หมารู้ทันอารมณ์คน! งานวิจัยพบ สุนัขแยกสีหน้า สุข-โกรธ-กลัว-เศร้า ของมนุษย์ได้

หมารู้ทันอารมณ์คน! งานวิจัยพบ สุนัขแยกสีหน้า สุข-โกรธ-กลัว-เศร้า ของมนุษย์ได้

12 ส.ค. 2569 09:42 น.

หมารู้ทันอารมณ์คน! งานวิจัยพบ สุนัขแยกสีหน้า สุข-โกรธ-กลัว-เศร้า ของมนุษย์ได้

งานวิจัยใหม่จากม.เวียนนา ออสเตรียชี้ สุนัขสามารถแยกแยะอารมณ์ของมนุษย์จากสีหน้าได้ โดยพบว่าสมองของสุนัขตอบสนองต่อใบหน้าที่แสดงอารมณ์แตกต่างกัน นับเป็นหลักฐานชิ้นแรกที่ยืนยันความสามารถดังกล่าว

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเวียนนา แห่งประเทศออสเตรีย ใช้เทคโนโลยีการเรียนรู้ของเครื่อง หรือ Machine Learning วิเคราะห์ภาพสแกนสมองของสุนัขจำนวน 12 ตัว ขณะที่พวกมันดูภาพใบหน้ามนุษย์ที่แสดงอารมณ์หลากหลาย ทั้งความสุข ความโกรธ ความกลัว และความเศร้า

ผลการศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร iScience ของ Cell Press พบว่า บริเวณสมองที่เกี่ยวข้องกับการทำงานด้านการรับรู้ระดับสูงและการประมวลผลความรู้สึกพึงพอใจ ได้แก่ เปลือกสมองกลีบขมับ และ นิวเคลียสหาง ทำงานอย่างชัดเจนเมื่อสุนัขเห็นใบหน้าของคนแปลกหน้าที่กำลังยิ้มและแสดงความสุข

แต่เมื่อสุนัขเห็นใบหน้าที่แสดงความโกรธ ความกลัว หรือความเศร้า บริเวณสมองทั้งสองส่วนกลับไม่ได้ตอบสนองในลักษณะเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อทีมนักวิจัยวิเคราะห์การทำงานของสมองสุนัขทั้งสมอง พวกเขาพบรูปแบบกิจกรรมทางสมองที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างใบหน้าที่แสดง ความกลัว ความโกรธ และความเศร้า ซึ่งถือเป็นหลักฐานชิ้นแรกที่บ่งชี้ว่า สุนัขสามารถแยกแยะอารมณ์เชิงลบแต่ละประเภทจากสีหน้าของมนุษย์ได้

ลอรา กวยา ผู้เขียนงานวิจัยอาวุโสกล่าวว่า สุนัขวิวัฒนาการร่วมกับมนุษย์มาเป็นเวลานาน จนสามารถทำความเข้าใจการแสดงออกทางอารมณ์ของมนุษย์และทำงานร่วมกับเราได้ ดังนั้นการเข้าใจความสามารถนี้อาจช่วยเปลี่ยนวิธีที่มนุษย์สื่อสารและดูแลสุนัขให้เหมาะสมมากขึ้น

ทีมวิจัยเตรียมศึกษาต่อว่า สุนัขนำข้อมูลจากสัญญาณอื่น ๆ มาประกอบการตีความอารมณ์ของมนุษย์อย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็น ภาษากาย น้ำเสียง และกลิ่น รวมถึงต้องการเปรียบเทียบว่า สมองของมนุษย์และสุนัขประมวลผลสัญญาณทางอารมณ์แบบเดียวกันหรือแตกต่างกันอย่างไร

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเตือนว่า สุนัขทั้ง 12 ตัวที่เข้าร่วมการทดลองเป็นสัตว์เลี้ยงจากครอบครัวที่ดูแลและให้ความรักเป็นอย่างดี จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าสุนัขทุกตัวจะตอบสนองต่อสัญญาณทางอารมณ์ของมนุษย์ในรูปแบบเดียวกัน โดยเฉพาะสุนัขที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างออกไป.

ที่มา : channelnewsasia

พายุโซนร้อน “จันหอม” ถล่มพื้นที่โตเกียว ต้นไม้หัก-ไฟดับกว่า 3,000 หลัง

พายุโซนร้อน "จันหอม" ถล่มพื้นที่โตเกียว ต้นไม้หัก-ไฟดับกว่า 3,000 หลัง

12 ส.ค. 2569 09:19 น.

พายุโซนร้อน “จันหอม” ถล่มพื้นที่โตเกียว ต้นไม้หัก-ไฟดับกว่า 3,000 หลัง

พายุโซนร้อนจันหอมเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกแล้ว หลังพัดขึ้นฝั่งพื้นที่รอบกรุงโตเกียวเมื่อคืนที่ผ่านมา ส่งผลให้ต้นไม้หักโค่นบ้านเรือนหลายพันหลังไม่มีไฟฟ้าใช้ มีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 5 คน

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น หรือ JMA ระบุว่า พายุจันหอมอ่อนกำลังลงอย่างมากหลังขึ้นฝั่งบริเวณทางตอนใต้ของจังหวัดอิบารากิในช่วงดึกวันอังคาร ก่อนเคลื่อนตัวเข้าใกล้จังหวัดกิฟุ ทางตอนกลางของญี่ปุ่นในช่วงเช้าวันพุธ และมุ่งหน้าสู่บริเวณอ่าววาคาสะ ทางชายฝั่งตอนกลางค่อนไปทางเหนือของประเทศ

ขณะนั้นพายุมีความเร็วลมคงที่ประมาณ 64 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และยังทำให้หลายพื้นที่ทางตอนเหนือและตะวันตกของญี่ปุ่นต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักและฟ้าคะนองตลอดทั้งวัน

ในจังหวัดอิบารากิและจังหวัดโทจิงิที่อยู่ใกล้เคียง มีบ้านเรือนมากกว่า 3,000 หลังไม่มีไฟฟ้าใช้ เมื่อช่วงเช้าวันพุธ ตามข้อมูลของ TEPCO Power Grid ขณะที่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 5 คน แบ่งเป็นชาย 2 คนในจังหวัดอิวาเตะทางภาคเหนือ และหญิง 3 คนในจังหวัดอิบารากิ

พายุยังทำให้ต้นไม้หลายจุดในกรุงโตเกียวหักโค่น รวมถึงต้นไม้ต้นหนึ่งในย่านช้อปปิ้งหรูอย่าง โอโมเตซันโด แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว ตามรายงานของสถานีโทรทัศน์ NHK

แม้พายุจะส่งผลกระทบในหลายพื้นที่ แต่การเดินรถไฟโดยสารและเที่ยวบินในกรุงโตเกียวยังคงให้บริการตามปกติ และภาพรวมของเมืองยังดำเนินไปเกือบเป็นปกติ อย่างไรก็ตาม พายุส่งผลกระทบต่อผู้เดินทางจำนวนมากในช่วงวันหยุดโอบ้ง ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวญี่ปุ่นเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อรำลึกถึงบรรพบุรุษ

เมื่อวันอังคาร เที่ยวบินขาเข้าและขาออกจากสนามบินฮาเนดะ กรุงโตเกียว ราว 60 เที่ยวบินถูกยกเลิก ขณะที่ชายหาดโออาไรในจังหวัดอิบารากิ ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม ต้องปิดให้บริการเนื่องจากอิทธิพลของพายุ ทำให้ชายหาดแทบไม่มีนักท่องเที่ยว

การขึ้นฝั่งของพายุจันหอมในจังหวัดอิบารากิเมื่อวันอังคาร ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นเริ่มเก็บสถิติในปี 1951 ที่มีพายุโซนร้อนหรือไต้ฝุ่นขึ้นฝั่งในจังหวัดดังกล่าว

พายุจันหอมพัดถล่มญี่ปุ่นเพียงไม่กี่วันหลังจากไต้ฝุ่นดอลฟินสร้างความเสียหายในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ ส่งผลให้การคมนาคมหยุดชะงักและประชาชนหลายร้อยคนต้องอพยพไปยังศูนย์พักพิง ก่อนพายุจะอ่อนกำลังลงและเคลื่อนเข้าสู่ภูมิภาคอื่น

ก่อนหน้านี้ ไต้ฝุ่นดอลฟินยังคร่าชีวิตประชาชน 10 คนในฟิลิปปินส์ และทำให้เกิดน้ำท่วมในจีน จนประชาชนหลายแสนคนต้องย้ายออกจากพื้นที่เสี่ยง.

ที่มา : AP

ตร.นิวยอร์กยึดปืนกว่า 3,200 กระบอก ชี้ 7 เดือนแรกปี 2569 ปลอดภัยสุดเป็นประวัติการณ์

ตร.นิวยอร์กยึดปืนกว่า 3,200 กระบอก ชี้ 7 เดือนแรกปี 2569 ปลอดภัยสุดเป็นประวัติการณ์

12 ส.ค. 2569 09:13 น.

ตร.นิวยอร์กยึดปืนกว่า 3,200 กระบอก ชี้ 7 เดือนแรกปี 2569 ปลอดภัยสุดเป็นประวัติการณ์

ตร.นิวยอร์กเผยยึดปืนผิดกฎหมายออกจากท้องถนนแล้วกว่า 3,200 กระบอกในปีนี้ ชี้ 7 เดือนแรกมีคดีฆาตกรรม เหตุยิง และผู้ตกเป็นเหยื่อจากการยิงต่ำสุดนับตั้งแต่มีการบันทึกสถิติ

วันที่ 12 สิงหาคม 2569 เจสสิกา ทิช ผู้บัญชาการตำรวจนครนิวยอร์ก (NYPD) แถลงว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ สามารถนำปืนผิดกฎหมายออกจากท้องถนนได้แล้วประมาณ 3,200 กระบอกในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 โดยระบุว่า ในช่วง 7 เดือนแรกของปี เมืองนิวยอร์กมีจำนวนคดีฆาตกรรม เหตุยิง และผู้ตกเป็นเหยื่อจากเหตุยิงต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่อาชญากรรมร้ายแรงโดยรวมลดลงเกือบ 7% ทั่วเมือง ทำให้ช่วงเวลานี้เป็นช่วง 7 เดือนแรกที่มีความปลอดภัยสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มบันทึกสถิติ 

นอกจากนี้ระบุว่า สำหรับในพื้นที่เคหะสาธารณะมีจำนวนคดีฆาตกรรม เหตุยิง ผู้ตกเป็นเหยื่อจากเหตุยิง และคดีปล้นทรัพย์ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มจัดเก็บข้อมูลเช่นกัน โดยเชื่อว่า ตัวเลขทั้งหมดนี้เป็นผลจากยุทธศาสตร์การทำงานของตำรวจที่มุ่งส่งเจ้าหน้าที่ไปยังพื้นที่และช่วงเวลาที่มีความจำเป็นมากที่สุด รวมถึงการระบุตัวบุคคลและกลุ่มที่เป็นต้นเหตุของความรุนแรง และนำปืนออกจากการหมุนเวียนก่อนที่จะถูกนำไปใช้ก่อเหตุ

ขณะเดียวกัน เลติเทีย เจมส์ อัยการสูงสุดรัฐนิวยอร์ก กล่าวว่า ปืนผิดกฎหมายทุกกระบอกที่อยู่บนท้องถนนมีโอกาสทำลายครอบครัว สร้างความเสียหายให้ชุมชน และเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนไปตลอดกาล พร้อมชี้ว่าการนำปืนกว่า 3,000 กระบอกออกจากพื้นที่ช่วยลดโอกาสที่อาวุธเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ก่อเหตุรุนแรง.

ที่มา AP

เวียดนามเริ่มสร้างเรือรบต่อต้านเรือดำน้ำ ใหญ่และทันสมัยที่สุดผลิตเองในประเทศ

เวียดนามเริ่มสร้างเรือรบต่อต้านเรือดำน้ำ ใหญ่และทันสมัยที่สุดผลิตเองในประเทศ

12 ส.ค. 2569 08:46 น.

เวียดนามเริ่มสร้างเรือรบต่อต้านเรือดำน้ำ ใหญ่และทันสมัยที่สุดผลิตเองในประเทศ

เวียดนามเริ่มสร้างเรือรบต่อต้านเรือดำน้ำ ใหญ่และทันสมัยที่สุดที่ผลิตเองในประเทศ เดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ลดการพึ่งพาอาวุธนำเข้า

วันที่ 11 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า เวียดนามเริ่มก่อสร้างเรือรบต่อต้านเรือดำน้ำที่รัฐบาลระบุว่าเป็นเรือรบขนาดใหญ่และทันสมัยที่สุดเท่าที่ประเทศเคยผลิตเอง โดยโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตยุทโธปกรณ์ภายในประเทศ

หนังสือพิมพ์กองทัพประชาชนเวียดนาม รายงานว่า เรือรบลำนี้กำลังก่อสร้างที่อู่ต่อเรือซองทู ของกระทรวงกลาโหมในเมืองดานัง และอาวุธรวมถึงอุปกรณ์ทางทหารส่วนใหญ่ของเรือจะได้รับการพัฒนาหรือประกอบภายในประเทศ พร้อมระบุว่า โครงการนี้สะท้อนนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้มีความเป็นอิสระ พึ่งพาตนเอง เสริมสร้างศักยภาพภายในประเทศ สามารถรองรับการใช้งานทั้งทางทหารและพลเรือน และมีความทันสมัย

ทั้งนี้ ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา กองทัพเรือเวียดนามดำเนินโครงการปรับปรุงกองทัพครั้งใหญ่ โดยจัดซื้อเรือดำน้ำจากรัสเซีย ขณะเดียวกันก็เพิ่มจำนวนเรือเร็วติดขีปนาวุธและเรือตรวจการณ์ที่ผลิตภายในประเทศ.

ที่มา Reuters

นักแข่งอังกฤษทำสถิติโลกใหม่ ซิ่งรถแข่งพลังไฮโดรเจนแรงทะลุ 653 กม./ชม.

นักแข่งอังกฤษทำสถิติโลกใหม่ ซิ่งรถแข่งพลังไฮโดรเจนแรงทะลุ 653 กม./ชม.

12 ส.ค. 2569 08:15 น.

นักแข่งอังกฤษทำสถิติโลกใหม่ ซิ่งรถแข่งพลังไฮโดรเจนแรงทะลุ 653 กม./ชม.

แอนดี กรีน นักแข่งรถชาวอังกฤษ สร้างสถิติโลกใหม่ด้วยการขับรถแข่งพลังไฮโดรเจน ด้วยความเร็วกว่า 653 กม./ชม. บนทะเลเกลือบอนเนวิลล์ รัฐยูทาห์ สหรัฐฯ ตอกย้ำศักยภาพเทคโนโลยีไฮโดรเจนสำหรับยานยนต์

แอนดี กรีน นักขับชาวอังกฤษ วัย 64 ปี เจ้าของสถิติความเร็วทางบกและผู้ที่เคยเป็นคนแรกที่ขับรถทำลายกำแพงเสียง สร้างสถิติโลกใหม่เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา ด้วยรถแข่งเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ใช้พลังงานไฮโดรเจน โดยสามารถทำความเร็วได้ถึง 406.320 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือประมาณ 653.9 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บนพื้นผิวทะเลเกลือบอนเนวิลล์ ในรัฐยูทาห์ของสหรัฐฯ

สถิติดังกล่าวเป็นสถิติสูงสุดสำหรับรถแข่งประเภทนี้ ตามข้อมูลของสหพันธ์รถยนต์นานาชาติ หรือ FIA โดยรถคันดังกล่าวติดตั้งเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ใช้ไฮโดรเจน 2 เครื่อง ให้กำลังรวมกันถึง 1,600 แรงม้า และได้รับการออกแบบโดยบริษัท JCB ผู้ผลิตเครื่องจักรก่อสร้างจากอังกฤษ

รถแข่งความยาวประมาณ 9.75 เมตร หรือ 32 ฟุต พุ่งทะยานไปตามทางตรงบนทะเลเกลือบอนเนวิลล์ ซึ่งมีระยะทางสำหรับเร่งความเร็วถึง 10 ไมล์ หรือประมาณ 16 กิโลเมตร ท่ามกลางทีมวิศวกรและผู้สังเกตการณ์ที่เฝ้าชมการทำสถิติจากระยะไกล

กรีนเปิดเผยว่า พื้นผิวเกลือของบอนเนวิลล์เป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญ เพราะมีความลื่นอย่างมากจนรถเกิดอาการล้อหมุนฟรีแม้ขณะใช้เกียร์สูง ส่งผลให้ทีมวิศวกรต้องลดกำลังเครื่องยนต์ลงเพื่อควบคุมรถ

กรีนระบุว่ามันเป็นพื้นผิวที่ท้าทายอย่างมาก พร้อมชื่นชมศักยภาพของเครื่องยนต์ที่ยังสามารถส่งกำลังจนทำให้ล้อหมุนฟรีได้แม้ในความเร็วสูง

การทำความเร็วครั้งนี้ยังถือเป็นการทำลายสถิติรถยนต์พลังงานไฮโดรเจนแบบเครื่องยนต์สันดาปภายในเดิมที่อยู่ที่ 185.5 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือประมาณ 298.5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้อย่างขาดลอย

อย่างไรก็ตาม ความเร็ว 653.9 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ยังห่างไกลจากสถิติความเร็วทางบกสูงสุดที่กรีนเคยทำไว้ในปี 1997 โดยครั้งนั้นเขาขับรถ Thrust SSC ที่ใช้เครื่องยนต์เจ็ต ทำความเร็วได้ถึง 763.035 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือ 1,227.985 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และกลายเป็นรถยนต์คันแรกที่ทำลายกำแพงเสียงได้สำเร็จ

กรีนยังเคยสร้างสถิติความเร็วสำหรับรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซลที่ทะเลเกลือบอนเนวิลล์ในปี 2006 ด้วยความเร็ว 350.092 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือประมาณ 563.4 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยการกลับมาครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อทำลายสถิติเดิมด้วยพลังงานไฮโดรเจน ซึ่งเขามองว่าเป็นเชื้อเพลิงแห่งอนาคต

กรีนระบุว่า การทำงานร่วมกับทีมวิศวกรของ JCB ทำให้เกิดรถแข่งพลังไฮโดรเจนรูปแบบใหม่ที่ปล่อยคาร์บอนจากการเผาไหม้โดยตรงในระดับต่ำมาก เพราะเมื่อไฮโดรเจนถูกเผาไหม้ ผลผลิตหลักที่ออกจากท่อไอเสียคือน้ำ เขาระบุอีกว่านี่เป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่ได้แสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีนี้ และแสดงให้เห็นว่าวิศวกรรมสามารถทำอะไรได้บ้าง

JCB ระบุว่า เทคโนโลยีเครื่องยนต์ไฮโดรเจนอาจมีบทบาทสำคัญในภาคอุตสาหกรรมหนัก ซึ่งต้องการพลังงานสูง และบริษัทกำลังพัฒนาเครื่องจักรก่อสร้างที่ใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิง

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ไฮโดรเจนไม่ได้สะอาดโดยอัตโนมัติ เพราะความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมขึ้นอยู่กับวิธีการผลิตไฮโดรเจนด้วย ปัจจุบันไฮโดรเจนส่วนใหญ่ของโลกยังผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ขณะที่ไฮโดรเจนสีเขียว ซึ่งผลิตโดยใช้พลังงานหมุนเวียนยังมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อย

สำหรับทะเลเกลือบอนเนวิลล์ ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองซอลต์เลกซิตีไปทางตะวันตกราว 160 กิโลเมตร เป็นพื้นที่ก้นทะเลสาบโบราณที่มีพื้นผิวเกลือกว้างสุดลูกหูลูกตา และขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในสนามธรรมชาติที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการทำสถิติความเร็วทางบก เนื่องจากพื้นผิวที่ราบเรียบและสภาพอากาศแห้งของทะเลทราย

การทำสถิติครั้งล่าสุดจึงไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันด้านความเร็ว แต่ยังเป็นการโชว์ศักยภาพของ รถยนต์พลังไฮโดรเจนและเทคโนโลยีเครื่องยนต์พลังงานสะอาด ที่กำลังถูกจับตามองในอุตสาหกรรมยานยนต์และภาคอุตสาหกรรมหนักทั่วโลก.

ที่มา : AP

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธลงทะเลตะวันออก ขณะเกาหลีใต้-สหรัฐฯ เตรียมซ้อมรบร่วมครั้งใหญ่

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธลงทะเลตะวันออก ขณะเกาหลีใต้-สหรัฐฯ เตรียมซ้อมรบร่วมครั้งใหญ่

12 ส.ค. 2569 07:53 น.

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธลงทะเลตะวันออก ขณะเกาหลีใต้-สหรัฐฯ เตรียมซ้อมรบร่วมครั้งใหญ่

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธมุ่งหน้าสู่ทะเลนอกชายฝั่งตะวันออกของคาบสมุทรเกาหลี เมื่อช่วงเช้าวันพุธ ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นก่อนเกาหลีใต้และสหรัฐฯ ซ้อมรบร่วมครั้งใหญ่ในสัปดาห์หน้า

กองทัพเกาหลีใต้ระบุว่า เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธจากพื้นที่เมืองวอนซาน เมื่อเวลาประมาณ 06.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือ 05.00 น. ตามเวลาสิงคโปร์ โดยขีปนาวุธพุ่งไปทางทะเลด้านตะวันออกของคาบสมุทรเกาหลี

ขณะที่สถานีโทรทัศน์ NHK ของญี่ปุ่นรายงานว่า ขีปนาวุธดังกล่าวน่าจะตกลงในทะเลนอกเขตเศรษฐกิจจำเพาะ หรือ EEZ ของญี่ปุ่น

โดยกองทัพเกาหลีใต้เพิ่มระดับการเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือความเป็นไปได้ที่เกาหลีเหนืออาจยิงขีปนาวุธเพิ่มเติม พร้อมประสานแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างใกล้ชิดกับสหรัฐฯ และญี่ปุ่น

การยิงขีปนาวุธครั้งล่าสุดเกิดขึ้นก่อนที่เกาหลีใต้และสหรัฐฯ มีกำหนดจัดการซ้อมรบร่วมระหว่างวันที่ 17-27 สิงหาคม เพื่อรับมือกับการพัฒนาขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์และอาวุธของเกาหลีเหนือ โดยเกาหลีเหนือเคยประณามการซ้อมรบร่วมประจำปีดังกล่าวว่าเป็นการยั่วยุ

ก่อนหน้านี้เมื่อวันอังคาร สื่อของทางการเกาหลีเหนือออกมาประณามสมุดปกขาวด้านกลาโหมฉบับล่าสุดของญี่ปุ่น โดยกล่าวหาว่าเป็นเอกสารที่มีเป้าหมายฟื้นฟูลัทธิทหารนิยม และใช้การกล่าวอ้างว่าเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงเพื่อเป็นเหตุผลสนับสนุนการเพิ่มศักยภาพด้านอาวุธของญี่ปุ่น

ตลอดปีนี้ เกาหลีเหนือได้ทดสอบอาวุธหลายครั้ง ทั้งขีปนาวุธบอลลิสติกพิสัยใกล้ จรวดปืนใหญ่ และอาวุธทางยุทธวิธีประเภทอื่น ๆ โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กองทัพเกาหลีใต้ก็เพิ่งรายงานว่าเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้ลงสู่ทะเล.

ที่มา : channelnewsasia

น้ำมันพุ่ง ตลาดหุ้นผันผวน นักลงทุนจับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ และปมฮอร์มุซ

น้ำมันพุ่ง ตลาดหุ้นผันผวน นักลงทุนจับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ และปมฮอร์มุซ

12 ส.ค. 2569 07:40 น.

น้ำมันพุ่ง ตลาดหุ้นผันผวน นักลงทุนจับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ และปมฮอร์มุซ

ราคาน้ำมันทะยานขึ้นอีก หลังความหวังข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซลดลง ขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวน นักลงทุนรอตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ชี้ทิศทางดอกเบี้ย

วันที่ 12 สิงหาคม 2569 ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นโดยในการซื้อขายช่วงแรกพุ่งขึ้นมากกว่า 2% หลังถ้อยแถลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีท่าทีแข็งกร้าวมากขึ้นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ก่อนที่ราคาจะลดช่วงบวกลง และกลับมาปรับตัวขึ้นอีกครั้งตามความคาดหวังของนักลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์การเจรจา 

ขณะเดียวกันสำนักข่าววอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานด้วยว่า กองทัพสหรัฐฯ ยิงเรือที่ติดธงปานามาเพื่อสกัดไม่ให้ฝ่าฝืนการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน ยิ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับความตึงเครียดในภูมิภาคและผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมัน

ทางด้านนักวิเคราะห์ตลาดจาก FOREX.com กล่าวว่า ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา หลังความหวังว่าข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบเริ่มลดลง ขณะเดียวกันทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านยังส่งสัญญาณที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับแนวทางการเจรจา

ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงในช่วงท้ายของการซื้อขาย โดยดัชนีหลักทั้ง 3 แห่งปิดลบ ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 0.3% นอจกากนี้บรรดานักลงทุนยังจับตารายงานดัชนีราคาผู้บริโภค ของสหรัฐฯ ประจำเดือนกรกฎาคม ซึ่งมีกำหนดเผยแพร่ในวันพุธ โดยข้อมูลนี้อาจมีผลต่อการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายการเงินและทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ 

ที่มา AFP

เลบานอนลงมติ ยกเลิกโทษประหารชีวิต ชาติแรกในตะวันออกกลาง

เลบานอนลงมติ ยกเลิกโทษประหารชีวิต ชาติแรกในตะวันออกกลาง

12 ส.ค. 2569 05:55 น.

เลบานอนลงมติ ยกเลิกโทษประหารชีวิต ชาติแรกในตะวันออกกลาง

รัฐสภาเลบานอนลงมติยกเลิกโทษประหารอย่างเป็นทางการ เป็นประเทศแรกในตะวันออกกลาง เรียกเสียงชื่นชมอย่างล้นหลามจากนานาชาติ และองค์กรสิทธิมนุษยชน

เมื่อวันอังคารที่ 11 ส.ค. 2569 รัฐสภาเลบานอนลงมติยกเลิกโทษประหารชีวิตแล้ว ส่งผลให้เลบานอนกลายเป็นประเทศแรกในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยุติการลงโทษดังกล่าวอย่างเป็นทางการ และหลังจากนี้ความผิดในคดีร้ายแรงที่สุดจะถูกเปลี่ยนเป็นการลงโทษจำคุกตลอดชีวิตพร้อมการใช้แรงงานหนักแทน

แม้เลบานอนจะไม่มีการประหารชีวิตจริงมาตั้งแต่ปี 2547 แต่ศาลยังคงมีการพิพากษาลงโทษประหารชีวิตอยู่เรื่อยมา โดยคำตัดสินครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา และองค์การนิรโทษกรรมสากล หรือ แอมเนสตี อินเทอร์เนชันนัล ระบุว่า จนถึงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ยังมีนักโทษประหารชีวิตที่รอการลงอาญาในเลบานอนอย่างน้อย 85 คน

โดยทั่วไปแล้ว โทษประหารชีวิตจะนำมาใช้กับคดีร้ายแรง เช่น การฆาตกรรม การก่อการร้าย และการจารกรรมข้อมูล เป็นต้น

นายอาดิล นัสซาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเลบานอน เรียกการยกเลิกโทษประหารชีวิตในครั้งนี้ว่าเป็นเหตุการณ์ “ครั้งประวัติศาสตร์” พร้อมระบุว่า ก่อนหน้านี้เงื่อนไขเรื่องโทษประหารชีวิตเคยเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้ประเทศของเขา สามารถขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนจากประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตไปแล้วได้

นายฟิราส ฮัมดาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอิสระ ได้โพสต์ข้อความผ่าน X ร่วมยินดีต่อความเคลื่อนไหวนี้ โดยขอบคุณ “ทุกคนที่มีส่วนร่วมตลอดระยะเวลากว่าสองทศวรรษ จนกระทั่งบรรลุผลในวันนี้”

นอกจากนั้น องค์การสหประชาชาติ (UN) ก็ออกมายกย่องการยกเลิกโทษประหารของเลบานอน โดยนายโฟลเคอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เรียกร้องให้ประเทศเพื่อนบ้านของเลบานอนในตะวันออกกลาง ให้เจริญรอยตามเลบานอน

เขากล่าวเสริมว่า ความเคลื่อนไหวครั้งนี้แสดงถึง “ความมุ่งมั่นอันทรงพลังและการยึดมั่นในหลักสิทธิในการมีชีวิต” ในประเทศที่ต้องเผชิญกับภาวะสงคราม

ขณะที่สหภาพยุโรป (EU) ระบุว่า เลบานอนได้ “สร้างแบบอย่างอันทรงพลังให้กับประเทศอื่น ๆ ทั้งในตะวันออกกลางและภูมิภาคอื่นด้วย” ส่วนฝรั่งเศสซึ่งเป็นอดีตชาติเจ้าอาณานิคม เรียกการตัดสินใจครั้งนี้ว่า “มีความกล้าหาญและเป็นเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

รัสเซียปล่อยตัวอดีตนาวิกโยธินสหรัฐฯ หลังมีรายงานว่าป่วยหนัก

รัสเซียปล่อยตัวอดีตนาวิกโยธินสหรัฐฯ หลังมีรายงานว่าป่วยหนัก

12 ส.ค. 2569 05:20 น.

รัสเซียปล่อยตัวอดีตนาวิกโยธินสหรัฐฯ หลังมีรายงานว่าป่วยหนัก

อดีตนาวิกโยธินสหรัฐฯ ซึ่งถูกคุมขังในรัสเซียมานานกว่า 4 ปี ได้รับการปล่อยตัวแล้ว หลังจากมีรายงานว่าเขาป่วยหนักอาการวิกฤต

เมื่อวันอังคารที่ 11 ส.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยผ่าน Truth Social ว่า นายโรเบิร์ต กิลแมน อดีตนาวิกโยธินสหรัฐฯ ซึ่งถูกคุมขังในคุกรัสเซียมาตั้งแต่ปี 2565 และมีรายงานว่าอาการป่วยหนักอยู่ในขั้นวิกฤต ได้รับการปล่อยตัวแล้ว

“หลังจากที่ผมได้หารือกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน รัสเซียได้ตกลงที่จะปล่อยตัวเขา ซึ่งทำไปด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรมอย่างแท้จริง” ข้อความของทรัมป์ระบุ พร้อมเสริมว่าไม่มีการแลกเปลี่ยนตัวนักโทษเกิดขึ้นแต่อย่างใด

ย้อนกลับไปในปี 2565 นายกิลแมนซึ่งมาจากรัฐแมสซาชูเซตส์ ถูกจับกุมในข้อหาทำร้ายร่างกายโดยการเตะเจ้าหน้าที่ตำรวจบนรถไฟ เขาเพิ่งถูกย้ายจากคุกไปยังโรงพยาบาลพลเรือนในรัสเซีย หลังจากตกอยู่ในสภาวะซึมเศร้ารุนแรงจนไม่รับรู้สิ่งแวดล้อม (Catatonic-like state)

ทรัมป์ระบุว่า ชายวัย 32 ปีผู้นี้กำลังเดินทางกลับสหรัฐฯ ด้วยเที่ยวบินพิเศษ โดยมีมารดา ทีมแพทย์ และเจ้าหน้าที่จากรัฐบาลร่วมเดินทางไปด้วย

แถลงการณ์จากครอบครัวระบุว่า กิลแมนมีกำหนดจะเดินทางไปถึงโรงพยาบาลทหารของสหรัฐฯ ในรัฐเท็กซัส เพื่อเข้ารับการประเมินอาการและรักษาตัวต่อไป

ครอบครัวบอกอีกว่า สุขภาพของกิลแมนอยู่ในภาวะ “อันตรายถึงชีวิต” หลังจากต้องเผชิญกับ “การปฏิบัติที่โหดร้ายและทารุณ”

“พวกคนรัสเซียทำกับน้องชายของฉันอย่างเลวร้ายมาก พวกเขาทำร้ายเขาโดยไม่มีเหตุผลอื่นเลย นอกเสียจากว่าเขาเป็นทั้งคนอเมริกันและเป็นนาวิกโยธิน” เล็กซี ฮัดสัน พี่สาวของกิลแมนระบุในแถลงการณ์ “ฉันรู้สึกซาบซึ้งใจต่อประธานาธิบดีทรัมป์อย่างมากที่ช่วยชีวิตน้องชายของฉันไว้”

เธอระบุเสริมด้วยว่า เอ็ด มาร์คีย์ วุฒิสมาชิกจากรัฐแมสซาชูเซตส์ ก็มีส่วนช่วยในการเจรจาปล่อยตัวน้องชายของเธอด้วยเช่นกัน

นายมาร์คีย์ “เมื่อประมาณ 50 วันที่แล้ว โรเบิร์ตได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นป่วยเป็นภาวะ Dissociative stupor ซึ่งเป็นอาการที่ไม่ตอบสนอง ไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์ หรือทานอาหารได้

ด้านเอริก เลบสัน จากกลุ่ม Global Reach ซึ่งเป็นผู้เรียกร้องการปล่อยตัวกิลแมน ให้สัมภาษณ์กับ CBS News ว่า ในระหว่างถูกคุมขังที่รัสเซีย กิลแมนถูกกลั่นแกล้งทรมานหลายครั้ง รวมถึงถูกบังคับให้ฝึกร่างกายยาวนานถึง 16 ชั่วโมงต่อวัน และถูกบังคับให้ใช้ยาที่มีผลต่อจิตประสาท

เลบสันกล่าวว่า การทารุณกรรมนั้นรุนแรงมากจนถึงขั้นที่กิลแมนต้องใส่สายอาหารทางจมูกในบางช่วง

ทั้งนี้ กิลแมนเคยรับราชการในกองกำลังนาวิกโยธินสหรัฐฯ ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2562 ถึงสิงหาคม 2563

เขาถูกจับกุมในข้อหาเตะเจ้าหน้าที่ตำรวจขณะเมาสุราบนรถไฟมุ่งหน้าสู่กรุงมอสโกเมื่อเดือนมกราคม 2565 และเบื้องต้นถูกตัดสินจำคุก 3 ปีครึ่ง ต่อมาเขาถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้คุมขัง หลังจากก่อเหตุทำร้ายเจ้าหน้าที่ตรวจค้นเรือนจำ ทำให้โทษจำคุกของเขาเพิ่มขึ้นเป็น 10 ปี

เลบสันเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ยังคงมีชาวอเมริกันอีก 5 คนถูกคุมขังอยู่ในรัสเซีย ซึ่งทุกคนต่างประสบปัญหาด้านสุขภาพเช่นกัน ได้แก่ อเล็กซานเดอร์ อันโตนอฟ, เดวิด บาร์นส์, โอลกา เจซเลอร์, อังเดร คาชาตูเรียน และ ชัค ซิมเมอร์แมน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ ยอมรับ ยิงมิสไซล์ใส่เรือในอ่าวโอมาน ฐานละเมิดการปิดล้อมอิหร่าน

สหรัฐฯ ยอมรับ ยิงมิสไซล์ใส่เรือในอ่าวโอมาน ฐานละเมิดการปิดล้อมอิหร่าน

12 ส.ค. 2569 04:16 น.

สหรัฐฯ ยอมรับ ยิงมิสไซล์ใส่เรือในอ่าวโอมาน ฐานละเมิดการปิดล้อมอิหร่าน

กองทัพสหรัฐฯ ยอมรับว่า เฮลิคอปเตอร์ของพวกเขายิงขีปนาวุธใส่เรือสินค้าลำหนึ่งในอ่าวโอมาน ที่พยายามจะฝ่าฝืนมาตรการปิดล้อมทางทะเลที่สหรัฐฯ บังคับใช้กับอิหร่าน

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (Centcom) ระบุในแถลงการณ์ว่า เฮลิคอปเตอร์รุ่น MH-60 ขีปนาวุธเฮลล์ไฟร์ (Hellfire) จำนวน 2 ลูก เข้าใส่ห้องเครื่องของเรือ M/V Vela Nova สัญชาติปานามา เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (11 ส.ค. 2569) ขณะที่เรือกำลังพยายามแล่นผ่านอ่าวโอมาน

Centcom ระบุว่าการตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก “ลูกเรือพลเรือนปฏิเสธและเมินเฉยต่อคำเตือนหลายครั้งจากกองทัพอเมริกัน” พร้อมเสริมว่าเรือลำดังกล่าว “ไม่ได้มุ่งหน้าไปยังอิหร่านอีกต่อไปแล้ว”

ในแถลงการณ์บน X เจ้าหน้าที่ของ Centcom ระบุว่าเรือ M/V Vela Nova พยายามแล่นไปยังท่าเรือแห่งหนึ่งในอิหร่านโดยไม่ได้ระบุชื่อท่าเรือ และเน้นย้ำว่ามาตรการปิดล้อมของสหรัฐฯ “ยังคงมีผลบังคับใช้อย่างเต็มที่”

ทางด้านอิหร่านยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์นี้แต่อย่างใด

ทั้งนี้ สหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้มาตรการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านเป็นครั้งแรกในเดือนเมษายน หลังจากความพยายามในการเจรจาเพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านประสบความล้มเหลว

Centcom เผยด้วยว่า ณ วันที่ 11 ส.ค. กองทัพสหรัฐฯ ทำการเปลี่ยนเส้นทางเรือพาณิชย์ที่พยายามฝ่ามาตรการปิดล้อมไปแล้ว 55 ลำ, ยิงทำลายจนไม่สามารถเดินเรือได้ 3 ลำ และส่งกำลังเข้าควบคุมเรือ 2 ลำ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc