จับตา! นายกฯอนุทิน นัดถก ก.ตร. 22 ก.ค.นี้ ชี้ชะตาแต่งตั้ง ผบ.ตร. คนที่ 16

จับตา! นายกฯอนุทิน นัดถก ก.ตร. 22 ก.ค.นี้ ชี้ชะตาแต่งตั้ง ผบ.ตร. คนที่ 16

จับตา! นายกฯอนุทิน นัดถก ก.ตร. 22 ก.ค.นี้ ชี้ชะตาแต่งตั้ง ผบ.ตร. คนที่ 16

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.40 น.

จับตา!! นายกฯมาตร. ประชุมวาระสำคัญการคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. ในขณะที่กฏ ก.ตร. ระบุต้องเสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 ก.ค.นี้

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผูัสื่อข่าวรายงานว่านายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.)จะเดินทางมาเป็นประธานฯครั้งที่ 7 /2569 ในวันที่ 22 ก.ค.2569 เวลา 13.00 น. ที่ห้องประชุมศรียานนท์ อาคาร 1 ชั้น 2 ตร.โดยมีวาระต่างๆดังนี้

วาระที่ 1 เรื่องที่ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ ,วาระที่ 2 รับรองรายงานการประชุม ก.ตร.ครั้งที่ 6/2569,วาระที่ 3 เรื่องที่เสนอเพื่อทราบ
(เรื่องที่ 1)รายงานการดำเนินการของ อ.ก.ตร.วินัย ที่ ก.ตร.มอบหมายให้ทำการแทน(เรื่องที่ 2)ขอสำเนารายงานการประชุม ก.ตร.

สำหรับวาระสำคัญ คือ วาระที่ 4 เรื่องที่เสนอเพื่อพิจารณา(เรื่องที่.1)การดำเนินการตามคำวินิจฉัย ก.พ.ค.ตร. กรณี พล.ต.ต.พิทักษ์ อุทัยธรรม(เรื่องที่ 2)ร่างกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย พ.ศ…..

เรื่องถูกจับตานั้นคือ“(เรื่องที่ 3)การคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.” ส่วนวาระที่ 4 เรื่องอื่น ๆ

สำหรับขั้นตอนการแต่ง ผบ.ตร.ในวันดังกล่าวนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.)เป็นประธานฯประชุมวาระการ แต่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) คนที่ 16 แทนพล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.)ที่จะเกษียณราชการในวันที่ 30 กันยายน 2569  โดย พ.ร.บ.ตำรวจปี 2565 และกฏ ก.ตร.ระบุไว้ว่าการแต่งตั้งผู้บัญชาการสำนักงานแห่งชาติจะต้องแล้วเสร็จภายใน 30 กรกฎาคม กรณีที่ในปีนั้น ผบ.ตร.เกษียณราชการ

สำหรับคณะกรรมการ ฯทั้งหมดที่เข้าประชุมมีรายชื่อดังนี้ “คณะกรมการฯ ก.ตร.โดยตำแหน่ง”ชุดปัจจุบันประกอบด้วย นายอนุทิน ชาญวีระกุลประธานฯพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร,(เกษียณ 30 ก.ย.) พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ (เกษียณ 30 ก.ย.),พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง (เกษียณ 30 ก.ย.) ,พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร.(อวุโสฯ1 แคนดิเดต คนที่ 1.)/พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผย.ตร.(อวุโสฯ 2 แคนดิเดต คนที่ 2.),/พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. (อวุโสอันดับที่ 3 แคนดิเดต คนที่ 3.),/พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประสิทธิ์ จเรตำรวจแห่งชาติ (อวุโสอันดับที่ 4 แคนดิเดต คนที่ 4),/นายปิยวัฒน์ ศิริรักษ์ เลขาธิการ ก.พ./และน.ส.อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการ ก.พ.ร.

ส่วน”คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ“ ประกอบด้วย ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย พล.ต.อ.วินัย ทองสอง พล.ต.อ.มนู เมฆหมอก อดีต รองผบ.ตร.,พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม อดีต รอง ผบ.ตร. ,นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย,นายประทิต สันติประภพ อดีตรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ,ดร.ศุภชัย ยาวะประภาษ คือ คณบดีสถาบันรัฐประศาสนศาสตร์และนโยบายสาธารณะ ม.รังษิต

โดยในการประชุมในวันดังกล่าว แคนดิเดต 4 นาย ประกอบด้วย พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร.(อวุโสฯ1 แคนดิเดต คนที่ 1.) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผย.ตร.(อวุโสฯ 2 แคนดิเดต คนที่ 2.),/พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. (อวุโสอันดับที่ 3 แคนดิเดต คนที่ 3.),/พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประสิทธิ์ จเรตำรวจแห่งชาติ (อวุโสอันดับที่ 4 แคนดิเดต คนที่ 4), จะต้องออกจากห้องประชุมทันที โดยไม่มีสิทธิ์โหวตเลือก

คณะกรรมที่เหลืออยู่ในห้องประชุมก็มีเพียง คณะกรรมการ 11 คน ประธาน 1 คนรวม 12 คน โดยปกติประธานฯผู้เสนอชื่อจะไม่ใช้สิทธิ์ โหวตเลือก ถ้ามติเป็นเอกฉัน ยกเว้นคณะกรรมมีมติเห็นชื่อตามที่ประธานเสนอมีเสียงเท่ากัน กับคณะกรรมการที่มีมติไม่เห็นชอบ ประธานฯต้องใช้สิทธิ์โหวตเป็นเด็ดขาดเพื่อให้ได้ข้อยุติ.

รัฐบาลจัดใหญ่ THAILAND² 21 ก.ค.นี้ ยกระดับทักษะอนาคต ดันเศรษฐกิจโตยกกำลังสอง

รัฐบาลจัดใหญ่ THAILAND² 21 ก.ค.นี้ ยกระดับทักษะอนาคต ดันเศรษฐกิจโตยกกำลังสอง

รัฐบาลจัดใหญ่ THAILAND² 21 ก.ค.นี้ ยกระดับทักษะอนาคต ดันเศรษฐกิจโตยกกำลังสอง

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.56 น.

20 กรกฎาคม 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า งาน “THAILAND² ยกกำลังประเทศไทย ยกระดับทุนมนุษย์” ถือเป็นงานใหญ่ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกจากการผนึกกำลังของ 5 กระทรวงหลัก ที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างโอกาสและพัฒนาทักษะให้กับคนไทย ทุกกลุ่ม ทุกสาขาอาชีพ และพลิกโฉมการศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เพื่อรองรับโลกยุคใหม่ โดยงานจะมีขึ้นในวันที่ 21 กรกฎาคม นี้ เวลา 13.00 น. ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะเป็นประธานเปิดงานนี้

สำหรับแนวคิด “ยกกำลังสอง” หรือการเติบโตแบบทวีคูณนี้ เน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยให้คนเป็นศูนย์กลาง เพิ่มโอกาสเรียนรู้ ด้วยการกระจายทุนและการศึกษาให้เข้าถึงง่าย ทั่วถึง และลดความเหลื่อมล้ำ ผลิตแรงงานทักษะสูงให้ตรงความต้องการของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ดิจิทัล, AI, พลังงานใหม่ รวมถึงส่งเสริมนวัตกรรมใหม่ เปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันและสร้างรายได้

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ภายในงาน THAILAND² ยกกำลังประเทศไทย ยกระดับทุนมนุษย์ นี้ จะมีการนำเสนอผลงานครบรอบ 90 วัน และนโยบายด้านการพัฒนาคนอย่างเป็นรูปธรรม จาก 5 กระทรวง คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , กระทรวงศึกษาธิการ , กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม , กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงแรงงาน รวมทั้งมีกิจกรรมสานสัมพันธ์ ระหว่างหน่วยงานและผู้ร่วมงาน เพื่อรวมพลังยกระดับศักยภาพคนไทยร่วมกัน ประชาชนและผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ฟรี หรือติดตามการถ่ายทอดสดได้ทาง Facebook Live ของกระทรวง อว.

รัฐเปิดลงทะเบียนลดค่าน้ำประปา ผู้ผ่านสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 เริ่มลงทะเบียนใหม่ 20 ก.ค.นี้

รัฐเปิดลงทะเบียนลดค่าน้ำประปา ผู้ผ่านสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 เริ่มลงทะเบียนใหม่ 20 ก.ค.นี้

รัฐเปิดลงทะเบียนลดค่าน้ำประปา ผู้ผ่านสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 เริ่มลงทะเบียนใหม่ 20 ก.ค.นี้

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.34 น.

รัฐบาลเปิดลงทะเบียนรับสิทธิลดค่าน้ำประปา 20 ก.ค.นี้ ย้ำผู้ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 ทั้งรายเดิมและรายใหม่ ต้องลงทะเบียนใหม่ทุกคน

20 กรกฎาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินหน้าบรรเทาค่าครองชีพให้กับผู้มีรายได้น้อย โดยเปิดให้ผู้ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิลดค่าน้ำประปา ตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป พร้อมย้ำว่า ผู้มีสิทธิทั้งรายเดิมและรายใหม่ จะต้องลงทะเบียนใหม่ทุกคน เพื่อยืนยันการใช้สิทธิ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลสนับสนุนค่าน้ำประปา ไม่เกิน 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน โดยกำหนดให้ 1 บ้าน (เลขที่บ้าน) ใช้สิทธิได้ 1 สิทธิ หากค่าน้ำประปาเกิน 100 บาท แต่ไม่เกิน 315 บาท ผู้มีสิทธิชำระเฉพาะส่วนที่เกินจากวงเงินสนับสนุน ส่วนกรณีที่ค่าน้ำประปาเกิน 315 บาท ผู้มีสิทธิจะเป็นผู้รับภาระค่าใช้น้ำทั้งหมด

สำหรับผู้มีสิทธิ รายเดิม ซึ่งเคยได้รับสิทธิตามโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 และผ่านการพิจารณาคุณสมบัติในโครงการปี 2569 สามารถลงทะเบียนได้ระหว่างวันที่ 20–25 กรกฎาคม 2569 เพื่อใช้สิทธิสำหรับรอบการใช้น้ำเดือนสิงหาคม 2569 และจะได้รับการสนับสนุนในใบแจ้งค่าน้ำประปาประจำเดือนกันยายน 2569 โดยไม่สามารถขอรับสิทธิย้อนหลังได้

ส่วนผู้มีสิทธิ รายใหม่ ที่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติและยืนยันตัวตนแล้ว สามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม–25 กันยายน 2569 เพื่อใช้สิทธิสำหรับรอบการใช้น้ำเดือนตุลาคม 2569 และจะได้รับการสนับสนุนในใบแจ้งค่าน้ำประปาประจำเดือนพฤศจิกายน 2569 ทั้งนี้ ไม่สามารถขอรับสิทธิย้อนหลังได้เช่นกัน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผู้มีสิทธิสามารถลงทะเบียนได้ด้วยตนเองผ่าน 3 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์การประปาส่วนภูมิภาค (www.pwa.co.th) แอปพลิเคชัน PWA Plus Life และ LINE Official Account : @PWAThailand หรือสามารถติดต่อขอลงทะเบียนผ่านเจ้าหน้าที่ ณ การประปาส่วนภูมิภาคสาขาทั่วประเทศ โดยในช่วงเปิดลงทะเบียนระหว่างวันที่ 20 กรกฎาคม–30 กันยายน 2569 จะเปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00–18.30 น. รวมวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง จึงขอเชิญชวนผู้ที่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ดำเนินการลงทะเบียนภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อรักษาสิทธิในการรับการสนับสนุนค่าน้ำประปา และได้รับประโยชน์จากมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐอย่างครบถ้วน” นางสาวลลิดา กล่าว

นิด้ากางผลโพล ทุนสีเทา-นอมินี ภัยคุกคามสูงสุด คอร์รัปชันต้นตอ

นิด้ากางผลโพล  ทุนสีเทา-นอมินี  ภัยคุกคามสูงสุด  คอร์รัปชันต้นตอ

นิด้ากางผลโพล ทุนสีเทา-นอมินี ภัยคุกคามสูงสุด คอร์รัปชันต้นตอ

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นิด้าโพลชี้ “ทุนสีเทา-นอมินี”ต่างชาติทำผิดกฎหมาย เป็นภัยคุกคามประเทศขั้นสูงสุด ชี้ต้นตออยู่ที่ระบบคอร์รัปชัน กฎหมายลงโทษไม่รุนแรง รัฐบาลเปิดรับฟังความเห็น ร่างกฎหมายอุ้มบุญฉบับใหม่ เชิญชวนประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านระบบการกฎหมาย http://www.law.go.th ถึง31ก.ค.นี้

เมื่อวันที่ 19กรกฎาคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ต่างชาติ ผิดกฎหมาย” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 13-15 กรกฎาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับพฤติกรรมการกระทำผิดกฎหมายของชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0 จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อพฤติกรรมการกระทำผิดกฎหมายของชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยที่เป็นอันตรายต่อประเทศไทย พบว่า

1.การเข้ามาลงทุนในธุรกิจที่ผิดกฎหมายหรือเปิดกิจการเพื่อฟอกเงินสีเทา ตัวอย่าง ร้อยละ 94.05 ระบุว่า อันตรายมาก รองลงมา ร้อยละ 5.42 ระบุว่า ค่อนข้างอันตราย ร้อยละ 0.30 ระบุว่า ไม่ค่อยอันตราย ร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ และร้อยละ 0.08 ระบุว่า ไม่อันตรายเลย

2.การจ้างนอมินี (ตัวแทน) ชาวไทยถือครองที่ดินไม่ว่าจะเป็นในนามบุคคล องค์กรหรือบริษัท ตัวอย่าง ร้อยละ 82.14 ระบุว่า อันตรายมาก รองลงมา ร้อยละ 14.81 ระบุว่า ค่อนข้างอันตราย ร้อยละ 2.14 ระบุว่า ไม่ค่อยอันตราย ร้อยละ 0.76 ระบุว่า ไม่อันตรายเลย และร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ

3.การจ้างคนไทยให้รับเป็นพ่อเด็กที่เป็นลูกต่างชาติเพื่อให้ได้สัญชาติ ตัวอย่าง ร้อยละ 81.76 ระบุว่า อันตรายมาก รองลงมา ร้อยละ 14.20 ระบุว่า ค่อนข้างอันตราย ร้อยละ 3.05 ระบุว่า ไม่ค่อยอันตราย ร้อยละ 0.76 ระบุว่า ไม่อันตรายเลย และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ

4.การประกอบธุรกิจศูนย์เหรียญ (ธุรกิจที่นักลงทุนต่างชาติเข้ามาผูกขาดและควบคุมระบบซื้อขายทั้งหมดเฉพาะเครือข่ายของคนชาติเดียวกัน ทำให้คนไทยขาดรายได้) ตัวอย่าง ร้อยละ 81.29 ระบุว่า อันตรายมาก รองลงมา ร้อยละ 15.65 ระบุว่า ค่อนข้างอันตราย ร้อยละ 1.91 ระบุว่า ไม่ค่อยอันตราย ร้อยละ 0.92 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ และร้อยละ0.23 ระบุว่า ไม่อันตรายเลย 5.การจ้างนอมินี (ตัวแทน) ชาวไทยเปิดธุรกิจหรือถือหุ้นส่วนใหญ่ในธุรกิจในประเทศไทย ตัวอย่าง ร้อยละ 81.21 ระบุว่า อันตรายมาก รองลงมา ร้อยละ 15.88 ระบุว่า ค่อนข้างอันตราย ร้อยละ 2.37 ระบุว่า ไม่ค่อยอันตราย ร้อยละ 0.46 ระบุว่า ไม่อันตรายเลย และร้อยละ 0.08 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ 6.การเข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ใดที่หนึ่งจำนวนมากจนกลายเป็นหรือเกือบจะเป็นชุมชนหรือเมืองของชาวต่างชาติ ตัวอย่าง ร้อยละ 77.48 ระบุว่า อันตรายมาก รองลงมา ร้อยละ 17.79 ระบุว่า ค่อนข้างอันตราย ร้อยละ 3.89 ระบุว่า ไม่ค่อยอันตราย ร้อยละ 0.61 ระบุว่า ไม่อันตรายเลย และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ

7.การทำงานของต่างชาติที่ไม่ตรงกับใบอนุญาตทำงาน ตัวอย่าง ร้อยละ 72.98 ระบุว่า อันตรายมาก รองลงมา ร้อยละ 23.13 ระบุว่า ค่อนข้างอันตราย ร้อยละ 3.51 ระบุว่า ไม่ค่อยอันตราย ร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่อันตรายเลย และร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ 8.การเข้ามาประกอบอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทย เช่น งานขับขี่ยานยนต์ งานมัคคุเทศก์หรือจัดนำเที่ยวเป็นต้น ตัวอย่าง ร้อยละ 65.42 ระบุว่า อันตรายมาก รองลงมา ร้อยละ 27.86 ระบุว่า ค่อนข้างอันตราย ร้อยละ 5.65 ระบุว่า ไม่ค่อยอันตราย ร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่อันตรายเลย และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ

ด้านพฤติกรรมผิดกฎหมายของชาวต่างชาติที่เคยพบเห็นด้วยตนเอง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 35.95 ระบุว่าไม่เคยพบเจอพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายของชาวต่างชาติ รองลงมา ร้อยละ 26.11 ระบุว่า การเข้ามาลงทุนในธุรกิจที่ผิดกฎหมายหรือเปิดกิจการเพื่อฟอกเงินสีเทา ร้อยละ 25.88 ระบุว่า การจ้างนอมินี (ตัวแทน) ชาวไทยเปิดธุรกิจหรือถือหุ้นส่วนใหญ่ในธุรกิจในประเทศไทย ร้อยละ 20.92 ระบุว่า การจ้างนอมินี (ตัวแทน) ชาวไทยถือครองที่ดิน ไม่ว่าจะเป็นในนามบุคคล องค์กรหรือบริษัท ร้อยละ 18.85 ระบุว่า การเข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ใดที่หนึ่งจำนวนมากจนกลายเป็นหรือเกือบจะเป็นชุมชนหรือเมืองของชาวต่างชาติ ร้อยละ 17.71 ระบุว่า การเข้ามาประกอบอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทย เช่น งานขับขี่ยานยนต์ งานมัคคุเทศก์หรือจัดนำเที่ยว เป็นต้น ร้อยละ 14.35 ระบุว่า การทำงานของต่างชาติที่ไม่ตรงกับใบอนุญาตทำงาน ร้อยละ 9.69 ระบุว่า การประกอบธุรกิจศูนย์เหรียญ (ธุรกิจที่นักลงทุนต่างชาติเข้ามาผูกขาดและควบคุมระบบซื้อขายทั้งหมด เฉพาะเครือข่ายของคนชาติเดียวกันทำให้คนไทยขาดรายได้) ร้อยละ 8.70 ระบุว่า การจ้างคนไทยให้รับเป็นพ่อเด็กที่เป็นลูกต่างชาติเพื่อให้ได้สัญชาติไทย และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยกระทำผิดกฎหมาย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 67.10 ระบุว่า การทุจริต ประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รองลงมา ร้อยละ 59.31 ระบุว่า บทลงโทษตามกฎหมายไม่รุนแรง ร้อยละ 52.21 ระบุว่า นโยบายของรัฐหรือกฎหมายเปิดช่องให้ดำเนินการได้ร้อยละ 50.46 ระบุว่า การทุจริต ประพฤติมิชอบของนักการเมือง ร้อยละ 48.70 ระบุว่า การเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตนของคนไทยบางคน ร้อยละ 44.35 ระบุว่า การไม่ใส่ใจสอดส่องดูแลของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร้อยละ 29.54 ระบุว่า คนไทยไม่สนใจหรือไม่ตระหนักในปัญหาคนต่างชาติทำผิดกฎหมาย และร้อยละ 0.31 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ด้าน นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย และมีแนวโน้มมีภาวะมีบุตรยากเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์มีความก้าวหน้าและมีการใช้บริการมากขึ้น จึงมีความจำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับบริบททางสังคม กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และมาตรฐานสากล

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รัฐบาล โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ให้ความสำคัญกับ การปรับปรุงกฎหมายให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ (อุ้มบุญ) ซึ่งมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สำหรับการปรับปรุงกฎหมายในครั้งนี้ มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างการส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์กับการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของเด็ก ผู้รับบริการ ผู้ให้กำเนิดแทน และบุคลากรทางการแพทย์ รวมทั้งยกระดับประสิทธิภาพการกำกับดูแล ป้องกันการแสวงหาประโยชน์ในเชิงพาณิชย์และการค้ามนุษย์ ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาประเทศสู่การเป็น Medical Hub ภายใต้กรอบกฎหมายที่มีความรัดกุม โปร่งใส และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

“สาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับปรับปรุง ประกอบด้วย การปรับแก้คำว่า สามีภริยา เป็น คู่สมรส เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายและเปิดโอกาสให้คู่สมรสที่เท่าเทียมสามารถเข้าถึงบริการได้ การเพิ่มพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย การปรับเงื่อนไขการให้บริการแก่คู่สมรสที่มีชาวต่างชาติ การกำหนดให้เจ้าของอสุจิ ไข่ หรือตัวอ่อน สามารถส่งออกอสุจิ ไข่ หรือตัวอ่อนได้ รวมทั้งการปรับเพิ่มอัตราโทษในความผิดที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดด้านการค้ามนุษย์และการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ รัฐบาล โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข เชิญชวนประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านระบบกลางทางกฎหมาย http://www.law.go.th ได้ตั้งแต่วันที่ 2 – 31 กรกฎาคม 2569 โดยความคิดเห็นของทุกภาคส่วนจะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนากฎหมายให้มีความสมบูรณ์ ครอบคลุม และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและระบบบริการสุขภาพของประเทศไทยต่อไป’ นางสาวพลอยทะเล ย้ำ

นายกฯ เยือนสำนักงาน CP ในจีน ให้เป็นต้นแบบความสำเร็จของธุรกิจไทยในตลาดจีน

นายกฯ เยือนสำนักงาน CP ในจีน ให้เป็นต้นแบบความสำเร็จของธุรกิจไทยในตลาดจีน

นายกฯ เยือนสำนักงาน CP ในจีน ให้เป็นต้นแบบความสำเร็จของธุรกิจไทยในตลาดจีน

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.37 น.

นายกฯ เยือนสำนักงาน CP ในจีน ให้เป็นต้นแบบความสำเร็จของธุรกิจไทยในตลาดจีน  

เมื่อวันที่ 19 ก.ค.2569 เวลา 19.40 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงปักกิ่ง ซึ่งเร็วกว่าเวลาประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและคณะ เดินทางถึงกรุงปักกิ่ง และได้เยี่ยมชมสำนักงาน CP Center โดยได้พบหารือกับผู้บริหารกลุ่มบริษัทและบริษัทในเครือ โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

นายกรัฐมนตรีได้พบหารือกับคณะผู้บริหารบริษัท CP โดยซีพีเป็นความภาคภูมิใจในฐานะนักลงทุนต่างชาติรายแรกของจีน และเป็นต้นแบบความสำเร็จของธุรกิจไทยในตลาดจีน  เน้นลงทุนระยะยาวที่สร้างคุณค่าร่วมกันระหว่างสองประเทศ  โดยหวังว่า จะถ่ายทอดประสบการณ์และองค์ความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการไทย 

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงงานเมื่อวานนี้ ได้เป็นประธานเปิดงาน Thailand–China (Sichuan) Investment and Economic Forum 2026 และร่วมพิธีเปิดฝ่ายการลงทุนประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู (BOI Chengdu Office) และรับประทานอาหารร่วมกับเจ้ากิจการและผู้บริหารมืออาชีพของภาคเอกชนไทยกว่า 140 คน ในกิจกรรม Prime Minister -Thai Private Sector Luncheon มั่นใจในศักยภาพของภาคเอกชนที่สามารถทำธุรกิจในต่างประเทศ ขอยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้ภาคเอกชนไทยขยายการลงทุนในจีน เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) โดย นายศุภชัย เจียรวนนท์รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งบริษัทก่อตั้งเมื่อปี 2464 เป็นกลุ่มบริษัทเอกชนไทยขนาดใหญ่ ดำเนินธุรกิจใน 8 กลุ่มหลัก ครอบคลุมเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร ค้าปลีก โทรคมนาคม ดิจิทัล อสังหาริมทรัพย์ ยานยนต์ เวชภัณฑ์ และการเงิน ใน 23 ประเทศและเขตเศรษฐกิจทั่วโลก มีสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพฯ ปัจจุบันมีพนักงานกว่า 456,000 คนทั่วโลก โดยธุรกิจหลัก ได้แก่ กลุ่มเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร ค้าปลีกและจัดจำหน่าย รวมถึงธุรกิจดิจิทัลและโทรคมนาคม

นายกฯ หารือ Huawei ขยายลงทุน AI-คลาวด์ในไทย หลังบริษัทชื่นชมศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัลไทย

นายกฯ หารือ Huawei ขยายลงทุน AI-คลาวด์ในไทย หลังบริษัทชื่นชมศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัลไทย

นายกฯ หารือ Huawei ขยายลงทุน AI-คลาวด์ในไทย หลังบริษัทชื่นชมศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัลไทย

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.13 น.

นายกฯ หารือ Huawei ขยายลงทุน AI-คลาวด์ในไทย หลังบริษัทชื่นชมศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัลไทย

เมื่อวันที่ 19 ก.ค.2569 เวลา 17.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงปักกิ่ง ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง ณ Huawei Beijing Executive Briefing Center กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เยี่ยมชมนิทรรศการเทคโนโลยีและนวัตกรรมของ Huawei พร้อมหารือกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัท เพื่อขยายความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ระบบคลาวด์ เทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาบุคลากรไทย

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลพร้อมสานต่อความร่วมมือกับ Huawei ในฐานะนักลงทุนและพันธมิตรด้านเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการยกระดับประเทศไทยสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยเทคโนโลยีต้องนำไปสู่ประโยชน์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริง ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพบริการภาครัฐ การศึกษา สาธารณสุข การเกษตร การบริหารจัดการเมือง ตลอดจนการสร้างงานและอาชีพใหม่ที่มีรายได้สูงขึ้น

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ประเทศไทยเปิดกว้างต้อนรับการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้ง AI เซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบคลาวด์ และเทคโนโลยีสื่อสารความเร็วสูง โดยไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบนิเวศการลงทุน และฐานอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่การผลิตโลก

ทางด้านผู้บริหาร Huawei ระบุว่า บริษัทดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมากว่า 20 ปี และขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งศูนย์พัฒนาทักษะดิจิทัล บริการคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาค พร้อมชื่นชมประเทศไทยว่าเป็นประเทศที่เปิดกว้าง มีศักยภาพ และมั่นใจในบรรยากาศและศักยภาพของไทย ที่เหมาะต่อการดำเนินธุรกิจดิจิทัล  

บริษัทยังเห็นสอดคล้องกับคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีในการประชุมปัญญาประดิโลก ที่นครเซี่ยงไฮ้ เรื่อง การสร้าง AI ธรรมาภิบาล ที่ควรตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ คุ้มครองประชาชน (Protection) ปลดล็อกศักยภาพ (Potential) และสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน (Prosperity)
 
ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะผลักดันความร่วมมือสำคัญ 2 ด้าน ได้แก่
การพัฒนาคนไทยให้มีทักษะแห่งอนาคต ผ่านโครงการ Huawei ICT Academy Thailand ซึ่งดำเนินงานร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ รวมถึงความร่วมมือด้าน Cloud และ AI กับหน่วยงานภาครัฐและมหาวิทยาลัย เพื่อผลิตบุคลากรที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน

การขยายการใช้ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพภาคธุรกิจ ยกระดับบริการสาธารณะ และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีควบคู่กับการสร้างบุคลากรไทย

“ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการดึงการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก แต่คือการสร้างโอกาสให้คนไทยเข้าถึงความรู้ มีทักษะที่ตลาดต้องการ เกิดงานคุณภาพ และนำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

หมอวรงค์ จี้รัฐคืนสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้คนเก่า ชี้โดนตัดสิทธิ์ ขณะค่าครองชีพสูงขึ้น ชีวิตเขาลำบากแน่!

หมอวรงค์ จี้รัฐคืนสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้คนเก่า ชี้โดนตัดสิทธิ์ ขณะค่าครองชีพสูงขึ้น ชีวิตเขาลำบากแน่!

หมอวรงค์ จี้รัฐคืนสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้คนเก่า ชี้โดนตัดสิทธิ์ ขณะค่าครองชีพสูงขึ้น ชีวิตเขาลำบากแน่!

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.04 น.

หมอวรงค์ จี้รัฐคืนสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้คนเก่า ชี้โดนตัดสิทธิ์ ขณะค่าครองชีพสูงขึ้น ชีวิตเขาลำบากแน่! 

เมื่อวันที่ 19 ก.ค.2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ถึงกระทรวงการคลัง

ตามที่กระทรวงการคลัง มีการแจ้งยอดผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิ์ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน ยอดรวม 18.8 ล้านคน

ผลการตรวจสอบพบว่า มีผู้ผ่านเกณฑ์ 9.5 ล้าน คน ผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ 9.3 ล้านคน ในยอดนี้มีคนจนเก่าอยู่ 7.2 ล้านคน มีคนจนใหม่เพิ่มมาอยู่ 2.2 ล้านคน

สิ่งที่กระทรวงการคลังต้องคิดคือ ยอดคนจนเดิมตัวเลขกลมๆคือ 13 ล้านคน แสดงว่ามีคนจนเก่าหายไป 5.8 ล้านคน(13ล้านหักลบด้วย7.2 ล้านคน) สิ่งที่ต้องถามว่าคนจนเก่า 5.8 ล้านคนนี้ ทำไมถึงหายไป

หายไปเพราะเขามีฐานะดีขึ้น หรือหายไปเพราะเกณฑ์เข้มงวดขึ้น หรือหายไปเพราะมีข้อบกพร่องของเกณฑ์ รวมทั้งฐานข้อมูลต่างๆ ที่ไม่สอดคล้องในทางปฏิบัติ

ทั้งๆที่วันนี้ทุกอย่างแพงขึ้น น้ำมันแพง ค่าครองชีพสูงขึ้น วัตถุดิบอาหารต่างๆแพง ตัวเลข 5.8 ล้านคนที่หายไป มันจึงไม่สอดคล้องกับ สภาพความเป็นจริงทางสังคม

ผมเสนอทางออก การที่จะให้คนจนกลุ่มนี้ไปอุทธรณ์สิทธิ์ มันไม่ง่ายเลย อาจทำให้เขาต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ด้วยข้อจำกัดหลายอย่าง ถ้าให้คนกลุ่มนี้ไปใช้สิทธิ์ ไทยช่วยไทยพลัส ก็ยิ่งไม่ง่าย

เป็นไปได้ไหมครับว่า อย่างน้อยๆคืนสิทธิ์ให้คนเก่า ที่เขาเคยได้รับไปก่อน ส่วนคนใหม่ที่ท่านให้ลงทะเบียนนั้น ก็ว่าไปตามเกณฑ์หรือการอุทธรณ์

ที่ผมต้องออกมาปกป้อง คนเก่าที่เคยได้รับสิทธิ์นั้น อย่าลืมว่าชีวิตเขา ดำรงอยู่ได้ เพราะว่าเขาเคยได้รับสิทธิ์นี้ และได้รับความช่วยเหลือมาก่อนแล้ว ถ้าถูกตัดสิทธิ์ที่เคยได้รับ บวกกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ผมคิดว่าชีวิตเขาลำบากแน่นอน

นายกฯ ปลื้มเยือนจีนสำเร็จ 4 บริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีขั้นสูง มีแผนพร้อมลงทุนในไทยกว่า 7 หมื่นล้าน

นายกฯ ปลื้มเยือนจีนสำเร็จ 4 บริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีขั้นสูง มีแผนพร้อมลงทุนในไทยกว่า 7 หมื่นล้าน

นายกฯ ปลื้มเยือนจีนสำเร็จ 4 บริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีขั้นสูง มีแผนพร้อมลงทุนในไทยกว่า 7 หมื่นล้าน

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.04 น.

นายกฯ ปลื้มเยือนจีนสำเร็จ 4 บริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีขั้นสูง มีแผนพร้อมลงทุนในไทยกว่า 7 หมื่นล้าน สร้างงานหลายหมื่นตำแหน่ง ชู Thailand FastPass ดึงฐานผลิตโลก ยกระดับทักษะแรงงานไทย ปลดล็อกการลงทุนครั้งใหญ่

เมื่อวันที่ 19 ก.ค.2569 เวลา 15.45 น. (ตามเวลาสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ระหว่างเดินทางโดยเครื่องบินของกองทัพอากาศ จากนครเฉิงตูมายังกรุงปักกิ่ง โดยเปิดเผยถึงความสำเร็จภายหลังการนำคณะทีมไทยแลนด์ หารือกับผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในประเทศจีน 4 บริษัทเมื่อวันที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมาว่ากลุ่มนักลงทุนจีนโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง มีความมั่นใจอย่างยิ่งในการเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าเป้าหมายและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งนี้ การหารือพบหารือกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชั้นนำ4แห่งได้รับการยืนยันว่ามีแผนการลงทุนในประเทศไทยมูลค่ารวมกว่า 70,000 ล้านบาทภายในปีนี้ โดยมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมที่ต้องใช้ความแม่นยำและเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น  อุปกรณ์รับส่งสัญญาณทางแสง เพื่อรองรับธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์, เซมิคอนดักเตอร์ และ ไมโครชิป สำหรับการสื่อสารความเร็วสูง รวมถึงการขยายกำลังการผลิตในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างต่อเนื่อง 

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า การลงทุนมหาศาลครั้งนี้คาดว่าจะทำให้เกิดการจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้นอีกหลายหมื่นคนโดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะ ซึ่งแรงงานไทยจะได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่จากบริษัทชั้นนำเหล่านี้โดยตรง เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว สาเหตุสำคัญที่นักลงทุนจีนเลือกไทยเป็นลำดับต้นๆ เนื่องจากความเชื่อมั่นในโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบขนส่งและสาธารณูปโภคที่เอื้อต่อการเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ นอกประเทศจีน เพื่อรับมือกับความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ 

เมื่อถามว่ารัฐบาลจะให้การสนับสนุนสานต่ออย่างไร นายกฯ กล่าว่ารัฐบาลได้ให้ความมั่นใจ โดยปัจจุบันมีนโยบาย “Thailand FastPass” ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ซึ่งจะเป็นจุดบริการเบ็ดเสร็จ (One-stop Service) เพื่อเร่งรัดกระบวนการอนุมัติและอนุญาตให้รวดเร็วขึ้น 

“นักลงทุนชื่นชมในความสะดวกและโปร่งใส โดยเฉพาะการที่ไม่มีปัญหาเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์หรือค่าน้ำร้อนน้ำชา เหมือนในอดีต รวมถึงไม่ต้องติดต่อหลายหน่วยงานให้ยุ่งยาก เพราะบีโอไอ จะเป็นผู้ประสานงานและขจัดอุปสรรคทั้งหมดให้เพียงจุดเดียว” นายกฯ กล่าว

เมื่อถามต่อว่านักธุรกิจไทยที่มาลงทุนในจีนมีข้อเสนอทฝากนายกฯไปหารือกับ นายกฯของจีนในวัน 20 ก.ค.นี้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ส่วนใหญ่ ธุรกิจไทยที่มาประกอบกิจการในจีน อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร อาหาร โรงไฟฟ้า และธุรกิจบริการ เช่น เครือโรงแรมต่าง ๆ ซึ่งจากการพบปะกับผู้บริหารและเจ้าของกิจการ หลายสิบรายที่เป็นเจ้าของกิจการในจีน ต่างยืนยันว่าได้รับความสะดวกในการดำเนินธุรกิจจากรัฐบาลจีนเป็นอย่างดีเช่นกัน ย้ำว่ารัฐบาลพร้อมสนับสนุนและปรับปรุงเงื่อนไขต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตเทคโนโลยีแห่งอนาคตของภูมิภาคอย่างเต็มรูปแบบ

กรมชลฯเร่งขับเคลื่อนโครงการพัฒนากว๊านพะเยา เพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการน้ำเพื่อประชาชน

กรมชลฯเร่งขับเคลื่อนโครงการพัฒนากว๊านพะเยา เพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการน้ำเพื่อประชาชน

กรมชลฯเร่งขับเคลื่อนโครงการพัฒนากว๊านพะเยา เพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการน้ำเพื่อประชาชน

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.21 น.

กรมชลประทานเดินหน้าติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนากว๊านพะเยาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ฟื้นฟูระบบนิเวศ และเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดพะเยา โดยเร่งรัดการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนงานและแล้วเสร็จตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด

ปัจจุบันโครงการพัฒนากว๊านพะเยา ระยะที่ 2 (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569) มีผลการดำเนินงานร้อยละ 16.86 โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างเร่งรัดการดำเนินงานในทุกกิจกรรม เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมายของปีงบประมาณ

สำหรับความก้าวหน้าของงานก่อสร้าง ประกอบด้วย งานดินขุดดำเนินการแล้วจำนวน 390,484 ลบ.ม. งานปั้นคันกั้นน้ำและงานก่อสร้างทำนบดิน ทั้งสองกิจกรรมคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2569 ขณะที่งานติดตั้งเสาไฟฟ้าแสงสว่างและระบบระบายน้ำ รวมถึงงานก่อสร้างอาคารบังคับน้ำ จำนวน 4 แห่ง อยู่ระหว่างดำเนินการ ส่วนงานจ้างก่อสร้างผิวทาง ระยะทาง 3.9 กิโลเมตร อยู่ระหว่างรอการส่งมอบพื้นที่ให้แก่ผู้รับจ้างเพื่อเข้าดำเนินงาน

เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บและบริหารจัดการน้ำ สนับสนุนพื้นที่การเกษตรในช่วงฤดูฝนได้ประมาณ 12,000 ไร่ และในช่วงฤดูแล้งประมาณ 5,000 ไร่ ตลอดจนช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดพะเยาอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ กรมชลประทานได้กำชับหน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งรัดการดำเนินงานในทุกกิจกรรม พร้อมติดตามความก้าวหน้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้โครงการแล้วเสร็จตามแผนและประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากโครงการได้โดยเร็วที่สุด อันจะนำไปสู่การสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

​กรมการข้าว ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล ในหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 ก.ค.69

​กรมการข้าว ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล ในหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 ก.ค.69

​กรมการข้าว ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล ในหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 ก.ค.69

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.38 น.

กรมการข้าว ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

วันนี้ (20 กรกฎาคม 2569) นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายกฤษฎิน คำตัน รองอธิบดีกรมการข้าว และคณะผู้บริหารกรมการข้าว ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวันมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569 เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ณ สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT)