“จู หรงจี” อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้วางรากฐานจีนสู่มหาอำนาจการค้า ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 97 ปี

"จู หรงจี" อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้วางรากฐานจีนสู่มหาอำนาจการค้า ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 97 ปี

12 ส.ค. 2569 22:14 น.

“จู หรงจี” อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้วางรากฐานจีนสู่มหาอำนาจการค้า ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 97 ปี

“จู หรงจี” อดีตนายกรัฐมนตรีจีน ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 97 ปี หลังมีบทบาทสำคัญผลักดันจีนเข้าสู่ระบบการค้าโลก ปฏิรูปเศรษฐกิจและดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ

วันที่ 12 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายจู หรงจี นายกรัฐมนตรีคนที่ 5 ของจีน ได้ถึงแก่อสัญกรรมขณะมีอายุ 97 ปี โดยเขาเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจีนระหว่างปี 2541-2546 และมีบทบาทสำคัญในการเจรจาเพื่อให้จีนเข้าร่วมองค์การการค้าโลก หรือ WTO ในปี 2545 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญที่เปิดเศรษฐกิจจีนสู่ตลาดโลก และช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านของจีนจากประเทศคอมมิวนิสต์ที่แยกตัวจากระบบเศรษฐกิจโลก สู่มหาอำนาจด้านการผลิตและการค้า

โดยในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง เขายังเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ทั้งการโอนอำนาจด้านภาษีจากรัฐบาลท้องถิ่นมายังรัฐบาลกลาง การปิดหรือแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ประสบภาวะขาดทุน และส่งเสริมการมีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยของประชาชน  

บรรดาสื่อทางการจีนยกย่องชีวิตของอดีตนายกรัฐมนตรีจู หรงจี ว่าเป็นชีวิตแห่งการปฏิวัติ การต่อสู้ และความรุ่งโรจน์ พร้อมระบุในคำไว้อาลัยว่าเขาเป็นสมาชิกที่โดดเด่นของพรรคคอมมิวนิสต์จีน นักปฏิวัติที่ภักดี และผู้นำที่โดดเด่นของพรรคและรัฐ 

ทั้งนี้ นายจู หรงจี เกิดที่มณฑลหูหนาน ทางตอนกลางของจีน เมื่อปี 2471 สำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมไฟฟ้า ก่อนเข้าสู่ระบบราชการและเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์จีนในปี 2492 เขาเคยถูกปลดออกจากตำแหน่งถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกหลังวิพากษ์วิจารณ์นโยบายเศรษฐกิจของเหมา เจ๋อตง และถูกกล่าวหาว่าเป็นฝ่ายขวา ก่อนถูกกวาดล้างอีกครั้งในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม จากนั้นหลังการถึงแก่อสัญกรรมของเหมา เจ๋อตง เขาได้รับการคืนตำแหน่งและค่อยๆ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจในปี 2534 ก่อนขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2541

ที่มา Reuters

ชาวฝรั่งเศส 11 คน ถูกจับขนกัญชาจากไทย อ้างถูกหลอกเที่ยวฟรีแลกขนกระเป๋ากลับ ฝรั่งเศสเร่งเตือนนทท.

ชาวฝรั่งเศส 11 คน ถูกจับขนกัญชาจากไทย อ้างถูกหลอกเที่ยวฟรีแลกขนกระเป๋ากลับ ฝรั่งเศสเร่งเตือนนทท.

12 ส.ค. 2569 19:39 น.

ชาวฝรั่งเศส 11 คน ถูกจับขนกัญชาจากไทย อ้างถูกหลอกเที่ยวฟรีแลกขนกระเป๋ากลับ ฝรั่งเศสเร่งเตือนนทท.

ชาวฝรั่งเศสอย่างน้อย 11 คนถูกจับที่สนามบินพร้อมกัญชาหลายกิโลกรัม ขณะกำลังเตรียมเดินทางออกจากไทย โดยผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน เพื่อรอเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของไทย

สำนักข่าว RTL ของฝรั่งเศสรายงานโดยอ้างข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติฝรั่งเศสระบุว่า มีชาวฝรั่งเศส 11 คนถูกควบคุมตัวในประเทศไทย หลังถูกตรวจพบยาเสพติดในกระเป๋าเดินทางที่สนามบิน และถูกกล่าวหาว่าพยายามลักลอบนำยาเสพติดออกจากประเทศไทย

รายงานระบุว่า ก่อนหน้านี้กรณีผู้ที่ถูกจับพร้อมกัญชาจะถูกยึดของกลางแต่สามารถเดินทางกลับได้ แต่หลังไทยเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการลักลอบขนกัญชา ผู้ต้องหาที่ไม่สามารถชำระค่าปรับศุลกากรภายในเวลาที่กำหนด จะถูกส่งตัวให้ตำรวจไทยและถูกควบคุมตัวระหว่างรอการพิจารณาคดี

ข้อมูลจาก RTL ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2569 ไทยกำหนดค่าปรับศุลกากร 30,000 บาท หรือประมาณ 790 ยูโร ต่อกัญชาที่ตรวจยึดได้ 1 กิโลกรัม หากไม่ชำระค่าปรับ จะถูกควบคุมตัวและนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี โดยผู้กระทำผิดอาจเผชิญโทษจำคุกตั้งแต่ 2-10 ปี

อ้างถูกหลอกผ่านโซเชียล เสนอเที่ยวไทยฟรีแลกขนกระเป๋า

ด้านครอบครัวของผู้ต้องหาหลายรายระบุว่า พวกเขาอาจตกเป็นเหยื่อของข้อเสนอที่เรียกว่า “แผนประเทศไทย” หรือ “Thailand plan” ซึ่งเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีการยื่นข้อเสนอให้มาเที่ยวประเทศไทยฟรี ทั้งตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และค่าใช้จ่ายต่างๆ แลกกับการนำกระเป๋าเดินทางกลับไปยังยุโรป

รายงานของ AFP ที่เผยแพร่ผ่าน HuffPost ระบุว่า ผู้ที่ตอบรับข้อเสนอ ได้รับข้อมูลเพียงว่ากระเป๋าดังกล่าวบรรจุโทรศัพท์มือถือ ขณะที่ผู้ต้องหาหลายคนอ้างว่าไม่ทราบว่าภายในกระเป๋ามีกัญชา

หนึ่งในกรณีที่มีการเปิดเผยรายละเอียดคือชายชาวฝรั่งเศสวัย 20 ปี ซึ่งเดินทางมาประเทศไทยช่วงกลางเดือนมิถุนายน และถูกจับขณะเตรียมเดินทางออกจากไทย โดยในกระเป๋าที่ถูกล็อกและเจ้าตัวไม่มีรหัสเปิด พบกัญชาน้ำหนัก 16.8 กิโลกรัม ตามคำให้สัมภาษณ์ของครอบครัวที่ AFP รายงาน

ครอบครัวระบุว่า ชายหนุ่มได้รับการติดต่อผ่าน Snapchat พร้อมข้อเสนอ “Thailand plan” โดยอ้างว่าเป็นการขนส่งโทรศัพท์มือถืออย่างถูกกฎหมาย มีทั้งตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และค่าตอบแทนให้

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าชาวฝรั่งเศสทั้ง 11 คนไม่ทราบว่ากระเป๋าที่นำออกจากไทยมีสิ่งผิดกฎหมายจริงหรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีนักท่องเที่ยวฝรั่งเศสอีก 2 คนถูกควบคุมตัวที่ฮ่องกงในข้อหาขนส่งกระเป๋าเดินทางบรรจุกัญชาเช่นกัน ชายหนุ่มทั้งสองคนเดินทางมาจากประเทศไทยและถูกจับกุมระหว่างแวะพักที่ฮ่องกง แหล่งข่าวจากตำรวจกล่าวกับ franceinfo

ด้านกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศส หรือ France Diplomatie มีการระบุในคำแนะนำสำหรับผู้ที่จะเดินทางมายังประเทศไทยว่า การส่งออกกัญชาจากประเทศไทยเป็นสิ่งต้องห้ามโดยเด็ดขาด

กระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศสยังระบุเพิ่มเติมด้วยว่า ตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2569 มีการกำหนดค่าปรับศุลกากร 30,000 บาท หรือประมาณ 790 ยูโร ต่อกัญชาที่ตรวจยึดได้ 1 กิโลกรัม และมีการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ หากไม่ชำระค่าปรับ ผู้กระทำผิดจะถูกควบคุมตัวและถูกคุมขังระหว่างรอการพิจารณาคดี โดยมีโทษจำคุกตั้งแต่ 2-10 ปี

กระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศสยังย้ำว่า กฎระเบียบเกี่ยวกับกัญชาในประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงและขอให้นักท่องเที่ยว ติดตามกฎระเบียบล่าสุดอย่างใกล้ชิด

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวทางการทูตฝรั่งเศสระบุว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกรุงปารีสกำลังติดตามสถานการณ์ของพลเมืองฝรั่งเศสที่ถูกควบคุมตัวอย่างใกล้ชิด และหน่วยงานกงสุลฝรั่งเศสในไทยกำลังประสานงานกับทางการท้องถิ่นเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านกงสุลตามสิทธิของผู้ต้องหา

ทั้งนี้ ทางการฝรั่งเศสระบุว่า ปัจจุบันกำลังมีการสอบสวนปรากฏการณ์ “Thailand plan” เพื่อค้นหาผู้ที่อยู่เบื้องหลังและเครือข่ายที่อาจเกี่ยวข้อง รวมถึงตรวจสอบวิธีการคัดเลือกผู้ที่ถูกชักชวนให้เดินทางไปขนยาเสพติดกลับยุโรปด้วย.

ที่มา : huffingtonpost , กระทรวงต่างประเทศฝรั่งเศส

หมอกควันไฟป่าอินโดนีเซียแผ่ปกคลุมภูมิภาค ไฟไหม้แล้วกว่า 6 แสนไร่

หมอกควันไฟป่าอินโดนีเซียแผ่ปกคลุมภูมิภาค ไฟไหม้แล้วกว่า 6 แสนไร่

12 ส.ค. 2569 15:35 น.

หมอกควันไฟป่าอินโดนีเซียแผ่ปกคลุมภูมิภาค ไฟไหม้แล้วกว่า 6 แสนไร่

อินโดนีเซียเร่งระดมกำลังควบคุมไฟป่าที่เผาผลาญพื้นที่ทั่วประเทศแล้วกว่า 668,750 ไร่ ท่ามกลางฤดูแล้งที่ร้อนและยาวนานกว่าปกติจากอิทธิพลเอลนีโญ ส่งผลให้หลายพื้นที่ต้องปิดโรงเรียน ขณะที่หมอกควันลอยข้ามพรมแดนไปยังมาเลเซีย ทำให้คุณภาพอากาศในหลายพื้นที่อยู่ในระดับ “ไม่ดีต่อสุขภาพ”

อินโดนีเซียกำลังเร่งรับมือสถานการณ์ไฟป่าที่ขยายวงกว้างทั่วประเทศ โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2026 มีพื้นที่ถูกไฟไหม้แล้วมากกว่า 107,000 เฮกตาร์ หรือกว่า 668,750 ไร่ ขณะที่เจ้าหน้าที่เกือบ 50,000 นายถูกระดมเข้าร่วมภารกิจดับไฟในหลายจังหวัด

ทางการอินโดนีเซียให้ความสำคัญกับ 6 จังหวัดที่มีสถานการณ์รุนแรง ได้แก่ จัมบี สุมาตราใต้ กาลิมันตันตะวันตก กาลิมันตันกลาง กาลิมันตันใต้ และเรียว เนื่องจากพื้นที่เหล่านี้มีพื้นที่พรุเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดไฟไหม้ในช่วงฤดูแล้ง

นอกจากการส่งเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ดับเพลิงลงพื้นที่แล้ว รัฐบาลยังนำเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์เข้ามาช่วยภารกิจ โดยเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา นายดจามารี ชานิอาโก  รัฐมนตรีประสานงานด้านความมั่นคง ระบุว่า อินโดนีเซียส่งเฮลิคอปเตอร์ 43 ลำ และเครื่องบินปีกตรึงอีกสูงสุด 15 ลำ เพื่อสนับสนุนการทำฝนเทียมในพื้นที่ที่จำเป็น

การทำฝนเทียมใช้เครื่องบินโปรยสาร เช่น ซิลเวอร์ไอโอไดด์และเกลือ เพื่อกระตุ้นให้เกิดฝน แต่ประสิทธิภาพของภารกิจขึ้นอยู่กับว่ามีเมฆเพียงพอในพื้นที่หรือไม่

สถานการณ์ส่งผลกระทบต่อการศึกษาในหลายพื้นที่ โดยเมืองปอนเตียนัก ในจังหวัดกาลิมันตันตะวันตก สั่งให้นักเรียนเรียนจากบ้าน เนื่องจากหมอกควันจากไฟป่าปกคลุมเมือง โดยจะให้เรียนออนไลน์ต่อไปจนกว่าคุณภาพอากาศจะดีขึ้น

เอดี รุสดี คัมโตโน นายกเทศมนตรีเมืองปอนเตียนัก กล่าวว่า เมืองเริ่มได้รับผลกระทบจากหมอกควันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนและช่วงเช้า ขณะที่โรงเรียนในพื้นที่ได้รับผลกระทบต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนเพื่อความปลอดภัยของนักเรียน

ในจังหวัดกาลิมันตันกลาง ชาวบ้านเปิดเผยว่าต้องเผชิญไฟป่ามานานกว่าหนึ่งเดือนแล้ว โดยดาร์วิน โรมี ชาวพื้นเมืองดายักในเมืองปาลังการายา ระบุว่า หมอกควันเริ่มหนาขึ้นจนทำให้แสบตาและมีกลิ่นควันรุนแรง ขณะที่ไฟบางจุดลุกลามเข้าใกล้พื้นที่อยู่อาศัย และแหล่งน้ำที่ใช้ดับไฟกำลังเริ่มขาดแคลน

สถานการณ์ไฟป่ายังเกิดขึ้นบนเกาะชวา โดยไฟไหม้ในอุทยานแห่งชาติโบรโม เทงเกอร์ เซเมรู จังหวัดชวาตะวันออก ลุกลามต่อเนื่องหลายวัน เผาผลาญพื้นที่ประมาณ 5,625 ไร่ หรือคิดเป็นราว 2% ของพื้นที่อุทยาน และทำให้ทางการต้องปิดอุทยานไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม

เจ้าหน้าที่ระบุว่า มีการส่งกำลังดับเพลิงประมาณ 200 นาย รวมถึงเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ตำรวจ และทหาร พร้อมเฮลิคอปเตอร์โปรยน้ำ 3 ลำและรถดับเพลิงเข้าร่วมภารกิจ โดยพยายามดับไฟและฉีดน้ำหล่อเลี้ยงพื้นที่เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟปะทุขึ้นมาอีก

ซาตริโย นูร์เซโน เจ้าหน้าที่ด้านการจัดการภัยพิบัติในพื้นที่ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่กำลังระดมทุกทรัพยากรที่มีเพื่อดับไฟและทำให้พื้นที่เปียกชุ่ม พร้อมหวังว่าจะสามารถควบคุมไฟได้ทั้งหมด ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนป้องกันการปะทุซ้ำ

สำหรับสาเหตุของไฟไหม้ที่อุทยานแห่งชาติโบรโม เทงเกอร์ เซเมรู ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน แต่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นตั้งข้อสังเกตว่าอาจเกิดจากความประมาท หลังมีผู้ก่อไฟในพื้นที่และเข้าใจว่าดับไฟแล้ว ทั้งที่ไฟยังไม่ดับสนิท

นอกจากพื้นที่บนเกาะชวาแล้ว ทางการยังเตือนถึงจุดความร้อนใหม่บริเวณใกล้ปากปล่องภูเขาไฟโบรโม ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ยังมีพลังและเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของอินโดนีเซีย

หมอกควันจากไฟป่าได้ลอยข้ามช่องแคบไปยังมาเลเซีย โดยเมืองเซเรียน ในรัฐซาราวัก บนเกาะบอร์เนียว มีค่าดัชนีมลพิษทางอากาศ หรือ API แตะระดับ 195 เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ซึ่งอยู่ในระดับ “ไม่ดีต่อสุขภาพ” และเป็นระดับสูงสุดของรัฐในวันดังกล่าว

ตามเกณฑ์ของมาเลเซีย ค่า API ระหว่าง 101-200 ถือว่าไม่ดีต่อสุขภาพ ขณะที่ระดับ 201-300 ถือว่าไม่ดีต่อสุขภาพอย่างมาก และมากกว่า 301 ถือว่าอยู่ในระดับอันตราย โดยมีรายงานว่าพื้นที่อย่างน้อย 9 แห่งในรัฐซาราวักมีค่าดัชนีอยู่ในระดับไม่ดีต่อสุขภาพ

กรมอุตุนิยมวิทยามาเลเซียเตือนประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบให้อยู่ภายในอาคาร พร้อมระบุว่าสถานการณ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์หมอกควันข้ามพรมแดนจากเกาะกาลิมันตันของอินโดนีเซีย ขณะที่มาเลเซียเคยสั่งปิดโรงเรียนในปี 2015 เป็นเวลา 2 วัน เนื่องจากปัญหาสุขภาพจากหมอกควันรุนแรงที่เกิดจากไฟป่าในอินโดนีเซีย

อินโดนีเซียกำลังเผชิญฤดูแล้งที่คาดว่าจะรุนแรงผิดปกติในปี 2026 โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยา ภูมิอากาศ และธรณีฟิสิกส์ของอินโดนีเซีย หรือ BMKG เตือนว่าประเทศมีความเสี่ยงสูงต่อภัยแล้งและไฟป่า อันเป็นผลส่วนหนึ่งจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่มีความรุนแรงมากขึ้น

BMKG ระบุว่า อุณหภูมิอากาศเฉลี่ยของอินโดนีเซียในเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 27 องศาเซลเซียส สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติที่ 26.2 องศาเซลเซียส และเป็นการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยในเดือนกรกฎาคมที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1991

เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ส่งผลต่อทิศทางลม ความกดอากาศ และรูปแบบฝนทั่วโลก โดยในอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มักทำให้สภาพอากาศแห้งแล้งกว่าปกติ ขณะที่เอลนีโญครั้งก่อนมีส่วนทำให้ปี 2023 และ 2024 กลายเป็นสองปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ของโลก

พื้นที่ที่ถูกไฟป่าเผาผลาญในอินโดนีเซียตั้งแต่ต้นปี 2026 มีขนาดมากกว่าสองเท่าของพื้นที่ที่ถูกไฟไหม้ตลอดปี 2023 สะท้อนถึงความรุนแรงของฤดูไฟป่าในปีนี้ และเพิ่มความกังวลว่าสถานการณ์หมอกควันอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพอากาศของประชาชนในอินโดนีเซีย รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านต่อไป.

ที่มา BBC / AFP / The Star

ออสเตรเลียประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ-ประกัน ให้ไรเดอร์ส่งอาหาร-สินค้า สูงสุด 748 บาทต่อชั่วโมง

ออสเตรเลียประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ-ประกัน ให้ไรเดอร์ส่งอาหาร-สินค้า สูงสุด 748 บาทต่อชั่วโมง

12 ส.ค. 2569 14:57 น.

ออสเตรเลียประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ-ประกัน ให้ไรเดอร์ส่งอาหาร-สินค้า สูงสุด 748 บาทต่อชั่วโมง

คณะกรรมาธิการแรงงานสัมพันธ์ออสเตรเลีย (FWC) อนุมัติมาตรฐานค่าแรงขั้นต่ำสำหรับไรเดอร์ส่งอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค ให้ได้ค่าตอบแทนเฉลี่ย 31.30–32 ดอลลาร์ออสเตรเลีย  หรือราว 732 – 748 บาทต่อชั่วโมง ซึ่งสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำของประเทศ พร้อมบังคับแพลตฟอร์มต้องทำประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลให้แรงงาน มีผลบังคับใช้ 17 สิงหาคมนี้

คณะกรรมาธิการแรงงานสัมพันธ์ออสเตรเลีย (FWC) มีคำสั่งรับรองมาตรฐานขั้นต่ำฉบับใหม่สำหรับแรงงานที่ให้บริการส่งอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยกำหนดให้แรงงานได้รับค่าตอบแทนขั้นต่ำตามช่วงเวลาที่ปฏิบัติงาน และได้รับความคุ้มครองด้านประกันอุบัติเหตุจากการทำงาน

คำสั่งดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคมนี้ และคาดว่าจะส่งผลต่อแรงงานประมาณ 250,000 คนทั่วออสเตรเลีย โดยถือเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญในการยกระดับสิทธิของแรงงานในระบบแรงงานรับจ้างอิสระและไม่ได้รับสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับลูกจ้างทั่วไป

ภายใต้มาตรฐานใหม่ แรงงานส่งอาหารและสินค้าโดยใช้จักรยานหรือจักรยานไฟฟ้าจะได้รับค่าตอบแทนขั้นต่ำ 31.30 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 732 บาทต่อชั่วโมง ขณะที่ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์จะได้รับอย่างน้อย 31.80 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 743 บาทต่อชั่วโมง และผู้ขับรถยนต์จะได้รับอย่างน้อย 32 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 748 บาทต่อชั่วโมง โดยค่าตอบแทนดังกล่าวสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำระดับประเทศของออสเตรเลีย ซึ่งอยู่ที่ 26.44 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 618 บาทต่อชั่วโมง

มาตรฐานใหม่นี้กำหนดให้แรงงานได้รับ “ค่าตอบแทนขั้นต่ำสำหรับเวลาที่ทำงาน” โดยนับตั้งแต่แรงงานกดยอมรับงานจนกระทั่งส่งสินค้าเสร็จสิ้น ไม่ใช่เพียงเวลาที่เดินทางไปส่งสินค้าเท่านั้น

แพลตฟอร์มดิจิทัลจะต้องคำนวณรายได้ของแรงงานในแต่ละรอบ ซึ่งอาจครอบคลุมระยะเวลาไม่เกิน 21 วัน หากพบว่าแรงงานได้รับเงินต่ำกว่าระดับค่าตอบแทนขั้นต่ำที่กำหนด แพลตฟอร์มจะต้องจ่ายเงินส่วนต่างเพิ่มเติมให้ครบตามเกณฑ์

มาตรการดังกล่าวยังเพิ่มสิทธิให้แรงงานสามารถหยุดพักจากการรับงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างได้ตามความต้องการของตนเอง โดยไม่ต้องสูญเสียสถานะการทำงานกับแพลตฟอร์ม

นอกจากนี้ แพลตฟอร์มจะต้องจัดตั้งช่องทางรับฟังความคิดเห็นและข้อร้องเรียน เพื่อให้แรงงานสามารถแจ้งปัญหาหรือสอบถามเกี่ยวกับการทำงานได้ หากไม่สามารถแก้ไขข้อพิพาทระหว่างแรงงานกับแพลตฟอร์มได้ แรงงานสามารถนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการแรงงานได้

ด้านการประกันภัย มาตรฐานใหม่กำหนดให้แรงงานยังคงมีหน้าที่จัดทำและรักษาประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก สำหรับยานพาหนะที่ใช้ในการส่งสินค้า รวมถึงต้องแจ้งบริษัทประกันว่ายานพาหนะดังกล่าวถูกนำมาใช้เพื่อการจัดส่งสินค้า

ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มส่งอาหารจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดทำและรักษาประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลสำหรับแรงงานที่อยู่ในกลุ่ม “เสมือนลูกจ้าง” เพื่อคุ้มครองกรณีได้รับบาดเจ็บระหว่างปฏิบัติงาน แม้คำสั่งไม่ได้กำหนดวงเงินคุ้มครองขั้นต่ำไว้อย่างชัดเจน แต่กำหนดให้ต้องมีระดับความคุ้มครองที่เหมาะสม

สหภาพแรงงานขนส่งออสเตรเลีย (TWU) ซึ่งเป็นตัวแทนแรงงานรับจ้างอิสระ ระบุว่า มาตรการดังกล่าวถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญ หลังจากมีการผลักดันเรื่องสิทธิแรงงานส่งอาหารมานานหลายปี โดย TWU ยื่นคำร้องต่อ FWC เพื่อขอกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำตั้งแต่ปี 2024 ร่วมกับแพลตฟอร์มส่งอาหารอย่าง Uber Eats และ DoorDash

ไมเคิล เคน เลขาธิการแห่งชาติของ TWU เรียกมาตรฐานใหม่ว่าเป็น “มาตรฐานระดับแนวหน้าของโลก” พร้อมระบุว่าแรงงานรับจ้างอิสระของออสเตรเลียถูกปล่อยให้อยู่นอกระบบคุ้มครองแรงงานมาเป็นเวลานาน และการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะช่วยสร้างมาตรฐานใหม่ที่สามารถพัฒนาต่อไปได้ในอนาคต

อแมนดา ริชเวิร์ธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการจ้างงานและความสัมพันธ์ในสถานประกอบการของออสเตรเลีย กล่าวว่า มาตรฐานใหม่ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความคุ้มครองที่แข็งแกร่งขึ้นให้แก่แรงงาน พร้อมย้ำว่าแรงงานส่งอาหารไม่ควรต้องเลือกระหว่าง “ความยืดหยุ่นในการทำงาน” กับ “สิทธิและความเป็นธรรม”

ด้าน Uber Eats และ DoorDash ต่างแสดงการสนับสนุนมาตรฐานใหม่ โดยระบุว่า การคุ้มครองแรงงานที่เข้มแข็งขึ้นสามารถดำเนินควบคู่ไปกับความยืดหยุ่นที่แรงงานในระบบแพลตฟอร์มให้ความสำคัญได้

เอ็ด คิตเชน กรรมการผู้จัดการ Uber Eats ประจำออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ กล่าวว่า รู้สึกภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนากรอบมาตรฐานดังกล่าว และมองว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับแรงงานส่งอาหาร ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจออสเตรเลียและชีวิตประจำวันของประชาชนหลายล้านคน

แม้ที่ผ่านมาแรงงานส่งอาหารจำนวนมากถูกจัดสถานะเป็นผู้รับจ้างอิสระ ทำให้ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานหลายประการ แต่รัฐบาลออสเตรเลียภายใต้พรรคแรงงานได้ผ่านกฎหมายในปี 2023 และ 2024 เพื่อเพิ่มสิทธิให้แรงงานกลุ่มนี้สามารถเจรจาเรื่องค่าตอบแทนและเงื่อนไขการทำงานได้มากขึ้น พร้อมให้อำนาจคณะกรรมาธิการแรงงานในการกำหนดมาตรฐานด้านค่าจ้างและการประกันภัย

ก่อนหน้านี้ บริษัทแพลตฟอร์มบางแห่งเคยเตือนว่า การปฏิรูปกฎหมายแรงงานรับจ้างอิสระอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อการจ้างงานและทำให้ต้นทุนการจัดส่งเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ต่อมาบริษัทเหล่านี้ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเจรจาและพัฒนามาตรฐานใหม่ร่วมกับสหภาพแรงงาน

มาตรการดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มที่หลายประเทศเริ่มปรับกฎหมายแรงงานให้สอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม ซึ่งแรงงานมีความยืดหยุ่นในการเลือกเวลาและรูปแบบการทำงาน แต่ในขณะเดียวกันต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนด้านรายได้ ความปลอดภัย และสิทธิประโยชน์ที่แตกต่างจากลูกจ้างในระบบดั้งเดิม

คำสั่งของออสเตรเลียยังมีขึ้นหลังองค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ILO มีมติเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา รับรองมาตรฐานแรงงานที่มีผลผูกพันฉบับแรกสำหรับแรงงานแพลตฟอร์ม โดยครอบคลุมประเด็นค่าจ้าง ความปลอดภัย และสิทธิประโยชน์ทางสังคม แม้มาตรฐานดังกล่าวยังต้องผ่านกระบวนการให้สัตยาบันจากรัฐบาลประเทศสมาชิกก่อนจึงจะมีผลบังคับใช้ในระดับประเทศ.

ที่มา SBS Australia / Reuters

เรือเฟอร์รีล่มทะเลสาบคาริบา ซิมบับเว เสียชีวิตอย่างน้อย 15 ราย สูญหาย 27 ราย

เรือเฟอร์รีล่มทะเลสาบคาริบา ซิมบับเว เสียชีวิตอย่างน้อย 15 ราย สูญหาย 27 ราย

12 ส.ค. 2569 14:06 น.

เรือเฟอร์รีล่มทะเลสาบคาริบา ซิมบับเว เสียชีวิตอย่างน้อย 15 ราย สูญหาย 27 ราย

เกิดเหตุเรือเฟอร์รีบรรทุกผู้โดยสารเกินความจุพลิกคว่ำในทะเลสาบคาริบา ประเทศซิมบับเว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 คน สูญหายอีก 27 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตได้ 77 คน และเร่งค้นหาผู้สูญหาย ท่ามกลางความกังวลว่าอาจมีเด็กที่ไม่ได้อยู่ในระบบจำหน่ายตั๋วโดยสารรวมอยู่ในเรือด้วย

เกิดเหตุเรือโดยสารของสำนักงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานชนบท หรือ RIDA พลิกคว่ำในทะเลสาบคาริบา ทางตอนเหนือของซิมบับเว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 คน และยังสูญหายอีก 27 คน ขณะที่ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยยังคงดำเนินต่อไป

หน่วยคุ้มครองพลเรือนของซิมบับเว หรือ CPU ระบุว่า สามารถช่วยเหลือผู้โดยสารได้แล้ว 77 คน โดยผู้รอดชีวิตบางส่วนสามารถเดินทางไปถึงเกาะขนาดเล็กแห่งหนึ่งในทะเลสาบ และเจ้าหน้าที่กำลังส่งเรือเข้าไปรับกลับมายังฝั่ง

เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังพบและนำร่างผู้เสียชีวิตขึ้นมาได้ 15 ราย ขณะที่มีการส่งทีมกู้ภัยทางน้ำเฉพาะทาง รวมถึงทีมนักประดาน้ำ เข้าไปช่วยค้นหาผู้ที่ยังสูญหาย นอกจากนี้ ยังมีการส่งเฮลิคอปเตอร์เข้าไปสนับสนุนปฏิบัติการในพื้นที่เกิดเหตุ

โจสฟัต จาจี ปลัดจังหวัดฝ่ายกิจการจังหวัดและการกระจายอำนาจของจังหวัดมาชอนาแลนด์เวสต์ เปิดเผยว่า RIDA ออกตั๋วโดยสารสำหรับการเดินทางครั้งนี้ 114 ใบ และบนเรือมีลูกเรืออีก 5 คน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่เตือนว่าอาจมีเด็กที่มีอายุต่ำกว่าเกณฑ์การซื้อตั๋วโดยสารอยู่บนเรือด้วย ทำให้จำนวนผู้โดยสารที่แท้จริงอาจสูงกว่านี้

หน่วยคุ้มครองพลเรือนระบุว่า เรือดังกล่าวมีความจุที่กำหนดไว้เพียง 90 คน แต่ขณะเกิดเหตุมีผู้โดยสารผู้ใหญ่ที่มีตั๋ว 114 คน รวมถึงลูกเรือ 5 คน และอาจมีเด็กโดยสารอยู่ด้วย จึงถือเป็นเรือที่มีผู้โดยสารเกินความจุอย่างมาก

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ระบุว่า เรือพลิกคว่ำหลังเผชิญคลื่นลมแรงในทะเลสาบ โดยเรือลำดังกล่าวทำหน้าที่ขนส่งผู้คนจากเมืองคาริบาไปยังเกาะต่าง ๆ และค่ายประมงหลายแห่งในทะเลสาบ การเดินทางในเส้นทางดังกล่าวใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง

มุตซา มูรอมเบดซี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ เผยแพร่วิดีโอที่บันทึกภาพผู้คนบนฝั่งโบกมือส่งเรือที่กำลังออกเดินทาง โดยระบุว่าชุมชนชนบทจำนวนมากใช้เรือดังกล่าวเป็นเส้นทางคมนาคมหลักเพื่อเดินทางเข้าเมืองคาริบา

ในวิดีโอดังกล่าว ผู้คนบางส่วนบนฝั่งแสดงความกังวลเกี่ยวกับสภาพของเรือและตั้งข้อสงสัยว่าเรือจะสามารถรับมือกับคลื่นแรงในทะเลสาบได้หรือไม่

สถานีโทรทัศน์ของรัฐซิมบับเวเผยแพร่ภาพเรือเร็วหลายลำแล่นเข้าไปยังจุดเกิดเหตุ ซึ่งพบเรือโดยสารพลิกคว่ำอยู่ในทะเลสาบ ขณะที่มีเฮลิคอปเตอร์บินวนอยู่เหนือพื้นที่ เพื่อสนับสนุนภารกิจค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัย

เจ้าหน้าที่ตำรวจซิมบับเวยืนยันว่าเกิดเหตุเรือล่มและมีการเปิดปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยทันที โดยกรมคุ้มครองพลเรือนได้รับคำสั่งให้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อเร่งค้นหาผู้สูญหาย

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ตัวเลขผู้โดยสาร ผู้เสียชีวิต และผู้สูญหายยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ เนื่องจากปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยยังไม่เสร็จสิ้น โดยมีข้อเสนอให้ประกาศเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นภัยพิบัติอย่างเป็นทางการ

ทะเลสาบคาริบาตั้งอยู่บริเวณพรมแดนระหว่างซิมบับเวกับแซมเบีย และเป็นทะเลสาบที่มนุษย์สร้างขึ้นซึ่งมีปริมาตรมากที่สุดในโลก เกิดจากการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำแซมเบซีในช่วงปลายทศวรรษ 1950 ถึงต้นทศวรรษ 1960 ทำให้หุบเขาขนาดใหญ่ค่อย ๆ ถูกน้ำท่วมและกลายเป็นทะเลสาบ

ทะเลสาบแห่งนี้มีความยาวมากกว่า 200 กิโลเมตร และบางช่วงกว้างถึงประมาณ 40 กิโลเมตร โดยแนวพรมแดนระหว่างซิมบับเวกับแซมเบียพาดผ่านกลางทะเลสาบ

เจ้าหน้าที่ยังคงเร่งค้นหาผู้สูญหายและตรวจสอบจำนวนผู้โดยสารที่แท้จริง ขณะที่สาเหตุอย่างเป็นทางการของอุบัติเหตุ รวมถึงปัจจัยที่ทำให้เรือซึ่งบรรทุกผู้โดยสารเกินความจุพลิกคว่ำ ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน.

ที่มา ZBC / Associated Press / AFP

หน่วยงานยูเอ็นชี้กองทัพเมียนมายกระดับ “โจมตีทางอากาศ” เจตนาสังหารพลเรือน

หน่วยงานยูเอ็นชี้กองทัพเมียนมายกระดับ "โจมตีทางอากาศ" เจตนาสังหารพลเรือน

12 ส.ค. 2569 12:59 น.

หน่วยงานยูเอ็นชี้กองทัพเมียนมายกระดับ “โจมตีทางอากาศ” เจตนาสังหารพลเรือน

กลไกสอบสวนอิสระของสหประชาชาติว่าด้วยเมียนมา (IIMM) เผยรายงานล่าสุด ระบุว่ากองทัพเมียนมาเพิ่มความถี่และความรุนแรงของการโจมตีทางอากาศต่อพลเรือน โดยมุ่งเป้าไปยังบ้านเรือน โรงเรียน สถานพยาบาล ศาสนสถาน และค่ายผู้พลัดถิ่น ขณะที่หลักฐานยังชี้ถึงการควบคุมตัวโดยพลการ การทรมาน และความรุนแรงทางเพศ ท่ามกลางสงครามที่ยังไม่มีสัญญาณยุติ

กลไกสอบสวนอิสระของสหประชาชาติว่าด้วยเมียนมา หรือ IIMM เปิดเผยรายงานประจำปีเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ระบุว่า กองทัพเมียนมาเพิ่มการโจมตีทางอากาศและก่ออาชญากรรมต่อพลเรือนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงก่อนการเลือกตั้งที่จัดขึ้นและเสร็จสิ้นในเดือนมกราคมที่ผ่านมา และการโจมตีดังกล่าวยังคงเกิดขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งจนถึงปัจจุบัน

รายงานครอบคลุมช่วงวันที่ 1 กรกฎาคม 2025 ถึง 30 มิถุนายน 2026 และพบรูปแบบการโจมตีทางอากาศโดยเจตนาต่อพื้นที่พลเรือน รวมถึงบ้านเรือน โรงเรียน สถานพยาบาล ศาสนสถาน และค่ายพักพิงผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย

IIMM ระบุว่า การพึ่งพาเครื่องบินขนาดเล็กแบบพารามอเตอร์และโดรนของกองทัพเมียนมาที่เพิ่มขึ้น ทำให้พลเรือนตรวจจับการโจมตีได้ยากขึ้น และมีเวลาน้อยลงในการหลบหนีหรือหาที่กำบัง โดยคณะสอบสวนสามารถระบุหน่วยทหารบางส่วนที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการโจมตีเหล่านี้ได้แล้ว

นิโคลัส คูมเจียน หัวหน้ากลไกสอบสวนฯ กล่าวว่า เบื้องหลังหลักฐานทุกชิ้นที่ทีมงานรวบรวมคือชีวิตของผู้คนที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากอาชญากรรมเหล่านี้ พร้อมเตือนว่า ชุมชนทั่วเมียนมาไม่เพียงต้องใช้ชีวิตภายใต้ภัยคุกคามจากความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังต้องเผชิญผลกระทบที่ลึกและยาวนานจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

รายงานยังพบหลักฐานจำนวนมากเกี่ยวกับการควบคุมตัวโดยพลการ การทรมาน และความรุนแรงทางเพศภายในสถานที่คุมขังที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพ รวมถึงกรณีที่เชื่อมโยงกับกฎหมายปี 2025 ซึ่งกำหนดให้การวิพากษ์วิจารณ์การเลือกตั้งเป็นความผิด

ภายใต้กฎหมายดังกล่าว มีผู้ถูกจับกุมหลายรายและอาจเผชิญโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี หรือแม้กระทั่งโทษประหารชีวิต จากการกระทำต่าง ๆ เช่น การโพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์การเลือกตั้งบนสื่อสังคมออนไลน์

สถานการณ์ความขัดแย้งในรัฐยะไข่ก็ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากในช่วงเวลาที่รายงานครอบคลุม โดยกองทัพเมียนมายังคงสู้รบกับกองทัพอาระกัน ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ที่มีอิทธิพลในพื้นที่ ขณะที่ในภาพรวม ความขัดแย้งระหว่างกองทัพเมียนมากับกลุ่มติดอาวุธหลายกลุ่มทั่วประเทศยังไม่มีสัญญาณว่าจะยุติลง

IIMM ระบุว่า แม้หลักฐานส่วนใหญ่ที่รวบรวมได้เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำโดยกองกำลังความมั่นคงของเมียนมาและกองกำลังติดอาวุธที่เป็นพันธมิตร แต่กลไกสอบสวนฯ ยังตรวจสอบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการกระทำโหดร้ายของกลุ่มติดอาวุธที่ต่อต้านกองทัพด้วย

จนถึงขณะนี้ IIMM รวบรวมและประมวลข้อมูลและหลักฐานแล้วมากกว่า 28 ล้านรายการ จากแหล่งข้อมูลกว่า 1,600 แหล่ง ซึ่งรวมถึงคำให้การพยานมากกว่า 750 ราย ภาพถ่าย วิดีโอ ไฟล์เสียง เอกสาร แผนที่ ภาพถ่ายดาวเทียมและข้อมูลภูมิสารสนเทศ โพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์

IIMM ก่อตั้งขึ้นโดยคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในปี 2018 มีหน้าที่รวบรวมและวิเคราะห์หลักฐานเกี่ยวกับอาชญากรรมระหว่างประเทศร้ายแรงและการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นในเมียนมาตั้งแต่ปี 2011 เพื่อเก็บรักษาหลักฐานและจัดทำข้อมูลที่สามารถนำไปใช้ในการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดในศาลระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับระหว่างประเทศ

กลไกสอบสวนฯ ยังแบ่งปันหลักฐานและผลการวิเคราะห์ให้กับหน่วยงานที่ดำเนินกระบวนการเอาผิดผู้ก่ออาชญากรรมต่อชาวโรฮิงญา รวมถึงศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC และกระบวนการทางกฎหมายในอาร์เจนตินา นอกจากนี้ ยังตอบสนองต่อคำร้องขอจากหน่วยงานอื่นที่กำลังสอบสวนอาชญากรรมซึ่งเกิดขึ้นหลังการรัฐประหารในปี 2021

IIMM ยังส่งมอบหลักฐานและการวิเคราะห์จำนวนมากให้แก่คู่ความในคดี แกมเบียกับเมียนมา ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ICJ ณ กรุงเฮก โดยคดีดังกล่าวกล่าวหาว่าเมียนมาละเมิดพันธกรณีตามอนุสัญญาว่าด้วยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ปี 1948 จากปฏิบัติการกวาดล้างชาวโรฮิงญาในปี 2016 และ 2017

อย่างไรก็ตาม IIMM ระบุว่ากำลังเผชิญปัญหาการตัดลดงบประมาณ ส่งผลให้ทรัพยากรและขีดความสามารถในการสอบสวนลดลง ในช่วงเวลาที่อาชญากรรมระหว่างประเทศร้ายแรงในเมียนมากลับทวีความรุนแรงขึ้น

คูมเจียนย้ำว่า การรวบรวมหลักฐานมีความสำคัญต่อผู้เสียหาย เพราะช่วยให้พวกเขารู้ว่ายังมีผู้บันทึกสิ่งที่เกิดขึ้น และในอนาคตอาจนำไปสู่กระบวนการยุติธรรมได้

ขณะเดียวกัน เขากล่าวว่า IIMM กำลังตรวจสอบด้วยว่า บุคคลหรือหน่วยงานนอกเมียนมาที่สนับสนุนความขัดแย้งด้วยการจัดหาอาวุธและวัสดุให้คู่ขัดแย้ง อาจถูกดำเนินคดีจากการละเมิดมาตรการคว่ำบาตรหรือกฎหมายต่อต้านการฟอกเงินได้หรือไม่

IIMM ระบุด้วยว่า กองทัพเมียนมาไม่เคยให้ความร่วมมือกับกลไกสอบสวนฯ และไม่ตอบสนองต่อคำร้องขอข้อมูลที่ส่งไป

การรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2021 ซึ่งโค่นรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งของนางอองซาน ซูจี ได้ยุติช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยของเมียนมาเป็นเวลาราว 10 ปี และทำให้ประเทศเข้าสู่วิกฤตความขัดแย้งติดอาวุธและวิกฤตมนุษยธรรมอย่างรุนแรง ขณะที่รายงานล่าสุดของ IIMM ชี้ว่า ความรุนแรงยังคงดำเนินต่อไปและผลกระทบต่อประชาชนมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา  Independent Investigative Mechanism for Myanmar / AFP

เพนตากอนเผย ปฏิบัติการทหารสหรัฐฯ คร่าชีวิตพลเรือน 153 คนในปี 2025

เพนตากอนเผย ปฏิบัติการทหารสหรัฐฯ คร่าชีวิตพลเรือน 153 คนในปี 2025

12 ส.ค. 2569 12:29 น.

เพนตากอนเผย ปฏิบัติการทหารสหรัฐฯ คร่าชีวิตพลเรือน 153 คนในปี 2025

รายงานของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ที่เสนอต่อสภาคองเกรสระบุว่า ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ทำให้พลเรือนเสียชีวิต 153 คน และบาดเจ็บอีก 243 คนในปี 2025 โดยผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บทั้งหมดที่เพนตากอนยืนยัน เกิดจากการโจมตี 3 ครั้งในเยเมน ขณะที่ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมากจากปี 2024 ซึ่งมีพลเรือนเสียชีวิตเพียง 2 คน

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน เปิดเผยรายงานประเมินผลกระทบต่อพลเรือนจากปฏิบัติการทางทหารในปี 2025 โดยระบุว่า ปฏิบัติการของกองทัพสหรัฐฯ ส่งผลให้พลเรือนเสียชีวิต 153 คน และได้รับบาดเจ็บอีก 243 คน ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2024 ซึ่งเพนตากอนประเมินว่ามีพลเรือนเสียชีวิต 2 คน และบาดเจ็บ 2 คนจากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ

รายงานที่ส่งให้สภาคองเกรสระบุว่า ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บทั้งหมดที่เพนตากอนยืนยันในปี 2025 เกิดจากการโจมตีทางอากาศ 3 ครั้งในเยเมน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ “Rough Rider” เพื่อต่อต้านกลุ่มฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

กองทัพสหรัฐฯ ปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายของกลุ่มฮูตีในเยเมนระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2025 โดยมีเป้าหมายลดขีดความสามารถของกลุ่มฮูตีในการโจมตีเรือพาณิชย์ในทะเลแดง

รายงานของเพนตากอนประเมินว่า การโจมตี 3 ครั้งในเดือนเมษายนปีที่แล้ว “มีแนวโน้มมากกว่าที่จะไม่” ก่อให้เกิดความเสียหายต่อพลเรือน โดยการโจมตีเมื่อวันที่ 6 เมษายน ใกล้กรุงซานา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 คน ส่วนการโจมตีเมื่อวันที่ 17 เมษายน ใกล้ท่าเรือราสอีซา มีผู้เสียชีวิต 80 คน และการโจมตีเมื่อวันที่ 28 เมษายน ใกล้เมืองซาดา ทำให้มีผู้เสียชีวิตอีก 68 คน รวมทั้งหมด 153 คน

ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บทั้ง 243 คน อยู่ในเหตุการณ์ที่เพนตากอนประเมินว่าเกี่ยวข้องกับการโจมตีทั้ง 3 ครั้งดังกล่าว อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า กองทัพไม่ได้ลงพื้นที่หรือสัมภาษณ์ผู้เห็นเหตุการณ์โดยตรงในการประเมิน แต่ใช้ข้อมูลข่าวกรอง ภาพถ่ายและภาพจากการเฝ้าระวัง รวมถึงข้อมูลจากแหล่งข่าวสาธารณะประกอบการพิจารณา

นอกจากนี้ ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2026 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM ยังอยู่ระหว่างประเมินเหตุการณ์อีก 15 กรณีในเยเมน หลังได้รับรายงานเกี่ยวกับความเสียหายต่อพลเรือนจากองค์กรนอกภาครัฐ ซึ่งหมายความว่าจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในเยเมนอาจเพิ่มขึ้นได้ หากการประเมินพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าว ไม่ได้รวมผู้เสียชีวิตจากการโจมตีเรือในทะเลแคริบเบียนและมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก ซึ่งรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าเป็นปฏิบัติการต่อต้านเครือข่ายค้ายาเสพติดที่รัฐบาลสหรัฐฯ เรียกว่า “ผู้ก่อการร้ายยาเสพติด” หรือกลุ่มค้ายาที่ถูกจัดให้เป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคง

ปฏิบัติการโจมตีเรือดังกล่าวเริ่มขึ้นในเดือนกันยายน 2025 และจากการรวบรวมยอดผู้เสียชีวิตหลังการโจมตีแต่ละครั้ง มีผู้เสียชีวิตรวมมากกว่า 200 คน นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการ ขณะที่กลุ่มสิทธิมนุษยชนอย่างฮิวแมนไรท์วอตช์ และ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล มองว่าการโจมตีลักษณะดังกล่าวเข้าข่ายการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมที่ผิดกฎหมาย

สหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน หรือ ACLU ยังวิจารณ์ว่า ข้อกล่าวหาของรัฐบาลทรัมป์ต่อบุคคลที่ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐานเพียงพอและเป็นการสร้างความหวาดกลัว

รายงานของเพนตากอนยังเกิดขึ้นในช่วงที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กำลังลดงบประมาณและบุคลากรของหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการลดความสูญเสียของพลเรือนจากปฏิบัติการทางทหาร โดยเฉพาะ ศูนย์ความเชี่ยวชาญเพื่อการคุ้มครองพลเรือน (Civilian Protection Center of Excellence) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนามาตรการป้องกันและลดการเสียชีวิตของพลเรือนในพื้นที่ขัดแย้ง

รายงานประจำปีของศูนย์ระบุว่า จำนวนบุคลากรประจำลดลงเหลือเพียง 9 คนในช่วงสิ้นปีงบประมาณ 2025 จากเดิม 40 คน ซึ่งรวมทั้งเจ้าหน้าที่พลเรือน ทหาร และบุคลากรสนับสนุนจากภายนอก นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมยังเสนอปรับลดงบประมาณและบุคลากรในโครงการลดผลกระทบต่อพลเรือนในภาพรวม

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้การบริหารของ พีต เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ซึ่งประกาศแนวทางให้กองทัพมุ่งเน้น “ความสามารถในการสังหาร” หรือประสิทธิภาพในการโจมตีมากขึ้น ขณะที่เพนตากอนยืนยันว่า กองทัพสหรัฐฯ ไม่เคยกำหนดเป้าหมายโจมตีพลเรือน และมีมาตรการเพื่อหลีกเลี่ยงการทำร้ายพลเรือนให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

สหรัฐฯ ยังเผชิญคำถามเกี่ยวกับการคุ้มครองพลเรือนจากปฏิบัติการทางทหาร หลังเกิดสงครามกับอิหร่านในปีนี้ รวมถึงกรณีการโจมตีโรงเรียนหญิงล้วนแห่งหนึ่งในอิหร่าน ซึ่งรัฐบาลอิหร่านอ้างว่าทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 170 คน โดยจนถึงขณะนี้เพนตากอนยังไม่ได้เปิดเผยผลการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าว

ข้อมูลจากรายงานล่าสุดสะท้อนว่า จำนวนพลเรือนที่ได้รับผลกระทบจากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน หลังลดลงอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังการถอนทหารสหรัฐฯ ออกจากอัฟกานิสถาน ซึ่งในปี 2023 มีรายงานพลเรือนเสียชีวิตเพียง 1 คน และเพิ่มเป็น 2 คนในปี 2024 ก่อนพุ่งขึ้นเป็น 153 คนในปี 2025 จากปฏิบัติการครั้งใหญ่ต่อกลุ่มฮูตีในเยเมน.

ที่มา Reuters / CBS News

“ทรัมป์” ยอมรับสับเปลี่ยนเครื่องบินหลังประชุมนาโต หวั่นถูกอิหร่านโจมตี

"ทรัมป์" ยอมรับสับเปลี่ยนเครื่องบินหลังประชุมนาโต หวั่นถูกอิหร่านโจมตี

12 ส.ค. 2569 11:51 น.

“ทรัมป์” ยอมรับสับเปลี่ยนเครื่องบินหลังประชุมนาโต หวั่นถูกอิหร่านโจมตี

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยอมรับสลับเครื่องบินอย่างลับๆ ระหว่างเดินทางกลับจากการประชุมยอดนาโตที่ตุรกี หลังหน่วยอารักขาประธานาธิบดีและกองทัพเตือนภัยคุกคามขั้นสูงสุดจากอิหร่าน เผยหลบออกทาง “รถส่งอาหาร” ขึ้นเครื่องบินลำใหม่ ขณะที่นักข่าวและรัฐมนตรียังคงนั่งบนเครื่องบินลำเดิม โดยไม่ทราบว่าทรัมป์ถูกนำตัวออกไปแล้ว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า เขาเปลี่ยนเครื่องบินอย่างลับ ๆ หลังเสร็จสิ้นการประชุมสุดยอด นาโตที่กรุงอังการา ประเทศตุรกี เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา ตามคำสั่งของหน่วยอารักขาประธานาธิบดีและกองทัพสหรัฐฯ เนื่องจากมีความเป็นไปได้ว่าเครื่องบินที่เขาโดยสารอาจตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีจากอิหร่าน

ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เขาปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยอารักขาฯ และกองทัพ โดยยอมรับว่าได้รับคำสั่งให้ขึ้นเครื่องบินอีกลำหนึ่งแทนเครื่องบินประจำตำแหน่งประธานาธิบดี หรือแอร์ฟอร์ซวัน พร้อมระบุว่า ตนไม่ได้สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับภัยคุกคามมากนัก เนื่องจากได้รับคำขู่เป็นจำนวนมากอยู่แล้ว

รายงานของสื่อสหรัฐฯ ระบุว่า หน่วยงานความมั่นคงของสหรัฐฯ ตรวจพบภัยคุกคามจากอิหร่านที่น่าเชื่อถือ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการยิงขีปนาวุธโจมตีเครื่องบินของประธานาธิบดี ขณะที่หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์รายงานว่า หน่วยข่าวกรองได้รับข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลต้องสงสัยใกล้พื้นที่ประชุมนาโต ซึ่งมีผู้พบเห็นว่าถือเครื่องยิงขีปนาวุธประทับบ่า

โดยภาพจากสนามบินอังการาเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม แสดงให้เห็นทรัมป์เดินขึ้นเครื่องแอร์ฟอร์ซวันต่อหน้ากล้องโทรทัศน์ตามปกติ แต่หลังจากนั้น เขาถูกนำตัวออกจากเครื่องบินผ่านรถบรรทุกจัดเลี้ยงที่ถูกยกขึ้นไปอยู่ในระดับเดียวกับประตูเครื่องบิน ก่อนถูกพาไปขึ้นเครื่องบินทหาร C-32A ซึ่งเป็นเครื่องบิน โบอิ้ง 757 ที่ดัดแปลงสำหรับใช้โดยรองประธานาธิบดีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ

ตามรายงานของวอชิงตันโพสต์ รถบรรทุกจัดเลี้ยงถูกนำมาจอดบริเวณฝั่งตรงข้ามกับจุดที่ทรัมป์ขึ้นเครื่อง จากนั้นประธานาธิบดีถูกนำตัวออกจากแอร์ฟอร์ซวัน โดยไม่ให้ผู้สื่อข่าวและเจ้าหน้าที่ที่อยู่บนเครื่องสังเกตเห็น

ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ พีต เฮกเซธ ขึ้นเครื่อง C-32A แยกต่างหากผ่านบันไดภายนอก เพื่อทำให้การเดินทางดูเป็นไปตามปกติ ส่วนผู้สื่อข่าวและเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวยังคงขึ้นเครื่องแอร์ฟอร์ซวันลำเดิม และได้รับคำสั่งให้ปิดม่านหน้าต่าง โดยไม่ทราบว่าประธานาธิบดีไม่ได้อยู่บนเครื่องแล้ว

ผู้สื่อข่าวบางคนเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ หลังได้รับคำสั่งให้ปิดม่านหน้าต่างตลอดเที่ยวบิน ขณะที่ช่างภาพคนหนึ่งเปิดม่านขึ้นชั่วครู่และถูกสั่งให้ปิดลงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังพบรถบรรทุกจัดเลี้ยงอยู่ทั้งบริเวณด้านหน้าและด้านหลังเครื่องบิน และรถของสื่อมวลชนอยู่ห่างจากขบวนรถมากเกินกว่าจะสามารถบันทึกภาพทรัมป์ขณะขึ้นเครื่องได้

ตามหลักการแล้ว “แอร์ฟอร์ซวัน” เป็นสัญญาณเรียกขานของเครื่องบินทุกลำที่มีประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยสารอยู่ แต่ในเที่ยวบินดังกล่าว เครื่อง C-32A ที่ทรัมป์โดยสารใช้สัญญาณเรียกขานว่า “Reach 18” ขณะที่เครื่องบินอีกลำซึ่งมีผู้สื่อข่าวและเจ้าหน้าที่บางส่วนอยู่บนเครื่องยังคงใช้สัญญาณ “AF1” เพื่อรักษาฉากบังหน้า

รายงานของนิวยอร์กไทมส์ระบุว่า สมาชิกคณะรัฐมนตรีของทรัมป์บางคนยังคงอยู่บนเครื่องบินลำเดิม รวมถึง มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ และสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ

ทรัมป์กล่าวว่า แม้เครื่องบิน C-32A ที่เขาเปลี่ยนไปโดยสารจะมีขนาดเล็กกว่า แต่เขากลับมองว่าเครื่องบินลำดังกล่าวมีความเสี่ยงมากกว่าแอร์ฟอร์ซวัน เพราะหากฝ่ายที่เป็นภัยคุกคามรู้ว่าเขาอยู่บนเครื่องบินลำใด เครื่องบินลำนั้นก็น่าจะเป็นเป้าหมายที่มีโอกาสถูกโจมตีมากกว่า

การเปลี่ยนเครื่องบินเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งกลับมารุนแรงขึ้นหลังการเจรจาระหว่างสองฝ่ายล้มเหลว และสหรัฐฯ กลับมาโจมตีเป้าหมายในอิหร่านอีกครั้ง โดยทรัมป์เคยกล่าวระหว่างการประชุมที่ตุรกีว่า เขาเป็น “เป้าหมายหมายเลขหนึ่ง” ของอิหร่าน

หลังออกจากตุรกี ทรัมป์เดินทางต่อไปยังสหราชอาณาจักร ก่อนกลับมาใช้ Air Force One ลำเดิม และต่อมาเปลี่ยนกลับไปขึ้นเครื่องบินโบอิ้ง 747-800 ลำใหม่ที่กาตาร์บริจาคให้สหรัฐฯ เพื่อเดินทางกลับกรุงวอชิงตัน อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าทรัมป์ถูกย้ายจากเครื่อง C-32A กลับไปยังแอร์ฟอร์ซวันลำเดิมในช่วงใด

การเปิดเผยเรื่องการเปลี่ยนเครื่องบินลับทำให้เกิดคำถามถึงความปลอดภัยของผู้สื่อข่าวและเจ้าหน้าที่ที่ยังอยู่บนเครื่องบินลำเดิม โดยเฉพาะกรณีที่เครื่องบินดังกล่าวถูกใช้เป็นเครื่องลวงเพื่อทำให้บุคคลภายนอกเข้าใจว่าประธานาธิบดียังคงอยู่บนเครื่อง

โฮเซ ซาโมรา ผู้อำนวยการภูมิภาคอเมริกาของคณะกรรมการคุ้มครองนักข่าว หรือ CPJ กล่าวว่า รัฐบาลทรัมป์มีหน้าที่ต้องดูแลให้ผู้สื่อข่าวที่ติดตามทำข่าวประธานาธิบดีไม่ต้องเผชิญอันตรายโดยไม่จำเป็น พร้อมเรียกร้องให้สื่อมวลชนได้รับแจ้งเกี่ยวกับภัยคุกคามด้านความปลอดภัยที่มีความน่าเชื่อถือ เพื่อให้สามารถตัดสินใจเกี่ยวกับความปลอดภัยของตนเองได้อย่างเหมาะสม

เหตุการณ์ดังกล่าวยังสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์และถูกนำไปล้อเลียนบนสื่อสังคมออนไลน์ หลังมีการเผยแพร่ภาพและมีมเกี่ยวกับทรัมป์ถูกนำออกจากแอร์ฟอร์ซวันผ่านรถบรรทุกจัดเลี้ยง อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ย้ำว่า การเปลี่ยนเครื่องบินครั้งนี้เป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของหน่วยอารักขาประธานาธิบดีและกองทัพ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น.

ที่มา BBC / Reuters

มะนิลาเร่งเก็บขยะมหาศาล หลังฝนตกหนักทำลำน้ำกลายเป็นทะเลขยะ

มะนิลาเร่งเก็บขยะมหาศาล หลังฝนตกหนักทำลำน้ำกลายเป็นทะเลขยะ

12 ส.ค. 2569 11:08 น.

มะนิลาเร่งเก็บขยะมหาศาล หลังฝนตกหนักทำลำน้ำกลายเป็นทะเลขยะ

กรุงมะนิลาเร่งระดมเจ้าหน้าที่เก็บกวาดขยะจำนวนมหาศาลที่ไหลเข้าท่วมลำน้ำและชายฝั่งเมืองปารานาก จนกลายสภาพเป็นทะเลขยะ หลังฝนตกหนักต่อเนื่อง 9 วัน ประชาชนและทางการชี้ปัญหาขยะในแหล่งน้ำเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดน้ำท่วม ขณะที่ฝนตกหนักทางตอนเหนือของฟิลิปปินส์ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 16 คน

กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เร่งปฏิบัติการเก็บกวาดขยะจำนวนมาก หลังฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวันทำให้ขยะจากอ่าวมะนิลาไหลเข้าสู่ลำน้ำและชายฝั่งในเมืองปารานาก จนพื้นที่ใกล้โบสถ์บาคลารันเต็มไปด้วยขยะ ทั้งถุงพลาสติก ยางรถยนต์ เสื้อผ้า และโฟม โดยปริมาณขยะหนาแน่นจนปกคลุมพื้นผิวน้ำเป็นบริเวณกว้าง

ชาวเขตบาคลารันต้องตกตะลึงกับภาพและกลิ่นของขยะจำนวนมหาศาลที่ถูกกระแสน้ำพัดมาจากอ่าวมะนิลาและกองสะสมตามแนวชายฝั่งของเมืองปารานาก ภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่และกลายเป็นกระแสบนสื่อสังคมออนไลน์ สร้างความกังวลเกี่ยวกับปัญหาการจัดการขยะและผลกระทบต่อระบบระบายน้ำของเมือง

เบอร์นี อามูเราโอ หัวหน้าสำนักงานสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของเมืองปารานาก ระบุว่า ทางการรู้สึกตกใจกับปริมาณขยะที่ไหลเข้ามา เนื่องจากช่วงฤดูฝนและภาวะน้ำขึ้นสูงทำให้ขยะในทะเลถูกกระแสน้ำพัดเข้าสู่พื้นที่ดังกล่าว

เจ้าหน้าที่จากสำนักงานดังกล่าวลงพื้นที่เก็บขยะด้วยมือบริเวณใกล้สถานีรถไฟฟ้า LRT-1 ในย่านบาคลารัน ตั้งแต่ช่วงบ่ายวันจันทร์ ขณะที่หน่วยงานพัฒนานครมะนิลา หรือ MMDA กำลังดำเนินการขุดลอกลำน้ำในพื้นที่ เพื่อเร่งเปิดทางระบายน้ำ

อามูเราโอประเมินว่า อาจต้องใช้รถบรรทุกประมาณ 10 คันในการขนย้ายขยะทั้งหมดออกจากพื้นที่ พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนหยุดทิ้งขยะลงในแม่น้ำ คลอง และทางน้ำ โดยย้ำว่าการมีวินัยในการจัดการขยะเป็นสิ่งสำคัญในการลดปัญหาน้ำท่วม

ทางการระบุว่า ขยะที่สะสมอยู่ในลำน้ำและท่อระบายน้ำเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการอุดตันและน้ำท่วม ขณะที่ แคลร์ คาสโตร รองปลัดสำนักประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อรับมือสถานการณ์น้ำท่วม แต่ประชาชนเองก็มีหน้าที่ร่วมกันในการป้องกันปัญหา

ก่อนหน้านี้ เมืองปารานากระบุว่า ขยะจำนวนมากถูกกระแสน้ำจากอ่าวมะนิลาพัดเข้าสู่คลองบาคลารัน หลังมีการนำเครื่องดักขยะออก เนื่องจากฝนตกหนักต่อเนื่อง ทำให้ลำน้ำแห่งนี้กลายเป็นพื้นที่ที่มีขยะปนเปื้อนอย่างหนัก

รัฐบาลท้องถิ่นร่วมมือกับหลายหน่วยงาน รวมถึง MMDA ในการเก็บและขนย้ายขยะ ขณะที่ วินซ์ ดิซอน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโยธาธิการและทางหลวง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบลำน้ำด้วยตนเอง

สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังฟิลิปปินส์เผชิญฝนตกหนักต่อเนื่องนาน 9 วัน โดยบางพื้นที่มีปริมาณฝนสะสมมากกว่าปริมาณฝนเฉลี่ยตลอดหนึ่งเดือน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วม ดินถล่ม และอุบัติเหตุหลายพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยระบุเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 16 คนในพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศ และสถานการณ์ฝนตกหนักยังได้รับอิทธิพลจากพายุโซนร้อนที่เคลื่อนตัวในภูมิภาค

ขณะเดียวกัน โครงการ “เครื่องดักขยะ” ซึ่งเป็นมาตรการของกระทรวงสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของฟิลิปปินส์ สามารถช่วยสกัดขยะมูลฝอยไม่ให้ไหลลงสู่อ่าวมะนิลาได้อย่างน้อย 30 ตัน เครื่องดักขยะดังกล่าวเป็นสิ่งกีดขวางหรือตาข่ายที่ติดตั้งบริเวณแม่น้ำและทางระบายน้ำ เพื่อดักจับขยะลอยน้ำ เช่น พลาสติกและบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ ขณะที่ยังเปิดทางให้น้ำไหลผ่านได้

ภาพขยะจำนวนมหาศาลในพื้นที่ยังจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนโลกออนไลน์ โดยผู้ใช้งานบางส่วนเรียกร้องให้เพิ่มบทลงโทษสำหรับการทิ้งขยะ ปรับปรุงระบบจัดการขยะ และจัดระเบียบชุมชนที่อาศัยอยู่ตามแนวคลองและทางน้ำ ขณะที่อีกส่วนมองว่าความรับผิดชอบไม่ได้อยู่ที่ประชาชนเพียงฝ่ายเดียว แต่หน่วยงานท้องถิ่นควรมีระบบจัดเก็บขยะ การรีไซเคิล และการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้

เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนปัญหาการจัดการขยะของกรุงมะนิลาและพื้นที่โดยรอบ ซึ่งมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับปัญหาน้ำท่วม โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดฝนตกหนักและน้ำทะเลหนุนสูง เมื่อขยะจำนวนมากไหลลงสู่ระบบระบายน้ำและลำน้ำ ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการอุดตันและทำให้การระบายน้ำทำได้ยากขึ้น.

ที่มา INQUIRER.net / Interaksyon 

เรือเฟอร์รีจากบาหลี อินโดนีเซีย ไฟไหม้กลางช่องแคบลอมบอก เร่งอพยพผู้โดยสารกว่า 130 คน

เรือเฟอร์รีจากบาหลี อินโดนีเซีย ไฟไหม้กลางช่องแคบลอมบอก เร่งอพยพผู้โดยสารกว่า 130 คน

12 ส.ค. 2569 09:58 น.

เรือเฟอร์รีจากบาหลี อินโดนีเซีย ไฟไหม้กลางช่องแคบลอมบอก เร่งอพยพผู้โดยสารกว่า 130 คน

เรือเฟอร์รี่ “เคเอ็ม ปุตรี ยาสมิน” จากเกาะบาหลีไปลอมบอก เกิดไฟไหม้กลางทะเล เจ้าหน้าที่ระดมกำลังกว่า 200 คนเข้าช่วยเหลือผู้โดยสารและลูกเรือกว่า 130 คน 

วันที่ 12 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า เรือเฟอร์รี “เคเอ็ม ปุตรี ยาสมิน” ซึ่งบรรทุกผู้โดยสารและลูกเรือรวมกว่า 130 คน เกิดไฟไหม้ขณะแล่นอยู่ในน่านน้ำช่องแคบลอมบอก ของอินโดนีเซีย เมื่อช่วงเช้าวันพุธที่ 12 สิงหาคม เจ้าหน้าที่เร่งอพยพผู้โดยสารออกจากเรือ

รายงานข่าวระบุว่า เรือออกจากท่าเรือปาดังไบ บนเกาะบาหลี มุ่งหน้าไปยังท่าเรือเลมบาร์ ในจังหวัดนูซาเต็งการาตะวันตก โดยนายอิกุสตี ลานัง วิสวานันดา หัวหน้าหน่วยกู้ภัยบาหลี เปิดเผยว่า เรือเกิดเหตุระหว่างการเดินทางไปยังลอมบอก

ทางด้านนายมูฮัมหมัด ฮาริยาดี หัวหน้าหน่วยกู้ภัยจังหวัดนูซาเต็งการาตะวันตก ระบุว่า เหตุเกิดขึ้นในช่องแคบลอมบอก  โดยเจ้าหน้าที่ระดมกำลังกว่า 200 นายเข้าช่วยเหลือและอพยพผู้โดยสารทั้งหมด โดย้ข้อมูลจากบัญชีรายชื่อผู้โดยสารระบุว่า บนเรือมีผู้โดยสาร 114 คน และลูกเรือ 17 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่ท่าเรือปาดังไบเปิดเผยว่า สามารถอพยพผู้โดยสารออกจากเรือได้แล้ว 33 คน และสื่อท้องถิ่นรายงานว่าผู้โดยสารทั้งหมดปลอดภัย

เบื้องต้นยังไม่มีรายงานสาเหตุที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ และเจ้าหน้าที่ยังคงเร่งช่วยเหลือผู้ที่อยู่บนเรือและตรวจสอบสถานการณ์ต่อไป