ทรัมป์อ้าง ชนะสงครามกับอิหร่านแล้ว เผยที่มาชื่อ Epic Fury

ทรัมป์อ้าง ชนะสงครามกับอิหร่านแล้ว เผยที่มาชื่อ Epic Fury

12 มี.ค. 2569 05:52 น.

ทรัมป์อ้าง ชนะสงครามกับอิหร่านแล้ว เผยที่มาชื่อ Epic Fury

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวอ้างว่า “เราชนะ” สงครามกับอิหร่านแล้ว โดยไม่ให้หลักฐานสนับสนุน พร้อมกับเปิดเผยที่มาของชื่อปฏิบัติการ Epic Fury

เมื่อ 11 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมากล่าวอ้างว่า สหรัฐอเมริกาชนะสงครามกับอิหร่านแล้ว โดยไม่ได้ให้หลักฐานที่เป็นรูปธรรมมารองรับคำกล่าวอ้างดังกล่าว ในขณะที่สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางยังคงดำเนินต่อไป

“ให้ผมพูดเถอะว่าเราชนะแล้ว คุณก็รู้ว่าปกติแล้วเราไม่อยากรีบพูดว่าชนะเร็วเกินไปนัก แต่เราชนะแล้ว เราชนะ ตั้งแต่ชั่วโมงแรกมันก็จบแล้ว แต่สรุปคือเราชนะ” ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวต่อหน้าผู้สนับสนุนที่รัฐเคนทักกี

ทั้งนี้ ยังไม่แน่ชัดว่าการโจมตีในอิหร่านของสหรัฐฯ จะจบลงเมื่อใด โดยตลอดช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา นายทรัมป์พูดเรื่องระยะเวลาในการทำสงครามแบบไม่แน่นอนและย้อนแย้งกัน โดยบางครั้งเขากล่าวว่าสงครามคืบหน้าไปมากกว่ากำหนดการอย่างมาก บางครั้งบอกว่าจะใช้เวลา 4 ถึง 6 สัปดาห์ หรือบางครั้งก็บอกว่า “เราชนะแล้ว… แต่ยังชนะไม่พอ”

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังเคยพูดว่า นิยามการโจมตีครั้งนี้ว่าเป็นทั้ง “สงคราม” และ “การเดินทางระยะสั้น” ในเวลาเดียวกันด้วย

ในงานเดียวกันนี้ นายทรัมป์ยังได้เล่าให้ฝูงชนฟังถึงที่มาของชื่อปฏิบัติการ “อีปิก ฟิวรี” (Epic Fury) ด้วย “พวกเขาส่งชื่อมาให้ผมเลือกประมาณ 20 ชื่อได้ ผมก็นั่งดูจนเกือบจะหลับเพราะผมไม่ชอบสักชื่อเลย จนกระทั่งผมเห็นชื่อ Epic Fury ผมเลยบอกว่า ‘ผมชอบชื่อนี้แหละ’”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวสนับสนุนข้อตกลงระหว่างประเทศในการระบายน้ำมันดิบจากคลังสำรองเมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยระบุว่ามาตรการนี้จะช่วยควบคุมราคาพลังงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ท่ามกลางภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

ก่อนหน้านี้ ในการให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่น โดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณว่า สหรัฐฯ จะนำน้ำมันจากคลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) ออกมาใช้ เพื่อแก้ไขปัญหาการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันที่เกิดจากการระงับการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวยังไม่ได้ออกมาตอบคำถามในทันทีว่า การดำเนินการดังกล่าวจะเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลง IEA หรือจะเป็นการดำเนินการแยกต่างหากของสหรัฐฯ เอง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

UNSC ผ่านมติ ประณามอิหร่าน จี้หยุดโจมตีชาติอ่าวเปอร์เซีย

UNSC ผ่านมติ ประณามอิหร่าน จี้หยุดโจมตีชาติอ่าวเปอร์เซีย

12 มี.ค. 2569 03:13 น.

UNSC ผ่านมติ ประณามอิหร่าน จี้หยุดโจมตีชาติอ่าวเปอร์เซีย

คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติผ่านมติประณามอิหร่านที่โจมตีประเทศอ่าวเปอร์เซีย พร้อมเรียกร้องให้อิหร่านหยุดการโจมตีดังกล่าวในทันที แต่ไม่พูดถึงการโจมตีของสหรัฐฯ กับอิสราเอลเลย

เมื่อ 11 มี.ค. 2569 คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ลงคะแนนเสียงเห็นชอบร่างมติประณามอิหร่านที่โจมตีกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียกับประเทศจอร์แดน พร้อมทั้งเรียกร้องให้อิหร่านหยุดการโจมตีดังกล่าวโดยทันที

ร่างมติดังกล่าวนำเสนอโดยกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งมีประเทศร่วมสนับสนุนมากกว่า 130 ประเทศ โดยมตินี้ได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบจากชาติสมาชิกถาวร 13 เสียง ขณะที่รัสเซียและจีนงดออกเสียง

เนื้อหาในร่างมติระบุว่า “ขอประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อการโจมตีที่ร้ายแรง” ต่อประเทศบาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และจอร์แดน พร้อมเรียกร้องให้อิหร่านยุติการโจมตีและการข่มขู่ทั้งหมดโดยทันที ซึ่งรวมถึงการกระทำผ่านกลุ่มตัวแทน (proxies) ต่างๆ ด้วย

นอกจากนี้ มติยังประณามการกระทำใดๆ ของรัฐบาลเตหะรานที่มีลักษณะเป็นการปิดหรือขัดขวางการเดินเรือระหว่างประเทศผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของโลก

อย่างไรก็ตาม ในร่างมติดังกล่าวไม่มีการกล่าวถึงการโจมตีทางอากาศของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลต่ออิหร่านแต่อย่างใด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn , bbc

อิหร่านขู่โจมตีท่าเรือทั่วภูมิภาค หากท่าเรือตนเองโดนถล่ม

อิหร่านขู่โจมตีท่าเรือทั่วภูมิภาค หากท่าเรือตนเองโดนถล่ม

12 มี.ค. 2569 02:55 น.

อิหร่านขู่โจมตีท่าเรือทั่วภูมิภาค หากท่าเรือตนเองโดนถล่ม

อิหร่านขู่โจมตีท่าเรือและอู่จอดเรือทั่วภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย หากท่าเรือของพวกเขาถูกโจมตี โดยเป็นการตอบโต้ถ้อยแถลงของสหรัฐฯ ที่บอกว่าท่าเรืออิหร่านที่ถูกใช้เพื่อการทหาร ถือเป็นเป้าหมายโจมตีโดยชอบธรรม

เมื่อ 11 มี.ค. 2569 กองทัพของประเทศอิหร่านออกมาขู่ว่า พวกเขาจะพุ่งเป้าโจมตีท่าเรือและอู่จอดเรือทั่วทั้งภูมิภาค หากท่าเรือของอิหร่านเองถูกโจมตีก่อน หลังกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ กล่าวหาเตหะรานว่า ใช้ท่าเรือพลเรือนตลอดแนวช่องแคบฮอร์มุซเพื่อดำเนินปฏิบัติการทางทหาร ท่าเรือที่ถูกใช้ในลักษณะนี้จะถือเป็นเป้าหมายการโจมตีโดยชอบธรรม

พลโท อโบลฟาซล์ เชคาร์ชี โฆษกอาวุโสของกองทัพอิหร่านออกมาตอบโต้แถลงการณ์ของกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ว่า “หากท่าเรือของอิหร่านถูกคุกคาม ท่าเรือและอู่จอดเรือทั้งหมดในภูมิภาคนี้จะกลายเป็นเป้าหมายที่ชอบธรรมของเราเช่นกัน”

คำเตือนนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้นจากการกระทำของอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่มีการขนส่งน้ำมันประมาณ 1 ใน 5 ของโลกผ่านเส้นทางนี้

นับตั้งแต่สหรัฐฯ กับอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา อิหร่านก็ตอบโต้ด้วยการโจมตีเป้าหมายในประเทศต่างๆ ทั่วภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย และขู่จะโจมตีเรือทุกลำที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ช่องแคบแห่งนี้ถูกปิดโดยปริยาย

ในวันพุธ (11 มี.ค.) มีเรือ 3 ลำถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ โดยกองทัพอิหร่านยอมรับว่าเป็นผู้โจมตีเรือ 2 ลำคือ เรือสินค้าติดธงชาติไทยชื่อ “มยุรี นารี” กับเรือติดธงชาติไลบีเรียชื่อ “เอ็กซ์เพรส โรม” (Express Rome) โทษฐานที่เพิกเฉยต่อคำเตือนของพวกเขาที่ไม่ให้เดินทางผ่านช่องแคบแห่งนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

EU ทุ่มเงิน 100 ล้านยูโรช่วยเลบานอน หลังผู้พลัดถิ่นทะลุ 8 แสนคน

EU ทุ่มเงิน 100 ล้านยูโรช่วยเลบานอน หลังผู้พลัดถิ่นทะลุ 8 แสนคน

12 มี.ค. 2569 02:22 น.

EU ทุ่มเงิน 100 ล้านยูโรช่วยเลบานอน หลังผู้พลัดถิ่นทะลุ 8 แสนคน

สหภาพยุโรปกำลังมอบความช่วยเหลือมูลค่า 100 ล้านยูโรแก่เลบานอน หลังถูกอิสราเอลโจมตีอย่างหนัก โดยล่าสุดจำนวนผู้พลัดถิ่นอย่างเป็นทางการเพิ่มเป็น 8 แสนรายแล้ว

เมื่อ 11 มี.ค. 2569 สหภาพยุโรป (EU) กำลังมอบความช่วยเหลือมูลค่า 100 ล้านยูโรให้แก่เลบานอน เพื่อช่วยรับมือวิกฤตด้านมนุษยธรรมอันเนื่องมาจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งทำให้เลบานอนมีผู้เสียชีวิตจำนวนหลายร้อยคนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และมีผู้ที่ต้องพลัดถิ่นจำนวนมาก

เออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวว่า ทางกลุ่มได้ส่งมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์มากกว่า 40 ตันไปยังเลบานอนเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา และมีแผนที่จะจัดเที่ยวบินขนส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเพิ่มเติมอีก

เจ้าหน้าที่เลบานอนระบุว่า มีประชาชนมากกว่า 800,000 คนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม นายอาเดล นัสซาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของเลบานอน เปิดเผยว่า ตัวเลขดังกล่าวนับเฉพาะผู้ที่มาลงทะเบียนด้วยตนเองเท่านั้น ดังนั้นจำนวนที่แท้จริงน่าจะสูงกว่านี้มาก

“สถานการณ์เป็นไปอย่างยากลำบากมากเพราะทรัพยากรมีไม่มากนัก แต่อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางปัญหาทั้งหมดนี้ รัฐบาลได้ระดมกำลังอย่างเต็มที่เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนให้ได้มากที่สุด” นายนัสซาร์กล่าว

ก่อนหน้านี้ นายทอม เฟลตเชอร์ หัวหน้าฝ่ายมนุษยธรรมของ UN ได้ออกมาเตือนว่าเลบานอนและภูมิภาคนี้กำลังเผชิญกับ “ช่วงเวลาแห่งอันตรายที่ร้ายแรง”

ทั้งนี้ สำนักงานบริหารความเสี่ยงภัยพิบัติของเลบานอนระบุว่า พบผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 634 ศพแล้ว นับตั้งแต่อิสราเอลเริ่มยกระดับการโจมตีเลบานอนเมื่อสัปดาห์ก่อน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์อ้าง อิหร่านวางทุ่นระเบิด ในช่องแคบฮอร์มุซไม่สำเร็จ

ทรัมป์อ้าง อิหร่านวางทุ่นระเบิด ในช่องแคบฮอร์มุซไม่สำเร็จ

12 มี.ค. 2569 01:00 น.

ทรัมป์อ้าง อิหร่านวางทุ่นระเบิด ในช่องแคบฮอร์มุซไม่สำเร็จ

โดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่า อิหร่านวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซไม่สำเร็จ เนื่องจากสหรัฐฯ ทำลายเรืออิหร่านไปมากมาย พร้อมทั้งกระตุ้นให้เรือสินค้าต่างๆ เดินทางผ่านช่องแคบนี้ต่อไป

เมื่อ 11 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกกับผู้สื่อข่าวท้องถิ่นในสหรัฐฯ ว่า เขาไม่เชื่อว่าอิหร่านจะประสบความสำเร็จในการวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ และระบุว่าสหรัฐฯ ได้ทำลายเรือวางทุ่นระเบิดของอิหร่านไป “เกือบทั้งหมด” แล้ว

“เราจัดการเรือวางทุ่นระเบิดของพวกเขาทั้งหมดได้ในคืนเดียว” ทรัมป์กล่าว พร้อมระบุว่าเรือของอิหร่านอาจถูกโจมตีไปมากถึง 60 ลำ “กองทัพเรือของพวกเขาเกือบทั้งหมดถูกทำลายไปแล้ว”

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังสนับสนุนให้เรือบรรทุกน้ำมันเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซต่อไป โดยยืนยันว่าเส้นทางนี้ปลอดภัย แม้ว่าจะมีการโจมตีเรือ 3 ลำในเส้นทางน้ำดังกล่าวเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาก็ตาม ซึ่งทางอิหร่านได้ออกมาอ้างความรับผิดชอบในการโจมตีเรืออย่างน้อย 2 ลำจากเหตุการณ์ดังกล่าว

“ผมคิดว่าพวกเขาควรใช้ช่องแคบนั้นต่อไป” ทรัมป์กล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิรักโวยอิหร่าน โจมตีเข้าดินแดนอิรัก ลั่นยอมรับไม่ได้

อิรักโวยอิหร่าน โจมตีเข้าดินแดนอิรัก ลั่นยอมรับไม่ได้

11 มี.ค. 2569 23:52 น.

อิรักโวยอิหร่าน โจมตีเข้าดินแดนอิรัก ลั่นยอมรับไม่ได้

รัฐบาลอิรัก ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของอิหร่าน ออกมาแสดงความไม่พอใจรัฐบาลเตหะราน ที่โจมตีเข้ามาในดินแดนของพวกเขา โดยยืนยันว่านี่เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้

เมื่อ 11 มี.ค. 2569 นายโมฮัมเหม็ด ชีอะห์ อัล-ซูดานี นายกรัฐมนตรีอิรัก บอกกับนายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่านระหว่างที่ทั้งสองคุยโทรศัพท์ร่วมกันว่า การที่อิหร่านโจมตีเข้ามาในดินแดนของอิรักเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และเสี่ยงบ่อนทำลายความพยายามของอิรัก ในการช่วยยุติความขัดแย้งและกลับคืนสู่การเจรจา

“ถึงแม้ว่ารัฐบาลอิรักจะให้ความสำคัญกับความมั่นคงและอธิปไตยของอิหร่าน และจะไม่ยอมให้ฝ่ายใดหรือบุคคลใดใช้ดินแดนอิรักเป็นฐานปฏิบัติการเพื่อโจมตีอิหร่าน แต่การโจมตีที่มีเป้าหมายมายังดินแดนอิรักก็ถือเป็นการละเมิดอธิปไตยและความมั่นคงของอิรักเช่นกัน” นายอัลซูดานีบอกกับนายเปเซชเคียน

เขากล่าวเสริมว่า “นี่เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ และเป็นการบั่นทอนความพยายามที่อิรักกำลังดำเนินการเพื่อยุติสงครามและกลับไปสู่แนวทางการเจรจา”

ทั้งนี้ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (10 มี.ค.) กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) เผยว่า พวกเขาโจมตีฐานทัพอากาศ “ฮารีร์” ของสหรัฐฯ ในเขตเคอร์ดิสถานของอิรัก ด้วยขีปนาวุธ 5 ลูก โดยมุ่งเป้าไปที่สำนักงานของกองทัพสหรัฐฯ ที่ตั้งอยู่ที่นั่น

ในวันพุธ โดรนพลีชีพลำหนึ่งถูกยิงสกัดใกล้กับสถานกงสุลสหรัฐฯ ในเมืองเออร์บิล ของอิรัก และมีเสียงระเบิดดังสนั่นไปทั่วบริเวณดังกล่าว ในวันเดียวกัน มีโดรนโจมตีในเขตปกครองตนเองเคอร์ดิสถานของอิรัก ทำให้สมาชิกพรรค “โคมาลา” (Komala Party) ซึ่งเป็นกลุ่มฝ่ายค้านชาวเคอร์ดิสถานในอิหร่านเสียชีวิต 1 ศพ โดยทางกลุ่มได้กล่าวโทษว่าเป็นการกระทำของอิหร่าน

ขณะเดียวกัน หนังสือพิมพ์เดอะวอชิงตันโพสต์ รายงานว่า เมื่อวันอังคารมีโดรน 6 ลำโจมตี “ศูนย์สนับสนุนทางการทูต” ของสหรัฐฯ ในอิรัก ซึ่งคาดว่าเป็นการตอบโต้จากกลุ่มติดอาวุธที่สนับสนุนรัฐบาลเตหะราน ต่อกรณีสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน โดย 1 ลำพุ่งชนอาคาร ส่วนอีก 5 ลำถูกยิงตก

อนึ่ง อิรักถูกมองว่าเป็นหนึ่งในพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของอิหร่านในตะวันออกกลางและเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจ ในขณะที่กลุ่มติดอาวุธที่อิหร่านหนุนหลังยังคงมีอิทธิพลอย่างมากในด้านความมั่นคง การเมือง และเศรษฐกิจของอิรัก

นับตั้งแต่สงครามในอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา กลุ่มติดอาวุธที่อิหร่านสนับสนุนหลายกลุ่มในอิรักได้ยกระดับการโจมตีเป้าหมายที่มีความเชื่อมโยงกับสหรัฐฯ มากขึ้น รวมถึงพื้นที่ใกล้สถานทูตสหรัฐฯ และอาคารอื่นๆ

นายอัลซูดานียังเคยออกมากล่าวแสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านและเจ้าหน้าที่ระดับสูงรายอื่นๆ ที่เสียชีวิตจากการโจมตีของสหรัฐฯ กับอิสราเอลในช่วงที่ผ่านมา โดยแสดงความเห็นอกเห็นใจในนามของรัฐบาลและประชาชนชาวอิรัก พร้อมทั้งขอให้ผู้บาดเจ็บหายดีโดยเร็ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

รมว.กีฬาอิหร่าน ประกาศไม่ร่วม “บอลโลก” 2026 ที่สหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพ

รมว.กีฬาอิหร่าน ประกาศไม่ร่วม “บอลโลก” 2026 ที่สหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพ

11 มี.ค. 2569 22:49 น.

รมว.กีฬาอิหร่าน ประกาศไม่ร่วม “บอลโลก” 2026 ที่สหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพ

รัฐมนตรีกระทรวงกีฬาของอิหร่านประกาศจะไม่ส่งทีมชาติเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐอเมริกา หลังผู้นำสูงสุดของพวกเขาถูกสังหารในการโจมตีของสหรัฐฯ กับอิสราเอล

เมื่อ 11 มี.ค. 2569 นายอาหมัด ดอนยามาลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกีฬาและเยาวชนของอิหร่านแถลงว่า ทีมฟุตบอลชายทีมชาติอิหร่านไม่อยู่ในสถานะที่จะเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งมีสหรัฐอเมริกา, แคนาดา และเม็กซิโกเป็นเจ้าภาพได้

นายดอนยามาลีบอกกับเครือข่ายกีฬา IRIB ว่า “เนื่องจากรัฐบาลที่ฉ้อฉลนี้ได้ลอบสังหารผู้นำของเรา เราจึงไม่มีเงื่อนไขที่เหมาะสมในการเข้าร่วมฟุตบอลโลกไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม … เหล่านักเตะของเราไม่ปลอดภัย และเงื่อนไขต่างๆ สำหรับการเข้าร่วมการแข่งขันนั้นไม่มีอยู่แล้ว”

รัฐมนตรีกีฬาฯ กล่าวเสริมว่า “ในช่วง 8 หรือ 9 เดือนที่ผ่านมา เราถูกบังคับให้เข้าสู่สงครามถึงสองครั้ง และประชาชนของเราหลายพันคนต้องเสียชีวิตและพลีชีพไป ดังนั้นจึงไม่มีความเป็นไปได้ที่เราจะเข้าร่วมการแข่งขันอย่างแน่นอน”

เมื่อวันอังคาร นายเมห์ดี ตาจ ประธานสหพันธ์ฟุตบอลอิหร่าน ออกมาตั้งคำถามถึงความสามารถในการเข้าร่วมฟุตบอลโลกของอิหร่านเช่นกัน แต่ด้วยเหตุผลที่แตกต่างออกไป

ก่อนหน้านี้ ทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่าน 6 รายยื่นเรื่องขอลี้ภัยในออสเตรเลีย หลังจากไปเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย เนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัยหากกลับประเทศ เนื่องจากพวกเธอไม่ได้ร่วมร้องเพลงชาติก่อนแข่ง ก่อนที่ทั้ง 6 คนจะได้รับวีซ่ามนุษยธรรมจากออสเตรเลีย

นายตาจกล่าวว่า “เมื่อพิจารณาจากปัญหาที่เกิดขึ้นกับนักฟุตบอลหญิง หากภาพรวมของฟุตบอลโลกเป็นเช่นนี้ คงไม่มีใครที่มีสติปัญญาดีที่ไหนยอมตอบรับการส่งทีมไปยังสหรัฐอเมริกา”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

หยุดราคาน้ำมันไม่ได้ แต่สร้างความเป็นธรรมได้

หยุดราคาน้ำมันไม่ได้ แต่สร้างความเป็นธรรมได้

11 มี.ค. 2569 22:00 น.

หยุดราคาน้ำมันไม่ได้ แต่สร้างความเป็นธรรมได้

การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก โดยเฉพาะน้ำมันสำเร็จรูปที่ตลาดสิงคโปร์ กำลังสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนพลังงานซึ่งกระทบต่อระบบเศรษฐกิจประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยเหตุที่ประเทศไทยต้องนำเข้าพลังงานเชื้อเพลิงเป็นหลักนั่นเอง

ในสถานการณ์เช่นว่านี้ การตรึงราคาน้ำมันด้วยเงินกองทุนน้ำมัน หรือเงินอุดหนุนจากรัฐเพียงอย่างเดียว จึงไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืนอีกต่อไป เพราะราคาพลังงานยิ่งสูงนานเท่าไร ภาระกองทุนน้ำมัน และงบประมาณประเทศ ก็ยิ่งหนักขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะยามนี้ กองทุนน้ำมันชดเชยราคาน้ำมันดีเซลหน้าปั๊มไปแล้วลิตรละ 13 บาท และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าสงครามนี้จะยุติลง

สิ่งที่รัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงพลังงาน ควรทำในเวลานี้ ไม่ใช่การยื้อเวลาไปเรื่อยๆ แต่คือการบริหารสถานการณ์อย่างมีแผนชัดเจน และพุ่งเป้าคุ้มครองประชาชนในกลุ่มที่เปราะบางที่สุด

สิ่งแรก กระทรวงพลังงานควรสื่อสารความจริงกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส และค่อยเป็นค่อยไปว่า การอุดหนุนราคาน้ำมันไม่ใช่สูตรตายตัว ที่จะสามารถนำมาใช้ได้ตลอดไป ที่สำคัญก็คือ ประเทศไทยไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากตลาดพลังงานโลกที่เกิดวิกฤตในตะวันออกกลางได้ตลอดเวลา

รัฐบาลโดยกระทรวงพลังงาน ต้องแจ้งสถานการณ์ตามจริง พร้อมอธิบายกรอบระยะเวลา และเงื่อนไขของนโยบายรัฐว่า จะช่วยเหลือประชาชน และภาคธุรกิจอย่างไร เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถเตรียมตัวรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ดีกว่าปล่อยให้เกิดความไม่แน่นอน และความไม่เชื่อมั่นในหมู่ประชาชนจนสร้างความตื่นตระหนกอย่างที่เห็น

เรื่องที่สอง นโยบายพลังงานควรเปลี่ยนจากการอุดหนุนราคาน้ำมันทั้งระบบ ไปสู่การช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่จำเป็นมากขึ้น เช่น ภาคขนส่งสาธารณะ รถบรรทุกสินค้า เกษตรกร ประมง และกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เพราะกลุ่มคนเหล่านี้คือตัวชี้วัดดัชนีค่าครองชีพของประชาชนทั้งประเทศ หากต้นทุนพลังงานในกลุ่มคนเหล่านี้พุ่งสูงขึ้น ย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อราคาสินค้า

เรื่องที่สาม หากต้องปรับราคาน้ำมัน รัฐบาลควรดำเนินการในลักษณะที่ค่อยเป็นค่อยไป และประกาศล่วงหน้า เช่น ปรับราคาน้ำมันขึ้นครั้งละเล็กน้อยเป็นขั้นบันได เพื่อลดแรงกระแทกต่อค่าครองชีพ เงินเฟ้อ และต้นทุนธุรกิจ…การปรับราคาอย่างคาดการณ์ได้ ย่อมดีกว่าการปรับแบบฉับพลัน

เรื่องที่สี่ รัฐต้องให้ความสำคัญกับความมั่นคงด้านพลังงานในระยะสั้น ด้วยการบริหารนโยบายสำรองน้ำมันอย่างรอบคอบ พร้อมๆ กับกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมัน และพลังงานอื่นๆ ตลอดจนถึงต้องป้องกันการกักตุนเชื้อเพลิงในช่วงเวลาที่ตลาดพลังงานโลกตึงตัวด้วย และในระยะยาว วิกฤตราคาน้ำมันครั้งนี้ ควรถูกใช้เป็นแรงผลักดันให้ประเทศไทย เร่งปรับโครงสร้างพลังงานของตน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ การส่งเสริมพลังงานสะอาดอย่างจริงจัง และการพยายามลดการพึ่งพาน้ำมันในระบบเศรษฐกิจ

ความจริงก็คือ ประเทศไทยไม่สามารถควบคุมราคาน้ำมัน หรือราคาพลังงานโลกได้ แต่ประเทศไทยเราสามารถบริหารจัดการผลกระทบของมันได้ หากรัฐบาลเลือกทำนโยบายที่โปร่งใส มีเหตุผล และให้ความสำคัญกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

การบอกเล่าสถานการณ์จริงๆ กับประชาชนคนไทย จึงไม่ใช่เรื่องที่จะต้องหลีกเลี่ยง แต่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกันและกัน ในการรับมือกับวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่รอบนี้ร่วมกัน

คำถามสำคัญ จึงไม่ใช่ว่ารัฐบาลหยุดหรือจะทำให้ราคาน้ำมันไม่ขึ้นได้อย่างไร? หากแต่อยู่ที่รัฐบาลจะบริหารผลกระทบจากราคาน้ำมันขึ้นอย่างไรให้เป็นธรรม และยั่งยืนที่สุดต่างหาก

IEA อนุมัติ ระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

IEA อนุมัติ ระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

11 มี.ค. 2569 21:33 น.

IEA อนุมัติ ระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

IEA ลงมติเอกฉันท์ ระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉินครั้งใหญ่ที่สุดจำนวน 400 ล้านบาร์เรล เพื่อรับมือราคาน้ำมันที่พุ่งสูง อันเป็นผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัย

เมื่อ 11 มี.ค. 2569 นายฟาติห์ บิโรล ผู้อำนวยการบริหารของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เปิดเผยว่า ชาติสมาชิกของ IEA ทั้ง 32 ประเทศ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้เริ่มการระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ขององค์กร หลังสงครามในตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว

“ประเทศสมาชิก IEA จะนำน้ำมันจำนวน 400 ล้านบาร์เรลออกสู่ตลาด… เพื่อชดเชยอุปทานที่ขาดหายไปจากการปิดช่องแคบ (ฮอร์มุซ) โดยพฤตินัย” นายบิโรลกล่าวระหว่างการถ่ายทอดสดผ่านเว็บไซต์ขององค์กร

“ความท้าทายในตลาดน้ำมันที่เรากำลังเผชิญอยู่นั้นมีขนาดใหญ่หลวงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ดังนั้นผมจึงยินดีอย่างยิ่งที่ประเทศสมาชิก IEA ได้ตอบสนองด้วยการดำเนินมาตรการฉุกเฉินร่วมกันในระดับที่ยิ่งใหญ่เป็นประวัติการณ์เช่นนี้” นายบิโรลระบุเพิ่มเติม

IEA ย้ำด้วยว่า จะมีการนำน้ำมันสำรองฉุกเฉินออกสู่ตลาดภายใน “กรอบเวลาที่เหมาะสมกับสถานการณ์ภายในประเทศ” ของสมาชิกแต่ละราย

ทั้งนี้ นี่ถือเป็นครั้งที่ 6 ที่ IEA อนุมัติการระบายน้ำมันสำรองอย่างเป็นระบบ โดย 5 ครั้งก่อนหน้านี้เกิดขึ้นในปี 2534, 2548, 2554 และ 2 ครั้งในปี 2565

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านยอมรับ โจมตีเรือไทย “มยุรี นารี” ฐานลักลอบผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

อิหร่านยอมรับ โจมตีเรือไทย “มยุรี นารี” ฐานลักลอบผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

11 มี.ค. 2569 20:48 น.

อิหร่านยอมรับ โจมตีเรือไทย “มยุรี นารี” ฐานลักลอบผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

กองทัพอิหร่านออกมายอมรับว่า เป็นผู้โจมตีเรือสินค้า “มยุรี นารี” ซึ่งติดธงชาติไทย ขณะเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยอ้างว่าเรือไทยลำนี้ละเลยคำเตือนและพยายามลักลอบผ่านช่องแคบอย่างผิดกฎหมาย

สำนักข่าว ฟาร์ส (Fars) สื่อกึ่งทางการของอิหร่าน รายงานเมื่อ 11 มี.ค. 2569 ว่า กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ออกแถลงการณ์ระบุว่า วันนี้กองทัพอิหร่านโจมตีเรือ 2 ลำในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งรวมถึงเรือสินค้าติดธงชาติไทยชื่อ “มยุรี นารี”

IRGC ระบุว่า เรือมยุรี นารี ถูกระดมยิงใส่หลังจาก “ละเลยคำเตือนและพยายามลักลอบผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างผิดกฎหมาย”

นอกจากนั้น พวกเขายังโจมตีเรือสินค้าอีกลำคือ เรือติดธงชาติไลบีเรียชื่อ “เอ็กซ์เพรส โรม” (Express Rome) โดยยิงขีปนาวุธใส่เมื่อช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ หลังจากเพิกเฉยต่อคำเตือนจากกองทัพเรือ IRGC

ตามรายงานจากหน่วยปฏิบัติการการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักร (UKMTO) ระบุว่า นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่าน และอิหร่านได้ทำการโจมตีตอบโต้เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ มีการโจมตีเรืออย่างน้อย 13 ครั้งในบริเวณอ่าวเปอร์เซีย ช่องแคบฮอร์มุซ และอ่าวโอมาน โดยในจำนวนนี้มี 3 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันพุธ (11 มี.ค.) เพียงวันเดียว

ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน โฆษกศูนย์บัญชาการทหาร “คาตัม อัล-อันบิยา” ของอิหร่าน ประกาศว่า อิหร่านจะไม่ยอมให้น้ำมันถูกส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา พวกไซโอนิสต์ หรือพันธมิตรของพวกเขา แม้แต่ลิตรเดียว

“เรือลำใดก็ตาม หรือสินค้าบรรทุกน้ำมันที่เป็นของสหรัฐอเมริกา รัฐบาลอิสราเอล หรือพันธมิตรที่เป็นศัตรู จะถือเป็นเป้าหมายที่ชอบธรรม” แถลงการณ์ระบุ “เราจะดำเนินนโยบายโจมตีซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกว่าพวกคุณจะได้รับการลงโทษอย่างสาสมและเสียใจต่อการกระทำของตนเอง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn