กองทัพ ตอกย้ำ พร้อมรบ 3 มิติ ‘ทางบก-เรือ-อากาศ’ ชี้ ผู้นำกัมพูชา ด้อยค่าตัวเอง ร่วมวงเฟกนิวส์

กองทัพ ตอกย้ำ พร้อมรบ 3 มิติ 'ทางบก-เรือ-อากาศ' ชี้ ผู้นำกัมพูชา ด้อยค่าตัวเอง ร่วมวงเฟกนิวส์

กองทัพ ตอกย้ำ พร้อมรบ 3 มิติ ‘ทางบก-เรือ-อากาศ’ ชี้ ผู้นำกัมพูชา ด้อยค่าตัวเอง ร่วมวงเฟกนิวส์

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.05 น.

ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ยกคณะลงพื้นที่ ทภ.2 ตอกย้ำ ความพร้อมรบ 3 มิติ บก-เรือ-อากาศ ชี้ผู้นำกัมพูชา ร่วมวงเฟกนิวส์ ด้อยค่าตัวเอง หวังรักษาอำนาจ หลังเพลี่ยงพล้ํา ลั่น หากยังยั่วยุ คุยไปไร้ประโยชน์

วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ/ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ ไทย–กัมพูชา (JIC) พร้อมคณะ ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงตามแนวชายแดน โดยมี พันเอก (พิเศษ)โถมวัฒน์ สว่างวิทย์ รองผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี พร้อมด้วย พันเอก(พิเศษ) สุรกิจ กาฬเนตร ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจที่ 1 กองกำลังสุรนารี ให้การต้อนรับ และรับฟังการบรรยายสรุปจาก พันโท จตุพล นิยมปัทมะ ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 12หน่วยเฉพาะกิจที่ 1 กองกำลังสุรนารีเกี่ยวกับภาพรวมการปฏิบัติภารกิจ สถานการณ์ในพื้นที่ ความพร้อมของกำลังพล ตลอดจนมาตรการดูแลความปลอดภัยของประชาชน พร้อมรับทราบข้อเสนอแนะ และข้อขัดข้องจากผู้ปฏิบัติงาน เพื่อนำไปประกอบการพัฒนา การสนับสนุน และยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติภารกิจในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ภายหลังการรับฟังการบรรยายสรุป พล.อ.อ.ประภาส ได้พบปะกำลังพล พร้อมมอบสิ่งของบำรุงขวัญแก่ผู้แทนกำลังพลของกองกำลังสุรนารี จากหน่วยเฉพาะกิจที่ 1 พื้นที่เขาสัตตะโสม จังหวัดศรีสะเกษและหน่วยเฉพาะกิจที่ 4 พื้นที่ช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน พร้อมกล่าวแสดงความขอบคุณ และชื่นชมกำลังพลทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ ความอดทน และความมุ่งมั่น ท่ามกลางสถานการณ์ที่ท้าทาย โดยยึดมั่นในภารกิจเพื่อพิทักษ์อธิปไตย รักษาความมั่นคงของชาติ และสร้างความอุ่นใจให้แก่ประชาชน 

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ พล.อ.อ.ประภาส ได้เน้นย้ำ 3 หลักการสำคัญในการปฏิบัติของกองทัพอากาศ ได้แก่

1. รักษาความปลอดภัยของกำลังพลและยุทโธปกรณ์ เพื่อคงความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจ

2. ป้องกันความสูญเสียต่อฝ่ายเดียวกัน โดยอาศัยการบูรณาการ การประสานงาน และข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง แม่นยำ

3. การปฏิบัติภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศและกฎการใช้กำลัง (Rules of Engagement: ROE) อย่างเคร่งครัด โดยมุ่งต่อเป้าหมายทางทหารที่ชอบด้วยกฎหมาย คำนึงถึงหลักความจำเป็นและความได้สัดส่วน พร้อมหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อประชาชน

รัฐบาล กระทรวงกลาโหม และผู้บังคับบัญชาทุกระดับ ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมดูแลสิทธิ สวัสดิการ และขวัญกำลังใจของกำลังพลอย่างเต็มที่ ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมด้านความมั่นคงในทุกมิติ

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวอีกว่า ครั้งนี้เรามีความพร้อมมากกว่า 2 ครั้งที่ผ่านมา ปัจจุบันเราอยู่บนที่สูงที่เรายึดครองพื้นที่ได้ ด้วยศักยภาพกองกำลังทางบก ทางเรือและทางอากาศ ดังนั้นการที่กัมพูชาจะเข้ามาตีเราไม่ใช่เรื่องง่าย ขอให้มีความมั่นใจทั้งในด้านอาวุธ ฐานที่มั่นและบุคลากร สำหรับการปฏิบัติการร่วม ของ 3 เหล่าทัพ ตามหลักนิยมของกองทัพไทยเราปฏิบัติการร่วมกันอยู่แล้ว ตามแผนป้องกันชายแดน จะมีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิด 

โดยเฉพาะการกำหนดความเร่งด่วนของเป้าหมายทางทหาร ในระยะสำคัญ และสามารถส่งผลกระทบ ต่อยุทธบริเวณ ไม่มีการปฏิบัติแบบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เป้าหมายระเบิดทุกลูกที่ลงต้องได้รับผลกระทบ เราใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด บนพื้นฐานของกฎการใช้กำลัง และกฎหมายระหว่างประเทศ จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมา ไม่มีประเทศไหนที่ประฌามประเทศไทย พร้อมทั้งยืนยันว่าการใช้ข่าวปลอมไม่ยั่งยืน ขอให้มั่นใจในหน่วยงานความมั่นคง ให้รอฟังจากทีมโฆษก 

ส่วนที่ผู้นำกัมพูชา ร่วมวงเฟสนิวด้วยนั่น ถือว่าเป็นการทำร้ายตัวเอง ตราบใดก็ตามที่ผู้นำลงมาเล่นเอง เขาพูดอะไรก็ตามก็เชื่อไม่ได้ อย่างที่เสนาธิการทหาร ระบุว่า ประชุมอย่างหนึ่งแต่ออกไปพูดอีกอย่างหนึ่ง ยิ่งทำเช่นนั้นยิ่งด้อยค่าตัวเอง ไม่เกิดความเชื่อมั่นต่อจากนี้หากเขาพูดอะไรนั้นไม่ใช่เรื่องจริง แต่ที่เขาต้องลงมาแบบนี้ ต้องดูว่าเป้าหมาย เขาต้องการสื่อสารกับประชาชนของเขาเอง ที่เพลี่ยงพล้ำไม่สามารถดูแลประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจของเขาเอง เขาพยายามจะแก้ตัว เพื่อให้อยู่ในอำนาจต่อไป จึงไม่ได้รู้สึกอะไร การที่เขาพูดอะไรออกมา พอพูดทุกครั้งไม่ใช่เรื่องจริงเลย 

ในขณะที่ฝ่ายไทยจะเป็นข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะพูดอีกกี่ครั้งก็จะเหมือนเดิม เช่น กรณีที่กัมพูชาไปพูดที่ประเทศจีน ที่กล่าวหาว่าเรารุกล้ำทำประชาชนกัมพูชาไม่มีที่อยู่ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ไม่จริง เรายึดตามถ้อยแถลงร่วม ในการวางกำลังและควบคุมพื้นที่ ที่จำเป็น และอนาคตหากมีความไว้ในเชื่อใจกัน แล้วค่อยมาคุยกัน แต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เพราะหากยังยั่วยุอยู่แบบนี้ ก็ยังไม่ถึงเวลาที่จะมาพูดคุยกันเพราะไม่มีประโยชน์อะไร 

พร้อมทั้งย้ำว่า สื่อสาร ของศูนย์ขาวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงทำหน้าที่ อยู่โดยไม่มีค่าตอบแทนเพิ่มเติม เราไม่เหมือนกับต่างประเทศ ที่จ้างล็อบบี้ยีส ใช้งบประมาณทีละหลายล้านบาท แต่ไร้ซึ่งจิตวิญญาณ ไม่มีความรักชาติเหมือนกับพวกตน และทีมงานที่ทำอยู่ตรงนี้ 

ในขณะที่ พ.อ. ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า การลงพื้นที่วันนี้ได้เห็นความเข้มแข็ง ของกำลังพลซึ่งบริเวณดังกล่าวเป็นประชาธิปไตยของไทย สิ่งที่เราเสริมสร้างมา สาธารณูปโภคทั้งหลาย ในพื้นที่เห็นแล้วว่ามีความพร้อม ในบริเวณอื่นก็เช่นเดียวกัน การลงพื้นที่ในวันนี้ก็เพื่อมานำเสนอความจริงให้กับพี่น้องประชาชน 

น.ท.ณัฐนัย จันทร์เปล่ง รองโฆษกกระทรวงกลาโหม ในขณะที่โครงการ “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีสัญญาณโทรศัพท์” ถือเป็นความมุ่งมั่นของทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่จะก่อสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวก ซึ่งขณะนี้ มีเสียงตอบรับจาก กำลังพลในพื้นที่ เพื่อกำลังพลของเรามีความพร้อม และเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชน 

พล.ร.ต. ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า พื้นที่รับผิดชอบทั้งทางบกและทางทะเล ยังมีความเรียบร้อยอยู่ และมีความคืบหน้าในการก่อสร้างรั้วชายแดน ซึ่งเป็นหมุดหมายแรกและการต่อยอดต่อไป

ประเทศไทยยืนยันการดำเนินการตามหลักสันติวิธีและกฎหมายระหว่างประเทศ โดยไม่มีนโยบายยั่วยุหรือสร้างความขัดแย้ง ขณะเดียวกัน หน่วยงานด้านความมั่นคงยังคงรักษาความพร้อม เพื่อปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และความปลอดภัยของประชาชนอย่างเต็มกำลัง

JIC ยังคงมุ่งมั่นนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง รวดเร็ว และตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและความเชื่อมั่นแก่ประชาชน

อธิบดีปกครอง เผยตั้งศูนย์ One Stop Service ให้อุทธรณ์สิทธิบัตรคนจน ผ่านบริการ อำเภอพึ่งได้

อธิบดีปกครอง เผยตั้งศูนย์ One Stop Service ให้อุทธรณ์สิทธิบัตรคนจน ผ่านบริการ อำเภอพึ่งได้

อธิบดีปกครอง เผยตั้งศูนย์ One Stop Service ให้อุทธรณ์สิทธิบัตรคนจน ผ่านบริการ อำเภอพึ่งได้

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.45 น.

อธิบดีปกครอง เผย ตั้งศูนย์ One Stop Service ให้อุทธรณ์สิทธิบัตรคนจน ผ่าน อำเภอพึ่งได้ พร้อมสั่งการอำเภอ-อปท. ทำความเข้าใจ ปชช.ในพื้นที่ ผ่านหอกระจายข่าว-เสียงตามสาย 

20 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 11.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง แถลงถึงการอุทธรณ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทยว่า กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง ได้สนับสนุนภารกิจของรัฐบาล กับโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ซึ่งได้มีการประสานงานกับทางจังหวัด และอำเภอทั่วประเทศ เพื่อประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจกับประชาชน  โดยสำหรับผู้ที่ผ่านการรับรองสิทธิ์แล้วจะมีการประชาสัมพันธ์ให้ทราบถึงสิทธิ์ที่จะได้รับเพิ่มเติม เช่น  การช่วยเหลือค่าไฟฟ้า ประปา ของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่วนกลุ่มที่ไม่ผ่านการพิจารณา ต้องประชาสัมพันธ์ให้รับทราบว่ายังสามารถดำเนินการอุทธรณ์ หรือการทบทวนสิทธิ์ได้ ซึ่งในกลุ่มทบทวนสิทธิ์นี้ ซึ่งทางกรมการปกครองให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก

นายนฤชา กล่าวว่า นอกจากนี้กรมการปกครองได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานครบวงจร (One Stop Service) เพื่อสนับสนุนโครงการของรัฐ ณ ที่ว่าการอำเภอ เพื่อให้ผู้ที่ได้รับสิทธิ์แล้ว สามารถยืนยันตัวตน ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านการพิจารณา สามารถแจ้งทบทวนสิทธิ์ได้ ณ ที่ว่าการอำเภอทุกแห่ง  และยังมีบริการ “อำเภอพึ่งได้“ โดยให้เจ้าหน้าที่อำเภอ หรือเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ลงไปรับเรื่องราวต่างๆในระดับพื้นที่ด้วย ซึ่งถือเป็นอีกบริการหนึ่งที่จะช่วยเหลืออำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชน  และสำหรับประชาชนที่ไม่สะดวกในการเดินทาง ขอให้มาแจ้งยืนยันทบทวนสิทธิ์ ที่อำเภอได้ โดยขอให้คอยฟังการประกาศจากทุกอำเภอ ที่จะประชาสัมพันธ์ให้ทราบโดยทั่วกัน

อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวต่อว่า นอกจากนี้จะมีการประชาสัมพันธ์ระดับพื้นที่ ผ่านหอกระจายข่าว และเสียงตามสาย ที่กระจายข่าวไปยังหมู่บ้าน ซึ่งจะทำให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลโดยเฉพาะข้อมูลใหม่ เช่น การปรับเกณฑ์พิจารณาหรือระยะเวลาในการทบทวน ที่จะขยายออกไปใหม่นั้น ขอรอมติที่ประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมออกมาก่อน ก็จะแจ้งให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง

นายนฤชา กล่าวว่า อย่างไรก็ตามและมอบหมายให้ นายอำเภอทุกท่านและเจ้าหน้าที่ของอำเภอได้รับทราบว่า วันนี้ยังเกิดความสับสนในเรื่องของ ข้อมูลข่าวสารต่างๆในระดับพื้นที่ ก็ขอให้ ไปทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ในฐานะที่เป็นตัวแทนรัฐบาล ที่ใดในเรื่องร้องเรียนต่างๆหรือมีความเข้าใจ ไม่ถูกต้อง ตรงกัน ก็จะมีเจ้าหน้าที่ ของอำเภอลงไปรับเรื่องราวและ แก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ทั้งหมด

ส่วนหน่วยงานอื่นๆที่จำเป็นที่จะต้องใช้ การประสานงานบุคลากรหรือกลไกของกระทรวงมหาดไทย เรายินดีที่จะเป็นภาคีเครือข่ายในความร่วมมือ กับทุกหน่วยงาน อย่างไรก็ตาม กระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้ผู้ตรวจราชการกระทรวง ผู้ตรวจกรมการปกครอง และปลัดจังหวัดทุกจังหวัดได้ลงพื้นที่ไปติดตามเรื่องนี้อีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งหวังว่าการทำงานครั้งนี้จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

หลี่ เฉียง ให้การต้อนรับ นายกฯอนุทิน อย่างสมเกียรติ สานต่อสัมพันธ์ไทย-จีน แน่นแฟ้น

หลี่ เฉียง ให้การต้อนรับ นายกฯอนุทิน อย่างสมเกียรติ สานต่อสัมพันธ์ไทย-จีน แน่นแฟ้น

หลี่ เฉียง ให้การต้อนรับ นายกฯอนุทิน อย่างสมเกียรติ สานต่อสัมพันธ์ไทย-จีน แน่นแฟ้น

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.32 น.

“หลี่ เฉียง” ต้อนรับนายกฯ อนุทิน อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่น ก่อนร่วมโต๊ะหารือเต็มคณะ สานต่อความร่วมมือไทย-จีนทุกมิติ
 

20 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 10.45 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงปักกิ่ง ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ณ ห้อง North Hall ชั้น 1 มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ และตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ในโอกาสเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ

เมื่อเดินทางมาถึง นายกรัฐมนตรีได้เดินขึ้นบันไดผ่านแถวทหารเกียรติยศเพื่อไปยังบริเวณพิธี โดยมีนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน รอให้การต้อนรับด้วยตนเองและทักทายอย่างอบอุ่น สะท้อนถึงมิตรภาพ ความไว้วางใจ และความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับจีน


 
จากนั้น ทั้งสองฝ่ายได้ถ่ายภาพร่วมกัน ก่อนขึ้นแท่นรับความเคารพเพื่อร่วมพิธีบรรเลงเพลงชาติของทั้งสองประเทศ และร่วมพิธีตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ซึ่งเป็นไปอย่างสมเกียรติและสง่างาม ตอกย้ำถึงความสำคัญและการให้เกียรติซึ่งกันและกันในฐานะมิตรประเทศที่ใกล้ชิดและหุ้นส่วนความร่วมมือที่สำคัญในภูมิภาค


 
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีนจะเข้าร่วมการหารือเต็มคณะ เพื่อผลักดันความร่วมมือในมิติต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ ก่อนร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงระหว่างไทยกับจีน และเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและภริยา โดยมีนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นเจ้าภาพ.

ศาลยกคำร้องประกันตัว แอมป์-ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา คดี ม.112 ระบุไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม

ศาลยกคำร้องประกันตัว แอมป์-ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา คดี ม.112 ระบุไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม

ศาลยกคำร้องประกันตัว แอมป์-ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา คดี ม.112 ระบุไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.13 น.

20 กรกฎาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า “ศาลอาญากรุงเทพใต้ “ยกคำร้อง” ประกันตัว “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา คดี ม.112 ชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน ระบุไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม แอมป์ยังไม่ถูกปล่อยตัวแม้ถูกขังครบกำหนดโทษและได้ประกันตัวคดีอื่นทั้งหมดแล้ว เหลือเพียงคดีนี้เท่านั้น”

พร้อมทั้งโพสต์รายละเอียดในคอมเมนต์ ระบุว่า วันนี้ (20 ก.ค. 69) เวลา 11.30 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้ยกคำร้องประกันตัว “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา ในคดี ม.112 เหตุชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน ซึ่งเป็นคดีสุดท้ายที่แอมป์ยังมีหมายขังอยู่ และเป็นคดีที่เขาถอนประกันตนเองภายหลังจากการถูกคุมขังในคดีหลัก

ศาลระบุคำสั่งยกคำร้องว่า “พิเคราะห์แล้ว ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างพิจารณา จึงไม่อนุญาต ยกคำร้อง” ผู้พิพากษาที่ลงนามคำสั่งคือ สุวิทย์ พิพัฒนชัยพงศ์

กรณีดังกล่าว “แอมป์” ถูกคุมขังครบกำหนดโทษในคดีหลักมาตั้งแต่วันที่ 7 ก.ค. 2569 แล้ว แต่เขายังไม่ถูกปล่อยตัวจากเรือนจำ เนื่องจากยังเหลือเพียงคดีนี้เท่านั้นที่ศาลยังไม่อนุญาตให้ประกันตัว

ศาลสั่งจำคุก เนติวิทย์ 6 เดือน รอลงอาญา 1 ปี คดีหลีกเลี่ยงไม่เกณฑ์ทหาร

ศาลสั่งจำคุก เนติวิทย์ 6 เดือน รอลงอาญา 1 ปี คดีหลีกเลี่ยงไม่เกณฑ์ทหาร

ศาลสั่งจำคุก เนติวิทย์ 6 เดือน รอลงอาญา 1 ปี คดีหลีกเลี่ยงไม่เกณฑ์ทหาร

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.57 น.

20 กรกฎาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า “ศาลแขวงสมุทรปราการพิพากษาว่า “เนติวิทย์” มีความผิดฐานหลีกเลี่ยงไม่เกณฑ์ทหารฯ ลงโทษจำคุก 6 เดือน ให้รอลงอาญา 1 ปี”

พร้อมทั้งโพสต์รายละเอียดในคอมเมนต์ ระบุว่า 20 ก.ค. 2569 เวลา 09.30 น. นัดฟังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ศาลแขวงสมุทรปราการ ของเนติวิทย์ โชติภัทรไพศาล ที่ถูกฟ้องในข้อหาหลีกเลี่ยงไม่เกณฑ์ทหารฯ

ก่อนหน้านี้ทนายได้มีการส่งคำร้องขอเปลี่ยนนัดเพื่อให้ศาลมาอ่านคำพิพากษาเลยตามความประสงค์ของจำเลย โดยในวันนี้โจทก์ไม่ขัดข้อง ศาลจึงอ่านคำพิพากษา

พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานหลีกเลี่ยงการเข้าคัดเลือกการรับราชการทหารตามที่โจทก์นำสืบ ที่จำเลยอ้างว่า พ.ร.บ.รับราชการทหารฯ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ศาลก็มีคำวินิจฉัยแล้วว่าพ.ร.บ.ดังกล่าวนั้นไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ส่วนที่จำเลยอ้างว่าไม่เข้ารับราชการทหารด้วยเหตุแห่งความเชื่อทางศาสนาและมโนธรรมสำนึก ไม่ได้เป็นข้อยกเว้นในการกระทำความผิด ข้อโต้แย้งของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาว่า จำเลยมีความผิด ตาม พ.ร.บ.รับราชการทหารฯ มาตรา 27 และ มาตรา 45 ให้จำคุก 6 เดือน ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยถูกลงโทษจำคุกมาก่อน จึงให้รอการลงโทษ 1 ปี

ย้อนดูเส้นทาง 11 ปี การปฏิเสธการบังคับเกณฑ์ทหารด้วยมโนธรรมของ “เนติวิทย์” > https://tlhr2014.com/archives/78258

สีหศักดิ์ เผยผลหารือ สี จิ้นผิง บรรลุข้อตกลงตั้งกลไกความมั่นคงไทย-จีนแบบ 2+2

สีหศักดิ์ เผยผลหารือ สี จิ้นผิง บรรลุข้อตกลงตั้งกลไกความมั่นคงไทย-จีนแบบ 2+2

สีหศักดิ์ เผยผลหารือ สี จิ้นผิง บรรลุข้อตกลงตั้งกลไกความมั่นคงไทย-จีนแบบ 2+2

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.36 น.

“สีหศักดิ์”เผยผลหารือ”สี จิ้นผิง” บรรลุข้อตกลงตั้งกลไกความมั่นคงไทย-จีนแบบ 2+2 ระดับรัฐมนตรีต่างประเทศและกลาโหม ยกระดับความร่วมมือปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ค้ามนุษย์ ฟอกเงิน และอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมขอจีนร่วมจัดการปัญหาธุรกิจสีเทาในไทย ย้ำส่งเสริมเฉพาะการลงทุนคุณภาพที่เคารพกฎหมายและไม่กระทบความรู้สึกของคนไทย

20 กรกฎาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ระหว่างร่วมคณะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ว่า จากการเข้าเยี่ยมคารวะและหารือกับ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงสำคัญในการจัดตั้งกรอบการหารือด้านความมั่นคงแบบ 2+2 ซึ่งจะเป็นเวทีหารือร่วมระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทยและจีน เพื่อยกระดับการประสานนโยบายด้านความมั่นคงให้มีความใกล้ชิดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยฝ่ายจีนได้แสดงความพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งแรก

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ประเด็นที่ไทยให้ความสำคัญและหยิบยกขึ้นหารือเป็นลำดับแรก คือการเร่งปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อประชาชนในหลายประเทศ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือในทุกมิติ ทั้งการบังคับใช้กฎหมาย การปราบปรามการค้ามนุษย์ การสกัดกั้นเส้นทางการฟอกเงิน และการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมข้ามชาติให้เกิดผลอย่างยั่งยืน ไม่สามารถอาศัยเพียงความร่วมมือระหว่างไทยกับจีนเท่านั้น แต่จำเป็นต้องบูรณาการความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเมียนมาและกัมพูชา เพื่อร่วมกันตัดวงจรและทลายเครือข่ายอาชญากรรมที่เชื่อมโยงข้ามพรมแดนให้หมดไปอย่างเป็นรูปธรรม

นายสีหศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ได้หยิบยกปัญหากลุ่มธุรกิจสีเทาที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยขึ้นมาหารือเพิ่มเติม โดยเน้นย้ำจุดยืนว่า รัฐบาลไทยมุ่งส่งเสริมเฉพาะการลงทุนที่มีคุณภาพ มีความยั่งยืน และนักลงทุนต้องปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศไทยอย่างเคร่งครัด แม้ว่ากลุ่มธุรกิจสีเทาเหล่านี้จะเป็นเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับการลงทุนโดยรวมของจีนในไทย แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์กระทำผิดกฎหมายขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและจิตใจของประชาชนชาวไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฝ่ายไทยจึงได้ขอให้ทางการจีนให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าว

“การลงทุนที่ที่ว่าเนี้ยนะครับในกลุ่มธุรกิจสีเทา แล้วก็อาจจะเป็นส่วนน้อยนะครับ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์พวกเนี้ย ย่อมจะมีการสร้างความรู้สึกในหมู่คนไทย เราก็อยากจะให้จีนคำนึงถึงความรู้สึกของคนไทยด้วย”

นักรัฐศาสตร์ ชมนายกฯ ปกป้องผลประโยชน์ชาติ หลังถกผู้นำจีนปมรถถังเขมร การันตีห้ามใช้กับไทย

นักรัฐศาสตร์ ชมนายกฯ ปกป้องผลประโยชน์ชาติ หลังถกผู้นำจีนปมรถถังเขมร การันตีห้ามใช้กับไทย

นักรัฐศาสตร์ ชมนายกฯ ปกป้องผลประโยชน์ชาติ หลังถกผู้นำจีนปมรถถังเขมร การันตีห้ามใช้กับไทย

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.33 น.

20 กรกฎาคม 2569 ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช แสดงความคิดเห็นถึงการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า นอกจากการผลักดันความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) เซมิคอนดักเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า และหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์แล้ว สิ่งที่น่าสนใจคือการใช้เวทีหารือระดับสูงกับ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เพื่อหยิบยกประเด็นด้านความมั่นคงที่ประชาชนไทยกำลังให้ความสนใจ โดยเฉพาะกรณีการส่งมอบรถถังของจีนให้กัมพูชา

ผศ.ดร.เชษฐา ระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนการเชื่อมโยงหลายวาระเข้าด้วยกันในการเจรจาระหว่างประเทศ แม้เวทีหลักจะมุ่งเน้นด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และนวัตกรรม แต่รัฐบาลไทยสามารถใช้โอกาสดังกล่าวในการหยิบยกประเด็นด้านความมั่นคง ซึ่งเป็นผลประโยชน์สำคัญของประเทศ เข้าหารือกับผู้นำจีนได้อย่างเหมาะสม

นักรัฐศาสตร์ผู้นี้มองว่า การเมืองระหว่างประเทศในปัจจุบันไม่ได้แยกประเด็นเศรษฐกิจออกจากประเด็นความมั่นคงอย่างชัดเจนอีกต่อไป หากแต่ทั้งสองด้านมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด ดังนั้น การที่นายกรัฐมนตรีนำประเด็นดังกล่าวเข้าสู่การหารือจึงถือเป็นการใช้การทูตเชิงยุทธศาสตร์เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ

ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวว่า ตลอดช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สังคมไทยมีความกังวลเกี่ยวกับการส่งมอบรถถังของจีนให้กัมพูชา และเกิดข้อสงสัยถึงผลกระทบต่อสถานการณ์ความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย หากรัฐบาลไม่หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นสอบถามโดยตรง ก็อาจทำให้เกิดข่าวลือหรือความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสังคม

ทั้งนี้ จากการหารือระหว่างผู้นำไทยและจีน ฝ่ายจีนได้ชี้แจงว่า การจัดซื้อรถถังดังกล่าวเป็นไปตามสัญญาที่ทำไว้ก่อนเกิดสถานการณ์ความตึงเครียด พร้อมระบุว่าเคยชะลอการส่งมอบเนื่องจากคำนึงถึงความอ่อนไหวของสถานการณ์ และยืนยันว่ายุทโธปกรณ์ดังกล่าวจะไม่ถูกนำมาใช้สร้างความเสียหายต่อประเทศไทย

“จุดนี้ ถือว่าภารกิจที่จีนได้ผลลัพธ์เชิงบวกกลับมาแล้ว อย่างน้อย เป็นการทำให้จีน ต้องการันตีแล้วว่า เขมรจะไม่ใช้รถถังจีนยิงไทย จากนี้ จีนต้องเอาเงื่อนไขนี้ไปย้ำกับเขมรอีกที อย่างแน่นอน เพราะจีนต้องบาลานซ์ความสัมพันธ์กับไทยให้ดีด้วยเช่นกัน เพราะไทยเอง ก็ถือว่า มีแต้มต่อในภูมิภาค ทั้งกำลังการบริโภค และความสามารถด้านการผลิต ที่เหนือกว่ากัมพูชาแน่นอน”

ผศ.ดร.เชษฐา เห็นว่า คำชี้แจงจากจีน เป็นหลักประกัน แต่ไทยยังจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ สิ่งสำคัญคือรัฐบาลได้ทำหน้าที่สอบถามข้อเท็จจริงแทนประชาชน และสะท้อนความกังวลของประเทศต่อผู้นำจีนโดยตรงไปแล้ว

นักรัฐศาสตร์ยังเห็นว่า การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนภาวะผู้นำที่ไม่หลีกเลี่ยงประเด็นอ่อนไหว แม้จะอยู่ในการหารือกับมหาอำนาจ พร้อมระบุว่า มิตรภาพระหว่างประเทศที่เข้มแข็งไม่ได้หมายถึงการหลีกเลี่ยงเรื่องที่ละเอียดอ่อน แต่คือการสามารถหารือกันอย่างตรงไปตรงมาบนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกันและการรักษาผลประโยชน์ของแต่ละประเทศ

นอกจากนี้ ผศ.ดร.เชษฐา ยังตั้งข้อสังเกตว่า จีนได้แสดงความพร้อมสนับสนุนการลดความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยเสนอช่วยอำนวยความสะดวกในการสร้างบรรยากาศของการเจรจา รวมทั้งรับเป็นเจ้าภาพการประชุมกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้างแทนไทยในช่วงที่สถานการณ์มีความอ่อนไหว

“การเดินทางเยือนจีนครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการเปิดประตูความร่วมมือด้าน AI เซมิคอนดักเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า และหุ่นยนต์ แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลใช้เวทีความร่วมมือทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีเป็นโอกาสในการสื่อสารและแสวงหาคำตอบต่อประเด็นด้านความมั่นคงที่ประชาชนไทยให้ความสำคัญ ซึ่งถือเป็นอีกบทบาทหนึ่งของการทูตเพื่อรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ” ผศ.ดร.เชษฐา กล่าว

นายกฯ หารือประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน ส่งเสริมความร่วมมือสองรัฐสภา สานต่อมิตรภาพไทย–จีนปีที่ 51

นายกฯ หารือประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน ส่งเสริมความร่วมมือสองรัฐสภา สานต่อมิตรภาพไทย–จีนปีที่ 51

นายกฯ หารือประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน ส่งเสริมความร่วมมือสองรัฐสภา สานต่อมิตรภาพไทย–จีนปีที่ 51

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.28 น.

20 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 09.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงปักกิ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชน จัตุรัสเทียนอันเหมิน ก่อนพบหารือนายจ้าว เล่อจี้ ประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน ณ มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง

ทั้งสองฝ่ายยืนยันความมุ่งมั่นที่จะสานต่อมิตรภาพไทย–จีน ซึ่งก้าวเข้าสู่ปีที่ 51 ของความสัมพันธ์ทางการทูต พร้อมผลักดันความร่วมมือ โดยเฉพาะในสาขาใหม่ๆ อาทิ อวกาศ ยานยนต์ไฟฟ้า ปัญญาประดิษฐ์  การรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และกระชับความร่วมมือระหว่างรัฐสภาทั้งสองให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศด้วย

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีระบุว่า ไทยและจีนจะขับเคลื่อนความร่วมมือใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่

1.การเมืองและความมั่นคง เพิ่มการแลกเปลี่ยนระดับสูง จัดตั้งกลไกความร่วมมือ 2+2 ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหม รวมถึงร่วมปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งหลอกลวงออนไลน์

2.เศรษฐกิจและการลงทุน ส่งเสริมการค้าที่สมดุล การลงทุนคุณภาพสูงที่สร้างงานและมูลค่าเพิ่มในไทย ตลอดจนความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรมแห่งอนาคต และโครงสร้างพื้นฐาน

3.ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน ส่งเสริมการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และการแลกเปลี่ยนด้านสื่อ เพื่อสร้างความเข้าใจและความใกล้ชิดระหว่างประชาชนไทย–จีน

4.ความร่วมมือระดับภูมิภาค สนับสนุนบทบาทศูนย์กลางของอาเซียน ความร่วมมือในลุ่มแม่น้ำโขง การแก้ไขปัญหาในภูมิภาคผ่านการเจรจา และการสนับสนุนสันติภาพในเมียนมา

นายกรัฐมนตรียังสนับสนุนให้รัฐสภาของทั้งสองประเทศเพิ่มการแลกเปลี่ยนด้านนิติบัญญัติ พร้อมเชิญประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีนเยือนไทย ซึ่งหากเกิดขึ้นจะเป็นการเยือนไทยครั้งแรกในรอบ 15 ปี

นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติของไทยและจีน จะช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ เพิ่มความปลอดภัย และเสริมเสถียรภาพของภูมิภาคในระยะยาว

โอกาสนี้ ประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน ยินดีการมาเยือนจีนอย่างเป็นทางการ เป็นครั้งแรกในฐานะนายกรัฐมนตรี ประสบความสำเร็จทั้งการเข้าร่วมการประชุม WAIC 2026 การเข้าเยี่ยมคารวะประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งทั้งสองฝ่าย จะได้นำความร่วมมือไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนทั้งสองประเทศ

ประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน ยังกล่าวว่า จีนพร้อมสนับสนุนไทยการดำเนินงานและความร่วมมือ ในวาระที่ทันสมัย โดยเฉพาะ ปัญญาประดิษฐ์ AI  ดิจิทัล อวกาศ สุขภาพ รวมทั้ง สิ่งแวดล้อมและพลังงานสะอาด นอกจากนี้ จีนและไทย จะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ในเวทีระหว่างประเทศ อาทิ อาเซียน-จีน กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง รวมถึงการยึดมั่นและการปกป้องหลักการสากล ตามหลักองค์การสหประชาชาติ

ประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน ยังแสดงความชื่นชมความร่วมมือของทั้งสอง รัฐสภา และหวังว่าจะได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนแนวทางเพื่อยกระดับกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมขอส่งความปรารถนาดีและคำเชิญถึงประธานรัฐสภาและรองประธานสภาเยือนจีนในโอกาสแรกด้วย.

ส่องภารกิจนายกฯเยือนจีนวันสุดท้าย พบนายกฯจีน เซ็น MOU 15 ฉบับ ร่วมมือปราบฟอกเงิน-คุย Alibaba ดึงลงทุน

ส่องภารกิจนายกฯเยือนจีนวันสุดท้าย พบนายกฯจีน เซ็น MOU 15 ฉบับ ร่วมมือปราบฟอกเงิน-คุย Alibaba ดึงลงทุน

ส่องภารกิจนายกฯเยือนจีนวันสุดท้าย พบนายกฯจีน เซ็น MOU 15 ฉบับ ร่วมมือปราบฟอกเงิน-คุย Alibaba ดึงลงทุน

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.56 น.

20 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับภารกิจของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม พร้อมคณะ ในวันเดียวกันนี้ จะปฏิบัติภารกิจเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการในวันสุดท้าย โดยมีไฮไลต์สำคัญคือการกระชับความสัมพันธ์ และประสานความร่วมมือกับทางการจีนผ่านการลงนามความตกลงถึง 15 ฉบับ และการหารือกับนายกรัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีน ณ มหาศาลาประชาชน

โดยภารกิจในช่วงเช้านายกฯ และภริยา พร้อมคณะ เดินทางไปยังจัตุรัสเทียนอันเหมิน เพื่อเข้าร่วมพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชน จากนั้น นายกฯ และคณะ จะเดินทางไปยังมหาศาลาประชาชน เพื่อหารือกับ นายจ้าว เล่อจี้ (H.E. Mr. Zhao Leji) ประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน

ต่อมา นายหลี่ เฉียง (H.E. Mr. Li Qiang) นายกรัฐมนตรีจีน จะให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีของไทยในพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ณ ห้อง North Hall โดยมีการตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ก่อนที่จะเข้าสู่การหารือแบบเต็มคณะ ภายหลังการหารือ ผู้นำทั้งสองได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงและบันทึกความเข้าใจ (MOU) รวมทั้งสิ้น 15 ฉบับ โดยมีรัฐมนตรีกระทรวงที่รับผิดชอบในด้านต่างๆ ทั้งฝ่ายจีนและฝ่ายไทยเป็นผู้ลงนาม โดยนายกรัฐมนตรีไทยและนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน จะร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 15 ฉบับ ณ ห้อง Hebei มหาศาลาประชาชน ได้แก่ 1.ร่างบันทึกความเข้าใจเรื่องความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลธุรกรรมทางการเงินเพื่อป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

2.ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือสาขาสาธารณสุข 3.ร่างพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดการกักกัน และสุขลักษณะสำหรับสัตว์น้ำเพื่อการบริโภคที่จะส่งออกจากประเทศไทยไปยังประเทศจีน 4.ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการจัดการน้ำในพื้นที่ชนบท 5.ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ฟิวชั่น 6.ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการประยุกต์ใช้ระบบดาวเทียมนำทาง 7.ร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการอุดมศึกษา 8.ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยเรื่องการจัดตั้งห้องปฏิบัติการร่วมไทย – จีน ด้านการสำรวจอวกาศห้วงลึก 9.ร่างข้อตกลงโครงการวิจัยร่วม

10.ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรม และห่วงโซ่อุปทาน 11.ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา 12.ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษาปัญญาประดิษฐ์ 13.ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือด้านสื่อมวลชน 14.ร่างบันทึกความเข้าใจ ระหว่างกรมประชาสัมพันธ์แห่งราชอาณาจักรไทยกับสำนักข่าว People’s Daily แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และ 15.ร่างบันทึกความเข้าใจ ระหว่างกรมประชาสัมพันธ์กับกลุ่มสื่อแห่งชาติจีนแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน

ก่อนที่ช่วงบ่าย นายกฯ และคณะ ได้เดินทางไปเยี่ยมชม สำนักงานใหญ่บริษัท Alibaba Group ณ กรุงปักกิ่ง เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปด้านนวัตกรรมดิจิทัล

จากนั้น นายกฯ และคณะ จะเดินทางไปสักการะพระพุทธรูปสำคัญ ณ วัดลามะ (ยงเหอกง) ซึ่งเป็นศาสนสถานสำคัญในกรุงปักกิ่ง และช่วงเย็น นายกฯ และคณะ เดินทางออกจากท่าอากาศยานนานาชาติกรุงปักกิ่ง ในเวลา 16.00 น.และเดินทางถึงท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 กรุงเทพฯ ในเวลาประมาณ 19.40 น.

– 006

‘ภราดร’ อัดคลิปชี้แจงผู้ ‘ไม่ผ่านเกณฑ์’ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 แนะ 3 ทางออก ปมรถเก่า-โอนลอย-นักศึกษา กศน. เตรียมยื่นอุทธรณ์

'ภราดร' อัดคลิปชี้แจงผู้ 'ไม่ผ่านเกณฑ์' บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 แนะ 3 ทางออก ปมรถเก่า-โอนลอย-นักศึกษา กศน. เตรียมยื่นอุทธรณ์

‘ภราดร’ อัดคลิปชี้แจงผู้ ‘ไม่ผ่านเกณฑ์’ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 แนะ 3 ทางออก ปมรถเก่า-โอนลอย-นักศึกษา กศน. เตรียมยื่นอุทธรณ์

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.47 น.

จากกรณีที่มีประชาชนจำนวนมากร้องเรียนและเกิดข้อถกเถียงในสังคมถึงปัญหาการตรวจสอบสิทธิ์ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ประจำปี 2569 ซึ่งพบว่ามีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์เป็นจำนวนมาก ล่าสุด นายภราดร ปริศนานันทกุล ได้อัดคลิปวิดีโอเพื่ออธิบายและแนะแนวทางการอุทธรณ์ให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ติดเงื่อนไขเรื่องการถือครองยานพาหนะและสถานะทางการศึกษา

นายภราดร เปิดเผยว่า ตนได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่และผ่านช่องทางออนไลน์ (เพจและอินบ็อกซ์) เป็นจำนวนมากถึงความขัดข้องดังกล่าว จึงได้รวบรวม 3 ประเด็นหลักที่มีการร้องเรียนเข้ามามากที่สุด พร้อมชี้แจงแนวทางการแก้ไขปัญหาเพื่อให้ประชาชนนำไปประกอบการยื่นอุทธรณ์ ดังนี้

1. ประเด็นการถือครองรถมอเตอร์ไซค์เกิน 1 คัน

ตามหลักเกณฑ์ ผู้ที่มีรถมอเตอร์ไซค์เกิน 1 คันจะไม่ได้รับสิทธิ์ แต่ปัญหาที่พบคือ ประชาชนหลายคนมีรถเก่าที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว แต่ชื่อในระบบของกรมการขนส่งทางบกยังระบุว่ามีรถ 2 คัน เนื่องจากยังไม่ได้ไปทำเรื่องยกเลิกทะเบียน

ทางแก้ ขอให้ประชาชนเดินทางไปที่สำนักงานขนส่งเพื่อ “แจ้งยกเลิกทะเบียนรถ” คันที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว โดยขณะนี้ระดับนโยบายได้ประสานกับกรมการขนส่งทางบกเพื่ออำนวยความสะดวกในเรื่องนี้แล้ว เมื่อยกเลิกสำเร็จ ทางขนส่งจะรวบรวมตัวเลขทั่วประเทศส่งมอบให้กระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาการอุทธรณ์ต่อไป

2. ประเด็นรถยนต์เก่า 20-30 ปี และการ “โอนลอย”

ประชาชนหลายรายไม่ผ่านเกณฑ์เนื่องจากมีชื่อครอบครองรถยนต์ที่เก่ามาก สภาพแทบใช้งานไม่ได้ หรือบางรายใช้วิธี “โอนลอย” ไปนานแล้วแต่ชื่อยังคงค้างอยู่ในระบบ

ทางแก้ เช่นเดียวกับรถมอเตอร์ไซค์ เจ้าของชื่อต้องไปติดต่อกรมการขนส่งเพื่อแจ้งยกเลิกการใช้รถคันดังกล่าว หรือยกเลิกทะเบียน นอกจากนี้ นายภราดรยังได้เสนอว่าควรมีการทบทวนการประเมินมูลค่าทรัพย์สินสำหรับรถที่มีอายุ 15-20 ปีขึ้นไป โดยหักลบค่าเสื่อมสภาพจนเหลือเพียง “ราคาซาก” ซึ่งทางขนส่งจะทำการสรุปข้อมูลในส่วนนี้เพื่อช่วยให้กระทรวงการคลังใช้พิจารณาสิทธิ์ใหม่

3. ประเด็นผู้ที่อยู่ในระบบการศึกษานอกโรงเรียน (สกล. / กศน.)

สำหรับกลุ่มผู้ที่ศึกษาอยู่ในระบบการศึกษานอกโรงเรียน แล้วพบปัญหาไม่ผ่านเกณฑ์

ความคืบหน้า ขณะนี้ได้มีการหารือกับทางกระทรวงศึกษาธิการแล้ว โดยกระทรวงฯ กำลังเร่งสรุปตัวเลขและฐานข้อมูลของผู้ที่เรียนอยู่ในระบบการศึกษานอกโรงเรียนทั้งหมด เพื่อส่งให้ทางกระทรวงการคลังพิจารณาทบทวนเกณฑ์และพิจารณาการอุทธรณ์เพิ่มเติมให้อีกครั้ง

ในช่วงท้าย นายภราดร ย้ำว่า ขณะนี้ระบบได้เปิดให้มีการยื่นอุทธรณ์แล้ว ขอให้ประชาชนที่ตรวจสอบสิทธิ์ผ่านทางโทรศัพท์หรือเว็บไซต์แล้วพบว่า “ไม่ได้รับสิทธิ์” ให้นำเหตุผลที่ระบบแจ้ง ไปติดต่อที่ว่าการอำเภอเพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือสามารถดำเนินการยื่นอุทธรณ์ผ่านทางแอปพลิเคชันได้โดยตรง เพื่อรักษาสิทธิ์ของตนเองในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ต่อไป