อว. เผยความพร้อม จัด มหกรรมวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีฯ พร้อมเป็นเจ้าภาพงานประชุมนานาชาติเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ฯ

อว. เผยความพร้อม จัด มหกรรมวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีฯ พร้อมเป็นเจ้าภาพงานประชุมนานาชาติเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ฯ

อว. เผยความพร้อม จัด มหกรรมวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีฯ พร้อมเป็นเจ้าภาพงานประชุมนานาชาติเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ฯ

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 18.35 น.

กระทรวง อว.เดินหน้าจัด “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2569” วันที่ 15–23 ส.ค.นี้ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้แนวคิด “Intelligence in Science for a Sustainable Future” ระดมเครือข่าย 96 หน่วยงานจาก 8 ประเทศ โชว์ศักยภาพ AI วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม พร้อมมุ่งยกระดับกำลังคนสมรรถนะสูง ต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง และเตรียมไทยรับบทเจ้าภาพเวทีเครือข่ายพิพิธภัณฑ์-ศูนย์วิทยาศาสตร์ระดับโลก

เมื่อวันที่ 10 ส.ค.2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และ นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทน ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM แถลงข่าวการจัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2569 ภายใต้แนวคิดหลัก “Intelligence in Science for a Sustainable Future” วิทยาศาสตร์ฉลาดรู้ ก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน มุ่งใช้พลังวิทยาศาสตร์แก้ปัญหาจริงของสังคม ยกระดับกำลังคนสมรรถนะสูงของประเทศ พร้อมชูความพร้อมการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมนานาชาติเครือข่ายพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์ระดับโลก วันที่ 15–23 สิงหาคม 2569 นี้ ณ อาคาร 9–11 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ในโอกาสนี้ ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว.  นางสาววราภรณ์ รุ่งตระการ รองปลัดกระทรวง อว. ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว. ดร.วันนี นนท์ศิริ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวง อว. นางศรินยา สาขากร ผู้ช่วยปลัดกระทรวง อว. ตลอดจนผู้บริหารหน่วยงานพันธมิตรที่ร่วมจัดเข้าร่วมอย่างคับคั่ง ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. (โยธี)

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า กระทรวง อว. ให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนคุณภาพ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยมุ่งส่งเสริมให้เยาวชนไทยมีทักษะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการคิดวิเคราะห์ควบคู่กับการใช้ AI อย่างสร้างสรรค์และมีจริยธรรม เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ จึงเป็นกลไกสำคัญของกระทรวง อว. ในการสร้างแรงบันดาลใจ เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ทดลอง คิด วิเคราะห์ และค้นพบศักยภาพของตนเอง พร้อมมองเห็นเส้นทางการศึกษาและอาชีพในอนาคต โดยเฉพาะในสาขาที่เกี่ยวข้องกับ AI วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต

รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อว่า งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ นับเป็นเวทีวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศ และเป็นการสืบสานพระปรีชาสามารถด้านวิทยาศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย โดยปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด Intelligence in Science for a Sustainable Future สะท้อนการนำพลังแห่งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาที่ประชาชนเผชิญในชีวิตจริง ทั้งด้านสุขภาพ การเกษตร สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม โดยมุ่งยกระดับงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่การใช้ประโยชน์ในชุมชนและภาคการผลิตอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงและการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับประเทศ พร้อมกันนี้ กระทรวง อว. ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนคุณภาพสูง รองรับโลกยุคใหม่ ผ่านการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม การผลักดันนโยบาย AI for All และการส่งเสริมการเรียนรู้เทคโนโลยีแห่งอนาคต เพื่อให้เยาวชนและประชาชนมีทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 สามารถใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการสร้างโอกาสและพัฒนาประเทศต่อไป

ด้าน ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวว่า การจัดงานในปีนี้เกิดจากความร่วมมือครั้งสำคัญของเครือข่ายกว่า 96 หน่วยงาน จาก 8 ประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน เดนมาร์ก ฝรั่งเศส สาธารณรัฐเยอรมนี ญี่ปุ่น เกาหลี ฟิลลิปปินส์ มาเลเซีย  ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และสถาบันวิจัยทั้งในและต่างประเทศ โดยนำผลงานวิจัย นวัตกรรม และความรู้ทางวิทยาศาสตร์ระดับแนวหน้ามาร่วมจัดแสดง เพื่อร่วมกันจุดประกายความคิดและสร้างการเรียนรู้ให้คนไทย โดยภายในงานผู้เข้าชมจะได้สัมผัสนิทรรศการไฮไลต์ที่สะท้อนบทบาทของวิทยาศาสตร์ในการขับเคลื่อนอนาคต ไม่ว่าจะเป็นนิทรรศการ AI Revolution: The New Human Edge ที่พาผู้ชมเรียนรู้ศักยภาพของ AI ในโลกยุคใหม่ นิทรรศการตามล่าหาแร่ (Rare Earth : The invisible power) ที่เปิดโลกแร่ธาตุหายากซึ่งอยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีแห่งอนาคต รวมถึงนิทรรศการดอกไม้เปลี่ยนโลก (Over The Bloom) และนิทรรศการความลับของท้องทุ่ง (The Hidden World of Rangelands) ที่เชื่อมโยงประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพ สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทางอาหาร

ปลัดกระทรวง อว. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการจากหน่วยงานในสังกัด อว. อาทิ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดแสดงนิทรรศการ NRCT: Secrets Beneath the Earth มุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่จังหวัดสตูลเพื่อยกระดับ “สตูลจีโอพาร์ค” (อุทยานธรณีโลกสตูล) ในรูปแบบ Interactive, สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) นำเสนอเรื่องราวครั้งแรกของไทยกับการเตรียมส่งอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ ‘CE-7MATCH’ ฝีมือคนไทย ร่วมภารกิจสำรวจดวงจันทร์ในเดือน ส.ค. นี้ , สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ จัดแสดงนิทรรศการ Metrology for a Sustainable Future Metrology for a Sustainable Future การทวนสอบพลังงานไฟฟ้าของบริภัณฑ์จ่ายไฟสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (ตู้ชาร์จ) และกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) ที่นำผลงานตัวอย่างอาหารแห่งอนาคตมาจัดแสดง

ขณะที่ นายสุวรงค์ กล่าวว่า “NSM ได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านสถานที่ การอำนวยความสะดวก และการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Interactive Learning) เพื่อให้ผู้เข้าชมทุกช่วงวัยได้สนุกกับการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลายที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ลงมือคิด ลงมือทดลอง และค้นพบแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นห้องทดลองวิทยาศาสตร์ Science Lab เวิร์กช็อป Coding & AI รวมถึงกิจกรรมพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่แตกต่างและเข้าถึงได้สำหรับทุกคน ปีนี้ NSM ยังเดินหน้าขยายโอกาสกสู่ภูมิภาค กับ งานมหกรรมวิทย์ฯ ภูมิภาค 2 แห่ง ในระหว่างวันที่ 18–20 สิงหาคม 2569 ที่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ที่ทุกคนจะได้เปิดประสบการณ์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่ทั้งสนุก ตื่นเต้น และสร้างแรงบันดาลใจ ผ่าน NSM Science Caravan ที่อัดแน่นด้วยกิจกรรมและการทดลองสุดสร้างสรรค์ พร้อมชมนิทรรศการพิเศษ “Wings of the Northern Tales” และ “เพลิน ไทย ทอย” ที่จะพาทุกคนเพลิดเพลินไปกับเรื่องราว ความรู้ และจินตนาการในโลกแห่งวิทยาศาสตร์อย่างเต็มอิ่ม”

นายสุวรงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ NSM ยังได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับนานาชาติ 2 เวทีสำคัญ ได้แก่ International Directors Forum 2026 (INTEDIF 2026) และ Asia Pacific Network of Science and Technology Centres Conference (ASPAC Conference 2026) โดยมี 30 หน่วยงาน จาก 20 เขตเศรษฐกิจทั่วโลกเข้าร่วมซึ่งรวบรวมผู้บริหาร นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์จากนานาประเทศมาร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางการพัฒนาแหล่งเรียนรู้แห่งอนาคต สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการเรียนรู้และการสื่อสารวิทยาศาสตร์ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอีกด้วย

3 บิ๊กองค์กรลูกหนัง “ยูฟ่า-เอเอฟซี-คอนคาแคฟ” แถลงซัด “อินฟานติโน” ทำลายความไว้วางใจ

3 บิ๊กองค์กรลูกหนัง "ยูฟ่า-เอเอฟซี-คอนคาแคฟ" แถลงซัด "อินฟานติโน" ทำลายความไว้วางใจ

10 ส.ค. 2569 16:23 น.

3 บิ๊กองค์กรลูกหนัง “ยูฟ่า-เอเอฟซี-คอนคาแคฟ” แถลงซัด “อินฟานติโน” ทำลายความไว้วางใจ

3 สมาพันธ์ฟุตบอลทรงอิทธิพลของโลก ได้แก่ ยูฟ่า เอเอฟซี และคอนคาแคฟ ออกจดหมายเปิดผนึกโจมตี จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่า กล่าวหาว่าทำลายความไว้วางใจและวางตัวอยู่เหนือองค์กร หลังฟีฟ่าเสนอจัดตั้งบริษัทใหม่เพื่อบริหารสิทธิ์เชิงพาณิชย์และสิทธิ์จำหน่ายบัตรการแข่งขัน รวมถึงฟุตบอลโลก และเสนอขายหุ้น 21% ให้แก่บริษัทลงทุนเอกชน ก่อนโครงการถูกระงับท่ามกลางแรงคัดค้านอย่างหนัก

ความขัดแย้งภายในวงการฟุตบอลโลกทวีความรุนแรงขึ้น หลังสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือ ยูฟ่า, สมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย หรือ เอเอฟซี และสมาพันธ์ฟุตบอลอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง และแคริบเบียน หรือ คอนคาแคฟ ออกจดหมายเปิดผนึกร่วมกันกล่าวหานายจานนี อินฟานติโน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า ว่าทำลายความไว้วางใจของสมาชิก และใช้อำนาจเหนือผลประโยชน์ของวงการฟุตบอลโดยรวม

ชนวนเหตุสำคัญมาจากโครงการ FIFA Forward Enterprise (FFE) ซึ่งเป็นแผนการที่จะตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาดูแลสิทธิ์ด้านการค้าและตั๋วชมการแข่งขันของฟีฟ่าทั้งหมด รวมถึงฟุตบอลโลกชายและหญิง โดยมีเงื่อนไขเปิดทางขายหุ้นจำนวน 21% ให้แก่บริษัทลงทุนเอกชน ซึ่งยื่นเรื่องผ่านกระบวนการอย่างเร่งด่วนเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากบอร์ดบริหาร ก่อนที่โครงการดังกล่าวจะถูกระงับไป หลังสร้างความไม่พอใจอย่างหนักในกลุ่มสมาพันธ์ฟุตบอลระดับทวีป โดยเฉพาะยูฟ่า ซึ่งคัดค้านอย่างเปิดเผยและเคยขู่พิจารณาบอยคอตต์การแข่งขันภายใต้ฟีฟ่าทั้งหมด 

ในจดหมายเปิดผนึกที่ลงนามโดยประธานและเลขาธิการของทั้งสามสมาพันธ์ ได้แก่ อเล็กซานเดอร์ เซเฟริน ประธานยูฟ่า, ซัลมาน บิน อิบราฮิม อัล คาลิฟา ประธานเอเอฟซี และวิกเตอร์ มอนตาเกลียนี ประธานคอนคาแคฟ รวมถึงเลขาธิการของทั้งสามสมาพันธ์ ระบุว่า ปัญหานี้ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องเงิน แต่เป็นเรื่อง “ความโปร่งใสของวงการฟุตบอลและความซื่อสัตย์ของผู้ที่ได้รับเลือกให้บริหารองค์กร”

ทั้งสามสมาพันธ์กล่าวหาว่า กระบวนการเสนอแผนดังกล่าวถูกเร่งรัดและดำเนินการโดยขาดการหารืออย่างมีความหมายกับสมาคมสมาชิก อีกทั้งมีการผลักดันข้อเสนอให้ทันกำหนดเวลา ก่อนที่สมาชิกจะมีโอกาสตรวจสอบรายละเอียดอย่างเพียงพอ

จดหมายยังปฏิเสธคำอธิบายของฟีฟ่าที่ระบุว่า ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็นเพียง “ความล้มเหลวด้านการสื่อสาร” โดยสามสมาพันธ์มองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงความผิดพลาดด้านการตัดสินใจ และเป็นการละเมิดความไว้วางใจต่อองค์กรฟุตบอลที่ฟีฟ่ามีหน้าที่ดูแล

จดหมายระบุว่า การพยายามขายหุ้นในกิจการที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลโลกถือเป็นความผิดพลาดร้ายแรงในการตัดสินใจ ไม่ใช่เพียงความผิดพลาดด้านขั้นตอน แต่เป็นการทำลายความไว้วางใจต่อสถาบันต่าง ๆ ที่ฟีฟ่าควรทำหน้าที่ดูแล

อีกประเด็นที่สร้างความกังวลคือ การประชุมลับในโมร็อกโก ซึ่งตามข้อมูลที่ฟีฟ่าระบุ มีเจ้าหน้าที่ระดับบริหารของฟีฟ่าเข้าร่วม ขณะที่ผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งในสภาฟีฟ่า หรือผู้แทนจากสมาคมสมาชิก ไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วม

ทั้งสามสมาพันธ์มองว่า การประชุมดังกล่าว ซึ่งมีผู้บริหารระดับสูงของฟีฟ่าเพียงบางส่วนเข้าร่วม และจัดขึ้นนอกสำนักงานใหญ่ในนครซูริก ยิ่งตอกย้ำข้อกังวลเกี่ยวกับรูปแบบการบริหารงานที่ขาดความโปร่งใส

ยูฟ่า เอเอฟซี และคอนคาเคฟจึงเรียกร้องให้มีการสอบสวนเหตุการณ์ทั้งหมดโดย “บุคคลที่สามซึ่งเป็นอิสระอย่างเต็มที่” แทนที่จะให้ฟีฟ่า เจ้าหน้าที่ของฟีฟ่า หรือบุคคลใดก็ตามที่อยู่ในวงการฟุตบอลเป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบเอง

ทั้งสามสมาพันธ์ยังเรียกร้องให้เก็บรักษาเอกสาร บันทึก และหลักฐานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าว เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้อย่างครบถ้วน

ความขัดแย้งครั้งนี้เกิดขึ้นหลังฟีฟ่าออกแถลงการณ์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยประณามสิ่งที่เรียกว่าเป็นความพยายามร่วมกันและต่อเนื่องในการบ่อนทำลายองค์กรและอินฟานติโน พร้อมระบุว่า ฟีฟ่าจะนำเสนอรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวต่อสภาฟีฟ่าในเดือนตุลาคม

อย่างไรก็ตาม ทั้งสามสมาพันธ์เห็นว่า การให้ฟีฟ่าเป็นผู้จัดทำรายงานเองไม่เพียงพอ และเรียกร้องให้มีหน่วยงานอิสระจากภายนอกเข้ามาตรวจสอบ

ในจดหมายเปิดผนึก ทั้งสามสมาพันธ์ยังย้ำว่า ความสำเร็จของฟุตบอลในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาไม่ได้เป็นผลงานของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เกิดจากความร่วมมือระหว่างฟีฟ่า สมาพันธ์ฟุตบอลระดับทวีป สมาคมสมาชิก นักฟุตบอล สโมสร และผู้คนจำนวนมากที่ทำงานเพื่อวงการฟุตบอล

ทั้งสามสมาพันธ์ระบุว่า ฟุตบอลเป็นความหลงใหลร่วมกันของคนทั่วโลก และไม่ได้เป็นสมบัติของบุคคลหรือสถาบันใดสถาบันหนึ่ง พร้อมเรียกร้องให้ผู้นำฟุตบอลทำหน้าที่รับใช้วงการ แทนที่จะใช้อำนาจเพื่อควบคุมวงการ

ความขัดแย้งดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในวิกฤตด้านธรรมาภิบาลครั้งรุนแรงที่สุดของฟุตบอลโลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และสะท้อนความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างฟีฟ่ากับสมาพันธ์ฟุตบอลระดับทวีปเกี่ยวกับการบริหารผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ อำนาจการตัดสินใจ และความโปร่งใสในการบริหารองค์กรฟุตบอลระดับโลก.

ที่มา Yahoo Sports / BBC

ยูเครนถล่มเมืองศูนย์กลางน้ำมันรัสเซีย ดับ 12 ศพ เจ็บอีกเกือบ 40 ราย

ยูเครนถล่มเมืองศูนย์กลางน้ำมันรัสเซีย ดับ 12 ศพ เจ็บอีกเกือบ 40 ราย

10 ส.ค. 2569 15:26 น.

ยูเครนถล่มเมืองศูนย์กลางน้ำมันรัสเซีย ดับ 12 ศพ เจ็บอีกเกือบ 40 ราย

ยูเครนส่งโดรนโจมตีครั้งใหญ่ใส่เมืองนิซห์เนคัมสค์ เมืองศูนย์กลางการกลั่นน้ำมันที่สำคัญของรัสเซีย ในสาธารณรัฐตาทาร์สถาน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ราย และได้รับบาดเจ็บอีก 39 ราย ถือเป็นการโจมตีครั้งรุนแรงและมีผู้เสียชีวิตมากที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่สงครามยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 5 ขณะที่ประธานาธิบดีเซเลนสกีระบุ เป็นการตอบโต้เพื่อให้รัสเซียสัมผัสถึงผลกระทบของสงครามในบ้านตนเอง

เกิดเหตุโดรนของยูเครนโจมตีเมืองนิซห์เนคัมสค์ ในแคว้นตาตาร์สถาน ทางตะวันตกของรัสเซีย เมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ (10 ส.ค.) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ราย และบาดเจ็บ 39 คน ตามรายงานของฝ่ายบริหารแคว้นตาตาร์สถาน

สำนักงานฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ รุสตัม มินนิคานอฟ ผู้นำแคว้นตาตาร์สถาน ระบุว่า เมืองนิซห์เนคัมสค์เผชิญการโจมตีด้วยโดรนครั้งใหญ่ โดยมีเป้าหมายทั้งสถานประกอบการภาคอุตสาหกรรมและพื้นที่พลเรือน แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับความเสียหายเพิ่มเติม

ภาพที่เผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์และยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ แสดงให้เห็นกลุ่มควันสีดำขนาดใหญ่ลอยขึ้นจากบริเวณสถานประกอบการด้านพลังงานใกล้เมืองนิซห์เนคัมสค์ ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมน้ำมันและปิโตรเคมีที่สำคัญของรัสเซีย

เมืองนิซห์เนคัมสค์อยู่ห่างจากชายแดนยูเครนมากกว่า 1,000 กิโลเมตร และมีประชากรราว 240,000 คน โดยเป็นที่ตั้งของโรงกลั่นน้ำมัน 2 แห่ง และโรงงานปิโตรเคมีขนาดใหญ่ ทำให้พื้นที่ดังกล่าวตกเป็นเป้าหมายสำคัญของการโจมตีด้วยโดรนระยะไกลของยูเครนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

ยูเครนเพิ่มการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง โดยใช้โดรนที่พัฒนาภายในประเทศและสามารถบินเข้าไปในดินแดนรัสเซียได้ลึกขึ้นเรื่อย ๆ บางลำสามารถเดินทางไปถึงพื้นที่ไซบีเรีย ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนยูเครนประมาณ 2,000 กิโลเมตร

ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ระบุว่า การโจมตีระยะไกลเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามกดดันประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ให้กลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาเพื่อยุติสงครามที่ดำเนินมานานกว่า 4 ปี พร้อมกล่าวว่า การที่สงครามยังคงดำเนินต่อไปเป็นผลจากการที่รัสเซียไม่ยอมยุติสงคราม

ขณะที่รัสเซียระบุว่า สามารถยิงสกัดโดรนยูเครนได้ 456 ลำในช่วงข้ามคืน แต่ไม่ได้เปิดเผยจำนวนโดรนที่สามารถหลุดผ่านระบบป้องกันทางอากาศและโจมตีเป้าหมายได้ ขณะที่ฝ่ายยูเครนระบุว่า รัสเซียส่งโดรนโจมตียูเครนในช่วงคืนเดียวกัน 126 ลำ

การโจมตีเกิดขึ้นท่ามกลางการยกระดับปฏิบัติการโจมตีระยะไกลของทั้งสองฝ่าย โดยองค์การสหประชาชาติระบุว่า ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นทำให้จำนวนพลเรือนเสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

นอกจากเหตุโจมตีในตาตาร์สถานแล้ว เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยูเครนรายงานว่า รัสเซียใช้ปืนใหญ่โจมตีพื้นที่ชุมชนในหมู่บ้านบูไกฟกา เขตชูฮุยอิฟ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของยูเครน เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 ราย และบ้านเรือนหลายหลังพังเสียหาย

ขณะเดียวกัน มีรายงานผู้เสียชีวิตจากการโจมตีเพิ่มเติมทั้งสองฝ่าย โดยเจ้าหน้าที่รัสเซียระบุว่า มีผู้หญิงเสียชีวิต 1 รายจากการโจมตีของยูเครนในแคว้นเบลโกรอด ซึ่งอยู่ติดชายแดนยูเครน ส่วนทางการยูเครนรายงานว่า มีชาย 1 รายเสียชีวิตจากโดรนรัสเซียโจมตีรถแท็กซี่ในแคว้นเคอร์ซอน ซึ่งอยู่ใกล้แนวหน้า

องค์การอนามัยโลกสำนักงานยุโรป ยังเปิดเผยว่า คลังสิ่งของขององค์กรในแคว้นดนีโปร ทางตอนกลางของยูเครน ถูกโจมตี 2 ครั้งภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง ส่งผลให้เวชภัณฑ์ฉุกเฉินมูลค่าประมาณ 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเตรียมไว้สำหรับสถานพยาบาลในพื้นที่แนวหน้าได้รับความเสียหายทั้งหมด แต่ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือผู้บาดเจ็บ

การโจมตีครั้งล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่า สมรภูมิรัสเซีย-ยูเครนกำลังขยายออกไปไกลจากแนวหน้ามากขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายใช้โดรนและอาวุธระยะไกลโจมตีเป้าหมายด้านพลังงาน อุตสาหกรรม และพื้นที่พลเรือน ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อประชาชนเพิ่มสูงขึ้น แม้แนวรบหลักจะอยู่ห่างออกไปหลายร้อยหรือหลายพันกิโลเมตรก็ตาม.

ที่มา Associated Press / AFP

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้เร่งย้ายฐานทัพอากาศควังจูภายในปี 2028 เปิดทางสร้างฮับเซมิคอนดักเตอร์

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้เร่งย้ายฐานทัพอากาศควังจูภายในปี 2028 เปิดทางสร้างฮับเซมิคอนดักเตอร์

10 ส.ค. 2569 14:43 น.

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้เร่งย้ายฐานทัพอากาศควังจูภายในปี 2028 เปิดทางสร้างฮับเซมิคอนดักเตอร์

ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง สั่งกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้เร่งย้ายภารกิจของฐานทัพอากาศในเมืองควังจูไปยังพื้นที่ชั่วคราวภายในกลางปี 2028 เพื่อเปิดทางพัฒนาโครงการศูนย์กลางการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขนาดใหญ่ในภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ คาดซัมซุงและเอสเค ไฮนิกซ์ลงทุนรวมราว 800 ล้านล้านวอน

ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ สั่งให้กระทรวงกลาโหมเร่งดำเนินการย้ายภารกิจของฐานทัพอากาศในเมืองควังจูไปยังฐานทัพแห่งอื่นเป็นการชั่วคราวภายในกลางปี 2028 เพื่อเร่งการก่อสร้างศูนย์กลางการผลิตชิปแห่งใหม่ในพื้นที่

อี แจ-มยอง กล่าวระหว่างการประชุมร่วมกับผู้บริหารบริษัทที่เกี่ยวข้องกับโครงการว่า หากกระทรวงกลาโหมสามารถย้ายภารกิจของฐานทัพอากาศควังจูไปยังฐานทัพแห่งอื่นได้ภายในกลางปี 2028 ก็จะช่วยให้โครงการเดินหน้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

รัฐบาลเกาหลีใต้กำหนดพื้นที่ขนาดประมาณ 8.3 ล้านตารางเมตร ในเมืองควังจูและพื้นที่โดยรอบเป็นพื้นที่สำหรับโครงการดังกล่าว โดยได้รับเลือกจากความได้เปรียบด้านระบบคมนาคม และพื้นที่ส่วนใหญ่ได้รับการปรับระดับไว้แล้ว จึงสามารถเริ่มพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานได้รวดเร็ว

โครงการชิปคลัสเตอร์เป็นส่วนหนึ่งของแผนลงทุนขนาดใหญ่ที่รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศเมื่อเดือนมิถุนายน ครอบคลุมการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI รวมถึงศูนย์ข้อมูล AI ในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ

เฉพาะโครงการศูนย์กลางการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในเมืองควังจูและภูมิภาคโฮนัม บริษัทผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของเกาหลีใต้ ได้แก่ ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ และเอสเค ไฮนิกซ์ ให้คำมั่นว่าจะลงทุนรวมประมาณ 800 ล้านล้านวอน หรือราว 18.6 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นแผนการลงทุนขนาดใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศ และมีเป้าหมายขยายขีดความสามารถด้านการผลิตชิปขั้นสูง

ประธานาธิบดีอีสั่งให้หน่วยงานภาครัฐดำเนินขั้นตอนด้านบริหารที่จำเป็นควบคู่กันไป เพื่อย่นระยะเวลาการดำเนินโครงการ พร้อมเรียกร้องให้มีการปรับปรุงหรือผ่อนคลายกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค เพื่อให้การลงทุนสามารถเดินหน้าได้โดยเร็วที่สุด

ผู้นำเกาหลีใต้กล่าวว่า ประเทศอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องก้าวข้ามคำว่า “รวดเร็ว” และต้องเดินหน้า “ด้วยความเร็วราวสายฟ้า” พร้อมย้ำว่า ปีหน้าจะเป็น “ช่วงเวลาทอง” ที่อาจเปิดประตูสู่อนาคตใหม่ของเกาหลีใต้ ขึ้นอยู่กับว่าประเทศจะเตรียมความพร้อมได้ดีเพียงใด

รัฐบาลเกาหลีใต้คาดหวังว่า การลงทุนขนาดใหญ่จะช่วยกระจายศูนย์กลางการเติบโตทางเศรษฐกิจออกจากเขตเมืองหลวง และทำให้ภูมิภาคต่าง ๆ กลายเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

อียังย้ำว่า ผลประโยชน์จากการลงทุนและความสามารถของประเทศไม่ควรกระจุกตัวอยู่กับบริษัทหรือภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง แต่ควรสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนและชุมชนทั่วประเทศ

การเร่งย้ายฐานทัพอากาศควังจูจึงถือเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญของรัฐบาลในการเปิดพื้นที่สำหรับโครงการชิปคลัสเตอร์ ซึ่งถูกวางให้เป็นกลไกสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้เกาหลีใต้ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ AI และลดการกระจุกตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอยู่เฉพาะในเขตเมืองหลวง.

ที่มา Yonhap / Reuters

คดีพลิก ตำรวจออสเตรเลียเผยเหตุ “ศพหมกกระเป๋าเดินทาง” ที่แท้เป็น “ตุ๊กตายาง”

คดีพลิก ตำรวจออสเตรเลียเผยเหตุ "ศพหมกกระเป๋าเดินทาง" ที่แท้เป็น "ตุ๊กตายาง"

10 ส.ค. 2569 14:05 น.

คดีพลิก ตำรวจออสเตรเลียเผยเหตุ “ศพหมกกระเป๋าเดินทาง” ที่แท้เป็น “ตุ๊กตายาง”

เกิดเหตุระทึกขวัญทำเอาเจ้าหน้าที่ตำรวจและพลเมืองดีในออสเตรเลียแตกตื่น เมื่อมีการพบกระเป๋าเดินทางริมถนนใกล้หมู่บ้านโออัลเลน ทางตอนใต้ของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ซึ่งตอนแรกสงสัยว่าเป็นศพมนุษย์ที่ถูกฆาตกรรม แต่หลังจากนำส่งตรวจชันสูตรทางนิติวิทยาศาสตร์อย่างละเอียดกว่า 20 ชั่วโมง ผลกลับพลิกผันเมื่อพบว่าสิ่งของภายในกระเป๋าคือ “ตุ๊กตายาง” ที่มีลักษณะเหมือนคนจริงเกือบทุกประการ

ตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลีย ยืนยันว่า สิ่งของที่พบภายในกระเป๋าเดินทางซึ่งถูกนำมาทิ้งไว้ริมถนนในพื้นที่โออัลเลน ใกล้เมืองโกลเบิร์น ทางตอนใต้ของรัฐ ไม่ใช่ชิ้นส่วนหรือร่างของมนุษย์ แต่เป็นตุ๊กตาเสมือนจริง หลังเจ้าหน้าที่นิติเวชตรวจสอบอย่างละเอียด

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 12.50 น. วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม หลังประชาชน 2 คนพบกระเป๋าเดินทางอยู่ในพื้นที่ป่าริมถนนโวลกอน ใกล้ถนนโออัลเลน ฟอร์ด ห่างจากเมืองโกลเบิร์นประมาณ 61 กิโลเมตร และแจ้งตำรวจ เนื่องจากเชื่อว่าภายในอาจมีร่างของผู้หญิงอยู่

เจ้าหน้าที่จากเขตตำรวจฮูมเดินทางไปตรวจสอบและพบกระเป๋าเดินทางพร้อมสิ่งที่ดูคล้ายร่างมนุษย์ โดยตำรวจได้ตั้งพื้นที่เกิดเหตุและส่งเจ้าหน้าที่นิติเวชเข้าตรวจสอบเบื้องต้น ณ จุดเกิดเหตุ ก่อนเก็บกระเป๋าและนำสิ่งของภายในไปตรวจเพิ่มเติมที่ห้องปฏิบัติการนิติเวช

ในช่วงแรก เจ้าหน้าที่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นร่างมนุษย์หรือไม่ เนื่องจากตุ๊กตามีรูปลักษณ์สมจริงอย่างมาก กระทั่งผลตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ยืนยันในเวลาต่อมาว่า สิ่งที่อยู่ในกระเป๋าเป็นตุ๊กตายางสำหรับผู้ใหญ่ สวมเสื้อผ้า มีเส้นผม และเจาะจมูก นอกจากนี้ยังมีรอยบนตัวที่มีลักษณะคล้ายรอยฟกช้ำและรอยถลอก ทำให้ตอนแรกถูกเข้าใจว่าเป็นร่างของมนุษย์

ผู้กำกับการตำรวจเขตฮูม ลินดา แบรดเบอรี ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ไม่มีความเสียใจต่อกระบวนการทำงาน เนื่องจากตำรวจปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะการรักษาสภาพพื้นที่เกิดเหตุไม่ให้ถูกรบกวน เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของการตรวจสอบ

แบรดเบอรีกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อสิ่งที่พบเสมือนเป็นหลักฐานสำคัญจนกว่าจะสามารถพิสูจน์ได้ว่าไม่ใช่ร่างมนุษย์ พร้อมระบุว่า เจ้าหน้าที่นิติเวชได้เข้าตรวจสอบสิ่งของดังกล่าวตั้งแต่วันอาทิตย์ แต่ต้องนำไปตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผล

ก่อนหน้านี้ การพบกระเป๋าเดินทางดังกล่าวทำให้ตำรวจต้องเริ่มกระบวนการสอบสวนในลักษณะคดีที่อาจเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิต โดยมีการรายงานข่าวและได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก ก่อนที่ตำรวจจะยืนยันในวันถัดมาว่า สิ่งที่พบไม่ใช่มนุษย์ และยุติการสอบสวน

แบรดเบอรียังกล่าวว่า ประชาชน 2 คนที่พบกระเป๋าได้ตัดสินใจถูกต้องที่แจ้งเจ้าหน้าที่ เพราะในขณะนั้นพวกเขาเชื่ออย่างจริงใจว่าอาจพบร่างมนุษย์ พร้อมระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตกใจให้ทั้งสองคน และตำรวจจะติดต่อกลับไปเพื่อแจ้งผลการตรวจสอบว่า สิ่งที่พบไม่ใช่ศพมนุษย์

โออัลเลนเป็นหมู่บ้านขนาดเล็กริมแม่น้ำโชลฮาเวน ในพื้นที่เซาเทิร์นเทเบิลแลนด์ ห่างจากกรุงแคนเบอร์ราประมาณ 109 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากนครซิดนีย์ราว 250 กิโลเมตร

ตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ยืนยันว่า การสอบสวนกรณีดังกล่าวได้สิ้นสุดลงแล้ว หลังผลตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ยืนยันอย่างชัดเจนว่า “ศพ” ที่ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องระดมกำลังเข้าตรวจสอบ แท้จริงแล้วเป็นเพียงตุ๊กตายางที่มีรูปลักษณ์สมจริงเท่านั้น.

ที่มา NSW Police / ABC News

เมียนมาปฏิเสธอาเซียน เรียกร้องปล่อย “อองซาน ซูจี” โดยไม่มีเงื่อนไข “

เมียนมาปฏิเสธอาเซียน เรียกร้องปล่อย "อองซาน ซูจี" โดยไม่มีเงื่อนไข "

10 ส.ค. 2569 12:25 น.

เมียนมาปฏิเสธอาเซียน เรียกร้องปล่อย “อองซาน ซูจี” โดยไม่มีเงื่อนไข “

รัฐบาลทหารเมียนมาปฏิเสธข้อเรียกร้องของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่ขอให้ปล่อยตัว “อองซาน ซูจี” โดยไม่มีเงื่อนไข พร้อมประกาศชัดเจนว่าตำแหน่ง “ผู้แทนพิเศษอาเซียนด้านเมียนมา” จะไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปเมื่อสิงคโปร์ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2027 ย้ำการดำเนินการทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายของเมียนมาเท่านั้น

กระทรวงการต่างประเทศเมียนมาออกแถลงการณ์โต้ตอบข้อเรียกร้องล่าสุดของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่ต้องการให้ปล่อยตัว อองซาน ซูจี อดีตผู้นำวัย 81 ปี โดยไม่มีเงื่อนไข และร้องขอให้ผู้แทนพิเศษอาเซียนเข้าพบเธอในภารกิจครั้งถัดไป โดยเมียนมาระบุอย่างชัดเจนว่า แม้รัฐบาลจะเคยลดโทษให้เธอด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรมมาแล้ว แต่การปล่อยตัวโดยสมบูรณ์และไม่มีเงื่อนไขนั้น “ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายเท่านั้น”

อองซาน ซูจี ถูกยึดอำนาจในการรัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2021 และถูกตัดสินจำคุกในหลายข้อหา เช่น การทุจริต การโกงการเลือกตั้ง และการละเมิดกฎหมายความลับราชการ ซึ่งฝ่ายสนับสนุนและองค์กรสิทธิมนุษยชนมองว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง แม้จะได้รับการลดโทษหลายครั้ง แต่ปัจจุบันเธอยังคงต้องรับโทษคุมขังรวมเวลากว่า 18 ปี โดยล่าสุดได้รับการย้ายตัวมาคุมขังในบ้านพักที่กรุงเนปิดอว์

ประเด็นสำคัญในแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศเมียนมาคือ การส่งสัญญาณปฏิเสธบทบาทของอาเซียนในอนาคต โดยระบุว่า เมียนมาจะยังคงทำงานร่วมกับ มาเรีย เทเรซา ลาซาโร รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์ ในฐานะผู้แทนพิเศษอาเซียนคนปัจจุบันจนหมดวาระ แต่เห็นว่า “ไม่มีความจำเป็น” ที่จะต้องแต่งตั้งหรือคงบทบาทตำแหน่งผู้แทนพิเศษอาเซียนด้านเมียนมาอีกต่อไป เมื่อสิงคโปร์รับไม้ต่อเป็นประธานอาเซียนในวันที่ 1 มกราคม 2027

เมียนมาอ้างเหตุผลว่า ขณะนี้ประเทศมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยหลายพรรค ซึ่งสะท้อนถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชน และได้เข้ามาบริหารประเทศอย่างสมบูรณ์แล้ว พร้อมเตือนด้วยว่า เมียนมาจะใช้ “มาตรการตอบโต้อย่างเหมาะสมเป็นรายกรณี” หากถูกอาเซียนหรือประเทศสมาชิกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมหรือมีการเลือกปฏิบัติ

ที่ผ่านมาอาเซียนได้ระงับการเชิญผู้นำทหารเมียนมาเข้าร่วมการประชุมสุดยอดระดับสูงตั้งแต่ปลายปี 2021 เนื่องจากเมียนมาไม่ปฏิบัติตาม “ฉันทามติ 5 ข้อ” ที่มุ่งยุติความรุนแรง และเปิดทางให้มีการเจรจาทางการเมืองกับทุกฝ่าย

แม้ว่าประธานาธิบดี มิน อ่อง หล่าย จะพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์กับอาเซียนหลังการเลือกตั้ง และเพิ่งผ่อนคลายมาตรการโดยอนุญาตให้ตัวแทนจากคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) เข้าพบอองซาน ซูจี เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี เมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่ในทางปฏิบัติ รัฐบาลเนปิดอว์กลับแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่ออาเซียนมากขึ้นเรื่อย ๆ โดย มิน อ่อง หล่าย ได้เคยกล่าวเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมว่า ฉันทามติ 5 ข้อนั้น “ไม่ใช่ข้อตกลงร่วมกันของทุกชาติสมาชิกอาเซียน” และถือเป็นเรื่องโมฆะ เช่นเดียวกับสภาเมียนมาที่ลงมติปฏิเสธแผนการดังกล่าวโดยอ้างว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายใน

ท่าทีล่าสุดของเมียนมาตอกย้ำให้เห็นถึงทางอ้อมที่ยากลำบากในการแก้ปัญหาวิกฤตการเมืองในเมียนมา ขณะที่อาเซียนยังคงยืนยันว่าฉันทามติ 5 ข้อยังคงเป็นแนวทางเดียวในการฟื้นฟูความสัมพันธ์และการยอมรับเมียนมากลับสู่ประชาคมภูมิภาคอย่างเต็มรูปแบบ.

ที่มา Associated Press / The Diplomat

สมาคมบอลเกาหลีใต้เจอวิกฤตซ้ำซ้อน ถูกกล่าวหาจัดหาบริการทางเพศผู้ตัดสินต่างชาติ

สมาคมบอลเกาหลีใต้เจอวิกฤตซ้ำซ้อน ถูกกล่าวหาจัดหาบริการทางเพศผู้ตัดสินต่างชาติ

10 ส.ค. 2569 11:45 น.

สมาคมบอลเกาหลีใต้เจอวิกฤตซ้ำซ้อน ถูกกล่าวหาจัดหาบริการทางเพศผู้ตัดสินต่างชาติ

สมาคมฟุตบอลเกาหลีใต้ หรือ KFA ออกแถลงการณ์ขอโทษต่อสาธารณชน หลังเผชิญข้อถกเถียงหลายประเด็น ทั้งข้อกล่าวหาเรื่องกระบวนการแต่งตั้งหัวหน้าผู้ฝึกสอนที่ไม่เป็นธรรม และกรณีมีสื่อรายงานว่าสมาคมเคยจัดหาบริการทางเพศให้ผู้ตัดสินต่างชาติระหว่างเดินทางมาทำหน้าที่ในเกาหลีใต้เมื่อปี 2011 และ 2012

KFA ระบุว่า ขออภัยอย่างจริงใจต่อความผิดหวังและความกังวลที่เกิดขึ้นจากประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสมาคม หลังการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 โดยยอมรับว่าองค์กรกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง และอาจละเลยบทบาทพื้นฐานของตัวเองไป

กรณีล่าสุดเกิดขึ้นหลังสถานีโทรทัศน์ JTBC ของเกาหลีใต้รายงานว่า KFA เคยจัดการต้อนรับที่ไม่เหมาะสมให้แก่ผู้ตัดสินต่างชาติหลายครั้งระหว่างเดือนมีนาคม 2011 ถึงมีนาคม 2012 รวมถึงในช่วงที่ผู้ตัดสินเดินทางมาเกาหลีใต้เพื่อทำหน้าที่ในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก และการแข่งขันคัดเลือกโอลิมปิก 2012 ที่กรุงลอนดอน

JTBC อ้างผลการตรวจสอบของกระทรวงกีฬาเกาหลีใต้เมื่อปี 2016 ซึ่งพบว่า KFA จัดการต้อนรับในลักษณะไม่เหมาะสมแก่ผู้ตัดสินต่างชาติ 7 ครั้ง โดยมีบางกรณีเป็นการพาไปยังสถานบริการนวด ซึ่งค่าใช้จ่ายรวมถึงบริการทางเพศด้วย

KFA ไม่ได้ปฏิเสธว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น แต่ระบุว่า บุคลากรจำนวนมากภายในสมาคมไม่เคยรับรู้เรื่องนี้มาก่อน พร้อมยืนยันอย่างชัดเจนว่า พฤติกรรมในลักษณะดังกล่าว รวมถึงการใช้บัตรเครดิตขององค์กรเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว ไม่ได้เกิดขึ้นในปัจจุบันอีกต่อไป

ข้อกล่าวหานี้เพิ่มแรงกดดันต่อ KFA ซึ่งกำลังถูกตรวจสอบจากอีกประเด็นเกี่ยวกับการแต่งตั้ง ฮง มยอง-โบ อดีตกองหลังทีมชาติเกาหลีใต้ วัย 57 ปี เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติในปี 2024

ตำรวจกรุงโซลเข้าตรวจค้นสำนักงานของ KFA เมื่อวัน 6 ส.ค. ที่ผ่านมา เพื่อสอบสวนกระบวนการแต่งตั้งฮง หลังเกิดข้อสงสัยว่าการคัดเลือกไม่โปร่งใส โดยก่อนหน้านี้สมาคมใช้เวลาหลายเดือนพิจารณาผู้สมัครจากต่างประเทศ ก่อนยุติกระบวนการและเลือกฮงหลังการพบปะกันเพียงระยะเวลาสั้น ๆ

เมื่อวันที่ 30 ก.ค. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกาหลีใต้ได้เรียกฮง รวมถึงอดีตและเจ้าหน้าที่ปัจจุบันของ KFA เข้าให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการรัฐสภา ทั้งในประเด็นกระบวนการแต่งตั้งและค่าจ้างประจำปีของฮง

ประเด็นดังกล่าวกลับมาได้รับความสนใจอย่างหนัก หลังทีมชาติเกาหลีใต้ทำผลงานน่าผิดหวังในฟุตบอลโลก 2026 และตกรอบแบ่งกลุ่ม แม้ถูกคาดหวังสูงว่าจะเป็นทีมจาก “เจเนอเรชันทอง” ที่นำโดย ซน ฮึง-มิน กัปตันทีม

ฮงประกาศลาออกจากตำแหน่งทันที หลังเกาหลีใต้พลิกล็อกแพ้แอฟริกาใต้ 0-1 ซึ่งทำให้ทีมหมดโอกาสผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ แต่การลาออกของเขาไม่ได้ช่วยลดกระแสความไม่พอใจของแฟนบอล และกลับยิ่งทำให้เกิดคำถามถึงกระบวนการแต่งตั้งเขาเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอน

KFA ระบุว่า จะเร่งทบทวนปัญหาต่าง ๆ และฟื้นฟูความเชื่อมั่นของสาธารณชน หลังองค์กรเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากทั้งกระบวนการบริหารภายในและข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในอดีต.

ที่มา AFP / Reuters

อิตาลีพบซากเรือโรมันอายุกว่า 2,000 ปี นอกชายฝั่งเกาะซิซิลี

อิตาลีพบซากเรือโรมันอายุกว่า 2,000 ปี นอกชายฝั่งเกาะซิซิลี

10 ส.ค. 2569 11:05 น.

อิตาลีพบซากเรือโรมันอายุกว่า 2,000 ปี นอกชายฝั่งเกาะซิซิลี

นักดำน้ำและตำรวจสายตรวจมรดกทางวัฒนธรรมอิตาลี ค้นพบซากเรือการค้าสมัยโรมันโบราณอายุกว่า 2,000 ปี ความยาว 21 เมตร จมอยู่ใต้ทะเลลึก 46 เมตร นอกชายฝั่งเกาะซิซิลี เผยสภาพสมบูรณ์ บรรทุกไหดินเผาโบราณ “แอมโฟรา” หลายร้อยใบ รัฐมนตรีวัฒนธรรมอิตาลียกเป็นหนึ่งในการค้นพบทางโบราณคดีใต้น้ำครั้งสำคัญที่สุดในรอบหลายปี

นักดำน้ำผู้เชี่ยวชาญของอิตาลีค้นพบซากเรือโรมันโบราณใต้ทะเลนอกชายฝั่งเมืองมาซารา เดล วัลโล ทางตะวันตกของเกาะซิซิลี โดยคาดว่าซากเรือมีอายุมากกว่า 2,000 ปี และอาจอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 2 หรือศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาล

ซากเรืออยู่ห่างจากชายฝั่งประมาณ 3 ไมล์ทะเล และจมอยู่ที่ความลึกราว 46 เมตร เจ้าหน้าที่ประเมินว่าซากเรือมีความยาวประมาณ 21 เมตร และกว้าง 6 เมตร ภายในเรือพบแอมโฟรา หรือภาชนะดินเผาทรงสูงสำหรับบรรจุสินค้าในยุคโบราณหลายร้อยใบ โดยส่วนใหญ่เป็นแอมโฟราประเภท Dressel 1A ซึ่งเชื่อมโยงกับการขนส่งสินค้า เช่น ไวน์ น้ำมันมะกอก และธัญพืช

นอกจากนี้ ยังพบแท่งยึดสมอเรือที่ทำจากตะกั่ว 2 ชิ้น รวมถึงโครงสร้างอีกชิ้นหนึ่งที่ทำจากวัสดุชนิดเดียวกัน ทำให้การค้นพบครั้งนี้มีความสำคัญต่อการศึกษาการเดินเรือและการค้าทางทะเลในสมัยโรมัน

อเลสซานโดร จูลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมอิตาลี ยกย่องการค้นพบครั้งนี้ว่าเป็นหนึ่งในแหล่งโบราณคดีใต้น้ำที่สำคัญที่สุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พร้อมแสดงความชื่นชมหน่วยงานคาราบินิเอรีและสำนักงานโบราณคดีทางทะเลของแคว้นซิซิลีที่ร่วมกันดำเนินงานจนประสบความสำเร็จ

จูลีระบุว่า ทะเลยังคงส่งคืนชิ้นส่วนอันล้ำค่าของประวัติศาสตร์ให้มนุษย์ และซากเรือที่มาซารา เดล วัลโล กำลังบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผู้คน เส้นทางเดินเรือ และการแลกเปลี่ยนสินค้าที่ทำให้ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกลายเป็นจุดบรรจบของอารยธรรม พร้อมย้ำว่าจะมีการศึกษาต่อไปเพื่อเปิดเผยประวัติความเป็นมาของเรือและนำองค์ความรู้ดังกล่าวเผยแพร่ต่อสาธารณชน

การค้นพบเกิดขึ้นหลังได้รับแจ้งเบาะแสจากประชาชน ก่อนที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะลงพื้นที่สำรวจร่วมกัน ประกอบด้วยหน่วยคาราบินิเอรีเพื่อการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมในเมืองปาแลร์โม หน่วยโบราณคดีทางทะเลของแคว้นซิซิลี และหน่วยนักดำน้ำคาราบินิเอรีจากเมืองเมสซีนา โดยได้รับการสนับสนุนจากเรือตรวจการณ์ของคาราบินิเอรีจากเมืองตราปานี

ด้านจาโกโม เด โมลา ชาวประมงและนักดำน้ำอิสระ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการพบซากเรือ เล่าว่า ขณะสำรวจพื้นทะเล เขาสังเกตเห็นวัตถุขนาดใหญ่บนเครื่องสแกนและคิดว่าอาจเป็นก้อนหิน จึงตัดสินใจดำน้ำลงไปตรวจสอบ แต่เมื่อเข้าใกล้กลับพบว่าไม่ใช่ก้อนหิน หากเป็นซากเรือโบราณที่เต็มไปด้วยแอมโฟราจำนวนมาก

เด โมลา ระบุว่า นี่เป็นการค้นพบที่น่าทึ่งที่สุดในชีวิต และเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายความรู้สึกของการได้เป็นหนึ่งในมนุษย์กลุ่มแรกในรอบเกือบ 20 ศตวรรษที่ได้เห็นสถานที่แห่งนี้อีกครั้ง ภาพจากใต้ทะเลยังเผยให้เห็นปลาไหล ปลากะพง และสิ่งมีชีวิตทางทะเลจำนวนมากอาศัยอยู่ท่ามกลางภาชนะดินเผา

เจ้าหน้าที่ระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวจะได้รับการคุ้มครองและมีมาตรการด้านความปลอดภัยระหว่างการตรวจสอบเพิ่มเติม โดยผู้เชี่ยวชาญจะจัดทำเอกสารและศึกษาบริบททางโบราณคดี เพื่อระบุรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเรือ เส้นทางการเดินเรือ และสินค้าที่บรรทุกมา

ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนถือเป็นแหล่งสำคัญของซากเรือโบราณ โดยในปี 2023 มีการค้นพบซากเรือที่มีอายุอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 1 หรือ 2 ก่อนคริสตกาล ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงโรม และพบแอมโฟราหลายร้อยใบเช่นเดียวกัน ส่วนในปี 2018 มีการค้นพบเรือสินค้ากรีกอายุกว่า 2,400 ปี นอนอยู่ใต้ทะเลนอกชายฝั่งบัลแกเรีย ซึ่งในขณะนั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นซากเรือโบราณที่ยังคงสภาพสมบูรณ์และเก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ

การค้นพบซากเรือครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังอิตาลีประกาศการค้นพบทางธรณีวิทยาครั้งสำคัญอีกแห่งหนึ่งนอกชายฝั่งซิซิลี โดยนักวิจัยพบปล่องภูเขาไฟขนาดใหญ่ซ่อนอยู่ใต้ทะเลใกล้เกาะปานาเรีย ในหมู่เกาะเอโอเลียน รวมถึงพบปล่องไฮโดรเทอร์มอล หรือช่องระบายความร้อนใต้พิภพแห่งใหม่ที่ปล่อยก๊าซออกมาจากพื้นทะเล

โครงสร้างดังกล่าวอยู่ห่างจากเกาะปานาเรียไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 1 ไมล์ทะเล ที่ระดับความลึกราว 60-80 เมตร ตัวปล่องมีขนาดประมาณ 100 เมตร คูณ 60 เมตร การค้นพบนี้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ศึกษาระบบภูเขาไฟใต้ทะเลของพื้นที่ได้ละเอียดขึ้น และอาจช่วยไขปริศนาเกี่ยวกับวิวัฒนาการทางธรณีวิทยาของเกาะปานาเรียในอนาคต.

ที่มา BBC / euronews

หญิงชราวัย 80 ปีดับสลดขณะหนีไฟป่าแคนาดา ทางการสั่งอพยพกว่า 2 หมื่นคน

หญิงชราวัย 80 ปีดับสลดขณะหนีไฟป่าแคนาดา ทางการสั่งอพยพกว่า 2 หมื่นคน

10 ส.ค. 2569 10:49 น.

หญิงชราวัย 80 ปีดับสลดขณะหนีไฟป่าแคนาดา ทางการสั่งอพยพกว่า 2 หมื่นคน

หญิงชรา วัย 80 ปี เสียชีวิตขณะพยายามอพยพหนีไฟป่าครั้งใหญ่ในรัฐบริติชโคลัมเบียของแคนาดา ขณะที่ทางการสั่งอพยพประชาชนกว่า 2 หมื่นคน และประกาศภาวะฉุกเฉิน หลังไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว

วันที่ 10 สิงหาคม 2569  ตำรวจแคนาดาเปิดเผยว่า มีหญิงชรา อายุ 80 ปีเสียชีวิตขณะพยายามออกจากบ้านเพื่อหนีไฟป่าขนาดใหญ่ในพื้นที่ซัมเมอร์แลนด์ รัฐบริติชโคลัมเบีย ทางตะวันตกของประเทศ โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียดของเหตุการณ์

รายงานข่าวระบุว่าไฟป่า “ซัมเมอร์แลนด์ (“Summerland) ซึ่งเริ่มปะทุขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาใกล้ทะเลสาบโอกานากัน ลุกลามอย่างรวดเร็วจากกระแสลมแรง ส่งผลให้ทางการต้องอพยพประชาชนมากกว่า 20,000 คนในพื้นที่ รวมถึงบางส่วนที่ต้องใช้เฮลิคอปเตอร์นำออกจากพื้นที่อันตราย

ขณะที่ไฟป่า “บัลด์ เรนจ์” (Bald Range) ซึ่งเป็นต้นเหตุของสถานการณ์ ได้ลุกลามเข้าสู่พื้นที่ซัมเมอร์แลนด์และชุมชนตามหุบเขาโดยรอบ โดยสำนักงานดับไฟป่าบริติชโคลัมเบียระบุว่า ช่วงเช้าวันอาทิตย์ ไฟได้เผาพื้นที่ไปแล้วราว 64,600 ไร่ และยังไม่สามารถควบคุมได้

นายเดวิด อีบี นายกรัฐมนตรีรัฐบริติชโคลัมเบีย กล่าวว่า ไฟป่าสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อบ้านเรือนและทรัพย์สิน และมีประชาชนบางส่วนติดอยู่ในพื้นที่ เนื่องจากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเจ้าหน้าที่กำลังใช้ปฏิบัติการทางอากาศช่วยเหลือผู้ที่ยังถูกตัดขาดจากพื้นที่ภายนอก

ด้านสำนักงานดับไฟป่าบริติชโคลัมเบียรายงานว่า ทั่วทั้งรัฐมีไฟป่าที่กำลังเกิดขึ้น 102 จุด ณ ช่วงเช้าวันอาทิตย์ โดยเกือบครึ่งหนึ่งยังอยู่ในระดับควบคุมไม่ได้ พร้อมเตือนว่าสภาพอากาศร้อนและแห้งต่อเนื่องทำให้เกิดพฤติกรรมไฟป่าที่รุนแรงในพื้นที่ทางตอนใต้ของรัฐ. 

มหาสมุทรทั่วโลกเดือด อุณหภูมิสูงสุดทำสถิติใหม่ เดือน ก.ค.

มหาสมุทรทั่วโลกเดือด อุณหภูมิสูงสุดทำสถิติใหม่ เดือน ก.ค.

10 ส.ค. 2569 10:33 น.

มหาสมุทรทั่วโลกเดือด อุณหภูมิสูงสุดทำสถิติใหม่ เดือน ก.ค.

เผยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลทั่วโลกเดือน ก.ค. สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางเอลนีโญที่กำลังก่อตัวและคาดว่าจะรุนแรงขึ้น ขณะที่ยุโรปตะวันตกเผชิญช่วง มิ.ย.-ก.ค. ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

วันที่ 10 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า สำนักงานการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัส (Copernicus Climate Change Service-C3S) ของสหภาพยุโรป เปิดเผยว่า อุณหภูมิเฉลี่ยผิวน้ำทะเลทั่วโลกในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทำสถิติสูงสุดสำหรับเดือนกรกฎาคม โดยอุณหภูมิเฉลี่ยผิวน้ำทะเลในพื้นที่นอกเขตขั้วโลก ระหว่างละติจูด 60 องศาเหนือถึง 60 องศาใต้ อยู่ที่ 20.96 องศาเซลเซียสในเดือนกรกฎาคม สูงกว่าสถิติเดิมของเดือนเดียวกันที่ 20.89 องศาเซลเซียส ซึ่งทำไว้เมื่อปี 2566

บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนมีอุณหภูมิสูงผิดปกติเป็นวงกว้าง โดยเป็นพื้นที่ที่กำลังเกิดภาวะเอลนีโญ และคาดว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงหลายเดือนต่อจากนี้ ซึ่งเอลนีโญสามารถส่งผลกระทบต่อรูปแบบสภาพอากาศทั่วโลก ทั้งคลื่นความร้อน ฝนตกหนัก ภัยแล้ง และอุณหภูมิที่สูงขึ้น นับเป็นสัญญาณเตือนถึงภาวะโลกร้อนที่ยังคงรุนแรงขึ้น  

นอกจากนี้ บริเวณน่านน้ำรอบทวีปยุโรปก็มีอุณหภูมิสูงผิดปกติเช่นกัน โดยพบอุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนกรกฎาคมตามแนวมหาสมุทรแอตแลนติกและทะเลเมดิเตอร์เรเนียนฝั่งตะวันตก ส่งผลให้เกิดคลื่นความร้อนในทะเลระดับรุนแรงถึงรุนแรงมากในหลายพื้นที่

ขณะที่ยุโรปตะวันตกเผชิญช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคมที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ หลังเผชิญคลื่นความร้อนต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม โดยอุณหภูมิเฉลี่ยตลอด 2 เดือนอยู่ที่ 21.62 องศาเซลเซียส สูงกว่าค่าเฉลี่ยระหว่างปี 2534-2563 ถึง 2.79 องศาเซลเซียส และทำลายสถิติเดิมที่บันทึกไว้ในปี 2565

ทางด้าน ซาแมนธา เบอร์เกสส์ หัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศของศูนย์พยากรณ์อากาศระยะปานกลางแห่งยุโรป กล่าวว่า เดือนกรกฎาคม 2569 เป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกันที่ยุโรปตะวันตกเผชิญความร้อนในระดับรุนแรงผิดปกติ

ที่มา AFP