ทหารรัสเซียคลั่งยิงเพื่อนร่วมทัพ 1 ศพ ก่อนกราดยิงชาวบ้านดับอีก 3 ศพในไครเมีย

ทหารรัสเซียคลั่งยิงเพื่อนร่วมทัพ 1 ศพ ก่อนกราดยิงชาวบ้านดับอีก 3 ศพในไครเมีย

4 ส.ค. 2569 16:20 น.

ทหารรัสเซียคลั่งยิงเพื่อนร่วมทัพ 1 ศพ ก่อนกราดยิงชาวบ้านดับอีก 3 ศพในไครเมีย

ทหารรัสเซียก่อเหตุกราดยิงเพื่อนทหารดับ 1 ศพ ก่อนจะก่อเหตุสังหารประชาชนอีก 3 ราย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวม 4 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายราย ในเมืองเซวาสโตปอล บริเวณคาบสมุทรไครเมีย ท่ามกลางการปิดล้อมพื้นที่ล่าตัว ก่อนที่ทางการจะจับกุมผู้ก่อเหตุไว้ได้

เกิดเหตุยิงกันในชุมชนคเมลนิตสโกเย เขตบาลาคลาวา เมืองเซวาสโตปอล ทางตอนใต้ของคาบสมุทรไครเมีย เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 4 สิงหาคม โดยทหารรัสเซียนายหนึ่งใช้อาวุธปืนเปิดฉากยิงเพื่อนทหาร ก่อนก่อเหตุยิงพลเรือนในพื้นที่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวม 4 ราย

มิคาอิล ราซโวชยาเยฟ ผู้ว่าการเมืองเซวาสโตปอลที่ได้รับการแต่งตั้งจากรัสเซีย เปิดเผยว่า จากข้อมูลเบื้องต้น ผู้ก่อเหตุเปิดฉากยิงใส่เพื่อนทหาร ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 นาย และได้รับบาดเจ็บอีก 1 นาย ก่อนที่ผู้ก่อเหตุจะยิงพลเรือนเสียชีวิตอีก 3 ราย

ผู้เสียชีวิตที่เป็นพลเรือนประกอบด้วยชายอายุ 71 ปี ชายอายุ 59 ปี และหญิงอายุ 64 ปี ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 3 คน โดยเจ้าหน้าที่นำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วน แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับอาการ

ราซโวชยาเยฟระบุว่า เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้แล้ว แต่ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อหรือข้อมูลเกี่ยวกับตัวผู้ก่อเหตุ รวมถึงแรงจูงใจในการก่อเหตุ โดยเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงยังคงปฏิบัติงานและตรวจสอบที่เกิดเหตุ

รายงานจากสื่อท้องถิ่นระบุว่า เหตุยิงเกิดขึ้นในพื้นที่ระหว่างหมู่บ้านเปอร์โวไมกาและคเมลนิตสโกเย โดยมีข้อมูลว่าผู้ก่อเหตุหลบหนีเข้าไปในป่าหลังเกิดเหตุ อย่างไรก็ตาม รายละเอียดดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันจากทางการ

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้ปิดถนนในหลายพื้นที่ของเซวาสโตปอลในช่วงเช้า ส่งผลให้เส้นทางรถโดยสารบางสายต้องเปลี่ยนเส้นทางหรือหยุดให้บริการชั่วคราว ก่อนมีการประกาศเปิดการจราจรอีกครั้งในเวลาประมาณ 09.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

ทางการเซวาสโตปอลเรียกร้องให้ประชาชนอยู่ในความสงบ และไม่เผยแพร่ข่าวลือหรือข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดในพื้นที่เกิดเหตุ

คาบสมุทรไครเมียถูกผนวกโดยรัสเซียจากยูเครนในปี 2014 แม้ยูเครนและประชาคมระหว่างประเทศส่วนใหญ่ไม่ยอมรับการผนวกดินแดนดังกล่าว โดยในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ไครเมียและเมืองเซวาสโตปอลตกเป็นเป้าหมายการโจมตีตอบโต้จากยูเครนหลายครั้ง โดยมุ่งทำลายเส้นทางลำเลียงและโครงสร้างด้านโลจิสติกส์ของกองกำลังรัสเซียที่ปฏิบัติการอยู่ทางตอนใต้ของยูเครน

รัสเซียเปิดฉากการรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 และนับแต่นั้นได้โจมตียูเครนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการใช้ฐานปฏิบัติการในคาบสมุทรไครเมียเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการทางทหาร

ขณะนี้เจ้าหน้าที่รัสเซียยังอยู่ระหว่างการสอบสวนเหตุกราดยิงครั้งล่าสุดในเซวาสโตปอล เพื่อหาสาเหตุและแรงจูงใจของผู้ก่อเหตุ รวมถึงตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับอาวุธและเหตุการณ์ที่นำไปสู่การยิงเพื่อนทหารและพลเรือน.

ที่มา FRANCE 24 / The Moscow Times

บังกลาเทศเสนอใช้โทษประหารชีวิตคดี “บังคับสูญหาย” หากเหยื่อเสียชีวิต

บังกลาเทศเสนอใช้โทษประหารชีวิตคดี "บังคับสูญหาย" หากเหยื่อเสียชีวิต

4 ส.ค. 2569 15:20 น.

บังกลาเทศเสนอใช้โทษประหารชีวิตคดี “บังคับสูญหาย” หากเหยื่อเสียชีวิต

รัฐบาลบังกลาเทศอนุมัติหลักการร่างกฎหมายป้องกันและเยียวยาการบังคับบุคคลให้สูญหาย โดยกำหนดโทษสูงสุดถึงขั้น “ประหารชีวิต” และปรับสูงสุดราว 2.6 ล้านบาท หากเหยื่อเสียชีวิตหรือหายสาบสูญเกิน 5 ปี โดยมีข้อมูลพบคดีบังคับสูญหายอย่างน้อย 1,569 รายในช่วง 17 ปีที่อดีตนายกฯ ชีค ฮาสินา ปกครองประเทศ ขณะที่ 251 รายยังสูญหายและเชื่อว่าเสียชีวิตแล้ว

รัฐบาลบังกลาเทศอนุมัติหลักการร่างกฎหมายป้องกันและเยียวยาคดีบังคับสูญหาย ปี 2026 ซึ่งกำหนดโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต หากการบังคับสูญหายส่งผลให้เหยื่อเสียชีวิต โดยร่างกฎหมายดังกล่าวยังต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภาก่อนมีผลบังคับใช้

คณะรัฐมนตรีบังกลาเทศมีมติเห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าวในการประชุมเมื่อวันจันทร์ โดยมีนายทารีค ราห์มาน นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ร่างกฎหมายกำหนดให้ความผิดฐานบังคับบุคคลให้สูญหายเป็นความผิดทางอาญาโดยเฉพาะ และเป็นความผิดที่เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ ไม่สามารถประกันตัว และไม่สามารถยอมความได้

ภายใต้ร่างกฎหมาย หากการบังคับสูญหายทำให้เหยื่อเสียชีวิต มีการพบศพ หรือไม่สามารถยืนยันได้ว่าผู้สูญหายยังมีชีวิตอยู่หรือเสียชีวิตแล้วเป็นเวลา 5 ปี ผู้กระทำผิดอาจได้รับโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต พร้อมปรับสูงสุด 10 ล้านตากา หรือประมาณ 2.6 ล้านบาท

ร่างกฎหมายยังเร่งกระบวนการยุติธรรม โดยกำหนดให้การสอบสวนเสร็จสิ้นภายในไม่เกิน 120 วัน และการพิจารณาคดีต้องแล้วเสร็จภายในไม่เกิน 120 วัน นอกจากนี้ ศาลสามารถออกหมายค้นเพื่อติดตามตัวผู้สูญหาย พิจารณาคดีลับหลังจำเลย และรับหลักฐานดิจิทัลเข้าสู่กระบวนการพิจารณาได้

กฎหมายยังมุ่งคุ้มครองผู้เสียหายและครอบครัว โดยกำหนดให้ผู้เสียหายมีสิทธิได้รับข้อมูลเกี่ยวกับความคืบหน้าของการสอบสวน ข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ รวมถึงชะตากรรมหรือสถานที่อยู่ของบุคคลที่สูญหาย พร้อมจัดให้มีความช่วยเหลือทางกฎหมาย การรักษาพยาบาล การฟื้นฟู และกองทุนชดเชยที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล

ครอบครัวของเหยื่อสามารถเรียกร้องค่าชดเชยจากทรัพย์สินของผู้กระทำผิดที่ถูกตัดสินว่ามีความผิด และหากไม่สามารถเรียกคืนจากทรัพย์สินดังกล่าวได้ รัฐจะเป็นผู้จ่ายค่าชดเชยแทน นอกจากนี้ ร่างกฎหมายเปิดทางให้สามารถนำทรัพย์สินของผู้สูญหายมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นสำหรับคู่สมรสและสมาชิกในครอบครัวที่อยู่ในความอุปการะ

หากบุคคลยังคงสูญหายเป็นเวลา 5 ปี กฎหมายยังเปิดทางให้มีการออกใบรับรองการสูญหาย เพื่อให้ทายาทสามารถดำเนินการด้านมรดกได้ ขณะเดียวกันรัฐบาลจะจัดตั้งฐานข้อมูลกลางเกี่ยวกับคดีบังคับสูญหาย และเปิดทางให้มีความร่วมมือระหว่างประเทศในการติดตามและสอบสวนคดี

ข้อเสนอกฎหมายมีขึ้นหลังคณะกรรมการสอบสวนที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการโค่นอำนาจของอดีตนายกรัฐมนตรีชีค ฮาสินา พบคดีบังคับสูญหายอย่างน้อย 1,569 ราย ตลอดช่วง 17 ปีที่เธอดำรงตำแหน่ง โดยในจำนวนนี้มี 251 รายที่ยังไม่พบตัวและเชื่อว่าเสียชีวิตแล้ว

ฮาซินาถูกกล่าวหาว่าใช้กองกำลังความมั่นคงปราบปรามฝ่ายต่อต้านทางการเมือง โดยผู้ที่ถูกควบคุมตัวและสูญหายจำนวนมากเป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองจากพรรคชาตินิยมบังกลาเทศ หรือ BNP และพรรคจามาอาต-อี-อิสลามี ซึ่งเป็นพรรคอิสลามิสต์ขนาดใหญ่ของประเทศ

ฮาซินาถูกโค่นอำนาจจากการประท้วงครั้งใหญ่ในปี 2024 และหลบหนีไปยังอินเดีย ขณะที่ศาลในกรุงธากาพิพากษาลับหลังให้เธอมีความผิดในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติเมื่อปี 2025 และลงโทษประหารชีวิต ปัจจุบันฮาซินาอายุ 78 ปี และยังคงพำนักอยู่ในอินเดีย แต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเธอให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า ตั้งใจจะเดินทางกลับบังกลาเทศภายในปีนี้

นายทารีค ราห์มาน ผู้นำพรรค BNP ให้คำมั่นระหว่างการเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ว่าจะยุติความรุนแรงที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงรัฐบาลของฮาซินา

อย่างไรก็ตาม กลุ่มสิทธิมนุษยชนเตือนว่า ความขัดแย้งทางการเมือง การบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอ และวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิด ยังคงเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความรุนแรงในบังกลาเทศ

ร่างกฎหมายฉบับใหม่นี้ต่อยอดจากกฎหมายเฉพาะกาลว่าด้วยการป้องกันและเยียวยาการบังคับสูญหาย ปี 2025 ซึ่งประกาศใช้โดยรัฐบาลเฉพาะกาลชุดก่อน และจะต้องผ่านการตรวจสอบโดยฝ่ายกิจการนิติบัญญัติและรัฐสภา ก่อนเสนอเข้าสู่กระบวนการตราเป็นกฎหมายต่อไป.

ที่มา The Daily Star / AFP

ไฟป่าเผยกระสุนปืนใหญ่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ราว 400 ลูก ในหมู่บ้านฝรั่งเศส

ไฟป่าเผยกระสุนปืนใหญ่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ราว 400 ลูก ในหมู่บ้านฝรั่งเศส

4 ส.ค. 2569 14:06 น.

ไฟป่าเผยกระสุนปืนใหญ่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ราว 400 ลูก ในหมู่บ้านฝรั่งเศส

ไฟป่าครั้งใหญ่ในแคว้นฌีรงด์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส เผยให้เห็นกระสุนปืนใหญ่และวัตถุระเบิดตกค้างจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ราว 400 ลูกในหมู่บ้านเลอ ปอร์ฌ ซึ่งถูกไฟเผาทำลายบ้านเรือนกว่า 180 หลัง เจ้าหน้าที่ต้องเร่งปฏิบัติการเก็บกู้และเก็บกู้วัตถุระเบิด ก่อนอนุญาตให้ประชาชนทยอยกลับเข้าบ้าน

เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสเปิดเผยว่า เหตุไฟป่าครั้งใหญ่ในแคว้นฌีรงด์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ทำให้พบกระสุนปืนใหญ่และวัตถุระเบิดตกค้างจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณ 400 ลูก ในพื้นที่หมู่บ้านเลอ ปอร์ฌ ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากไฟป่า

เจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุระเบิดดำเนินงานในพื้นที่มาหลายวัน ก่อนที่ประชาชนทั้งหมดจะได้รับอนุญาตให้กลับเข้าบ้านเมื่อวันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม หลังพื้นที่ส่วนใหญ่ได้รับการตรวจสอบและเก็บกู้กระสุนที่พบอยู่บนพื้นดินแล้ว

เลอ ปอร์ฌ เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากไฟป่า โดยมีบ้านเรือนมากกว่า 180 หลังถูกไฟเผาทำลาย ภาพจากพื้นที่เผยให้เห็นซากบ้านเรือนที่ถูกเผาจนเหลือเพียงโครงสร้างและเศษซาก ขณะที่เจ้าหน้าที่ต้องใช้รถตรวจการณ์เข้าสำรวจพื้นที่ที่ถูกไฟไหม้

กระสุนที่พบมีทั้งของเยอรมนีและฝรั่งเศส ส่วนใหญ่เป็นกระสุนปืนครก รวมถึงกระสุนต่อต้านรถถังแบบหัวระเบิดแรงสูง โดยบางส่วนมีความยาวประมาณ 30 เซนติเมตร อยู่ในสภาพเก่า สนิมเกาะ และถูกฝังอยู่ใต้ดินมานานหลายสิบปี

โธมัส มิมิอาก ผู้บัญชาการหน่วยดับเพลิง กล่าวว่า ระหว่างเกิดไฟป่า เจ้าหน้าที่ได้ยินเสียงระเบิดหลายครั้ง ซึ่งในตอนแรกเข้าใจว่าอาจเป็นถังก๊าซระเบิด แต่ภายหลังมีความเป็นไปได้ว่าเสียงดังกล่าวเกิดจากกระสุนที่ถูกความร้อนจากไฟป่ากระตุ้นให้เกิดการระเบิด

มาร์กชาล ซานิเน็ตติ นายกเทศมนตรีเมืองเลอ ปอร์ฌ กล่าวว่า ในคืนที่สองของเหตุไฟป่า มีเสียงระเบิดมากกว่า 100 ครั้ง จนเขาเปรียบว่าเหมือน “เสียงของสงคราม” โดยยอมรับว่าแม้แต่ทางการท้องถิ่นเองก็ไม่ทราบมาก่อนว่ามีกระสุนสงครามฝังอยู่ในพื้นที่

เจ้าหน้าที่ระบุว่า กระสุนดังกล่าวไม่ได้อยู่ในคลังเก็บอาวุธอย่างเป็นทางการ และคาดว่าอาจเป็นวัตถุระเบิดที่ถูกทิ้งไว้หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าถูกนำมาทิ้งไว้ในพื้นที่เมื่อใดและด้วยเหตุใด

เจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุระเบิดระบุว่า กระสุนจะถูกนำไปเก็บรักษาอย่างปลอดภัย ก่อนส่งไปทำลายในพื้นที่ทหาร ขณะที่กระสุนที่ยังฝังอยู่ใต้ดินจะได้รับการตรวจสอบและเก็บกู้ในภายหลัง เนื่องจากต้องให้ความสำคัญกับการนำประชาชนกลับเข้าที่พักอาศัยก่อน

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า กระสุนเก่ามีความอ่อนไหวต่อการระเบิดมากขึ้นตามกาลเวลา และความร้อนจากไฟป่าอาจเพิ่มความเสี่ยงให้วัตถุระเบิดเหล่านี้ทำงาน จึงยังมีการปิดพื้นที่บางส่วนเพื่อความปลอดภัย

แม้ประชาชนส่วนใหญ่สามารถกลับบ้านได้แล้ว แต่พื้นที่บางจุดยังคงถูกห้ามเข้า รวมถึงเส้นทางไปชายหาด พื้นที่ตั้งแคมป์ และหมู่บ้านลา ฌ็องนี โดยมีการติดป้ายเตือนว่า “อันตรายถึงชีวิต ระวังกระสุนปืนใหญ่”

ไฟป่าในแคว้นฌีรงด์ครั้งนี้เผาผลาญพื้นที่มากกว่า 40,000 เฮกตาร์ หรือประมาณ 250,000 ไร่ ภายในเวลาราว 10 วัน ก่อนเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ โดยถือเป็นหนึ่งในเหตุไฟป่าครั้งรุนแรงที่สุดของฝรั่งเศสนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

นายกรัฐมนตรีเซบาสเตียง เลอกอร์นู กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ดับเพลิง พร้อมระบุว่าสถานการณ์ในแคว้นฌีรงด์กำลังเข้าสู่ “ระยะใหม่” และประชาชนที่ได้รับคำสั่งอพยพกำลังทยอยกลับบ้าน

ไฟป่ารุนแรงยังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของยุโรป โดยเฉพาะฝรั่งเศสและสเปนในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ประชาชนมากกว่า 330,000 คนต้องอพยพ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอากาศร้อนจัดและภัยแล้งที่ยืดเยื้อกำลังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่ารุนแรงและบ่อยครั้งขึ้นในภูมิภาคยุโรป.

ที่มา AFP / BBC / Ouest-France

สุดสะเทือนใจ! “แม่โลมา” อุ้มลูกน้อยที่ตายแล้วนานถึง 6 วัน หลังสูญเสียลูกเป็นตัวที่ 5

สุดสะเทือนใจ! "แม่โลมา" อุ้มลูกน้อยที่ตายแล้วนานถึง 6 วัน หลังสูญเสียลูกเป็นตัวที่ 5

4 ส.ค. 2569 13:55 น.

สุดสะเทือนใจ! “แม่โลมา” อุ้มลูกน้อยที่ตายแล้วนานถึง 6 วัน หลังสูญเสียลูกเป็นตัวที่ 5

สะเทือนใจไปทั่วโลก หลังนักอนุรักษ์ทางทะเลในออสเตรเลียเผยภาพแม่โลมาปากขวด ที่ยังคงว่ายน้ำพร้อมพยุงร่างไร้วิญญาณของลูกน้อยไว้บนตัวต่อเนื่องนานถึง 6 วัน ราวกับไม่อาจทำใจยอมรับการจากไปของลูกได้

ภาพจากโดรนที่บันทึกโดยองค์กรอนุรักษ์ Geographe Marine Research เผยให้เห็นแม่โลมาตัวนี้พยายามประคองลูกน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลกได้เพียง 2 สัปดาห์ ลอยอยู่เหนือผิวน้ำในมหาสมุทรอินเดีย แม้ว่าลูกของมันจะสิ้นใจไปแล้วก็ตาม

เรื่องราวยิ่งน่าเศร้า เมื่อทีมวิจัยเปิดเผยว่า นี่ไม่ใช่การสูญเสียครั้งแรกของเจ้าแม่โลมา “แฟรกเกิล” แต่เป็นลูกตัวที่ 5 ที่จากไป โดยก่อนหน้านี้เธอสูญเสียลูกมาแล้ว 4 ตัวติดต่อกัน ทำให้ความหวังที่จะได้เลี้ยงดูลูกจนเติบโตต้องพังทลายลงอีกครั้ง

นักวิจัยระบุว่า ก่อนลูกโลมาจะตาย พวกเขาสังเกตเห็นว่าลูกโลมามีอัตราการหายใจผิดปกติ จึงกังวลว่าอาจไม่รอดจากฤดูหนาว แม้ทุกคนจะยังมีความหวังว่าแฟรกเกิลจะได้เป็นแม่อีกครั้ง แต่สุดท้ายก็ไม่อาจยื้อชีวิตลูกน้อยไว้ได้

สิ่งที่ทำให้ภาพเหตุการณ์นี้สะเทือนใจยิ่งขึ้น คือระหว่างที่แฟรกเกิลว่ายน้ำพร้อมร่างของลูก มีโลมาตัวอื่น ๆ ทั้งฝูงที่อาศัยอยู่ในปากแม่น้ำ และโลมาจากทะเลเปิด เข้ามาว่ายเคียงข้างราวกับร่วมไว้อาลัยและให้กำลังใจ สะท้อนสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของสัตว์สังคมชนิดนี้

นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า พฤติกรรมที่แม่โลมาอุ้มลูกที่ตายแล้วไว้หลายวัน ถูกบันทึกพบในโลมาและวาฬหลายสายพันธุ์ และเชื่อว่าเป็น “พฤติกรรมแสดงความโศกเศร้า” คล้ายการอาลัยต่อการสูญเสียของมนุษย์

อย่างไรก็ตาม แม่โลมาไม่สามารถอุ้มพยุงร่างของลูกไว้ได้ตลอดไป เพราะท้ายที่สุดเธอจำเป็นต้องปล่อยร่างลูกลง เพื่อออกหาอาหารและดำรงชีวิตต่อไป

นักอนุรักษ์เผยว่า ปากแม่น้ำ Leschenault Estuary มีโลมาอาศัยอยู่เพียงไม่กี่ตัว การได้เห็นลูกโลมาเกิดใหม่ในแต่ละปีถือเป็นเรื่องหายากอยู่แล้ว ขณะที่อัตราการรอดชีวิตของลูกโลมาก็ต่ำ ทำให้การสูญเสียครั้งนี้สร้างความสะเทือนใจแก่ทั้งนักวิจัยและผู้ที่ติดตามชีวิตของเจ้าโลมาแฟรกเกิลเป็นอย่างมาก.

ที่มา : FB geographemarineresearch

ไฟป่าสหรัฐฯ ลุกลามเมืองสโปเคน เผาอาคารกว่า 700 แห่ง อพยพประชาชน 65,000 คน

ไฟป่าสหรัฐฯ ลุกลามเมืองสโปเคน เผาอาคารกว่า 700 แห่ง อพยพประชาชน 65,000 คน

4 ส.ค. 2569 13:02 น.

ไฟป่าสหรัฐฯ ลุกลามเมืองสโปเคน เผาอาคารกว่า 700 แห่ง อพยพประชาชน 65,000 คน

ไฟป่าขนาดใหญ่ 3 จุดในพื้นที่รอบเมืองสโปเคน รัฐวอชิงตัน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ ยังคงลุกลามอย่างหนัก หลังเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีสิ่งปลูกสร้างถูกไฟเผาทำลายอย่างน้อย 700 แห่ง และต้องอพยพประชาชนราว 65,000 คนออกจากพื้นที่เสี่ยง ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้จับกุมชายวัย 37 ปี ซึ่งต้องสงสัยว่าเป็นผู้ลอบวางเพลิง

เจ้าหน้าที่ระบุว่า การสำรวจทางอากาศพบสิ่งปลูกสร้างที่อาจได้รับความเสียหายหรือถูกทำลายอยู่ระหว่าง 700 ถึง 1,110 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นบ้านพักอาศัย ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถประเมินความเสียหายได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากหลายพื้นที่ยังไม่ปลอดภัยสำหรับการเข้าไปตรวจสอบ

ไฟป่าทั้ง 3 จุดเผาผลาญพื้นที่รวมกว่า 8,000 เอเคอร์ หรือประมาณ 20,000 ไร่ โดยไฟที่รุนแรงที่สุดคือไฟป่า “โอลด์ เทรลส์” ซึ่งลุกลามข้ามแม่น้ำสโปเคนเมื่อช่วงบ่ายวันเสาร์ ก่อนลุกลามเข้าสู่เขตเมืองและพื้นที่ชุมชน ภาพจากพื้นที่เกิดเหตุเผยให้เห็นบ้านเรือนจำนวนมากถูกเผาจนเหลือเพียงปล่องไฟ อิฐ และฐานราก ขณะที่บ้านบางหลังในบริเวณใกล้เคียงกลับไม่ได้รับความเสียหายรุนแรง

จอห์น โนเวลส์ เจ้าหน้าที่เมืองสโปเคน เปิดเผยว่า ประชาชนราว 65,000 คนได้รับคำสั่งให้อพยพ โดยเจ้าหน้าที่พยายามติดต่อประชาชน 14 คนที่ยังไม่สามารถติดต่อทางโทรศัพท์ได้ แต่ยังไม่มีการประกาศว่าบุคคลเหล่านี้สูญหาย

ลิซา บราวน์ นายกเทศมนตรีเมืองสโปเคน กล่าวว่า เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบความเสียหายเป็นรายพื้นที่ รวมถึงเฝ้าระวังจุดที่อาจเกิดไฟปะทุขึ้นอีกครั้ง และยังไม่สามารถระบุได้ว่าประชาชนจะกลับเข้าบ้านได้เมื่อใด โดยบางพื้นที่อาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์

สำนักงานเขตสโปเคนเคาน์ตี้เปิดเผยว่า นายแอรอน เอฟ. ฟารินาชชี วัย 37 ปี ถูกจับกุมและตั้งข้อหาต้องสงสัยว่าวางเพลิงในเหตุการณ์ไฟป่าโอลด์เทรลส์ เขาถูกควบคุมตัวโดยมีวงเงินประกันตัว 1 ล้านดอลลาร์ ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเขามีทนายความที่จะว่าความในนามของเขาหรือไม่

ขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่เจ้าหน้าที่เตือนว่าอาจพบผู้เสียชีวิตหรือผู้บาดเจ็บเพิ่มเติมเมื่อสามารถเข้าถึงพื้นที่ที่ถูกไฟไหม้อย่างหนักได้ โดยมีรายงานว่าประชาชนบางส่วนอาจสูญหายระหว่างการอพยพ

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงประมาณ 1,100 นายกำลังต่อสู้กับไฟทั้ง 3 จุด ขณะที่เครื่องบินดับเพลิงถูกส่งขึ้นบินเพื่อโปรยสารหน่วงไฟลงบนแนวไฟ อย่างไรก็ตาม ณ วันจันทร์ (3 ส.ค.) เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถควบคุมแนวไฟได้อย่างสมบูรณ์ในจุดใดเลย

สถานการณ์มีแนวโน้มดีขึ้นเล็กน้อยจากอุณหภูมิที่ลดลง ความชื้นเพิ่มขึ้น และลมอ่อนลงในวันจันทร์และอังคาร ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถรุกคืบควบคุมไฟได้มากขึ้น แต่คาดว่าสภาพอากาศจะกลับมาร้อนจัดอีกครั้งในช่วงกลางสัปดาห์ โดยอุณหภูมิอาจพุ่งขึ้นถึงช่วงกลางถึงปลาย 30 องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์ลดลงเหลือเพียงเลขหลักสิบ

บ็อบ เฟอร์กูสัน ผู้ว่าการรัฐวอชิงตัน ประกาศภาวะฉุกเฉินเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม โดยระบุว่ารัฐเผชิญภัยแล้งต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 อุณหภูมิสูงผิดปกติ และลมแรง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ไฟป่าลุกลามอย่างรวดเร็ว พร้อมระบุว่าเหตุการณ์ครั้งนี้อาจเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของเมืองสโปแคน

ไฟป่าสโปเคนเป็นหนึ่งในไฟป่าครั้งใหญ่จำนวนมากที่กำลังลุกไหม้ในรัฐวอชิงตัน โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าขณะนี้มีไฟป่าขนาดใหญ่ประมาณ 15-16 จุดทั่วรัฐ กินพื้นที่รวมกว่า 250,000-262,000 เอเคอร์ เดวิด อัปธโกรฟ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติรัฐวอชิงตัน กล่าวว่า ปีนี้ถือเป็น “ฤดูไฟป่าที่รุนแรงเป็นพิเศษ” ในภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ

ข้อมูลของศูนย์ดับเพลิงระหว่างหน่วยงานแห่งชาติของสหรัฐฯ ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้เกิดไฟป่าทั่วประเทศแล้ว 44,722 ครั้ง ซึ่งเป็นจำนวนสูงที่สุดในช่วงเวลาเดียวกันในรอบอย่างน้อย 10 ปี และเผาผลาญพื้นที่ไปเกือบ 5.2 ล้านเอเคอร์ หรือประมาณ 2.1 ล้านเฮกตาร์

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ภัยแล้งที่ยืดเยื้อและอุณหภูมิร้อนจัด ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ กำลังเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดไฟป่าขนาดใหญ่ในอเมริกาเหนือ ยุโรป และภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลก

แดเนียล สเวน นักภูมิอากาศวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส กล่าวว่า พื้นที่ตะวันออกของรัฐวอชิงตันเพิ่งเผชิญหนึ่งในฤดูหนาวที่อบอุ่นที่สุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนหิมะอย่างรุนแรง และเพิ่มความแห้งแล้งในฤดูไฟป่า

นอกจากรัฐวอชิงตันแล้ว ไฟป่ายังลุกลามในรัฐไอดาโฮ รัฐโอเรกอน และรัฐยูทาห์ รวมถึงรัฐบริติชโคลัมเบียของแคนาดา โดยหลายพื้นที่กำลังเผชิญภัยแล้งรุนแรงและสภาพอากาศที่เอื้อต่อการลุกลามของไฟ

เจ้าหน้าที่เตือนว่า การต่อสู้กับไฟป่าในภูมิภาคจะยังเป็นภารกิจที่ท้าทาย เนื่องจากหลังช่วงอากาศเย็นลงในระยะสั้น อุณหภูมิสูง ความชื้นต่ำ และลมแรงมีแนวโน้มกลับมาอีกครั้งในช่วงกลางสัปดาห์ ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์ไฟป่ารุนแรงขึ้นอีกครั้ง.

ที่มา AFP /  Reuters / Associated Press

เกาหลีเหนือแนะประชาชนกินเมนู “เนื้อสุนัข” คลายร้อน เพื่อช่วยรับมือสภาพอากาศร้อนจัด

เกาหลีเหนือแนะประชาชนกินเมนู "เนื้อสุนัข" คลายร้อน เพื่อช่วยรับมือสภาพอากาศร้อนจัด

4 ส.ค. 2569 11:13 น.

เกาหลีเหนือแนะประชาชนกินเมนู “เนื้อสุนัข” คลายร้อน เพื่อช่วยรับมือสภาพอากาศร้อนจัด

รัฐบาลเกาหลีเหนือแนะนำประชาชนรับมืออากาศร้อนด้วยอาหารหลายชนิด รวมถึงเมนูซุป “เนื้อสุนัข” ซึ่งระบุว่าเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ขณะคาบสมุทรเกาหลีเผชิญคลื่นความร้อนและอุณหภูมิพุ่งสูง

วันที่ 4 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หนังสือพิมพ์โรดอง ซินมุน สื่อทางการของพรรคแรงงานเกาหลี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของเกาหลีเหนือ แนะนำให้ประชาชนรับประทานซุปเนื้อสุนัข เพื่อช่วยรับมือกับสภาพอากาศร้อนจัด ท่ามกลางคลื่นความร้อนที่ปกคลุมทั้งเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้

รายงานระบุว่า โรดอง ซินมุนเผยแพร่คำแนะนำด้านสุขภาพเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพในช่วงคลื่นความร้อน รวมถึงแนวทางปฐมพยาบาลผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยจากความร้อน พร้อมเผยแพร่บทสัมภาษณ์แพทย์อาวุโสจากโรงพยาบาลทั่วไปเปียงยาง ซึ่งเตือนว่า ภาวะอ่อนเพลียจากความร้อนและโรคลมแดด หรือ ฮีตสโตรก (heatstroke) อาจทำให้อาการของผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน และภาวะไทรอยด์ทำงานเกินรุนแรงขึ้น

สื่อทางการเกาหลีเหนือแนะนำให้ประชาชนรับประทานอาหารที่ช่วยคลายร้อน อาทิ แตงโม ถั่วเขียว และแตงกวา ควบคู่กับอาหารที่ระบุว่ามีคุณค่าทางโภชนาการสูง ได้แก่ ซุปเนื้อสุนัข โจ๊กปลา และโจ๊กถั่วแดง โดยการส่งเสริมการบริโภคเนื้อสุนัขเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางที่รัฐบาลเกาหลีเหนือดำเนินมาเป็นเวลานาน  ซึ่งมักนำเสนออาหารชนิดนี้ว่าเป็นอาหารบำรุงร่างกายและช่วยรับมือกับสภาพอากาศร้อน แม้การบริโภคเนื้อสุนัขจะเป็นประเด็นที่สร้างข้อถกเถียงในหลายประเทศก็ตาม

ทั้งนี้ เกาหลีเหนือกำลังเผชิญคลื่นความร้อนอย่างต่อเนื่อง โดยบางพื้นที่มีอุณหภูมิสูงถึง 40 องศาเซลเซียส ขณะที่กรุงเปียงยางมีอุณหภูมิในช่วงกลางคืนสูงกว่า 25 องศาเซลเซียสติดต่อกันหลายวัน.

ที่มา Rodong Sinmun

ทรัมป์จวก บ.น้ำมันฟันกำไรจากสงครามอิหร่าน ชี้ควรคืนผลประโยชน์ให้ประชาชน-ลดราคาหน้าปั๊ม

ทรัมป์จวก บ.น้ำมันฟันกำไรจากสงครามอิหร่าน ชี้ควรคืนผลประโยชน์ให้ประชาชน-ลดราคาหน้าปั๊ม

4 ส.ค. 2569 11:06 น.

ทรัมป์จวก บ.น้ำมันฟันกำไรจากสงครามอิหร่าน ชี้ควรคืนผลประโยชน์ให้ประชาชน-ลดราคาหน้าปั๊ม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ อย่างดุเดือด หลังฟันกำไรเป็นประวัติการณ์จากสภาวะขาดแคลนน้ำมันเพราะสงครามอิหร่าน โดยชี้ว่าบริษัทเหล่านี้กำลังทำกำไร “มากเกินไป” บนความเดือดร้อนของประชาชน พร้อมเรียกร้องให้ลดราคาขายปลีกน้ำมันลงทันที และคืนกำไรบางส่วนให้แก่สาธารณชน ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นกว่า 37% นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อผลกำไรมหาศาลของบริษัทพลังงานระดับโลก โดยกล่าวในห้องทำงานในทำเนียบขาวว่า “ผมไม่ชอบเลย พวกเขากำลังทำกำไรมากเกินไปจากภาวะขาดแคลน” พร้อมย้ำว่า แม้ตนเองจะเป็นผู้สนับสนุนระบบเสรีนิยมทางเศรษฐกิจและภาคเอกชนมาโดยตลอด แต่ผลกำไรของยักษ์ใหญ่อย่าง เอ็กซอนโมบิล (ExxonMobil) และ เชฟรอน (Chevron) ในครั้งนี้ถือว่าสูงเกินกว่าเหตุ

การออกมาโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากสองยักษ์ใหญ่ทางด้านพลังงานรายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ของปี 2026 โดยเอ็กซอนโมบิล มีกำไรพุ่งสูงขึ้นมากกว่าสองเท่าแตะระดับ 14,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เชฟรอนทำกำไรได้ถึง 12,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วมากกว่า 5 เท่าตัว และนับเป็นกำไรรายไตรมาสที่สูงที่สุดในรอบ 6 ปีของบริษัท

ปัจจัยหลักที่หนุนกำไรของบริษัทน้ำมันพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ มาจากสถานการณ์สงครามในอิหร่าน ซึ่งเปิดฉากขึ้นโดยสหรัฐฯ และอิสราเอลช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา การปะทะและการตอบโต้ของอิหร่านส่งผลกระทบต่อพื้นที่อ่าวเปอร์เซียและปิดปิดทางขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซ กดดันให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในบางช่วง และดันราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยในสหรัฐฯ พุ่งขึ้นมากกว่า 37% ไปแตะระดับสูงสุดที่ 4.56 ดอลลาร์ต่อแกลลอนในฤดูใบไม้ผลิ

ปัญหาราคาน้ำมันแพงกำลังกลายเป็นจุดเปราะบางทางการเมืองสำคัญของทรัมป์และพรรครีพับลิกัน ในขณะที่พรรคเดโมแครตพยายามนำประเด็นค่าครองชีพมาโจมตีเพื่อหวังชิงเสียงข้างมากในสภาคองเกรสกลับคืนมาในการเลือกตั้งกลางเทอมช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้

ย้อนกลับไปในเดือนมิถุนายน ทรัมป์เคยขู่จะดำเนินคดีกับบริษัทน้ำมัน และสั่งการให้กระทรวงยุติธรรมเข้าสอบสวนกรณีการ “โขกราคา” ผู้บริโภค เนื่องจากราคาน้ำมันดิบเริ่มปรับตัวลดลง แต่ราคาขายปลีกหน้าปั๊มกลับยังคงค้างอยู่ในระดับสูง

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้โพสต์ข้อความบนทรูธโซเชียลตำหนิ นายไมค์ เวิร์ธ ประธานและซีอีโอของเชฟรอน ที่ออกรายการโทรทัศน์พูดถึงความสำเร็จของบริษัท โดยทรัมป์ระบุว่า “สิ่งเดียวที่เขาลืมพูดถึงก็คือ หากไม่มีความเฉียบแหลม สายตาที่กว้างไกล ความเข้มแข็ง และความมั่นคงของรัฐบาลทรัมป์ อุตสาหกรรมน้ำมันและประเทศของเราคงตายไปแล้ว” พร้อมยกตัวอย่างว่าเชฟรอนเคยถูกขับออกจากเวเนซุเอลา แต่รัฐบาลของเขาเป็นผู้ช่วยให้เชฟรอนได้กลับเข้าไปขยายธุรกิจจนสร้างรายได้มหาศาลอีกครั้ง

ทรัมป์กล่าวทิ้งทายโดยเรียกร้องให้บริษัทน้ำมันปรับลดราคาขายปลีกให้ผู้บริโภคลงโดยเร็ว พร้อมคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันหน้าปั๊มจะดิ่งลงอย่างรวดเร็วเมื่อภารกิจเกี่ยวกับอิหร่านเสร็จสิ้นลง โดยปัจจุบันราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยในสหรัฐฯ อยู่ที่ราว 4.09 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งยังคงสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วเกือบ 1 ดอลลาร์.

ที่มา CNBC / New York Post

มิน อ่อง หล่าย เตรียมเยือนไทยเป็นครั้งแรกในฐานะผู้นำพลเรือน

มิน อ่อง หล่าย เตรียมเยือนไทยเป็นครั้งแรกในฐานะผู้นำพลเรือน

4 ส.ค. 2569 10:39 น.

มิน อ่อง หล่าย เตรียมเยือนไทยเป็นครั้งแรกในฐานะผู้นำพลเรือน

พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย อดีตผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา เตรียมเดินทางเยือนไทยในวันที่ 6 ส.ค. นี้ ซึ่งนับเป็นการเดินทางเยือนไทยครั้งแรกนับตั้งแต่ก้าวขึ้นรับตำแหน่งผู้นำพลเรือน ขณะที่ไทยเดินหน้าสนับสนุนการฟื้นความสัมพันธ์กับเมียนมา ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าเป็นการให้ความชอบธรรมแก่ผู้นำที่ถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

อดีตนายพลผู้เหตุนำการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลประชาธิปไตยของนางอองซาน ซูจี เมื่อปี 2021 ซึ่งเป็นชนวนเหตุให้เกิดสงครามกลางเมืองที่มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100,000 คน ได้ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา หลังจากการเลือกตั้งที่องค์กรเฝ้าระวังด้านประชาธิปไตยและชาติสากลตะวันตกชี้ว่าเป็นเพียง “การจัดฉาก” เพื่อฟอกตัวและปรับภาพลักษณ์ให้กับรัฐบาลทหาร

ด้านประเทศไทยในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน ได้เป็นผู้นำในการรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับเมียนมา ทั้งในระดับทวิภาคีและผ่านสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) โดยก่อนหน้านี้ กลุ่มประเทศอาเซียนได้เคยสั่งห้ามผู้นำเมียนมาเข้าร่วมการประชุมระดับสูงนับตั้งแต่เกิดการรัฐประหาร อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเมียนมาได้เข้าร่วมการประชุมอย่างไม่เป็นทางการกับรัฐมนตรีต่างประเทศในภูมิภาคเมื่อเดือนที่แล้วที่ประเทศไทย

นับตั้งแต่เปลี่ยนจากการแต่งเครื่องแบบทหารมาสวมชุดพลเรือน มิน อ่อง หล่าย ได้เดินหน้าทำภารกิจทางการทูตอย่างต่อเนื่อง โดยได้เดินทางเยือนอินเดีย จีนซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญ รวมถึงประเทศลาวซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกอาเซียน

ขณะเดียวกัน ในช่วงก่อนการเดินทางเยือนกรุงเทพมหานคร นางออง ซาน ซู จี ซึ่งยังคงถูกกักบริเวณในบ้านพัก ได้รับอนุญาตให้เข้าพบกับตัวแทนของคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (3 ส.ค.) ซึ่งนับเป็นการพบปะกับเจ้าหน้าที่ต่างชาติที่ได้รับการเปิดเผยอย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่เธอถูกยึดอำนาจ

นายเดวิด แมททีสัน นักวิเคราะห์อิสระด้านเมียนมา ให้ความเห็นกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า ความพยายามของเมียนมาในการกลับเข้าสู่ความสัมพันธ์ในอาเซียนเป็นเรื่องของ “ศักดิ์ศรีและความน่าเชื่อถือ” สำหรับมิน อ่อง หล่าย อย่างไรก็ตาม ผู้นำเมียนมายังคงปฏิเสธที่จะปฏิบัติตาม “ฉันทามติ 5 ข้อ” ของอาเซียน เพื่อยุติความขัดแย้งผ่านการเจรจากับทุกฝ่าย โดยระบุว่า มิน อ่อง หล่าย ต้องการถูกมองว่าเป็นสมาชิกที่มีความรับผิดชอบของอาเซียน แต่กลับปฏิเสธข้อตกลงสำคัญของกลุ่มอย่างสิ้นเชิง

นักวิเคราะห์ระบุเพิ่มเติมว่า ฝั่งไทยมีเหตุผลสำคัญในการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ เนื่องจากเหตุปะทะระหว่างกองทัพเมียนมากับกลุ่มต่อต้านได้ลุกลามข้ามพรมแดนไทย ซึ่งปัจจุบันไทยต้องแบกรับภาระดูแลผู้ลี้ภัยหลายล้านคน นอกจากนี้ ไทยยังต้องเผชิญกับปัญหาเครือข่ายสแกมเมอร์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการค้ายาเสพติดบริเวณชายแดน

ทางด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ไทยเชื่อว่าเมียนมาและกัมพูชาสามารถทำอะไรได้มากกว่านี้ในการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งประเด็นนี้จะถูกยกขึ้นมาหารือในระหว่างการเยือนของมิน อ่อง หล่าย พร้อมแสดงความยินดีต่อกรณีการเข้าพบนางออง ซาน ซู จี ของกาชาด โดยหวังว่าทางการเมียนมาจะดำเนินมาตรการเชิงบวกเพื่อสันติภาพและความมั่นคงอย่างยั่งยืนต่อไป

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของไทยรายหนึ่งเปิดเผยโดยไม่เปิดเผยนามว่า มิน อ่อง หล่าย มีกำหนดรับการต้อนรับอย่างเป็นทางการด้วยแถวกองทหารเกียรติยศ ณ ทำเนียบรัฐบาล ในวันพฤหัสบดีนี้ ก่อนจะเข้าหารือแบบตัวต่อตัวกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย นอกจากนี้ ผู้นำเมียนมาจะเข้าร่วมงานฟอรัมธุรกิจและงานเลี้ยงอาหารค่ำ โดยคาดว่าทั้งสองฝ่ายจะร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านความร่วมมือแรงงาน

อย่างไรก็ตาม กลุ่มนักกิจกรรมและผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า รัฐบาลไทยไม่ควรให้การต้อนรับอย่างสมเกียรติแก่ มิน อ่อง หล่าย ซึ่งเป็นบุคคลที่ถูกคว่ำบาตรจากหลายประเทศตะวันตก และอยู่ระหว่างการถูกหมายจับโดยศาลอาญาระหว่างประเทศ ในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ขณะที่กลุ่มเคลื่อนไหว Justice For Myanmar ได้ออกมาประณามการดำเนินการทางการทูตของไทย โดยระบุในแถลงการณ์ว่า “มิน อ่อง หล่าย ต้องได้รับโทษและรับผิดชอบต่ออาชญากรรมที่เขาก่อ ไม่ใช่การได้รับความชอบธรรมปลอมๆ เช่นนี้”

ที่มา AFP

ลูกชาย “ออง ซาน ซู จี” เผยเป็นสัญญาณที่ดี หลัง ICRC ได้พบมารดาครั้งแรกในรอบกว่า 5 ปี

ลูกชาย “ออง ซาน ซู จี” เผยเป็นสัญญาณที่ดี หลัง ICRC ได้พบมารดาครั้งแรกในรอบกว่า 5 ปี

4 ส.ค. 2569 09:51 น.

ลูกชาย “ออง ซาน ซู จี” เผยเป็นสัญญาณที่ดี หลัง ICRC ได้พบมารดาครั้งแรกในรอบกว่า 5 ปี

“คิม อริส” บุตรชายคนเล็กของนางออง ซาน ซู จี เผยการที่ตัวแทนไอซีอาร์ซีได้เข้าพบมารดา ถือเป็นพัฒนาการเชิงบวกครั้งแรก ในรอบกว่า 5 ปี หลังถูกควบคุมตัวโดยขาดการติดต่อกับครอบครัวและทนายความ

วันที่ 4 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวอิรวดีรายงานว่า นายคิม อริส บุตรชายคนเล็กของนางออง ซาน ซู จี ผู้นำประชาธิปไตยเมียนมาที่ถูกควบคุมตัว เปิดเผยว่า การที่ตัวแทนคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ หรือ ไอซีอาร์ซี (International Committee of the Red Cross: ICRC) ได้เข้าพบมารดาเมื่อวันจันทร์ ที่ผ่านมา ถือเป็นพัฒนาการเชิงบวกครั้งแรกในคดีของมารดาในรอบกว่า 5 ปี และทำให้เขามีความหวังมากขึ้น

โดยนายคิมกล่าวในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าวอิรวดีว่า เขาเชื่อว่ารัฐบาลเมียนมากำลังตอบสนองต่อแรงกดดันจากทั้งอาเซียนและจีน และเขาคิดว่าขณะนี้ทางการเมียนมากำลังตอบสนองต่อแรงกดดันจากทั้งอาเซียนและจีน พร้อมระบุว่า หลังการเลือกตั้งที่รัฐบาลเมียนมาจัดขึ้น พรรคฝ่ายค้านของนางออง ซาน ซู จี ถูกกีดกันออกจากกระบวนการเลือกตั้ง รัฐบาลอาจกำลังพยายามสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง และต้องการแสดงให้ประชาคมโลกเห็นว่า นางออง ซาน ซู จี ยังมีชีวิตอยู่และมีสุขภาพดี

นายคิมยังกล่าวว่า มารดาของเขาถูกควบคุมตัวจากข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริงโดยสิ้นเชิง และจนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานในการติดต่อกับสมาชิกในครอบครัวหรือทีมทนายความ

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลทหารเมียนมาเปิดเผยว่า นายอาร์โน เดอ แบ็ก ผู้แทนประจำไอซีอาร์ซีในเมียนมา ได้เข้าพบนางออง ซาน ซู จี ในช่วงเช้าวันจันทร์ พร้อมเผยแพร่ภาพการพบปะครั้งนี้ ขณะเดียวกันไอซีอาร์ซี ยืนยันว่า การเข้าพบดำเนินการตามมาตรฐานและขั้นตอนขององค์กรในการเยี่ยมผู้ที่ถูกควบคุมตัว โดยรวมถึงการเปิดโอกาสให้ผู้แทนไอซีอาร์ซีได้พูดคุยกับนางออง ซาน ซู จี เป็นการส่วนตัว

การพบปะครั้งนี้เกิดขึ้นหลังรัฐบาลทหารเมียนมาเผชิญแรงกดดันจากนานาชาติอย่างหนักให้เปิดเผยสถานที่ควบคุมตัวและอาการของนางออง ซาน ซู จี รวมถึงเรียกร้องให้ปล่อยตัวเธอ ขณะเดียวกันการเข้าพบของไอซีอาร์ซีเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อน พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา มีกำหนดเดินทางเยือนไทย โดยไทยเป็นสมาชิกอาเซียนที่ผลักดันให้มีการหารือกับเมียนมา และหวังว่าอาเซียนจะได้รับอนุญาตให้เข้าพบออง ซาน ซู จี

ทั้งนี้ นางออง ซาน ซู จี ถูกกองทัพเมียนมาควบคุมตัวพร้อมเจ้าหน้าที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งคนอื่นๆ ระหว่างการรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ก่อนถูกดำเนินคดีหลายข้อหาและถูกตัดสินจำคุกรวม 35 ปี หลังได้รับการลดโทษหลายครั้ง ออง ซาน ซู จี ซึ่งปัจจุบันมีอายุ 81 ปี ยังคงเหลือโทษจำคุกราว 13 ปี ขณะที่ครอบครัวและองค์กรสิทธิมนุษยชนยังคงเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ควบคุมตัว สุขภาพ และอนุญาตให้เธอเข้าถึงครอบครัว ทนายความ และการรักษาพยาบาลอย่างเหมาะสม.

ที่มา Irrawaddy

ผู้นำเกาหลีใต้สั่งเร่งรับมือคลื่นความร้อน หลังคร่าชีวิตแล้ว 16 ราย

ผู้นำเกาหลีใต้สั่งเร่งรับมือคลื่นความร้อน หลังคร่าชีวิตแล้ว 16 ราย

4 ส.ค. 2569 09:37 น.

ผู้นำเกาหลีใต้สั่งเร่งรับมือคลื่นความร้อน หลังคร่าชีวิตแล้ว 16 ราย

ผู้นำเกาหลีใต้สั่งยกระดับมาตรการรับมือคลื่นความร้อน หลังเผชิญวิกฤตคลื่นความร้อนรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ อุณหภูมิพุ่ง 42.5 องศา สูงสุดในรอบ 122 ปี เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 16 ราย 

ประธานาธิบดี อี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ กล่าวระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นความร้อน พร้อมสั่งตรวจสอบระบบไฟฟ้าทั่วประเทศ เนื่องจากความต้องการใช้เครื่องปรับอากาศเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ผู้นำเกาหลีใต้ยังเตือนว่า สภาพอากาศสุดขั้วกำลังเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และอาจกลายเป็นเรื่องปกติในอนาคต จึงจำเป็นต้องปรับปรุงระบบบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศครั้งใหญ่ เพื่อรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น

ด้านสำนักงานอุตุนิยมวิทยาเกาหลีเปิดเผยว่า เมืองยางซาน ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ วัดอุณหภูมิได้ 42.5 องศาเซลเซียสเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นับเป็นอุณหภูมิสูงสุดตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลสภาพอากาศเมื่อ 122 ปีก่อน

นอกจากนี้ ทางการยังได้ออกประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อน เป็นครั้งแรกสำหรับบางพื้นที่ของกรุงโซลและจังหวัดคย็องกีเมื่อวันจันทร์ ก่อนขยายพื้นที่เตือนครอบคลุมทั่วกรุงโซลในวันอังคาร หลังอุณหภูมิยังคงอยู่ในระดับอันตรายและมีแนวโน้มร้อนต่อเนื่อง

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งทำให้คลื่นความร้อนเกิดถี่ขึ้น รุนแรงขึ้น และส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน รวมถึงการใช้พลังงานและระบบสาธารณูปโภคในหลายประเทศทั่วโลก.

ที่มา : channelnewsasia