นักวิชาการหนุน Health Taxes คุมเข้ม’หวาน- เค็ม- เมา-ควัน’ เพิ่มรายได้รัฐ ลดป่วยNCDs

20 สิงหาคม 2569 เวลา 17:50 น.

นักวิชาการหนุน Health Taxes คุมเข้ม’หวาน- เค็ม- เมา-ควัน’ เพิ่มรายได้รัฐ ลดป่วยNCDs

 ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.)ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)และภาคีเครือข่าย จัดการประชุมวิชาการสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 24 ขึ้น ภายใต้แนวคิดหลัก “หวาน เค็ม เมา ควัน :

กับดักสินค้าทำลายสุขภาพเรื้อรัง” (Commercial Determinants of

Health: CDoH) ณ ห้อง Grand Ballroom โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิซ คอนเวนชั่น โฮเทล จังหวัดนนทบุรี ในเวที Tax Price Matters ภาษีและราคากับการลดการบริโภคสินค้าเสี่ยงสุขภาพ มีการตั้งโจทย์ให้เรื่องการจัดเก็บภาษีของภาครัฐในสินค้าที่มีผลต่อสุขภาพ โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ที่คาดการณ์กันว่า

จะเป็นภาระต่อระบบสาธารณสุขไทยในระยะยาว

รศ.ดร.ศรัณย์ ศานติศาสน์ คณะพัฒนา การเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒน บริหารศาสตร์ กล่าวถึงสถานการณ์การสูบบุหรี่ในไทยว่า นำมาซึ่งโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(NCDs) เช่น หัวใจ, มะเร็ง, หลอดเลือดสมอง, เบาหวาน สร้างผลเสียต่อเศรษฐกิจมหาศาลในแต่ละปี

“ข้อมูลด้านสุขภาพ ปี ค.ศ.2021 พบว่า 9.9 ล้านคน หรือคิดเป็น 17.4%ของประชา กร 15 ปีขึ้นไป คือจำนวนผู้สูบบุหรี่ที่เสี่ยงต่อโรค NCDs ขณะเดียวกันภาษียาสูบที่รัฐเก็บได้ก็สร้างรายได้มหาศาลให้กับภาครัฐเฉพาะในปี ค.ศ.2021 รายรับจากภาษีสรรพสามิตยาสูบ อยู่ที่ 64,200ล้านบาท”

และจากการทำแบบจำลองนโยบาย (Policy Scenarios)ของ รศ.ดร.ศรัณย์ 

ยังพบว่า การขึ้นภาษีตามปริมาณเป็น 35 บาท/ซอง เป็นแนวทางแบบ Win-Win ที่ช่วยให้คนเลิกสูบบุหรี่เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า

(238,224 คน) ลดการเสียชีวิตได้ 59,056 คน และเพิ่มรายได้จากภาษีบุหรี่แก่รัฐอีก 25.46%

รศ.ดร.ศรัณย์ กล่าวถึงการขึ้นภาษีบุหรี่ส่งผลให้ผู้สูบเยาวชนลดลงถึง 24.44% และผู้สูบวัยผู้ใหญ่ลดลงเหลือราว 9.5 ล้านคน

ช่วยรักษาชีวิตคนไทยจากโรคที่ป้องกันได้กว่า 59,056 คน

“แม้ปริมาณบุหรี่เถื่อนจะยังคงสูงและไม่ลดลงมากนัก แต่ภาครัฐควรใช้มาตรการปราบปรามเข้มงวดควบคู่กันไปแทนการ ระงับขึ้นภาษี”รศ.ดร.ศรัณย์ ระบุ

1 ใน 25 คนไทยตาย มีสาเหตุจากแอลกอฮอล์

ศ.ดร.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา กล่าวถึงความชุกของนักดื่มไทยว่า อยู่ในอัตราที่สูง 35.2% สถิติปีพ.ศ.2569 ที่จะออกมาตัวเลขอาจจะเท่าเดิมหรือลดลงไม่มาก

และหากเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียน ไทยอยู่อันดับ 3 รองจากเวียดนามและลาว

“ข้อมูลปัจจุบัน 1 ใน 25 ของคนไทยที่เสียชีวิตมีสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ หมายความว่า ปีสุขภาวะที่สูญเสียไป 1 ใน 15 ปีสุขภาวะที่สูญเสียไปเชื่อมโยงกับแอลกอฮอล์”

ศ.ดร.พลเทพ ระบุว่า ปัจจุบันไทยใช้เพียงนโยบายภาษี แต่ยังไม่มีนโยบายราคา ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน การเพิ่มภาษีอาจไม่ช่วยลดการบริโภค หากภาคเอกชนยอมแบกรับต้นทุนโดยไม่ขึ้นราคา

ในขณะที่นโยบายราคาจะส่งผลถึงผู้ซื้อโดยตรง ดังนั้น มาตรการภาษีเพียงอย่างเดียวจึงอาจยังไม่ตอบโจทย์ทั้งหมด

ด้าน รศ.ดร.สิรินทร์ยา พูลเกิด สถาบัน วิจัยประชากรและสังคมมหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความเห็นเห็นเรื่องของ “ราคา” ว่า คือปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อขอของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้ 30,000 บาทขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่บริโภคเครื่องดื่มหวานมากที่สุดเนื่องจากมีกำลังซื้อสูง การกำหนดมาตรการควบคุมเครื่องดื่มหวานจึงจำเป็นต้องนำปัจจัยด้าน

รายได้มาพิจารณาร่วมด้วย

แนะขนมขบเคี้ยว ควรจัดเก็บภาษีความเค็มมากสุด

ผศ.ดร.ปภัศร ชัยวัฒน์ บัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า

ความเค็มเป็นสินค้าตัวเดียวที่ยังไม่มีการเก็บภาษี จึงต้องศึกษาว่านโยบายของภาครัฐ เน้นรายได้ หรือการเก็บภาษีเป็นแค่การส่งสัญญาณให้เห็นว่าสินค้านี้อันตรายในมุมมองภาครัฐ

จากงานศึกษา’เจาะลึกความยืดหยุ่นอุปสงค์ต่อราคาในสินค้าที่มีโซเดียมสูง

ขนมขบเคี้ยว, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และเครื่องปรุงรส’ พบว่า

1.บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หากเก็บภาษีจะสร้างภาระทางการเงินโดยตรงแก่ผู้มีรายได้น้อยที่มีความจำเป็นต้องบริโภค ข้อดีคือหากราคาขึ้นผู้บริโภคมีแนวโน้มหันไปหาข้าวและแป้ง ซึ่งดีต่อสุขภาพ

2.ขนมขบเคี้ยว เป็นสินค้าที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีพเหมาะสมที่สุดสำหรับการเก็บภาษี

และ 3.เครื่องปรุงรส พบว่า การขึ้นภาษีไม่ช่วยลดปริมาณการใช้มากนัก แต่จะดึง

เงินออกจากกระเป้าผู้บริโภคทันที หากเก็บภาษีเครื่องปรุงรส

ดังนั้นจากข้อมูลดังกล่าวขนมขบเคี้ยว จึงน่าสนใจในการจัดเก็บภาษีมากที่สุด

โดยขนมคบเคี้ยวในประเทศ แบ่งเป็น 6 หมวด แต่หมวดที่เห็นชัดเจนพบว่า ‘ยิ่งถูก ยิ่งเต็ม’ แปลว่า ขนมที่ราคา 5 บาท

10 บาท 15 บาท ผู้บริโภคกินโซเดียมเต็มๆ และสินค้ากลุ่มนี้คนที่ซื้อ ก็คือ ‘เด็ก’ นั่นเอง

ทั้งนี้ ผศ.ดร.ปภัศร ได้เสนอนโยบาย “ภาษีโซเดียมอัตราก้าวหน้า”(Progressive Sodium Tax) โดยกำหนดเพดานปริมาณโซเดียมขั้นต่ำ (Threshold)เพื่อไม่ให้กระทบสินค้าทั่วไป ร่วมกับการเก็บภาษีอัตราก้าวหน้า(Progressive Rate) ที่เพิ่มขึ้นตามความเค็มเพื่อกดดันให้ผู้ผลิตลดโซเดียม พร้อมมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยในการปรับสูตร

โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าราคาต่ำ

ภาษียาสูบ รายได้ลดลง

ด้านนายณัฐพล สุภาดุลย์ ผู้แทนจากกระทรวงการคลัง กล่าวถึงนโยบายด้านภาษีและราคาของไทยว่า ภาษีสรรพสามิตสุรามีการจัดรายได้ที่มีเสถียรภาพ เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 150,0000 ล้านบาทต่อปื ขณะที่ภาษีสรรพสามิตยาสูบ ผลการจัดเก็บภาษีรายได้มีแนวโน้มลดลงจาก 68,548 ล้านในปี พ.ศ.2561 เหลือเพียง

47,489 ล้านในปี พ.ศ.2568 รายได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง

นายณัฐพล แสดงความกังวลต่อผลกระทบจากนโยบายภาษีบุหรี่ โดยชี้ว่าแม้มองในมิติสุขภาพจะดูดี แต่จำนวนผู้สูบกลับไม่ไม่ได้ลดลงจริง สะท้อนว่าผู้บริโภคอาจหันไปพึ่งพาสินค้านอกระบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวลมากที่สุด

หลายประเทศมีภาษี Health Taxes

ดร.สุชีรา บรรลือสินธุ์ ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวถึง ภาษีเพื่อสุขภาพ (Health Taxes)เป็นหนึ่งในมาตรการที่มีประสิทธิภาพ มีวิจัยมีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ การเพิ่มภาษีจะส่งผลเรื่องราคาลดการเข้าถึง ลดการเจ็บป่วยด้วยโรค NCDs ในภาพใหญ่ระดับประเทศ ก็จะช่วยประหยัดค่ารักษาพยาบาลและยังเป็นอีกแรงกระตุ้นให้ผู้ผลิตสินค้าต้องปรับสูตรลดปริมาณน้ำตาลหรือดีกรีของแอลกอฮอล์อล์ลง นอกจากนี้ถ้ามีการออกแบบภาษีที่เหมาะสมก็จะ

เพิ่มรายได้ภาครัฐไปด้วย ก็นับเป็นนโยบายที่ Win – Win

พร้อมกับยกตัวอย่าง ประเทศฝรั่งเศส

ใช้การเพิ่มอัตราภาษีเพิ่มราคาบุหรี่ ส่งผลให้อัตราการสูบบหรี่ และอัตราการป่วยด้วยโรคมะเร็งปอดของเพศชายลดลง

และสร้างรายได้ให้ประเทศเป็นกอบเป็นกำ, ประเทศฟิลิปปินส์ การเก็บภาษีเพื่อสุขภาพ ทำให้งบประมาณด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นกว่า 6 เท่าในช่วงปี ค.ศ.2020 -2024 เช่นเดียวกับประเทศลิทัวเนีย การเพิ่มอัตราภาษีอย่างมีนัยสำคัญในปี ค.ศ.2017

ส่งผลให้อัตราการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อหัวประชากรลดลง

ทั้งนี้ ในงานประชุมวิชาการสุขภาพครั้งที่ 24 ยังมีการเสวนาหัวข้อ Health Tax and Commercial Determinants of Health โดย ดร.โอลิเวีย นีเวรัส (Dr.Olivia Nieveras) ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขอาวุโส องค์การอนามัยโลก (WHO)

ประจำประเทศไทย ระบุถึง ภาษีเพื่อสุขภาพ เช่นกันว่า ได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อที่จะลดการบริโภคสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และลดการเข้าถึงสินค้าเหล่านั้น ซึ่งนอกจากส่งผลดีต่อสุขภาพประชาชนแล้ว ยังสามารถสร้างรายได้ให้ภาครัฐและนำไปพัฒนาด้านอื่นๆ ได้อีกด้วย

“เป็นที่มา ของโครงการรณรงค์ระดับโลกที่ชื่อว่า ‘3 by 35’ขององค์การอนามัยโลก เพื่อที่จะเรียกร้องให้ประเทศต่างๆเพิ่มราคาขายปลีกสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ 3 ชนิด (บุหรี่, สุรา,เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล) ให้ขึ้นไปอย่างน้อย 50% ภายในปี ค.ศ.2035 โดยใช้กลไกทางภาษี ซึ่งอาจเป็นการเพิ่มอัตราภาษีหรือว่าเป็นการปรับโครงสร้างการจัดเก็บต่างๆตามบริบทของประเทศนั้นๆ”

สุดท้าย ดร.เอดูอาร์โด บันซอน (Dr.Eduardo Banzon) ผู้อำนวยการทีมปฏิบัติการด้านสุขภาพ ธนาคารพัฒนาเอเชีย ประเทศฟิลิปปินส์ มองว่า ภาษีสุขภาพจะช่วยประเทศในการรับมือกับความท้าทายด้านสาธารณสุขและการเงิ

นการคลังไปพร้อมๆ กัน ยกตัวอย่างในประเทศฟิลิปปินส์มีการจัดสรรรายได้ที่เกิดจากการเก็บภาษีเพื่อสุขภาพไปใช้สนับสนุนโครงการด้านสุขภาพและโครงการระบบประกันสุขภาพแห่งชาติของฟิลิปปินส์ และยังช่วยสร้างผลกระทบต่อสุขภาพ

การสูบบุหรี่ในผู้ใหญ่ ลดลงจาก 29.7% ในปี ค.ศ.ศ.ศ.2009 เหลือ 23.8%

ในปี ค.ศ.2015 และลดลงอย่างต่อเนื่องจนเหลือ 19.5% ภายในปี ค.ศ.2021 ขณะที่เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล (SSSB) พบว่ายอดขายในร้านค้าแบบดั้งเดิม (sani-san stores) ลดลง 8.7%เมื่อเทียบกับปีก่อน

ดร.เอดูอาร์โด เน้นย้ำทิ้งท้ายด้วยว่า ภาษีสุขภาพจะเกิดประโยชน์สูงที่สุดถ้าได้รับการออกแบบในเชิงโครงสร้างอัตราภาษี และการจัดเก็บที่เหมาะสม ดังนั้น จึงเป็นทิศทางให้กับแต่ละประเทศสามารถนำไปพิจารณาดำเนินการให้เหมาะสมกับประเทศนั้นๆ ได้

NCDsศจย.

“พันธุ์ไทย x หมาจ๋า” ร่วมกับ กทม. รวมพลคนรักหมาในงาน “Punthai Mission PAWSIBLE”

20 สิงหาคม 2569 เวลา 16:51 น.

ครั้งแรกกับกิจกรรมการกุศล รวมพลคนรักหมาครั้งใหญ่ที่ พันธุ์ไทย x หมาจ๋า ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร ในงาน “Punthai Mission PAWSIBLE” จัดเต็มทั้งเที่ยว เล่น ช้อป กิน ให้ทุกคนได้สนุกพร้อมอิ่มบุญไปกับกิจกรรมตลอดทั้งวัน พร้อมนำรายได้ส่วนหนึ่งหลังหักค่าใช้จ่ายสนับสนุนช่วยเหลือสัตว์จรจัด เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีและยกระดับสวัสดิภาพของสุนัขและแมวจรจัดให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พร้อมขับเคลื่อนกรุงเทพมหานครสู่เมืองที่น่าอยู่ของคนและสัตว์เลี้ยงงานนี้ได้รับเกียรติจาก คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานเปิดงาน โดยมี แพทย์หญิงดวงพร ปิณจีเสคิกุล ผู้อำนวยการสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร และคุณณัฐวีร์ ลิมปนิลชาติ กรรมการผู้จัดการบริษัท Dog Please จำกัด เจ้าของเพจหมาจ๋า มาร่วมงานด้วย

พลาดไม่ได้! 8 โซนไฮไลต์ เติมความสุขให้ PAWSIBLE ในทุก MISSION ได้แก่ PLAY & CREATE – เปลี่ยนทุกโมเมนต์ให้เป็นความทรงจำ สนุกกับ Workshop วาดภาพน้องหมา ดูดวงน้องหมา และ Paw VDO Call กิจกรรมส่งความในใจถึงเพื่อนสี่ขา SHOP & TREAT – ช้อปเพลิน ถูกใจทั้งคนและน้องหมา เลือกช้อปของกิน ของใช้ และแกดเจ็ตน่ารัก น่าสะสม พร้อมอิ่มอร่อยกับก๋วยเตี๋ยวเรือพันธุ์ไทย และรับฟรี! คุกกี้น้องหมา 1 ชิ้น เมื่อซื้อเครื่องดื่มพันธุ์ไทย 2 แก้วพิเศษ! เป็นเจ้าของก่อนใครกับแก้วคอลเลกชัน “พันธุ์ไทย x หมาจ๋า” Limited Edition ที่เปิดตัวครั้งแรกในงาน

CARE FOR YOUR PAW – ดูแลเจ้าตูบอย่างรับผิดชอบ เติมความใส่ใจให้เพื่อนสี่ขาด้วยบริการฝังไมโครชิป จดทะเบียนสุนัข และฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าฟรี โดยศูนย์ควบคุมสุนัขกรุงเทพมหานคร (ประเวศ) สังกัดสำนักงานสัตวแพทย์สาธารณสุข สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร PAWS FOR HOPE – เปิดพื้นที่แห่งโอกาสและความหวัง สำหรับใครที่อยากเปิดบ้านต้อนรับสมาชิกใหม่ ศูนย์ควบคุมสุนัขกรุงเทพมหานคร (ประเวศ) สำนักอนามัย กทม. ได้มาออกบูธเปิดบ้านพักพิงฯ ให้ผู้สนใจสามารถรับสุนัขและแมวจรจัดไปอุปการะได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมร่วมบริจาคสิ่งของให้แก่องค์กรช่วยเหลือสัตว์ ทั้ง มูลนิธิเพื่อสุนัขในซอย มูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์ มูลนิธิเดอะวอยซ์ (เสียงจากเรา) และอื่นๆ อีกมากมาย

LUCKY PAW –สะสมตราประทับใน Paw Passport ให้ครบตามที่กำหนด แล้วนำไปลุ้นสนุกกับกิจกรรมสอยดาวและของรางวัลสุดพิเศษ DOG ACTIVITIES – พื้นที่ปล่อยพลังของเพื่อนสี่ขา ชวนเจ้าตูบมาแอคทีฟกับ Dog Agility ทั้งสนุก ทั้งได้

ออกกำลังกาย และช่วยกระชับความสัมพันธ์กันมากขึ้น PAW GALLERY –ชมนิทรรศการภาพน้องหมาจรในสไตล์ Street Art ที่ถ่ายทอดเรื่องราวและหลากหลายมุมมองของเพื่อนสี่ขา ผ่านภาพถ่ายแสนอบอุ่นและเปี่ยมด้วยความหมาย และ PAW TALK – ฟังเรื่องราวจากคนที่มองเห็นคุณค่าของทุกชีวิต เปิดมุมมองผ่านภาพถ่ายและเรื่องราวจาก 365 Days Street Photographer พร้อมชวนทุกคนมาทำความเข้าใจน้องหมาและการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างใส่ใจ

แฟนคลับห้ามพลาด! เตรียมพบกับ “คุณนัด” เจ้าของเพจหมาจ๋า ที่จะมาร่วมพูดคุยและถ่ายภาพกับทุกคนอย่างใกล้ชิด ก่อนพักจากภารกิจมานั่งฟังดนตรีอะคูสติกสุดชิลจากชมรมนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 เตรียมสายจูงให้พร้อม! แล้วพาแก๊งสี่ขามาด้วยกัน พร้อมช่วยกันเปลี่ยนทุกการมีส่วนร่วมให้เป็นพลังดี ๆ และทำให้ Mission นี้  PAWSIBLE ไปด้วยกัน วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม 2569 | 10.00 – 19.00 น. ณ อุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เพิ่มเติมคลิก  https://www.facebook.com/punthaicoffee

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาตินัดรวมพลคนหมู่โลหิตพิเศษ (Rh Negative) แห่งปี

20 สิงหาคม 2569 เวลา 15:26 น.

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ชวนผู้บริจาคโลหิตหมู่พิเศษ (Rh negative) พร้อมครอบครัว ร่วมงาน    “รวมพล (ครอบครัว) โลหิตหมู่พิเศษ Rh Negative ประจำปี 2569” ในวันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 – 12.00 น. ณ หอประชุมมหิศร บมจ.ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่  เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีในกลุ่มสมาชิก พร้อมปลูกฝังแนวคิดการบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอทุก 3 เดือน เพื่อให้มีโลหิตสำรองเพียงพอสำหรับผู้ป่วยทั่วประเทศ เปิดลงทะเบียนออนไลน์ ร่วมกิจกรรมตั้งแต่ วันนี้ –  25 สิงหาคม 2569  คลิก https://nsbt.redcross.or.th หรือ ผ่านทาง Facebook  ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย  

รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ

รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า โดยทั่วไปหมู่โลหิตที่สำคัญ แบ่งเป็น 2 ระบบ คือ ระบบ ABO และ ระบบ Rh ซึ่งแบ่งเป็น Rh positive (Rh+)  และ Rh negative (Rh-) ปัจจุบันคนไทยส่วนใหญ่ ร้อยละ 99.7 มีหมู่โลหิต Rh+ ขณะที่ หมู่โลหิต Rh- มีเพียงร้อยละ 0.3 หรือ 1,000 คน จะพบเพียง 3 คนเท่านั้น แต่จะพบมากในประชากรทางยุโรป ร้อยละ 15  จึงเรียกว่า “หมู่โลหิตพิเศษ” 

จากสถิติการบริจาคโลหิต ของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ พบว่าในปี 2568 มีประชากรบริจาคโลหิตเพียง 1,652,363 คน จาก 66 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 2.50 ของประชากร แบ่งเป็นผู้บริจาคโลหิตหมู่โลหิต Rh        positive จำนวน 1,645,766 คน และผู้บริจาคโลหิตหมู่พิเศษ Rh negative จำนวน 6,597 คน  จำแนกตามหมู่โลหิต ได้แก่ A Rh- 1,462 คน B Rh- 1,963 คน O Rh- 2,699 คน AB Rh- 473 คน

ในกรณีผู้ป่วยที่มีโลหิตหมู่พิเศษ มีความจำเป็นที่ต้องรับโลหิตในการรักษา จะต้องได้รับโลหิตหมู่พิเศษด้วยกันเท่านั้น  แต่เนื่องจาก ผู้ที่มีโลหิตหมู่พิเศษ มีจำนวนน้อยมากในประเทศไทย จึงมักประสบปัญหาในการจัดหาโลหิตที่ไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้ป่วยในโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ       

 ในปี 2569 ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ จึงได้จัดงาน “รวมพล (ครอบครัว) โลหิตหมู่พิเศษ Rh Negative  ประจำปี 2569 ตอน “Rh Negative Give Blood Now” ในวันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 – 12.00 น. ณ หอประชุมมหิศร บมจ.ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ (รัชโยธิน) เพื่อให้ผู้บริจาคโลหิตหมู่พิเศษ ได้มีโอกาสรวมตัว พบปะ ทำความรู้จัก แลกเปลี่ยนประสบการณ์  ตลอดจนสร้างความสัมพันธ์อันดีในกลุ่มสมาชิก เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และเป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับความสำคัญของโลหิตหมู่พิเศษ ปลูกฝังแนวความคิดให้มาบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอทุก 3 เดือน ซึ่งจะทำให้มีโลหิตสำรองเพียงพอต่อการรักษาผู้ป่วย  จึงขอเชิญชวนผู้บริจาคโลหิตหมู่พิเศษ Rh- และ Rh+(Del) ลงทะเบียนออนไลน์เข้าร่วมกิจกรรม ตั้งแต่วันนี้ –  25 สิงหาคม 2569  คลิก https://nsbt.redcross.or.th หรือ ผ่านทาง Facebook  ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย   

ภายในงานพบกับ  พิธีมอบใบประกาศเกียรติคุณ แก่ผู้บริจาคโลหิตหมู่พิเศษ (Rh-) ที่มีการบริจาคโลหิตและส่วนประกอบโลหิต มากที่สุด (ระหว่างปี 2564 – 31 พฤษภาคม 2569) สาระน่ารู้ “นอนถูกวิธี สุขภาพดี บริจาคโลหิตอย่างยั่งยืน” โดย นายแพทย์จิรยศ จินตนาดิลก แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การนอนหลับ และหัวหน้าแผนกเวชศาสตร์โรคจากการหลับ โรงพยาบาลเมดพาร์ค สาระน่ารู้ “ออกกำลังกายและกายภาพบำบัด เพื่อการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน” โดย พญ.สมิตดา สังขะโพธิ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูและเวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาลพระรามเก้า กิจกรรม ลุ้นรับของรางวัลพิเศษมากมาย

และรถรับบริจาคโลหิตเคลื่อนที่ ตั้งแต่เวลา 08.30-12.00 น.  ผู้สนใจร่วมงานสอบถามรายละเอียดได้ที่  โทร. 0 2256 4300, 0 2263 9600-99 ต่อ 1770, 1771

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ

กรมการค้าต่างประเทศ จัด Agri Plus Expo 2026 ในงาน FHT2026

20 สิงหาคม 2569 เวลา 15:23 น.

ทิศทางตลาดอาหารโลก ให้น้ำหนักกับนวัตกรรมและคุณค่าของสินค้ามากขึ้น  กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จัดงาน Agri Plus Expo 2026 ในงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026 ตั้งเป้าผลักดันผู้ประกอบการไทยก้าวข้ามการเป็นผู้ขายวัตถุดิบทางการเกษตร สู่การสร้างนวัตกรรมสินค้าเกษตรมูลค่าสูง และ อาหารแห่งอนาคต พร้อมเปิดตลาดสู่กลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม และร้านอาหาร

วัลล์ธิดา รามสูต ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม กรมการค้าต่างประเทศ

นางสาววัลล์ธิดา รามสูต ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม กรมการค้าต่างประเทศ เผยว่า งาน Agri Plus Expo 2026 ไม่ได้เป็นแค่งานแสดงสินค้าและการประกวดนวัตกรรมสินค้าเกษตรเท่านั้น แต่เป็น “แพลตฟอร์มแห่งโอกาส” ที่กระตุ้นให้ผู้ประกอบการปรับแนวคิดจากการจำหน่ายวัตถุดิบสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรม เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าและนวัตกรรมของสินค้ามากขึ้น ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านวัตถุดิบทางการเกษตรคุณภาพสูง หากต่อยอดด้วยงานวิจัย เทคโนโลยี และการออกแบบผลิตภัณฑ์ก็จะเปลี่ยน “ผลผลิตทางการเกษตร” ให้เป็น “สินค้านวัตกรรมมูลค่าสูง” ได้ กรมการค้าต่างประเทศ จึงหวังให้งานฯ เป็นกลไกผลักดันผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ ให้เกิดการพัฒนา เชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ สร้างโอกาสและการเติบโตทางการตลาดอย่างเป็นรูปธรรมได้จริง

ส่วนการจัดงานร่วมกับงาน FHT2026 นั้น เนื่องจากเป็นเวทีที่เชื่อมโยงสินค้าเกษตรนวัตกรรมของไทยเข้าสู่ห่วงโซ่ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการ (HoReCa) ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงผู้ซื้อ ผู้ใช้และพันธมิตรทางธุรกิจทั่วโลกได้โดยตรง ซึ่งทิศทางอุตสาหกรรมอาหารโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับอาหารที่ส่งเสริมสุขภาพ มีคุณค่าทางโภชนาการ ผลิตอย่างยั่งยืน และตอบโจทย์วิถีชีวิต เทรนด์ Health & Wellness และ Future Food ไม่ใช่กระแสชั่วคราวแต่เป็นทิศทางใหม่ ผู้ประกอบการต้องก้าวให้ทันและต่อยอดวัตถุดิบทางการเกษตรไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ทั้งอาหารฟังก์ชัน อาหารทางเลือกใหม่ โปรตีนแห่งอนาคต ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ฯลฯ ซึ่งความสำเร็จไม่ได้วัดแค่การได้รับรางวัลหรือการจัดแสดงในงาน แต่คือการที่สินค้าของไทยได้เข้าไปอยู่ในเมนูของโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการชั้นนำทั่วโลก งาน FHT 2026 จึงเป็นพื้นที่เหมาะสมในการเปลี่ยนนวัตกรรมอาหารไทยให้เป็นโอกาสทางธุรกิจ

นางสาววัลล์ธิดา ยังได้กล่าวเพิ่มเติมถึงยุทธศาสตร์ การจัดงาน Agri Plus Expo ร่วมกับ FHT2026 ว่า เป็นไปตามเป้าหมายการส่งเสริมการค้าไทยจาก “การจัดงานแยกส่วน” สู่การสร้าง “Trade Ecosystem เดียวกัน” ที่เชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่าอย่างครบวงจร ด้วยเหตุผล 4 ประการ ได้แก่เชื่อมต้นน้ำและปลายน้ำ โดย Agri Plus Expo เป็นเวทีของสินค้าเกษตรนวัตกรรม ขณะที่ FHT เป็นเวทีของอุตสาหกรรมอาหาร โรงแรม ร้านอาหาร และบริการ ทำให้ผู้ประกอบการเห็นเส้นทางตั้งแต่วัตถุดิบ นวัตกรรม ไปจนถึงการใช้งานจริง

เปลี่ยน “งานแสดงสินค้า” ไปสู่ “ระบบนิเวศทางการค้า” ที่ผู้ผลิต ผู้พัฒนา ผู้ซื้อ และผู้ใช้จริงพบกันได้ในพื้นที่เดียว ช่วยลดช่องว่างระหว่างนวัตกรรมกับตลาดเพิ่มโอกาสต่อยอดเชิงพาณิชย์แบบครบวงจร (End-to-End Connection) โดยผู้ประกอบการสินค้าเกษตรนวัตกรรมสามารถเชื่อมตรงเข้าสู่อุตสาหกรรม HoReCa ได้ทันที ด้วยการเจรจาธุรกิจ การจับคู่ทางการค้า และโอกาสในการเกิดคำสั่งซื้อจริง

ยกระดับประเทศไทยจากผู้ส่งออกสินค้าเกษตร สู่ศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารและอุตสาหกรรมบริการของภูมิภาค

สำหรับไฮไลต์สำคัญของงาน Agri Plus Expo 2026 อาทิ การจัดแสดงผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัล Agri Plus Award ที่สะท้อนศักยภาพการนำวัตถุดิบทางการเกษตรมาต่อยอดด้วยนวัตกรรม โดยเฉพาะกลุ่ม Health & Wellness และ Future Food เช่น อาหารฟังก์ชัน ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ โปรตีนทางเลือก และผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง

กิจกรรม Business Matching เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้เจรจาการค้ากับผู้ซื้อ ผู้นำเข้า และผู้ประกอบธุรกิจ HoReCa ทั้งในและต่างประเทศ การสาธิตการทำอาหารด้วยวัตถุดิบของผู้ประกอบการที่ร่วมออกบูธ มารังสรรค์เป็นเมนูเทรนด์ Health & Wellness และ Future Food คู่ไปกับการนำเสนอผลิตภัณฑ์โดยเจ้าของแบรนด์ เพื่อให้ผู้ซื้อสัมผัสศักยภาพสินค้าผ่านการใช้งานจริง

การผนึกกำลังระหว่างกรมการค้าต่างประเทศ กับ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ผู้จัดงาน Food & Hospitality Thailand 2026 ไม่ใช่เพียงการจัดงานแสดงสินค้าร่วมกัน แต่สะท้อนความพยายามของภาครัฐในการวางโครงสร้างใหม่ให้ภาคเกษตรไทย ในการเป็นผู้ส่งมอบนวัตกรรมอาหารที่สร้างมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่ธุรกิจ HoReCa ระดับโลก ซึ่งผู้เข้าร่วมงานจะได้รับทราบถึงศักยภาพของสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทย ความพร้อมในการเป็นแหล่งผลิตอาหารนวัตกรรมที่ตอบโจทย์สุขภาพและความยั่งยืนอีกด้วย

งาน Food & Hospitality Thailand 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 สิงหาคม 2569 ชั้น G ฮอลล์ 1-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยจัดขึ้นพร้อมกัน 3 งาน ได้แก่ Hotel & Shop Plus Thailand งานแสดงสินค้าผลิตภัณฑ์และโซลูชันโรงแรมอัจฉริยะ HOTELEX Thailand งานที่นำเสนอโซลูชันภาคธุรกิจโรงแรมและการจัดเลี้ยง และ Agri Plus Expo ที่เชื่อมโยงสินค้าเกษตร นวัตกรรมอาหาร และผู้ประกอบการ SMEs กับผู้ซื้อ ผู้สนใจข้อมูลเพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://www.fhtevent.com  Facebook : Food & Hospitality Thailand

กรมการค้าต่างประเทศ

เฟ้นหา ‘นางสาวถิ่นไทยงาม 2569’ เวทีประกวดอันทรงเกียรติยาวนานที่สุดของเมืองไทย

20 สิงหาคม 2569 เวลา 15:16 น.

Screenshot

นับเป็นอีกหนึ่งเวทีที่สร้างประวัติศาสตร์ให้แก่วงการนางงามของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน และถูกสืบสานอย่างงดงามสมบูรณ์แบบภายใต้การดูแลของ สมใจนึก เองตระกูล ประธานที่ปรึกษา และ สินีนารถ เองตระกูล ประธานกรรมการบริหาร กองประกวดนางสาวถิ่นไทยงาม ซึ่งในปีนี้ยังคงเดินหน้าจัดการประกวด “นางสาวถิ่นไทยงาม 2569” เพื่อเฟ้นหาสาวงามระดับแนวหน้าเข้าร่วมประชันความงามบนเวที โดยพร้อมเปิดรับสมัครผู้เข้าประกวดอย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่วันนี้ถึง 3 กันยายน 2569

สินีนารถ เองตระกูล เผยว่า “ในโอกาสฉลองครบ 76 ปี “นางสาวถิ่นไทยงาม” ซึ่งเป็นเวทีที่จัดประกวดมายาวนานที่สุดในประเทศ ซึ่งตนและครอบครัวได้มีโอกาสเข้ามาดำเนินการจัดงานเป็นปีที่ 11 แล้วนั้น ตนยังคงเดินหน้าสืบสานตำนานอันยิ่งใหญ่เพื่อให้เวทีนี้ยังคงเป็นเวทีอันทรงเกียรติที่รักษาเอกลักษณ์และวัฒนธรรมความเป็นไทยไว้อย่างสวยงาม โดยรูปแบบในปีนี้จะย้อนวันวานกลับไปรำลึกถึงการประกวดในช่วงเริ่มต้น ภายใต้แนวคิด “เสน่ห์ล้านนา” ซึ่งผู้ครองมงกุฎนางสาวถิ่นไทยงาม นอกจากจะได้รับเงินรางวัล 500,000 บาท และมงกุฎเพชรแล้ว เรายังมีรางวัลรองชนะเลิศ และตำแหน่งพิเศษ รวมมูลค่ารางวัลกว่า 2 ล้านบาทอีกด้วย“

ธัญญาเรศ เองตระกูล ซึ่งรับหน้าที่เฟ้นหาสาวงามและร่วมเป็นกรรมการตัดสินมาทุกปี กล่าวปิดท้ายว่า “รับรองว่าปีนี้ในส่วนการคัดสรรผู้เข้าประกวดจะต้องเข้มข้นที่สุด และแค่เพียงผ่านเข้ารอบเป็นผู้ประกวด 30 คนสุดท้าย น้องๆ ก็จะได้รับเงินรางวัลแล้วทุกคน ที่สำคัญคือ ได้โอกาสในการร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคมและสัมผัสประสบการณ์ที่ล้ำค่าร่วมกับผู้สนับสนุนหลัก อาทิ ทิพยประกันภัย, ไทยเบฟ (ThaiBev), พลังงานบริสุทธิ์ (EA) ซึ่งเป็นองค์กรชั้นนำระดับประเทศอีกด้วย จึงอยากชวนน้องๆ ว่ามาสมัครและมาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวถิ่นไทยงามด้วยกัน รับรองว่าเวทีนี้จะพาคุณก้าวไปสู่เวทีแห่งชีวิตจริงที่ยิ่งใหญ่และสวยงามกว่าเดิมอย่างแน่นอน“

ทั้งนี้ สาวๆ ที่อายุระหว่าง 17-28 ปี สามารถสมัครเข้าร่วมประกวดเวที “นางสาวถิ่นไทยงาม 2569“ โดยสมัครทางออนไลน์ได้ที่ แฟนเพจ : นางสาวถิ่นไทยงาม ตั้งแต่วันนี้ถึง 3 กันยายน 2569 มาร่วมลุ้นและเชียร์เหล่าสาวงามผู้เข้าประกวดได้ ในวันจันทร์ที่ 21 กันยายน 2569 ณ โรงแรมเอส พาร์ค โฮเต็ล (ESC Park Hotel) รังสิต

นางสาวถิ่นไทยงาม2569

คุณแหน : 20 สิงหาคม 2569

20 สิงหาคม 2569 เวลา 02:00 น.

– สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชทานเพลิงศพ พระพรหมวชิรสุธี (อภิพล อภิพโล) อดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 14-15 (ธรรมยุต) อดีตเจ้าอาวาสวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก  วันพฤหัสบดี 20 ส.ค.17.30 น. ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส..

– รศ.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พร้อมด้วย รศ.ดร.นพ.พิชิต สุวรรณประกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แพน ราชเทวี กรุ๊ป -ราชเทวีคลินิก ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการ (MOU)เปิดหลักสูตร Non-Degree “วิทยาศาสตร์ความงามที่แท้จริงเชิงบูรณาการ” คณะการแพทย์บูรณาการ วันศุกร์ 21 ส.ค.09.00 น. Hall 9-11 อิมแพ็ค เมืองทองธานี..

-ขอแสดงความเสียใจกับ พศ อดิเรกสาร ที่สูญเสียภริยา วรรณวิมล อดิเรกสาร ท่ามกลางความอาลัยรักของญาติมิตร พิธีสวดพระอภิธรรม 19-25 ส.ค.18.30 น. ศาลา 4 (สิทธิสยามการ) วัดธาตุทอง และฌาปนกิจ 26 ส.ค.14.00 น. เมรุหน้า..

-เพื่อนๆ นสพ.แนวหน้า ขอร่วมแสดงความเสียใจกับ รังศิยา หวังโภคา ผจก.ฝ่ายบุคคลและธุรการ ที่สูญเสีย คุณแม่ศิรินทร์ หวังโภคา พิธีสวดพระอภิธรรมจัดที่ วัดบำเพ็ญเหนือ ศาลา 3 (ตลาดขวัญเรียม) มีนบุรี 18-21 ส.ค.18.30 น. และฌาปนกิจวันเสาร์ 22 ส.ค.15.00 น..

-ยามทุกข์ยามสุขจะผ่านไปเร็วแค่ไหน ดร.อดิทธิ์ เชี่ยวสกุล  น้อมนำบุญจากการปล่อยปลาหน้าเขียงเป็นประจำอุทิศแด่ คุณพ่อคุณแม่ ศ.ดร.ประดิษฐ์-อุบลศรี เชี่ยวสกุล อย่างน้อยก็เป็นกำลังใจให้เข้มแข็งเมื่อต้องบอกตัวเอง ..

-สำหรับเทศกาลไหว้พระจันทร์ที่ใกล้จะถึง “คุณแหน” ถูกใจใช่เลยกับขนมไหว้พระจันทร์ที่ได้ลิ้มรสยี่ห้อแรกปีนี้  เป็นสูตรเฉพาะของบ้านปาร์คนายเลิศ ควบคุมความอร่อยโดย ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร ด้วยแป้งบางนุ่ม ไส้แน่น 8 รสชาติ ได้แก่ ทุเรียนหมอนทอง, ทุเรียนหมอนทองและไข่แดง, เม็ดบัว, เม็ดบัวและไข่แดง,ถั่วแดง,ถั่วแดงและไข่แดง กล่องละ 6 ชิ้นราคา 790 บาท สั่งได้ตั้งแต่ 10 ส.ค.-26 ก.ย.สอบถาม 095-4251424..

-ดีใจที่เห็นข่าว วัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) ในเขตพระราชวังบวรสถานมงคล เปิดให้เข้าชมพระอุโบสถเป็นกรณีพิเศษ 12 ส.ค.-20 ก.ย.2569 เวลา 09.00-16.00 น..อย่าลืมปักหมุดไปชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์กัน เวลาไม่คอยใคร..

คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานสหพันธ์แบดมินตันโลก ร่วมกับ มูลนิธิรีไลแอนซ์ โดย นิตา แอมบานี สมาชิกคณะกก.โอลิมปิกสากล เป็นประธาน พาเด็กและเยาวชนเข้าชมการแข่งขันแบดมินตันชิงแชมป์โลก 2026 ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดียอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและประสบการณ์การเรียนรู้จากนักกีฬาระดับโลก ..

คุณแหน

คุณหญิงปัทมาลีสวัสดิ์ตระกูลณพาภรณ์โพธิรัตนังกูรประดิษฐ์เชี่ยวสกุลพศอดิเรกสารรังศิยาหวังโภคาวรรณวิมลอดิเรกสารศิรินทร์หวังโภคา สมหมายผิวสอาดสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีอดิทธิ์เชี่ยวสกุลอุบลศรีเชี่ยวสกุล

ชัยชนะ กระทุ้ง สส.เมืองคอน-ฝ่ายรัฐบาล ช่วยชวน ‘ศุภจี’ ลงพื้นที่ดูราคามังคุด

20 สิงหาคม 2569 เวลา 17:39 น.

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ฝากข้อความนี้ถึง สส.นครศรีธรรมราช ฝ่ายรัฐบาล ช่วยชวนคุณศุภจี ลงมาดู ราคามังคุดที่บ้านเราหน่อยครับ ดีกว่าเอาเวลาไป

ชัยชนะ เดชเดโชพรรคประชาธิปัตย์ศุภจี

‘ศุภชัย’เดินเกม ชง ประธานสภาฯ วินิจฉัยขอบเขตอำนาจ กมธ.สามัญ 35 คณะ ให้ชัดเจน หวั่นทำงานซ้ำซ้อน

20 สิงหาคม 2569 เวลา 17:22 น.

‘ศุภชัย’ เดินเกม! ชง ‘ประธานสภาฯ’ เคาะกำหนดแนวทางการทำงาน ‘กมธ.สามัญ 35 คณะ’ ให้ชัดเจน หลังพบบางคณะใช้อำนาจซ้ำซ้อน-คาบเกี่ยวกัน หวั่นเกิดข้อโต้แย้ง เพิ่มภาระผู้เกี่ยวข้อง

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย แถลงถึงการขอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาวินิจฉัยและกำหนดแนวทางเกี่ยวกับขอบเขตหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญประจำสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 35 คณะ เพื่อให้การพิจารณาศึกษา สอบหาข้อเท็จจริง และดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ เป็นไปตามภารกิจและขอบเขตความรับผิดชอบของแต่ละคณะอย่างชัดเจนว่า ในทางปฏิบัติ การทำงานของ กมธ. บางคณะอาจมีประเด็นซ้ำซ้อนหรือคาบเกี่ยวกัน โดยเฉพาะการสอบหาข้อเท็จจริง การเรียกบุคคลหรือหน่วยงานมาให้ข้อมูล หรือการดำเนินการในเรื่องที่โดยเนื้อหาอาจอยู่ในหน้าที่และอำนาจของ กมธ. อีกคณะโดยตรง จึงอาจเกิดปัญหาว่าแต่ละคณะมีขอบเขตในการพิจารณาหรือสอบหาข้อเท็จจริงได้เพียงใด และหากเรื่องหนึ่งเกี่ยวข้องกับ กมธ. มากกว่า 1 คณะ จะใช้หลักเกณฑ์ใดในการแบ่งแยก ประสานงาน หรือกำหนดคณะเจ้าของเรื่อง

นายศุภชัย กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ การใช้อำนาจของ กมธ. ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ กฎหมาย และข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงต้องสอดคล้องกับขอบเขตหน้าที่และอำนาจของแต่ละคณะ หากไม่มีแนวทางที่ชัดเจน อาจทำให้เกิดการปฏิบัติหน้าที่ซ้ำซ้อน การเรียกบุคคลหรือหน่วยงานเดียวกันมาชี้แจงเรื่องเดียวกันหลายครั้ง หรือเกิดข้อโต้แย้งเกี่ยวกับอำนาจของ กมธ. ซึ่งอาจกระทบต่อประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของการทำหน้าที่ของสภาฯ

นายศุภชัย กล่าวอีกว่า ขอให้ประธานสภาฯ พิจารณา 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

1.วินิจฉัยขอบเขตหน้าที่และอำนาจของ กมธ. แต่ละคณะ ตามข้อบังคับการประชุมสภาฯ รวมถึงกรณีที่ กมธ. จะพิจารณาหรือสอบหาข้อเท็จจริงในเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในขอบเขตหน้าที่และอำนาจโดยตรง ว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่และเพียงใด

2.กำหนดหลักเกณฑ์กรณีเรื่องหนึ่งเกี่ยวข้องกับ กมธ. ตั้งแต่ 2 คณะขึ้นไป ว่าจะกำหนดคณะเจ้าของเรื่องหรือประสานการทำงานระหว่างกันอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดการดำเนินงานซ้ำซ้อน

3.วินิจฉัยกรณี กมธ. คณะหนึ่งดำเนินการในเรื่องที่โดยสาระสำคัญอยู่ในหน้าที่และอำนาจของอีกคณะโดยเฉพาะ รวมถึงการสอบหาข้อเท็จจริงหรือเรียกบุคคลและหน่วยงานมาชี้แจง ว่าการดำเนินการดังกล่าวอยู่ภายในขอบเขตอำนาจตามข้อบังคับหรือไม่

4.พิจารณากำหนดแนวปฏิบัติกลางสำหรับ กมธ. ทั้ง 35 คณะ เพื่อป้องกันการใช้อำนาจซ้ำซ้อน การก้าวล่วงขอบเขตหน้าที่ระหว่างกัน และลดภาระแก่หน่วยงานของรัฐหรือบุคคลที่ถูกเรียกมาชี้แจงในเรื่องเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน

“การมีคำวินิจฉัยหรือแนวปฏิบัติที่ชัดเจน จะเป็นประโยชน์ต่อการทำหน้าที่ของ กมธ. ทุกคณะ และช่วยวางบรรทัดฐานการใช้อำนาจของ กมธ. สภาผู้แทนราษฎร ให้เป็นไปตามหลักนิติรัฐ มีความชัดเจน โปร่งใส ไม่ซ้ำซ้อน และไม่เกินขอบเขตหน้าที่และอำนาจที่ข้อบังคับกำหนด” นายศุภชัย กล่าว

กมธ.สามัญประธานสภาพรรคภูมิใจไทยศุภชัย ใจสมุทร

กัมพูชาไม่กลัว F-16? เจ้าสัวสร้างบังเกอร์แข็งโป๊ก แนวรบ ช่องจอม ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย

20 สิงหาคม 2569 เวลา 15:58 น.

“ผอ. JIC” ตรวจแนวรบ “ปราสาทตาควาย-เนิน 350” พบ “กัมพูชา” วางกำลังหลังถนน K58 มีจุดรวมพล-ตั้งรถถัง ขณะที่เจ้าสัวจีน-เขมร ผนึกกำลัง ระดมทุนสร้างบังเกอร์แข็งโป๊ก ไม่กลัว F-16 แถมวางระเบิดอื้อ สุนัขรับเคราะห์

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 ที่ปราสาทตาควาย และเนิน 350 อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ พลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา หรือ JIC นำคณะลงพื้นที่ปราสาทตาควาย และเนิน 350 อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เพื่อติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา, ให้กำลังกำลังพลแนวหน้า และมอบสิ่งของจำเป็นแก่หน่วยทหาร

โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันมีการก่อสร้างเส้นทางทำถนนคอนกรีต จนมาถึงตัวปราสาทฯ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งปัจจุบัน บริเวณโดยรอบเส้นทางการเดินทาง มีการเคลียร์ทุ่นระเบิดเรียบร้อยแล้ว 100 เปอร์เซ็นต์ และในอนาคตจะมีการบูรณะปฏิสังขรณ์ตัวปราสาทฯ หลังจากที่กรมศิลปากรได้เข้ามาสำรวจเรียบร้อยแล้ว ซึ่งคาดว่า จะสามารถเริ่มบูรณะปฏิสังขรณ์ได้ปี 2570 และคาดว่า จะแล้วเสร็จในปี 2572

อีกทั้งยังมีการก่อสร้างถนน ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างประสาทตาควาย ไปเนิน 350 ทำให้การระหว่างสองยุทธศาสตร์นี้ สามารถเดินทางได้ง่ายขึ้น และรวดเร็วขึ้นกว่าเดิม จากเดิมใช้เวลา 30 นาที เหลือเพียง 15 นาที พร้อมกับมีการสร้างบันไดเหล็ก จำนวน 147 ขั้น เพื่อใช้เดินขึ้นเนิน 350

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน บริเวณปราสาทตาควาย และเนิน 350 ภายหลังการสู้รบรอบที่ 2 ที่ผ่านมา ทหารไทยสามารถตีทหารกัมพูชาไปถึง 4 กองพัน กองพันละ 500 คน ซึ่งถือเป็นจุดที่สร้างความเจ็บใจให้กับทหารกัมพูชาเป็นอย่างมาก จนฝ่ายกัมพูชาต้องถอยร่น ไปตั้งฐานปฎิบัติการอยู่บริเวณหลังถนนเลียบชายแดน K58 ซึ่งห่างจากฝ่ายแนวไทยประมาณ 2.5 กิโลเมตร ซึ่งเป็นถนนที่ถูกก่อสร้างตลอดแนวชายแดน หากไปทางซ้ายจะไปช่องจอม และทางขวาจะสามารถเดินทางไปจังหวัดสระแก้วได้ และสามารถเชื่อมต่อไปที่ปราสาทตามเมือนธมได้ ซึ่งถนนดังกล่าวถูกสร้างโดยกลุ่มทุนในพื้นที่

อีกทั้งยังมีรถถังประมาณ 10 คัน ระยะห่างจากแนวลึกไป ประมาณ 3-4 กิโลเมตร และจะมีการใช้โดรน บินบริเวณใกล้ ๆ ในพื้นที่ปราสาทตาควาย แต่ฝ่ายไทยมีเครื่องตรวจจับสัญญาณ แอนตี้โดรน โดยเป็นการบินขึ้นระยะไกลเป็นบางวัน ไม่ได้ขึ้นทุกวัน เมื่อถูกฝ่ายเราจับได้ ก็จะถอยห่างออกไป

ทั้งนี้มีรายงานข่าวว่า ปัจจุบันทหารกัมพูชา ไม่ได้กลัวเครื่องบินรบ F-16 แล้ว เนื่องจากมีการสร้างบังเกอร์หนา และแข็งแรง ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนการก่อสร้าง จากกลุ่มทุน ธุรกิจที่เป็นชาวจีน และชาวกัมพูชา โดยจะแบ่งพื้นที่การรับผิดชอบ เพื่อให้เงินสนับสนุน เพื่อปกป้องพื้นที่ของตัวเอง เช่น ช่องจอม ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย

นอกจากนี้ยังมีการตรวจพบจุดรวมพลของทหารกัมพูชา ในช่วงเช้า และช่วงเย็น ซึ่งอยู่ห่างจากแนวไทยประมาณ 2 กิโลเมตร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงประมาณสัปดาห์ที่แล้ว มีสุนัขของทหารไทย 3 ตัว ได้เดินออกแนวรั้วลวดหนามไป และได้ไปเหยียบทุ่นระเบิด ส่งผลให้สุนัข 2 ตัวตาย และบาดเจ็บกลับมา 1 ตัว ซึ่งถือเป็นสัญญาณว่า ฝ่ายกัมพูชายังคงมีการแอบวางทุ่นระเบิด เพื่อไม่ให้ทหารไทยเดินออกแนวรั้วลวดหนาม

อย่างไรก็ตามในวันที่ 20 ธันวาคมนี้จะมีการจัดกิจกรรม เดิน-วิ่งครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี RUN FOR HONOR ภายใต้แนวคิด ‘ทุกก้าว เพื่อเกียรติยศของผู้เสียสละ’ บนเส้นทางปราสาทตาควายและเนิน 350 เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรำลึกถึงความกล้าหาญ และเชิดชูเกียรติวีรชนผู้เสียสละ

ช่องจอมชายแดนไทยกัมพูชาปราสาทตาควายปราสาทตามเมืองทม

โรม-ไอซ์ แท็กทีมอัด อนุทิน ปม ฮั้ว สว.- ม.112 บอกมัวแต่ติ๊ดชึ่ง คนไทยกินข้าว ไม่ได้กินหญ้า

20 สิงหาคม 2569 เวลา 15:49 น.

โรม ซัดกลับ นายกฯ ทันควัน คดีฮั้ว สว. หลอกตัวเองได้ แต่หลอกประชาชนไม่ได้ ชี้ข้อหา ซ่องโจร ยังน้อยไป ลั่นลุยเปิดโปงต่อเนื่อง อัดมัวแต่ติ๊ดชึ่ง นิ่งเฉย ปม คนชั่วดึงฟ้าต่ำ ด้าน ไอซ์ ยืนยัน-นั่งยัน-นอนยัน ไม่หนุนให้ใครก็ตามไปร้อง ม.112 ปมคลิปอ้างเบื้องบน ฝากถึง นายกฯ หนู แบบแสบๆ คนไทยกินข้าว ไม่ได้กินหญ้า หลังบอก รังเกียจ ฮั้ว สว. แนะลองเปิดเฟซบุ๊ก ฝ่ายค้าน ดูจะได้รู้

เมื่อวันที่ 20 ส.ค.2569 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาระบุ รัฐบาลรับไม่ได้กับการฮั้ว สว. และเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ ยืนยันว่ารัฐบาลไม่เกี่ยวกับคดีฮั้วอย่างแน่นอน หากจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจยังไม่เกิดขึ้นและยังไม่ได้กำหนดวันที่ชัดเจน ขออย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าวันนั้นจะเกิดอะไรขึ้น แต่การทำหน้าที่ของพรรคฝ่ายค้านอยู่ที่พยานหลักฐาน และต้องยอมรับว่าการตรวจสอบเรื่องฮั้ว สว.หรือเรื่องอื่นตั้งอยู่บน 2 ฐาน คือ 1.ฐานทางกฎหมาย ว่าผิดข้อกล่าวหาใดมาตราใด อั้งยี่ซ่องโจรหรือไม่ และผู้ที่มีอำนาจในการชี้ความผิดไม่ใช่สภา แต่เป็นหน่วยงานอื่นเช่นศาลที่ทำหน้าที่นี้ต่อ และ 2. การตรวจสอบทางการเมือง

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจคือการตรวจสอบทางการเมือง ว่าข้อยุติในสภาคือมือจะยกในการไว้วางใจหรือไว้วางใจ และมือในการยกส่วนใหญ่จะเห็นว่าฝั่งรัฐบาลมักจะผ่านจุดนี้ไปได้ไปได้ แต่จะต้องไม่ลืมเรื่องทั้งหมดที่ตรวจสอบทางการเมืองต้องตั้งอยู่บนความโปร่งใสที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ คำถามคือต่อให้สามารถรอดจากการตรวจสอบผ่านกลไกสภาหรือกลไกทางกฎหมาย เชื่อจริงเหรอว่าฝ่ายการเมืองโดยเฉพาะผู้มีอำนาจในรัฐบาลจะไม่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้

“ท่านคิดว่าท่านจะโกหกประชาชนเรื่องนี้ ไปได้อีกเท่าไหร่ ท่านคิดจริงหรือว่าประชาชนในประเทศนี้ได้เห็นและติดตามการทำงานของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือนายยิ่งชีพ อัฌชานนท์ หรือหลายภาคส่วนที่มีการเปิดเผยข้อมูล มีบุคคลหลายบุคคล มีความเชื่อมโยงสัมพันธ์ใกล้ชิด ทำเป็นกระบวนการ จนคิดว่าอั่งยี่อี้ซ่องโจรอาจจะเป็นข้อหาเล็กไปด้วยซ้ำ ซึ่งกระบวนการทำแบบนี้ยึดอำนาจรัฐผ่านการโกง สว. คิดว่าอาจจะหลอกตัวเองได้ แต่หลอกประชาชนไม่ได้ และมือในสภาที่ท่านมีจะทำให้ท่านสามารถเกาะอำนาจรัฐได้ตลอดไป ซึ่งประชาชนมีความสำคัญต่อสมการนี้แน่นอน“ นายรังสิมันต์ กล่าว

เมื่อถามว่า เหลือไม่กี่วันที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)จะชี้ขาดเรื่อง ฮั้วสว.พรรคประชาชนเตรียมเปิดโปงอย่างไรต่อ นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า การเปิดโปงคดีมีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะได้เห็นการทำหน้าที่ของนายพริษฐ์ อย่างเข้มแข็ง ขณะเดียวกัน น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ก็เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ช่วยขยายความหลายครั้ง ยืนยันว่าติดตามเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่ยอมรับว่าในฐานะที่เป็นฝ่ายค้าน การที่ฝ่ายรัฐบาลไม่ให้ความร่วมมือในการคลี่คลายปัญหาโกง สว. อย่างที่ควรจะเป็น

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลเองดูไม่สบายใจจากการเปิดโปงเรื่องนี้ โดยเฉพาะมีการขยายผลไปถึงว่ามีการอ้างเบื้องสูง ดังนั้นขออย่าโกหกกัน เพราะมีการแอบอ้างแน่ๆ และมีการใช้กลไกนี้แน่ๆ แต่สิ่งที่ยังไม่เห็นคือกลุ่มรักสถาบัน เหตุใดถึงดูเงียบกับเรื่องเหล่านี้ สิ่งที่ต้องการ คือวันนี้เรื่องฮั้ว สว.ไม่ใช่แค่การยึดอำนาจรัฐผ่านการโกง แต่เป็นการดึงฟ้าเข้ามาเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว คือการเอาสถาบันเข้ามาเป็นประโยชน์ส่วนตัว เพื่อปกป้องคุ้มครองในการกระทำชั่ว ของตัวเองที่เกิดขึ้น

“ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่สมควร และไม่เข้าใจว่าคุณอนุทิน นิ่งเฉยกับเรื่องนี้ได้อย่างไร ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่ปกป้องหลักนิติรัฐ นิติธรรม แต่กลับปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น และก็ติ๊ดชึ่ง กับเรื่องนี้ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่ เป็นสิ่งที่รับไม่ได้“ นายรังสิมันต์ กล่าว

ด้านน.ส.รักชนก กล่าวตอบโต้นายกฯ ว่า คนไทยกินข้าว ไม่ได้ทานหญ้า ดังนั้น การที่นายกรัฐมนตรีบอกว่ารัฐบาลไม่เกี่ยวข้องกับการฮั้ว สว. ตนคิดว่าให้ประชาชนดูข้อมูลทั้งหมด แล้วให้เขาตัดสินดีที่สุด และถึงที่สุดแล้ว กกต. ที่ถูกตั้งคำถามว่า ถูก สว. ชุดนี้แต่งตั้งและรับรองมา มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ เราต้องการให้ประชาชนออกมาช่วยกันกดดันให้ กกต. ส่งเรื่องไปที่ศาลฎีกา เพราะกฎหมายเขียนว่าเรื่องนี้ ประชาชนคนธรรมดาไม่สามารถส่งไปให้ศาลฎีกาได้ด้วยตนเอง เพราะอำนาจนั้นเป็นของ กกต. แต่เพียงผู้เดียว ดังนั้น ขอแรงประชาชนทุกคนว่าเสียงของท่านมีความหมายกับเรื่องนี้ ที่จะมาช่วยกันกดดัน กกต.

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า เรื่องกรณีที่นายกรัฐมนตรีบอกว่ารัฐบาลไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ตนอยากให้นายกรัฐมนตรีลองเปิดเฟซบุ๊กของฝ่ายค้าน เช่น ของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน หรือเพจไอลอว์ ท่านก็จะจะเห็นข้อมูลต่างๆ แม้ตัวนายกรัฐมนตรีอาจจะไม่เกี่ยวโดยตรง แต่ตนอาจเอ่ยได้ 2-3 ชื่อ ซึ่งไม่ได้เป็นการกล่าวหา เพราะอยู่ในสื่อสาธารณะ เช่น นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับบุคคลที่โอนเงินให้กับ กกต. จำนวน 800,000 บาท ถ้านายกรัฐมนตรีบอกว่าไม่เกี่ยว ก็ต้องถามประชาชนคนไทยด้วยว่าเกี่ยวหรือไม่

หรือแม้กระทั่ง ข้อมูลที่ไอลอว์เปิด เกี่ยวกับนายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ว่าพ่อของนายวรศิษฏ์ถูกรายล้อมด้วยคนที่เป็นผู้ช่วย สว. ซึ่งเป็นลูกน้อง ต้องถามว่าสิ่งเหล่านี้จริงหรือไม่ แม้กระทั่งนายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภา ก็ถูกข้อกล่าวหาเช่นกันว่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทำโพยหรือไม่ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลสาธารณะ และอยู่ในสำนวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และ กกต.

“ขอให้ประชาชนคิดเองดีกว่าว่ารัฐบาลชุดนี้เกี่ยวข้องกับการโกง สว. หรือไม่ ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาออกหน้ารับแทน เพราะจะเป็นการไม่งามที่มาการันตีหรือมาฟันธงเรื่องอะไรที่จะต้องเข้าสู่กระบวนการชั้นศาลก่อน” น.ส.รักชนก กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีเรื่อง มาตรา 112 น.ส.รักชนก กล่าวว่า ตนขอแจ้งคนที่จะไปร้องตน ตนเป็นเพียงผู้นำสารที่ว่ามีการแอบอ้างข้างบน ซึ่งตนตีความว่าเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์หรือไม่ เพราะมีการบอกว่าเรื่องนี้ข้างบนท่านตรัส ไม่อย่างนั้น กกต. ประกาศโมฆะไปแล้ว ซึ่งตนไม่ได้เป็นคนพูดประโยคเหล่านี้ แต่คนที่พูดคือนายวิทยา คำพวง นายกเทศมนตรีตำบลโพนสา จ.หนองคาย ดังนั้น คนที่ควรจะถูกฟ้องมากกว่าตนคือนายวิทยา

“ดิฉันยืนยันว่าไม่สนับสนุนให้ใครก็ตาม ไปดำเนินคดีในข้อหา ม.112 และ ไม่สนับสนุนให้ใช้มาตรานี้ กลั่นแกล้งกันทางการเมือง เพราะเป็นกฎหมายที่มีปัญหามากจริงๆ ยืนยัน นั่งยัน นอนยัน ว่าพรรคประชาชนไม่สนับสนุนให้ใช้กฎหมายมาตรานี้ในการรังแกบุคคลใดๆ ก็ตามทั้งสิ้น” น.ส.รักชนก กล่าว

112อนุทินฮั้วสว.แนวหน้าออนไลน์โรมไอซ์รักชนก