นักการเมืองออสเตรเลียรับ พิมพ์แชตหลุด “งานโคตรน่าเบื่อ” ระหว่างประชุมสภา

นักการเมืองออสเตรเลียรับ พิมพ์แชตหลุด "งานโคตรน่าเบื่อ" ระหว่างประชุมสภา

6 ส.ค. 2569 10:52 น.

นักการเมืองออสเตรเลียรับ พิมพ์แชตหลุด “งานโคตรน่าเบื่อ” ระหว่างประชุมสภา

นายมาร์ก พาร์ตัน ผู้นำฝ่ายค้านเขตกรุงแคนเบอร์ราของออสเตรเลีย ยอมรับว่าเป็นผู้ส่งข้อความระบุว่า “งานผมโคตรน่าเบื่อ” ระหว่างเข้าร่วมการพิจารณางบประมาณ หลังเกิดกระแสแชตหลุดแฉว่อนโซเชียล แต่ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าข้อความดังกล่าวส่งถึงหญิงค้าบริการทางเพศ พร้อมอ้างเป็นเรื่องส่วนตัวและถูกผู้ไม่หวังดีกลั่นแกล้ง

นายมาร์ก พาร์ตัน (Mark Parton) ผู้นำพรรคเสรีนิยมประจำเขตปกครองพิเศษเมืองหลวงออสเตรเลีย (ACT) ยอมรับอย่างเปิดเผยในระหว่างการแถลงข่าวว่า เขาเป็นผู้พิมพ์ข้อความหลุดว่า “งานผมโคตรน่าเบื่อ” (f*** my job is boring) ระหว่างเข้าร่วมการพิจารณางบประมาณของสภานิติบัญญัติเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้ส่งข้อความดังกล่าวให้หญิงค้าบริการตามที่มีการร้องเรียน

พาร์ตันเปิดเผยเรื่องนี้ในการแถลงข่าวหลังมีการร้องเรียนแบบไม่เปิดเผยชื่อกล่าวหาว่า เขาส่งข้อความดังกล่าวให้หญิงค้าบริการระหว่างการประชุม โดยมีรายงานว่าภาพข้อความถูกนำไปเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมภาพที่อ้างว่าถ่ายจากภายในห้องประชุม

พาร์ตันยอมรับว่าเขาเป็นผู้เขียนข้อความดังกล่าวจริง แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้ส่งให้หญิงค้าบริการ และปฏิเสธที่จะเปิดเผยว่าข้อความถูกส่งถึงใคร โดยให้เหตุผลว่าเป็นเรื่องส่วนตัวและไม่ใช่ประเด็นที่อยู่ในความสนใจของสาธารณชน

เมื่อถูกถามหลายครั้งว่าเคยติดต่อหรือใช้บริการหญิงค้าบริการหรือไม่ พาร์ตันปฏิเสธที่จะตอบโดยตรง พร้อมตั้งคำถามกลับว่า เหตุใดจึงมีการนำประเด็นดังกล่าวมาถาม และย้ำว่าเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวข้องถูกยุติแล้ว

พาร์ตันระบุว่า เขาได้รับแจ้งจากเคน คริสปิน กรรมาธิการมาตรฐานของสภานิติบัญญัติ ACT ว่า จะไม่มีการสอบสวนเรื่องร้องเรียนดังกล่าว โดยกรรมาธิการสามารถตัดสินใจไม่สอบสวนได้ หากเห็นว่าหลักฐานไม่เพียงพอ เรื่องร้องเรียนไม่มีมูล หรือมีแรงจูงใจทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง

พาร์ตันยังระบุว่า ได้ส่งเรื่องดังกล่าวให้ตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย หรือ AFP ตรวจสอบ โดยกล่าวว่าเขากำลังได้รับความเสียหายจากบุคคลที่พยายามทำลายชื่อเสียง และเห็นว่าควรให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบหากมีความพยายามกลั่นแกล้งหรือสร้างความเสียหาย

สำหรับข้อความที่เขาส่งระหว่างการพิจารณางบประมาณ พาร์ตันกล่าวว่า เขาไม่แน่ใจว่าจะรู้สึกเสียใจกับเรื่องนี้หรือไม่ พร้อมอธิบายว่า การประชุมพิจารณางบประมาณเป็นกระบวนการที่ใช้เวลานาน และแม้เขาจะมองว่าการประชุมบางช่วงค่อนข้างน่าเบื่อ แต่ฝ่ายค้านยังคงทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น

เขายังยืนยันว่า ตนทำงานหนักและเพิ่งทำงานถึงประมาณ 80 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ พร้อมระบุว่า ไม่ควรตัดสินการทำงานของเขาจากข้อความส่วนตัวเพียงข้อความเดียว แต่ควรพิจารณาจากผลงานและการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล พาร์ตันยืนยันว่าจะไม่ลาออกจากตำแหน่ง และยังได้รับการสนับสนุนจากพรรคและประชาชนในเขตเลือกตั้งของเขา

ด้านแอนดรูว์ บาร์ นายกรัฐมนตรีแห่งเขตนครหลวงออสเตรเลีย กล่าวว่า การพิจารณางบประมาณเป็นกระบวนการที่ใช้เวลานาน และไม่ใช่เรื่องน่าแปลกหากสมาชิกสภาจะรู้สึกเบื่อในบางช่วง แต่เห็นว่าการส่งข้อความระหว่างการประชุมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง พร้อมย้ำว่าเรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลของเขา

พาร์ตันเป็นผู้นำพรรคเสรีนิยม ACT คนที่ 3 นับตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2024 และดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน หลังลีแอนน์ แคสต์ลีย์ ลาออกจากพรรคและไปนั่งเป็นสมาชิกอิสระ ท่ามกลางข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการกลั่นแกล้งและวัฒนธรรมการทำงานที่เป็นพิษภายในพรรค.

ที่มา ABC News / 9News

ภูเขาไฟกัวเตลามา ปะทุต่อเนื่อง ยังเสี่ยงกระแสเถ้าร้อน-โคลนถล่ม

ภูเขาไฟกัวเตลามา ปะทุต่อเนื่อง ยังเสี่ยงกระแสเถ้าร้อน-โคลนถล่ม

6 ส.ค. 2569 10:33 น.

ภูเขาไฟกัวเตลามา ปะทุต่อเนื่อง ยังเสี่ยงกระแสเถ้าร้อน-โคลนถล่ม

ภูเขาไฟ “ฟูเอโก” ในกัวเตมาลาปะทุต่อเนื่องหลายวัน แม้จะเริ่มลดความรุนแรง แต่ทางการเตือนยังอันตราย เสี่ยงเกิดกระแสเถ้าร้อนและโคลนภูเขาไฟไหลหลาก ขณะอพยพประชาชนแล้วกว่า 1,600 คน

วันที่ 5 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ภูเขาไฟฟูเอโก (Fuego) ในกัวเตมาลา ซึ่งปะทุต่อเนื่องมาหลายวันและทำให้ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงต้องอพยพออกจากบ้านเรือน แม้จะเริ่มลดความรุนแรงลงแต่ยังคงเป็นอันตราย

สำนักงานประสานงานเพื่อลดผลกระทบจากภัยพิบัติแห่งชาติของกัวเตมาลาระบุว่า การปะทุของภูเขาไฟมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีเถ้าถ่านและเศษหินภูเขาไฟสะสมอยู่บริเวณยอด ซึ่งอาจพังถล่มและก่อให้เกิดกระแสไพโรคลาสติก (pyroclastic flows) หรือกระแสเถ้าร้อน ไหลลงมาตามร่องหุบเขารอบภูเขาไฟได้ นอกจากนี้ ฝนที่คาดว่าจะตกในพื้นที่อาจทำให้เกิดลาฮาร์ (lahar) หรือกระแสโคลนและเศษซากภูเขาไฟที่ไหลอย่างรวดเร็วตามแนวลำน้ำและหุบเขา ส่งผลให้ทางการยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ขณะเดียวกัน อย่างน้อย 3 เขตยังคงประกาศเตือนภัยระดับสีแดง ซึ่งเป็นระดับสูงสุด เพื่อเร่งให้ประชาชนอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงและเข้าพักในศูนย์พักพิง

ภูเขาไฟฟูเอโกตั้งอยู่ห่างจากกรุงกัวเตมาลาซิตี เมืองหลวงของกัวเตมาลา ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 50 กิโลเมตร โดยเริ่มพ่นลาวาและเถ้าถ่านอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา การปะทุทำให้เกิดกระแสเถ้าร้อนไหลลงตามร่องหุบเขารอบภูเขาไฟ และทางการต้องอพยพประชาชนออกจากเมืองและชุมชนใกล้เคียงแล้วอย่างน้อย 1,699 คน

ที่มา BBC

ปูตินลงนามกฎหมายกำกับดูแลสกุลเงินดิจิทัล-สินทรัพย์ดิจิทัล อย่างเป็นระบบครั้งแรก

ปูตินลงนามกฎหมายกำกับดูแลสกุลเงินดิจิทัล-สินทรัพย์ดิจิทัล อย่างเป็นระบบครั้งแรก

6 ส.ค. 2569 10:24 น.

ปูตินลงนามกฎหมายกำกับดูแลสกุลเงินดิจิทัล-สินทรัพย์ดิจิทัล อย่างเป็นระบบครั้งแรก

รัสเซียออกกฎหมายกำกับดูแลคริปโตเคอร์เรนซีและสินทรัพย์ดิจิทัลครั้งใหญ่ เปิดทางซื้อขายภายใต้การกำกับของรัฐ กำหนดมาตรฐานผู้ให้บริการทุกภาคส่วน หวังดึงตลาดเข้าสู่ระบบและหนุนการค้าระหว่างประเทศท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตร

วันที่ 5 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวทาสส์ ของรัสเซีย รายงานว่า นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ลงนามบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยสกุลเงินดิจิทัลและสิทธิในสินทรัพย์ดิจิทัล (Law on Digital Currencies and Digital Rights) ซึ่งถือเป็นกฎหมายฉบับแรกที่กำหนดกรอบการกำกับดูแลตลาดคริปโตเคอร์เรนซีของรัสเซียอย่างครอบคลุม

กฎหมายฉบับใหม่นี้เปิดทางให้การซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซีสามารถดำเนินการได้อย่างถูกกฎหมายภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ พร้อมกำหนดกฎเกณฑ์สำหรับผู้ประกอบการทุกภาคส่วนในตลาด ตั้งแต่ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ผู้รับฝากสินทรัพย์ดิจิทัล นายหน้าซื้อขาย บริษัทจัดการกองทุน ผู้จัดตลาดซื้อขาย และสำนักหักบัญชี รวมถึงกำหนดเงื่อนไขสำหรับนักลงทุนที่ต้องการซื้อและถือครองคริปโตเคอร์เรนซี

นอกจากนี้ กฎหมายยังครอบคลุมการจัดเก็บ การบันทึกบัญชี และการรับฝากสกุลเงินดิจิทัล รวมถึงสินทรัพย์ดิจิทัลจากต่างประเทศ ตลอดจนกำกับดูแลการขุดคริปโตเคอร์เรนซี การออกและการซื้อขายสิทธิในสินทรัพย์ดิจิทัล และการดำเนินงานของผู้ให้บริการระบบที่ออกสินทรัพย์ทางการเงินดิจิทัล  

อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลจะรับรองการซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซีอย่างเป็นทางการ แต่กฎหมายยังคงห้ามใช้เป็นสื่อกลางชำระค่าสินค้าและบริการภายในประเทศ โดยเงินรูเบิลยังคงเป็นสกุลเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายเพียงสกุลเดียว.

ที่มา RT Tass

ไต้ฝุ่น “ดอลฟิน” จ่อถล่มทางตอนใต้ของญี่ปุ่น ทางการเตือนคลื่นสูง 9 เมตร

ไต้ฝุ่น “ดอลฟิน” จ่อถล่มทางตอนใต้ของญี่ปุ่น ทางการเตือนคลื่นสูง 9 เมตร

6 ส.ค. 2569 09:54 น.

ไต้ฝุ่น “ดอลฟิน” จ่อถล่มทางตอนใต้ของญี่ปุ่น ทางการเตือนคลื่นสูง 9 เมตร

ไต้ฝุ่น “ดอลฟิน” เคลื่อนเข้าใกล้โอกินาวาและอามามิ ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น คาดลมกระโชกแรงสูงสุด 216 กม.ต่อชม. คลื่นสูง 9 เมตร ขณะหลายพื้นที่เผชิญอากาศร้อนจัด แตะ 39 องศาฯ

วันที่ 6 สิงหาคม 2569 สำนักข่าว NHK รายงานว่า สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น ประกาศเตือนว่า ไต้ฝุ่น “ดอลฟิน” (Dolphin) ซึ่งเป็นพายุไต้ฝุ่นกำลังแรง มีแนวโน้มเคลื่อนเข้าใกล้พื้นที่โอกินาวาและหมู่เกาะอามามิ ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น พร้อมขอให้ประชาชนเตรียมรับมือกับลมกระโชกแรง คลื่นสูง และฝนตกหนัก

สำนักงานอุตุฯ ระบุว่า เมื่อเวลา 03.00 น. วันพุธตามเวลาท้องถิ่น ศูนย์กลางของไต้ฝุ่นดอลฟินอยู่ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น และกำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกด้วยความเร็วประมาณ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยพายุเริ่มเคลื่อนห่างจากหมู่เกาะโอกาซาวาระ แต่คาดว่าจะเข้าใกล้โอกินาวาและอามามิในระดับความรุนแรงสูง

โดยระบุว่า พายุไต้ฝุ่นดอลฟินมีแนวโน้มเคลื่อนตัวไปทางตะวันตก และจะทำให้ทะเลบริเวณโอกินาวามีคลื่นลมแรงในวันพุธ ก่อนส่งผลกระทบต่อพื้นที่อามามิในวันพฤหัสบดี พร้อมคาดว่า ในวันพฤหัสบดี ลมแรงสูงสุดในจังหวัดโอกินาวาอาจเพิ่มเป็น 144 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีลมกระโชกแรงสูงสุดถึง 216 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่พื้นที่อามามิอาจมีลมแรงสูงสุด 82.8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และลมกระโชกแรงสูงสุด 126 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

เจ้าหน้าที่เตือนว่า บางพื้นที่ของจังหวัดโอกินาวาอาจเผชิญลมแรงระดับที่สามารถสร้างความเสียหายหรือทำให้บ้านเรือนบางหลังพังถล่มได้ พร้อมแนะนำให้ประชาชนเข้าไปหลบภัยในอาคารที่มีความแข็งแรง หรือสถานที่ปลอดภัย ก่อนที่ลมจะทวีความรุนแรง 

ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นยังเผชิญสภาพอากาศร้อนจัด โดยอุณหภูมิในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคตะวันตก มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในวันพุธ คาดว่าเมืองคุมาโมโตะ ซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหว จะมีอุณหภูมิสูงสุด 39 องศาเซลเซียส ขณะที่นครโอซากาและเมืองซางะอาจมีอุณหภูมิสูงถึง 38 องศาเซลเซียส

ก่อนหน้านี้ ทางการญี่ปุ่นออกประกาศเตือนภัยโรคลมแดด หรือ ฮีตสโตรก (heatstroke) ครอบคลุม 19 จังหวัด จากทั้งหมด 47 จังหวัด ตั้งแต่จังหวัดนีงาตะไปจนถึงภูมิภาคคิวชูและโอกินาวา โดยแนะนำให้ประชาชนอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศเย็นในช่วงที่อากาศร้อนที่สุด ดื่มน้ำและรับประทานเกลือแร่ให้เพียงพอ รวมถึงพักผ่อนอย่างเหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงจากโรคลมแดด

ที่มา NHK

ระทึก! ระเบิดสนั่นอพาร์ตเมนต์ในย่านบรองซ์ เสียชีวิต 1 ราย เจ็บ 15 คน

 ระทึก! ระเบิดสนั่นอพาร์ตเมนต์ในย่านบรองซ์ เสียชีวิต 1 ราย เจ็บ 15 คน

6 ส.ค. 2569 08:46 น.

ระทึก! ระเบิดสนั่นอพาร์ตเมนต์ในย่านบรองซ์ เสียชีวิต 1 ราย เจ็บ 15 คน

เกิดเหตุระเบิดและเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ภายในอาคารอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งในย่านบรองซ์ นิวยอร์ก สหรัฐฯ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย บาดเจ็บอีก 15 คน เป็นเจ้าหน้าที่ดับเพลิงหลายนาย

สำนักงานดับเพลิงนครนิวยอร์ก เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งเหตุระเบิดและเพลิงไหม้ที่อาคารพักอาศัยบนถนนอีสต์ 209 เมื่อเวลาประมาณ 12.30 น. ของวันพุธตามเวลาท้องถิ่น โดยเพลิงเริ่มลุกไหม้บริเวณชั้น 3 ก่อนลุกลามอย่างรวดเร็วจนต้องยกระดับเป็นยกระดับเป็นเหตุเพลิงไหม้ระดับ 5 และระดมเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและหน่วยแพทย์ฉุกเฉินมากกว่า 300 นายเข้าควบคุมสถานการณ์

แรงระเบิดส่งผลให้ประตูหลายบานกระเด็นหลุดออกจากวงกบ และทำให้พื้นอาคารบางส่วนพังถล่ม ส่งผลให้เปลวเพลิงลุกลามไปยังอย่างน้อย 3 ชั้นของอาคาร เจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องถอนกำลังออกจากบางจุดชั่วคราว หลังเกิดการทรุดตัวของห้องพักบริเวณชั้น 3 เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่

จากรายงานล่าสุด มีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 15 คน ในจำนวนนี้เป็นเจ้าหน้าที่ดับเพลิง 6 นาย โดย 3 นายได้รับบาดเจ็บสาหัส และอีก 3 นายได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย นอกจากนี้ยังมีประชาชนอย่างน้อย 2 คนอาการวิกฤต อีก 2 คนอาการสาหัส และมีเด็กรวมอยู่ในผู้บาดเจ็บด้วย ส่วนผู้เสียชีวิตเป็นผู้ใหญ่ 1 ราย แต่ทางการยังไม่เปิดเผยรายละเอียด

เหตุระเบิดและเพลิงไหม้ครั้งนี้ยังทำให้ประชาชนอย่างน้อย 18 คน ต้องอพยพออกจากอาคาร โดยเจ้าหน้าที่คาดว่าปฏิบัติการดับเพลิงจะดำเนินต่อไปจนถึงช่วงค่ำ เนื่องจากสภาพอากาศร้อนจัด ประกอบกับโครงสร้างอาคารที่ได้รับความเสียหายจากแรงระเบิด ทำให้การเข้าควบคุมเพลิงเป็นไปด้วยความยากลำบาก

เบื้องต้น บริษัทผู้ให้บริการสาธารณูปโภคได้ตัดกระแสไฟฟ้าและก๊าซเข้าสู่อาคารเพื่อความปลอดภัย ขณะที่เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเร่งสืบสวนหาสาเหตุของเหตุระเบิดและเพลิงไหม้ครั้งนี้.

ที่มา : NBCnewyork

สะพรึง! หมอกควันไฟป่าวอชิงตันปกคลุมภูเขาจนมิด อพยพกว่า 67,000 คน บ้านเรือนวอดนับร้อย

สะพรึง! หมอกควันไฟป่าวอชิงตันปกคลุมภูเขาจนมิด อพยพกว่า 67,000 คน บ้านเรือนวอดนับร้อย

6 ส.ค. 2569 08:26 น.

สะพรึง! หมอกควันไฟป่าวอชิงตันปกคลุมภูเขาจนมิด อพยพกว่า 67,000 คน บ้านเรือนวอดนับร้อย

ภาพมุมกว้างเผยให้เห็นกลุ่มควันสีเทาขนาดมหึมาจากไฟป่า แผ่ปกคลุมแนวภูเขารอบเมืองสโปแคน รัฐวอชิงตันสหรัฐฯ จนแทบมองไม่เห็นสันเขา สะท้อนความรุนแรงของไฟป่าที่ไหม้ต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์

สื่อต่างประเทศเผยภาพมุมสูง ที่ถ่ายจากบนเครื่องบิน ทำให้เห็นภาพมุมกว้างที่กลุ่มควันสีเทาขนาดมหึมาจากไฟป่า แผ่ปกคลุมแนวภูเขารอบเมืองสโปแคน จนแทบมองไม่เห็นสันเขา โดยล่าสุดเจ้าหน้าที่ดับเพลิงอาศัยสภาพอากาศที่เย็นลงในช่วงสองวันที่ผ่านมา เร่งสร้างแนวกันไฟและควบคุมเพลิงรอบพื้นที่ไฟไหม้ทั้ง 3 จุด แต่สถานการณ์ยังคงน่าเป็นห่วง เนื่องจากพยากรณ์อากาศระบุว่า ช่วงปลายสัปดาห์อุณหภูมิจะพุ่งสูงเกือบ 37 องศาเซลเซียส พร้อมอากาศที่แห้งและลมแรง ซึ่งอาจทำให้ไฟป่าปะทุรุนแรงขึ้นอีก

ไฟป่าทั้ง 3 จุดได้เผาทำลายอาคารไปแล้วประมาณ 850 หลัง และทำให้ประชาชนกว่า 67,000 คน ต้องอพยพออกจากพื้นที่ นับตั้งแต่ไฟเริ่มลุกไหม้เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต แต่เจ้าหน้าที่ยังคงเร่งสำรวจความเสียหาย เนื่องจากยังไม่สามารถประเมินจำนวนบ้านที่ถูกไฟเผาหรือได้รับความเสียหายได้ทั้งหมด

ทางการอนุญาตให้ผู้ประสบภัยบางส่วนทยอยกลับเข้าบ้านแล้ว แต่ยังไม่ได้เปิดเผยจำนวนที่แน่ชัด ขณะที่ผู้ประสบภัยอีกจำนวนมากยังคงพักอยู่ในศูนย์พักพิงที่ศูนย์ประชุมเมืองสโปแคน โรงแรม บ้านเช่า หรือบ้านของญาติและเพื่อน โดยหลายคนยังไม่รู้ว่าจะได้กลับบ้านเมื่อใด และไม่ทราบว่าบ้านได้รับความเสียหายมากน้อยเพียงใด

ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า ไฟป่าจุด “โอลด์ เทรลส์” เกิดจากการวางเพลิง โดยตำรวจได้จับกุมและแจ้งข้อหาวางเพลิงแก่ผู้ต้องสงสัยแล้ว ส่วนไฟป่าอีก 2 จุด คือ “ออทัมน์ เลน” และ “แฟร์วิว” มีสาเหตุมาจากการกระทำของมนุษย์เช่นกัน แต่ยังไม่พบว่าเป็นการจงใจ และยังอยู่ระหว่างการสอบสวน.

ที่มา : AP

รัฐบาลสหรัฐฯ คืน “ภาษีทรัมป์” ให้ภาคธุรกิจแล้ว 3.3 ล้านล้านบาท

รัฐบาลสหรัฐฯ คืน “ภาษีทรัมป์” ให้ภาคธุรกิจแล้ว 3.3 ล้านล้านบาท

6 ส.ค. 2569 06:09 น.

รัฐบาลสหรัฐฯ คืน “ภาษีทรัมป์” ให้ภาคธุรกิจแล้ว 3.3 ล้านล้านบาท

รัฐบาลสหรัฐฯ คืนเงิน “ภาษีทรัมป์” ให้แก่ภาคธุรกิจแล้วกว่า 3.3 ล้านล้านบาท นับตั้งแต่ศาลสูงสุดสั่งให้ยกเลิกภาษีดังกล่าว โดยเงินจำนวนนี้คิดเป็น 60% ของเงินทั้งหมดที่รัฐต้องจ่ายคืน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 5 ส.ค. 2569 ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ คืนเงินภาษีศุลกากร “วันปลดแอก” (Liberation Day) ซึ่งเป็นภาษีต่างตอบแทนที่ผู้นำสหรัฐฯ เรียกเก็บจากสินค้าที่นำเข้าจากทุกประเทศทั่วโลกไปแล้วกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.3 ล้านล้านบาท) โดยคืนให้แก่ภาคธุรกิจที่ต้องจ่ายภาษีดังกล่าวโดยตรง

ข้อมูลจากคำร้องต่อศาลล่าสุดของสำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (CBP) ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวคิดเป็นประมาณ 60% ของรายได้ภาษีทั้งหมดที่รัฐบาลเก็บรวบรวมได้ภายใต้นโยบายนี้

อย่างไรก็ตาม เงินอีกจำนวนไม่น้อยยังคงไม่มีการจ่ายคืน โดยเงินที่ต้องคืนเกือบ 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์ยังคงอยู่ระหว่างการตรวจสอบของหน่วยงานด้านการค้า ขณะที่อีก 1.6 พันล้านดอลลาร์ยังคงค้างอยู่เนื่องจากผู้นำเข้ายังไม่ได้แจ้งข้อมูลบัญชีธนาคาร

การคืนเงินดังกล่าวเกิดขึ้นตามคำตัดสินครั้งสำคัญของศาลสูงสุดสหรัฐฯ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งผู้พิพากษาลงความเห็นว่าการจัดเก็บภาษีนำเข้าเป็นวงกว้างภายใต้กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินนั้น “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย”

ก่อนหน้านี้ทำเนียบขาวได้อ้างกฎหมายปี 2520 ที่ชื่อว่า กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีในการ “ควบคุม” การค้าเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน

ทว่ามาตรการดังกล่าวก่อให้เกิดเสียงคัดค้านอย่างหนักทั้งในและต่างประเทศจากบริษัทต่างๆ ที่ต้องเผชิญกับภาษีที่พุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหันสำหรับการนำสินค้าเข้าสู่สหรัฐฯ รวมถึงความกังวลว่าภาษีเหล่านี้จะนำไปสู่ราคาสินค้าที่แพงขึ้น

ผู้ที่ต้องจ่ายภาษีดังกล่าวไม่ใช่รัฐบาลต่างประเทศหรือผู้ส่งออกต่างชาติ แต่เป็นภาคธุรกิจในสหรัฐฯ และผู้นำเข้าเมื่อสินค้ามาถึงด่านศุลกากร ภาษีที่สูงขึ้นจะเพิ่มค่าใช้จ่ายล่วงหน้าของภาคธุรกิจในสหรัฐฯ ซึ่งตามปกติแล้ว บริษัทต่างๆ มักจะส่งต่อภาระต้นทุนส่วนนี้ไปยังผู้บริโภคด้วยการเพิ่มราคาขายปลีก

นับตั้งแต่มีคำตัดสินของศาลสูงสุด บริษัทรายใหญ่หลายแห่งของอเมริกาได้ยื่นขอคืนเงินเป็นจำนวนมากแล้ว อย่างไรก็ตาม ภายใต้กฎหมายศุลกากรสหรัฐฯ มีเพียงผู้นำเข้าที่จ่ายภาษีโดยตรงเท่านั้นที่จะสามารถยื่นขอคืนเงินได้ ส่งผลให้การเยียวยาผู้บริโภคขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแต่ละบริษัทเอง

คาดกันว่ายอดการจ่ายคืนภาษีโดยรวมจะเพิ่มสูงขึ้นอีก เนื่องจากศุลกากรสหรัฐฯ ยังคงตรวจสอบคำร้องที่ค้างอยู่ และผู้นำเข้าทยอยอัปเดตข้อมูลบัญชีธนาคาร

ทั้งนี้ แม้ศาลสูงสุดจะปฏิเสธการใช้กฎหมาย IEEPA ในการเก็บภาษีเพิ่มเติมแล้ว แต่ โดนัลด์ ทรัมป์ ก็บังคับใช้มาตรการภาษีถ้วนหน้า 10% แทนที่ทันที

มาตรการดังกล่าวหมดอายุลงเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม และถูกแทนที่ด้วยภาษีใหม่ที่จัดเก็บกับพันธมิตรทางการค้า 60 ประเทศ โดยอ้างข้อกล่าวหาว่าพันธมิตรทางเศรษฐกิจหลักเหล่านี้ล้มเหลวในการจัดการปัญหาการบังคับใช้แรงงานอย่างเหมาะสม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านเผย บรรลุข้อตกลงกับโอมาน เรื่องเส้นทางเดินเรือผ่านฮอร์มุซ

อิหร่านเผย บรรลุข้อตกลงกับโอมาน เรื่องเส้นทางเดินเรือผ่านฮอร์มุซ

6 ส.ค. 2569 05:22 น.

อิหร่านเผย บรรลุข้อตกลงกับโอมาน เรื่องเส้นทางเดินเรือผ่านฮอร์มุซ

อิหร่านเปิดเผยว่า พวกเขาบรรลุข้อตกลงร่วมกับประเทศโอมาน เรื่องการกำหนดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว แต่ย้ำว่า การเดินเรือยังไม่ปลอดภัยเนื่องจากการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ

เมื่อวันพุธที่ 5 ส.ค. 2569 นายเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านออกมาเปิดเผยว่า ประเทศของเขาบรรลุข้อตกลงกับโอมานเกี่ยวกับการกำหนดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว โดยไม่ให้รายละเอียดอื่นๆ เพิ่มเติมนอกจากบอกว่า ข้อตกลงอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายแล้ว

อย่างไรก็ตาม นายบากาอีเตือนว่า ข้อตกลงกับโอมานเพียงอย่างเดียวไม่อาจรับประกันความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านช่องแคบได้ เนื่องจากความมั่นคงยังคงได้รับผลกระทบจากมาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านของสหรัฐฯ

ต่อมา นาย คาเซม การีบาบาดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน เปิดเผยกับสำนักข่าว “อิรนา” (Irna) ว่า เส้นทางใหม่นี้จะเป็นเส้นทางชั่วคราว และอาจเปิดใช้งานได้เป็นเวลาสองถึงสี่เดือน โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม รวมถึงประเด็นที่ว่า จะมีการเก็บค่าธรรมเนียมใดๆ หรือไม่ด้วย

ด้าน สหรัฐฯ และโอมานยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเรื่องข้อตกลงดังกล่าวแต่อย่างใด

ทั้งนี้ นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เตหะรานได้ทำการปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัยเกือบจะตลอดเวลา ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกจึงผันผวนอย่างหนัก

เมื่อวันอังคาร ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาเตือนว่า อิหร่านจะ “โดนเล่นงานอย่างหนัก” หากช่องแคบแห่งนี้ไม่ถูกเปิดใช้งาน “ในเร็วๆ นี้”

ถ้อยแถลงของนายบากาอีเกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ระบุว่า การเจรจามีความคืบหน้า ซึ่งอาจเปิดทางให้การขนส่งสินค้ากลับมาดำเนินการได้อีกครั้งในช่วงปลายสัปดาห์นี้ แม้ว่าอิหร่านจะยังคงยืนยันว่าไม่ได้เจรจากับสหรัฐฯ และไม่มีแผนที่จะทำเช่นนั้นก็ตาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ปากีสถานตั้งกฎใหม่ สื่อต่างชาติต้องขออนุญาต ก่อนรายงานข่าวนอก 3 เมืองใหญ่

ปากีสถานตั้งกฎใหม่ สื่อต่างชาติต้องขออนุญาต ก่อนรายงานข่าวนอก 3 เมืองใหญ่

6 ส.ค. 2569 04:43 น.

ปากีสถานตั้งกฎใหม่ สื่อต่างชาติต้องขออนุญาต ก่อนรายงานข่าวนอก 3 เมืองใหญ่

ทางการปากีสถานออกข้อจำกัดใหม่ บังคับสื่อต่างชาติต้องขอใบอนุญาตก่อนรายงานข่าวนอก 3 เมืองที่กำหนด ซึ่งองค์กรสื่อโจมตีว่าเป็นการบีบคั้นเสรีภาพสื่ออย่างรุนแรง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 5 ส.ค. 2569 ว่า ทางการปากีสถานออกแนวทางปฏิบัติใหม่สำหรับสื่อต่างชาติ บังคับให้ผู้สื่อข่าวต่างประเทศ รวมถึงนักข่าวและฟรีแลนซ์ชาวปากีสถาน ที่ทำงานให้สื่อต่างชาติ ต้องขอใบอนุญาต (NOC) ก่อนลงพื้นที่ทำข่าวในบริเวณอื่น นอกเหนือจาก 3 เมืองใหญ่อันได้แก่ อิสลามาบัด, การาจี และลาฮอร์

ทางการปากีสถานอ้างว่าไม่ได้ปิดกั้นเสรีภาพ แต่จัดทำขึ้นเพื่อเป็น “กลไกด้านการบริหาร” เพื่ออำนวยความสะดวก, ยืนยันตัวตน และประสานงานด้านความมั่นคง โดยมีสิทธิ์เพิกถอนใบอนุญาตหากพบการกระทำที่กระทบต่อความมั่นคงหรือความสงบเรียบร้อยของชาติ

ด้านองค์กรสื่อและนักกฎหมายโต้ว่า เป็นการบีบคั้นเสรีภาพสื่ออย่างรุนแรง เสี่ยงทำให้ข่าวปลอมแพร่สะพัด และชี้ว่ามาตรการนี้เป็นเพียงคำสั่งฝ่ายบริหารที่ “ขาดฐานอำนาจรองรับทางกฎหมาย”

คำสั่งกะทันหันนี้เกิดขึ้นหลังจากสื่อต่างประเทศ (รวมถึง BBC) ลงพื้นที่รายงานข่าวเหตุประท้วงและการปะทะรุนแรงในแคว้นแคชเมียร์ ส่วนที่อยู่ใต้การปกครองของปากีสถาน (PAK) ซึ่งมีผู้เสียชีวิตหลายสิบราย และประชากรกำลังบอยคอตการเลือกตั้งท้องถิ่น

ทางการปากีสถานสั่งให้นักข่าวสื่อต่างชาติที่อยู่ในพื้นที่ PAK เดินทางกลับทันที และมีการบล็อกเว็บไซต์ของ อัลจาซีรา (Al Jazeera) ในประเทศชั่วคราว หลังรายงานข่าวความวุ่นวายในพื้นที่ดังกล่าว

ทั้งนี้ กฎหมายซึ่งเรียกว่า “แนวปฏิบัติอำนวยความสะดวกสื่อต่างชาติ 2026” (Foreign Media Facilitation Guidelines, 2026) ไม่ได้กำหนดว่านักข่าวจะต้องใช้เวลานานเท่าใดในการขออนุญาต ที่ถูกเรียกว่า “ใบรับรองไม่คัดค้าน” (No Objection Certificate – NOC)

ในปัจจุบัน ผู้สื่อข่าวต่างชาติจำเป็นต้องขอใบอนุญาต NOC อยู่แล้ว และต้องรอนานหลายเดือนกว่าจะได้รับอนุญาต หรือไม่ได้คำตอบใดๆ เลย ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการรายงานข่าวด่วนจากพื้นที่จริงในปากีสถาน ซึ่งอยู่อันดับที่ 153 จากทั้งหมด 180 อันดับในดัชนีเสรีภาพสื่อโลก

สื่อต่างชาติจึงมักพึ่งพาชาวปากีสถานท้องถิ่น ที่สามารถเคลื่อนไหวได้อิสระกว่า หรือประจำการถาวรในเมืองอย่าง เปศวาร์ หรือ เกตตา เพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูล

แต่ภายใต้ข้อจำกัดใหม่นี้ นักข่าวอิสระใดๆ ที่อาศัยอยู่นอก 3 เมืองที่กำหนดไว้ข้างต้น ก็จะต้องขอใบอนุญาต NOC เพื่อรายงานข่าวด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัสเซียถล่มยูเครนรอบใหม่ดับแล้ว 21 ศพ เคียฟขาดแคลนจรวดสกัดกั้น

รัสเซียถล่มยูเครนรอบใหม่ดับแล้ว 21 ศพ เคียฟขาดแคลนจรวดสกัดกั้น

6 ส.ค. 2569 03:43 น.

รัสเซียถล่มยูเครนรอบใหม่ดับแล้ว 21 ศพ เคียฟขาดแคลนจรวดสกัดกั้น

รัสเซียส่งโดรนยิงมิสไซล์ถล่มยูเครนระลอกใหม่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 21 ศพ โดยเฉพาะในกรุงเคียฟ ขณะที่กองทัพยูเครนขาดแคลนจรวดสกัดกั้นอย่างหนัก จนสกัดมิสไซล์ของรัสเซียไม่ได้เลย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัสเซียยิงขีปนาวุธและโดรนถล่มยูเครนในช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันพุธที่ 5 ส.ค. 2569 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 21 ศพ โดยในกรุงเคียฟและพื้นที่โดยรอบโดนโจมตีหนักที่สุด มีผู้เคราะห์ร้ายถึง 17 ศพ ซึ่งมากที่สุดในปีนี้ นอกจากนั้นยังมีผู้เสียชีวิตที่แคว้นคาร์คิฟ 1 ศพ และแคว้นโดเนตสก์ 3 ศพ

กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า เป้าหมายการโจมตีคือคลังสินค้าและศูนย์ขนส่งยุทธปัจจัยของยูเครน รวมถึงเรือขนส่งอาวุธ 3 ลำใกล้ท่าเรือโอเดสซา

ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ระบุว่าการส่งมอบระบบสกัดกั้นขีปนาวุธ เช่น Patriot จากพันธมิตรลดลงอย่างมากในปีนี้ ซึ่งความล่าช้านี้แลกมาด้วยความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจำนวนมาก โดยในรอบนี้ยูเครนไม่สามารถสกัดกั้นขีปนาวุธทิ้งตัวของรัสเซียได้แม้แต่ลูกเดียว

กองทัพยูเครนเปิดเผยว่า ในการโจมตีระลอกล่าสุด รัสเซียยิงขีปนาวุธ 28 ลูก และโดรน 115 ลำ เข้าใส่ยูเครน ซึ่งพวกเขาสกัดโดรนได้ 98 ลำ

ทั้งนี้ ข้อมูลสถิติชี้ว่า การสกัดกั้นขีปนาวุธของยูเครนลดลงเหลือ 44.4% ในช่วงเดือนที่ผ่านมา เทียบกับ 66.7% ในช่วงเดียวกันของปี 2568 ในขณะที่รัสเซียยิงขีปนาวุธเพิ่มขึ้นถึง 83%

ขณะเดียวกัน ยูเครนได้ส่งโดรนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของรัสเซียรอบใหม่เช่นกัน รวมถึงคลังสินค้าของบริษัท “ไวด์เบอร์รีส์” ผู้ค้าปลีกออนไลน์รายใหญ่ที่สุดของรัสเซีย ในแคว้นตูลา จนเกิดเพลิงไหม้ มีผู้บาดเจ็บ 1 ราย

อีกด้านหนึ่ง นางเออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ยืนยันว่า EU ได้รับเงิน 1.4 พันล้านยูโรจากดอกผลของสินทรัพย์รัสเซียที่ถูกอายัดไว้ และจะนำมาใช้สนับสนุนยูเครนในการทำสงครามกับรัสเซีย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc