ตำรวจสหรัฐฯ ล่าตัวชายปริศนาสวมหน้ากาก “ชัคกี้” วิ่งไล่กวด-ขู่ฆ่าคน คาดทำคอนเทนต์โซเชียล

ตำรวจสหรัฐฯ ล่าตัวชายปริศนาสวมหน้ากาก "ชัคกี้" วิ่งไล่กวด-ขู่ฆ่าคน คาดทำคอนเทนต์โซเชียล

19 ส.ค. 2569 13:00 น.

ตำรวจสหรัฐฯ ล่าตัวชายปริศนาสวมหน้ากาก “ชัคกี้” วิ่งไล่กวด-ขู่ฆ่าคน คาดทำคอนเทนต์โซเชียล

ตำรวจเมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย ของสหรัฐฯ เร่งติดตามชายต้องสงสัยสวมหน้ากากตุ๊กตาฆาตกร “ชัคกี้” วิ่งไล่และข่มขู่ประชาชนหลายรายใกล้ศาลาว่าการเมือง โดยมีหญิงนักวิ่งรายหนึ่งถูกถามว่า “พร้อมที่จะตายหรือยัง” ก่อนวิ่งหนีจนได้รับบาดเจ็บที่ขา ตำรวจเตือนประชาชนอย่าเข้าใกล้ หากพบชายต้องสงสัยให้โทรแจ้ง 911 ทันที

ตำรวจฟิลาเดลเฟียเปิดเผยว่า กำลังเร่งติดตามชายต้องสงสัยที่สวมหน้ากากฮาโลวีนลักษณะคล้าย “ชัคกี้” ตัวละครตุ๊กตาฆาตกรจากภาพยนตร์สยองขวัญเรื่อง Child’s Play หลังถูกกล่าวหาว่าวิ่งเข้าไปหาและข่มขู่ประชาชนอย่างน้อย 6 คน บริเวณโดยรอบศาลาว่าการเมือง เมื่อช่วงเช้าวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา

เจสัน สมิธ ตำรวจฟิลาเดลเฟีย ระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นต่อเนื่องประมาณ 15 นาที เริ่มตั้งแต่เวลา 05.18 น. บริเวณถนนสาย 15 ตัดกับถนนเชสต์นัต โดยชายต้องสงสัยวิ่งเข้าไปหาผู้คน พยายามทำให้ตกใจและยั่วยุ ขณะถือโทรศัพท์มือถือเปิดไฟ และดูเหมือนกำลังบันทึกภาพเหตุการณ์

ไม่กี่นาทีต่อมา ชายคนดังกล่าวเข้าไปที่ร้านดังกิ้นบนถนนเชสต์นัต แต่พนักงานปฏิเสธให้บริการเนื่องจากเขาสวมหน้ากาก ก่อนออกจากร้านและถูกกล้องวงจรปิดจับภาพขณะวิ่งเข้าหาผู้คนบริเวณมุมตะวันตกเฉียงใต้ของจัตุรัสเพนน์ ใกล้ศาลาว่าการเมือง

ตำรวจระบุว่า ชายต้องสงสัยยังไล่ชายคนหนึ่งบริเวณฝั่งตะวันตกของถนนสาย 15 ก่อนเข้าไปหาหญิงวัย 40 ปีที่กำลังวิ่งออกกำลังกายบริเวณถนนสาย 15 ตัดกับถนนมาร์เก็ต จากนั้นยืนขวางหน้าและถามว่า “พร้อมที่จะตายหรือยัง” ทำให้หญิงรายดังกล่าววิ่งหนีและหกล้มจนได้รับบาดเจ็บที่ขา

หลังจากนั้น ชายต้องสงสัยหลบหนีเข้าไปในสถานีรถไฟใต้ดินซับเออร์เบิน ซึ่งเป็นจุดที่พบเห็นครั้งสุดท้าย โดยตำรวจเผยแพร่ภาพถ่ายและภาพจากกล้องวงจรปิดเพื่อขอความช่วยเหลือจากประชาชนในการระบุตัว

ตำรวจเชื่อว่าผู้ต้องสงสัยเป็นชายอายุประมาณ 16-20 ปี สูงราว 173 เซนติเมตร สวมหน้ากากฮาโลวีนสีขาวลักษณะคล้ายตุ๊กตาเด็ก มีผมสีดำ พร้อมสะพายกระเป๋าเป้ลายตารางสีดำและน้ำเงิน ซึ่งเป็นจุดสังเกตสำคัญ

ลูอันดา มารินโญ ผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า เธอพบชายสวมหน้ากากขณะนัดเพื่อนบริเวณถนนสาย 12 ตัดกับถนนเชสต์นัตเพื่อออกไปวิ่ง โดยชายคนดังกล่าวถามซ้ำ ๆ ว่า “อยากแข่งกับผมไหม ผมพนันได้เลยว่าผมวิ่งเร็วกว่าพวกคุณ” แต่เธอและเพื่อนไม่ได้ตอบโต้

มารินโญกล่าวว่า หลังเห็นภาพชายคนดังกล่าวเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ เธอและเพื่อนรู้สึกหวาดกลัว และอาจต้องเปลี่ยนเส้นทางหรือเวลาออกกำลังกาย พร้อมบอกว่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ความรู้สึกเหมือน “เกมประหลาดที่บิดเบี้ยว”

ตำรวจระบุว่า ขณะนี้มีผู้เสียหายเพียงรายเดียวที่เข้าแจ้งความอย่างเป็นทางการ และยังไม่มีการจับกุมผู้ต้องสงสัย โดยตำรวจขอให้ผู้ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ติดต่อกรมตำรวจฟิลาเดลเฟีย และเตือนว่า หากพบชายต้องสงสัย อย่าเข้าไปเผชิญหน้าหรือเข้าใกล้ แต่ให้โทรแจ้ง 911 ทันที

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความหวาดวิตก เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงที่มีเหตุรุนแรงอีกกรณีหนึ่งในพื้นที่ใกล้เมืองเซนต์หลุยส์ เมื่อวัยรุ่นชายวัย 15 ปีถูกกล่าวหาว่าสวมชุดตัวตลกและใช้มีดแทงชายวัย 78 ปีเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ทั้งสองกรณีไม่ได้มีข้อมูลยืนยันว่าเกี่ยวข้องกัน

ตำรวจฟิลาเดลเฟียยังอยู่ระหว่างตรวจสอบว่า การกระทำของชายสวมหน้ากากในครั้งนี้เกี่ยวข้องกับกระแสหรือการทำคอนเทนต์บนสื่อสังคมออนไลน์หรือไม่ โดยหน่วยข่าวกรองของตำรวจเข้าร่วมการสอบสวนด้วย ขณะที่ผู้ต้องสงสัยอาจถูกตั้งข้อหาข่มขู่ก่อการร้าย ทำร้ายร่างกาย และความผิดอื่น ๆ หากสามารถระบุตัวและจับกุมได้.

ที่มา CBS / NBC

บราซิลพบแหล่งน้ำมันนอกชายฝั่งปากแม่น้ำแอมะซอน ชี้เป็นพาสปอร์ตสู่อนาคตประเทศ

บราซิลพบแหล่งน้ำมันนอกชายฝั่งปากแม่น้ำแอมะซอน ชี้เป็นพาสปอร์ตสู่อนาคตประเทศ

19 ส.ค. 2569 12:28 น.

บราซิลพบแหล่งน้ำมันนอกชายฝั่งปากแม่น้ำแอมะซอน ชี้เป็นพาสปอร์ตสู่อนาคตประเทศ

“เปโตรบราส” บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของรัฐบาลบราซิล ยืนยันการค้นพบแหล่งน้ำมันดิบในบ่อสำรวจมอร์โฟ บริเวณเขตเส้นศูนย์สูตรใกล้ปากแม่น้ำแอมะซอน นอกชายฝั่งรัฐอามาปา ประธานาธิบดีลูอิส อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ชี้การค้นพบครั้งนี้คือ “พาสปอร์ตสู่อนาคตของประเทศ” ขณะที่ผู้บริหารระบุต้องใช้เวลาประเมินปริมาณสำรองที่แน่ชัด แต่เชื่อมั่นในศักยภาพมหาศาล

มักดา ชัมเบรียร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเปโตรบราส (Petrobras) ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการว่า มีการตรวจพบแหล่งน้ำมันดิบคุณภาพสูงจากการเจาะสำรวจที่บ่อ “มอร์โฟ” (Morpho) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเขตนอกชายฝั่งขอบเส้นศูนย์สูตร ห่างจากชายฝั่งรัฐอามาปาประมาณ 180 กิโลเมตร บริเวณปากแม่น้ำแอมะซอน

“มีน้ำมันจริงและเราค้นพบมันแล้ว แม้ตอนนี้เรายังไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด แต่เรามองสิ่งที่เราพบด้วยความยึดมั่นและมองโลกในแง่ดีอย่างยิ่ง”

การเจาะสำรวจที่บ่อดังกล่าวคาดว่าจะเสร็จสิ้นลงภายใน 15 ถึง 20 วัน โดยเปโตรบราสมีแผนจะเจาะบ่อสำรวจเพิ่มอีก 3 บ่อในบริเวณใกล้เคียง และอีก 5 บ่อในพื้นที่ข้างเคียงเพื่อประเมินศักยภาพของแหล่งน้ำมันอย่างละเอียด 

ทั้งนี้ บริเวณชายฝั่งใกล้ปากแม่น้ำแอมะซอน หรือที่เรียกว่า Equatorial Margin เชื่อว่ามีศักยภาพด้านน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสูง การประเมินเบื้องต้นระบุว่า แอ่งดังกล่าวอาจมีน้ำมันมากถึง 10,000 ล้านบาร์เรล คิดเป็นมูลค่าราว 3.8 ล้านล้านเรียล หรือประมาณ 720,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ความจำเป็นในการค้นหาแหล่งน้ำมันใหม่เกิดขึ้นเนื่องจากแหล่งน้ำมันใต้ชั้นเกลือ ซึ่งปัจจุบันป้อนผลผลิตน้ำมันดิบถึง 80% ของบราซิล คาดว่าจะพุ่งขึ้นแตะระดับการผลิตสูงสุด ในช่วงปี 2034 ถึง 2035 ทำให้บราซิลต้องเร่งหาแหล่งน้ำมันใหม่มาทดแทน

ประธานาธิบดีลูอิส อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ได้เดินทางไปเยือนเรือเจาะน้ำมันของเปโตรบราส และร่วมแถลงข่าวที่เทศบาลโอเอียโปกิ ในรัฐอามาปา โดยลูลาได้ชูขวดบรรจุน้ำมันดิบสีดำพร้อมเปรียบเทียบว่าการค้นพบครั้งนี้คือ “พาสปอร์ตสู่อนาคตของบราซิล” ที่จะช่วยยกระดับเศรษฐกิจของรัฐอามาปา ไม่ให้เป็นเพียงผู้ส่งออกอาซาอิ และปลาตากแห้งเท่านั้น

ลูลากล่าวเน้นย้ำว่า “เมื่อผมพูดว่า ‘พาสปอร์ต’ ผมไม่ได้ปฏิเสธความมุ่งมั่นของผมในการต่อสู้เพื่อวันที่เราจะไม่ต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอีกต่อไป เพราะบราซิลจะยังคงเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและพลังงานหมุนเวียน” 

ด้านนายอเล็กซานเดร ซิลเวรา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเหมืองแร่และพลังงานของบราซิล ยกย่องการค้นพบครั้งนี้ว่ามีความสำคัญระดับประวัติศาสตร์และเกี่ยวข้องโดยตรงกับอธิปไตยทางพลังงานของประเทศ

กระบวนการอนุมัติใบอนุญาตสิ่งแวดล้อมสำหรับบ่อสำรวจมอร์โฟเต็มไปด้วยข้อถกเถียงอย่างหนัก โดยก่อนหน้านี้หน่วยงานปกป้องสิ่งแวดล้อมของบราซิล (Ibama) เคยมีข้อเสนอแนะทางเทคนิคให้ระงับโครงการ เนื่องจากความกังวลเรื่องผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่น ชนพื้นเมือง และปัญหาจากน้ำมันรั่วไหล แต่ใบอนุญาตได้รับการอนุมัติในเดือนตุลาคม 2025 ภายใต้การผลักดันของรัฐบาลลูลา ก่อนหน้าการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP30) ที่เมืองเบเลมเพียงไม่นาน

นักวิเคราะห์ทางการมองว่า การลงพื้นที่และประกาศข่าวดีทางการค้าของลูลาเกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญทางการเมือง เนื่องจากลูลากำลังเตรียมพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยที่ 4 ในช่วงปลายปี ซึ่งการเปิดประตูสู่การเป็นแหล่งน้ำมันระดับโลกแห่งใหม่ อาจช่วยดึงคะแนนเสียงจากผู้อยู่ในแถบภาคเหนือของประเทศที่เคยวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของเขาได้

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานระบุว่า แม้จะพบคราบน้ำมันแล้ว แต่ขั้นตอนการสำรวจเพื่อประเมินความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์และการเริ่มขุดเจาะจริงอาจต้องใช้เวลานานถึง 1 ทศวรรษ ขณะที่บริษัทเปโตรบราสซึ่งเพิ่งรายงานกำไรสุทธิไตรมาสล่าสุดสูงถึง 5.24 หมื่นล้านเรียล หรือพุ่งขึ้น 97% ยืนยันว่าได้ยื่นคำขออนุญาตจาก Ibama เพื่อขุดเจาะบ่อสำรวจเพิ่มเติมแล้ว และกำลังรอการพิจารณา.

ที่มา Folha de S.Paulo / The Associated Press

หุ้น “Unitree” ผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีน พุ่งกว่า 600% หลังเข้าตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้

หุ้น "Unitree" ผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีน พุ่งกว่า 600% หลังเข้าตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้

19 ส.ค. 2569 11:31 น.

หุ้น “Unitree” ผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีน พุ่งกว่า 600% หลังเข้าตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้

“ยูนิทรี โรโบติกส์” (Unitree Robotics) ผู้นำด้านหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ระดับโลกจากจีน สร้างปรากฏการณ์สะเทือนตลาดทุน หลังหุ้นพุ่งสูงขึ้นกว่า 600% ในการซื้อขายวันแรกที่ตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ หลังระดมทุนจากการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก หรือ IPO ได้มากกว่า 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต ท่ามกลางศึกการแข่งขันทางเทคโนโลยีที่ดุเดือดระหว่างสหรัฐฯ และจีน

หุ้นของ “ยูนิทรี โรโบติกส์” (Unitree Robotics) หรือบริษัท Yushu Technology ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองหางโจวของจีน พุ่งขึ้นมากถึง 629% ในช่วงเปิดตลาดวันนี้ (19 ส.ค.) แตะระดับ 1,100 หยวน หลังระดมทุนจากการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก หรือ IPO ที่ 150.80 หยวนต่อหุ้น ก่อนลดช่วงบวกลงมาเคลื่อนไหวที่ราว 900 หยวน โดยบริษัทระดมทุนจากการ IPO ได้มากกว่า 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

การเข้าจดทะเบียนในตลาด STAR Market ซึ่งเป็นตลาดหุ้นเทคโนโลยีของตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ และมักถูกเปรียบเทียบกับตลาด Nasdaq ของสหรัฐฯ ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของจีนเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ และถือเป็นหมุดหมายสำคัญของความพยายามของรัฐบาลจีนในการผลักดันอุตสาหกรรมหุ่นยนต์

ยูนิทรีก่อตั้งขึ้นในปี 2016 และผลิตตั้งแต่เซ็นเซอร์ แขนกล หุ่นยนต์สี่ขา ไปจนถึงหุ่นยนต์รูปร่างคล้ายมนุษย์ โดยบริษัทส่งมอบหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มากกว่า 5,500 ตัวในปีที่ผ่านมา และเป็นหนึ่งในบริษัทไม่กี่แห่งในอุตสาหกรรมที่สามารถทำกำไรได้ โดยมีกำไรสุทธิ 278 ล้านหยวนในปี 2025

บริษัทได้รับความสนใจอย่างมากจากการพัฒนาหุ่นยนต์ที่มีราคาต่ำกว่าคู่แข่งจากสหรัฐฯ ขณะที่ผลิตภัณฑ์ของ Unitree ถูกใช้งานโดยทั้งนักวิชาการในจีนและบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯ เช่น Nvidia, Google และ Amazon

เมื่อวันจันทร์ ยูนิทรีเปิดตัวหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รุ่นใหม่ชื่อ “Superman” ซึ่งบริษัทระบุว่าสามารถกระโดดได้สูงถึง 2 เมตร และวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 12.66 เมตรต่อวินาที หากรักษาความเร็วได้ตลอดระยะ 100 เมตร จะเร็วกว่าสถิติโลกของยูเซน โบลต์ นักวิ่งชาวจาเมกา

ยูนิทรียังสร้างกระแสไปทั่วโลกจากการแสดงในงานกาลาเทศกาลตรุษจีนเมื่อปีที่แล้ว โดยหุ่นยนต์ของบริษัทสวมเสื้อกั๊กแบบจีน โชว์ตีลังกากลับหลัง แสดงกังฟู และกระโดดข้ามโต๊ะ ขณะที่ในปีนี้ หุ่นยนต์ของบริษัทเข้าร่วมการแข่งขัน World Humanoid Robot Games 2026 ที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งมีการแข่งขันทั้งวิ่ง ฟุตบอล เปิดกล่อง และจัดเรียงหนังสือ

รัฐบาลจีนกำหนดให้อุตสาหกรรมหุ่นยนต์เป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ และระบุว่าเมื่อปีที่ผ่านมา จีนมีบริษัทมากกว่า 140 แห่งที่เปิดตัวหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มากกว่า 330 รุ่น การลงทุนจำนวนมหาศาลกำลังหลั่งไหลเข้าสู่เทคโนโลยีที่เรียกว่า Physical AI ซึ่งทำให้หุ่นยนต์สามารถเคลื่อนไหว รับรู้ และโต้ตอบกับโลกจริงได้ด้วยตัวเอง

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า หุ่นยนต์อาจช่วยรับมือกับปัญหาประชากรสูงวัยของจีนและการขาดแคลนแรงงานในอนาคต แต่การใช้งานหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในบ้านยังต้องใช้เวลาอีกหลายปี เนื่องจากยังมีข้อจำกัดเรื่องอายุการใช้งานแบตเตอรี่ ความปลอดภัยของข้อมูล ความเป็นส่วนตัว และความน่าเชื่อถือ โดยในระยะแรก ตลาดสำคัญน่าจะเป็นโรงงาน โรงพยาบาล และภาคธุรกิจ

ยูนิทรียังมีจุดแข็งด้านราคา โดยหุ่นยนต์สุนัขของบริษัทเริ่มต้นประมาณ 2,700 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่หุ่นยนต์สี่ขา Spot ของ Boston Dynamics มีราคาประมาณ 70,000 ดอลลาร์ แม้ผู้เชี่ยวชาญจะย้ำว่าผลิตภัณฑ์ทั้งสองไม่ได้มีคุณสมบัติเทียบเท่ากันทั้งหมด

ความสำเร็จของยูนิทรีเกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ กับจีน โดยรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการจำกัดการนำเข้าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์และหุ่นยนต์สี่ขาที่ผลิตในจีน โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติและการปกป้องภาคการผลิตของสหรัฐฯ ขณะที่จีนกล่าวหาสหรัฐฯ ว่าใช้ประเด็นความมั่นคงมาเป็นเครื่องมือทางการค้า

ยูนิทรีเองถูกสหรัฐฯ เพิ่มชื่อเข้าในรายชื่อบริษัทที่ถูกกล่าวหาว่าให้ความช่วยเหลือกองทัพจีนเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และมาตรการควบคุมดังกล่าวยิ่งทำให้อุตสาหกรรมหุ่นยนต์กลายเป็นอีกหนึ่งแนวรบสำคัญในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างสองมหาอำนาจ

นักวิเคราะห์มองว่า การเข้าตลาดหุ้นของยูนิทรี จะเป็นบททดสอบสำคัญต่อความต้องการลงทุนในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ และอาจกลายเป็นมาตรวัดสำหรับบริษัทอื่น ๆ ที่กำลังเตรียมเข้าตลาด เช่น UBTech, Leju Robotics และ AgiBot

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ราคาหุ้นที่พุ่งแรงในวันแรกไม่ได้หมายความว่าอุตสาหกรรมจะประสบความสำเร็จในระยะยาว เพราะยังต้องพิสูจน์ว่าหุ่นยนต์สามารถนำไปใช้งานจริงในวงกว้างได้หรือไม่ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงจากบริษัทสหรัฐฯ เช่น Tesla, Amazon และ Boston Dynamics

การพุ่งขึ้นของหุ้นยูนิทรีจึงไม่เพียงสะท้อนความคึกคักของตลาดทุนจีน แต่ยังเป็นสัญญาณว่าการแข่งขันเพื่อครองความเป็นผู้นำด้าน หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ระยะใหม่ โดยผู้เชี่ยวชาญบางรายมองว่า ขณะนี้สหรัฐฯ อาจไม่ได้เป็นผู้นำด้านหุ่นยนต์อีกต่อไป และจีนกำลังเร่งขึ้นมาเป็นผู้เล่นสำคัญของตลาดโลกอย่างเต็มตัว.

ที่มา BBC / AFP

ทรัมป์สั่งเลื่อนเก็บภาษีแคนาดา 50% ชั่วคราว 3 วัน อ้างใกล้บรรลุข้อตกลงการค้า

ทรัมป์สั่งเลื่อนเก็บภาษีแคนาดา 50% ชั่วคราว 3 วัน อ้างใกล้บรรลุข้อตกลงการค้า

19 ส.ค. 2569 11:08 น.

ทรัมป์สั่งเลื่อนเก็บภาษีแคนาดา 50% ชั่วคราว 3 วัน อ้างใกล้บรรลุข้อตกลงการค้า

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเลื่อนการบังคับใช้ภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดา 50% ออกไป 3 วัน หลังสหรัฐฯ และแคนาดาเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าในช่วงโค้งสุดท้าย โดยนายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายมีความคืบหน้าครั้งสำคัญ แม้ยังมีประเด็นที่ต้องเจรจาอีกมาก

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศว่า ได้เลื่อนการบังคับใช้ภาษีนำเข้า 50% กับสินค้าจากแคนาดาหลายรายการออกไปเป็นเวลา 3 วัน จากเดิมที่กำหนดจะมีผลในเช้าวันพุธ โดยให้เหตุผลว่า สหรัฐฯ และแคนาดาใกล้บรรลุข้อตกลงการค้า และอยู่ระหว่างการจัดทำเอกสารขั้นสุดท้าย

ทรัมป์ระบุผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียลว่า สหรัฐฯ ตกลงเลื่อนการจัดเก็บภาษี 50% สำหรับสินค้าจากแคนาดาออกไปจนถึงสิ้นวันที่ 21 สิงหาคม ขณะที่นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ของแคนาดา ยืนยันว่า การเจรจามีความคืบหน้าอย่างมาก แต่ยังมีงานสำคัญที่ต้องดำเนินการต่อ

ภาษีดังกล่าวครอบคลุมสินค้าของแคนาดามูลค่าเกือบ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์แคนาดา ตั้งแต่ไม้ฮอกกี้ ที่กดลิ้น เสื้อผ้า ไวน์ ผลิตภัณฑ์นม ปูนซีเมนต์ ไปจนถึงอุปกรณ์กีฬา และจะเป็นการเพิ่มขึ้นจากมาตรการภาษีที่สหรัฐฯ ใช้อยู่แล้วกับเหล็ก อะลูมิเนียม รถยนต์ และไม้แปรรูปจากแคนาดา

การเลื่อนมาตรการเกิดขึ้นหลังทรัมป์และคาร์นีย์พูดคุยทางโทรศัพท์ 2 ครั้งในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ขณะที่ทีมเจรจาการค้าของทั้งสองประเทศเดินหน้าเจรจาอย่างเข้มข้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม โดยประเด็นสำคัญรวมถึงภาษีรถยนต์ของสหรัฐฯ และมาตรการของหลายรัฐในแคนาดาที่ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากสหรัฐฯ

รายงานระบุว่า สหรัฐฯ กำลังพิจารณาลดภาษีนำเข้ารถยนต์จากแคนาดาจาก 25% เหลือ 15% แต่ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถตกลงกันได้ว่า รถยนต์ประเภทใดจะได้รับสิทธิ์ลดภาษี โดยสหรัฐฯ ต้องการให้จำกัดเฉพาะรถยนต์ที่มีชิ้นส่วนผลิตในอเมริกาในสัดส่วนสูง

ด้านแคนาดาต้องการให้สหรัฐฯ ยกเลิกหรือลดภาษีในภาคส่วนสำคัญ ขณะที่สหรัฐฯ เรียกร้องให้แคนาดายกเลิกภาษีตอบโต้รถยนต์อเมริกัน ปรับโควตานำเข้าผลิตภัณฑ์นมเพื่อเปิดทางให้ผู้ผลิตชีสของสหรัฐฯ และยกเลิกข้อห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากสหรัฐฯ ที่หลายจังหวัดของแคนาดาประกาศใช้เพื่อตอบโต้ภาษีของทรัมป์

ทรัมป์ยังระบุด้วยว่า ข้อตกลงการค้าใหม่อาจเปิดทางให้มีการรื้อฟื้นโครงการท่อส่งน้ำมัน Keystone XL ซึ่งจะเชื่อมรัฐอัลเบอร์ตาของแคนาดากับสหรัฐฯ และสามารถขนส่งน้ำมันได้ประมาณ 830,000 บาร์เรลต่อวัน โครงการดังกล่าวถูกคัดค้านจากกลุ่มสิ่งแวดล้อมและชนพื้นเมือง และถูกยกเลิกในสมัยรัฐบาลอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา ก่อนรัฐบาลโจ ไบเดนยืนยันการยกเลิกอีกครั้ง

ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับแคนาดาทวีความรุนแรงขึ้นนับตั้งแต่ทรัมป์กลับเข้าสู่ทำเนียบขาว โดยทรัมป์ผลักดันนโยบายขึ้นภาษีนำเข้าครั้งใหญ่ทั่วโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบการค้าเสรีระหว่างสองประเทศที่ดำเนินมายาวนาน

แคนาดาพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ อย่างมาก โดยสินค้าส่งออกของแคนาดาเกือบ 72% ในปีที่ผ่านมาเดินทางไปยังสหรัฐฯ ขณะที่สหรัฐฯ ก็มีความเสี่ยงจากการขึ้นภาษีครั้งใหม่ เนื่องจากผู้นำเข้าสหรัฐฯ เป็นผู้ชำระภาษีและอาจผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคผ่านราคาสินค้าที่สูงขึ้น

หอการค้าสหรัฐฯ เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายเร่งบรรลุข้อตกลง โดยเตือนว่า ภาษีที่สูงขึ้นจะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ เพิ่มค่าครองชีพให้ครัวเรือนอเมริกัน กระทบห่วงโซ่อุปทาน และเสี่ยงต่อการจ้างงานชาวอเมริกันราว 13 ล้านตำแหน่งที่พึ่งพาการค้าภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา หรือ USMCA

ทั้งนี้ ทรัมป์อาศัยมาตรา 338 ของกฎหมายภาษีศุลกากรสหรัฐฯ ปี 1930 เป็นฐานทางกฎหมายในการขู่เรียกเก็บภาษีจากสินค้าบางรายการของแคนาดาสูงถึง 50% ซึ่งเป็นมาตราที่ไม่เคยถูกนำมาใช้มาก่อน และให้อำนาจประธานาธิบดีเรียกเก็บภาษีสินค้าจากประเทศที่ถูกกล่าวหาว่าเลือกปฏิบัติต่อธุรกิจของสหรัฐฯ ได้สูงสุด 50% โดยไม่จำเป็นต้องมีการสอบสวนก่อน

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ และแคนาดากำลังอยู่ระหว่างการทบทวนข้อตกลง USMCA ซึ่งเป็นกรอบการค้าหลักของอเมริกาเหนือ การขู่ใช้มาตรา 338 จึงถือเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลทรัมป์ในการกดดันแคนาดาให้ยอมรับเงื่อนไขเพิ่มเติมในการเจรจา

การเลื่อนภาษีครั้งล่าสุดจึงช่วยเปิดทางให้ทั้งสองฝ่ายมีเวลาอีก 3 วันในการเร่งหาข้อยุติ ก่อนที่มาตรการภาษี 50% จะถูกนำกลับมาพิจารณาอีกครั้ง ขณะที่ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศต่างจับตาการเจรจาอย่างใกล้ชิด เพราะเกรงว่าความขัดแย้งทางการค้าจะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้า ห่วงโซ่อุปทาน และเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศโดยรวม.

ที่มา BBC / CBS

ไฟไหม้โรงแรมอินเดีย เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ศพ คาดสาเหตุจากเครื่องปรับอากาศระเบิด

ไฟไหม้โรงแรมอินเดีย เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ศพ คาดสาเหตุจากเครื่องปรับอากาศระเบิด

19 ส.ค. 2569 10:53 น.

ไฟไหม้โรงแรมอินเดีย เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ศพ คาดสาเหตุจากเครื่องปรับอากาศระเบิด

เกิดเหตุไฟไหม้โรงแรมย่านใจกลางเมืองกัลกัตตา ของอินเดียช่วงเช้ามืด คร่าชีวิตชาวบังกลาเทศ 9 ศพ รวมเด็ก 1 คน เบื้องต้นคาดอาจเกิดจากเครื่องปรับอากาศระเบิด แต่ยังเร่งหาสาเหตุ

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 เกิดเหตุไฟไหม้โรงแรมแห่งหนึ่งบนถนนฟรีสคูล ใกล้ย่านนิวมาร์เก็ต ซึ่งเป็นย่านการค้าที่พลุกพล่านและมีประชากรหนาแน่นในเมืองกัลกัตตา รัฐเบงกอลตะวันตกของอินเดีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ศพ เมื่อช่วงเวลาประมาณ 02.00 น.

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงระบุว่า ผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็นชาวบังกลาเทศที่เดินทางมายังกัลกัตตาเพื่อเข้ารับการรักษาพยาบาล โดยในจำนวนนี้มีเด็กอย่างน้อย 1 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียดของผู้เสียชีวิตและประเมินความเสียหาย โดยเบื้องต้นมีรายงานว่า ต้นเพลิงอาจเกี่ยวข้องกับการระเบิดของเครื่องปรับอากาศ แต่ยังไม่สามารถยืนยันสาเหตุที่แน่ชัดได้ เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนหาสาเหตุของเพลิงไหม้

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ภารกิจสำคัญในขณะนี้คือการช่วยเหลือผู้ที่อาจยังติดอยู่ภายในอาคาร รวมถึงตรวจสอบต้นเหตุของเพลิงไหม้ หลังสามารถดับไฟได้แล้ว เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการฉีดน้ำหล่อเลี้ยงและตรวจสอบจุดต่างๆ เพื่อป้องกันไฟปะทุซ้ำ.

ที่มา AFP

สหรัฐฯ-เกาหลีใต้ลดเวลาซ้อมรบร่วม หลังทรัมป์สั่งลดขนาด โวสัมพันธ์ดีกับคิม จองอึน

สหรัฐฯ-เกาหลีใต้ลดเวลาซ้อมรบร่วม หลังทรัมป์สั่งลดขนาด โวสัมพันธ์ดีกับคิม จองอึน

19 ส.ค. 2569 10:12 น.

สหรัฐฯ-เกาหลีใต้ลดเวลาซ้อมรบร่วม หลังทรัมป์สั่งลดขนาด โวสัมพันธ์ดีกับคิม จองอึน

สหรัฐฯ-เกาหลีใต้ลดเวลาซ้อมรบร่วมประจำปี จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 27 เป็นวันที่ 21 สิงหาคม หลังทรัมป์สั่งลดขนาดการซ้อม และคุยโวอ้างถึงความสัมพันธ์อันดีของเขากับ คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ

กองทัพเกาหลีใต้เปิดเผยเมื่อวันพุธที่ 19 สิงหาคมว่า การซ้อมรบร่วมประจำปีระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ หรือ Ulchi Freedom Shield (UFS) จะสิ้นสุดเร็วกว่ากำหนดเกือบ 1 สัปดาห์ โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-21 สิงหาคม จากเดิมที่วางแผนไว้จนถึงวันที่ 27 สิงหาคม

การปรับลดระยะเวลาการซ้อมรบมีขึ้นหลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สั่งให้กระทรวงกลาโหมลดขนาดการฝึกซ้อมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพียงหนึ่งวันก่อนการฝึกเริ่มขึ้น

ทรัมป์ยังให้เหตุผลว่า เขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับ คิม จองอึน และมองว่าการซ้อมรบซึ่งมีเป้าหมายเตรียมความพร้อมรับมือการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นจากเกาหลีเหนือ เป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่เป็นมิตรต่อประเทศที่แสดงความเคารพต่อเขา

ผู้นำสหรัฐฯ ยังกล่าวชื่นชมคิม จองอึน พร้อมวิจารณ์เกาหลีใต้ว่าไม่ได้ให้การสนับสนุนเขามากพอในสงครามกับอิหร่าน

ด้านเกาหลีเหนือออกมาวิพากษ์วิจารณ์การซ้อมรบในวันเดียวกัน โดยสื่อของรัฐบาลระบุว่า การฝึกซ้อมครั้งนี้ถือเป็น ภัยคุกคามที่เร่งด่วนและเปิดเผยที่สุดต่อเกาหลีเหนือ แม้ไม่ได้กล่าวถึงคำสั่งของทรัมป์ที่ให้ลดขนาดการซ้อมรบ หรือความต้องการกลับมาเจรจากับคิม จองอึนของผู้นำสหรัฐฯ

สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือ KCNA ยังเผยแพร่บทความโจมตีการฝึกซ้อม โดยย้ำจุดยืนเดิมของเกาหลีเหนือว่า การซ้อมรบของสหรัฐฯ และเกาหลีใต้เป็นเสมือนการซ้อมเพื่อเตรียมบุกเกาหลีเหนือ และเป็นภัยต่อความมั่นคงในภูมิภาค

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ระบุเมื่อวันจันทร์ว่า คิม จองอึน ได้ตอบรับความพยายามของเขาในการเปิดช่องทางติดต่อ แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่าทั้งสองฝ่ายมีการสื่อสารกันในประเด็นใด

สำหรับการซ้อมรบ UFS ถือเป็นการฝึกร่วมทางทหารครั้งสำคัญของสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ โดยเกาหลีเหนือคัดค้านมาอย่างต่อเนื่อง และมองว่าเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการรุกราน ขณะที่สหรัฐฯ และเกาหลีใต้ยืนยันว่าการฝึกซ้อมมีเป้าหมายเพื่อเสริมความพร้อมในการป้องกันประเทศ

ปัจจุบันสหรัฐฯ มีกำลังทหารประจำการในเกาหลีใต้ประมาณ 28,500 นาย เพื่อสนับสนุนการป้องกันประเทศ ซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากสงครามเกาหลีระหว่างปี 1950-1953 ที่สิ้นสุดลงด้วยข้อตกลงสงบศึก แต่ทั้งสองเกาหลียังไม่ได้ลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพอย่างเป็นทางการ.

ที่มา : channelnewsasia

เกาหลีเหนือขู่ใช้สิทธิป้องกันตนเอง แม้ทรัมป์สั่งลดซ้อมรบสหรัฐฯ-เกาหลีใต้

เกาหลีเหนือขู่ใช้สิทธิป้องกันตนเอง แม้ทรัมป์สั่งลดซ้อมรบสหรัฐฯ-เกาหลีใต้

19 ส.ค. 2569 09:57 น.

เกาหลีเหนือขู่ใช้สิทธิป้องกันตนเอง แม้ทรัมป์สั่งลดซ้อมรบสหรัฐฯ-เกาหลีใต้

เกาหลีเหนือประณามการซ้อมรบสหรัฐฯ-เกาหลีใต้ พร้อมขู่ใช้มาตรการป้องกันตนเองเพื่อรับมือภัยคุกคาม แม้ “โดนัลด์ ทรัมป์” สั่งลดการซ้อมรบร่วมลง

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวกลางเกาหลี รายงานว่า เกาหลีเหนือยังคงประณามการซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้ แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เพิ่งสั่งให้ลดขนาดการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ลง โดยเกาหลีเหนือโจมตีการซ้อมรบ “อุลชี ฟรีดอม ชิลด์” (Ulchi Freedom Shield-UFS) ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม และมีกำหนดจัดต่อเนื่อง 11 วัน พร้อมระบุว่า เกาหลีเหนือจะใช้สิทธิ์ป้องกันตนเองต่อไปจนกว่าประเทศคู่ขัดแย้งจะล้มเลิก ความต้องการเอาชนะผู้อื่นด้วยกำลัง พร้อมเตือนว่าการซ้อมรบทางทหารเพื่อรุกรานบนคาบสมุทรเกาหลีและในภูมิภาคจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ฝ่ายศัตรูต้องการได้

อย่างไรก็ตาม รายงานของ KCNA ไม่ได้กล่าวถึงคำสั่งล่าสุดของทรัมป์ที่ให้ลดการซ้อมรบร่วม ซึ่งถูกมองอย่างกว้างขวางว่าเป็นท่าทีประนีประนอมที่อาจช่วยเปิดทางให้การเจรจากับเกาหลีเหนือกลับมาอีกครั้ง ในทางกลับกัน เกาหลีเหนือยังคงวิจารณ์การซ้อมรบอย่างหนัก พร้อมกล่าวหาว่าการฝึกมีเป้าหมายสร้างความได้เปรียบเหนือโครงสร้างความมั่นคงในภูมิภาค

เกาหลีเหนือย้ำอีกครั้งว่า การซ้อมรบทางทหารทั้งหมดของฝ่ายศัตรูบนคาบสมุทรเกาหลีและในภูมิภาคจะไม่สามารถบรรลุผลตามที่ฝ่ายจัดการฝึกต้องการได้ พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าใช้มาตรการป้องกันตนเองเพื่อรับมือภัยคุกคามทางทหารต่อไป.

ที่มา Yonhap

ปูตินพบ “มิน อ่อง หล่าย” เดินหน้ากระชับสัมพันธ์ รัสเซียหนุนพลังงาน-ทหารเมียนมา

ปูตินพบ “มิน อ่อง หล่าย” เดินหน้ากระชับสัมพันธ์ รัสเซียหนุนพลังงาน-ทหารเมียนมา

19 ส.ค. 2569 09:31 น.

ปูตินพบ “มิน อ่อง หล่าย” เดินหน้ากระชับสัมพันธ์ รัสเซียหนุนพลังงาน-ทหารเมียนมา

ปูติน เปิดทำเนียบต้อนรับ “มิน อ่อง หล่าย” หารือกระชับสัมพันธ์รัสเซีย-เมียนมา เดินหน้าความร่วมมือพลังงาน กลาโหม ความมั่นคง และเศรษฐกิจ ท่ามกลางชาติตะวันตกคว่ำบาตรรัฐบาลทหาร

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ให้การต้อนรับ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ซึ่งเดินทางเยือนรัสเซียเพื่อหารือแนวทางขยายความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ท่ามกลางความพยายามของรัฐบาลเมียนมาในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตกับนานาชาติ

ในการเปิดการหารือที่กรุงมอสโก ปูตินระบุว่า รัสเซียและเมียนมามีความร่วมมือกันทั้งด้านนโยบายต่างประเทศและความมั่นคง รวมถึงการพัฒนาโครงการด้านเศรษฐกิจร่วมกัน โดยมีพลังงานเป็นหนึ่งในสาขาความร่วมมือสำคัญ ขณะเดียวกันทั้งสองประเทศยังจัดการซ้อมรบร่วมทางทหาร และอยู่ระหว่างผลักดันแผนให้รัสเซียเข้าไปพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในเมียนมา ทั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ท่าเรือ โรงกลั่นน้ำมัน และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ

ด้านมิน อ่อง หล่าย กล่าวขอบคุณปูตินสำหรับการสนับสนุนทางการเมือง พร้อมย้ำว่าเมียนมายังคงเป็นหุ้นส่วนที่เชื่อถือได้ของรัสเซีย โดยระบุว่า ทั้งสองฝ่ายหารือความร่วมมือหลายด้าน ทั้งกลาโหม การท่องเที่ยว ความมั่นคง การเกษตร สาธารณสุข และสาขาอื่นๆ

ทั้งนี้ รัสเซียและจีนถือเป็นสองประเทศมหาอำนาจที่ให้การสนับสนุนรัฐบาลทหารเมียนมาอย่างสำคัญ โดยรัสเซียยังเป็นผู้จัดหาอาวุธรายใหญ่ให้เมียนมา โดยการเยือนครั้งนี้ถือเป็นการเดินทางเยือนรัสเซียครั้งที่ 7 ของมิน อ่อง หล่าย โดยก่อนหน้านี้เขาเคยพบกับปูตินนอกรอบการประชุมเวิลด์ อะตอมิก วีก ที่กรุงมอสโก เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ขณะที่ปูตินยังไม่เคยเดินทางเยือนเมียนมา.

ระเบิดสนั่นโรงงานรีไซเคิลในโอไฮโอ ไฟลุกท่วม เสียชีวิต 2 ราย

ระเบิดสนั่นโรงงานรีไซเคิลในโอไฮโอ ไฟลุกท่วม เสียชีวิต 2 ราย

19 ส.ค. 2569 09:23 น.

ระเบิดสนั่นโรงงานรีไซเคิลในโอไฮโอ ไฟลุกท่วม เสียชีวิต 2 ราย

เกิดเหตุระเบิด 2 ครั้งภายในโรงงานอุตสาหกรรมรีไซเคิลในรัฐโอไฮโอของสหรัฐฯ ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ขนาดใหญ่ และมีผู้เสียชีวิต 2 ราย ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งค้นหาผู้ที่อาจติดอยู่ภายในอาคาร

เหตุเกิดขึ้นช่วงเช้ามืดวันอังคารตามเวลาท้องถิ่น ที่โรงงานของบริษัท Brent Industries ในเมืองโตเลโด รัฐโอไฮโอ ภาพข่าวทางโทรทัศน์เผยให้เห็นเปลวเพลิงและกลุ่มควันสีดำพวยพุ่งออกจากอาคาร โดยมีรถดับเพลิงจำนวนมากเข้าปฏิบัติการในพื้นที่

นางอัลลิสัน อาร์มสตรอง หัวหน้าหน่วยดับเพลิงเมืองโตเลโดเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่พบร่างพนักงาน 2 คน เป็นชาย 1 คน และหญิง 1 คน ภายในอาคารที่ยังคงมีความร้อนและควัน หลังเข้าตรวจค้นพื้นที่เกิดเหตุ

นอกจากนี้ ยังมีพนักงานอีกประมาณ 2-3 คนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

อาร์มสตรองระบุว่า เหตุระเบิดเกิดขึ้น 2 ครั้ง ก่อนเวลา 05.00 น.ไม่นาน ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนกะทำงาน เจ้าหน้าที่ต้องรับมือกับวัตถุอันตราย น้ำปนเปื้อนจากการดับเพลิง รวมถึงความเสี่ยงที่จะเกิดระเบิดซ้ำ ขณะปฏิบัติการค้นหาผู้สูญหายและตรวจสอบจำนวนพนักงานภายในโรงงาน

ด้านเจ้าหน้าที่สิ่งแวดล้อมได้ติดตั้งเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศในพื้นที่ และระบุว่ายังไม่พบภัยคุกคามจากสารอันตรายในอากาศ

ด้านนายดีมีเทรียส แลงสตัน ซึ่งอยู่ห่างจากโรงงานประมาณ 0.8 กิโลเมตรเล่าว่า เขารู้สึกได้ถึงแรงระเบิด จึงวิ่งออกมานอกบ้านพร้อมโทรศัพท์มือถือและสามารถบันทึกภาพกลุ่มควันขนาดใหญ่ที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืน

เขาเล่าว่าแรงสั่นสะเทือนจากระเบิดกระจายไปตามถนน ก่อนที่จะเกิดเสียงระเบิดดังขึ้นอีกครั้ง จนสามารถรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนได้อย่างชัดเจน

หัวหน้าหน่วยดับเพลิงเมืองโตเลโดยังระบุว่า เมื่อช่วงบ่ายวันอังคาร ไฟยังคงลุกไหม้อยู่บางส่วน และในเบื้องต้น ยังไม่มีข้อมูลที่ชี้ชัดถึงสาเหตุของการระเบิด เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุของเหตุการณ์ดังกล่าว.

ที่มา : NBCnews

NASA เผยภาพหลุมบนดวงจันทร์ หลังชิ้นส่วนจรวด SpaceX ตกกระแทก

NASA เผยภาพหลุมบนดวงจันทร์ หลังชิ้นส่วนจรวด SpaceX ตกกระแทก

19 ส.ค. 2569 09:06 น.

NASA เผยภาพหลุมบนดวงจันทร์ หลังชิ้นส่วนจรวด SpaceX ตกกระแทก

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NASA เผยภาพชุดใหม่ของหลุมบนพื้นผิวดวงจันทร์ ซึ่งเกิดจากชิ้นส่วนจรวดของ SpaceX ตกกระแทก หลังลอยอยู่ในอวกาศนานกว่าหนึ่งปี

ภาพดังกล่าวถ่ายโดยยานสำรวจดวงจันทร์ Lunar Reconnaissance Orbiter หรือ LRO และถือเป็นภาพที่มีความคมชัดที่สุดของจุดเกิดเหตุ โดย NASA เปิดเผยภาพเปรียบเทียบก่อนและหลังการชนเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม เมื่อชิ้นส่วนจรวดส่วนบนของ Falcon ซึ่งหลงเหลืออยู่ในอวกาศหลังเสร็จสิ้นภารกิจ พุ่งชนพื้นผิวดวงจันทร์ด้วยความเร็วประมาณ 5,400 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือ 8,700 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หลังลอยอยู่ในอวกาศมานานกว่า 1 ปี

ชิ้นส่วนจรวดดังกล่าวเคยใช้ปล่อยยานลงจอดบนดวงจันทร์ของบริษัทเอกชน 2 ลำ พร้อมอุปกรณ์ทดลองและรถสำรวจขนาดเล็ก เมื่อปี 2025 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามส่งเสริมภารกิจสำรวจดวงจันทร์โดยภาคเอกชน

นักวิทยาศาสตร์ประเมินจากภาพของยาน LRO ว่า แรงกระแทกทำให้เกิดหลุมขนาดประมาณ 18 เมตร และลึกไม่ถึง 3 เมตร

นอกจากนี้ ยังเห็นริ้วสีเข้มและสีสว่างแผ่ออกจากหลุมคล้ายปีกผีเสื้อ โดยริ้วสีเข้มเป็นวัสดุจากพื้นผิวที่ถูกแรงกระแทกขุดขึ้นมา ส่วนริ้วสีสว่างเป็นหินและดินจากชั้นที่อยู่ลึกลงไป ซึ่งถูกเหวี่ยงขึ้นมาบนพื้นผิว

ยาน LRO สามารถถ่ายภาพบริเวณดังกล่าวได้ประมาณ 1 สัปดาห์หลังเกิดเหตุ จากความสูงราว 96 กิโลเมตรเหนือพื้นผิวดวงจันทร์ โดยทีมควบคุมภาคพื้นดินต้องปรับทิศทางยาน เพื่อให้กล้องหันไปยังจุดที่เกิดการชน

ก่อนหน้านี้ ยานสำรวจดวงจันทร์ Danuri ของเกาหลีใต้ เป็นยานลำแรกที่สามารถบันทึกภาพบริเวณหลุมดังกล่าวได้

สำหรับ LRO โคจรรอบดวงจันทร์มาตั้งแต่ปี 2009 และทำหน้าที่สำรวจพื้นผิวดวงจันทร์ เพื่อสนับสนุนภารกิจของ NASA ในการส่งนักบินอวกาศกลับไปยังดวงจันทร์อีกครั้ง.

ที่มา : AP