สเปนถอนเอกอัครราชทูตประจำอิสราเอล ตอบโต้สงครามกาซา-อิหร่าน

สเปนถอนเอกอัครราชทูตประจำอิสราเอล ตอบโต้สงครามกาซา-อิหร่าน

11 มี.ค. 2569 20:29 น.

สเปนถอนเอกอัครราชทูตประจำอิสราเอล ตอบโต้สงครามกาซา-อิหร่าน

สเปนสั่งถอนเอกอัครราชทูตประจำอิสราเอลอย่างเป็นทางการ คาดว่าเพื่อแสดงการต่อต้านการทำสงครามของอิสราเอลทั้งในฉนวนกาซาและที่กำลังเกิดขึ้นในอิหร่าน

เมื่อ 11 มี.ค. 2569 รัฐบาลสเปนตัดสินใจถอนเอกอัครราชทูตประจำอิสราเอลอย่างเป็นทางการ ตามรายงานจากราชกิจจานุเบกษาของสเปน โดยสถานเอกอัครราชทูตสเปนในกรุงเทลอาวีฟจะลดระดับการดำเนินงานลงให้อยู่ภายใต้การดูแลของอุปทูตแทน สะท้อนถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศย่ำแย่ลงเรื่อยๆ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่สเปนกลายเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงต่อการทำสงครามของอิสราเอลในฉนวนกาซา รวมถึงสงครามครั้งใหม่กับอิหร่านที่เปิดฉากโดยสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเมื่อ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา

“ตามข้อเสนอของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สหภาพยุโรปและความร่วมมือ และภายหลังการหารือของคณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2569 ข้าพเจ้าจึงมีคำสั่งให้ยุติการดำรงตำแหน่งของ น.ส.อานา มาเรีย ซาโลมอน เปเรซ ในฐานะเอกอัครราชทูตสเปนประจำรัฐอิสราเอล” ราชกิจจานุเบกษาระบุ

ทั้งนี้ นายเปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน ถือเป็นหนึ่งในผู้นำฝ่ายซ้ายเพียงไม่กี่คนในยุโรปที่ออกมาประณามการโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยระบุว่าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหาเหตุผลมาอ้างได้ พร้อมประกาศจุดยืนของรัฐบาลมาดริดว่า “ไม่เอาสงคราม”

นอกจากนี้ รัฐบาลของซานเชซยังเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในยุโรปที่ประณามการกระทำของอิสราเอลในฉนวนกาซาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา รัฐสภาสเปนได้เห็นชอบให้มีการบัญญัติกฎหมายระงับการส่งออกอาวุธไปยังอิสราเอลโดยสิ้นเชิง ซึ่งรวมถึงการสั่งห้ามขายอาวุธ เทคโนโลยีที่ใช้ได้ทั้งทางทหารและพลเรือนและอุปกรณ์ทางการทหารอย่างถาวร เพื่อเป็นการตอบโต้ต่อเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

กรมเจ้าท่า เร่งให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทย “เรือมยุรี นารี” ถูกโจมตีขณะผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

กรมเจ้าท่า เร่งให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทย “เรือมยุรี นารี” ถูกโจมตีขณะผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

11 มี.ค. 2569 17:36 น.

กรมเจ้าท่า เร่งให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทย “เรือมยุรี นารี” ถูกโจมตีขณะผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

นายกริชเพชร  ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า (จท.) เปิดเผยว่า กรมเจ้าท่าได้รับรายงานเหตุเรือไทย MAYUREE NAREE ซึ่งเป็นเรือบรรทุกสินค้าเทกอง ขนาด 19,891 ตันกรอส หมายเลขทะเบียนเรือ 550000990 ของบริษัท Precious Flowers Co., Ltd. ประสบเหตุระเบิดบริเวณท้ายเรือ ขณะแล่นผ่าน Strait of Hormuz เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 11.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย จากการรายงานของบริษัทเจ้าของเรือ ระบุว่า เรือมยุรี นารี พร้อมลูกเรือจำนวน 23 นาย 

ได้ออกเดินทางจากจุดทิ้งสมอบริเวณ United Arab Emirates และขณะเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ได้เกิดเหตุระเบิดบริเวณท้ายเรือ ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ในห้องเครื่อง นายเรือจึงตัดสินใจสละเรือและอพยพลูกเรือขึ้นเรือช่วยชีวิต และได้รับการช่วยเหลือจากทหารเรือของ Oman โดยสามารถช่วยเหลือลูกเรือขึ้นฝั่งได้จำนวน 20 นาย และนำขึ้นที่เมืองท่า Khasab ประเทศโอมานอย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ยังมีลูกเรืออีกจำนวน 3 นาย ซึ่งคาดว่าอยู่ในห้องเครื่องของเรือในช่วงที่เกิดเหตุ เนื่องจากอยู่ระหว่างการเข้าเวรยามประจำห้องเครื่อง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการค้นหาและให้ความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม ในเวลา 13.46 น. บริษัท Precious Shipping Public Company Limited (เจ้าของเรือ) ได้ยืนยันข้อมูลเพิ่มเติมว่า ลูกเรือ 20 นายได้รับการช่วยเหลือขึ้นฝั่งแล้ว ส่วนลูกเรืออีก 3 นาย ยังคงอยู่ระหว่างการติดตามสถานการณ์และค้นหา 

ทั้งนี้ กรมเจ้าท่าได้ดำเนินการประสานงานกับหน่วยงานทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างเร่งด่วน ดังนี้

• ส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมการประชุมกับ ReCAAP ISC ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ และประสานผู้แทน United Kingdom Maritime Trade Operations เพื่อให้ติดต่อกองกำลังในพื้นที่สนับสนุนการช่วยเหลือ

• ประสานงานกับกองทัพเรือไทย โดยเสนาธิการทหารเรือได้สั่งการให้ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือประสานกับหน่วยงานทางทหารของ Bahrain เพื่อสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือ

• ประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการค้นหาและช่วยเหลืออากาศยานและเรือที่ประสบภัย เพื่อให้ Maritime Rescue Coordination Centre ในพื้นที่ดำเนินการค้นหาและช่วยเหลือ

• ประสานงานกับ Thai Maritime Enforcement Command Center

• ประสานงานกับ Ministry of Foreign Affairs of Thailand เพื่อสนับสนุนด้านการทูตและการช่วยเหลือลูกเรือไทยอย่างใกล้ชิด

อธิบดีกรมเจ้าท่า กล่าวต่อว่า  นอกจากนั้นได้สั่งการให้จัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ เพื่อประสานงานและให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทยอย่างใกล้ชิด พร้อมติดตามความคืบหน้าของเหตุการณ์และรายงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบอย่างต่อเนื่อง

เรือสินค้าสัญชาติไทย “มยุรี นารี” ถูกโจมตีจนไฟไหม้ในช่องแคบฮอร์มุซ

เรือสินค้าสัญชาติไทย "มยุรี นารี" ถูกโจมตีจนไฟไหม้ในช่องแคบฮอร์มุซ

11 มี.ค. 2569 16:57 น.

เรือสินค้าสัญชาติไทย “มยุรี นารี” ถูกโจมตีจนไฟไหม้ในช่องแคบฮอร์มุซ

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงรุนแรง ล่าสุดเรือสินค้า 3 ลำถูกโจมตีในเวลาไล่เลี่ยกันบริเวณช่องแคบฮอร์มุซและอ่าวอาหรับ พบเรือบรรทุกสินค้าแห้งสัญชาติไทย “มยุรี นารี” ถูกวัตถุปริศนายิงจนเกิดเพลิงไหม้กลางทะเล ขณะที่อิหร่านขู่ปิดน่านน้ำและตอบโต้อย่างรุนแรง

เว็บไซต์ Seatrade Maritime รายงานว่าสำนักงานปฏิบัติการด้านการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักร (UKMTO) รายงานเหตุโจมตีเรือพาณิชย์ครั้งใหญ่ 3 เหตุการณ์ซ้อนภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง บริเวณช่องแคบฮอร์มุซและอ่าวอาหรับ หลังจากที่สถานการณ์สงครามในอิหร่านเข้าสู่ช่วงตึงเครียดถึงขีดสุด

โดยเรือเรือบรรทุกสินค้าแห้ง (Bulk Carrier) ชื่อ “มยุรี นารี” (Mayruree Naree) ซึ่งจดทะเบียนในไทยและเป็นเรือในเครือบริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง (Precious Shipping) ที่มีสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพฯ โดยเรือถูกวัตถุปริศนาพุ่งชนจนเกิดเพลิงไหม้ ขณะลอยลำอยู่ห่างจากชายฝั่งโอมานประมาณ 11 ไมล์ทะเล

รายงานระบุว่าลูกเรือ 20 รายต้องเร่งอพยพออกจากเรือทันที ขณะที่ลูกเรืออีก 3 รายยังคงอยู่บนเรือเพื่อควบคุมสถานการณ์ ล่าสุด UKMTO ยืนยันว่าสามารถดับไฟบนเรือได้สำเร็จแล้ว และยังมีลูกเรือคอยเฝ้าระวังอยู่บนเรือระหว่างรอการช่วยเหลือ

นอกจากเรือไทยแล้ว ยังมีเรืออีก 2 ลำที่ถูกโจมตีในพื้นที่ใกล้เคียงกัน ได้แก่ เรือคอนเทนเนอร์ “ONE Majesty”: ติดญี่ปุ่น ดำเนินงานโดย Ocean Network Express (ONE) ถูกวัตถุปริศนายิงจนเป็นรูขนาด 10 เซนติเมตร บริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐราสอัลไคมาห์ ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ขณะนี้กำลังมุ่งหน้าไปยังจุดทอดสมอที่ปลอดภัย โดยลูกเรือทุกคนปลอดภัย และเรือบรรทุกสินค้า “Star Gwyneth”: ติดธงหมู่เกาะมาร์แชลล์ ของบริษัท Star Bulk จากกรีซ ถูกโจมตีห่างจากชายฝั่งดูไบ 50 ไมล์ทะเล เบื้องต้นไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

การโจมตีครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจากที่สถานการณ์สงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยทางการอิหร่านขู่ว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและสินค้าที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก พร้อมประกาศจะ “เผาเรือทุกลำ” ที่พยายามผ่านน่านน้ำนี้

นับตั้งแต่เริ่มความขัดแย้ง มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นกับเรือในภูมิภาคนี้แล้วอย่างน้อย 10 ครั้ง ส่งผลให้มีลูกเรือเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 7 ราย และบาดเจ็บสาหัสอีกจำนวนมาก.

ที่มา Seatrade Maritime

หน่วยรบพิเศษเม็กซิโกเริ่มการฝึกสุดโหด เตรียมความพร้อมทำสงครามกวาดล้างแก๊งค้ายา

หน่วยรบพิเศษเม็กซิโกเริ่มการฝึกสุดโหด เตรียมความพร้อมทำสงครามกวาดล้างแก๊งค้ายา

11 มี.ค. 2569 15:53 น.

หน่วยรบพิเศษเม็กซิโกเริ่มการฝึกสุดโหด เตรียมความพร้อมทำสงครามกวาดล้างแก๊งค้ายา

หน่วยรบพิเศษเม็กซิโก แบกเป้หนักกว่า 20 กก. เดินเท้าพิชิตยอดภูเขาไฟ ฝึกเตรียมความพร้อมปฏิบัติภารกิจกวาดล้างแก๊งค้ายาเสพติดข้ามชาติ หลังปลิดชีพ ”เอล เมนโช” ราชายาเสพติด ได้เมื่อเดือนที่ผ่านมา

สื่อต่างประเทศรายงานว่า กองกำลังทหารสังกัดกองพลรบพิเศษแห่งกองทัพเม็กซิโก (Cuerpo de Fuerzas Especiales) เริ่มเข้ารับการฝึกสุดเข้มข้น เมื่อวานนี้ (10 มี.ค.) โดยเป็นการฝึกเพื่อคัดเลือกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยรบนี้ ซึ่งเป็นหน่วยรบที่แข็งแกร่งที่สุดในประเทศ ด้วยการเดินเท้าไต่ระดับความสูงเพื่อพิชิตยอดภูเขาไฟ “อิซตักซีอวตล์” (Iztaccíhuatl) บนเทือกเขาซึ่งตั้งรายล้อมอยู่รอบ กรุงเม็กซิโกซิตี้ เพื่อทดสอบขีดจำกัดของร่างกายและจิตใจ

ภาพ: AP Photo/Eduardo Verdugo
ภาพ: AP Photo/Eduardo Verdugo

หน่วยรบพิเศษชุดนี้คือกลุ่มทหารระดับหัวกะทิของกองทัพเม็กซิโก ที่ได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญในการปราบปรามองค์กรอาชญากรรมและแก๊งค้ายาเสพติดรายใหญ่ โดยล่าสุดเพิ่งสร้างผลงานด้วยการปฏิบัติการปลิดชีพ นายเนเมซิโอ โอเซเกรา (Nemesio Oseguera) หรือที่รู้จักกันในนาม “เอล เมนโช” ผู้นำสูงสุดของแก๊ง “ฮาลิสโกนิวเจเนอเรชัน” (CJNG) ในรัฐฮาลิสโก

โดยการฝึกเมื่อวานนี้ ทหารทุกนายต้องแบกเป้สัมภาระและอุปกรณ์ที่มีน้ำหนักกว่า 20 กิโลกรัม เดินเท้าขึ้นเขาสูงชันเป็นระยะทางกว่า 25 กิโลเมตร มุ่งหน้าสู่หนึ่งในยอดเขาที่สูงที่สุดของเม็กซิโก 

นายทหารผู้ควบคุมการฝึกสุดโหดครั้งนี้ ระบุว่า การได้ฝึกฝนในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ถือเป็นสิทธิพิเศษของเหล่าทหารที่ได้รับคัดเลือกมา เพราะการฝึกนี้จะสร้างทักษะที่จำเป็นเพื่อให้เหล่าทหารสามารถปฏิบัติการได้ในทุกสถานการณ์ ทุกเวลา และทุกสถานที่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือหัวใจหลักของการเป็นหน่วยรบพิเศษ

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะเริ่มการทดสอบ เหล่าทหารได้ร่วมกันทำพิธีตามความเชื่อท้องถิ่น เพื่อขอขมาและขออนุญาตขุนเขาในการเข้าใช้พื้นที่เพื่อฝึกซ้อม รวมถึงขอให้ได้รับการคุ้มครองให้แคล้วคลาดปลอดภัย

ทหารเม็กซิกันทำพิธีตามความเชื่อก่อนเริ่มฝึก ภาพ:AP Photo/Eduardo Verdugo
ทหารเม็กซิกันทำพิธีตามความเชื่อก่อนเริ่มฝึก ภาพ:AP Photo/Eduardo Verdugo

ทั้งนี้ หลักสูตรการฝึกหน่วยรบพิเศษของเม็กซิโกถือเป็นหนึ่งในหลักสูตรที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดและความเข้มข้น โดยใช้เวลาฝึกนานถึง 8 เดือน ครอบคลุมในทุกสภาพภูมิประเทศ ทั้งการกระโดดร่ม การสู้รบในสภาพแวดล้อมในเมือง การเอาชีวิตรอดในป่าดิบชื้น ภูเขาสูง ทะเลทราย ไปจนถึงการปฏิบัติการใต้น้ำ เพื่อให้มั่นใจว่าทหารทุกนายจะพร้อมรับมือกับสงครามยาเสพติดที่ดุเดือดในปัจจุบัน.

ที่มา: AP

อิหร่านยืนยันผู้นำสูงสุดคนใหม่ “โมจตาบา คาเมเนอี” ยังปลอดภัยดี หลังมีรายงานบาดเจ็บจากสงคราม

อิหร่านยืนยันผู้นำสูงสุดคนใหม่ "โมจตาบา คาเมเนอี" ยังปลอดภัยดี หลังมีรายงานบาดเจ็บจากสงคราม

11 มี.ค. 2569 15:31 น.

อิหร่านยืนยันผู้นำสูงสุดคนใหม่ “โมจตาบา คาเมเนอี” ยังปลอดภัยดี หลังมีรายงานบาดเจ็บจากสงคราม

ที่ปรึกษารัฐบาลและบุตรชายประธานาธิบดีอิหร่าน ออกโรงสยบกระแสข่าว “โมจตาบา คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดคนใหม่ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีของสหรัฐฯ-อิสราเอล ยืนยันเจ้าตัวยังปลอดภัยดี แม้สื่อรัฐจะขนานนามว่าเป็น “นักรบผู้บาดเจ็บ” และยังคงเก็บตัวในสถานที่ปลอดภัย

นายยูเซฟ เปเซชเคียน บุตรชายของประธานาธิบดีอิหร่านและที่ปรึกษารัฐบาล ได้โพสต์ข้อความผ่านเทเลแกรมส่วนตัว เพื่อปฏิเสธกระแสข่าวลือเกี่ยวกับการบาดเจ็บของนายโมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน โดยระบุว่า “ผมได้ยินข่าวว่าคุณโมจตาบาได้รับบาดเจ็บ จึงได้สอบถามไปยังกลุ่มเพื่อนที่มีความเชื่อมโยงภายใน และได้รับคำตอบว่า ขอบคุณพระเจ้า ท่านยังปลอดภัยดี”

ความสับสนเกี่ยวกับอาการของผู้นำคนใหม่เกิดขึ้นหลังจากสถานีโทรทัศน์รัฐบาลอิหร่านเรียกขานนายโมจตาบาว่าเป็น “จันบาซ” (janbaz) หรือ “นักรบผู้บาดเจ็บ” จากสงครามเดือนรอมฎอน (ซึ่งเป็นชื่อที่อิหร่านใช้เรียกความขัดแย้งในปัจจุบัน) แต่ไม่มีการระบุรายละเอียดของการบาดเจ็บที่แน่ชัด ขณะที่หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่อิหร่าน 3 รายว่า ผู้นำวัย 56 ปีรายนี้ได้รับบาดเจ็บที่ขา และกำลังพักรักษาตัวอยู่ในสถานที่ที่มีความปลอดภัยสูงสุดพร้อมการสื่อสารที่จำกัด

นายโมจตาบา คาเมเนอี เป็นบุตรชายและผู้สืบทอดอำนาจโดยตรงของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดที่เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอล เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้จุดชนวนสงครามไปทั่วตะวันออกกลาง แม้ว่าเขาจะได้รับการประกาศแต่งตั้งเป็นผู้นำสูงสุดโดยสภาผู้เชี่ยวชาญเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (8 มี.ค.) แต่จนถึงขณะนี้นายโมจตาบายังไม่ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณะหรือมีแถลงการณ์ใดๆ ต่อชาวอิหร่าน

นักวิเคราะห์มองว่าความเงียบของผู้นำคนใหม่ และการที่เขาขึ้นสู่อำนาจท่ามกลางภาวะสงคราม อาจสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจภายในอิหร่าน โดยเฉพาะบทบาทของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ที่ดูจะมีอิทธิพลเหนือฝ่ายการเมืองเห็นได้ชัดจากการที่ประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน ถูกกดดันอย่างหนักหลังจากออกตัวขอโทษกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับต่อเหตุโจมตีที่เกิดขึ้น

อเล็กซ์ วาทันกา ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันตะวันออกกลางในวอชิงตัน ดี.ซี. ให้ความเห็นว่า “โมจตาบาเป็นหนี้บุญคุณกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติในการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนี้ ดังนั้นอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของเขาอาจจะไม่เทียบเท่ากับที่บิดาเคยมี” ซึ่งหมายความว่าในอนาคต การตัดสินใจสำคัญทางยุทธศาสตร์ของอิหร่านอาจถูกชี้นำโดยกลุ่มผู้นำทหารมากกว่าที่เคยเป็นมา.

ที่มา AFP / Reuters

รูปปั้นล้อเลียน “ทรัมป์–เอปสตีน” โผล่กลางวอชิงตัน ดี.ซี. จับคู่เป็น “แจ๊ค-โรส” จาก Titanic

รูปปั้นล้อเลียน "ทรัมป์–เอปสตีน" โผล่กลางวอชิงตัน ดี.ซี. จับคู่เป็น "แจ๊ค-โรส" จาก Titanic

11 มี.ค. 2569 14:32 น.

รูปปั้นล้อเลียน “ทรัมป์–เอปสตีน” โผล่กลางวอชิงตัน ดี.ซี. จับคู่เป็น “แจ๊ค-โรส” จาก Titanic

รูปปั้นขนาดใหญ่ล้อเลียนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์ทางเพศที่เสียชีวิตแล้ว ถูกนำมาติดตั้งกลางกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยจำลองฉากดังของ “แจ๊ค-โรส” จากภาพยนตร์ Titanic พร้อมข้อความเสียดสีความสัมพันธ์ของทั้งสองคน ท่ามกลางคดีฟ้องร้องสื่อยักษ์ใหญ่ที่ยังไม่สิ้นสุด

บริเวณลานหน้าอนุสาวรีย์แห่งชาติเนชันแนล มอลล์ (National Mall) กลายเป็นจุดสนใจของผู้คนอีกครั้ง เมื่อมีการนำรูปปั้นขนาดใหญ่ที่จำลองฉากประวัติศาสตร์จากภาพยนตร์เรื่อง Titanic มาจัดแสดง โดยตัวละครหลักอย่าง “แจ็ค” และ “โรส” ถูกแทนที่ด้วยใบหน้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตมหาเศรษฐีผู้ต้องหาคดีล่วงละเมิดทางเพศ

รูปปั้นชุดนี้ใช้ชื่อว่า “THE KING OF THE WORLD” (ราชาแห่งโลก) โดยออกแบบให้ทั้งสองคนอยู่ในท่าทางที่โอบกอดกันบริเวณหัวเรือ ซึ่งเป็นฉากจำลองที่ตัวละครแจ็คตะโกนคำพูดนี้ในภาพยนตร์ปี 1997 ที่ฐานของรูปปั้นมีการสลักข้อความระบุว่า “เรื่องราวความรักที่น่าเศร้าระหว่างแจ็คและโรสถูกสร้างขึ้นบนการเดินทางที่หรูหรา งานเลี้ยงที่ครึกโครม และภาพวาดนู้ดลับๆ อนุสาวรีย์นี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่สายสัมพันธ์ระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และเจฟฟรีย์ เอปสตีน มิตรภาพที่ดูเหมือนจะสร้างขึ้นบนพื้นฐานเดียวกัน”

องค์กร “Secret Handshake” ผู้อยู่เบื้องหลังการติดตั้ง ระบุกับสถานีข่าวท้องถิ่น WUSA9 ว่า นอกจากรูปปั้นนี้แล้ว ยังมีการติดป้ายแบนเนอร์อีก 10 ผืนในบริเวณใกล้เคียงเพื่อรำลึกถึงความสัมพันธ์ของทั้งคู่ โดยอ้างว่าเป็นการ “ช่วย” ประธานาธิบดีทรัมป์ หลังจากที่ในปี 2026 นี้ ทรัมป์ได้สั่งติดตั้งป้ายรูปใบหน้าตัวเองขนาดใหญ่ตามอาคารของรัฐทั่ววอชิงตัน ดี.ซี. โดยรูปปั้นชุดนี้จะจัดแสดงไปจนถึงวันศุกร์ที่ 13 มีนาคมนี้

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กลุ่มดังกล่าวสร้างผลงานล้อเลียนความสัมพันธ์ของทั้งคู่ โดยย้อนกลับไปเมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา พวกเขาเคยนำรูปปั้นทองแดงจำลองท่าทางการเต้นรำในชื่อ “Best Friends Forever” มาตั้งไว้ในจุดเดียวกันก่อนจะถูกตำรวจสวนสาธารณะรื้อถอนไป และเมื่อต้นปีนี้ก็ได้สร้างแบบจำลองการ์ดอวยพรวันเกิดสูง 3 เมตร ที่ทรัมป์เคยส่งให้เอปสไตน์ในปี 2003

ประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างทรัมป์และเอปสไตน์กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง หลังจากหนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal รายงานเมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 เกี่ยวกับข้อความและภาพวาดลับที่ทรัมป์อาจส่งให้เอปสไตน์ในวันเกิดครบ 50 ปี ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ในวัย 79 ปี ได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาโดยระบุว่าเป็น “เรื่องลวงโลก” พร้อมยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากสำนักข่าวและเจ้าของสื่ออย่าง รูเพิร์ต เมอร์ด็อก เป็นเงินสูงถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ในข้อหาหมิ่นประมาท ซึ่งขณะนี้คดียังคงอยู่ในการพิจารณาของศาลรัฐบาลกลาง.

ที่มา PEOPLE

เรือสินค้าถูกยิงไฟไหม้กลางช่องแคบฮอร์มุซ ลูกเรืออพยพฉุกเฉิน เตือนเรือผ่านพื้นที่ระวัง

เรือสินค้าถูกยิงไฟไหม้กลางช่องแคบฮอร์มุซ ลูกเรืออพยพฉุกเฉิน เตือนเรือผ่านพื้นที่ระวัง

11 มี.ค. 2569 13:58 น.

เรือสินค้าถูกยิงไฟไหม้กลางช่องแคบฮอร์มุซ ลูกเรืออพยพฉุกเฉิน เตือนเรือผ่านพื้นที่ระวัง

เกิดเหตุเรือสินค้าถูกกระสุนปริศนายิงใส่จนเกิดเพลิงไหม้กลางช่องแคบฮอร์มุซ ลูกเรือต้องอพยพออกจากเรือ ขณะที่หน่วยงานความปลอดภัยทางทะเลอังกฤษเตือนเรือทุกลำเดินเรือด้วยความระมัดระวัง

เกิดเหตุเรือสินค้าลำหนึ่งเกิดเพลิงไหม้ในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ หลังถูกวัตถุคล้ายกระสุนปริศนาไม่ทราบฝ่ายยิงใส่ ส่งผลให้ลูกเรือจำเป็นต้องอพยพออกจากเรืออย่างเร่งด่วน

หน่วยงานเฝ้าระวังการเดินเรือของสหราชอาณาจักร UK Maritime Trade Operations หรือ UKMTO เปิดเผยว่า เรือดังกล่าวร้องขอความช่วยเหลือหลังเกิดเพลิงไหม้ และลูกเรือกำลังอพยพออกจากเรือเพื่อความปลอดภัย

รายงานระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นห่างจากคาบสมุทรมูซันดัม ของประเทศโอมาน ไปทางเหนือประมาณ 11 ไมล์ทะเล

UKMTO ยังออกคำเตือนให้เรือที่เดินทางผ่านพื้นที่ดังกล่าวใช้ความระมัดระวัง และรายงานเหตุที่น่าสงสัยทันที

ขณะที่หน่วยยามฝั่งของโอมาน ยังไม่ได้ให้ความเห็นอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้

ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน UKMTO ระบุว่า มีเรืออีกลำได้รับความเสียหายหลังถูกวัตถุคล้ายกระสุนยิงใส่เช่นกัน บริเวณนอกชายฝั่งของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด.

ที่มา : CNN

สมาชิกทีมฟุตบอลหญิงอิหร่าน 1 รายเปลี่ยนใจ ขอยกเลิกขอลี้ภัยในออสเตรเลีย เตรียมเดินทางกลับประเทศ

สมาชิกทีมฟุตบอลหญิงอิหร่าน 1 รายเปลี่ยนใจ ขอยกเลิกขอลี้ภัยในออสเตรเลีย เตรียมเดินทางกลับประเทศ

11 มี.ค. 2569 12:46 น.

สมาชิกทีมฟุตบอลหญิงอิหร่าน 1 รายเปลี่ยนใจ ขอยกเลิกขอลี้ภัยในออสเตรเลีย เตรียมเดินทางกลับประเทศ

รมว.มหาดไทยออสเตรเลียเผย สมาชิกทีมฟุตบอลหญิงอิหร่าน 1 ใน 2 รายที่ตัดสินใจขอลี้ภัยล่าสุด เปลี่ยนใจขอเดินทางกลับมาตุภูมิแล้ว หลังได้พูดคุยกับเพื่อนร่วมทีม ขณะที่ทางการออสเตรเลียสั่งย้ายนักฟุตบอลหญิงที่เหลือไปยังสถานที่ปลอดภัยทันที หลังมีการติดต่อสถานทูตจนทำตำแหน่งที่ตั้งรั่วไหล ท่ามกลางความกังวลด้านความปลอดภัย หลังทีมถูกสื่อรัฐอิหร่านกล่าวหาว่าเป็น “ผู้ทรยศยามสงคราม”

นายโทนี เบิร์ก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออสเตรเลีย แถลงต่อรัฐสภาถึงความคืบหน้ากรณีคณะนักฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่านขอลี้ภัย โดยระบุว่า 1 ใน 2 สมาชิกทีมฟุตบอลหญิงที่เพิ่งตัดสินใจขอลี้ภัยเมื่อคืนวันอังคาร (10 มี.ค.) ได้เปลี่ยนใจและขอเดินทางกลับประเทศอิหร่านแล้ว

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่นักเตะสาวอิหร่าน 5 รายได้รับอนุมัติให้ลี้ภัยไปก่อนหน้าเพียงหนึ่งวัน ต่อมาในเย็นวันอังคาร มีนักเตะอีก 1 ราย และเจ้าหน้าที่สนับสนุนอีก 1 ราย ได้รับข้อเสนอความช่วยเหลือจากรัฐบาลออสเตรเลียเพื่อขอลี้ภัยเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม นายเบิร์กเผยว่า “หนึ่งในสองคนที่ตัดสินใจจะอยู่ต่อเมื่อคืนนี้ ได้พูดคุยกับเพื่อนร่วมทีมที่ตัดสินใจกลับประเทศ และเธอได้เปลี่ยนใจในที่สุด ซึ่งในออสเตรเลีย ทุกคนมีสิทธิที่จะเปลี่ยนใจและมีอิสระในการเดินทาง เราจึงเคารพการตัดสินใจของเธอ”

แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยชื่อสมาชิกที่ตัดสินใจกลับประเทศ แต่นายเบิร์กยอมรับว่าสถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้น เนื่องจากสมาชิกรายที่เปลี่ยนใจได้ติดต่อไปยังสถานทูตอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ตำแหน่งที่ตั้งของกลุ่มผู้ขอลี้ภัยรั่วไหล ทำให้ทางการออสเตรเลียต้องรีบย้ายบุคคลที่เหลือไปยังสถานที่ปลอดภัยลับทันที

สำหรับสมาชิกสองรายล่าสุดที่มีรายงานว่าแยกตัวออกมาจากทีมด้วยความช่วยเหลือของตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลียคือ โมฮัดเดสเซห์ ซอลฟี (Mohaddeseh Zolfi) กองหน้าวัย 21 ปี และ ซาห์รา ซอลตัน มอชเคห์การ์ (Zahra Soltan Moshkehkar) เจ้าหน้าที่สนับสนุนทีม

ความกังวลเรื่องสวัสดิภาพของนักเตะเพิ่มสูงขึ้น หลังจากสถานีโทรทัศน์รัฐบาลอิหร่านตราหน้ากลุ่มนักเตะว่าเป็น “คนทรยศยามสงคราม” เนื่องจากพวกเธอปฏิเสธที่จะร้องเพลงชาติระหว่างการแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์เอเชียในออสเตรเลียเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เกิดเหตุโจมตีทางอากาศในอิหร่านจนนำไปสู่การเสียชีวิตของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุด

เจ้าหน้าที่ออสเตรเลียเปิดเผยว่า ได้มีการแยกตัวนักเตะที่เหลือออกจาก “ผู้ควบคุม” ชาวอิหร่านที่สนามบินซิดนีย์ เพื่อแจ้งสิทธิและทางเลือกในการลี้ภัยอย่างอิสระโดยไม่มีการกดดัน อย่างไรก็ตาม สมาชิกส่วนใหญ่ที่เดินทางไปถึงสนามบินตัดสินใจเดินทางกลับอิหร่าน และขณะนี้คณะนักฟุตบอลหญิงได้ไปถึงกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซียแล้ว เพื่อต่อเครื่องกลับมาตุภูมิ

ทั้งนี้ นักเตะบางส่วนที่ตัดสินใจลี้ภัยถาวรได้แสดงความกังวลและสอบถามถึงความเป็นไปได้ในการช่วยเหลือครอบครัวให้ออกจากอิหร่านด้วย ขณะที่อัยการสูงสุดของอิหร่านระบุผ่านสื่อท้องถิ่นว่า สมาชิกทีมที่เหลือจะได้รับการต้อนรับกลับประเทศ “ด้วยความสงบและมั่นใจ”.

ที่มา Reuters

ฟอร์บส์เผย “อีลอน มัสก์” รวยสุดในประวัติศาสตร์ ทรัพย์สินพุ่ง 8.39 แสนล้านดอลลาร์

ฟอร์บส์เผย "อีลอน มัสก์" รวยสุดในประวัติศาสตร์ ทรัพย์สินพุ่ง 8.39 แสนล้านดอลลาร์

11 มี.ค. 2569 12:07 น.

ฟอร์บส์เผย “อีลอน มัสก์” รวยสุดในประวัติศาสตร์ ทรัพย์สินพุ่ง 8.39 แสนล้านดอลลาร์

นิตยสารฟอร์บส์เปิดเผยรายงานมหาเศรษฐีโลกประจำปี 2026 ระบุว่า อีลอน มัสก์ ยังคงครองตำแหน่งบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน โดยมีความมั่งคั่งโดยประมาณสูงถึง 8.39 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 26.45 ล้านล้านบาท) ซึ่งถือเป็นระดับความมั่งคั่งที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ขณะความมั่งคั่งรวมของมหาเศรษฐีทั่วโลกทำสถิติใหม่ทะลุ 20.1 ล้านล้านดอลลาร์

ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ทรัพย์สินของมัสก์เพิ่มขึ้นถึง 5 แสนล้านดอลลาร์ โดยมีปัจจัยหลักมาจากการประเมินมูลค่าที่สูงขึ้นของเทสลาและสเปซเอ็กซ์ ซึ่งบริษัทด้านอวกาศรายนี้กำลังตั้งเป้าที่จะเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะครั้งแรก (IPO) ภายในปี 2026 นอกจากนี้ มัสก์ยังกลายเป็นบุคคลแรกที่ก้าวข้ามตัวเลข 8 แสนล้านดอลลาร์ และอยู่ในเส้นทางที่จะกลายเป็น “เศรษฐีล้านล้าน” (Trillionaire) คนแรกของโลกในเร็วๆ นี้

แม้จะรวยล้นฟ้า แต่ในปี 2025 ที่ผ่านมาถือเป็นช่วงที่ผันผวนสำหรับมัสก์ โดยเฉพาะราคาหุ้นเทสลา ที่เคยร่วงลงอย่างหนักในช่วงต้นปี เนื่องจากกระแสการคว่ำบาตรจากผู้บริโภคที่ไม่พอใจกรณีที่เขาสนับสนุน โดนัลด์ ทรัมป์ และนักการเมืองฝ่ายขวาจัด อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นได้ดีดตัวกลับมาอย่างแข็งแกร่งในช่วงครึ่งปีหลัง หลังจากที่มัสก์ยุติบทบาทในรัฐบาลของทรัมป์

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ดันความมั่งคั่งของมัสก์ คือการที่ผู้ถือหุ้นเทสลาลงมติรับรองแพ็กเกจค่าตอบแทนมูลค่ารวมสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ หากบริษัทสามารถบรรลุเป้าหมายการผลิตและการประเมินมูลค่าตามกำหนด ซึ่งจะทำให้มัสก์ถือครองหุ้นในบริษัทเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 25 โดยเขาระบุว่าต้องการอำนาจในการตัดสินใจที่สูงพอเพื่อสร้าง “กองทัพหุ่นยนต์” ในอนาคต

เดวิด เคิร์สช์ จากมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ ให้ความเห็นว่า ตัวเลขทรัพย์สินของมัสก์ส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบของ “หุ้น” ซึ่งขึ้นอยู่กับการเก็งกำไรในอนาคต หากวัดจากทรัพย์สินจริงที่ไม่ใช่หุ้น มูลค่าอาจเหลือเพียง 1 ใน 3 ของที่ประเมินไว้ แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังคงรวยกว่าอันดับสองอย่างมหาศาลอยู่ดี โดยมัสก์เคยเผยว่าเขามีทรัพย์สินในรูปของ “เงินสด” ไม่ถึงร้อยละ 0.1 เท่านั้น

อันดับมหาเศรษฐีโลก 5 อันดับแรก (ข้อมูล ณ 1 มีนาคม 2026)

  1. อีลอน มัสก์: 8.39 แสนล้านดอลลาร์ (Tesla/SpaceX)
  2. แลร์รี เพจ: 2.57 แสนล้านดอลลาร์ (Google)
  3. เซอร์เกย์ บริน: 2.37 แสนล้านดอลลาร์ (Google)
  4. เจฟฟ์ เบซอส: 2.24 แสนล้านดอลลาร์ (Amazon)
  5. มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก: 2.22 แสนล้านดอลลาร์ (Meta)

ด้านประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 645 โดยมีทรัพย์สินประมาณ 6.5 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.04 แสนล้านบาท) หรือเพิ่มขึ้น 1.4 พันล้านดอลลาร์ รายได้ส่วนใหญ่มาจากสกุลเงินดิจิทัลที่เขาให้การสนับสนุน รวมถึงผลพวงจากการชนะคดีความในศาลอุทธรณ์นิวยอร์ก ซึ่งฟอร์บส์ ระบุว่า การดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สองส่งผลบวกต่อความมั่งคั่งของครอบครัวทรัมป์อย่างมหาศาล ทั้งจากการทำดีลในตะวันออกกลางและการทำธุรกิจในภาคส่วนต่างๆ.

ที่มา AFP

ดีไซน์เนอร์ชาวออสเตรเลียชนะคดีฟ้องร้อง “Katy Perry” ปมใช้ชื่อจดเครื่องหมายการค้าซ้ำ

ดีไซน์เนอร์ชาวออสเตรเลียชนะคดีฟ้องร้อง "Katy Perry" ปมใช้ชื่อจดเครื่องหมายการค้าซ้ำ

11 มี.ค. 2569 11:53 น.

ดีไซน์เนอร์ชาวออสเตรเลียชนะคดีฟ้องร้อง “Katy Perry” ปมใช้ชื่อจดเครื่องหมายการค้าซ้ำ

Katie Perry ดีไซเนอร์ชาวออสเตรเลียชนะคดีในศาลสูงสุด ปิดฉากคดีเครื่องหมายการค้ากับ Katy Perry นักร้องชื่อระดับโลก หลังสู้กันมานานหลายปี ศาลชี้เป็นคนละธุรกิจ ไม่ทำให้ผู้บริโภคสับสน

สื่อต่างประเทศรายงานว่า ศึกคดีความเครื่องหมายการค้าที่กินเวลานานหลายปีระหว่างดีไซเนอร์ชาวออสเตรเลียและนักร้องชื่อดังระดับโลกได้ข้อสรุปแล้วในวันนี้ (11 มี.ค.) โดยศาลสูงสุดของออสเตรเลียได้ตัดสินให้ เคที เพอร์รี (Katie Perry) ดีไซเนอร์ชาวออสเตรเลีย มีสิทธิ์ในการขายเสื้อผ้าภายใต้ชื่อแบรนด์นี้ของเธอต่อ หลังจากสู้คดีกับ เคที เพอร์รี (Katy Perry) นักร้องสาว ซูเปอร์สตาร์ชาวอเมริกันมานานหลายปี

จุดเริ่มต้นของคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อ เคที เพอร์รี (Katie Perry) ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าชาวออสเตรเลีย ได้ยื่นฟ้องร้องนักร้องสาวชื่อดังในข้อหาละเมิดเครื่องหมายการค้า โดยระบุว่าเธอได้เริ่มใช้ชื่อ “Katie Perry” เป็นเครื่องหมายการค้าแบรนด์เสื้อผ้าของเธอมาตั้งแต่ปี 2008 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่นักร้องสาวจะมีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก

อย่างไรก็ตาม ทางฝั่งนักร้องสาว เคที เพอร์รี (Katy Perry) ได้โต้แย้งว่าในขณะที่ เคที เพอร์รี เริ่มทำธุรกิจออกแบบเสื้อผ้า ผลงานเพลงของเธอก็เริ่มเป็นกระแสโด่งดังไปทั่วโลกแล้ว พร้อมทั้งพยายามเรียกร้องให้มีการเพิกถอนสิทธิ์เครื่องหมายการค้าของดีไซเนอร์รายนี้ในออสเตรเลียอีกด้วย 

โดยในปี 2024 ศาลชั้นต้นของออสเตรเลียก็ได้ตัดสินให้มีการยกเลิกสิทธิ์ในชื่อแบรนด์เสื้อผ้าดังกล่าว ตามคำร้องของฝั่งนักร้องสาวมาแล้วครั้งหนึ่ง

ทว่าล่าสุด ศาลสูงสุดของออสเตรเลียได้ตัดสินกลับคำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์ โดยให้นางเคที เพอร์รี ดีไซน์เนอร์ชาวออสเตรเลียเป็นฝ่ายชนะคดี โดยให้เหตุผลว่า ทั้งสองธุรกิจมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน จึงทำให้ไม่มีความเสี่ยงที่จะทำให้ผู้คนเกิดความสับสนระหว่างแบรนด์เสื้อผ้ากับศิลปินนักร้องชื่อดัง.

ที่มา: France24