หิมะถล่มวันเลือกตั้งญี่ปุ่น หลายจังหวัดเผชิญหิมะหนักเป็นประวัติการณ์ หวั่นกระทบผู้มาใช้สิทธิ

หิมะถล่มวันเลือกตั้งญี่ปุ่น หลายจังหวัดเผชิญหิมะหนักเป็นประวัติการณ์ หวั่นกระทบผู้มาใช้สิทธิ

8 ก.พ. 2569 16:13 น.

หิมะถล่มวันเลือกตั้งญี่ปุ่น หลายจังหวัดเผชิญหิมะหนักเป็นประวัติการณ์ หวั่นกระทบผู้มาใช้สิทธิ

ญี่ปุ่นเผชิญพายุหิมะครั้งใหญ่ในวันเลือกตั้ง โดยหิมะตกหนักปกคลุมพื้นที่กว้างขวางทั่วประเทศ สร้างความกังวลว่า หิมะตกหนักเป็นประวัติการณ์ในหลายภูมิภาคอาจกระทบต่อจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง

กระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารของญี่ปุ่นระบุว่า หน่วยเลือกตั้งราว 40% ทั่วประเทศอาจต้องปิดให้บริการเร็วกว่ากำหนด เนื่องจากสภาพอากาศเลวร้ายและความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นออกประกาศเตือนหิมะตกหนักในระดับรุนแรง ในหลายจังหวัด ได้แก่ ทตโตริ ฟุกุอิ และเกียวโต หลังระบบความกดอากาศฤดูหนาวที่รุนแรงพัดปกคลุมพื้นที่ชายฝั่งตั้งแต่ภาคเหนือไปจนถึงภาคตะวันตกของประเทศ

ในภูมิภาค คิงกิฝั่งตะวันตก คาดว่าจะมีหิมะตกสะสมสูงถึง ประมาณ 70 เซนติเมตรภายใน 24 ชั่วโมง ขณะที่พื้นที่ตอนกลางของภูมิภาคคันโต รวมถึงกรุงโตเกียว มีหิมะตกต่อเนื่องตั้งแต่วันเสาร์ ส่งผลให้มีหิมะสะสมราว 5 เซนติเมตร ปกคลุมทั่วเมือง

ก่อนหน้านี้ พื้นที่ทางตอนเหนือของญี่ปุ่นเผชิญหิมะตกหนักต่อเนื่องหลายสัปดาห์ จนทำให้ถนนหลายสายถูกปิด การคมนาคมเป็นอัมพาต และมีรายงานผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับหิมะแล้ว หลายสิบรายทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม แม้สภาพอากาศจะเลวร้ายแต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนหนึ่งยังคงฝ่าหิมะออกมาใช้สิทธิ เพื่อมีส่วนร่วมทางการเมือง ซึ่งนี่นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ ที่ญี่ปุ่นจัดการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งมีหิมะตกหนัก

โดยณ เวลา 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น อัตราผู้มาใช้สิทธิอยู่ที่ 16.05% ลดลง 3.07 จุด จากการเลือกตั้งสภาล่างครั้งก่อนในปี 2024

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจความเห็นระบุว่า พรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ของทาคาอิจิ ซึ่งครองอำนาจแทบต่อเนื่องมาหลายทศวรรษ มีแนวโน้มคว้าที่นั่งเกิน 233 ที่นั่ง เพื่อกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาล่าง 465 ที่นั่งได้อย่างไม่ยาก

บางโพลยังประเมินว่า LDP และพรรคร่วมรัฐบาลอาจได้ถึง 310 ที่นั่ง ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีเสียง เกินสองในสาม — ผลลัพธ์ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2017 ในยุคของ ชินโซ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ล่วงลับ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาทางการเมืองของทาคาอิจิ

แม้คะแนนนิยมสูง แต่ทาคาอิจิต้องเผชิญคำถามหนักเรื่อง วินัยการคลัง หลังออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 135,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อลดแรงกดดันจากเงินเฟ้อ พร้อมให้คำมั่นจะ ระงับการเก็บภาษีบริโภคสำหรับอาหาร

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นมีหนี้สาธารณะมากกว่า สองเท่าของ GDP ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวพุ่งทำสถิติสูงสุด และค่าเงินเยนผันผวนอย่างหนัก

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าว เลือกตั้งญี่ปุ่น

ม็อบมิลานปะทะเดือดตำรวจ-ลอบวางระเบิดรางรถไฟ ขณะอิตาลีจัดโอลิมปิกฤดูหนาว

ม็อบมิลานปะทะเดือดตำรวจ-ลอบวางระเบิดรางรถไฟ ขณะอิตาลีจัดโอลิมปิกฤดูหนาว

8 ก.พ. 2569 12:37 น.

ม็อบมิลานปะทะเดือดตำรวจ-ลอบวางระเบิดรางรถไฟ ขณะอิตาลีจัดโอลิมปิกฤดูหนาว

เกิดเหตุรุนแรงในเมืองเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูหนาว “มิลาน-คอร์ตินา 2026” หลังกลุ่มผู้ประท้วงปะทะตำรวจชุดควบคุมฝูงชนกลางเมืองมิลาน ขณะที่เครือข่ายรถไฟทางตอนเหนือถูกก่อวินาศกรรมและพบระเบิดแสวงเครื่อง ส่งผลให้การเดินทางหยุดชะงักครั้งใหญ่

สถานการณ์ในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ทวีความตึงเครียดในวันแรกของการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาว เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (7 ก.พ.) โดยตำรวจต้องตัดสินใจใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูงเข้าสลายกลุ่มผู้ประท้วงประมาณ 100 คน ที่แยกตัวออกมาจากขบวนประท้วงหลักเพื่อขว้างปาประทัด ระเบิดควัน และขวดน้ำใส่เจ้าหน้าที่

เหตุปะทะครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกลุ่มผู้ประท้วงราว 10,000 คน ที่ออกมาเดินขบวนคัดค้านการจัดงานโอลิมปิก โดยให้เหตุผลเรื่องค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นและปัญหาสิ่งแวดล้อม กลุ่มนักกิจกรรมระบุว่าโมเดลการพัฒนาเมืองมิลานในปัจจุบันทำให้ค่าเช่าบ้านพุ่งสูงจนประชาชนแบกรับไม่ไหว และความเหลื่อมล้ำทางสังคมทวีความรุนแรงขึ้น

สเตฟาโน นูตินี วัย 71 ปี หนึ่งในผู้ประท้วงกล่าวว่า “โอลิมปิกครั้งนี้ไม่ยั่งยืน ทั้งในแง่เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม” โดยชี้ว่าโครงการโครงสร้างพื้นฐานสร้างภาระหนักให้กับชุมชนบนภูเขา แม้คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) จะยืนยันว่าเน้นใช้สนามที่มีอยู่เดิมเพื่อความยั่งยืนก็ตาม

เหตุการณ์ในมิลานครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้ถูกควบคุมตัว 6 ราย ขณะที่ความปลอดภัยในกรุงโรมและเมืองการเงินอย่างมิลานถูกยกระดับสูงสุด หลังมีการปะทะรุนแรงในเมืองตูรินเมื่อสัปดาห์ก่อนจนมีตำรวจบาดเจ็บกว่า 100 นาย

ในวันเดียวกัน ทางการอิตาลีรายงานการก่อเหตุ “วินาศกรรมร้ายแรง” ต่อโครงข่ายรถไฟทางตอนเหนือของประเทศถึง 3 จุดใหญ่ ซึ่งส่งผลให้ขบวนรถไฟล่าช้ากว่า 2 ชั่วโมงครึ่ง กระทบต่อการเดินทางของแฟนกีฬาและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

จุดที่ร้ายแรงที่สุดเกิดขึ้นระหว่างเส้นทางเมืองโบโลญญาและเวนิส โดยเจ้าหน้าที่พบสายเคเบิลถูกตัดขาดและพบ “ระเบิดแสวงเครื่อง” วางอยู่ใกล้รางรถไฟ นอกจากนี้ยังพบเหตุลอบวางเพลิงจุดสลับรางรถไฟใกล้เมืองเปซาโรริมชายฝั่งเอเดรียติก

นายมัตเตโอ ซัลวินี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ประณามเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “การพยายามทำลายภาพลักษณ์ประเทศ” และชี้ว่าพฤติการณ์นี้คล้ายคลึงกับการก่อวินาศกรรมรถไฟในช่วงโอลิมปิกที่ปารีสเมื่อปี 2024 อย่างมาก

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิด ซึ่งยังไม่มีกลุ่มใดออกมาประกาศแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุวินาศกรรมดังกล่าว ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มข้นขึ้นในทุกจุดยุทธศาสตร์ของการจัดงาน.

ที่มา Reuters / BBC

เกาหลีเหนือเตรียมจัดประชุมพรรคแรงงาน ในรอบ 5 ปี ปลาย ก.พ. “คิม” เตรียมประกาศยุทธศาสตร์ชาติ

เกาหลีเหนือเตรียมจัดประชุมพรรคแรงงาน ในรอบ 5 ปี ปลาย ก.พ. "คิม" เตรียมประกาศยุทธศาสตร์ชาติ

8 ก.พ. 2569 12:14 น.

เกาหลีเหนือเตรียมจัดประชุมพรรคแรงงาน ในรอบ 5 ปี ปลาย ก.พ. “คิม” เตรียมประกาศยุทธศาสตร์ชาติ

เกาหลีเหนือประกาศจัดประชุมใหญ่พรรคแรงงานช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี จับตาผู้นำ “คิม จองอึน” เผยแผนยุทธศาสตร์นิวเคลียร์และนโยบายต่างประเทศท่ามกลางสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับรัสเซียและจีน พร้อมท่าทีที่แข็งกร้าวต่อสหรัฐฯ ในยุคสมัยที่ 2 ของโดนัลด์ ทรัมป์

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) รายงานว่า คณะกรรมการบริหารพรรคแรงงานแห่งเกาหลีภายใต้การนำของผู้นำสูงสุด คิม จองอึน ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้จัดการประชุมใหญ่พรรคแรงงานครั้งที่ 9 ขึ้น ณ กรุงเปียงยาง ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการระบุวันแน่ชัดหรือเปิดเผยวาระการประชุมอย่างเป็นทางการ

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นเหตุการณ์ทางการเมืองที่สำคัญที่สุดของเกาหลีเหนือ เนื่องจากเป็นการประชุมใหญ่ครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2021 และเกิดขึ้นในวาระที่นายคิม จองอึน ก้าวเข้าสู่ปีที่ 15 ของการกุมอำนาจ โดยคาดว่าจะเป็นเวทีสำหรับการสรุปผลสำเร็จของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและกองกำลังนิวเคลียร์ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา 

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า นายคิมจะใช้โอกาสนี้ประกาศขยายแสนยานุภาพทางทหารอย่างก้าวกระโดด โดยมีเป้าหมายในการอัปเกรดขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) แบบใช้เชื้อเพลิงแข็ง, ดาวเทียมจารกรรม และเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ขณะที่ด้านเศรษฐกิจจะมุ่งเน้นไปที่นโยบาย “พึ่งพาตนเอง” (Self-sustenance) และการลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและชนบท

สิ่งที่ทั่วโลกจับตามองมากที่สุดคือนโยบายต่างประเทศ โดยเฉพาะสายสัมพันธ์กับประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ที่แน่นแฟ้นขึ้นจากการสนับสนุนด้านการทหารในสงครามยูเครน ซึ่งส่งผลให้เกาหลีเหนือได้รับทั้งเทคโนโลยี อาวุธ และทรัพยากรอาหารเป็นการตอบแทน รวมถึงความสัมพันธ์กับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ที่กลับมาฟื้นตัวอย่างมั่นคงหลังการเยือนกรุงปักกิ่งเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

แม้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะเพิ่งสาบานตนเข้ารับตำแหน่งสมัยที่ 2 เมื่อเดือนมกราคม 2568 แต่ท่าทีของนายคิมยังคงเย็นชา โดยเขายืนกรานปฏิเสธข้อเสนอการเจรจา และย้ำว่าสหรัฐฯ ต้องยกเลิกเงื่อนไขการปลดอาวุธนิวเคลียร์ก่อนเท่านั้นจึงจะมีการหารือเกิดขึ้น พร้อมกันนี้ยังคงเดินหน้านโยบาย “สองรัฐที่เป็นศัตรู” (Hostile Two-State Policy) ต่อเกาหลีใต้ ซึ่งสะท้อนถึงการเตรียมตัวรับมือกับสภาวะสงครามเย็นยุคใหม่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกอย่างเต็มรูปแบบ

ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัยในเกาหลีใต้ชี้ว่า ปัจจุบันผู้นำคิมอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบมากกว่าการประชุมครั้งก่อนในปี 2564 เนื่องจากเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจากการค้าชายแดนและการส่งออกยุทโธปกรณ์ ทำให้เขามี “ทางเลือก” ในการกำหนดนโยบายที่กล้าหาญและท้าทายระเบียบโลกได้มากขึ้น.

ที่มา Associated Press

ซีอีโอวอชิงตันโพสต์ประกาศลาออก หลังปลดพนักงานครั้งใหญ่ สหภาพจี้ “ถึงเวลาต้องเปลี่ยน”

ซีอีโอวอชิงตันโพสต์ประกาศลาออก หลังปลดพนักงานครั้งใหญ่ สหภาพจี้ "ถึงเวลาต้องเปลี่ยน"

8 ก.พ. 2569 10:59 น.

ซีอีโอวอชิงตันโพสต์ประกาศลาออก หลังปลดพนักงานครั้งใหญ่ สหภาพจี้ “ถึงเวลาต้องเปลี่ยน”

“วิลล์ ลูอิส” ซีอีโอและผู้จัดพิมพ์หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ประกาศลาออกจากตำแหน่ง หลังสร้างความขัดแย้งในองค์กรมาอย่างยาวนาน ล่าสุดเพิ่งสั่งปลดพนักงานออกถึง 1 ใน 3  หรือราว 300 คน ขณะที่สหภาพแรงงานจี้ “เจฟฟ์ เบซอส” ยกเลิกคำสั่งปลดคนทันที หรือไม่ก็ขายกิจการให้ผู้ที่พร้อมลงทุนจริง

วิลล์ ลูอิส (Will Lewis) ผู้อำนวยการจัดพิมพ์และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือ ซีอีโอ หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งแล้ว โดยการตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่เขาเพิ่งสั่งเลิกจ้างพนักงานครั้งใหญ่ทั่วทั้งองค์กร

ลูอิส ซึ่งเป็นอดีตผู้บริหารระดับสูงจากดาวโจนส์ และวอลล์สตรีทเจอร์นัล เข้ารับตำแหน่งที่วอชิงตันโพสต์ ในปี 2023 ท่ามกลางภาวะขาดทุนอย่างหนักของหนังสือพิมพ์ โดยเขาได้กล่าวในข้อความอำลาพนักงานว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผมจำเป็นต้องตัดสินใจในเรื่องที่ยากลำบาก เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้องค์กรสามารถนำเสนอข่าวคุณภาพที่เป็นกลางต่อผู้อ่านต่อไปได้”

อย่างไรก็ตาม การบริหารของลูอิสถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะเหตุการณ์เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ( ก.พ.) ซึ่งมีการสั่งปลดพนักงานออกถึง 1 ใน 3 ของทั้งหมด คิดเป็นนักข่าวจำนวน 300 คนจาก 800 คน ครอบคลุมทุกแผนก จนอดีตบรรณาธิการบริหารอย่าง มาร์ตี้ บารอน ถึงกับระบุว่านี่คือ “วันมืดมนที่สุด” ในประวัติศาสตร์ของหนังสือพิมพ์

ในช่วงที่ลูอิสกุมบังเหียน เขาต้องเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่นหลายระลอก ทั้งการสูญเสียสมาชิกนับแสนราย หลังจากมีนโยบายงดประกาศสนับสนุนผู้สมัครประธานาธิบดีสหรัฐฯ และการปรับเนื้อหาในส่วนบทวิจารณ์ไปในทิศทางเสรีนิยมใหม่ 

นอกจากนี้ เขายังเคยเผชิญกับกระแสต่อต้านจากคนในกองบรรณาธิการ หลังพยายามดึงตัวพนักงานเก่าที่เคยมีส่วนพัวพันกับคดีอื้อฉาวเรื่องการแฮ็กข้อมูลโทรศัพท์ในอังกฤษมาร่วมงาน รวมถึงความขัดแย้งกับอดีตบรรณาธิการบริหารหญิง แซลลี่ บัซบี จนนำไปสู่การลาออกของเธอ

ทางด้าน สหภาพแรงงานวอชิงตันโพสต์ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานของพนักงาน ได้ออกแถลงการณ์ว่า “การลาออกของลูอิสเป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้นตั้งนานแล้ว” พร้อมระบุว่ามรดกที่เขาทิ้งไว้คือความพยายามทำลายสถาบันสื่อสารมวลชนอันยิ่งใหญ่ พร้อมเรียกร้องให้เจ้าของอย่าง เจฟฟ์ เบซอส ยกเลิกการเลิกจ้างพนักงานทันที หรือพิจารณาขายกิจการให้แก่ผู้ที่พร้อมจะลงทุนเพื่ออนาคตของสื่อจริงๆ

ในระหว่างนี้ เจฟฟ์ โดโนฟริโอ (Jeff D’Onofrio) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ซึ่งเคยมีประสบการณ์บริหารที่กูเกิล และยาฮู จะเข้ารับตำแหน่งรักษาการซีอีโอแทน โดยเขาได้ให้คำมั่นต่อพนักงานว่า จะใช้ข้อมูลของผู้บริโภคเป็นหัวใจสำคัญในการตัดสินใจ เพื่อส่งมอบคุณค่าที่ตรงใจผู้อ่านมากที่สุด

ทางด้าน เจฟฟ์ เบซอส มหาเศรษฐีเจ้าของกิจการ ได้ให้ความเห็นว่าความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือ “โอกาสพิเศษ” ที่จะทำให้หนังสือพิมพ์บรรลุพันธกิจทางวารสารศาสตร์และเดินหน้าสู่ความสำเร็จต่อไป.

ที่มา Reuters

ญี่ปุ่นจัดเลือกตั้ง “ทาคาอิจิ” วัดใจประชาชน ลุ้นคว้าชัยขาดลอย

ญี่ปุ่นจัดเลือกตั้ง "ทาคาอิจิ" วัดใจประชาชน ลุ้นคว้าชัยขาดลอย

8 ก.พ. 2569 10:25 น.

ญี่ปุ่นจัดเลือกตั้ง “ทาคาอิจิ” วัดใจประชาชน ลุ้นคว้าชัยขาดลอย

ชาวญี่ปุ่นออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร หลังนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ตัดสินใจยุบสภาเพียงไม่กี่เดือนหลังรับตำแหน่ง ผลโพลชี้พรรครัฐบาล มีสิทธิกวาดที่นั่งเกินครึ่งสภาแบบเบ็ดเสร็จ แม้ต้องเผชิญอุปสรรคทั้งพายุหิมะและเสียงวิจารณ์ด้านนโยบายเศรษฐกิจและต่างประเทศ

ประเทศญี่ปุ่นจัดการเลือกตั้งทั่วไปก่อนกำหนดครั้งสำคัญ โดยประชาชนหลายล้านคนเดินทางเข้าคูหาเพื่อเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นการ “เดิมพันครั้งใหญ่” ของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งจากมติของรัฐสภาเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และตัดสินใจยุบสภาอย่างรวดเร็วเพื่อขอ “อาณัติ” โดยตรงจากประชาชน

ผลการสำรวจความคิดเห็นล่าสุด พรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ของนางทาคาอิจิ ซึ่งจับมือเป็นพันธมิตรกับพรรค “นวัตกรรมญี่ปุ่น” ถูกคาดหมายว่าจะสามารถคว้าเก้าอี้ได้ถึง 300 ที่นั่ง จากทั้งหมด 465 ที่นั่ง ซึ่งจะทำให้พรรคแอลดีพีกลับมาครองอำนาจเบ็ดเสร็จอีกครั้ง หลังจากที่เคยสูญเสียการควบคุมทั้งสองสภาไปเมื่อปีที่ผ่านมา
แม้จะเป็นนักการเมืองสายอนุรักษนิยมสุดโต่ง แต่นางทาคาอิจิวัย 64 ปี กลับสร้างปรากฏการณ์ความนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ (อายุ 18-30 ปี) อย่างไม่น่าเชื่อ  โดยมีผู้ติดตามทาง X สูงถึง 2.6 ล้านคน และวิดีโอแคมเปญเลือกตั้งมียอดชมทะลุ 100 ล้านครั้งภายใน 10 วัน โดยคะแนนนิยมของรัฐบาลเพิ่มขึ้นกว่า 70% ต่อเนื่อง

นอกจากนี้ เธอยังกลายเป็นไอคอนด้านแฟชั่นที่เรียกว่า “ซานามาเนีย” โดยกระเป๋าหนังสีดำที่เธอใช้มักจะขายหมดเกลี้ยง หรือแม้แต่ปากกาสีชมพูที่เธอใช้ในงานแถลงข่าวครั้งแรกก็กลายเป็นไวรัล นักสังคมวิทยาชี้ว่า สิ่งนี้สะท้อนความต้องการ “ความเปลี่ยนแปลง” ของชาวญี่ปุ่นที่เบื่อหน่ายกับการเมืองแบบเดิมๆ ที่ผูกขาดโดยนักการเมืองชายอาวุโส

ในด้านนโยบาย นางทาคาอิจิชูแคมเปญลดภาษีและให้เงินอุดหนุนเพื่อดึงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่ามาตรการเหล่านี้อาจซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ซบเซาและเพิ่มภาระหนี้สาธารณะให้กับญี่ปุ่น

ขณะที่ด้านต่างประเทศ เธอถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดในฐานะ “สายเหยี่ยว” หลังสร้างความไม่พอใจให้กับรัฐบาลปักกิ่งจากการเสนอให้ญี่ปุ่นใช้กองกำลังป้องกันตนเองหากจีนโจมตีไต้หวัน ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่น-จีน ตกต่ำที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ ในทางกลับกัน เธอได้รับการสนับสนุนอย่างเปิดเผยจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นความเคลื่อนไหวที่หาได้ยากจากผู้นำอเมริกา

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการบางส่วนเห็นว่า ความนิยมส่วนตัวอาจไม่แปรเปลี่ยนเป็นคะแนนเสียงทั้งหมด เนื่องจากการเลือกตั้งเป็นระบบรัฐสภา และผู้สมัครแอลดีพีหลายคนเคยพัวพันคดีอื้อฉาว โดยพรรคยังเผชิญผลกระทบจากคดีระดมทุนผิดกฎหมายตั้งแต่ปี 2023

นอกจากนั้น การเลือกตั้งครั้งนี้ยังมีตัวแปรสำคัญคือ “สภาพอากาศ” โดยหิมะที่ตกหนักในภูมิภาคทางตอนเหนือและตะวันตก ส่งผลให้ยอดผู้ใช้สิทธิล่วงหน้าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาลดลงราว 2.5% เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งปี 2024 นอกจากนี้ พรรคแอลดีพียังต้องเผชิญกับฝ่ายค้านที่เหนียวแน่นขึ้น หลังจากพรรค “โคเมอิโตะ” ซึ่งเป็นอดีตพันธมิตรรัฐบาล ตัดสินใจหันไปจับมือกับพรรคประชาธิปไตยรัฐธรรมนูญ (ซีดีพี) เพื่อเป็นขั้วอำนาจใหม่ในการตรวจสอบรัฐบาล

ขณะที่รัฐบาลยังต้องอธิบายให้ประชาชนเชื่อมั่นว่า มาตรการใช้งบประมาณจำนวนมากจะไม่ซ้ำเติมปัญหาหนี้และความเปราะบางทางการคลัง ขณะที่นักวิชาการเตือนว่า นโยบายยังไม่แก้ปัญหาผลิตภาพต่ำและค่าแรงที่หยุดนิ่ง

หากผลการเลือกตั้งออกมาตามโพล นางทาคาอิจิจะก้าวขึ้นเป็น “สตรีเหล็กแห่งญี่ปุ่น” อย่างเต็มตัวตามรอย มาร์กาเร็ต แธตเชอร์ ไอดอลของเธอ และจะกลายเป็นผู้นำที่มีอำนาจการตัดสินใจสูงสุดในการปฏิรูปกองทัพและเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในยุคใหม่.

ที่มา BBC

อิตาลีเร่งสืบ มือมืดก่อวินาศกรรม โจมตีเครือข่ายรถไฟ 3 จุด

อิตาลีเร่งสืบ มือมืดก่อวินาศกรรม โจมตีเครือข่ายรถไฟ 3 จุด

8 ก.พ. 2569 04:02 น.

อิตาลีเร่งสืบ มือมืดก่อวินาศกรรม โจมตีเครือข่ายรถไฟ 3 จุด

ตำรวจอิตาลีกำลังสืบสวนเหตุก่อวินาศกรรมที่เกิดขึ้นกับเครือข่ายรถไฟในภาคเหนือของประเทศ 3 จุด โดยพวกเขาเชื่อว่า เหตุการณ์นี้อาจเกี่ยวข้องกับการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวที่กำลังดำเนินอยู่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 7 ก.พ. 2569 ว่า เจ้าหน้าที่ของอิตาลีระบุว่า เกิดเหตุต้องสงสัยว่าเป็นการก่อวินาศกรรมโจมตีเครือข่ายรถไฟทางตอนเหนือของประเทศ ส่งผลให้การเดินทางในภูมิภาคได้รับผลกระทบอย่างหนัก ขณะที่ผู้คนจำนวนมากมารวมตัวกันเพื่อร่วมพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว

ตำรวจอิตาลีระบุว่า เกิดเหตุโจมตีแยกกัน 3 จุด สร้างความเสียหายแก่รางรถไฟ โดยเจ้าหน้าที่เชื่อว่า แรงจูงใจมีความเชื่อมโยงกับการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาว

เกิดเหตุลอบวางเพลิงสวิตช์รางรถไฟใกล้กับเมืองเปซาโร บริเวณชายฝั่งทะเลเอเดรียติก หลังจากนั้นหลายชั่วโมง ตำรวจตรวจพบสายเคเบิลไฟฟ้าที่ถูกตัดใกล้กับเมืองโบโลญญา พร้อมกับวัตถุระเบิดแบบง่ายที่ถูกวางทิ้งไว้ใกล้รางรถไฟในบริเวณใกล้เคียง

กระทรวงคมนาคมอิตาลีเรียกเหตุการณ์เหล่านี้ว่าเป็นการ “ก่อวินาศกรรมร้ายแรง” ซึ่งคล้ายกับการโจมตีที่เกิดขึ้นช่วงโอลิมปิกที่ปารีสในปี 2567

ทั้งนี้ สถานีรถไฟของโบโลญญาเป็นศูนย์กลางการคมนาคมที่สำคัญของอิตาลี เชื่อมต่อเมืองต่างๆ ทั้งทางเหนือและทางใต้ และเส้นทางตะวันออกไปยังตะวันตก

โฆษกตำรวจของอิตาลีกล่าวก่อนหน้านี้ว่า พวกเขากำลังสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยจนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครหรือกลุ่มใดออกมาอ้างตัวเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านขู่ถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง หากวอชิงตันเปิดฉากโจมตี

อิหร่านขู่ถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง หากวอชิงตันเปิดฉากโจมตี

8 ก.พ. 2569 03:30 น.

อิหร่านขู่ถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง หากวอชิงตันเปิดฉากโจมตี

รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านเตือนว่า จะโจมตีฐานทัพของสหรัฐฯ ที่ตั้งอยู่ในตะวันออกกลาง หากวอชิงตันเปิดฉากโจมตีประเทศของพวกเขา

เมื่อวันเสาร์ที่ 17 ก.พ. 2569 นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านเตือนว่า อิหร่านจะโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง หากถูกโจมตีโดยกองกำลังสหรัฐฯ ที่ระดมพลอยู่ในภูมิภาคนี้ พร้อมทั้งยืนยันว่าสิ่งนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นการโจมตีประเทศที่ให้ตั้งฐานทัพเหล่านั้น

“การโจมตีดินแดนของอเมริกาคงเป็นไปไม่ได้ แต่เราจะโจมตีฐานทัพของพวกเขาในภูมิภาคนี้” นายอารักชีกล่าว “เราจะไม่โจมตีประเทศเพื่อนบ้าน แต่เราจะโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ที่ตั้งอยู่ในประเทศเหล่านั้น มันมีความแตกต่างกันมากระหว่างสองสิ่งนี้”

คำพูดของนายอารักชีที่ให้การสัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์อัลจาซีราของกาตาร์ เกิดขึ้นเพียง 1 วัน หลังจากเตหะรานและวอชิงตันให้คำมั่นว่าจะเจรจานิวเคลียร์ทางอ้อมต่อไป หลังทั้งสองฝ่ายระบุว่า การหารือที่ประเทศโอมานเมื่อวันศุกร์เป็นไปในเชิงบวก

แม้ว่าอารักชีกล่าวว่ายังไม่มีการกำหนดวันสำหรับการเจรจารอบต่อไป แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่าการเจรจาอาจเกิดขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์หน้า “เราและวอชิงตันเชื่อว่าควรจะจัดขึ้นในเร็วๆ นี้” อารักชีกล่าว

ก่อนหน้านี้ นายทรัมป์ขู่ว่าจะโจมตีอิหร่าน และเสริมกำลังกองทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเรียกร้องให้อิหร่านเลิกการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ซึ่งเป็นการกระทำที่อาจนำไปสู่การสร้างระเบิดนิวเคลียร์ ตลอดจนหยุดการพัฒนาขีปนาวุธทิ้งตัว (ballistic missile) และยุติการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธทั่วภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม อิหร่านยืนยันมาตลอดว่า พวกเขาไม่ได้มีความตั้งใจที่จะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และถึงแม้ว่าทั้งฝ่ายอิหร่านกับสหรัฐฯ ต่างแสดงความพร้อมที่จะรื้อฟื้นการทูตเกี่ยวกับข้อพิพาทนิวเคลียร์อันยาวนานนี้ แต่นายอารักชีก็ยืนกรานปฏิเสธที่จะขยายขอบเขตการเจรจาออกไปยังเรื่องอื่นๆ

“การหารือใดๆ จำเป็นต้องงดเว้นจากการขู่เข็ญและความกดดัน (เตหะราน) จะหารือเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์เท่านั้น… เราจะไม่หารือประเด็นอื่นใดกับสหรัฐฯ” นายอารักชีกล่าว

ฝ่ายอิหร่านระบุด้วยว่า พวกเขาต้องการให้สิทธิ์ในการเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมของประเทศ ได้รับการยอมรับ และว่าหากพวกเขานำเรื่องโครงการขีปนาวุธเข้าสู่โต๊ะเจรจา มันอาจทำให้อิหร่านตกอยู่ในความเสี่ยงต่อการโจมตีของอิสราเอลได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

WHO เผย ไวรัสนิปาห์คร่า 1 ศพ ในบังกลาเทศ

WHO เผย ไวรัสนิปาห์คร่า 1 ศพ ในบังกลาเทศ

8 ก.พ. 2569 01:50 น.

WHO เผย ไวรัสนิปาห์คร่า 1 ศพ ในบังกลาเทศ

บังกลาเทศพบผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสนิปาห์ 1 ศพ โดยเธอไม่มีประวัติเดินทางไปต่างประเทศ ขณะที่ WHO ยืนยันว่า ความเสี่ยงระบาดยังคงต่ำ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า องค์การอนามัยโลกเปิดเผยในวันที่ 6 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมาว่า หญิงรายหนึ่งในพื้นที่ทางตอนเหนือของบังกลาเทศ เสียชีวิตหลังจากติดเชื้อไวรัส “นิปาห์” (Nipah) เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

ข่าวการเสียชีวิตของหญิงรายนี้ เกิดขึ้นตามหลังการพบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ 2 รายในประเทศอินเดียซึ่งอยู่ติดกับบังกลาเทศ จุดกระแสความกังวลเรื่องการระบาด ส่งผลให้สนามบินหลายแห่งในทวีปเอเชียต้องเพิ่มมาตรการคัดกรอง

WHO ระบุเพิ่มเติมว่า ผู้ป่วยในบังกลาเทศรายนี้มีอายุระหว่าง 40 ถึง 50 ปี เริ่มแสดงอาการที่สอดคล้องกับไวรัสนิปาห์เมื่อวันที่ 21 มกราคม ได้แก่ ไข้สูงและปวดศีรษะ ตามมาด้วยอาการน้ำลายไหลมาก สับสนมึนงง และชัก

เธอเสียชีวิตในอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา และ 1 วันหลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ก็ยืนยันว่าเธอติดเชื้อไวรัสนิปาห์

WHO ระบุว่า ผู้ติดเชื้อรายนี้ไม่มีประวัติการเดินทางไปต่างประเทศ โดยบุคคลจำนวน 35 รายที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยรายนี้กำลังอยู่ในระหว่างการเฝ้าระวัง และมีผลตรวจหาเชื้อเป็นลบทุกคน และจนถึงขณะนี้ยังไม่พบผู้ติดเชื้อเพิ่มเติม

อนึ่ง นิปาห์เป็นไวรัสที่แพร่กระจายผ่านผลิตภัณฑ์ที่ปนเปื้อนจากค้างคาวที่ติดเชื้อเป็นหลัก เช่น ผลไม้ โดยเชื้อนี้อาจทำให้เสียชีวิตได้สูงถึง 75% ของผู้ติดเชื้อทั้งหมด แต่ไม่ได้แพร่กระจายระหว่างคนสู่คนได้ง่ายดายนัก

บังกลาเทศมีรายงานพบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์เกือบทุกปี โดยในปี 2568 พบผู้เสียชีวิตถึง 4 ศพ ส่วนหญิงที่เสียชีวิตรายล่าสุดมีประวัติเคยดื่มน้ำหวานสดจากต้นอินทผลัม แต่มีความเสี่ยงสูงที่จะปนเปื้อนสารคัดหลั่งจากค้างคาวแม่ไก่ แต่ยังไม่มีการยืนยันว่าเธอติดเชื้อเพราะสาเหตุนี้หรือไม่

หลายประเทศรวมถึงสิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย และปากีสถาน ได้เริ่มมาตรการตรวจวัดอุณหภูมิที่สนามบิน หลังจากอินเดียรายงานว่าพบผู้ติดเชื้อไวรัสนี้ในรัฐเบงกอลตะวันตก

อย่างไรก็ตาม WHO ยืนยันว่า ความเสี่ยงของการแพร่ระบาดของโรคในระดับนานาชาติยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำ และไม่ได้แนะนำให้มีการจำกัดการเดินทางหรือการค้าใดๆ โดยอิงจากข้อมูลในปัจจุบัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ผู้นำยูเครนเผย สหรัฐฯ ต้องการให้สงคราม จบภายในเดือนมิถุนายน

ผู้นำยูเครนเผย สหรัฐฯ ต้องการให้สงคราม จบภายในเดือนมิถุนายน

8 ก.พ. 2569 00:37 น.

ผู้นำยูเครนเผย สหรัฐฯ ต้องการให้สงคราม จบภายในเดือนมิถุนายน

โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี เผยว่า สหรัฐฯ ต้องการให้สงครามระหว่างยูเครนกับรัสเซียจบลงภายในเดือนมิถุนายน โดยมีการเชิญทีมเจรจาของสองฝ่ายไปหารือกันที่สหรัฐฯ ด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 7 ก.พ. 2569 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กล่าวว่า สหรัฐฯ ต้องการให้สงครามกับรัสเซียยุติลงภายในเดือนมิถุนายน พร้อมเสริมว่าทั้งสองฝ่ายได้รับเชิญให้ไปเจรจาที่สหรัฐฯ ในสัปดาห์หน้า

“อเมริกาเสนอเป็นครั้งแรกให้ทีมเจรจาทั้งสองฝ่าย คือยูเครนและรัสเซีย มาพบกันที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งน่าจะเป็นที่ไมอามี ในอีกหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้า เรายืนยันการเข้าร่วมของเราแล้ว” เซเลนสกีบอกกับผู้สื่อข่าว

ฝ่ายสหรัฐฯ กับรัสเซียยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นใดๆ ต่อคำพูดของนายเซเลนสกี ขณะที่กองทัพมอสโกยังคงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดไฟดับเป็นวงกว้างท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาวจัด

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ของยูเครน, รัสเซีย และสหรัฐฯ เพิ่งเสร็จสิ้นการประชุมไตรภาคีรอบ 2 ที่กรุงอาบูดาบี เมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยไม่มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญใดๆ

เซเลนสกีเล่าเกี่ยวกับการประชุมดังกล่าวให้ผู้สื่อข่าวฝังในวันเสาร์ว่า ประเด็นยากลำบากหลายอย่างยังคงเป็นเรื่องยากเหมือนเดิม รวมถึงการยอมเสียสละดินแดนที่ยูเครนกำลังถูกกดดันให้ทำ

ผู้นำยูเครนกล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายได้หารือกันเป็นครั้งแรกถึงความเป็นไปได้ในการประชุมสามฝ่ายระหว่างผู้นำ ไม่ใช่เพียงแค่ตัวแทนเหมือนที่ผ่านมา แต่เตือนด้วยว่า จำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมในเรื่ององค์ประกอบต่างๆ สำหรับเรื่องนี้

เมื่อถูกถามว่ามีการกำหนดกรอบเวลาสำหรับข้อตกลงหรือไม่ เซเลนสกีตอบว่า “ฝ่ายอเมริกันบอกว่าพวกเขาต้องการทำทุกอย่างให้เสร็จภายในเดือนมิถุนายน”

“ทำไมต้องก่อนฤดูร้อนนี้น่ะหรือ? เราเข้าใจว่า ประเด็นภายในประเทศของสหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบ” นายเซเลนสกีกล่าว “ประเด็นเหล่านี้รวมถึง การเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสมดุลอำนาจในรัฐบาลสหรัฐฯ ได้”

อีกด้านหนึ่ง การโจมตีของรัสเซียในยูเครนยังคงดำเนินต่อไป โดยนายเดนิส ชมีฮาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของยูเครน ระบุว่า สถานีไฟฟ้าย่อย ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมกระแสไฟฟ้า และสายส่งไฟฟ้าแรงสูง ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของรัสเซีย

เซเลนสกีเผยว่า การโจมตีของรัสเซียเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา มีการใช้โดรนกว่า 400 ลำ และขีปนาวุธอีก 40 ลูก ซึ่งกองทัพยูเครนสามารถสกัดกั้นส่วนใหญ่ได้ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

บ.คริปโตเกาหลีพลาด แจกบิตคอยน์ 6.2 แสนเหรียญ ให้ลูกค้านับร้อยราย

บ.คริปโตเกาหลีพลาด แจกบิตคอยน์ 6.2 แสนเหรียญ ให้ลูกค้านับร้อยราย

7 ก.พ. 2569 22:50 น.

บ.คริปโตเกาหลีพลาด แจกบิตคอยน์ 6.2 แสนเหรียญ ให้ลูกค้านับร้อยราย

แพลตฟอร์มซื้อขายเงินคริปโตของเกาหลีใต้แจกรางวัลผิด เผลอส่งบิตคอยน์จำนวนรวมกว่า 6.2 แสนเหรียญ มูลค่ากว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่ลูกค้าหลายร้อยรายโดยไม่ตั้งใจ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บริษัท บิตธัมบ์ (Bithumb) ศูนย์ซื้อขายแลกเปลี่ยนสกุลเงินคริปโตรายใหญ่ของเกาหลีใต้ เปิดเผยเมื่อวันเสาร์ที่ 7 ก.พ. 2569 ว่า พวกเขาได้มอบเงินบิตคอยน์มูลค่ารวมกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.26 ล้านล้านบาท) ให้แก่ลูกค้าหลายร้อยรายโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งส่งผลให้เกิดการเทขายอย่างหนักบนศูนย์ซื้อขายแห่งนี้

รายงานข่าวระบุว่า บิตธัมบ์ วางแผนที่จะแจกรางวัลเป็นเงินสดจำนวนเล็กน้อยประมาณ 2,000 วอน (ราว 43 บาท) หรือมากกว่านั้น ให้กับผู้ใช้งานแต่ละรายเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมส่งเสริมการขาย แต่ผู้โชคดีกลับได้รับบิตคอยน์รายละประมาณ 2,000 เหรียญบิตคอยน์แทน

หลังเกิดเหตุ บิตธัมบ์ ออกมาขอโทษต่อกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยยืนยันว่า ระงับการซื้อขายและการถอนเงินของลูกค้า 695 รายที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ได้ภายใน 35 นาทีหลังเกิดเหตุ และตอนนี้สามารถเรียกคืนบิตคอยน์จำนวน 620,000 เหรียญที่แจก กลับคืนมาได้แล้ว 99.7%

“เราขอชี้แจงให้ทราบว่าเหตุการณ์นี้ไม่เกี่ยวข้องกับการแฮกจากภายนอกหรือการละเมิดความปลอดภัย และไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของระบบหรือการจัดการสินทรัพย์ของลูกค้า” บิตธัมบ์ยืนยันในแถลงการณ์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna