพากษาประหารชีวิต “บาชาร์ อัล-อัสซาด” อดีตปธน. ฐานฆาตกรรม-ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ศาลซีเรียพิพากษาประหารชีวิต “บาชาร์ อัล-อัสซาด” อดีตปธน. ฐานฆาตกรรม-ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

12 ส.ค. 2569 23:25 น.

ศาลซีเรียพิพากษาประหารชีวิต “บาชาร์ อัล-อัสซาด” อดีตปธน. ฐานฆาตกรรม-ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ศาลซีเรียพิพากษาประหารชีวิต “บาชาร์ อัล-อัสซาด” อดีตประธานาธิบดี ฐานความผิดรวมถึงฆาตกรรมและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ หลังรัฐบาลอำนาจนิยมของเขาล่มสลายเมื่อปี 2567

วันที่ 12 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวของทางการซีเรีย รายงานว่า ศาลในกรุงดามัสกัสมีคำพิพากษาประหารชีวิต นายบาชาร์ อัล-อัสซาด อดีตประธานาธิบดีซีเรีย ในความผิดหลายข้อหา รวมถึงฆาตกรรมและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ โดยรายละเอียดของคำพิพากษาระบุว่า นายอัสซาดในฐานะผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดของประเทศ มีบทบาทในการสั่งปราบปรามผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลอย่างรุนแรง หลังสงครามกลางเมืองซีเรียปะทุขึ้นในปี 2554 และดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่า 13 ปี ก่อนรัฐบาลของอัสซาดจะล่มสลายในเดือนธันวาคม 2567

อย่างไรก็ตาม นายอัสซาดไม่ได้เข้าร่วมการพิจารณาคดี เนื่องจากหลบหนีออกจากซีเรียไปยังรัสเซียทันทีหลังรัฐบาลของเขาล่มสลาย ทำให้การพิจารณาคดีดำเนินไปโดยไม่มีตัวจำเลยอยู่ในศาล และขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่า รัสเซียจะส่งตัวอัสซาดกลับมารับโทษในซีเรียหรือไม่

นอกจากนายอัสซาดแล้ว ศาลยังมีคำพิพากษาประหารชีวิตผู้ต้องหาอีก 8 คน ซึ่งรวมถึงน้องชายของเขา และอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลชุดเดิม 

ทั้งนี้ หลังการเปลี่ยนแปลงอำนาจ ซีเรียเริ่มเดินหน้ากระบวนการเอาผิดกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลชุดเดิม ขณะที่ประเทศพยายามฟื้นฟูและสร้างระบบการเมืองขึ้นใหม่

ที่มา Aljazeera