กรุงโซล เกาหลีใต้ ประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อนระดับสูงสุดเป็นครั้งแรก คาดอุณหภูมิแตะ 38 องศา

กรุงโซล เกาหลีใต้ ประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อนระดับสูงสุดเป็นครั้งแรก คาดอุณหภูมิแตะ 38 องศา

5 ส.ค. 2569 09:44 น.

กรุงโซล เกาหลีใต้ ประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อนระดับสูงสุดเป็นครั้งแรก คาดอุณหภูมิแตะ 38 องศา

กรุงโซล ของเกาหลีใต้ ออกคำเตือนคลื่นความร้อนระดับสูงสุดเป็นครั้งแรก คาดอุณหภูมิช่วงกลางวันพุ่งถึง 38 องศาเซลเซียส ขณะยอดผู้ป่วยจากความร้อนสะสมเพิ่มเป็น 185 ราย เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ

วันที่ 4 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวยอนฮัปรายงานว่า กรมอุตุนิยมวิทยาเกาหลี ออกคำเตือนคลื่นความร้อนระดับร้ายแรง (Serious Heat Wave Warning) สำหรับบางพื้นที่ของกรุงโซลเป็นครั้งแรก เมื่อเวลา 11.00 น. วันอังคารที่ 4 สิงหาคม หลังคลื่นความร้อนทวีความรุนแรงขึ้น และคาดว่าอุณหภูมิในกรุงโซลจะสูงถึง 38 องศาเซลเซียส โดยคำเตือนระดับสูงสุดครอบคลุมพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้และตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงโซล ส่งผลให้เขตปกครอง 11 แห่ง รวมถึงเขตคังนัม เขตซงพา เขตคังซอ และเขตกวานัก อยู่ภายใต้คำเตือนฉบับนี้

นอกจากนี้ กรุงโซลได้กำหนดสถานที่ประมาณ 4,000 แห่งให้เป็นศูนย์พักพิงคลายร้อน เช่น ศูนย์ชุมชน ศูนย์ผู้สูงอายุ และศูนย์สวัสดิการ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าไปพักหลบร้อนได้ ขณะเดียวกัน กระทรวงมหาดไทยและความปลอดภัยของเกาหลีใต้ได้ส่งข้อความแจ้งเตือนประชาชน ขอให้หลีกเลี่ยงการออกจากบ้านและทำกิจกรรมกลางแจ้ง ดื่มน้ำให้เพียงพอ พักในสถานที่ที่มีอากาศเย็น และดูแลความปลอดภัยของสมาชิกในครอบครัวอย่างใกล้ชิด

รายงานข่าวระบุว่า คำเตือนคลื่นความร้อนระดับร้ายแรงเพิ่งถูกบรรจุเข้าในระบบแจ้งเตือนคลื่นความร้อนของเกาหลีใต้เมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยจะประกาศใช้เมื่ออุณหภูมิที่ร่างกายรู้สึกได้สูงสุดแตะหรือเกิน 38 องศาเซลเซียส หรืออุณหภูมิสูงสุดของวันแตะหรือเกิน 39 องศาเซลเซียส ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิที่ร่างกายรู้สึกได้ตั้งแต่ 35 องศาเซลเซียสขึ้นไปติดต่อกันอย่างน้อย 2 วัน

ข้อมูลของทางการระบุว่า เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา พบผู้ป่วยจากโรคที่เกี่ยวข้องกับความร้อนในกรุงโซลเพิ่มอีก 18 ราย ส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยสะสมตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม เพิ่มเป็น 185 ราย โดยมีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ ทางการกรุงโซลระบุว่า กำลังติดตามสถานการณ์ผู้ป่วยจากความร้อนอย่างใกล้ชิด และระดมมาตรการรับมืออย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการฉีดพ่นน้ำบนถนนเพื่อลดอุณหภูมิ และการดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะประชาชนที่อาศัยอยู่ในที่พักอาศัยขนาดเล็กและแออัด.

ที่มา Yonhap

ภูเขาไฟกัวเตมาลาปะทุรุนแรง เข้าสู่ระยะ “ระเบิดขั้นวิกฤต” ทางการเร่งอพยพประชาชนกว่า 1,600 คน

ภูเขาไฟกัวเตมาลาปะทุรุนแรง เข้าสู่ระยะ "ระเบิดขั้นวิกฤต" ทางการเร่งอพยพประชาชนกว่า 1,600 คน

5 ส.ค. 2569 09:16 น.

ภูเขาไฟกัวเตมาลาปะทุรุนแรง เข้าสู่ระยะ “ระเบิดขั้นวิกฤต” ทางการเร่งอพยพประชาชนกว่า 1,600 คน

ภูเขาไฟ “ฟูเอโก” ในกัวเตมาลา ปะทุรุนแรง พ่นลาวา เถ้าถ่าน กระแสเถ้าร้อนลงสู่พื้นที่โดยรอบ ผู้เชี่ยวชาญชี้เข้าสู่ระยะ “ระเบิดขั้นวิกฤต” ทางการเร่งอพยพประชาชนกว่า 1,600 คน กระทบกว่า 29,000 คน

วันที่ 4 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ภูเขาไฟฟูเอโก (Fuego) ในประเทศกัวเตมาลาปะทุอย่างรุนแรง ส่งผลให้ทางการต้องอพยพประชาชนจากเมืองและชุมชนใกล้เคียงอย่างน้อย 1,699 คน หลังการปะทุเข้าสู่ “ระยะระเบิดขั้นวิกฤต” และมีกระแสไพโรคลาสติก (pyroclastic flows) หรือเถ้าร้อน ไหลลงมาตามหุบเขาและร่องน้ำรอบภูเขาไฟ

นายเอ็ดวิน โรฮัส ผู้อำนวยการสถาบันแผ่นดินไหว ภูเขาไฟ อุตุนิยมวิทยา และอุทกวิทยาแห่งชาติของกัวเตมาลา เปิดเผยว่า กลุ่มเถ้าถ่านจากภูเขาไฟพุ่งสูงเกิน 5,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และกระจายไปไกลถึง 120 กิโลเมตรโดยกิจกรรมของภูเขาไฟฟูเอโกยังคงอยู่ในระยะระเบิดขั้นวิกฤต 

ทางด้านสำนักงานประสานงานเพื่อลดผลกระทบจากภัยพิบัติแห่งชาติของกัวเตมาลา ระบุว่า ประชาชนมากกว่า 29,000 คนได้รับผลกระทบจากเถ้าถ่านที่ตกปกคลุมพื้นที่ ขณะที่สำนักงานการบินพลเรือนกัวเตมาลาได้ออกประกาศเตือนนักบินว่า เถ้าภูเขาไฟส่งผลกระทบต่อน่านฟ้าทางตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ของภูเขาไฟ ไปจนถึงแนวชายแดนเม็กซิโก อย่างไรก็ตาม ท่าอากาศยานนานาชาติหลักของกัวเตมาลายังคงเปิดให้บริการตามปกติ

ขณะเดียวกัน อย่างน้อย 3 เขตประกาศเตือนภัยระดับสีแดง ซึ่งเป็นระดับสูงสุด เพื่อเร่งให้ประชาชนอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงและเข้าพักในศูนย์พักพิง และขณะนี้มีชุมชนได้รับผลกระทบจากควันและเถ้าถ่านแล้วอย่างน้อย 18 แห่ง แต่ยังไม่พบกระแสลาวาไหลเข้าสู่พื้นที่ชุมชน หรือความเสียหายต่อบ้านเรือน

ทั้งนี้ ภูเขาไฟฟูเอโกเป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่มีความเคลื่อนไหวมากที่สุดในภูมิภาคอเมริกากลาง ัตั้งอยู่ห่างจากกรุงกัวเตมาลาซิตี เมืองหลวงของกัวเตมาลา ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 50 กิโลเมตร  โดยการปะทุครั้งใหญ่เมื่อปี 2561 ทำให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายหลายร้อยคน.

ที่มา AP

กองทัพสหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นแล้วเกือบ 80% คลังอาวุธลดต่ำระดับอันตราย

กองทัพสหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นแล้วเกือบ 80% คลังอาวุธลดต่ำระดับอันตราย

5 ส.ค. 2569 05:05 น.

กองทัพสหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นแล้วเกือบ 80% คลังอาวุธลดต่ำระดับอันตราย

สื่อสหรัฐฯ เผยว่า คลังขีปนาวุธสกัดกั้นและระบบป้องกันของสหรัฐฯ ลดลงกว่า 50% ถึง 80% จากระดับที่มีก่อนเกิดสงครามกับอิหร่าน และต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะฟื้นฟูกลับมาเท่าเดิมได้

สำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น (CNN) รายงานอ้างการเปิดเผยจากแหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับสถานการณ์ของกองทัพสหรัฐฯ ว่า กองทัพสหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นสำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศ THAAD ไปแล้วเกือบ 4 ใน 5 หรือเกือบ 80% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนทำสงครามกับอิหร่าน ขณะที่ใช้ขีปนาวุธสำหรับระบบ Patriot ไปแล้วราวครึ่งหนึ่ง

นอกจากนั้น ขีปนาวุธยุทธศาสตร์ระยะไกลอย่าง ATACMS และ ขีปนาวุธโจมตีความแม่นยำสูง PrSM ถูกใช้งานไปจน “แทบจะหมดสต็อก” ขณะที่ขีปนาวุธโทมาฮอว์ก (Tomahawk) ก็ถูกใช้ไปแล้วเกือบครึ่งหนึ่งเช่นกัน

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าอาจต้องใช้เวลานานมากกว่า 3 ปีในการฟื้นฟูคลังขีปนาวุธ THAAD และ Patriot ให้กลับมาอยู่ในระดับเดิมก่อนสงคราม เนื่องจากอัตราการผลิตในปัจจุบันทำได้เพียงไม่กี่สิบลูกต่อเดือนเท่านั้น

แหล่งข่าวบอกอีกว่า คำเตือนเรื่องอาวุธขาดแคลนจากผู้บังคับบัญชาการทหารระดับสูง รวมถึง พลเอก แดน เคน ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วม เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจสั่งให้รัฐมนตรีกลาโหม พีท เฮกเซธ ระงับแผนการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ใส่อิหร่านเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ศูนย์เพื่อการศึกษาระหว่างประเทศและยุทธศาสตร์ (CSIS) ประเมินว่า ก่อนที่สงครามกับอิหร่านจะเริ่มขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. สหรัฐฯ มีขีปนาวุธสำหรับระบบ Patriots ประมาณ 2,200 ลูก และมีขีปนาวุธสกัดกั้น THAAD จำนวน 452 ลูก

ในขณะเดียวกัน ประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ในแถบตะวันออกกลาง รวมถึงประเทศอ่าวอาหรับ กังวลว่าหากมีการยกระดับสงคราม การขาดแคลนระบบป้องกันภัยทางอากาศจะทำให้พวกเขาตกเป็นเป้าการตอบโต้อย่างหนักจากอิหร่าน โดยเฉพาะการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

ด้านโฆษกทำเนียบขาวและโฆษกกระทรวงกลาโหม (เพนตากอน) ออกมายืนยันว่า กองทัพสหรัฐฯ ยังคงมีศักยภาพและยุทโธปกรณ์เพียงพอที่จะปกป้องประเทศและทำตามเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของประธานาธิบดีทรัมป์ พร้อมทั้งเร่งรัดให้บริษัทผู้ผลิตอาวุธขยายกำลังการผลิตอย่างเร่งด่วน

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า สต็อกอาวุธที่ลดลงอย่างรุนแรงนี้อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถของสหรัฐฯ หากต้องเผชิญหน้าหรือทำสงครามกับมหาอำนาจอื่นในอนาคต เช่น จีน รัสเซีย หรือเกาหลีเหนือ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ยูเครนโวย โดรนรัสเซียบินไล่ล่าพ่อค้า ก่อนระเบิดใส่ได้รับบาดเจ็บ

ยูเครนโวย โดรนรัสเซียบินไล่ล่าพ่อค้า ก่อนระเบิดใส่ได้รับบาดเจ็บ

5 ส.ค. 2569 03:50 น.

ยูเครนโวย โดรนรัสเซียบินไล่ล่าพ่อค้า ก่อนระเบิดใส่ได้รับบาดเจ็บ

(ภาพจาก AFP PHOTO / NATIONAL POLICE OF UKRAINE)

ประธานาธิบดียูเครนโพสต์คลิปแสดงให้เห็น โดรนลำหนึ่งกำลังบินไล่ล่าพ่อค้าคนหนึ่งก่อนจะระเบิดใส่จนได้รับบาดเจ็บ พร้อมกล่าวหาว่า นี่คือการโจมตีแบบล่ามนุษย์ฝีมือรัสเซีย

เมื่อวันอังคารที่ 4 ส.ค. 2569 ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน แชร์วิดีโอบนโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นวินาทีที่โดรนลำหนึ่งกำลังไล่ล่าชายคนหนึ่งในเมืองทางตอนใต้ของประเทศ ซึ่งนายเซเลนสกีระบุว่า นี่คือหลักฐานว่ากองทัพรัสเซียกำลังใช้การโจมตีแบบ “ซาฟารี” (ล่าสัตว์) กับพลเรือน

คลิปวิดีโอดังกล่าวแสดงภาพโดรนกำลังไล่ตามพ่อค้าแผงลอยบนถนนในเมืองแห่งหนึ่งในแคว้นเคอร์ซอนของยูเครน ชายคนดังกล่าวพยายามเดินหนีโดรนที่บินวนอยู่เหนือศีรษะ ก่อนที่มันจะบินไล่ล่าขณะที่เขาวิ่งหนีรอบรถตู้สีขาว และในที่สุด โดรนก็พุ่งโฉบลงมาและเกิดระเบิดขึ้นทันทีเข้าใกล้ตัวเขา

แพทย์รายหนึ่งเปิดเผยว่า ชายคนนี้รอดชีวิตมาได้แต่ได้รับบาดเจ็บจากเศษระเบิดหลายแห่ง มีอาการสมองกระทบกระเทือน และได้รับความบอบช้ำทางจิตใจ

การส่งโดรนบังคับระยะไกลมาใช้โจมตีพลเรือน ซึ่งบางครั้งถูกเรียกว่า “ซาฟารีล่ามนุษย์” (human safari) เป็นวิธีที่กองทัพรัสเซียมักนำมาใช้เพื่อสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนในพื้นที่แนวหน้าของยูเครน

“โลกต้องได้เห็นสิ่งนี้” เซเลนสกีโพสต์ข้อความบนแอปพลิเคชัน Telegram “โลกต้องได้เห็นหลักฐานทุกชิ้นที่เผยให้เห็นว่า รัสเซียบ้าไปแล้ว และต้องเห็นข้อเท็จจริงทุกอย่างที่ว่าทหารรัสเซียกำลังสนุกกับการฆ่าและทรมานผู้คน”

ด้านนายอันดรีย์ ซีบิฮา รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของยูเครน กล่าวว่า วิดีโอนี้แสดงให้เห็นถึง “การก่ออาชญากรรมสงครามอันป่าเถื่อน”

ซิบิฮากล่าวเสริมว่า การโจมตีแบบซาฟารีนี้เป็น “ยุทธศาสตร์ที่ตั้งใจและทำเป็นระบบของรัสเซีย” พร้อมระบุว่า “ผู้กระหายเลือดที่ควบคุมโดรนลำนี้รู้อยู่เต็มอกว่าตนเองกำลังเล็งเป้าหมายไปที่พลเรือน” และชี้ว่าการโจมตีนี้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญที่รัสเซียตั้งใจทำเพื่อข่มขู่ประชาชน พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมโลกออกมาร่วมกันประณาม

ต่อมา ผู้ว่าการแคว้นเคอร์ซอนก็โพสต์คลิปวิดีโอชายในเหตุการณ์นี้ ซึ่งมีชื่อว่า “ยูรีย์” เป็นพ่อค้าขายผักวัย 52 ปี กำลังให้สัมภาษณ์จากเตียงในโรงพยาบาลหลังถูกโดรนโจมตี

ยูรีย์เล่าว่า เขาและภรรยากำลังเริ่มตั้งลังผักข้างรถตู้ ตอนที่ได้ยินเสียงหึ่งๆ ดังขึ้นเหนือหัว เมื่อภรรยาของเขาวิ่งหนี โดรนก็หันมาเล่นงานเขาแทน เขาพยายามชูกระเทียมไปทางกล้องของโดรน เพื่อแสดงให้คนควบคุมโดรนเห็นว่า เขาไม่ได้พยายามจะถ่ายคลิป

“มันเห็นชัดๆ ว่าผมวางมะเขือเทศ แตงกวา และมะเขือยาวไว้บนพื้น” ยูรีย์กล่าว “มันถึงขั้นมุดลงมาใต้ร่มตอนที่ผมวิ่งหนีไปอีกฝั่งหนึ่งด้วยซ้ำ”

ทีมตรวจสอบ BBC Verify ได้ตรวจสอบพิกัดทางภูมิศาสตร์ของวิดีโอดังกล่าว พบว่าเป็นบริเวณตลาดข้างวงเวียนแห่งหนึ่งในเขตทาฟริสกี (Tavriiskyi) ทางตอนเหนือของเคอร์ซอน

ทั้งนี้ รัสเซียใช้การโจมตีแบบ “ซาฟารี” ในแคว้นเคอร์ซอนมานาน เนื่องจากเมืองนี้ตั้งอยู่ห่างจากแนวหน้าเพียงไม่กี่ไมล์เท่านั้น ขณะที่รายงานของสหประชาชาติ (UN) ในปี 2568 ระบุว่า พบหลักฐานว่ากองทัพรัสเซียสังหารและทำร้ายพลเรือนในพื้นที่ดังกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยใช้โดรนเป็นอาวุธเล็งเป้าใส่ประชาชน

วิดีโอที่บันทึกโดยโดรนก่อนจะพุ่งระเบิดใส่เป้าหมาย มักถูกนำมาโพสต์ลงบนโลกออนไลน์ เปิดให้คนหลายพันคนได้เห็นวินาทีสุดท้ายอันน่าหวาดกลัวของเหยื่อ

“การโพสต์คลิปวิดีโอการสังหารและทำร้ายพลเรือน ถือเป็นอาชญากรรมสงครามฐานหยามเกียรติและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างร้ายแรง” UN ระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ จับผู้ต้องสงสัย จุดไฟป่าครั้งใหญ่ในรัฐวอชิงตัน พบประวัติฆ่าพ่อตัวเอง

สหรัฐฯ จับผู้ต้องสงสัย จุดไฟป่าครั้งใหญ่ในรัฐวอชิงตัน พบประวัติฆ่าพ่อตัวเอง

5 ส.ค. 2569 02:20 น.

สหรัฐฯ จับผู้ต้องสงสัย จุดไฟป่าครั้งใหญ่ในรัฐวอชิงตัน พบประวัติฆ่าพ่อตัวเอง

สหรัฐฯ จับกุมผู้ต้องสงสัยวางเพลิงจนเป็นเหตุให้เกิดไฟป่ารุนแรง ซึ่งกำลังเผาผลาญพื้นที่ในรัฐวอชิงตันอยู่ตอนนี้ โดยผู้ต้องสงสัยมีประวัติใช้ปืนสังหารบิดาตัวเองหลังจากทะเลาะกัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 4 ส.ค. 2569 ว่า ตำรวจสหรัฐฯ จับกุมตัวนายอารอน เอฟ. ฟารินัชชี อายุ 37 ปี และตั้งข้อหาวางเพลิงโดยเจตนา ซึ่งเป็นต้นเหตุของไฟป่า “โอลด์ เทรลส์” (Old Trails) ซึ่งเป็นไฟป่าขนาดใหญ่ที่สุดจากทั้งหมด 3 จุดที่กำลังเกิดขึ้นในเมืองสโปเคน (Spokane) รัฐวอชิงตัน

เจ้าหน้าที่จับกุมนายฟารินัชชีหลังได้เบาะแสจากพลเมืองดีว่า พบเห็นชายท่าทีลุกลนก้มๆ เงยๆ อยู่ริมถนนใกล้พงหญ้าจุดเกิดเหตุ โดยเจ้าหน้าที่พบไม้ขีดไฟและไฟแช็กในตัวนายฟารินัชชีในตอนจับกุมตัวเขา แต่ชายคนนี้ปฏิเสธข้อกล่าวหา และอ้างว่า พกไม้ขีดและไฟแช็กดังกล่าวไว้เพื่อจุดบุหรี่

อย่างไรก็ตาม ตำรวจได้ควบคุมตัวเขาและดำเนินการฝากขัง โดยศาลตั้งวงเงินประกันตัวไว้สูงถึง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

จากการตรวจสอบในเบื้องต้น พบว่านายฟารินัชชีเคยก่อเหตุใช้ปืนยิงพ่อแท้ๆ ของตนเองจนเสียชีวิตที่รัฐแอริโซนาเมื่อปี 2553 หลังทั้งคู่ทะเลาะกันเรื่อง “การล้างจาน” ก่อนที่เขาจะพยายามจบชีวิตตัวเองแต่รอดมาได้

ความผิดในครั้งนั้นทำให้เขาถูกตัดสินจำคุกข้อหาฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา และทำร้ายร่างกายสาหัส ก่อนจะเพิ่งพ้นโทษออกมาเมื่อปี 2563

ทั้งนี้ ไฟป่าที่เมืองสโปเคนเผาผลาญพื้นที่ไปแล้วกว่า 41 ตารางกิโลเมตร ทำลายอาคารบ้านเรือนไปอย่างน้อย 700 แห่ง และบีบให้ประชาชนราว 67,000 คนต้องอพยพด่วน แต่เคราะห์ดีที่ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัส ส่วนกรณีมีผู้สูญหาย 14 รายนั้น เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นเพียงการขาดการติดต่อระหว่างการอพยพเท่านั้น

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้อนุมัติการประกาศภาวะฉุกเฉินแบบเร่งด่วนตามคำขอของรัฐวอชิงตัน เพื่อดึงงบประมาณและทรัพยากรมาช่วยเหลือ โดยขณะนี้มีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 1,000 นายลงพื้นที่ และคาดว่าจะเพิ่มกำลังเป็นสองเท่าในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ท่ามกลางอุปสรรคคืออากาศร้อนจัด ภัยแล้ง และลมแรง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

นักปั่นใจบุญวัย 82 ปี เสียชีวิตแล้ว หลังปั่นการกุศล 5,300 กม.ข้ามออสเตรเลียสำเร็จ

นักปั่นใจบุญวัย 82 ปี เสียชีวิตแล้ว หลังปั่นการกุศล 5,300 กม.ข้ามออสเตรเลียสำเร็จ

5 ส.ค. 2569 01:35 น.

นักปั่นใจบุญวัย 82 ปี เสียชีวิตแล้ว หลังปั่นการกุศล 5,300 กม.ข้ามออสเตรเลียสำเร็จ

(ภาพจาก Instagram/broome2bowral.4mnd)

บ๊อบ มอนต์โกเมอรี นักปั่นจักรยานเพื่อการกุศล เสียชีวิตแล้วในวัย 82 ปี หลังทำภารกิจสุดท้ายในการปั่นจักรยานข้ามออสเตรเลีย เพื่อระดมทุนให้องค์กรโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้สำเร็จ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 4 ส.ค. 2569 ว่า บ๊อบ มอนต์โกเมอรี วัย 82 ปี ผู้ปั่นจักรยานเป็นระยะทาง 3,300 ไมล์ (5,300 กิโลเมตร) ข้ามประเทศออสเตรเลียเพื่อระดมทุนให้องค์การกุศล เสียชีวิตอย่างสงบแล้วในวันจันทร์ที่ผ่านมา เพียงวันเดียวหลังจากเขาทำภารกิจสุดท้ายนี้ได้สำเร็จ

ครอบครัวมอนต์โกเมอรีเผยแพร่แถลงการณ์ผ่านโซเชียลมีเดียว่า การเสียชีวิตของ บ๊อบ เป็นเรื่อง “ไม่คาดฝัน” แต่ก็เป็นการ “จากไปอย่างสงบ” เพียงวันเดียวหลังจากที่เขาเพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจที่เขาตั้งชื่อว่า “One Last Ride” (การปั่นครั้งสุดท้าย) และสามารถระดมทุนได้ประมาณ 105,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย

แถลงการณ์ระบุว่า นี่เป็นการปั่นระดมทุนครั้งที่ 6 ของเขาเพื่อสนับสนุนองค์กรช่วยเหลือผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (MND NSW) ซึ่งเป็น “เจตนารมณ์ที่เขามุ่งมั่นและผูกพันอย่างลึกซึ้ง”

ด้านนาย เลียม โอเมรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ MND NSW เผยว่า เมื่อวันจันทร์ครอบครัวมอนต์โกเมอรีรวมตัวกันในนครซิดนีย์เพื่อฉลองการทำภารกิจสำเร็จ ทว่าหลังจากการเลี้ยงจบลงไม่นาน บ๊อบเกิดอาการป่วยกะทันหัน ก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ทั้งนี้ บ๊อบกับ ทอม มัลคอล์ม หลานชายเริ่มออกเดินทางจากเมืองบรูม (Broome) ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย มุ่งหน้าสู่เมืองโบวรัล (Bowral) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของนครซิดนีย์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (2 ส.ค.) โดยใช้เวลาทั้งสิ้น 6 สัปดาห์ ท่ามกลางเสียงปรบมือต้อนรับจากผู้คนในชุมชน

แถลงการณ์ระบุอีกว่า เจนนี ภรรยาผู้อยู่คู่ชีวิตของบ๊อบมานานถึง 59 ปี ได้อยู่เคียงข้างเขาในช่วงเวลาที่ “จากไปอย่างสงบ” พร้อมเสริมว่าเขายังคง “แบ่งปันเรื่องราวและข้อความแห่งความมุ่งมั่นอย่างเปี่ยมด้วยพลัง เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนจะเสียชีวิต”

บ๊อบเคยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว ABC ของออสเตรเลียว่า แรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เขาเดินหน้าคือการได้พบปะผู้คนตามเส้นทาง และการได้ดื่ม “เบียร์สักแก้วสองแก้ว” ในแต่ละจุดแวะพัก

“มีเรื่องราวมากมายและผู้คนจำนวนมากที่เราได้พบระหว่างทาง ซึ่งพร้อมที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือและบริจาคเงิน มันเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมาก” บ๊อบกล่าว

อนึ่ง บ๊อบได้รับแรงบันดาลใจในการลุกขึ้นมาทำภารกิจปั่นจักรยานการกุศล หลังจากสูญเสียลูกพี่ลูกน้องไปด้วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (MND) และเขาสามารถระดมทุนไปได้แล้วเกือบ 300,000 ดอลลาร์ออสเตรเลียในการปั่นครั้งก่อนๆ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ศรีลังกาปิดโรงเรียน หลังฝนตกหนักทำน้ำท่วม-ดินถล่ม คร่าแล้ว 5 ศพ

ศรีลังกาปิดโรงเรียน หลังฝนตกหนักทำน้ำท่วม-ดินถล่ม คร่าแล้ว 5 ศพ

5 ส.ค. 2569 00:09 น.

ศรีลังกาปิดโรงเรียน หลังฝนตกหนักทำน้ำท่วม-ดินถล่ม คร่าแล้ว 5 ศพ

ศรีลังกาสั่งปิดโรงเรียนหลายแห่งในภาคกลางของประเทศ หลังฝนที่ตกลงมาอย่างหนักทำให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มหลายจุด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ศพและบาดเจ็บอีกหลายราย

เมื่อวันอังคารที่ 4 ส.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ของประเทศศรีลังกาเปิดเผยว่า รัฐบาลสั่งปิดโรงเรียนหลายแห่งในจังหวัด เซ็นทรัล (Central) ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ภูเขาสูงในกลางประเทศ หลังมีฝนตกลงมาอย่างหนักทำให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มหลายจุด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ศพ และได้รับบาดเจ็บ 3 ราย

ฝนที่ตกหนักตลอดสองวันที่ผ่านมาได้สร้างความเสียหายในหลายพื้นที่ทั่วประเทศศรีลังกา ทำให้บ้านเรือน พื้นที่เกษตรกรรม และถนนหนทางถูกน้ำท่วม ศูนย์จัดการภัยพิบัติแห่งชาติของรัฐบาลระบุว่า พื้นที่ภูเขาในบริเวณภาคกลางของประเทศได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศเลวร้ายนี้หนักที่สุด

นายประธีป โคดิปพิลี โฆษกศูนย์จัดการภัยพิบัติฯ กล่าวว่า จนถึงขณะนี้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 รายจากเหตุดินถล่มทับบ้านเรือน 2 หลังในจังหวัดเซ็นทรัล ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 ราย และสูญหายอีก 2 ราย นอกจากนั้น พายุฝนและน้ำท่วมได้สร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือน 129 หลัง และต้องอพยพประชาชนเกือบ 2,000 คน

ด้านกองทัพบกและกองทัพเรือได้ระดมกำลังทหารเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ติดค้างอยู่ท่ามกลางน้ำท่วม และช่วยเคลื่อนย้ายพวกเขาไปยังสถานที่ปลอดภัย

ทั้งนี้ ภัยพิบัติล่าสุดเกิดขึ้นในขณะที่ ศรีลังกายังคงพยายามฟื้นตัวจากความเสียหายครั้งใหญ่จากพายุไซโคลน “ดิตวา” (Ditwa) เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อน ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปเกือบ 640 ศพ ส่งผลกระทบต่อประชาชน 2 ล้านคน และก่อให้เกิดความเสียหายมูลค่าประเมินราว 4.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

จังหวัดเซ็นทรัลเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากพายุไซโคลนดิตวา และรัฐบาลกำลังเผชิญกับความยากลำบากในการเร่งฟื้นฟูถนน ทางรถไฟ และบ้านเรือนในภูมิภาคนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

UK-ฝรั่งเศส ช่วยผู้อพยพ 150 คน หลังไฟไหม้เรือกลางช่องแคบอังกฤษ

UK-ฝรั่งเศส ช่วยผู้อพยพ 150 คน หลังไฟไหม้เรือกลางช่องแคบอังกฤษ

4 ส.ค. 2569 23:06 น.

UK-ฝรั่งเศส ช่วยผู้อพยพ 150 คน หลังไฟไหม้เรือกลางช่องแคบอังกฤษ

เจ้าหน้าที่ของสหราชอาณาจักรกับฝรั่งเศส ช่วยผู้อพยพที่พยายามจะข้ามช่องแคบอังกฤษได้กว่า 150 ราย หลังจากเกิดไฟไหม้บนเรือของพวกเขาเมื่อช่วงเช้าวันอังคาร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 4 ส.ค. 2569 ว่า เกิดเหตุไฟไหม้บนเรือขนผู้อพยพขนาดเล็กลำหนึ่ง ซึ่งพยายามเดินทางข้ามช่องแคบอังกฤษจากฝรั่งเศสไปยังสหราชอาณาจักร โดยเจ้าหน้าที่ของฝรั่งเศสและ UK ช่วยเหลือผู้อพยพได้แล้ว 157 คน และนำตัวทั้งหมดไปส่งที่ท่าเรือในเมืองบูโลญ-ซูร์-แมร์ ของฝรั่งเศส โดยไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

เรือลำดังกล่าวเดินทางออกจากฝรั่งเศสตั้งแต่คืนวันจันทร์ (3 ส.ค.) โดยในตอนแรกกลุ่มผู้อพยพปฏิเสธความช่วยเหลือจากเรือลาดตระเวนฝรั่งเศส เพราะต้องการเดินทางไปให้ถึงสหราชอาณาจักร แต่สุดท้ายพวกเขาก็ต้องขอความช่วยเหลือเนื่องจากเกิดไฟไหม้เครื่องยนต์เรือในช่วงเช้าวันอังคาร และสถานการณ์เลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว

เรือกู้ภัยจากทั้งฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักรหลายลำเดินทางไปช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ โดยเรือของฝรั่งเศส 2 ลำช่วยผู้อพยพได้ 103 ราย ขณะที่เรือของอังกฤษช่วยผู้อพยพได้ 54 ราย

นางแอนนา เทอร์ลีย์ รัฐมนตรีความมั่นคงชายแดนของสหราชอาณาจักร ยืนยันว่าผู้อพยพทั้งหมดบนเรือจะถูกส่งตัวกลับประเทศฝรั่งเศส พร้อมย้ำว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนถึงอันตรายและความไร้มนุษยธรรมของขบวนการลักลอบขนคนเข้าเมือง

ด้านพรรคอนุรักษนิยมของอังกฤษวิจารณ์ตำรวจฝรั่งเศสว่าปล่อยให้เรือผู้อพยพออกเดินทาง ขณะที่นาย ไนเจล ฟาราจ ผู้นำพรรคฝ่ายค้าน “Reform UK” ออกมาย้ำข้อเสนอของเขา ที่ต้องการให้รัฐบาลใช้กองทัพเรือผลักดันเรือผู้อพยพกลับไป

ทั้งนี้ แม้ตัวเลขผู้อพยพทางเรือข้ามช่องแคบอังกฤษในปีนี้จะลดลงราว 43% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 ทว่านับตั้งแต่นาย แอนดี เบิร์นแฮม รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรคนใหม่เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน มีผู้อพยพเดินทางมาถึงสหราชอาณาจักรผ่านช่องแคบดังกล่าวแล้วกว่า 2,000 คน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ หวังปิดดีลช่องแคบฮอร์มุซภายในไม่กี่วัน หลังเรือสินค้าถูกโจมตี

สหรัฐฯ หวังปิดดีลช่องแคบฮอร์มุซภายในไม่กี่วัน หลังเรือสินค้าถูกโจมตี

4 ส.ค. 2569 22:03 น.

สหรัฐฯ หวังปิดดีลช่องแคบฮอร์มุซภายในไม่กี่วัน หลังเรือสินค้าถูกโจมตี

โดนัลด์ ทรัมป์ กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ คาดหวังว่า จะสามารถบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ภายในวันนี้หรือวันพรุ่งนี้ ในขณะที่เตหะรานบอกว่าไม่มีการเจรจาเกิดขึ้น

เมื่อวันอังคารที่ 4 ส.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ หลายรายออกมาแสดงความคาดหวังว่า สหรัฐฯ อาจบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ภายใน “วันนี้หรือพรุ่งนี้” เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากมีรายงานว่า เรือสินค้าอีกลำถูกโจมตีขณะเดินทางผ่านช่องแคบดังกล่าว

นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ บอกกับสถานีโทรทัศน์ CNBC ว่า “มีโอกาสที่เราอาจจะบรรลุข้อตกลง” ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า หนึ่งวันหลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าช่องแคบแห่งนี้อาจเปิดใหม่อีกครั้งในวันอังคาร

นายทรัมป์กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า เขาคาดว่าจะรู้ผลภายในวันอังคารว่าการเจรจาเป็นอย่างไร “ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง” แต่ยืนยันหนักแน่นว่า “มันไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก” โดยเรื่องการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ “อาจเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้เลย (วันอังคาร)” ส่วนเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน “อาจต้องใช้เวลาอีกสักพัก”

คำพูดของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เกิดขึ้นในขณะที่ทางการอิหร่านออกมาปฏิเสธเรื่องการเจรจารอบใหม่กับสหรัฐฯ โดยยืนยันว่า พวกเขามีการหารือแค่กับประเทศโอมาน เรื่องการกำหนดเส้นทางเดินเรือ เพื่อให้เรือสินค้าสามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัยเท่านั้น

ทางด้านกาตาร์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางในการเจรจา ได้เปิดเผยเมื่อวันอังคารว่า ความพยายามทางการทูตยังคงดำเนินอยู่ แต่ยังไม่มีแผนการเจรจาโดยตรงระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ แต่อย่างใด

ขณะเดียวกัน สำนักงานความมั่นคงทางการทางทะเลแห่งสหราชอาณาจักร (UKMTO) รายงานในช่วงเช้าวันอังคารว่า เรือขนส่งสินค้าลำหนึ่งถูกโจมตีด้วย “วัตถุระเบิดไม่ทราบชนิด” ในช่องแคบฮอร์มุซ นอกชายฝั่งโอมาน โดยที่ UKMTO ไม่เปิดเผยชื่อเรือ รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับความเสียหายหรือผู้ได้รับบาดเจ็บ

ทั้งนี้ อิหร่านยังคงเดินหน้าปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซอย่างเข้มงวด และยืนยันให้เรือต่างๆ ต้องประสานงานเรื่องการเดินทางผ่านช่องแคบกับพวกเขา และต้องใช้เส้นทางที่แล่นเลียบชายฝั่งของอิหร่านเท่านั้นด้วย ส่งผลทำให้เรือจำนวนมากเลือกที่จะใช้เส้นทางตอนใต้ที่อยู่ใกล้กับโอมานซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของช่องแคบแทน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กัวเตมาลาเตือนภัยระดับอันตราย ภูเขาไฟฟูเอโกปะทุรุนแรง พ่นเถ้าถ่านสูง 6 กม.

กัวเตมาลาเตือนภัยระดับอันตราย ภูเขาไฟฟูเอโกปะทุรุนแรง พ่นเถ้าถ่านสูง 6 กม.

4 ส.ค. 2569 16:51 น.

กัวเตมาลาเตือนภัยระดับอันตราย ภูเขาไฟฟูเอโกปะทุรุนแรง พ่นเถ้าถ่านสูง 6 กม.

ทางการกัวเตมาลาประกาศเตือนภัยระดับสีส้ม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดอันดับสองของประเทศ หลังภูเขาไฟฟูเอโก หนึ่งในภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นมากที่สุดในอเมริกากลาง ปะทุรุนแรงขึ้น ส่งลาวาและเถ้าถ่านพุ่งสูงกว่า 6 กิโลเมตร พร้อมสั่งอพยพประชาชนจากหมู่บ้านใกล้เคียง และระงับการเรียนการสอนในพื้นที่เสี่ยง

ทางการกัวเตมาลาประกาศเตือนภัยระดับสีส้ม หรือระดับ “อันตราย” ทั่วประเทศ หลังภูเขาไฟฟูเอโกเกิดการปะทุรุนแรง และมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น โดยเจ้าหน้าที่ได้สั่งอพยพประชาชนจากหมู่บ้านใกล้ภูเขาไฟเพื่อความปลอดภัย สำนักงานประสานงานเพื่อการลดภัยพิบัติแห่งชาติ หรือ Conred ระบุว่า การปะทุเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้าวันจันทร์ ก่อนทวีความรุนแรงในช่วงค่ำ มีลาวาไหลลงมาตามลาดเขา และกลุ่มเถ้าถ่านพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงกว่า 6,000 เมตร 

ภูเขาไฟฟูเอโกมีความสูง 3,763 เมตร และตั้งอยู่ห่างจากกรุงกัวเตมาลาซิตี้ประมาณ 35 กิโลเมตร ภาพจากหน่วยงานฉุกเฉินเผยให้เห็นการปะทุอย่างรุนแรงจนท้องฟ้าเหนือภูเขาไฟเปลี่ยนเป็นสีแดง ขณะที่ลาวาสีแดงไหลลงตามแนวลาดเขา ทางการเริ่มอพยพประชาชนจาก 2 หมู่บ้านที่อยู่ใกล้ภูเขาไฟ โดยเตือนให้ประชาชนเตรียมพร้อมอพยพด้วยตนเองทันที หากมีคำสั่งให้ออกจากพื้นที่หรือสถานการณ์เริ่มเป็นอันตรายต่อชีวิต

วาเลเรีย อูริซาร์ โฆษก Conred ระบุว่า ประชาชนควรยึดหลักการ “อพยพด้วยตนเอง” หากพบว่าสถานการณ์เป็นภัยต่อชีวิต พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

สถาบันภูเขาไฟวิทยาแห่งชาติกัวเตมาลาเตือนว่า ภูเขาไฟฟูเอโกกำลังเข้าสู่ “ระยะที่มีการปะทุรุนแรงมากขึ้น” และอาจเกิดกระแสเศษวัสดุภูเขาไฟร้อนจัดไหลลงมาตามลาดเขา โดยชุมชนบริเวณด้านตะวันตกและด้านใต้ของภูเขาไฟมีความเสี่ยงสูงที่สุด

เถ้าภูเขาไฟยังตกลงในชุมชนโดยรอบ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรสั่งปิดถนนสายหนึ่งที่ตัดผ่านบริเวณเทือกเขา ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมชายฝั่งทางตอนใต้ของประเทศกับเมืองอันติกัว เมืองท่องเที่ยวสำคัญและแหล่งมรดกโลกของยูเนสโก

กระทรวงศึกษาธิการกัวเตมาลาสั่งระงับการเรียนการสอนแบบพบหน้าในชุมชนภายใน 2 เทศบาลใกล้ภูเขาไฟ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการปะทุ เถ้าภูเขาไฟ และวัสดุร้อนที่อาจไหลลงจากภูเขา

การประกาศเตือนภัยระดับสีส้มถือเป็นระดับฉุกเฉินสูงสุดอันดับ 2 ของกัวเตมาลา รองจากระดับสีแดง ซึ่งใช้เมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงที่สุด

กัวเตมาลาตั้งอยู่บนแนว “วงแหวนแห่งไฟ” รอบมหาสมุทรแปซิฟิก จึงเผชิญแผ่นดินไหวและภูเขาไฟปะทุอยู่เป็นระยะ โดยภูเขาไฟฟูเอโกถือเป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นและมีการปะทุบ่อยที่สุดของอเมริกากลาง

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทางการต้องอพยพประชาชนจากพื้นที่รอบภูเขาไฟหลายครั้ง โดยเมื่อปีที่ผ่านมา มีประชาชนมากกว่า 500 คนถูกอพยพไปยังศูนย์พักพิง หลังภูเขาไฟฟูเอโกพ่นก๊าซและเถ้าถ่านออกมาอย่างรุนแรง ก่อนหน้านั้น การปะทุในปี 2023 ทำให้ประชาชนประมาณ 1,200 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่

เหตุการณ์รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งเกิดขึ้นในปี 2018 เมื่อกระแสลาวาและวัสดุภูเขาไฟร้อนจัดไหลลงจากภูเขาไฟและทำลายหมู่บ้านใกล้เคียง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 215 คน และสูญหายอีกจำนวนใกล้เคียงกัน

ทางการกัวเตมาลายังคงเฝ้าติดตามการปะทุอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมพร้อมยกระดับมาตรการอพยพ หากภูเขาไฟฟูเอโกเข้าสู่ระยะการปะทุที่รุนแรงขึ้นหรือกระแสลาวาและวัสดุภูเขาไฟเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชุมชนมากขึ้น.

ที่มา AFP