หลงไทย… เสน่ห์เมืองรอง 4 ภาค ในงาน เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ หลงไทย

หลงไทย… เสน่ห์เมืองรอง 4 ภาค  ในงาน เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ หลงไทย

หลงไทย… เสน่ห์เมืองรอง 4 ภาค ในงาน เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ หลงไทย

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.11 น.

เดอะมอลล์ไลฟ์โตร์ บางกะปิ ขอเชิญร่วมงาน “เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ หลงไทย” สัมผัสเสน่ห์เมืองรอง พบ 9 เมนูเด็ดพร้อมเมนูดังจากทั่วไทย รวมทั้งนั่งรถไฟชมวิถีไทย ระหว่างวันที่ 15–23 สิงหาคม 2569 ณ เอ็ม แกรนด์ ฮอลล์ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ งาน “เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ หลงไทย”  จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ชิมของถิ่น เที่ยววัฒนธรรม ชมวิถีชุมชน สัมผัสสี่ภาคในวันเดียว” พร้อมออกเดินทางกับขบวนรถไฟ M TRAIN ที่จะพาท่องเที่ยวและสัมผัสอัตลักษณ์แต่ละภูมิภาค โดยถ่ายทอดผ่านอาหาร วีถีชีวิต วัฒนธรรม ภูมิปัญญา สินค้าชุมชน และแหล่งท่องเที่ยวอันเป็นเอกลักษณ์ จากเมืองรองทั่วไทย ใน 3 มิติ

หลงรักอาหารไทย รวมความอร่อยระดับมิชลินไกด์, ร้านระดับตำนาน และร้านดังในโซเซียล มากกว่า 300 ร้าน กว่า 2,000 เมนู  

หลงเสน่ห์ท่องเที่ยวไทย ครั้งแรก! กับการนั่งรถไฟถ่ายภาพท่องเที่ยวภายในงาน กับการเนรมิตแลนด์มาร์กเมืองรองที่พลาดไม่ได้! อาทิ ลำปาง, เลย, ลพบุรี, พังงา

หลงความงามศิลปะไทย พบการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย 4 ภาค ที่หาชมได้ยาก อาทิ นาคเล่นน้ำ, รำโนราห์, การแสดงสี่ภาค ฯลฯ

นอกจากนี้ยังพบกับกิจกรรมพิเศษกับศิลปินดัง ในวันที่ 16 สิงหาคม 2569 เวลา 15.00 น. นั่งรถไฟชมงานกับ ราชา ราชัน รุ่งไพรพนา MR. GLOBAL THAILAND 2026 และในวันที่ 18  สิงหาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 17.00 น. พบพิธีเปิดสุดอลังการ พร้อมหลงเสน่ห์เมืองไทยไปด้วยกันกับ เติ้ล – เฟิร์สวัน และเซอร์ไพรส์สุดพิเศษ  

หลงไทย…. กับเสน่ห์ของอาหาร แหล่งท่องเที่ยวเมืองรอง ระหว่างวันที่ 15 –23 สิงหาคม 2569 ณ เอ็ม แกรนด์ ฮอลล์ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK:    THEMALL LIFESTORE BANGKAPI

#TheMallLifestore  #TheMalllifestoreหลงไทย  #เที่ยวเมืองรอง

#กินเที่ยวทั่วไทย  #TheMallLifestoreBangkapi  #เที่ยวเมืองรองต้องไปสัมผัสด้วยตัวเอง

ป๋าเต็ด นำทีมชม ฟาร์มโชคชัย 3 สถานที่จัดงาน BIG MOUNTAIN VILLAGE แห่งใหม่

ป๋าเต็ด นำทีมชม ฟาร์มโชคชัย 3 สถานที่จัดงาน BIG MOUNTAIN VILLAGE แห่งใหม่

ป๋าเต็ด นำทีมชม ฟาร์มโชคชัย 3 สถานที่จัดงาน BIG MOUNTAIN VILLAGE แห่งใหม่

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.07 น.

เรียกได้ว่าเป็นงานเทศกาลดนตรีที่น่าติดตามอย่างต่อเนื่อง กับ “PEPSI presents BIG MOUNTAIN VILLAGE” (เป๊บซี่ พรีเซนต์ บิ๊กเมาน์เท่น วิลเลจ) ที่ประกาศเปลี่ยนแปลงทุกอย่างใหม่ทั้งหมด 100% ตั้งแต่ชื่องาน สถานที่จัดงาน ตลอดจนมาตรการการจัดงานที่เตรียมยกระดับความเข้มข้น เพื่อตอบโจทย์ทุกปัญหาและทุกความต้องการของผู้ชม เดินหน้าสู่การเป็นเทศกาลดนตรีที่ดีที่สุดของประเทศ ล่าสุดเมื่อวานนี้ (6 ส.ค. 69) ป๋าเต็ด – ยุทธนา บุญอ้อม Senior Executive Vice President – Showbiz หน่วยงาน GMM SHOW บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด (มหาชน) และ คุณป่านแก้ว สัตยาวุฒิพงศ์” Vice President-Showbiz Promoter ทีม GayRay หน่วยงาน GMM SHOW บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด (มหาชน) นำทีมสื่อมวลชนเยี่ยมชมสถานที่จัดงานแห่งใหม่ “ฟาร์มโชคชัย 3 จ.นครราชสีมา” พร้อมอัปเดตมาตรการการจัดงาน และความคืบหน้าล่าสุดของงานปีนี้

​ป๋าเต็ด ยุทธนา กล่าวว่า “ฟาร์มโชคชัย 3” เป็นสถานที่ที่อยากใช้จัดงานบิ๊กเมาน์เท่น มิวสิค เฟสติวัล มาตั้งแต่ครั้งแรก แต่ด้วยข้อจำกัดหลายๆ อย่างในช่วงนั้นทำให้ไม่สามารถจัดงานที่นี่ได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป งานบิ๊กเมาน์เท่นตั้งเป้าหมายเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรอบ 16 ปี ประกอบกับเงื่อนไขของสถานที่ที่มีความสอดคล้องกับลักษณะของการจัดงาน ในปีนี้จึงได้ปักหมุดจัดงานที่นี่ เพราะเชื่อว่าการเปลี่ยนสถานที่จัดงาน จะทำให้การเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ สามารถเกิดขึ้นได้จริง โดยมาตรการการจัดงานในปีนี้พร้อมยกระดับความเข้มข้นให้มากขึ้น เพื่อให้ครอบคลุมการเป็นเทศกาลดนตรี “ที่ดีที่สุด” ใน 3 ด้าน ดังนี้

1. The Best Location – โลเคชันที่ดีที่สุด

• “ฟาร์มโชคชัย 3” สถานที่จัดงานแห่งใหม่ ตั้งอยู่ติดถนนใหญ่ เดินทางสะดวก เข้า-ออกง่ายได้มากถึง 6 เส้นทาง เดินทางสะดวกจากทั้งกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ

• ไม่มีฝุ่น หญ้าสดเต็มพื้นที่ ทั้งพื้นที่จัดงาน ตลอดจนลานจอดรถ

• วิวสวย ธรรมชาติจัดเต็ม ร่มเย็นด้วยต้นไม้ใหญ่ และโอบล้อมด้วยภูเขา 270 องศา

• แก้ไขปัญหารถติด โดยร่วมมือกับกรมทางหลวง เพิ่มถนนเป็น 3 เลน รถเคลื่อนตัวสะดวก ทั้งขาเข้าและขาออก รวมถึงเตรียมกั้นกรวยจราจรบริเวณไหล่ทาง แก้ไขปัญหาการจอดรถกีดขวางเส้นทางเดินรถ

• มีลานจอดรถหน้างาน พื้นที่กว้างขวางถึง 1 ใน 3 ของพื้นที่จัดงานทั้งหมด สามารถรองรับคนได้ทั้งงาน

2. The Best Plan – แปลนงานที่ดีที่สุด

• พื้นที่จัดงานรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า สามารถใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ และออกแบบงานได้อย่างอิสระมากขึ้น ผู้ชมเตรียมพบกับผังงานที่ดีที่สุดในชีวิตของป๋าเต็ดและทีมผู้จัด GAYRAY ได้ในเร็วๆ นี้

• เดินง่ายกว่าเดิม ทุกเวทีและทุกโซนอยู่ใกล้กัน

• ดีไซน์เวทีใหม่ ไม่ซ้ำเดิม ไม่จำเจ เพื่อให้ทุกคนได้รับประสบการณ์ทางดนตรีใหม่ๆ ทุกปี

• ทุกเวทีสำคัญเท่ากัน ไม่แบ่งแยกแนวเพลง ไลน์อัปศิลปินจะมีอิสระมากที่สุด เพื่อดึงเสน่ห์ของความเป็นเทศกาลดนตรีออกมาให้มากที่สุด และลดการกระจุกตัวของผู้ชมที่เวทีใดเวทีหนึ่ง

• มีแลนมาร์กกลางงาน ช่วยให้มองเห็นงาน 360 องศา ไม่หลงทาง

• ขยายพื้นที่ห้องน้ำมากกว่าเดิม 2 เท่า รองรับคนได้มากขึ้น ลดปัญหาการต่อคิวยาว

• จัดโซนอาหารและห้องน้ำใหม่ ไม่ว่าอยู่เวทีไหนก็เดินใกล้มากขึ้น

3. The Best Music Festival – เทศกาลดนตรีที่ดีที่สุด

• ยกระดับมาตรการคุมเข้มสิ่งผิดกฎหมาย กัญชา – บุหรี่ไฟฟ้า – ยาเสพติด “ตรวจจริง – จับจริง – ตัดสิทธิ์เข้าร่วมงานตลอดชีพ – และดำเนินการตามกฎหมายทันที” โดยมีเจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจค้นสิ่งผิดกฎหมาย, มี CCTV ทั่วบริเวณงานและทุกจุดสูบบุหรี่, จัดผังผู้ชมใหม่ เพิ่มช่องทางให้ทีมการ์ดตรวจจับสิ่งผิดกฎหมายได้ทั่วถึงมากขึ้น เพื่อทำให้ผู้ชมที่ทำตามกฎระเบียบของงานได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด

• ลานจอดรถอยู่หน้างาน สะดวกสบาย ไม่ต้องต่อรถ

• ราคาบัตรคุ้มค่า เปลี่ยนใหม่ทุกอย่าง แต่คงราคาบัตรเท่าเดิม

​แม้ว่าการจัดงานครั้งนี้จะเปลี่ยนใหม่ 100% แต่ PEPSI presents BIG MOUNTAIN VILLAGE ยังคงเป็นเทศกาลดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีไลน์อัปศิลปินที่ดีที่สุด มีกิจกรรมฮิตภายในงาน ตลอดจนการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยงานจะจัดขึ้นในวันที่ 12-13 ธ.ค. 69

​เปลี่ยนใหม่หมด แต่ราคาบัตรเท่าเดิม!! โดยจะเปิดจำหน่ายบัตร EARLY COW ราคา 2,000 บาท (จากปกติ 2,500 บาท) วันที่ 4 – 8 กันยายน 2569 ที่ Counter Service All Ticket ในร้าน 7-Eleven ทุกสาขา, เว็บไซต์ All Ticket เว็บไซต์ TICKETIER และ TICKETIER Application และบัตรผ่อน 3 งวด ซื้อได้ที่เว็บไซต์ TICKETIER และ TICKETIER Application

​ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โซเชียลมีเดียทุกช่องทางของ Big Mountain Music Festival

#bigmountainvillage

#bigmountainเปลี่ยนร้อยเปอร์เซ็นต์ #ต้องดีที่สุด #เป๊ปซี่ซ่าหน่อยมั้ย

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ชวนสมัครเข้าร่วม โครงการส่งเสริมศิลปะดนตรีพื้นบ้านสู่ดนตรีร่วมสมัย

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ชวนสมัครเข้าร่วม โครงการส่งเสริมศิลปะดนตรีพื้นบ้านสู่ดนตรีร่วมสมัย

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ชวนสมัครเข้าร่วม โครงการส่งเสริมศิลปะดนตรีพื้นบ้านสู่ดนตรีร่วมสมัย

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.03 น.

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ขอเชิญชวนคณะศิลปิน และนักดนตรีทั่วประเทศ สมัครเข้าร่วมโครงการส่งเสริมศิลปะดนตรีพื้นบ้านสู่ดนตรีร่วมสมัย เพื่อร่วมสืบสานรากวัฒนธรรมดนตรีพื้นบ้านของไทย ต่อยอดองค์ความรู้สู่การสร้างสรรค์ผลงานดนตรีร่วมสมัย พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้พัฒนาศักยภาพ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้เชี่ยวชาญ และก้าวสู่เวทีสร้างสรรค์ที่สามารถต่อยอดเป็นโอกาสทางอาชีพ และเศรษฐกิจวัฒนธรรมในอนาคต

โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อส่งเสริม อนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมด้านดนตรีพื้นบ้านของไทย ผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการที่ผสมผสานองค์ความรู้ดั้งเดิมเข้ากับแนวคิด และเทคนิคดนตรีร่วมสมัยเปิดมุมมองใหม่ในการสร้างสรรค์ผลงานที่ยังคงอัตลักษณ์ความเป็นไทย ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพของเยาวชน และนักดนตรี ให้สามารถปรับตัวสอดรับกับบริบทของสังคม และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ในปัจจุบัน อันจะนำไปสู่การสร้างคุณค่า และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจบนฐานทุนทางวัฒนธรรมของประเทศอย่างยั่งยืน

ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) กับวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีพื้นบ้าน ดนตรีสากล และดนตรีร่วมสมัยระดับประเทศ ที่จะร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้เทคนิคการสร้างสรรค์ผลงาน อาทิ การเรียบเรียงเสียงประสาน การบรรเลงรวมวง การสร้างตัวตน และภาพลักษณ์ การบริหารจัดการระบบเสียง และเวที เป็นต้น ซึ่งจะเป็นการการพัฒนาผลงานดนตรีให้สามารถต่อยอดสู่การสร้างอาชีพ และสร้างรายได้ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างเครือข่ายกับศิลปิน และนักดนตรีจากหลากหลายภูมิภาคทั่วประเทศ

นอกจากนี้ โครงการยังมีกิจกรรมลงพื้นที่ติดตามและประเมินผลการพัฒนาผลงานในระดับภูมิภาค โดยคณะผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อคัดเลือกคณะศิลปินและนักดนตรีจากภาคเหนือ กลาง ใต้ และอีสาน เพื่อร่วมจัดการแสดงคอนเสิร์ตแสดงผลงานโครงการฯ ณ กรุงเทพมหานคร ร่วมกับศิลปินระดับประเทศอาทิ วง ASIA 7 วงดนตรีแนว Asian Pop / Thai Fusion ที่มีความโดดเด่นในการหลอมรวมเสียงเครื่องดนตรีพื้นบ้านของไทยเข้ากับซาวด์ดนตรีสากลได้อย่างกลมกล่อม ซึ่งนับเป็นโอกาสสำคัญของคณะศิลปินและนักดนตรี

ที่จะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ร่วมกับศิลปินอาชีพที่ประสบความสำเร็จจนเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศและระดับสากล รวมถึงเป็นเวทีที่แสดงศักยภาพและถ่ายทอดอัตลักษณ์ดนตรีพื้นบ้านไทยสู่สาธารณชนสร้างเครือข่ายทางวิชาชีพ และต่อยอดโอกาสสู่อุตสาหกรรมดนตรีและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในอนาคต

กรมส่งเสริมวัฒนธรรมเปิดรับสมัครคณะศิลปินและนักดนตรีพื้นบ้าน และดนตรีร่วมสมัยจากทั่วประเทศ

ที่มีใจรักในเสียงดนตรีและต้องการพัฒนาทักษะด้านการสร้างสรรค์ผลงานร่วมสมัยบนพื้นฐานของภูมิปัญญาไทย พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมวัฒนธรรมผ่านพลังแห่งเสียงดนตรี ความคิดสร้างสรรค์และทุนทางวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติ

กำหนดเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 10 – 31 สิงหาคม 2569 ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดและสมัครเข้าร่วมโครงการได้ทาง Facebook Page : กิจกรรมส่งเสริมศิลปะดนตรีพื้นบ้านสู่ดนตรีร่วมสมัยหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มส่งเสริมการเรียนรู้ทางศิลปะการแสดง สถาบันวัฒนธรรมศึกษากรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม โทรศัพท์ 0 2247 0013 ต่อ 4121 – 4122กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม มุ่งขับเคลื่อนการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาทุนทางวัฒนธรรมของชาติให้ก้าวทันบริบทของโลกยุคใหม่ โดยส่งเสริมให้เยาวชนและประชาชนได้มีส่วนร่วมในการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่านกระบวนการเรียนรู้ และการสร้างสรรค์ร่วมสมัย พร้อมสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของศิลปิน และนักดนตรีรุ่นใหม่ ให้สามารถนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดสู่การสร้างคุณค่า และมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ภายใต้นโยบายการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ และ Soft Power ของประเทศไทย เพื่อให้ศิลปวัฒนธรรมไทยยังคงมีชีวิต ก้าวทันยุคสมัย และสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ตลอดจนเผยแพร่อัตลักษณ์ความเป็นไทยสู่สายตานานาชาติอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ART UNIVERSE ชู ลิขสิทธิ์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ยกระดับศิลปินไทยสู่สากล

ART UNIVERSE ชู ลิขสิทธิ์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ยกระดับศิลปินไทยสู่สากล

ART UNIVERSE ชู ลิขสิทธิ์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ยกระดับศิลปินไทยสู่สากล

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 10.53 น.

 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้ ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการแสดงผลงานสร้างสรรค์ด้านศิลปะ “ART UNIVERSE: จักรวาลแห่งการสร้างสรรค์ด้วยศิลป์” เพื่อเปิดเวทีให้ศิลปินไทยได้นำเสนอผลงาน สร้างเครือข่ายกับนักสะสม นักลงทุน และภาคธุรกิจสร้างสรรค์ พร้อมต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และผลักดันศิลปะไทยสู่เวทีนานาชาติ โดยมีนางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ศิลปิน และผู้ประกอบการเข้าร่วมอย่างคึกคัก ซึ่งงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7–16 สิงหาคม 2569 ณ Cloud 11 กรุงเทพฯ 

 ดร.กิริฎา กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา มีภารกิจสำคัญในการส่งเสริมงานสร้างสรรค์และงานศิลปะของไทยให้สามารถต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเปิดพื้นที่ให้ศิลปินไทยได้แสดงศักยภาพ ได้รับการคุ้มครองสิทธิ และสามารถนำผลงานไปสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เนื่องจากผลงานศิลปะไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่สะท้อนอัตลักษณ์ ความงดงาม และคุณค่าทางวัฒนธรรมของสังคมเท่านั้น แต่ยังเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่สามารถสร้างรายได้ สร้างอาชีพ และต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจได้อย่างหลากหลาย

 ดร.กิริฎา กล่าวว่า การผลักดันศิลปินไทยสู่ตลาดสากลจำเป็นต้องอาศัยระบบนิเวศด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็ง ทั้งด้านการส่งเสริมการสร้างสรรค์ การคุ้มครองสิทธิ การสนับสนุนการต่อยอดผลงานในเชิงพาณิชย์ และการดูแลปกป้องสิทธิ เพื่อให้ศิลปินสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลงานได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ข้อมูลจาก Arts Economics ระบุว่า ในปี 2568 ตลาดศิลปะโลกมีมูลค่าประมาณ 59.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 จากปีก่อนหน้า ขณะที่ข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) ระบุว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1.63 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 8.78 ของ GDP ประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และตอกย้ำว่า “ลิขสิทธิ์” เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยคุ้มครองผลงานสร้างสรรค์ เพิ่มมูลค่าให้กับงานศิลปะ และเปิดโอกาสให้ศิลปินสร้างรายได้จากการซื้อขายผลงาน การอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Licensing) รวมถึงการต่อยอดสู่ความร่วมมือทางธุรกิจในรูปแบบต่างๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม

 เพื่อผลักดันเป้าหมายดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา จึงจัดงาน ART UNIVERSE โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณหลักจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและ
ขนาดย่อม (สสว.) และความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ Cloud 11, Trendy Gallery, สมาคมนักประเมินราคาอิสระไทย, มูลนิธิออทิสติกไทย และสมาคมการค้าลิขสิทธิ์และของที่ระลึกจากคาแรกเตอร์ดีไซน์ ของเล่น และผลงานศิลป์ร่วมสมัยไทย โดยมีเป้าหมายสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการซื้อขายผลงานศิลปะ การเจรจาจับคู่ธุรกิจ และการต่อยอดความร่วมมือเชิงพาณิชย์ภายในงานไม่น้อยกว่า 70 ล้านบาท

 ไฮไลต์สำคัญของงานคือการจัดแสดงผลงานศิลปะของศิลปินไทยกว่า 300 ผลงาน โดยรวบรวมผลงานสุดเอ็กซ์คลูซีฟของศิลปินระดับตำนาน เช่น อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี และอาจารย์ทวี รัชนีกร ร่วมด้วยศิลปินรุ่นใหม่ที่มีชื่อเสียงในเวทีนานาชาติ เช่น Molly (Crybaby), MACKCHA, Karms และ SUNTUR ตลอดจนผลงานของศิลปินอิสระและศิลปินหน้าใหม่อีกมากมาย สะท้อนความหลากหลายของวงการศิลปะไทย ตั้งแต่งานจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ ไปจนถึงผลงานศิลปะร่วมสมัยและคาแรกเตอร์อาร์ตที่กำลังได้รับความนิยมในตลาดโลก เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสผลงานต้นฉบับและพบปะศิลปินอย่างใกล้ชิด พร้อมกันนี้ ยังมีกิจกรรมประมูลงานศิลปะ เพื่อส่งเสริมการซื้อขายและการเปลี่ยนมือผลงานลิขสิทธิ์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับงานสร้างสรรค์ โดยคาดว่าจะมีนักสะสม แกลเลอรี ผู้ประกอบการ และนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติเข้าร่วมกว่า 500 ราย ซึ่งจะเป็นโอกาสในการสร้างเครือข่ายและต่อยอดความร่วมมือทางธุรกิจอย่างต่อเนื่องในอนาคต

 ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ศิลปินหน้าใหม่ได้แสดงศักยภาพและก้าวสู่ตลาดศิลปะในระดับสากล 
กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้จัดการประกวดผลงานศิลปะภายใต้โครงการ ART UNIVERSE โดยนำผลงานที่ผ่านการคัดเลือกให้เข้าร่วมจัดแสดงในงานจำนวน 50 ผลงาน มาพิจารณาตัดสินจากเกณฑ์ความโดดเด่นด้านความคิดสร้างสรรค์ คุณภาพทางศิลปะ การนำเสนอแนวคิด และศักยภาพในการต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพื่อมอบรางวัล 3 ประเภทรางวัล ซึ่งรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ผลงาน “LOOP” ประเภทผลงาน Mixed Media โดยศิลปิน Juthamanee Diloksopon ได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท พร้อมโอกาสเข้าร่วมงานแสดงศิลปะนานาชาติ Kiaf SEOUL 2026 ณ สาธารณรัฐเกาหลี เพื่อเปิดประสบการณ์ สร้างเครือข่าย และต่อยอดสู่ตลาดศิลปะนานาชาติ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ผลงาน “We are made by our past” ประเภทผลงาน Paint on Upcycled Wood โดยศิลปิน Korn Neeyabhan ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ผลงาน “วิถีชีวิตชนบทท้องถิ่นใต้ร่วมสมัย” ประเภทผลงาน Mixed Media: agricultural materials, synthetic leather and other materials โดยศิลปิน Wannawit Patteep และผลงาน “This Stone Can Save You” ประเภทผลงาน Silkscreen โดยศิลปิน Apicha Wannakasin ได้รับเงินรางวัล 20,000 บาท

 นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดเวทีเสวนาถ่ายทอดความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา การบริหารจัดการลิขสิทธิ์ และการต่อยอดผลงานสู่เชิงพาณิชย์ ให้แก่ศิลปินและผู้ประกอบการ อาทิ การพลิกโฉมศิลปะไทยด้วย Resale Right ซึ่งเป็นกลไกที่ช่วยให้ศิลปินได้รับผลตอบแทนเมื่อผลงานถูกนำไปขายต่อ การเปลี่ยนงานศิลป์ให้เป็นสินทรัพย์ (Art to Asset) และการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์จากลิขสิทธิ์เพื่อเปลี่ยนลายเส้นให้กลายเป็นรายได้ เป็นต้น รวมทั้งกิจกรรมเวิร์กช็อปที่เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้ลงมือปฏิบัติจริง อาทิ การวาดภาพด้วยเทคนิคสีน้ำ งานปั้นดินเบา การเรียนรู้วาดเส้นด้วยเทคนิคง่ายๆ และการแกะสลักไม้ ตลอดจนการให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและเตรียมความพร้อมให้กับศิลปินไทยอย่างครบวงจร

 กรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงขอเชิญชวนนักสะสม นักลงทุน ผู้ประกอบการ และประชาชน
ผู้สนใจ ร่วมชมงานนิทรรศการ ART UNIVERSE โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2569 ณ Cloud 11 กรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมสนับสนุนผลงานลิขสิทธิ์ของศิลปินไทยและร่วมผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศให้เติบโตอย่างเข้มแข็งต่อไป

พรีม รณิดา แจกความสดใสทริปพัทยา อวดลุคบิกินีแซ่บเกินต้าน

พรีม รณิดา แจกความสดใสทริปพัทยา อวดลุคบิกินีแซ่บเกินต้าน

พรีม รณิดา แจกความสดใสทริปพัทยา อวดลุคบิกินีแซ่บเกินต้าน

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 21.34 น.

ทำเอาโลกโซเชียลกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อนางเอกสาวหน้าหวาน “พรีม รณิดา” ขอใช้เวลาพักผ่อนชิลๆ ที่พัทยา พร้อมเก็บภาพบรรยากาศริมทะเลมาฝากแฟนๆ ผ่านโซเชียลมีเดีย

       งานนี้สาวพรีม รณิดาปรากฏตัวในชุดบิกินี่สีขาว เผยลุคสดใสและความแซ่บแบบพอดีๆ ทำเอาแฟนๆ ที่เห็นภาพต่างพากันโฟกัสไปที่ลุคดังกล่าวแบบเต็มๆ

       หลังภาพถูกเผยแพร่ออกไป บรรดาแฟนคลับต่างเข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมกันอย่างต่อเนื่อง เรียกว่าพักผ่อนริมทะเลครั้งนี้ สาวพรีม เสิร์ฟทั้งความสดใสและความแซ่บแบบจัดเต็มจริงๆ

ปังต่อเนื่อง! ‘บิวกิ้น’ คว้ารางวัลใหญ่ ผู้ทรงอิทธิพลบนเวที Weibo Thailand

ปังต่อเนื่อง! ‘บิวกิ้น’ คว้ารางวัลใหญ่ ผู้ทรงอิทธิพลบนเวที Weibo Thailand

ปังต่อเนื่อง! ‘บิวกิ้น’ คว้ารางวัลใหญ่ ผู้ทรงอิทธิพลบนเวที Weibo Thailand

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.12 น.

ปังอย่างต่อเนื่อง! หลังจากที่ได้รับรางวัล “Weibo Malasia” ที่ผ่านมา ล่าสุด “BILLKIN”   (บิวกิ้น–พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล) คว้ารางวัล “Weibo Thailand Film & Music Dual-Influence Artist” ในงาน “Weibo Gala 2026 (Weibo Cultural Communication Night)” รางวัลที่มอบให้แก่ศิลปินผู้มีผลงานโดดเด่นและทรงอิทธิพลทั้งด้านภาพยนตร์และดนตรี ตอกย้ำความสำเร็จของบิวกิ้นในฐานะศิลปินคุณภาพและความสามารถรอบด้าน โดยจัดขึ้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

นอกจากได้รับรางวัลแล้ว “BILLKIN” ยังมอบโชว์สุดประทับใจกับเพลง “นับหนึ่ง (From now on)” ถ่ายทอดพลังเสียงอันเป็นเอกลักษณ์และเสน่ห์บนเวที ท่ามกลางเสียงเชียร์จากแฟนๆ และผู้ร่วมงานอย่างอบอุ่น

“BILLKIN” กล่าวว่า “ขอบคุณทาง Weibo Gala Thailand นะครับ ที่ให้รางวัล Weibo Thailand Film & Music Dual-Influence Artist ดีใจมากเลยนะครับที่เป็นนักร้องและนักแสดงด้วย แล้วสร้างคุณค่าให้กับคนได้ทั้ง 2 อย่าง ดีใจมากๆ ขอบคุณทุกคนมากๆ ขอบคุณทางงานด้วยครับ”

นับถอยหลัง ‘Thailand Moonshot’ เปิดขุมทรัพย์เศรษฐกิจอวกาศ ถ่ายทอดสด ‘ปลุกฝัน’ เด็กไทย พลิกโฉมประเทศเป็น ‘ผู้สร้างนวัตกรรม’

นับถอยหลัง ‘Thailand Moonshot’ เปิดขุมทรัพย์เศรษฐกิจอวกาศ ถ่ายทอดสด ‘ปลุกฝัน’ เด็กไทย พลิกโฉมประเทศเป็น ‘ผู้สร้างนวัตกรรม’

นับถอยหลัง ‘Thailand Moonshot’ เปิดขุมทรัพย์เศรษฐกิจอวกาศ ถ่ายทอดสด ‘ปลุกฝัน’ เด็กไทย พลิกโฉมประเทศเป็น ‘ผู้สร้างนวัตกรรม’

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานแถลงข่าว “ครั้งแรกของไทยสู่ภารกิจสำรวจดวงจันทร์” ประกาศความพร้อมอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ฝีมือคนไทย CE-7 MATCH ร่วมปฏิบัติภารกิจสำรวจดวงจันทร์ในฐานะ 1 ใน 7 อุปกรณ์วิทยาศาสตร์นานาชาติของภารกิจฉางเอ๋อ 7 โดย สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) และ Sea (ประเทศไทย) ถ่ายทอดสดการปล่อยจรวดลองมาร์ช-5 Y14 นำส่งยานฉางเอ๋อ 7 ขึ้นสู่ห้วงอวกาศ ในวันที่ 24 สิงหาคมนี้ โดยมี นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง ศธ. ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ดร.วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการ สดร. นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการไทยพีบีเอส และ ดร.ศรุต วานิชพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส Sea (ประเทศไทย) เข้าร่วม ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวง อว.

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ในการเตรียมส่ง CE-7 MATCH ซึ่งเป็น Payload ฝีมือการออกแบบและพัฒนาโดยคนไทยไปปฏิบัติภารกิจ ณ ดวงจันทร์ ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องราวทางวิทยาศาสตร์ แต่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ของการยกระดับทุนมนุษย์ครั้งสำคัญ ตอกย้ำทิศทางของรัฐบาลที่มุ่งขับเคลื่อนประเทศด้วยเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมอย่างแท้จริง การเดินทางสู่วงโคจรที่ระยะสูง 200 กิโลเมตรเหนือผิวดวงจันทร์คือหนึ่งในโจทย์ที่ยากที่สุด และนั่นคือหัวใจของ Space Economy ที่จะกลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ ภายใต้แนวคิดการใช้เทคโนโลยีอวกาศเป็นตัวเร่งพัฒนานวัตกรรมและวิศวกรรมขั้นสูง เพื่อเปลี่ยนบทบาทของประเทศไทยจาก ‘ผู้ใช้นวัตกรรม’ ไปสู่การเป็น ‘ผู้สร้างนวัตกรรม’ หรือ Frontier Innovation Thailand

หากเรามองประเทศชั้นนำที่มีเศรษฐกิจเติบโตแข็งแกร่ง เราจะพบว่าพวกเขามีงานวิจัยอวกาศชั้นเยี่ยมเสมอ เพราะการวิจัยขั้นลึกในระดับมาตรฐาน Space Grade ซึ่งเป็นมาตรฐานขั้นสุดที่ผิดพลาดไม่ได้เลยนั้น ทุกๆ ชิ้นส่วนเล็กๆ ที่พัฒนาขึ้นมา จะสร้างการถ่ายทอดเทคโนโลยี ต่อสปีชีส์ไปสู่นวัตกรรมใหม่ๆ และสร้างทรัพย์สินทางปัญญาต่อยอดให้กับประเทศได้อีกนับร้อยรูปแบบ อุปกรณ์ CE-7 MATCH ของเราที่จะติดไปกับยานโคจรเพื่อเฝ้าสังเกตการณ์สภาวะอวกาศ ตรวจวัดพายุสุริยะต่อเนื่องตลอด 3 ปีข้างหน้า จึงไม่เพียงสร้างงานวิจัยขั้นแนวหน้าเพื่อเตือนภัยดาวเทียมรอบโลก แต่ยังเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานและสร้างวิศวกรไทยที่มีความเชี่ยวชาญระดับโลกไปพร้อมกัน

“หัวใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของภารกิจ Thailand Moonshot ครั้งนี้ อาจไม่ใช่เพียงแค่ตัวอุปกรณ์ที่ลอยอยู่กลางอวกาศ แต่คือ ‘การสร้างคน’ นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่กระทรวง อว. และกระทรวง ศธ. ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรองนายกฯ ร่วมกัน จึงเกิดความร่วมมือครั้งสำคัญในการถ่ายทอดสดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้ไปสู่เยาวชนกว่า 3 ล้านคนทั่วประเทศในวันเดียว พร้อมทั้งผสานพลังกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Sea Group ในการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีผู้ใช้งานกว่า 20 ล้านคน เป็นช่องทางสร้างการเข้าถึงการศึกษา STEM อย่างเท่าเทียม ตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG 4) ยุคนี้ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะวางรากฐานทางปัญญาให้เข้มแข็ง เราอยากให้เด็กไทยได้เห็นเหตุการณ์สด ได้สัมผัสกระบวนการทำงานจริงผ่านสารคดี เพื่อจุดประกายให้เด็กคนหนึ่งที่มองขึ้นไปบนฟ้าได้ตระหนักถึงคุณค่าของความพยายาม และบอกกับตัวเองด้วยความภาคภูมิใจว่า คนไทยก็สามารถสร้างเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก และเดินทางไปถึงดวงจันทร์ได้จริง” รมว.อว. กล่าว

กระทรวง อว. ขอเชิญชวนประชาชน เยาวชน และสถานศึกษาทั่วประเทศ ร่วมติดตามการถ่ายทอดสดภารกิจปล่อยยานฉางเอ๋อ 7 พร้อมอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ CE-7 MATCH จากศูนย์ปล่อยยานอวกาศเหวินชาง มณฑลไห่หนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ อาทิ Facebook: NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ/ศธ.360 องศา/Thai PBS/Thai PBS Sci & Tech และ YouTube: NARIT_Thailand/OBEC Channel รวมทั้งติดตามข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านช่องทางของ สดร., ศธ. และ Shopee ประเทศไทย ที่จะร่วมเผยแพร่เนื้อหาพิเศษตลอดช่วงภารกิจ

เปิด ‘YALA EDU–FEST 2026’ ชูพลังการศึกษาแบบ ‘Grow Together’

เปิด ‘YALA EDU–FEST 2026’ ชูพลังการศึกษาแบบ ‘Grow Together’

เปิด ‘YALA EDU–FEST 2026’ ชูพลังการศึกษาแบบ ‘Grow Together’

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดงานมหกรรมวิชาการ “YALA EDU–FEST 2026” ภายใต้แนวคิด “Grow Together #เติบโตไปด้วยกัน” โดยมีผู้บริหารส่วนราชการ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน นักศึกษา และภาคีเครือข่ายจากทุกภาคส่วนเข้าร่วม

ภายในงานมีการจัดแสดงบูธผลงานและนวัตกรรมของนักเรียนจากสถานศึกษาต่างๆ การแข่งขันทักษะทางวิชาการและทักษะอาชีพ ตลอดจนกิจกรรม “ตลาดนักเรียน” ซึ่งเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนนำความรู้ ความสามารถ และความคิดสร้างสรรค์มาต่อยอดผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ฝึกการทำงาน การเป็นผู้ประกอบการ และการสร้างรายได้จากสิ่งที่ตนเองถนัด

นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษก ศธ. กล่าวว่า การศึกษาไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้องเรียน และไม่ใช่หน้าที่ของ ศธ. ครู หรือสถานศึกษาเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานทางการศึกษา ภาคเอกชน ชุมชน ผู้ปกครอง และภาคีเครือข่าย ตามนโยบาย “All for Education – การศึกษาเป็นเรื่องของทุกคน” เพื่อร่วมกันสร้างโอกาสที่จับต้องได้ให้แก่เด็กทุกคน

“หน้าที่ของระบบการศึกษาไม่ใช่การตัดสินว่าเด็กคนใดเก่งกว่าใคร แต่ต้องช่วยให้เด็กทุกคนค้นพบว่าตนเองเก่งอะไร และสามารถนำความถนัดนั้นไปสร้างอนาคตให้แก่ตนเอง ครอบครัว และสังคมได้อย่างไร การเติบโตไปด้วยกันจึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงการเดินในเส้นทางเดียวกัน แต่คือการยอมรับความแตกต่าง และสร้างพื้นที่ให้เด็กทุกคนเติบโตได้จากจุดเริ่มต้นของตนเอง” นายตติยภัทร์ กล่าวและว่า จากความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับอินโดนีเซียในด้าน AI Education การพัฒนาทักษะดิจิทัล การแลกเปลี่ยนครูและนักเรียน รวมถึงทุนการศึกษา ตลอดจนความร่วมมือกับสวิตเซอร์แลนด์ในการส่งเสริมการเรียนรู้แบบพหุภาษาโดยใช้ภาษาแม่เป็นฐาน จะช่วยให้เด็กที่ใช้ภาษามลายูถิ่นสามารถเชื่อมโยงการเรียนรู้ไปสู่ภาษาไทยได้ดีขึ้น โดยยังคงรักษาภาษา วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของตนเอง

พร้อมกันนี้ ได้อธิบายความหมายของคำว่า GROW ซึ่งประกอบด้วย Global การเปิดโอกาสให้นักเรียนก้าวสู่โลกกว้าง Respect การเคารพความแตกต่าง Opportunity การสร้างและต่อยอดโอกาส และ Wisdom การเติบโตด้วยความรู้ ทักษะ การคิดวิเคราะห์ และการใช้ชีวิตอย่างรับผิดชอบ

 “คำว่า YALA สามารถแทนความหมายของคำว่า You Are a Learner, Always – คุณคือผู้เรียนรู้อยู่เสมอ เพราะไม่ว่าเราจะเป็นนักเรียน ครู ผู้บริหาร หรือผู้ปกครอง ทุกคนยังสามารถเรียนรู้ พัฒนา และเติบโตได้ตลอดเวลา อย่ารอให้โอกาสผ่านไป และอย่ารอเพียงพรสวรรค์ เพราะอนาคตที่ดีเกิดจากความพยายาม การเรียนรู้ และพรแสวงของพวกเราทุกคน” โฆษก ศธ.กล่าว

มว.ร่วมประชาสัมพันธ์ไทยสู่เวทีโลก เตรียมเป็นเจ้าภาพจัดประชุม ‘ICSV33’ ครั้งที่ 32

มว.ร่วมประชาสัมพันธ์ไทยสู่เวทีโลก เตรียมเป็นเจ้าภาพจัดประชุม ‘ICSV33’ ครั้งที่ 32

มว.ร่วมประชาสัมพันธ์ไทยสู่เวทีโลก เตรียมเป็นเจ้าภาพจัดประชุม ‘ICSV33’ ครั้งที่ 32

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ (มว.) เดินหน้าประชาสัมพันธ์ศักยภาพของประเทศไทยบนเวทีวิชาการนานาชาติ ผ่านการเข้าร่วมงานประชุมวิชาการนานาชาติด้านเสียงและการสั่นสะเทือน ครั้งที่ 32 หรือ The 32nd International Congress on Sound and Vibration (ICSV32) ภายใต้หัวข้อ “Acoustics from Heritage Sites to Future Cities” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5–10 กรกฎาคม 2569 ณ เมืองอิสตันบูล สาธารณรัฐทูร์เคีย

การประชุมครั้งนี้มุ่งสะท้อนบทบาทขององค์ความรู้ด้านเสียงและการสั่นสะเทือนที่เชื่อมโยงตั้งแต่การอนุรักษ์มรดกทางเสียงและสภาพแวดล้อมในแหล่งประวัติศาสตร์ ไปจนถึงการพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่สำหรับเมืองแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นวัสดุใหม่ เทคโนโลยีดิจิทัลด้านอะคูสติก การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการวิเคราะห์ข้อมูล ตลอดจนเทคนิคการวัดและการออกแบบเชิงนวัตกรรม ภายในงานยังมีนิทรรศการจากบริษัทชั้นนำทั่วโลก หลักสูตรอบรมเชิงลึก กิจกรรมเชิงปฏิบัติการ และกิจกรรมวัฒนธรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสเอกลักษณ์ทางเสียงของเมืองอิสตันบูลอย่างใกล้ชิด

ในโอกาสนี้ คณะผู้แทนจาก มว. นำโดย นายอนุสรณ์ ทนหมื่นไวย รองผู้อำนวยการฯ นางสุรัตน์ ลีอุดมวงษ์ หัวหน้ากลุ่มงานเสียงและการสั่นสะเทือน พร้อมด้วย นางสาวปาณิศรา คงถาวร และ นายณัฐพงศ์ แพน้อย ฝ่ายมาตรวิทยาเชิงกล ได้ร่วมประชาสัมพันธ์การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม The 33rd International Congress on Sound and Vibration (ICSV33) ซึ่งประเทศไทยมีกำหนดเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 4–9 กรกฎาคม 2570 ณ กรุงเทพมหานคร

จุฬาฯ จัดเสวนา Chula the Impact ครั้งที่ 42 เสริมเกราะ สร้างแกร่ง ความปลอดภัยในสถานศึกษา

จุฬาฯ จัดเสวนา Chula the Impact ครั้งที่ 42 เสริมเกราะ สร้างแกร่ง ความปลอดภัยในสถานศึกษา

จุฬาฯ จัดเสวนา Chula the Impact ครั้งที่ 42 เสริมเกราะ สร้างแกร่ง ความปลอดภัยในสถานศึกษา

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 22.08 น.

10 สิงหาคม 2569 ณ เรือนจุฬานฤมิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเวทีให้นักวิชาการจากหลากหลายศาสตร์ร่วมถอดบทเรียนและเสนอแนวทางสร้างสถานศึกษาให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย ทั้งในมิติการบริหารจัดการ การดูแลสุขภาพจิตเด็กและเยาวชน การสร้างระบบป้องกันและรับมือภาวะวิกฤต ตลอดจนบทบาทของสื่อและสังคมในการสื่อสารอย่างรับผิดชอบ ภายหลังเกิดเหตุความรุนแรงในสถานศึกษา ซึ่งสร้างความสูญเสียและส่งผลกระทบต่อครู นักเรียน ครอบครัว และสังคมในวงกว้าง

เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสถานศึกษาที่จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บหลายราย โดยหน่วยงานภาครัฐได้เข้าดูแลสถานการณ์และประสานการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ ขณะที่ข้อมูลของ Thai PBS และหน่วยงานราชการมีการปรับปรุงรายละเอียดอย่างต่อเนื่องภายหลังเหตุการณ์ รวมถึงการดูแลด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิต และการเยียวยาครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบ เหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้สังคมไทยกลับมาตั้งคำถามสำคัญว่า การสร้าง “สถานศึกษาที่ปลอดภัย” จำเป็นต้องดำเนินการอย่างไร และจะป้องกันไม่ให้ความสูญเสียในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำได้อย่างไร

เวที Chula the Impact ครั้งที่ 42 จึงมุ่งนำองค์ความรู้จากหลายศาสตร์มาร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา ตั้งแต่พฤติกรรมเด็กและเยาวชน ระบบบริหารจัดการสถานศึกษา สุขภาพจิตและจิตวิทยาการปรึกษา ไปจนถึงบทบาทของสื่อมวลชน โดยมี วิทยากรประกอบด้วย ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.ธีรภัทร กุโลภาส ประธานสาขาวิชาบริหารการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผศ.ดร.พนิตา เสือวรรณศรี ผู้อำนวยการหลักสูตรจิตวิทยาการปรึกษา คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ผศ.ดร.เจษฎา ศาลาทอง คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเปิดงานว่า หลายปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมสามารถป้องกันหรือบรรเทาความรุนแรงลงได้ หากเรามีความเข้าใจที่เพียงพอและร่วมมือกันอย่างจริงจัง เพราะมนุษย์ทุกคนมีจิตใจและความรู้สึกซึ่งไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตา เช่นเดียวกับปัญหาสังคมหลายประการที่อาจไม่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน แต่หากเราเรียนรู้ที่จะสังเกต เข้าใจ และให้ความสำคัญกับสัญญาณต่าง ๆ อย่างรอบด้าน ก็จะสามารถป้องกัน แก้ไข และช่วยเปลี่ยนปัญหาที่หนักให้เบาลงได้ด้วยพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน

ศ.ดร.วิเลิศ กล่าวเพิ่มเติมว่า “เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไปมาก ระบบการศึกษาจึงต้องเปลี่ยนตาม บทบาทของสถาบันการศึกษาต้องเป็นที่พึ่งของสังคม และให้ความสำคัญกับจิตวิทยาในเชิงนโยบายมากขึ้น เพราะเป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญ เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรก ทุกคนควรเรียนรู้และเข้าใจตนเอง สถาบันการศึกษาต้องสร้าง ecosystem ให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยหรือ safe place เป็นที่พักใจสำหรับเด็ก และสร้างความปลอดภัยให้เด็กและบุคลากรทุกคนในสถานศึกษา”

“จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราควรทำความเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ และเรียนรู้การจัดการความโกรธอย่างมีสติและมีกลยุทธ์ สถาบันการศึกษาต้องสอนภูมิคุ้มกันทางใจ และสร้าง trust ให้เด็กกล้าพูดคุยถึงปัญหา ทุกวันนี้ การรับสื่อหรือการใช้โซเชียลมีเดียเข้าไปอยู่ในชีวิตและจิตใจของเด็ก ทำให้เกิดการเปรียบเทียบ ความโกรธ ซึ่งเป็นกลไกการป้องกันตัวหรือ Defense Mechanism จึงควรมีการเรียนการสอนเรื่องการจัดการความโกรธอย่างเป็นระบบ รวมถึงการจัดการสร้างระบบนิเวศน์หรือ ecosystem โดยแต่ละโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือองค์กรมี ecosystem แตกต่างกัน จึงต้องเข้าใจธรรมชาติและ ecosystem ของตนเอง”

ในมิติของการบริหารสถานศึกษา รศ.ดร.ธีรภัทร กุโลภาส ประธานสาขาวิชาบริหารการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ชี้ให้เห็นความสำคัญของการเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเมื่อเกิดเหตุ ไปสู่การบริหารความเสี่ยงและการเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบ โดยประเด็นการเสวนาครอบคลุมทั้งช่องว่างของระบบความปลอดภัย การสร้างระบบรับมือสถานการณ์ และการออกแบบโรงเรียนให้ปลอดภัยโดยไม่ทำให้เด็กรู้สึกว่าตนเองอยู่ภายใต้การควบคุมตลอดเวลา

รศ.ดร.ธีรภัทร กล่าวว่า “เหตุการณ์นี้เชื่อว่าไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นในประเทศของเรา มี 3 ประเด็นสำคัญ ประการแรก เรามักเข้าใจความปลอดภัยว่าเป็น Physical Safety หรือความปลอดภัยทางกายภาพ เช่น อุปกรณ์ เจ้าหน้าที่ และระบบรักษาความปลอดภัย แต่ความปลอดภัยยังรวมถึง Relational Safety หรือความปลอดภัยเชิงความสัมพันธ์ ประการที่สอง การรับมือเหตุการณ์ยังมี gap ด้านข้อมูล แม้หลายคนและหลายหน่วยงานมีข้อมูลและความรู้ที่จะช่วยยับยั้งไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ แต่ข้อมูลกระจัดกระจาย ขาดการเชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนกัน ประการสุดท้ายคือ Relational Safety ความปลอดภัยเชิงความสัมพันธ์ เมื่อเด็กมีปัญหาต้องมีใครสักคนในโรงเรียนอย่างน้อย 1 คนที่สามารถเข้าไปพูดคุยได้ ซึ่งเป็นโปรโตคอลที่สถานศึกษาต้องมี”

“ความปลอดภัยทางกายภาพยังเป็นเรื่องจำเป็น แต่เมื่อตรวจพบความผิดปกติ คำถามคือโรงเรียนจะนำข้อมูลไปทำอะไรต่อ เช่น พบอาวุธต้องแจ้งใคร หรือนักเรียนถูกกลั่นแกล้งต้องแจ้งใคร หากไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงจะทำให้สูญเสียความไว้วางใจ ทุกเหตุการณ์มักมีคำใบ้ก่อนเกิดเหตุ หากมีพื้นที่ให้เด็กเปิดใจได้ก็จะช่วยลดปัญหา โดยครู นักจิตวิทยา และตำรวจต้องทำงานร่วมกัน”

ด้านมิติทางจิตวิทยา ผศ.ดร.พนิตา เสือวรรณศรี ผู้อำนวยการหลักสูตรจิตวิทยาการปรึกษา คณะจิตวิทยา จุฬาฯ ให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้เด็กสามารถขอความช่วยเหลือได้ โดยไม่รู้สึกว่าการมีปัญหาหรือการเข้าพบผู้เชี่ยวชาญเป็นเรื่องน่าอาย

ผศ.ดร.พนิตา กล่าวว่า “ผู้ปกครองและครูควรฝึกสังเกตและสอบถาม หากเด็กมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากปกติหรือไม่เหมือนเดิม อาจมีเรื่องอยู่ในใจ เช่น ทุกข์ใจ เหงา เครียด หรือไม่สบายใจ แม้ไม่ใช่เรื่องอันตราย สิ่งสำคัญคือการพูดคุย รับฟัง และสอบถามโดยไม่ตำหนิ เพื่อให้เด็กรู้สึกว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย ผู้ปกครองและครูจึงควรรับฟังมากกว่าพูด นักจิตวิทยาประจำโรงเรียนอาจเป็นสิ่งที่ยังขาดอยู่ แต่มีความสำคัญมาก เพราะช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ปกครองและครู โดยรับฟังปัญหาอย่างไม่ตัดสินและไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย”

ผศ.ดร.เจษฎา ศาลาทอง คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงอีกหนึ่งมิติสำคัญ คือบทบาทของสื่อมวลชนและผู้ใช้สื่อออนไลน์ เนื่องจากในสถานการณ์วิกฤต สังคมต้องการข้อมูลที่รวดเร็ว แต่ความรวดเร็วจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับความถูกต้องและความรับผิดชอบ โดยเฉพาะเมื่อเหตุการณ์เกี่ยวข้องกับเด็ก เยาวชน ผู้สูญเสีย และครอบครัว ขณะที่ภาครัฐเองได้ขอความร่วมมือให้หลีกเลี่ยงการเผยแพร่ภาพรุนแรงและข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน เพื่อลดการซ้ำเติมผู้ได้รับผลกระทบและผลกระทบต่อเด็กที่รับข้อมูลข่าวสาร

ผศ.ดร.เจษฎา กล่าวว่า “สื่อต้องปรับตัวในการนำเสนอข่าวลักษณะนี้ ไม่ควรรีบช่วงชิงการนำเสนอหรือตัดสินใคร ขณะที่ยังไม่ทราบสาเหตุ การแข่งขันด้านความเร็วเป็นเรื่องอันตราย โดยเฉพาะในยุคที่ใคร ๆ ก็เป็นสื่อได้ ยิ่งน่ากังวลเมื่อสังคมพยายามหาคนผิดหรือสร้างความชอบธรรมให้ใครบางคน หลักการสื่อสารมี 2 ประการ คือ หนึ่ง หลีกเลี่ยงการให้ตัวตนหรือให้แสง (No Name No Fame) และสอง หลีกเลี่ยงการรายงานซ้ำ ๆ วน ๆ ซึ่งเป็นการ Re-traumatize (การถูกกระตุ้นแผลใจซ้ำ) ต่อผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ เหยื่อ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และผู้เสพข่าว สื่อจึงไม่ควรขยี้ข่าว เล่าเชิงดรามา หรือลงรายละเอียดเหตุการณ์ เพราะอาจทำให้เกิดการเลียนแบบ”

“ฝากถึงสื่อมวลชนว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ควรแข่งกันเร็ว ไม่จำเป็นต้องเป็นคนแรกที่นำเสนอข่าวหรือตัดสินว่าใครผิดใครถูก ส่วนคนทั่วไปและพ่อแม่ควรเฝ้าระวังโซเชียลมีเดียของเด็ก แพลตฟอร์มควรคัดกรองเนื้อหา และสังคมควรมีความเห็นอกเห็นใจ ก่อนแชร์ ก่อนโพสต์ และก่อนตัดสิน”

ขณะที่ ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาฯ ซึ่งประเด็นการเสวนากำหนดให้สะท้อนมุมมองจากการประชุมร่วมกับทีมงานและการลงพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ เน้นถึงความจำเป็นในการเชื่อมการดูแลสุขภาพจิตเข้ากับระบบความปลอดภัยของสถานศึกษา และนำบทเรียนจากเหตุการณ์ไปสู่แนวทางเชิงนโยบายที่สามารถนำไปใช้จริง

ผศ.ดร.ณัฐสุดา กล่าวว่า “หลังเหตุการณ์วิกฤต สิ่งสำคัญคือการดูแลคนอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ครอบครัว ครู นักเรียน ไปจนถึงบุคลากรที่ต้องกลับมาทำหน้าที่ในพื้นที่เดิม การเยียวยาจำเป็นต้องให้เวลาและไม่เร่งให้ทุกคน “กลับมาเป็นปกติ” ในจังหวะเดียวกัน ขณะเดียวกัน ในระยะยาวควรนำบทเรียนครั้งนี้ไปพัฒนากลไกคัดกรอง การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิต ช่องทางขอความช่วยเหลือ และระบบส่งต่อที่เชื่อมโยงระหว่างโรงเรียน ครอบครัว และผู้เชี่ยวชาญให้ชัดเจนยิ่งขึ้น”

“นี่เป็นเหตุการณ์ที่ทุกคนไม่อยากให้เกิดซ้ำ ในเชิงนโยบาย สถาบันการศึกษาและสังคมจึงต้องสร้างระบบนิเวศใหม่ โดยใช้ Trust หรือความไว้ใจเป็นพื้นฐานในการดูแลจิตใจเด็กก่อนเกิดปัญหา การสร้างวัฒนธรรมนี้ต้องเริ่มจากความรู้ด้านจิตวิทยา สอนให้เด็กเข้าใจว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ และรู้จักเข้าใจตนเอง ระบบเครือข่ายในโรงเรียนเพื่อสร้าง Trust มี 2 แบบ คือ เครือข่ายในการส่งต่อ เมื่อพบปัญหาต้องรู้ว่าจะไปต่ออย่างไร ครูรับทราบ ผู้บริหารรับทราบ จากนั้นจึงเป็นเครือข่ายดูแลภายนอก เช่น นักจิตวิทยา ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ สิ่งสำคัญคือต้องดูแลทั้งนักเรียน ครู และบุคลากร พร้อมรู้ว่าเครือข่ายที่เกี่ยวข้องคือใคร เพื่อสร้างความปลอดภัยอย่างเป็นรูปธรรม”

จากการเสวนา สาระสำคัญของการ “เสริมเกราะ สร้างแกร่ง” จึงไม่ได้หมายถึงการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยทางกายภาพเพียงด้านเดียว แต่คือการสร้าง “เกราะ” หลายชั้น ตั้งแต่ระบบบริหารความเสี่ยง สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ระบบดูแลสุขภาพจิต ช่องทางรับฟังและขอความช่วยเหลือ ไปจนถึงระบบสื่อสารในภาวะวิกฤต ขณะเดียวกันต้อง “สร้างแกร่ง” ให้แก่เด็ก ครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง ตลอดจนชุมชนรอบสถานศึกษา ให้มีความรู้ ความพร้อม และสามารถดูแลซึ่งกันและกันได้

การจัดงานครั้งนี้สอดคล้องกับเป้าหมายของ Chula the Impact ที่มุ่งนำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาตอบโจทย์ปัญหาสังคมอย่างทันท่วงที โดยมหาวิทยาลัยหวังให้ข้อเสนอจากเวทีสามารถต่อยอดไปสู่แนวทางปฏิบัติสำหรับสถานศึกษา ผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันสร้างระบบการศึกษาที่ปลอดภัย เข้มแข็ง และดูแลเด็กและเยาวชนได้อย่างรอบด้าน ภายใต้แนวคิดที่ว่า “เมื่อสังคมมีปัญหา จุฬาฯ มีคำตอบ”

– 006