​พลิกโฉมชาวนาไทย! ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี เดินหน้าขับเคลื่อน ‘ข้าวคาร์บอนต่ำ’ จากห้องแล็บสู่ผืนนาจริง ตอบโจทย์โลกอนาคต

​พลิกโฉมชาวนาไทย! ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี เดินหน้าขับเคลื่อน 'ข้าวคาร์บอนต่ำ' จากห้องแล็บสู่ผืนนาจริง ตอบโจทย์โลกอนาคต

​พลิกโฉมชาวนาไทย! ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี เดินหน้าขับเคลื่อน ‘ข้าวคาร์บอนต่ำ’ จากห้องแล็บสู่ผืนนาจริง ตอบโจทย์โลกอนาคต

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.52 น.

พลิกโฉมชาวนาไทย! ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี เดินหน้าขับเคลื่อน “ข้าวคาร์บอนต่ำ” จากห้องแล็บสู่ผืนนาจริง ตอบโจทย์โลกอนาคต

ท่ามกลางวิกฤตโลกร้อนและต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น ภาคการเกษตรไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหญ่ แต่ในความท้าทายนั้นยังมีโอกาส! กรมการข้าว โดย ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ได้ประกาศเดินหน้ายกระดับข้าวไทยสู่ยุคใหม่ ด้วยการผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมการปลูก “ข้าวคาร์บอนต่ำ” (Low Carbon Rice) จากแปลงทดลองสู่แปลงเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม การปรับตัวครั้งนี้ไม่ใช่แค่ทางเลือกเพื่อสิ่งแวดล้อม แต่คือ “ทางรอด” ของชาวนาไทยในการก้าวสู่ตลาดโลกยุคใหม่

นายมุ่งมาตร วังกะ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี เปิดเผยว่า กรมการข้าว โดยศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ได้เดินหน้าขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมด้านข้าวคาร์บอนต่ำอย่างจริงจัง เรามุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เกษตรกรในพื้นที่จริง เพื่อยกระดับการผลิตข้าวไทยให้สอดคล้องกับแนวทางการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในอนาคตอันใกล้ มาตรฐานสิ่งแวดล้อมจะเป็นเงื่อนไขสำคัญในเวทีการค้าโลก ข้าวไทยที่ติด “ฉลากคาร์บอน” จะกลายเป็นสินค้าพรีเมียมที่มีมูลค่าสูง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับชาวนาไทย

ทั้งนี้ ข้าวคาร์บอนต่ำ คือ ข้าวที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (โดยเฉพาะก๊าซมีเทนและไนตรัสออกไซด์) ในทุก ๆ ขั้นตอนของการทำนา ตั้งแต่การเตรียมดินไปจนถึงการเก็บเกี่ยว โดยยังคงรักษาคุณภาพและปริมาณผลผลิตไว้ได้อย่างดีเยี่ยม เรื่องนี้ไม่ได้เป็นหน้าที่ของเกษตรกรฝ่ายเดียว แต่ผู้บริโภคอย่างเราก็มีส่วนร่วมได้ การสนับสนุนและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ข้าวคาร์บอนต่ำ คือการส่งสัญญาณว่าเราพร้อมจะก้าวไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนร่วมกัน เพราะ “ทุกจานที่เราทาน คือการมีส่วนร่วมในการลดโลกร้อน” เปลี่ยนผืนนาให้เป็นสีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อความมั่นคงทางอาหารของมนุษยชาติต่อไป
#ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี #กรมการข้าว #ข้าวคาร์บอนต่ำ #LowCarbonRice #เกษตรยั่งยืน #ลดโลกร้อน #ชาวนาไทย

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ลิงค์ : https://youtu.be/heZX8Ad06Hg

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทอดพระเนตรการแสดงกาชาดคอนเสิร์ตครั้งที่ 52 “STILL ON MY MIND ธ สถิต ในดวงใจนิรันดร์”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทอดพระเนตรการแสดงกาชาดคอนเสิร์ตครั้งที่ 52 “STILL ON MY MIND ธ สถิต ในดวงใจนิรันดร์”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทอดพระเนตรการแสดงกาชาดคอนเสิร์ตครั้งที่ 52 “STILL ON MY MIND ธ สถิต ในดวงใจนิรันดร์”

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.55 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรกาชาดคอนเสิร์ต ครั้งที่ 52 ปีพุทธศักราช 2569  “STILL ON MY MIND ธ สถิต ในดวงใจนิรันดร์” จัดโดย กองทัพเรือ ร่วมกับ สภากาชาดไทย บรรเลงโดยวงดุริยางค์ราชนาวี เพื่อพัฒนาการดนตรีคลาสสิกของไทยให้เทียบเท่าอารยประเทศ และหารายได้สมทบทุนสภากาชาดไทย  เมื่อวันพุธที่ 15 กรกฎาคม 2569 เวลา 19.30 น. ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นองค์ประธาน และทอดพระเนตรการแสดงกาชาดคอนเสิร์ตครั้งที่ 52 “STILL ON MY MIND ธ สถิต ในดวงใจนิรันดร์” โดยมี พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ, ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย พร้อมคณะกรรมการจัดการแสดงกาชาดคอนเสิร์ต เฝ้าฯ รับเสด็จ

พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการกองทัพเรือ กราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานความสำคัญว่า ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้แห่งพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงอุทิศพระวรกาย โดยตั้งพระราชหฤทัย และพระราชปณิธานเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้พสกนิกรไทยทุกคน กองทัพเรือจึงร่วมกับสภากาชาดจัดการแสดงกาชาดคอนเสิร์ต มาตั้งแต่ พ.ศ. 2504 โดยในปีนี้ตั้งใจจัดเพื่อร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระองค์ท่าน โดยผ่านบทเพลงต่าง ๆ อาทิ เพลงพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และบทเพลงคลาสสิก โดยคีตกวีชื่อก้องโลก เพื่อถ่ายทอดความรัก ความจงรักภักดี และความผูกพันอันมั่นคงที่พสกนิกรไทยถ่ายแด่พระแม่ของแผ่นดินตราบนิจนิรันดร์

การแสดงรำลึกถึงพระราชเสาวนีย์อันทรงคุณค่า และร่วมน้อมรำลึกถึงพระปรีชาในด้านดนตรี ขอสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง องค์สภานายิกา สภากาชาดไทย

การแสดงรำลึกถึงพระราชเสาวนีย์อันทรงคุณค่า และร่วมน้อมรำลึกถึงพระปรีชาในด้านดนตรี ขอสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง องค์สภานายิกา สภากาชาดไทย

การแสดงรำลึกถึงพระราชเสาวนีย์อันทรงคุณค่า และร่วมน้อมรำลึกถึงพระปรีชาในด้านดนตรี ขอสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง องค์สภานายิกา สภากาชาดไทย

กองทัพเรือน้อมนำพระราชเสาวนีย์มาเป็นหลักในการเรียงร้อยบทเพลงในคอนเสิร์ตครั้งนี้ และรำลึกตลอดเวลาว่าพระองค์ท่านมีพระราชประสงค์ให้วงดุริยางค์แห่งราชนาวีบรรเลงเพลงคลาสสิก เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนไทยได้รับฟัง และเพื่อพัฒนามาตรฐานการบรรเลงดนตรีให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ จากพระราชเสาวนีย์ดังกล่าวจึงเป็นหลักชัยสำคัญที่กำหนดทิศทางให้กองทัพเรือมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพการบรรเลงดนตรีคลาสสิกมาโดยตลอด

เตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานเงิน โดยเสด็จพระราชกุศล สมทบทุนสภากาชาดไทย

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สนทนากับ เตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย

การแสดงครั้งนี้ กองดุริยางค์แห่งราชนาวีประพันธ์บทเพลงใหม่ คือ Eternal Light of Grace แสงสิรินิรันดร์ เพื่อเทิดทูนพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระแม่แห่งแผ่นดิน และในปีนี้มีความพิเศษยิ่งขึ้นด้วยการนำการแสดงโขนรามเกียรติ์ ตอน พระรามข้ามสมุทร มาร่วมแสดงด้วย โดยผสมผสานศิลปะการแสดงโขน ซึ่งเป็นศิลปะชั้นสูงของไทยเข้ากับการบรรเลงบทเพลงไทยโดยวงค์ดุริยางค์แห่งราชนาวีร่วมกับวงดนตรีไทย เพื่อสืบสานมรดกวัฒนธรรมของไทยไว้ให้อยู่ยืนยาว

ฐาปน-ปภัชญา สิริวัฒนภักดี ร่วมสนับสนุนการจัดคอนเสิร์ตสมทบทุนสภากาชาดไทย โดยมี ผบ.ทร. พล.ร.อ.ไพโรจน์-อารียา เฟื่องจันทร์, ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผอ.สนง.จัดหารายได้ และ จันทร์ประภา วิชิตชลชัย รอง ผอ.สนง.จัดหารายได้ สภากาชาดไทยรับมอบ

พล.ร.อ. ธันยกร เสนาลักษณ์ ราชองครักษ์ และภริยา

ผู้อำนวยการดนตรีและผู้อำนวยเพลงในการบรรเลงครั้งนี้คือ นาวาเอก ชุมพล วาราชนนท์ และผู้อำนวยเพลงอีกรายคือ ว่าที่นาวาโท สายันห์ จันทร์มุนี ส่วนหัวหน้าวงคือ ว่าที่เรือตรี บดินทร์ ภูฆัง สำหรับศิลปินรับเชิญซึ่งเป็นนักร้องชื่อดัง ได้แก่  ชัชชัย สุขาวดี, กิตตินันท์ ชินสำราญ, พีระพัฒน์ เถรว่อง, ปรางทิพย์ แถลง, หนึ่งธิดา โสภณ และ ธนัชศลักษณ์ ฮัดสัน 

อดีตสามผู้บัญชาการทหารเรือ พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์, พล.ร.อ.สมประสงค์ นิลสมัย และ พล.ร.อ. เชิงชาย ชมเชิงแพทย์

สาระกิต-ปรานี ชุติกุล และ ทพญ.พิมสวาท วัฒนศิริโรจน์

เฉลิมชัย ยอดมาลัย, ม.ร.ว.จิยากร อาภากร เสสะเวช,กอบกุล อาภากร ณ อยุธยา และ จุฑามาศ-ม.ร.ว.รุจยารักษ์ อาภากร

ผู้ควบคุมกำกับการแสดงโขนรามเกียรติ์คือ ปกรณ์ พรพิสุทธิ์ ศิลปินแห่งชาติ อำนวยการแสดงโดย ศิริพงษ์ ทวีทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักการสังคีต ส่วนนักแสดงโขนมาจากสำนักสำนักการสังคีต

ภูริภัทร เขียวบริบูรณ์ และ ม.ร.ว. จิยากร เสสะเวช อาภากร

ภูริภัทร เขียวบริบูรณ์ และ ม.ร.ว. จิยากร เสสะเวช อาภากร

คณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ - รศ.ดร.ภาวิกา ศรีรัตนบัลล์

คณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ – รศ.ดร.ภาวิกา ศรีรัตนบัลล์

ผบ.ทร. พล.ร.อ.ไพโรจน์-อารียา เฟื่องจันทร์, ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผอ.สนง.จัดหารายได้ สภากาชาดไทย พร้อมด้วยสมาชิกราชสกุลอาภากร ร่วมด้วย ฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร และเฉลิมชัย ยอดมาลัย

ผบ.ทร. พล.ร.อ.ไพโรจน์-อารียา เฟื่องจันทร์, ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผอ.สนง.จัดหารายได้ สภากาชาดไทย พร้อมด้วยสมาชิกราชสกุลอาภากร ร่วมด้วย ฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร และเฉลิมชัย ยอดมาลัย

วงดุริยางค์ราชนาวี

วงดุริยางค์ราชนาวี

การแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุด “พระรามข้ามสมุทร”

การแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุด “พระรามข้ามสมุทร”

ชัชชัย สุขาวดี หรือ หรั่ง ร็อคเคสตร้า

ชัชชัย สุขาวดี หรือ หรั่ง ร็อคเคสตร้า

กิตตินันท์ ชินสำราญ และธนัชศลักษณ์ ฮัดสัน

กิตตินันท์ ชินสำราญ และธนัชศลักษณ์ ฮัดสัน

ปรางทิพย์ แถลง

ปรางทิพย์ แถลง

นักร้องวงดุริยางค์ราชนาวี

นักร้องวงดุริยางค์ราชนาวี

นักร้องวงดุริยางค์ราชนาวี

นักร้องวงดุริยางค์ราชนาวี

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.ท ภักดี แสง-ชูโต เชิญช่อดอกไม้พระราชทานไปมอบแก่ศิลปิน ผู้อำนวยเพลง หัวหน้าวงดนตรี และผู้บังคับกองดุริยางค์ทหารเรือ ฐานทัพเรือกรุงเทพ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.ท ภักดี แสง-ชูโต เชิญช่อดอกไม้พระราชทานไปมอบแก่ศิลปิน ผู้อำนวยเพลง หัวหน้าวงดนตรี และผู้บังคับกองดุริยางค์ทหารเรือ ฐานทัพเรือกรุงเทพ

สมาคมเอทีโอดีฯ จัดเทศกาลแข่งขันเต้นนานาชาติ IDF 2026 ดันเชียงใหม่สู่ศูนย์กลางศิลปะการแสดงระดับนานาชาติ

สมาคมเอทีโอดีฯ จัดเทศกาลแข่งขันเต้นนานาชาติ IDF 2026  ดันเชียงใหม่สู่ศูนย์กลางศิลปะการแสดงระดับนานาชาติ

สมาคมเอทีโอดีฯ จัดเทศกาลแข่งขันเต้นนานาชาติ IDF 2026 ดันเชียงใหม่สู่ศูนย์กลางศิลปะการแสดงระดับนานาชาติ

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.46 น.

สมาคมเอทีโอดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน ร่วมกับคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชนนอกระบบ จัดการแข่งขัน International Dance Festival (IDF 2026) ระหว่างวันที่ 11–12 กรกฎาคม 2569 ณ โรงละครแห่งชาติ วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ การจัดงานครั้งนี้นำโดย ดร. หม่อมหลวงปรียพรรณ ศรีธวัช นายกสมาคมเอทีโอดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน ร่วมกับเครือข่ายด้านการพัฒนาเยาวชน การศึกษา และวัฒนธรรม ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวัฒนธรรม ออสเตรเลี่ยน ทีชเช่อร์สออฟ ด๊านซ์ซิ่ง อินเตอร์เนชั่นแนล  สายการบินไทยไลอ้อนแอร์ บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บริษัท เคนเบอร์ จีโอเทคนิค (ประเทศไทย) จำกัด และไหตี่เลา ประเทศไทย ร่วมผลักดันการจัดเทศกาลแข่งขันเต้นนานาชาติ เพื่อแสดงศักยภาพเยาวชนไทยสู่เวทีโลก

การแข่งขันมีผู้เข้าร่วมจาก 8 ประเทศ รวม 203 รายการ จาก 40 สถาบัน ครอบคลุมการแสดงหลากหลายประเภท อาทิ บัลเลต์ ระบำแจ๊ส ระบำร่วมสมัย ระบำประจำชาติร่วมสมัย และฮิปฮอป 

ภายในงานมีการมอบ ถ้วยรางวัลคะแนนรวมสูงสุด จาก นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ ถ้วยรางวัลคะแนนรวมระบำประจำชาติร่วมสมัยสูงสุด จาก นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม โดยได้รับเกียรติจาก นายบุญลือ ธรรมธรานุกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายฮาราดะ มาซารุ กงสุลใหญ่ญี่ปุ่น ณ นครเชียงใหม่  ดร. ยุพิน บัวคอม ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ นางกรวรรณ สุ่มมาตร์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ และ ดร.วิไลวรรณ วรรณโชติผาเวช ประธานคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชนนอกระบบ ร่วมมอบรางวัล

สำหรับผู้ได้รับถ้วยรางวัลคะแนนรวมสูงสุดจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่ เด็กหญิง ชนิสรา ธรณธรรม โดยมี ดร. ยุพิน บัวคอม ผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบรางวัล 

ผู้ได้รับถ้วยรางวัลคะแนนรวมระบำประจำชาติร่วมสมัยสูงสุด จาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้แก่ นางสาว ธนาภรณ์ วีรเดช  โดยมี นางกรวรรณ สุ่มมาตย์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ ผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม มอบรางวัล

นอกจากการแข่งขัน เยาวชนยังได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคนิคจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิระดับนานาชาติ ได้แก่ ครูออมมิ ณัฐนรี พิพิธสุขสันต์ นักบัลเลต์ระดับแนวหน้าของไทย ผู้สร้างประวัติศาสตร์ในวงการนาฏศิลป์โลก ครูเจน อดิเทพ บัวน้อย ผู้เชี่ยวชาญด้านระบำร่วมสมัยระดับนานาชาติ และ ครูอาร์ต อัศกร ศิริสุจริตธรรม นักออกแบบท่าเต้นและผู้กำกับการแสดงผู้มีประสบการณ์ในวงการเต้นระดับนานาชาติ อีกด้วย 

การจัดงานครั้งนี้สะท้อนความร่วมมืออันเข้มแข็งระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา ในการใช้ศิลปะการเต้นเป็นเครื่องมือพัฒนาเยาวชน ทั้งด้านความคิดสร้างสรรค์ วินัย ความกล้าแสดงออก และทักษะสู่เวทีสากล พร้อมทั้งส่งเสริมให้จังหวัดเชียงใหม่ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านศิลปะการแสดงและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนานาชาติ ซึ่งบรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดงานเป็นอย่างดียิ่ง

ปลุกพลังเกมเมอร์! ทรูแท็กทีมพันธมิตร ปิดฉากทัวร์นาเมนต์อีสปอร์ตมหาวิทยาลัย ครั้งแรกของไทย ดันวัยรุ่นสู่โปรเพลเยอร์ระดับโลก!

ปลุกพลังเกมเมอร์! ทรูแท็กทีมพันธมิตร ปิดฉากทัวร์นาเมนต์อีสปอร์ตมหาวิทยาลัย ครั้งแรกของไทย ดันวัยรุ่นสู่โปรเพลเยอร์ระดับโลก!

ปลุกพลังเกมเมอร์! ทรูแท็กทีมพันธมิตร ปิดฉากทัวร์นาเมนต์อีสปอร์ตมหาวิทยาลัย ครั้งแรกของไทย ดันวัยรุ่นสู่โปรเพลเยอร์ระดับโลก!

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.33 น.

มันส์จนหยดสุดท้าย! มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำโดย รศ.ดร.เพ็ญศรี เจริญวานิช รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและนวัตวณิชย์ ผนึกกำลังพันธมิตร ทรู คอร์ปอเรชั่น โดย คุณวีรดา ชัยกิตติรัตนา ผู้จัดการอาวุโส กลุ่มนักเรียนนักศึกษา พร้อมด้วยสมาคมกีฬาอีสปอร์ตแห่งประเทศไทย (TESF), คณะกรรมการกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (กกมท.) และกระทรวง อว. ร่วมกันฉลองความสำเร็จ ปิดฉากการแข่งขัน “กีฬาอีสปอร์ตชิงชนะเลิศมหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 1” ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อย่างยิ่งใหญ่และสุดเดือด งานนี้เหล่านิสิตนักศึกษาจากทั่วประเทศยกทัพมาปล่อยของ โชว์สกิลเพลย์ขั้นเทพกันแบบไม่มีใครยอมใคร ทำเอาเวทีระดับประเทศลุกเป็นไฟ พร้อมแจ้งเกิดสตาร์ดวงใหม่วงการอีสปอร์ตไทยอย่างสมศักดิ์ศรี

สำหรับงานนี้ ทรูได้สนับสนุนและเสริมแกร่งการจัดการแข่งขันด้วยโครงข่ายทรู 5G ระบบสื่อสารที่ทันสมัย และบรอดแบนด์คุณภาพสูง เพื่อให้การแข่งขันดำเนินไปอย่างเสถียร รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูงสุดตลอดทัวร์นาเมนต์ พร้อมยกระดับประสบการณ์การรับชมผ่านการถ่ายทอดสดทางแพลตฟอร์ม TrueID และสื่อพันธมิตร ครอบคลุมผู้ชมทั่วประเทศ นอกจากนี้ ทรูยังได้มอบสิทธิประโยชน์สุดคูลผ่านบริการ YOU (YOU by True) เอาใจวัยรุ่นยุคดิจิทัลให้ท่องโลกออนไลน์และเสพคอนเทนต์กันแบบฟินๆ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เด็กมหาวิทยาลัยยุคนี้สุดๆ

ความสำเร็จของการแข่งขันครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่าง True, TESF, กระทรวง อว. และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในการผลักดันกีฬาอีสปอร์ตระดับมหาวิทยาลัยให้เติบโตอย่างเป็นระบบ โดยทุกภาคส่วนมีเป้าหมายร่วมกันในการพัฒนาเยาวชนให้มีทักษะดิจิทัลและสร้างโอกาสใหม่ในเศรษฐกิจดิจิทัล

สธ. X ทรู และภาคีเครือข่าย เปิด “ปฏิบัติการอากาศยานไร้คนขับทางการแพทย์ (Drone)”

สธ. X ทรู และภาคีเครือข่าย เปิด “ปฏิบัติการอากาศยานไร้คนขับทางการแพทย์ (Drone)”

สธ. X ทรู และภาคีเครือข่าย เปิด “ปฏิบัติการอากาศยานไร้คนขับทางการแพทย์ (Drone)”

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.30 น.

กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผนึกพันธมิตร ทั้งสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย (AEROTHAI) เปิด “ปฏิบัติการอากาศยานไร้คนขับทางการแพทย์ (Drone)” เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมเปิดตัว SkyBridge แพลตฟอร์มบริหารจัดการขนส่งทางอากาศอัตโนมัติเพื่อการสาธารณสุข ก้าวข้ามขีดจำกัดทางภูมิศาสตร์ ร่นระยะทางและเวลาขนส่งยา/เวชภัณฑ์ผ่านพื้นที่สูงในช่วงวิกฤต เตรียมขยายผลพื้นที่ห่างไกลอีก 10 แห่ง เช่น โรงพยาบาลเทพรัตนเวชชานุกูล เฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ และผลักดันเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริการสุขภาพทั้งในภาวะปกติและภาวะฉุกเฉิน/ภัยพิบัติ

สนามกีฬาพญาผานอง อ.ปัว จ.น่าน นายนรินทร์ กัลยาณมิตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้รับมอบหมายจาก นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดโครงการ “ปฏิบัติการอากาศยานไร้คนขับทางการแพทย์ (Drone)” เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 ด้วยความร่วมมือของ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) และ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดย นายเอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าสายงานวิจัยและนวัตกรรม และ นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านรัฐกิจสัมพันธ์

พร้อมด้วย นางสาวณัฐยาน์  ทวีวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน นพ.ปิยะ ศิริลักษณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 1 นพ.ภุชงค์ ชื่นชม นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน พญ.อัญชลี วงศ์ใน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัว พล.อ.อ. มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย นายเอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าสายงานวิจัยและนวัตกรรม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พล.ต. บุญญฤทธิ์ เกษตรเวทิน ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 38 นายพิชัย สุวรรณกิจบริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมโทรคมนาคม สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) คณะผู้บริหารและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เข้าร่วม

โครงการนี้ นับเป็นความสำเร็จครั้งแรกของประเทศไทย ในการนำเทคโนโลยียานบินไร้คนขับ (Drone) ทางการแพทย์ที่มีระยะทางบินไกลกว่าในอดีต และ “True SkyBridge” แพลตฟอร์มโลจิสติกส์ทางอากาศอัตโนมัติ (Autonomous Air Logistics Platform) แพลตฟอร์มแรกและหนึ่งเดียวที่บูรณาการเข้ากับกระบวนการสาธารณสุขอย่างสมบูรณ์ รองรับโดรนหลากแบรนด์ พร้อมใช้ AI ขับเคลื่อนข้อมูลการบินและระบบความปลอดภัยเต็มฟังก์ชัน บนเครือข่ายอัจฉริยะของทรู ออกแบบและพัฒนาโดย ศูนย์วิจัยและนวัตกรรม ทรู คอร์ปอเรชั่น มาประยุกต์ใช้ เพื่อสนับสนุนการให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศไทย  ซึ่งจะยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์สาธารณสุขในระดับชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยคิกออฟปฏิบัติการจริงครั้งแรกที่จังหวัดน่าน ภายใต้ “ปัวโมเดล” ที่มีภูมิประเทศเป็นภูเขา เส้นทางลัดเลาะตามไหล่เขาและหน้าผา ชุมชนกระจายตัว และบางช่วงของปีมีความเสี่ยงจากฝนตกหนัก ดินสไลด์ หรือน้ำป่าที่อาจทำให้เส้นทางภาคพื้นดินถูกตัดขาด สะท้อนศักยภาพของแพลตฟอร์ม SkyBridge ที่ถูกออกแบบมาให้รองรับทุกความท้าทายในสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศประเทศไทยโดยเฉพาะ ตอบโจทย์สำคัญของระบบสาธารณสุขไทย ที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดทางภูมิศาสตร์ ทั้งในพื้นที่ห่างไกล ภูเขาสูงชัน หรือสถานการณ์ฉุกเฉินที่เส้นทางคมนาคมทางบกถูกตัดขาด เพื่อเป้าหมายสำคัญ คือ การทำให้ “ระยะทางและเวลา” ไม่ใช่อุปสรรคในการเข้าถึงผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยในทุกพื้นที่ได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที โดยเฉพาะในภาวะวิกฤต

หัวใจสำคัญของ “ปฏิบัติการอากาศยานไร้คนขับทางการแพทย์” คือ การบูรณาการความร่วมมือ เพื่อวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ทางการแพทย์รูปแบบใหม่ของประเทศ ที่มีความอัจฉริยะ ปลอดภัย แม่นยำ ตรวจสอบได้ และสามารถขยายผลสู่เครือข่ายระดับประเทศในอนาคต ซึ่งขับเคลื่อนโดย “True SkyBridge” แพลตฟอร์มต้นแบบที่ True Innovation Center พัฒนาใช้เชื่อมโยงโรงพยาบาล หน่วยบริการทางการแพทย์ บุคลากรสาธารณสุข และประชาชน ผ่านระบบขนส่งทางอากาศอัตโนมัติ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพด้วยความรวดเร็ว ทันท่วงที ปลอดภัย และทั่วถึงมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของทรู คอร์ปอเรชั่น ในการนำศักยภาพเครือข่ายอัจฉริยะและเทคโนโลยีดิจิทัล พัฒนานวัตกรรม ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คน สร้างสรรค์คุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่สังคมและประเทศ

นายนรินทร์ กัลยาณมิตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายพัฒนาระบบบริการสุขภาพตามแนวพระราชดำริ โดยมุ่งให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียมและมีคุณภาพ โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ชายแดน พื้นที่ห่างไกล และพื้นที่เฉพาะ ซึ่งมีข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ รวมทั้งส่งเสริมการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบบริการสุขภาพ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569 จึงได้จัดโครงการฯ ขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ โดยใช้อากาศยานไร้คนขับทางการแพทย์ในพื้นที่ภูเขาสูงและพื้นที่ป่าเขา ที่มีข้อจำกัดด้านการเดินทางและมักได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ เช่น น้ำป่าไหลหลากหรือดินโคลนถล่ม ส่งผลให้การส่งต่อผู้ป่วย การลำเลียงยา/เวชภัณฑ์หรือสิ่งจำเป็นทางการแพทย์เป็นไปด้วยความยากลำบาก ซึ่งที่ผ่านมา ได้ทดสอบการบินในพื้นที่ชายฝั่งทะเลไปแล้ว พบว่าช่วยลดระยะเวลาและข้อจำกัดในการขนส่งทางทะเลได้อย่างมาก อากาศยานไร้คนขับทางการแพทย์จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการยกระดับการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชน รวมทั้งช่วยเสริมความพร้อมในการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินและภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ต้องขอขอบคุณ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่สนับสนุนด้านเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ ระบบการสื่อสาร การถ่ายทอดองค์ความรู้และการสนับสนุนด้านเทคนิค รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง กสทช., CAAT, AEROTHAI และหน่วยงานในพื้นที่ ทำให้เกิดการบูรณาการเทคโนโลยีการสื่อสารเข้ากับระบบบริการสาธารณสุข ที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชนได้จริง หลังจากนี้จะขยายผลในพื้นที่ห่างไกลอื่นๆ อีก 10 แห่ง เช่น โรงพยาบาลเทพรัตนเวชชานุกูล เฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ และผลักดันให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบบริการสุขภาพ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการทั้งในภาวะปกติและในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือภัยพิบัติต่อไป” นายนรินทร์กล่าว

นายเอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าสายงานวิจัยและนวัตกรรม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ ทรู ได้เปิดตัว “True SkyBridge” แพลตฟอร์มโลจิสติกส์ทางอากาศอัตโนมัติ (Autonomous Air Logistics Platform) ออกแบบและพัฒนาโดย ศูนย์วิจัยและนวัตกรรม ทรู คอร์ปอเรชั่น เพื่อสนับสนุนการให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศไทย ซึ่งจะยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์สาธารณสุขในระดับชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม สามารถบริหารจัดการภารกิจการขนส่งทางการแพทย์แบบครบวงจร ตั้งแต่การวางแผนเส้นทาง การตรวจวัดคุณภาพสิ่งนำส่งทางการแพทย์และติดตามการบินแบบเรียลไทม์ การบริหารและควบคุมฝูงบิน ระบบความพร้อมและความปลอดภัยของยานบินไร้คนขับ ไปจนถึงระบบเอกสารอัตโนมัติ บันทึกเวลาและพิกัดตลอดเส้นทางการบิน ทำให้การจัดส่งยา เวชภัณฑ์ และตัวอย่างทางการแพทย์ ในทุกเที่ยวบินเป็นไปอย่างรวดเร็วและราบรื่น บนเครือข่ายอัจฉริยะของทรู อีกทั้งยังเป็นระบบที่ปลอดภัย ตรวจสอบย้อนหลังได้ และสามารถขยายผลสู่เครือข่ายระดับประเทศในอนาคต

โดยวันนี้ได้บินสาธิต 2 เส้นทาง ภายใต้ “ปัวโมเดล” ประกอบด้วย “โมเดลความต่อเนื่องฐานเดิม (NCD’s Continuity Model)” ส่งยาสำหรับผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) จากสนามกีฬาพญาผานอง ไปยังลานชุมชนบ้านร้องแง และบินกลับเพื่อนำส่งตัวอย่างทางการแพทย์ ระยะทางไป–กลับ 4 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 3.5 นาที เร็วกว่าการขนส่งทางบกที่ใช้เวลา 7 นาที สร้างผลลัพธ์ความเร็วและช่วยประหยัดเวลาได้ 50% และ “โมเดลภัยพิบัติขั้นวิกฤต (Disaster Response Model)” ขนส่งยาไปยังพื้นที่ห่างไกลที่เส้นทางคมนาคมถูกตัดขาด ผ่านภูเขาสูงชัน หน้าผา และป่าทึบ จากสนามกีฬาพญาผานอง ไปยัง สนามบาสเกตบอล โรงเรียนบ้านน้ำปัว และ บินกลับเพื่อนำส่งตัวอย่างทางการแพทย์ ระยะทางไป–กลับ 46 กิโลเมตร ใช้เวลาเพียง 35 นาที เร็วกว่าการขนส่งทางบกที่ต้องใช้เวลาเดินทางนานกว่า 2 ชั่วโมง จึงช่วยประหยัดเวลามากถึง 70%

“ไข่ไก่” อาหารยั่งยืน จากสองมือของนักเรียน สู่คลังอาหารของชุมชน

“ไข่ไก่” อาหารยั่งยืน จากสองมือของนักเรียน สู่คลังอาหารของชุมชน

“ไข่ไก่” อาหารยั่งยืน จากสองมือของนักเรียน สู่คลังอาหารของชุมชน

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.26 น.

กลิ่นไข่เจียวหอมฟุ้งลอยออกมาจากโรงครัวของ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านถ้ำหิน อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ก่อนถึงเวลาอาหารกลางวันเพียงไม่นาน

เมนูวันนี้คือ “ยำไข่เจียว” เมนูโปรดของเด็กๆ ที่แม่ครัวบอกว่า “ทำเมื่อไร ต้องหมดก่อนเมนูอื่นทุกครั้ง” เพราะเด็กๆหลายคนยกจานมาขอเติมเป็นรอบที่สองจนกลายเป็นภาพชินตา

แต่สิ่งที่ทำให้ยำไข่เจียวจานนี้พิเศษ ไม่ใช่เพราะฝีมือการปรุงเท่านั้น หากเป็นไข่ไก่ทุกฟองที่ไม่ได้ซื้อมาจากตลาด แต่เป็นผลลัพธ์จากสองมือเล็กๆ ของเด็กนักเรียน ที่ผลัดเวรกันให้อาหารแม่ไก่ เก็บไข่ ทำความสะอาดโรงเรือน และจดบันทึกผลผลิตทุกวัน

สำหรับเด็กที่นี่…อาหารกลางวันจึงไม่ได้เริ่มต้นที่โรงครัว แต่เริ่มต้นตั้งแต่ในโรงเรือนไก่

ดาบตำรวจหญิง มาลินณา สังข์แก้ว ครูใหญ่ รร.ตชด.บ้านถ้ำหิน บอกว่า “เราไม่ได้สอนให้เด็กเลี้ยงไก่ แต่เราสอนให้เขารู้จักรับผิดชอบ และเห็นคุณค่าของอาหารทุกฟองที่อยู่บนจาน”

ตลอดกว่า 26 ปี ที่โรงเรียนเข้าร่วม “โครงการซีพีเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” โรงเรือนเลี้ยงไก่หลังนี้ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งผลิตไข่สำหรับอาหารกลางวัน แต่เป็น “ห้องเรียน” ที่สอน “ประสบการณ์ชีวิต” ผ่านการลงมือทำจริง เด็กทุกคนต้องรู้จักแบ่งหน้าที่ ทั้งดูแลแม่ไก่ บริหารจัดการผลผลิต จดบันทึก และเรียนรู้ว่าของทุกอย่างมีต้นทุน การพัฒนาอย่างต่อเนื่องทำให้ รร.ตชด.บ้านถ้ำหิน กลายเป็นต้นแบบสถานศึกษา “กองทุนเข้มแข็ง ต่อยอดแหล่งอาหารครบมิติ สร้างวิถีพึ่งพาตนเอง” ครองสถิติ รร.ที่มีเงินกองทุนสะสมร่วม 7 แสนบาท สูงที่สุดในโครงการฯ

คนที่คลุกคลีกับเด็กๆ มากที่สุด คือ ดาบตำรวจหญิงนันท์นภัส แววเพ็ชร ครูผู้ดูแลโครงการ เล่าว่า “ช่วงแรกเด็กหลายคนยังกลัวไก่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เด็กกลับรอคอยวันที่จะได้เข้าเวรให้อาหาร เก็บไข่ และช่วยกันบันทึกผลผลิต เพราะพวกเขารู้ว่า ไข่ทุกฟองที่เก็บได้ จะกลายเป็นอาหารกลางวันของเพื่อนทั้งโรงเรียน”

แม้บางช่วงอาจต้องเผชิญกับอาการร้อนจัดที่กระทบกับการให้ผลผลิตของแม่ไก่ ช่วงฤดูแล้งที่ติดขัดเรื่องน้ำ หรือช่วงปิดเทอมที่ต้องผลัดเปลี่ยนกันมาช่วยดูแลไก่ แต่ทุกคนก็ก้าวข้ามผ่านมาได้

อีกหนึ่งภาพสะท้อนว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จที่สุด กลับไม่ได้อยู่แค่ในโรงเรียน แต่เป็นบ้านหลังเล็กๆ ของชาวบ้านที่อยู่ไม่ไกลจากรั้วโรงเรียน 

ที่หลังบ้านของ ลูกเกด จิน้อย ศิษย์เก่า รร.ตชด.บ้านถ้ำหิน ที่วันนี้ได้ต่อยอดสู่การเลี้ยงแม่ไก่ไข่ปลดระวางจากการเลี้ยงของเด็กๆ ที่โรงเรียน ซึ่งยังคงให้ผลผลิตไข่ไก่ดี มาเลี้ยงต่อที่บ้านกลายเป็นคลังอาหารที่สามารถเก็บไข่ไก่ทานในครอบครัวได้ทุกวัน จากเมื่อก่อนที่เธอเป็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่เคยเดินเข้าโรงเรือนในฐานะนักเรียน และได้ทำหน้าที่ดูแลแม่ไก่เช่นเดียวกัน “เมื่อก่อนเราเก็บไข่ที่โรงเรียน วันนี้กลับมาเก็บไข่ที่บ้านของตัวเอง ใช้ความรู้ที่มีมาต่อยอด สร้างอาหารยั่งยืนในบ้านของเรา” 

ประโยคธรรมดานี้ ไม่ได้สะท้อนแค่การส่งต่อแม่ไก่ แต่คือ การส่งต่อโอกาสจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง และปัจจุบันลูกสาวของเธอก็กำลังเรียนอยู่ที่โรงเรียนแห่งนี้ และได้ทำหน้าที่ดูแลแม่ไก่เหมือนที่แม่เคยทำเมื่อหลายปีก่อนเช่นกัน

ผู้ใหญ่บ้าน พงศกร นิลเพ็ชร เล่าว่า หลังจากโรงเรียนปลดแม่ไก่ไข่ ชาวบ้านก็รับไก่ไปเลี้ยงต่อที่บ้าน จากแม่ไก่ที่เคยสร้างอาหารกลางวันให้เด็ก วันนี้กลายเป็นแหล่งอาหารของแต่ละครอบครัว “ชาวบ้านมีไข่สดไว้กินทุกวัน ช่วยลดรายจ่าย นี่แหละคือความยั่งยืน” ผู้ใหญ่บ้านพูดพร้อมรอยยิ้ม

สำหรับ น้องฟ้าลัดดา ทองอยู่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เพิ่งเสร็จจากภารกิจเก็บไข่ไก่ร่วมกับเพื่อนๆ เมื่อถูกถามว่าชอบอะไรที่สุดในโครงการฯ นี้ เธอตอบโดยแทบไม่ต้องคิด “หนูดีใจที่ได้ช่วยเลี้ยงไก่ เพราะไข่ที่เก็บได้ เพื่อนๆ น้องๆ ทุกคนก็ได้กิน“ คำตอบนี้ทำให้เข้าใจความหมายของโครงการนี้มากกว่าตัวเลขใดๆ

ตลอด 37 ปี โครงการซีพีเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน ที่ CPF และมูลนิธิซีพี ร่วมกันส่งมอบโอกาสให้กับโรงเรียน 1,018 แห่ง ใน 74 จังหวัด สร้างแหล่งอาหารให้เด็กกว่า 229,000 คน พร้อมปลูกฝังทักษะอาชีพและการพึ่งพาตนเองให้เติบโตไปพร้อมกัน 

ภาพของเด็กๆ ที่กำลังรอคิวตัก “ยำไข่เจียว” ด้วยรอยยิ้ม ทำให้รู้ว่าอาหารจานนี้ ไม่ได้มีเพียงความอร่อยเพียงเพราะฝีมือแม่ครัว แต่อร่อยเพราะเด็กทั้งโรงเรียน คือคนที่ช่วยกันสร้างมันขึ้นมา

ไฟ-ฟ้า โดย ทีทีบี จับมือศิลปิน Jmons ปลุกพลังเยาวชน เปลี่ยนไอเดียเล็กๆ สู่พลังดูแลโลก

ไฟ-ฟ้า โดย ทีทีบี จับมือศิลปิน Jmons ปลุกพลังเยาวชน เปลี่ยนไอเดียเล็กๆ สู่พลังดูแลโลก

ไฟ-ฟ้า โดย ทีทีบี จับมือศิลปิน Jmons ปลุกพลังเยาวชน เปลี่ยนไอเดียเล็กๆ สู่พลังดูแลโลก

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.17 น.

ศิลปะอาจเป็นมากกว่างานสร้างสรรค์ หากใช้เป็นพลังในการสื่อสารและจุดประกายการเปลี่ยนแปลง นี่คือแนวคิดที่เกิดขึ้นในกิจกรรมเวิร์กชอป “We are Blue Planet เพราะโลกใบนี้คือพวกเรา” ที่ ไฟ-ฟ้า โดย ทีทีบี เปิดพื้นที่ให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้การออกแบบคาแรกเตอร์ผ่านมุมมองของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ “Jmons” หรือ บุญสิทธิ์ อยู่ถาวร ศิลปินเจ้าของผลงานคาแรกเตอร์ STARBUZZ อันโดดเด่นที่ผสานความสนุก และความหวังในชีวิตประจำวัน มาแบ่งปันความรู้และเทคนิคการออกแบบ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กไฟ-ฟ้า ออกแบบคาแรกเตอร์ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้และต่อยอดพัฒนาสู่การสร้างอาชีพในอนาคต 

มาริสา จงคงคาวุฒิ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวหน้าสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ทีทีบี 

กิจกรรมครั้งนี้ไม่ได้สอนเพียงการวาดภาพหรือออกแบบตัวละคร แต่ชวนเยาวชนตั้งคำถามกับโลกรอบตัว ค้นหามุมมองของตนเอง และถ่ายทอดความคิดผ่านงานศิลปะ เพื่อสร้างการสื่อสารที่เข้าใจง่าย เข้าถึงผู้คน และสามารถต่อยอดเป็นทักษะที่มีคุณค่าในอนาคตได้จริง

ตลอดกว่า 3 ปีที่ผ่านมา ไฟ-ฟ้า โดย ทีทีบี ใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือปลูกฝังแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมให้กับเยาวชนอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้ทุกผลงานถูกพัฒนาด้วยแนวคิด “ลด ใช้ ทิ้ง” ภายใต้ ttb blue planet โครงการดี ๆ ตามแนวทางการสร้างความยั่งยืน B+ESG #เปลี่ยน…การใช้ชีวิต เป็นมิตรกับโลกยิ่งขึ้น สะท้อนการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า ลดความสิ้นเปลือง ใช้ซ้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด และจัดการขยะอย่างถูกวิธี เพื่อเปลี่ยนเรื่องสิ่งแวดล้อมให้เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนเริ่มต้นได้ในชีวิตประจำวัน

ทีทีบีเชื่อในพลังของเยาวชน

นางสาวมาริสา จงคงคาวุฒิ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวหน้าสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ทีทีบี กล่าวว่า ทีทีบีเชื่อว่าการสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากการสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ลงมือคิด ลงมือทำ และพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ เพราะเยาวชนในวันนี้ คือ พลังสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตของสังคมและโลกในวันข้างหน้า

“สิ่งที่เราภูมิใจเสมอเมื่อได้เห็นเด็กไฟ-ฟ้า คือ การที่พวกเขากล้าคิด กล้าลอง และกล้าแสดงออกมากขึ้นในทุก ๆ ปี บางคนเริ่มต้นจากความไม่มั่นใจ แต่เมื่อได้รับโอกาสและพื้นที่ที่เหมาะสม ก็สามารถค้นพบศักยภาพของตัวเองได้ เราเชื่อว่าการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน เริ่มจากการปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งความคิดและแรงบันดาลใจให้เติบโตในใจเยาวชน

ที่สำคัญ ผลงานคาแรกเตอร์ที่น้อง ๆ ร่วมกันสร้างสรรค์ในโครงการครั้งนี้ จะได้รับการต่อยอดสู่การใช้งานจริง โดยจะเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบผลิตภัณฑ์ของขวัญปีใหม่ของทีทีบีในปีหน้า ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้ผลงานและแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมของเยาวชนได้ส่งต่อแรงบันดาลใจไปสู่ผู้คนในวงกว้าง พร้อมสร้างความภาคภูมิใจที่จับต้องได้ให้กับเจ้าของผลงานทุกคน

น้องริว, Jmons และน้องอิงอุ่น

นอกจากนี้ ผลงานทางศิลปะของน้อง ๆ ยังจะได้รับการพัฒนาต่อยอดเป็นสินค้าที่ระลึกของมูลนิธิทีทีบี เพื่อเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้ส่งต่อคุณค่าของการ ‘ให้’ ไปยังผู้อื่นอีกทอดหนึ่ง โดยรายได้จากการจำหน่ายสินค้าหลังหักค่าใช้จ่ายจะนำกลับไปสนับสนุนชุมชนและกิจกรรมเพื่อสังคม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีและยั่งยืนให้เกิดขึ้นในสังคม”

Jmons ชวนเด็กๆ ใช้ศิลปะเป็นภาษาสื่อสารกับโลก 

“ผมอยากให้น้อง ๆ เห็นว่าคาแรกเตอร์หนึ่งตัวสามารถเป็นตัวแทนของความคิดหรือสิ่งที่เราอยากบอกกับสังคมได้ สิ่งที่ประทับใจมากคือเด็กไฟ-ฟ้ามีจินตนาการและมุมมองที่น่าสนใจ หลายคนสามารถเชื่อมโยงเรื่องสิ่งแวดล้อมเข้ากับเรื่องใกล้ตัวได้อย่างสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างการเปลี่ยนแปลง ยิ่งเมื่อผลงานเหล่านี้มีโอกาสถูกต่อยอดไปเป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์ปีใหม่ของธนาคาร ก็ยิ่งทำให้น้องๆ เห็นว่าความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองสามารถสร้างคุณค่าและเกิดผลลัพธ์ได้จริง”

จากเวิร์กชอปสู่แรงบันดาลใจที่ต่อยอดได้จริง

สำหรับ นายภัทรพล ศรีนรคุตร (น้องริว) เด็กไฟ-ฟ้า ศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้าประชาอุทิศ บอกว่า การเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ทำให้ได้เรียนรู้วิธีคิดในการออกแบบคาแรกเตอร์จากศิลปินตัวจริง และมองเห็นแนวทางการพัฒนาผลงานของตัวเองมากขึ้น

“พี่ Jmons ทำให้ผมรู้ว่ากว่าจะเป็นคาแรกเตอร์หนึ่งตัว ต้องมีเรื่องราวและแนวคิดอยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่แค่การวาดให้สวยอย่างเดียว ผมอยากนำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาผลงานของตัวเอง และต่อยอดเป็นอาชีพในอนาคต”

ขณะที่ นางสาวพิชญาภา งามดี (น้องอิงอุ่น) เด็กไฟ-ฟ้า ศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้านนทบุรี กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้ทำให้มองเห็นว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัว และทุกคนสามารถเริ่มต้นได้จากเรื่องเล็ก ๆ รอบตัว

“ไฟ-ฟ้าทำให้หนูได้ค้นพบตัวเอง ได้ฝึกความกล้าแสดงออก และได้ลองทำสิ่งใหม่ ๆ ที่ไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสได้ทำมาก่อน หนูอยากชวนเพื่อน ๆ ที่กำลังมองหาพื้นที่เรียนรู้นอกห้องเรียน มาลองเปิดประสบการณ์ที่ศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้าดูสักครั้ง”

เรื่องราวจากเวิร์กชอปครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ไฟ-ฟ้า โดย ทีทีบี เป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้ค้นพบศักยภาพของตนเอง เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ ลงมือสร้างสรรค์ผลงานจริง และเติบโตเป็นคนรุ่นใหม่ที่พร้อมใช้ความคิดสร้างสรรค์สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคม นอกจากนี้ เยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมได้รับ ประกาศนียบัตรรับรองการผ่านเวิร์กชอปจากโครงการไฟ-ฟ้า โดย ทีทีบี ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของ Portfolio เพื่อสะท้อนประสบการณ์การเรียนรู้นอกห้องเรียนและการพัฒนาทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์ของตนเองได้อีกด้วย

ฉลอง 23 ปี ‘เปรี้ยวปาก’ เปิดเทศกาลความอร่อย ยกทัพร้านดังทั่วไทย

ฉลอง 23 ปี ‘เปรี้ยวปาก’ เปิดเทศกาลความอร่อย ยกทัพร้านดังทั่วไทย

ฉลอง 23 ปี ‘เปรี้ยวปาก’ เปิดเทศกาลความอร่อย ยกทัพร้านดังทั่วไทย

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.14 น.

“เปรี้ยวปาก” รายการวาไรตี้กิน-เที่ยว ทางช่อง 3HD ดำเนินรายการโดยคู่ซี้สายกิน เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี และจอย-รินลณี ศรีเพ็ญ ผลิตโดย บริษัท ไทม์ บรอดคาสท์ จำกัด โดย ภริตา วิริยะรังสฤษฎ์ เตรียมจัดงาน “เปรี้ยวปาก Festival 2026 : อร่อยทุกคำ อิ่มสุขทุกคน” By ธนาคารออมสิน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 พร้อมฉลองครบรอบ 23 ปีของรายการ ระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม–3 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00–22.00 น. ณ ลาน M GRAND HALL ชั้น G เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ

ภายในงาน “เปรี้ยวปาก Festival 2026” ยกขบวนร้านสตรีทฟู้ดชื่อดัง ร้านเด็ดจากทั่วประเทศ และร้านของดารา-อินฟลูเอนเซอร์ ขนเมนูยอดนิยมมาเสิร์ฟตลอด 4 วัน พร้อมกิจกรรมบนเวที การแสดงจากศิลปิน และสิทธิพิเศษจากธนาคารออมสิน เพื่อมอบประสบการณ์ความอร่อยและความสุข ให้ทุกคนได้อิ่มอร่อย สนุกสนาน และใช้เวลาร่วมกันอย่างเต็มที่

ภริตา วิริยะรังสฤษฎ์ 

ภริตา วิริยะรังสฤษฎ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทม์ บรอดคาสท์ จำกัด ผู้ผลิตรายการเปรี้ยวปาก กล่าวว่า ตลอดกว่า 23 ปีที่ผ่านมา รายการ “เปรี้ยวปาก” ไม่ได้เป็นเพียงรายการวาไรตี้กิน-เที่ยว แต่เป็นพื้นที่ที่พาผู้ชมค้นหาร้านอร่อย ผู้คน และเรื่องราวดีๆ จากทั่วประเทศ

“เปรี้ยวปาก Festival 2026 จัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘อร่อยทุกคำ อิ่มสุขทุกคน’ เพื่อสานต่อความตั้งใจในการส่งต่อความสุขผ่านอาหารและการเดินทาง พร้อมขอบคุณแฟนรายการที่เติบโตเคียงข้างกันมาตลอดกว่า 23 ปี โดยงานนี้จะเป็นพื้นที่ให้ทุกคนได้พบปะ ใช้เวลาร่วมกับครอบครัวและเพื่อนๆ ลิ้มลองร้านดังทั่วประเทศ พบศิลปินและอินฟลูเอนเซอร์คนโปรด รวมถึงรับคำแนะนำด้านการเงินจากธนาคารออมสิน เพราะอาหารที่ดีไม่เพียงสร้างความอร่อย แต่ยังเชื่อมโยงผู้คนและสร้างความทรงจำร่วมกัน”

รวมร้านอร่อยที่ไม่ควรพลาด

ร้านสตรีทฟู้ดเจ้าดัง อาทิ ขาหมูบ้านไร่ by สมชายโคโค่ ขาหมูรสเข้มข้น หนังนุ่มละลายในปาก แค่เปิดร้านก็คิวยาว, ดุกดิกปลาดุกไร้ก้าง ปลาดุกย่างสไตล์ญี่ปุ่นหอมกรุ่น หนังเกรียมกำลังดี, เคี้ยงเฉาก๊วยภูเก็ต เฉาก๊วยสูตรโบราณจากอากง เนื้อเหนียวนุ่มเด้งคล้ายเยลลี่ หวานธรรมชาติ, หยกชวา ก๋วยเตี๋ยวเรือเส้นผักตบชวาเหนียวนุ่มสไตล์บะหมี่หยก, เฮียแตนราชาหมูกรอบ หนังกรอบฟู เนื้อฉ่ำ, สถานีปาท่องโก๋ รวมปาท่องโก๋หลากหลายสไตล์ทั้งโบราณ ญี่ปุ่น และโก๋เตยหอม, Bakery Mind Café กับเมนูฮิตกะลาเค้กมะพร้าวและเค้กไส้แตก, อาม่าราดหน้าเส้นกรอบ ราดหน้ารสกลมกล่อม เส้นกรอบหอม, เมญ่าจ๊อปู จ๊อปูเนื้อแน่น น้ำพริกไข่ปู โรลกุ้ง และถุงทองปู, เจ้าสมุทรแม่กลอง ข้าวยำปูและข้าวหน้าปูแกะ,ต้มโคล้งรสบรรเจิด สูตรโบราณจากปลากดย่างกาบมะพร้าว หอมควันไฟ รสจัดจ้านกลมกล่อม, ร้อยเก้าแกงใต้ เสิร์ฟอาหารใต้รสจัดจ้าน พร้อมเมนูเด่นอย่าง คั่วกลิ้งปลาย่าง คั่วกะปิปลาอินทรีย์ และน้ำพริกนรกใต้ พร้อมอีกหลายร้านดังที่ยกเมนูเด็ดมาเสิร์ฟตลอด 4 วัน

เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี และจอย-รินลณี ศรีเพ็ญ

ร้านดาราและอินฟลูเอนเซอร์

นำโดย Hosomi ของเสนาหอย ที่ยกเมนูมัตฉะพรีเมียม ชีสเค้ก และของหวานยอดนิยมมาเสิร์ฟ พร้อมร่วมพบปะแฟนๆ ภายในงาน พี่ไก่ รัญจวน ควงน้องพะแพง นำสินค้าคุณภาพ พร้อมโปรโมชันพิเศษ และ Cooking Show ให้ผู้ร่วมงานได้ชิมเมนูสุดพิเศษแบบใกล้ชิด ส่วนลูกชิ้นนายปิง กลับมาตามคำเรียกร้อง พร้อมเสิร์ฟลูกชิ้นหมูและลูกชิ้นกุ้งเนื้อเด้ง ย่างร้อนๆ กับน้ำจิ้มรสแซ่บตลอดงาน

พบกับ Photo Booth ตู้สติกเกอร์ และร่วมสนุกกับเกม Smart Stop และบิงโก ลุ้นรับเครื่องใช้ไฟฟ้าและของรางวัลทุกวัน พร้อมสิทธิพิเศษสำหรับผู้ชอปผ่านแอปพลิเคชัน MyMo by GSB ครบ 500 บาท นำ e-Slip มาแลกรับ Voucher มูลค่า 50 บาท ที่บูธธนาคารออมสิน เพื่อนำไปใช้ซื้ออาหารภายในงานได้ทันที

PharmaResearch Culture Foundation X บางกอก คุนส์ฮาเลอ เปิดพรมแดนศิลปะร่วมสมัยเกาหลี-ไทยใน ‘Watching Together at the Boundar’

PharmaResearch Culture Foundation X บางกอก คุนส์ฮาเลอ เปิดพรมแดนศิลปะร่วมสมัยเกาหลี-ไทยใน ‘Watching Together at the Boundar’

PharmaResearch Culture Foundation X บางกอก คุนส์ฮาเลอ เปิดพรมแดนศิลปะร่วมสมัยเกาหลี-ไทยใน ‘Watching Together at the Boundar’

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.03 น.

PharmaResearch Culture Foundation ก่อตั้งโดย ปาร์ค พิล-ฮย็อน ร่วมกับ บางกอก คุนส์ฮาเลอ (Bangkok Kunsthalle) ก่อตั้งโดย มาริษา เจียรวนนท์ จัดแสดง “Watching Together at the Boundary” นิทรรศการศิลปะภาพเคลื่อนไหวที่เกิดจากความร่วมมือระดับนานาชาติครั้งสำคัญ รวบรวมผลงานคอมมิชชันที่เคยผลิตและจัดแสดใน Gangneung International Art Festival (GIAF) มาเรียบเรียงใหม่ให้สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของพื้นที่บางกอก คุนส์ฮาเลอ พร้อมนำเสนอผลงานของศิลปินไทยและเกาหลีใต้ 5 คน ได้แก่ โก ดึง-ออ, อารยา ราษฎร์จำเริญสุข, อี ยาง-ฮี, จอง ย็อน-ดู และฮงอี ฮย็อน-ซุก  จัดแสดงระหว่างนี้จนถึงวันที่  9 สิงหาคม 2569 ณ บางกอก คุนส์ฮาเลอ

มาริษา เจียรวนนท์

จากคังนึงสู่กรุงเทพฯ: ความทรงจำร่วมในพื้นที่แห่งการเยียวยาและการเกิดใหม่        

นิทรรศการ Watching Together at the Boundary สะท้อนถึงแนวคิดเรื่องการเยียวยาและการฟื้นฟูชุมชน ผ่านการเชื่อมโยง 2 เทศกาลสำคัญจาก 2 วัฒนธรรม ได้แก่ เทศกาลคังนึงดาโนเจ (Gangneung Danoje Festival) หนึ่งในเทศกาลพื้นบ้านที่สำคัญที่สุดของเกาหลีใต้ และ เทศกาลสงกรานต์ หรือเทศกาลปีใหม่ของไทย ซึ่งต่างได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติจาก UNESCO

แม้จะมีรากฐานทางวัฒนธรรมและภูมิศาสตร์ที่แตกต่าง ทว่าทั้งสองเทศกาลต่างก็เชื่อมโยงกันผ่านช่วงเวลาที่ผู้คนและครอบครัวจะได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง เพื่อส่งต่อความปรารถนาดี คำอวยพรและคำอธิษฐานเพื่อความสงบสุข และร่วมเฉลิมฉลองการเริ่มต้นใหม่ของชีวิต

ปาร์ค พิล-ฮย็อน

นิทรรศการในครั้งนี้จึงชวนผู้ชมร่วมสำรวจความทรงจำในพื้นที่จัดแสดงของบางกอก คุนส์ฮาเลอ ควบคู่กับประสบการณ์ของเมืองคังนึง (Gangneung) ซึ่งเคยประสบกับภัยพิบัติทางธรรมชาติและไฟป่าครั้งใหญ่ เพื่อสะท้อนถึงความหมายของการเกิดใหม่และการฟื้นฟูเยียวยา ภายใต้บริบทที่แตกต่างกันผ่านภาษาของศิลปะร่วมสมัย

Watching Together: เมื่อการรับชมแปรเปลี่ยนเป็นการอยู่ร่วมกัน

แนวคิดสำคัญของนิทรรศการในครั้งนี้คือ “การรับชมร่วมกัน” (Watching Together) ซึ่งมองการรับชมงานศิลปะเป็นมากกว่าการอยู่ในพื้นที่เดียวกันของคนแปลกหน้า หากคือการแบ่งปันเวลา การพำนักอยู่ร่วมกัน และการเปิดรับประสบการณ์แห่งการต้อนรับ การเยียวยา และความสัมพันธ์ที่ก่อตัวขึ้นระหว่างผู้คนผ่านศิลปะ

พัค โซฮี

นิทรรศการจึงนำเรื่องของ “จังหวะ” และ “ลำดับเวลา” มาใช้เป็นโครงสร้างหลักในการจัดโปรแกรมฉายภาพเคลื่อนไหว เพื่อถักทอความทรงจำ บรรยากาศ และเรื่องราวของสองเมือง (คังนึงและกรุงเทพฯ) เข้าด้วยกัน นำเสนอผ่านผลงานของศิลปิน 5 คน ที่ต่างก็สำรวจประเด็นเรื่องพรมแดน การฟื้นฟู การดำรงอยู่ และความสัมพันธ์ของชุมชนผ่านมุมมองที่แตกต่างกัน

Sohee Park (พัค โซฮี) ภัณฑารักษ์ของนิทรรศการและกรรมการของ PharmaResearch Culture Foundation กล่าวว่า “นิทรรศการนี้เป็นโอกาสสำคัญในการทบทวนบทบาทของสถานที่และเรื่องเล่าที่ GIAF สั่งสมมาจากเมืองคังนึง ผ่านการจัดแสดงและตีความใหม่ในบริบทของกรุงเทพฯ ณ บางกอก คุนส์ฮาเลอ เพื่อสร้างความร่วมมือทางศิลปะระหว่างกัน โดยมีแนวคิดเรื่องการฟื้นฟูและเยียวยาชุมชน ซึ่งเป็นคุณค่าร่วมของเทศกาลคังนึงดาโนเจและสงกรานต์ เป็นหัวใจสำคัญและจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระดับนานาชาติในครั้งนี้”

ในอนาคต PharmaResearch Culture Foundation ตั้งเป้าที่จะต่อยอดนิทรรศการในกรุงเทพฯ ให้เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือด้านศิลปะและวัฒนธรรมระหว่างเกาหลีใต้และไทย โดยมี INON (Art Space, Art Forest) พื้นที่วัฒนธรรมแบบผสมผสานแห่งใหม่ในเมืองคังนึงเป็นศูนย์กลาง มูลนิธิยังมีแผนสานต่อการทดลองเชิงสร้างสรรค์ผ่าน GIAF เพื่อเชื่อมโยงทรัพยากรทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นเข้ากับชุมชน พร้อมทั้งขยายความเป็นไปได้ของ

นิทรรศการ Watching Together at the Boundary จัดแสดงวันพุธ – วันอาทิตย์ เวลา 14:00

รอบเวลาพิเศษ: วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม 2569 เปิดทำการเวลา 14:00 น. – 16:00 น. และ 18:00 น. – 20:00 น. วันอาทิตย์ที่ 19 กอก คุนส์ฮาเลอ (599 ซอยพันธ์จิตต์ แขวงป้อมปราบ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ)

เวลาทำการ: กรกฎาคม และวันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม 2569 เปิดทำการเวลา 14:00 น. – 17:00 น. และ 19:00 น. – 20:00 น. ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Bangkok Kunsthalle และ Instagram: @bangkok_kunsthalle

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : แบ่งยากันใช้ได้หรือไม่

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : แบ่งยากันใช้ได้หรือไม่

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : แบ่งยากันใช้ได้หรือไม่

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.56 น.


หลายคนอาจพบปัญหาเจอถุงยาทั้งเก่าและใหม่ และมียาสารพัดชนิด ตั้งแต่ยาแก้ปวดลดไข้ ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาแก้แพ้ ไปจนถึงยากลุ่มโรคเรื้อรังที่กินบ้างไม่กินบ้าง จนกลายเป็นยาเหลือสะสมมากมาย แต่พอเราหรือคนใกล้ชิดมีอาการเจ็บป่วย เราก็จะเอายาของเก่าที่เรามีกลับมากิน หรือแบ่งให้คนอื่นกิน ซึ่งอาจเป็นความตั้งใจที่ดี แต่ทว่าผลลัพธ์อาจจะตรงกันข้าม เพราะการนำยาเก่าของเราไปให้คนอื่นใช้ อาจเป็นอันตรายอย่างมาก มีข้อน่าสังเกตที่ต้องตั้งประเด็นคือ
1. “อาการเหมือนกัน” ไม่ได้แปลว่าเป็น “ป่วยโรคเดียวกัน” ตัวอย่างเช่น อาการปวดหัวของแต่ละคนมีสาเหตุร้อยแปดพันเก้า เช่น คนสูงอายุบางคนมีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ เมื่อเกิดอาการปวดหัว เราคิดจะแบ่งยาแก้ปวดลดอักเสบกลุ่ม NSAIDs ซึ่งเป็นยาที่ไม่เหมาะเป็นอย่างยิ่ง ถ้าคนอื่นกินยาพาราเซตามอลแล้วอาการไม่ดีขึ้น เราต้องไปพบแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อเลือกยาที่ปลอดภัยของแต่ละคน แล้วพิจารณาถึงโรคประจำตัวอื่น ๆ ที่เป็นร่วมอยู่ด้วย
2. “โรคเดียวกัน” แต่ “ร่างกาย” แต่ละคนไม่เหมือนกัน เช่น โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคเบาหวาน ซึ่งผู้ป่วยแต่ละคนมีความจำเป็นต้องใช้ยาแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน ขึ้นกับสภาวะของโรค แพทย์และเภสัชกรต้องคำนวณจากน้ำหนักตัว อายุ โรคประจำตัวอื่น ๆ ที่ซ่อนอยู่ และที่สำคัญต้องพิจารณาถึงผลเลือด เพื่อดูการทำงานของตับและไต ยาความดันเม็ดเดียวกันที่แต่ละคนกินเพื่อควบคุมความดัน อาจเป็นขนาดที่แรงเกินไปสำหรับอีกคนหนึ่งที่มีปัญหาไตเริ่มเสื่อม ผลลัพธ์คือเมื่อนำยาไปกิน อาจเกิดภาวะความดันตกอย่างรวดเร็ว แล้ววูบ หมดสติ จนล้มหัวฟาดพื้นได้
3. ปัญหา “แพ้ยา” ในแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราไม่มีทางรู้ว่าคนที่เราแบ่งยาให้เขาใช้นั้น มีประวัติเคยแพ้ยาอะไรบ้าง หรือเขามีพันธุกรรมที่เสี่ยงต่อการแพ้ยารุนแรงชนิดไหน หากเขารับยาของเราไปกินแล้วเกิดอาการแพ้ยารุนแรงซึ่งอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต จากความตั้งใจเดิมที่อยากได้บุญเพื่อแบ่งปันเพื่อนมนุษย์ ก็อาจกลายเป็นบาปไปได้
4. ปัญหา “ยาตีกัน” ในผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยโรคเรื้อรังส่วนใหญ่มักไม่ได้กินยาแค่ชนิดเดียว การที่เราเอายาของเราให้คนอื่น ถึงแม้เป็นเพียงวิตามิน หรืออาหารเสริมก็ตาม อาจเพิ่มความเสี่ยงปัญหา “ยาตีกัน” หรือปฏิกิริยาระหว่างยาอย่างรุนแรง ถ้าเรานำยาแก้ปวดข้อ แก้ปวดกระดูก กลุ่มต้านการอักเสบ (NSAIDs) ที่เหลืออยู่ไปให้ญาติผู้ใหญ่ที่กำลังกินยาละลายลิ่มเลือด หรือยาต้านเกล็ดเลือดเป็นประจำ ยาแก้ปวดตัวนี้จะเข้าไปเสริมฤทธิ์ยาละลายลิ่มเลือดอย่างรุนแรง ทำให้เส้นเลือดเปราะบาง แล้วเกิดอาการเลือดออกในกระเพาะอาหารหรือในสมองได้ง่ายมาก
5. ยาเก่าเก็บ เสื่อมสภาพ เสี่ยงรับสารพิษ เนื่องจากยาที่เก็บไว้ในบ้านเป็นเวลานาน เราจะมั่นใจได้แค่ไหนว่ายายังมีคุณภาพและปลอดภัย บางครั้ง แม้ว่ายังไม่ถึงวันหมดอายุ แต่ถ้าเราเก็บรักษายาไว้ในที่อุณหภูมิไม่เหมาะสม เช่น ร้อนจัด จัดชื้น หรือแสงแดดส่องถึง จะทำให้ยาเสื่อมสลายตัวก่อนถึงวันหมดอายุจริง การส่งต่อยาเสื่อมสภาพให้คนอื่น นอกจากจะทำให้เขาได้รับยาไม่มีประสิทธิภาพ กินแล้วไม่หายป่วย ยังทำให้ได้รับสารเคมีที่เกิดจากการสลายตัวของเม็ดยา ยังอาจกลายเป็นสารพิษที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้
ถ้าเช่นนั้น เราจะทำอย่างไรดีกับ “ยาเหลือใช้” โดยไม่อยากทิ้งให้เสียของ เราจะบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์และปลอดภัยสูงสุดอย่างไร
1. ตรวจสอบและคัดแยกยาเสื่อมสภาพเป็นประจำ สังเกตลักษณะเม็ดยา หากเปลี่ยนสี มีจุดด่าง แตกหัก ซองบวม หรือแคปซูลบวม ให้แยกทิ้งทันที โดยใส่ถุงมิดชิด เขียนหน้าถุงชัดเจนว่า “ยาหมดอายุ เสื่อมสภาพ” ก่อนทิ้งถังขยะ เพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นหรือสัตว์เลี้ยงกิน
2. นำยากลับไปหาหมอตอนวันนัด วิธีนี้ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เวลาไปโรงพยาบาลตามนัดให้นำยาเดิมที่เหลือทั้งหมดไปให้แพทย์และเภสัชกรดูด้วย เพื่อจะได้ช่วยตรวจว่าทำไมยาจึงเหลือ เพื่อแพทย์จะได้ปรับลดปริมาณการสั่งจ่ายยาในรอบต่อไปลง ช่วยประหยัดงบประมาณโรงพยาบาล และประหยัดค่ายาให้เราได้มหาศาล
ย้ำว่า ยาแต่ละชนิดไม่เหมาะกับคนทุกคน และแต่ละคนมีข้อจำกัดทางสุขภาพต่างกัน ดังนั้น การแบ่งยาของตนเองให้ผู้อื่นอาจก่ออันตรายได้โดยไม่ตั้งใจ

รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย