ศรีลังกาขึ้นราคาน้ำมัน 25% รับผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

ศรีลังกาขึ้นราคาน้ำมัน 25% รับผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

22 มี.ค. 2569 11:57 น.

ศรีลังกาขึ้นราคาน้ำมัน 25% รับผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

รัฐบาลศรีลังกาประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันครั้งใหญ่เป็นครั้งที่ 2 ในรอบสองสัปดาห์ อีก 25% หลังสงครามในตะวันออกกลางยืดเยื้อจนกระทบการนำเข้าพลังงาน ด้านประธานาธิบดีสั่งบังคับใช้มาตรการประหยัดขั้นสูงสุด ทั้งการทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ และรื้อฟื้นระบบ Work from Home เพื่อประคองเศรษฐกิจประเทศไม่ให้ซ้ำรอยวิกฤตปี 2022

รัฐบาลศรีลังกาได้ประกาศปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงอีก 25% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นครั้งที่สองภายในระยะเวลาเพียงสองสัปดาห์ เพื่อรับมือกับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยราคาน้ำมันเบนซินพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 398 รูปี (ประมาณ 41.95 บาท) ต่อลิตร จากเดิม 317 รูปี (ราว 33.42 บาท) ขณะที่น้ำมันดีเซลซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบขนส่งมวลชน ปรับขึ้นอีก 79 รูปี ไปอยู่ที่ 382 รูปี (ราว 40.27 บาท) ต่อลิตร

เจ้าหน้าที่จากบรรษัทปิโตรเลียมซีลอนระบุว่า เป้าหมายของการขึ้นราคาสูงสุดครั้งนี้คือการบีบให้การบริโภคน้ำมันในประเทศลดลงให้ได้ 15-20% หลังจากที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้สั่งปันส่วนน้ำมันไปแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อน

วิกฤตครั้งนี้มีสาเหตุหลักมาจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยอิหร่าน เพื่อตอบโต้สงครามกับสหรัฐฯ และอิสราเอลที่ก้าวเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 ซึ่งช่องแคบดังกล่าวเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบถึง 20% ของโลก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อศรีลังกาที่ต้องนำเข้าน้ำมันและถ่านหินทั้งหมด 100% เพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ประธานาธิบดีอนุรา กุมารา ดิสซานายาเก ได้ออกคำสั่งด่วนเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสงครามที่อาจยืดเยื้อ ซึ่งมีมาตรการต่างๆ เช่นการปรับลดวันทำงาน เหลือเพียง 4 วันต่อสัปดาห์ โดยเริ่มตั้งแต่วันพุธที่ผ่านมา (18 มี.ค.) และการ Work from Home โดยขอความร่วมมือให้นายจ้างกลับไปใช้ระบบทำงานจากที่บ้านในส่วนที่ทำได้ เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงในการเดินทาง

รัฐบาลศรีลังกาแสดงความกังวลอย่างยิ่งว่า สงครามที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลางอาจทำลายความพยายามในการฟื้นฟูประเทศจากวิกฤตเศรษฐกิจล่มสลายในปี 2022 ซึ่งในครั้งนั้นศรีลังกาต้องผิดนัดชำระหนี้ต่างประเทศมูลค่ากว่า 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์เนื่องจากขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ จนต้องขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจำนวน 2.9 พันล้านดอลลาร์จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มาจนถึงปัจจุบัน.

ที่มา AFP 

โจมตีโรงพยาบาลซูดานคร่าชีวิต 64 ศพ WHO ประณามหนัก เรียกร้องยุติสงคราม

โจมตีโรงพยาบาลซูดานคร่าชีวิต 64 ศพ WHO ประณามหนัก เรียกร้องยุติสงคราม

22 มี.ค. 2569 11:16 น.

โจมตีโรงพยาบาลซูดานคร่าชีวิต 64 ศพ WHO ประณามหนัก เรียกร้องยุติสงคราม

องค์การอนามัยโลก (WHO) เผยเหตุโจมตีโรงพยาบาลในรัฐดาร์ฟูร์ตะวันออกของซูดาน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 64 ราย ในจำนวนนี้มีเด็กรวมอยู่ด้วย 13 ราย ด้าน ผอ. WHO เรียกร้องยุติสงคราม หลังสงครามยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 3 ทำลายระบบสาธารณสุขจนอัมพาตและมียอดผู้เสียชีวิตจากการโจมตีสถานพยาบาลทะลุ 2,000 ศพ

นายทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยรายละเอียดเหตุโจมตีเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (20 มี.ค.) ที่โรงพยาบาลศูนย์การเรียนรู้ ในเมืองเอล-แดน เมืองหลวงของรัฐดาร์ฟูร์ตะวันออก โดยแรงระเบิดจากอาวุธหนักส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทันทีอย่างน้อย 64 ราย และบาดเจ็บอีก 89 ราย

ในกลุ่มผู้เสียชีวิตยืนยันว่าเป็นเด็ก 13 ราย พยาบาลหญิง 2 ราย แพทย์ชาย 1 ราย และคนไข้จำนวนมาก ขณะที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอีก 8 รายได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยกลุ่มนักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชนในพื้นที่รายงานว่า เป็นผลจากการโจมตีด้วยโดรนของกองทัพซูดาน ซึ่งพยายามรุกคืบเข้าไปยังพื้นที่อิทธิพลของกองกำลังกึ่งทหาร RSF

การโจมตีครั้งนี้สร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับแผนกกุมารเวชกรรม แผนกสูตินรีเวช และแผนกฉุกเฉิน จนทำให้โรงพยาบาลไม่สามารถเปิดให้บริการได้อีกต่อไป ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่จำเป็นของประชาชนในพื้นที่

ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังการโจมตีสถานพยาบาล (SSA) ระบุว่า นับตั้งแต่สงครามในซูดานปะทุขึ้นเมื่อเดือนเมษายน 2023 ยอดผู้เสียชีวิตจากการโจมตีสถานพยาบาลรวมแล้วสูงถึง 2,036 ราย จากเหตุการณ์โจมตีทั้งหมด 213 ครั้ง โดยเฉพาะในปี 2025 เพียงปีเดียว มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 1,620 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 82 ของยอดผู้เสียชีวิตจากการโจมตีสถานพยาบาลทั่วโลก

ผู้อำนวยการ WHO กล่าวด้วยความสลดใจว่า “เลือดถูกหลั่งมามากเกินพอแล้ว ความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้นนั้นเกินกว่าจะรับไหว สถานพยาบาลต้องไม่ตกเป็นเป้าหมายของสงคราม เพราะสันติภาพคือยาที่ดีที่สุดสำหรับมนุษยชาติ”

ปัจจุบัน สงครามในซูดานส่งผลให้มีผู้พลัดถิ่นกว่า 11 ล้านคน และประชาชนอีกกว่า 33 ล้านคนกำลังเผชิญกับวิกฤตความหิวโหยและความต้องการความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมอย่างเร่งด่วน ขณะที่การใช้โดรนโจมตีพื้นที่ชุมชนกลายเป็นภาพชินตาที่โหดร้าย ซึ่งทางสหประชาชาติ (UN) ได้ออกมาประณามอย่างต่อเนื่องถึงความสูญเสียของพลเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว.

ที่มา Al Jazeera

“ทรัมป์” ยื่นคำขาดอิหร่าน 48 ชั่วโมงเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขู่ทำลายโครงสร้างพลังงาน

"ทรัมป์" ยื่นคำขาดอิหร่าน 48 ชั่วโมงเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขู่ทำลายโครงสร้างพลังงาน

22 มี.ค. 2569 10:28 น.

“ทรัมป์” ยื่นคำขาดอิหร่าน 48 ชั่วโมงเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขู่ทำลายโครงสร้างพลังงาน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ถล่มโครงสร้างพื้นฐานพลังงานอิหร่านให้สิ้นซาก หากไม่ยอมเปิดเส้นทางเดินเรือช่องแคบฮอร์มุซภายใน 48 ชั่วโมง ด้านอิหร่านโต้กลับด้วยการส่งขีปนาวุธโจมตีอิสราเอลครั้งรุนแรง มีผู้บาดเจ็บนับร้อย ขณะที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ประกาศคำขาดผ่านทางทรูธโซเชียล โดยให้เวลาอิหร่านเพียง 48 ชั่วโมงในการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือสินค้าผ่านได้ตามปกติ มิเช่นนั้นสหรัฐฯ จะปฏิบัติการ “ถล่มและทำลาย” โรงไฟฟ้าของอิหร่านให้ราบคาบ โดยจะเริ่มจากโรงไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับแรก

คำขู่นี้มีกำหนดเส้นตายตรงกับเวลา 23:44 น.ของวันจันทร์ (23 มี.ค.) ตามเวลามาตรฐานสากล ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดถึงขีดสุด หลังจากอิหร่านสั่งปิดช่องแคบซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบถึง 1 ใน 5 ของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ทะยานสูงขึ้นเกิน 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลทันที

เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนคำขู่ของทรัมป์ อิหร่านได้เปิดฉากโจมตีอิสราเอลทางตอนใต้อย่างหนักหน่วง ขีปนาวุธสามารถฝ่าระบบป้องกันภัยทางอากาศเข้าถล่มอาคารที่พักอาศัยในเมืองอาราด และเมืองดิมอนา  ซึ่งเป็นที่ตั้งขอศูนย์นิวเคลียร์สำคัญของอิสราเอล แรงระเบิดทำให้มีผู้บาดเจ็บรวมกว่า 100 ราย  ด้านนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ประกาศลั่นจะตอบโต้คืน “ในทุกแนวรบ” และได้ส่งฝูงบินถล่มกรุงเตหะรานในเวลาต่อมา

ทางด้านกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านระบุว่า การโจมตีครั้งนี้เป็นการแก้แค้นที่อิสราเอลถล่มโรงงานนิวเคลียร์นาทานซ์ เมื่อช่วงกลางปี 2025 พร้อมขู่ว่าหากสหรัฐฯ ลงมือตามคำขู่ อิหร่านจะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและระบบผลิตน้ำมันของสหรัฐฯ และพันธมิตรในภูมิภาคทันที

สงครามซึ่งล่วงเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 ได้ขยายวงกว้างไปทั่วภูมิภาค โดยมีรายงานว่าอิหร่านพยายามยิงขีปนาวุธข้ามทวีปโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ-อังกฤษที่เกาะดิเอโกการ์เซีย ซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 4,000 กิโลเมตร แม้จะไม่สำเร็จแต่ถือเป็นการโจมตีระยะไกลที่สุดเท่าที่เคยมีมา นอกจากนี้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ยังรายงานว่าถูกโจมตีทางอากาศเช่นกัน หลังจากอิหร่านเตือนไม่ให้ยอมใช้พื้นที่เป็นฐานโจมตีตน

ผู้นำจากหลายประเทศ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี และเกาหลีใต้ ได้ออกแถลงการณ์ร่วมประณามการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่นายราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการ IAEA เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยับยั้งชั่งใจอย่างสูงสุดเพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุนิวเคลียร์ที่อาจเกิดขึ้นจากการโจมตีสถานประกอบการปรมาณู

แม้ผู้นำสูงสุดคนปัจจุบันของอิหร่าน “โมจตาบา คาเมเนอี” จะยังไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะนับตั้งแต่รับตำแหน่งต่อจากบิดาที่เสียชีวิตในสงคราม แต่นักวิเคราะห์มองว่ารัฐบาลเตหะรานมีความยืดหยุ่นและขีดความสามารถในการตอบโต้ที่ทนทานกว่าที่สหรัฐฯ คาดการณ์ไว้มาก ทำให้โลกต้องจับตาดูว่าเมื่อสิ้นสุด 48 ชั่วโมงนี้ สถานการณ์จะก้าวข้ามไปสู่สงครามเต็มรูปแบบหรือไม่.

ที่มา AFP

คิวบาไฟดับทั้งประเทศรอบสองในสัปดาห์เดียว กระทบประชาชนกว่า 10 ล้าน

คิวบาไฟดับทั้งประเทศรอบสองในสัปดาห์เดียว กระทบประชาชนกว่า 10 ล้าน

22 มี.ค. 2569 10:02 น.

คิวบาไฟดับทั้งประเทศรอบสองในสัปดาห์เดียว กระทบประชาชนกว่า 10 ล้าน

ระบบโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติคิวบาล่มเป็นครั้งที่ 2 ในรอบเพียงหนึ่งสัปดาห์ ส่งผลให้ประชาชนกว่า 10 ล้านคนไม่มีไฟฟ้าใช้ รัฐบาลเร่งกู้ระบบท่ามกลางปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิงเรื้อรังจากการถูกคว่ำบาตรโดยสหรัฐฯ ขณะที่กระแสการประท้วงเริ่มรุนแรงขึ้น หลังมีรายงานการบุกเผาที่ทำการพรรคคอมมิวนิสต์ในบางพื้นที่

กระทรวงพลังงานของคิวบาแถลงยืนยันว่า เกิดเหตุระบบไฟฟ้าพื้นฐานของประเทศตัดขาดการเชื่อมต่อโดยสิ้นเชิง ส่งผลให้บ้านเรือนและภาคธุรกิจทั่วเกาะตกอยู่ในความมืดมิดอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นวิกฤตไฟดับครั้งใหญ่ครั้งที่ 3 ในรอบเดือนนี้ โดยบริษัทไฟฟ้าแห่งชาติ (UNE) ระบุว่ากำลังเร่งกู้ระบบตามลำดับความสำคัญ โดยให้ความสำคัญกับโรงพยาบาลและระบบประปาเป็นอันดับแรก

วิกฤตการณ์ครั้งนี้มีสาเหตุหลักมาจากโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าที่เสื่อมสภาพตามกาลเวลา และปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิงอย่างหนัก ซึ่งรัฐบาลคิวบาชี้ว่าเป็นผลมาจากการถูกสหรัฐฯ ปิดล้อมทางการค้า ทำให้ไม่สามารถนำเข้าน้ำมันเพื่อใช้ในโรงไฟฟ้าได้

ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศพุ่งสูงขึ้น หลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ตกเป็นข่าวว่าต้องการให้ประธานาธิบดี มิเกล ดิอาซ-กาเนล ของคิวบาลงจากตำแหน่ง เพื่อแลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรน้ำมัน โดยทรัมป์ยังได้กล่าวถึงแนวคิด “การเข้ายึดครองอย่างเป็นมิตร” ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับผู้นำคิวบาที่ออกมาตอบโต้ว่า ประเทศมีแผนเตรียมพร้อมป้องกันตัวเองจากการรุกรานทางทหารของสหรัฐฯ ทุกรูปแบบ

ไฟฟ้าที่ดับต่อเนื่องได้จุดชนวนความไม่พอใจแก่ประชาชน โดยมีการประท้วงด้วยการเคาะหม้อกระทะในกรุงฮาวานา นอกจากนี้ยังมีรายงานเหตุการณ์รุนแรงในเมืองโมรอน ทางตอนกลางของประเทศ ซึ่งกลุ่มผู้ประท้วงได้บุกเผาที่ทำการพรรคคอมมิวนิสต์ อย่างไรก็ตาม การประท้วงที่ไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นเรื่องผิดกฎหมายในคิวบา และผู้ฝ่าฝืนอาจต้องโทษจำคุก

ท่ามกลางวิกฤต กลุ่มพันธมิตรสังคมนิยมระหว่างประเทศได้ส่งความช่วยเหลือเบื้องต้น เช่น แผงโซลาร์เซลล์ อาหาร และยารักษาโรคไปยังคิวบา ขณะที่เรือขนส่งความช่วยเหลือจากเม็กซิโกคาดว่าจะเดินทางถึงท่าเรือฮาวานาในวันจันทร์นี้

แม้จะมีความขัดแย้งรุนแรง แต่ประธานาธิบดีดิอาซ-กาเนล ยืนยันว่ามีการเจรจาระดับทวิภาคีเบื้องต้นกับสหรัฐฯ เพื่อหาทางออกของวิกฤต อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของคิวบาย้ำชัดเจนว่า “ระบบการเมืองและตำแหน่งประธานาธิบดีของคิวบา ไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาต่อรองกับสหรัฐฯ ได้อย่างเด็ดขาด”.

ที่มา BBC

ชาวเช็กกว่า 2 แสนชุมนุมต่อต้านรัฐบาลใหม่ หวั่นนำประเทศสู่ระบอบอำนาจนิยม

ชาวเช็กกว่า 2 แสนชุมนุมต่อต้านรัฐบาลใหม่ หวั่นนำประเทศสู่ระบอบอำนาจนิยม

22 มี.ค. 2569 09:45 น.

ชาวเช็กกว่า 2 แสนชุมนุมต่อต้านรัฐบาลใหม่ หวั่นนำประเทศสู่ระบอบอำนาจนิยม

ชาวเช็กกว่า 2 แสนคน รวมตัวชุมนุมใหญ่ ณ สวนสาธารณะเล็ตนา สถานที่ประวัติศาสตร์แห่งการโค่นล้มคอมมิวนิสต์ เพื่อแสดงพลังต่อต้านรัฐบาลผสมของมหาเศรษฐี “อันเดรย์ บาบิช” ชี้เป็นภัยคุกคามประชาธิปไตย หลังผลักดันกฎหมายคุมสื่อ-NGO และคัดค้านการช่วยเหลือนักรบยูเครน เดินรอยตามผู้นำเผด็จการเพื่อนบ้าน

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ที่กรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก เนืองแน่นไปด้วยผู้ประท้วงจากทั่วประเทศที่พากันมาชูธงชาติและป้ายข้อความ “ร่วมปกป้องประชาธิปไตย” โดยกลุ่มผู้จัดงาน “Million Moments for Democracy” ประเมินว่ามีผู้เข้าร่วมสูงถึง 200,000 คน เพื่อส่งสัญญาณเตือนไปยังรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อันเดรย์ บาบิช  มหาเศรษฐีผู้มีแนวคิดประชานิยม

มิคูลาส มินาร์ แกนนำผู้จัดงานระบุว่า “เรามาที่นี่เพื่อคัดค้านการลากประเทศเข้าสู่เส้นทางเดียวกับสโลวาเกียและฮังการี” ซึ่งหมายถึงทิศทางทางการเมืองที่เอนเอียงไปทางรัสเซียและมีความเป็นเผด็จการมากขึ้นฃ

นายบาบิช กลับมามีอำนาจอีกครั้งหลังพรรค ANO ของเขาชนะเลือกตั้งเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และได้จัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคขวาจัดที่มีแนวคิดต่อต้านผู้อพยพ ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ได้เริ่มปรับเปลี่ยนนโยบายสำคัญหลายด้าน เช่นยุติการช่วยเหลือยูเครน โดยนายบาบิชคัดค้านการสนับสนุนทางการเงินและเงินกู้แก่ยูเครนในการทำสงครามกับรัสเซีย ซึ่งเป็นท่าทีเดียวกับผู้นำฮังการีและสโลวาเกีย

รัฐบาลยังเตรียมออกกฎหมาย “ตัวแทนต่างชาติ” ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรัสเซีย ซึ่งจะบังคับให้องค์กรหรือบุคคลที่รับเงินสนับสนุนจากต่างชาติและทำกิจกรรมทางการเมืองต้องจดทะเบียน มิเช่นนั้นจะถูกปรับอย่างหนัก รวมถึงแผนการปรับเปลี่ยนงบประมาณของสถานีวิทยุและโทรทัศน์สาธารณะ ซึ่งหลายฝ่ายกังวลว่าจะเป็นการเปิดช่องให้รัฐบาลเข้าควบคุมสื่อได้อย่างเบ็ดเสร็จ

แรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้การประท้วงครั้งนี้รุนแรงขึ้น เกิดจากการที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติ “ไม่เพิกถอนสิทธิ์คุ้มกัน” ของนายบาบิช ทำให้เขาไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในคดีทุจริตเงินสนับสนุนจากสหภาพยุโรป มูลค่า 2 ล้านดอลลาร์ จนกว่าจะหมดวาระในปี 2029 รวมถึงกรณีของประธานสภาผู้แทนราษฎรที่รอดพ้นคดีปลุกระปั่นความเกลียดชังเช่นกัน

กลุ่มผู้ชุมนุมชี้ว่า มติดังกล่าวทำให้คนในประเทศถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือ “ประชาชนคนธรรมดา” และ “กลุ่มผู้ที่แตะต้องไม่ได้” มิคาเอล เซอร์โนลาเวก นักศึกษาวัย 19 ปี หนึ่งในผู้ร่วมชุมนุมกล่าวทิ้งท้ายว่า “ผมมาเพื่อปกป้องสิ่งที่สำคัญที่สุด เสรีภาพที่เรามีอยู่นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือของตาย และมันเป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องปกป้องมันไว้”.

ที่มา Associated Press

ทรัมป์ขู่ส่งเจ้าหน้าที่ ICE เข้าคุมสนามบิน หากตกลงงบประมาณไม่ได้

ทรัมป์ขู่ส่งเจ้าหน้าที่ ICE เข้าคุมสนามบิน หากตกลงงบประมาณไม่ได้

22 มี.ค. 2569 06:02 น.

ทรัมป์ขู่ส่งเจ้าหน้าที่ ICE เข้าคุมสนามบิน หากตกลงงบประมาณไม่ได้

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความขู่ว่า จะส่งเจ้าหน้าที่ ICE ไปประจำการตามสนามบินต่างๆ เพื่อจับกุมตัวผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมาย หากพรรคเดโมแครตไม่ยอมบรรลุข้อตกลงบประมาณ

เมื่อ 21 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ส่งเจ้าหน้าที่จากกองบังคับการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) เข้าไปดูแลความปลอดภัยตามสนามบินต่าง ๆ เพื่อจับกุมผู้อพยพผิดกฎหมาย หากพรรคเดโมแครตไม่ยอมบรรลุข้อตกลงเรื่องงบประมาณสนับสนุนกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS)

“ผมจะเคลื่อนกำลังเจ้าหน้าที่ ICE ผู้น่าอัศจรรย์และรักชาติของเราไปยังสนามบินต่าง ๆ ซึ่งพวกเขาจะทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยในแบบที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน” ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เมื่อวันเสาร์

“นั่นรวมถึงการจับกุมผู้อพยพผิดกฎหมายทุกคนที่เข้ามาในประเทศของเราในทันที โดยจะเน้นหนักไปที่กลุ่มคนที่มาจากโซมาเลีย ซึ่งได้รับการอนุมัติจากผู้ว่าการรัฐที่ฉ้อฉล, อัยการสูงสุด และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อิลฮาน โอมาร์ ให้เข้ามาทำลายรัฐมินนิโซตาที่เคยยิ่งใหญ่จนย่อยยับ” ทรัมป์ระบุ

อนึ่ง กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ตกอยู่ในสภาวะขาดงบประมาณมาตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากที่สภาคองเกรสไม่สามารถบรรลุข้อตกลงด้านงบประมาณได้ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในสนามบินตามปกติไม่ได้รับค่าจ้าง

ความเคลื่อนไหวของนายทรัมป์เกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันศุกร์ ร่างกฎหมายที่จะอนุมัติงบประมาณให้แก่ DHS และจัดสรรเงินเดือนให้กับเจ้าหน้าที่หน่วยงานความปลอดภัยด้านการขนส่ง (TSA) ประจำสนามบิน ไม่ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา

รัฐบาลของทรัมป์กล่าวโทษว่าเป็นความผิดของพรรคเดโมแครต ซึ่งยืนกรานปฏิเสธที่จะผ่านงบประมาณหากไม่มีการปฏิรูปหน่วยงาน ICE ซึ่งดำเนินงานภายใต้สังกัดกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) โดยความล่าช้าดังกล่าวส่งผลให้พนักงานหลายพันคนของ TSA ซึ่งสังกัด DHS เช่นเดียวกัน ต้องทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างมานานกว่าหนึ่งเดือนแล้ว

มีรายงานว่าพนักงาน TSA มากกว่า 300 คนได้ลาออกในช่วงเวลานี้ ขณะที่สื่อสหรัฐฯ รายงานว่าสถิติการขาดงานโดยไม่ได้นัดหมายพุ่งสูงขึ้นกว่าสองเท่า

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดการเข้าคิวยาวเหยียดในสนามบิน ขณะที่สหภาพแรงงานเผยว่า เจ้าหน้าที่บางส่วนต้องออกไปรับจ้างทำงานที่สองเพื่อหารายได้ ส่วนสนามบินบางแห่งถึงกับต้องเปิดรับบริจาคบัตรของขวัญและถุงยังชีพเพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ TSA

จอนนี่ โจนส์ เจ้าหน้าที่จากสหภาพลูกจ้างรัฐบาล (AFGE) ประจำเมืองดัลลัส ให้สัมภาษณ์กับ USA Today ว่า “พนักงานจำนวนมากรายงานผมว่า เงินในบัญชีธนาคารของพวกเขาเหลือศูนย์หรือติดลบแล้ว”

“ไม่มีเงินจ่ายค่ารับเลี้ยงเด็ก ไม่มีเงินซื้ออาหาร พวกเขาแค่ต้องการรู้ว่า ทำไมพวกเราถึงไม่ได้รับค่าจ้าง ทั้งที่เรายังมีเงินเหลือเฟือที่จะเอาไปยิงขีปนาวุธใส่ประเทศอื่น” เขากล่าว

ทั้งนี้ ICE มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในมาตรการกวาดล้างผู้อพยพของรัฐบาลทรัมป์ โดยมีการจับกุมผู้คนไปแล้วหลายพันรายนับตั้งแต่ทรัมป์กลับเข้าสู่ทำเนียบขาวในเดือนมกราคม 2568 แต่ยุทธวิธีของหน่วยงานนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากสมาชิกพรรคเดโมแครต กลุ่มสิทธิเสรีภาพพลเมือง และองค์กรเอกชนจำนวนมาก

ทรัมป์เขียนข้อความระบุว่า การส่งเจ้าหน้าที่ ICE เข้าประจำการจะเริ่มขึ้นในวันจันทร์นี้ “หากพรรคเดโมแครตไม่อนุมัติการรักษาความปลอดภัยที่ยุติธรรมและเหมาะสม ณ สนามบินของเรา และในที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ”

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ของ ICE ไม่ได้ถูกฝึกฝนมาโดยเฉพาะสำหรับงานด้านการรักษาความปลอดภัยในสนามบิน

แม้ว่า ICE จะดำเนินงานภายใต้สังกัด DHS แต่หน่วยงานนี้กลับไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากการ “ชัตดาวน์” บางส่วนของรัฐบาลที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เนื่องจากสภาคองเกรสได้อนุมัติงบประมาณแยกให้แก่หน่วยงานนี้ไปก่อนหน้าแล้ว

ทางด้านพรรคเดโมแครตได้เรียกร้องให้มีการปฏิรูปหน่วยงาน ICE หลังจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางสังหารชาวเมืองมินนีแอโปลิสสองราย คือ อเล็กซ์ เพรตติ และ เรเน่ กูด ขณะที่ทั้งคู่กำลังประท้วงต่อต้านการบุกกวาดล้างผู้อพยพของรัฐบาลทรัมป์ในรัฐมินนิโซตาเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

พรรคเดโมแครตได้ยื่นข้อเสนอให้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสั่งห้ามเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสวมหน้ากากปิดบังใบหน้า รวมถึงต้องจัดให้มีบัตรแสดงตนของเจ้าหน้าที่ที่ชัดเจนขึ้น และเข้มงวดกับกฎระเบียบในการขอหมายศาลมากกว่าเดิม แต่ข้อเสนอนี้ยังไม่ได้รับการตอบสนอง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เจ็บกว่า 80 ราย อิหร่านถล่มอิสราเอล 2 จุด เล็งโจมตีศูนย์นิวเคลียร์

เจ็บกว่า 80 ราย อิหร่านถล่มอิสราเอล 2 จุด เล็งโจมตีศูนย์นิวเคลียร์

22 มี.ค. 2569 05:00 น.

เจ็บกว่า 80 ราย อิหร่านถล่มอิสราเอล 2 จุด เล็งโจมตีศูนย์นิวเคลียร์

อิหร่านยิงมิสไซล์โจมตี 2 เมืองของอิสราเอล ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บแล้วกว่า 80 ราย โดยนักวิเคราะห์คาดว่า หนึ่งในมิสไซล์มีเป้าหมายที่ศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ของอิสราเอล ซึ่งห่างจากเมืองไม่ไกล

เมื่อ 21 มี.ค. 2569 หน่วยบริการฉุกเฉิน “มาเกน ดาวิด อาดอม” (MDA) ของอิสราเอล เปิดเผยว่า มิสไซล์ที่ตกในเมืองดิโมนา ทางตอนใต้ของประเทศ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวมแล้ว 47 ราย โดยส่วนใหญ่เกิดจากสะเก็ดระเบิด มีเด็กชายวัย 10 ขวบคนหนึ่งอยู่ในอาการสาหัส และหญิงวัย 30 ปีอีกรายได้รับบาดเจ็บจากเศษกระจก

ทางการอิสราเอลระบุว่า กำลังเร่งตรวจสอบว่าขีปนาวุธของอิหร่านสามารถเล็ดลอดระบบป้องกันภัยทางอากาศลงมาตกในเมืองดิโมนาทางตอนใต้ จนเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บดังกล่าวได้อย่างไร

ภาพความเสียหายจากการโจมตีของอิหร่านที่เมืองดิโมนา ของอิสราเอล
ภาพความเสียหายจากการโจมตีของอิหร่านที่เมืองดิโมนา ของอิสราเอล

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์คาดว่า อิหร่านโจมตีเมืองดิโมนาโดยมีเป้าหมายที่ศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ “เนเกฟ” (Negev) ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองเพียง 13 กม. ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสถานที่เก็บอาวุธนิวเคลียร์ที่ไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการของอิสราเอล

อิหร่านออกมายืนยันแล้วว่า พวกเขาเป็นผู้โจมตีเมืองแห่งนี้ โดยอ้างว่าทำเพื่อตอบโต้การโจมตีทางอากาศก่อนหน้านี้ของสหรัฐฯ กับอิสราเอล ซึ่งมุ่งเป้าหมายไปที่โรงงานนิวเคลียร์ “นาตานซ์” (Natanz) ของพวกเขา

อีกด้านหนึ่ง อิหร่านยังยิงมิสไซล์โจมตีเมืองอารัด ทางตอนใต้ของอิสราเอลด้วย ซึ่งหน่วย MDA ระบุว่า มีผู้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว 33 ราย ในจำนวนนี้มีผู้บาดเจ็บสาหัส 4 ราย บาดเจ็บปานกลาง 12 ราย และบาดเจ็บเล็กน้อย 17 ราย ขณะที่ทีมกู้ภัยจะยังคงดำเนินการปูพรมค้นหาผู้ได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติมต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อัยการสั่งฟ้อง อดีตเจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน ข้อหาติดสินบน-ยักยอกเงิน

อัยการสั่งฟ้อง อดีตเจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน ข้อหาติดสินบน-ยักยอกเงิน

22 มี.ค. 2569 04:27 น.

อัยการสั่งฟ้อง อดีตเจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน ข้อหาติดสินบน-ยักยอกเงิน

อัยการจีนสั่งฟ้องนาย ซื่อ หย่งซิ่น อดีตเจ้าอาวาสวัดเส้าหลินอย่างเป็นทางการ ในข้อหาติดสินบน, ยักยอกเงิน และอื่นๆ อีกหลายข้อหา

สำนักข่าวซินหัว (Xinhua) ของรัฐบาลจีนรายงานเมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2569 ว่า พนักงานอัยการได้สั่งฟ้องนาย ซื่อ หย่งซิ่น อดีตเจ้าอาวาสวัดเส้าหลินอันโด่งดังอย่างเป็นทางการแล้ว ภายหลังจากที่เขาถูกจับกุมตัวได้ 4 เดือน และเผชิญกับข่าวอื้อฉาวต่อเนื่องทั้งด้านการเงินและพฤติกรรมทางเพศ

อัยการในเมืองซินเซียง มณฑลเหอหนาน สั่งฟ้องนาย ซื่อ หย่งซิ่น ในข้อหา ยักยอกทรัพย์, นำเงินส่วนกลางไปใช้ประโยชน์ส่วนตน, รับสินบนในฐานะเจ้าพนักงานที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ และการให้สินบน

อดีตเจ้าอาวาสวัย 60 ปีผู้นี้ ขึ้นปกครองวัดเส้าหลินมานานกว่า 25 ปี ก่อนจะถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว

ในเดือนเดียวกันนั้น สมาคมพุทธศาสนาแห่งประเทศจีนได้ประกาศเพิกถอนสถานะความเป็นพระสงฆ์ของเขา โดยกล่าวหาว่าเขา “ทำลายชื่อเสียงของคณะสงฆ์และภาพลักษณ์ของพระภิกษุอย่างร้ายแรง” นอกจากนี้ บริษัทต่าง ๆ ที่มีความเชื่อมโยงกับเขาก็ถูกสั่งเพิกถอนทะเบียนการค้าเช่นกัน

ภายหลังการสืบสวนสอบสวน ทางการท้องถิ่นได้ประกาศอนุมัติการจับกุมนาย ซื่อ หย่งซิ่น ในข้อหาอาญาหลายกระทงเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยจำนวนเงินที่แน่ชัดในคดีที่เขาถูกกล่าวหา

นอกเหนือจากข้อกล่าวหาเรื่องการยักยอกทรัพย์และการรับสินบนแล้ว นายซื่อยังถูกกล่าวหาว่าละเมิดหลักธรรมทางพุทธศาสนา โดยมี “ความสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสม” กับสตรีหลายคน และเป็นบิดาของเด็กอย่างน้อยหนึ่งคน

อนึ่ง นายซื่อ ซึ่งสำเร็จการศึกษาด้านบริหารธุรกิจ ได้เปลี่ยนวัดเส้าหลินให้กลายเป็นแบรนด์ระดับโลกที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ โดยมีผลประโยชน์ทางธุรกิจครอบคลุมทั้งอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมบันเทิง จนทำให้เขาได้รับฉายาว่า “หลวงพ่อ CEO”

นายซื่อเข้าสู่วัดเส้าหลินในปี 2524 และก้าวขึ้นเป็นเจ้าอาวาสในปี 2542 ขณะที่มีอายุเพียง 34 ปี และแม้จะเผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการนำวัดเส้าหลินไปใช้ในเชิงพาณิชย์ แต่นายซื่อให้เหตุผลว่าวิธีการของเขาเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อปกป้องสถาบันสงฆ์ที่ก่อตั้งมานานกว่า 1,500 ปีแห่งนี้

ตัววัดเส้าหลินเองได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO และเป็นที่รู้จักในฐานะต้นกำเนิดของวิชากังฟูเส้าหลิน

ทั้งนี้ คดีของนายซื่อสร้างความเสื่อมเสียอย่างหนักต่อชื่อเสียงของคณะสงฆ์ในจีน และกลายเป็นชนวนเหตุให้เกิดการปฏิรูปสถาบันตามมาหลายด้าน โดยสมาคมพุทธศาสนาอย่างเป็นทางการของจีนได้ประกาศเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ให้จัดตั้ง “หน่วยงานกำกับดูแล” ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อยกระดับการตรวจสอบพฤติกรรมของสงฆ์

เมื่อเดือนธันวาคม 2568 หวัง หูหนิง เจ้าหน้าที่ระดับสูงอันดับ 4 ของจีน และประธานสภาที่ปรึกษาทางการเมืองสูงสุด ได้กระตุ้นให้ทางสมาคมฯ ดำเนินการ “ปกครองศาสนาอย่างครอบคลุมและเข้มงวด” พร้อมทั้ง “เร่งสร้างความตระหนักรู้ด้านหลักนิติธรรม และชี้นำให้บุคลากรทางศาสนาปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด”

ในเดือนเดียวกันนั้นนาย หลิว หนิง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำมณฑลเหอหนาน ได้เรียกร้องให้มีการ “ขีดเส้นแบ่งที่ชัดเจน” ระหว่างวัดกับธุรกิจ ระหว่างการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโดยไม่ได้นัดหมายล่วงหน้า

นายหลิวกล่าวกับ ซื่อ อิ๋นเล่อ เจ้าอาวาสรูปใหม่ของวัดเส้าหลินว่า เขาหวังว่าคณะผู้บริหารชุดใหม่จะ “กลับคืนสู่หลักคำสอนที่แท้จริงของศาสนา” และจัดการความสัมพันธ์ระหว่างวัดเส้าหลินกับวัฒนธรรมเส้าหลินอย่างเหมาะสม รวมถึงชี้แจงขอบเขตระหว่างวัดเส้าหลินกับพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและพื้นที่ทัศนียภาพเขาซงซาน-วัดเส้าหลินให้ชัดเจน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฮาวายอ่วม เผชิญน้ำท่วมใหญ่สุดรอบ 20 ปี ต้องอพยพคนครึ่งหมื่น

ฮาวายอ่วม เผชิญน้ำท่วมใหญ่สุดรอบ 20 ปี ต้องอพยพคนครึ่งหมื่น

22 มี.ค. 2569 03:24 น.

ฮาวายอ่วม เผชิญน้ำท่วมใหญ่สุดรอบ 20 ปี ต้องอพยพคนครึ่งหมื่น

ฮาวายอ่วม เผชิญพายุตามฤดูกาลจนทำให้เกิดฝนตกหนัก และน้ำท่วมรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 20 ปี ทางการต้องสั่งอพยพประชาชนมากกว่าครึ่งหมื่น แต่เคราะห์ดีที่ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

เมื่อวันเสาร์ที่ 21 มี.ค. 2569 ประชาชนหลายพันคนในรัฐฮาวายได้รับคำสั่งให้อพยพออกจากที่พักอาศัย หลังจากรัฐหมู่เกาะของสหรัฐฯ แห่งนี้ เผชิญพายุ “โคนา โลว์” (Kona Low) ลูกที่ 2 ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา จนเป็นเหตุให้เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 2 ทศวรรษ

นายริก บลันจิอาร์ดี นายกเทศมนตรีเมืองโฮโนลูลู แถลงว่า จนถึงขณะนี้มีผู้ได้รับการช่วยเหลือแล้วมากกว่า 230 ราย ขณะที่ฝนยังคงตกลงมาอย่างหนักทั่วหมู่เกาะในช่วงเช้ามืดของวันเสาร์ โดยความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจมีมูลค่าสูงเกินกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ ทางการยังได้ประกาศเตือนว่า เขื่อนในเกาะโออาฮู (Oahu) ซึ่งเป็นเกาะที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดของรัฐ มีความเสี่ยงที่จะพังทลาย โดยนายกเทศมนตรีได้กระตุ้นเตือนให้ผู้อยู่อาศัย “ดูแลความปลอดภัยของตนเอง” และ “เฝ้าระวังพายุลูกนี้อย่างจริงจังที่สุดเท่าที่จะทำได้”

ขณะที่นาย จอช กรีน ผู้ว่าการรัฐฮาวายแถลงเมื่อวันศุกร์ว่า ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากพายุในครั้งนี้ พร้อมทั้งกล่าวชื่นชมเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

อย่างไรก็ตาม ระดับน้ำที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วได้พัดพาบ้านเรือนและรถยนต์จำนวนหนึ่งให้ลอยไปตามน้ำ และทำให้ทางการต้องออกคำสั่งอพยพประชาชนประมาณ 5,500 คน ทางตอนเหนือของเมืองโฮโนลูลู ซึ่งเป็นเมืองเอกของรัฐฮาวาย นอกจากนี้ยังมีการสั่งปิดถนนหลายสายทั่วทั้งหมู่เกาะ

สำนักงานจัดการภาวะฉุกเฉินแห่งโฮโนลูลูได้ออกประกาศเตือนภัยน้ำท่วมฉับพลันหลายฉบับ และกระตุ้นให้ผู้อยู่อาศัยเร่งเคลื่อนย้ายไปยังที่สูงและหลีกเลี่ยงพื้นที่น้ำท่วมโดยเด็ดขาด นอกจากนี้ ยังมีการประกาศเฝ้าระวังน้ำท่วมในเกาะเมาอี (Maui), โมโลไก (Molokai) และเกาะบิ๊กไอแลนด์ (The Big Island) อีกด้วย

นายกรีนกล่าวว่า พายุลูกนี้จะส่งผลกระทบที่ “รุนแรงต่อรัฐของเรา” เนื่องจากได้สร้างความเสียหายมหาศาลต่อสนามบิน โรงเรียน ถนน และโรงพยาบาล รวมถึงบ้านเรือนของประชาชน “นี่คือน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดที่ฮาวายเคยเผชิญในรอบ 20 ปี” เขากล่าวในการแถลงข่าว

ทั้งนี้ พายุโคนา โลว์ เป็นพายุตามฤดูกาลที่ก่อตัวขึ้นในช่วงฤดูหนาวทางตะวันตกของหมู่เกาะฮาวาย ส่งผลให้เกิดฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน ลมกระโชกแรง และหิมะตกบนยอดเขาสูง มักเกิดขึ้น 1-3 ครั้งต่อปี

ทางการฮาวายระบุว่า แม้ว่าช่วงที่สภาพอากาศเลวร้ายที่สุดจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่คาดว่ายังคงมีฝนตกหนักและพายุฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นในฮาวายตลอดช่วงสุดสัปดาห์นี้ไปจนถึงต้นสัปดาห์หน้า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

โรเบิร์ต มุลเลอร์ อดีต ผอ.FBI เสียชีวิต ทรัมป์โพสต์ทันที “ดีแล้วที่ตาย”

โรเบิร์ต มุลเลอร์ อดีต ผอ.FBI เสียชีวิต ทรัมป์โพสต์ทันที “ดีแล้วที่ตาย”

22 มี.ค. 2569 02:09 น.

โรเบิร์ต มุลเลอร์ อดีต ผอ.FBI เสียชีวิต ทรัมป์โพสต์ทันที “ดีแล้วที่ตาย”

โรเบิร์ต มุลเลอร์ อดีต ผอ.FBI และอัยการพิเศษผู้สอบสวนคดีการแทรกแซงเลือกตั้งของรัสเซีย ในตอนที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งสมัยแรก เสียชีวิตแล้ว ขณะมีอายุได้ 81 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 21 มี.ค. 2569 ว่า นายโรเบิร์ต มุลเลอร์ อดีตผู้อำนวยการของสำนักงานสืบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) และอดีตอัยการพิเศษผู้สืบสวนกรณีการแทรกแซงของรัสเซียในการเลือกตั้งสหรัฐฯ ปี 2559 ซึ่งเป็นคดีที่ตามหลอกหลอน โดนัลด์ ทรัมป์ ตลอดการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรกของเขา เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 81 ปี

เบื้องต้นยังไม่มีการเปิดเผยว่า นายมุลเลอร์เสียชีวิตด้วยสาเหตุใด โดยครอบครัวของเขาออกแถลงการณ์ระบุว่า “เราขอแจ้งข่าวด้วยความเสียใจอย่างที่สุดว่า บ็อบ (ชื่อเล่นของโรเบิร์ต) ได้จากไปแล้วเมื่อคืนวันศุกร์ (20 มี.ค.)” และว่า “ทางครอบครัวขอความกรุณาให้ความเคารพต่อความเป็นส่วนตัวในช่วงเวลานี้ด้วย”

ทั้งนี้ มุลเลอร์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ FBI ตั้งแต่ปี 2544 ถึง 2556 โดยเขาเข้ารับตำแหน่งเพียงไม่กี่วันก่อนที่จะเกิดเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน 2001 (9/11) และเขาได้รับความชื่นชมอย่างมากจากการปรับโฉม FBI ให้กลายเป็นหน่วยงานต่อต้านการก่อการร้ายที่ทันสมัย

ในการเลือกตั้งปี 2559 โดนัลด์ ทรัมป์ เอาชนะนางฮิลลารี คลินตัน ไปได้อย่างพลิกความคาดหมาย โดยหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ กล่าวหารัสเซียว่าแทรกแซงการเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อทำลายการหาเสียงของคลินตัน และสนับสนุนทรัมป์

นายมุลเลอร์เป็นผู้นำการสืบสวนเรื่องดังกล่าว และได้ข้อสรุปว่า รัสเซียแทรกแซงอย่างเป็นระบบเพื่อช่วยโดนัลด์ ทรัมป์ ผ่านการแฮ็กข้อมูลและโซเชียลมีเดีย แต่ไม่พบหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่าทีมหาเสียงของทรัมป์สมรู้ร่วมคิดกับรัสเซียอย่างผิดกฎหมาย แม้จะพบความเชื่อมโยงมากมายก็ตาม

นายทรัมป์ประณามข้อกล่าวหานี้และการสืบสวนของนายมุลเลอร์มาโดยตลอด และล่าสุดหลังจากมีข่าวการเสียชีวิตของอดีต ผอ.FBI รายนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ทันทีว่า

“โรเบิร์ต มุลเลอร์ เพิ่งเสียชีวิตไป ดีแล้ว ผมดีใจที่เขาตาย เขาจะได้ไม่สามารถทำร้ายผู้บริสุทธิ์ได้อีกต่อไป!” ก่อนจะลงชื่อทิ้งท้ายว่า “ประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์”

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social หลังมีช่าวว่า โรเบิร์ต มุลเลอร์ เสียชีวิต
โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social หลังมีช่าวว่า โรเบิร์ต มุลเลอร์ เสียชีวิต

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc