กบฏโคลอมเบียก่อเหตุคาร์บอมบ์-ระเบิด เย้ยประธานาธิบดีใหม่ รับตำแหน่ง 1 วัน

กบฏโคลอมเบียก่อเหตุคาร์บอมบ์-ระเบิด เย้ยประธานาธิบดีใหม่ รับตำแหน่ง 1 วัน

9 ส.ค. 2569 11:00 น.

กบฏโคลอมเบียก่อเหตุคาร์บอมบ์-ระเบิด เย้ยประธานาธิบดีใหม่ รับตำแหน่ง 1 วัน

ประธานาธิบดีคนใหม่ของโคลอมเบียเผชิญความท้าทายตั้งแต่วันแรกที่รับตำแหน่ง หลังกลุ่มติดอาวุธที่แยกตัวจากกองกำลังปฏิวัติโคลอมเบีย หรือ “ฟาร์ก” เปิดฉากโจมตี 2 จุดใหญ่ ทั้งเหตุคาร์บอมบ์ถล่มด่านเก็บค่าธรรมเนียมบนทางหลวงสายหลัก และส่งโดรนติดระเบิดโจมตีสถานีตำรวจ ส่งผลให้ตำรวจเสียชีวิต 1 นาย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย หลังประกาศใช้นโยบายแข็งกร้าวต่อกลุ่มติดอาวุธและยาเสพติด

โคลอมเบียเผชิญเหตุระเบิด 2 จุดในวันเสาร์ (8 ส.ค.) ซึ่งเป็นวันแรกที่นายอาเบลาร์โด เด ลา เอสปรีเอยา ประธานาธิบดีคนใหม่เข้ารับตำแหน่ง โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากเขาสาบานตนเข้ารับตำแหน่งที่เมืองกาลี ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ

เหตุแรกเกิดขึ้นบริเวณด่านเก็บค่าผ่านทางบนทางหลวงแพนอเมริกัน ในเขตเทศบาลซานตันเดร์ เด กิลิเชา เชื่อมระหว่างจังหวัดเคากาและวัลเย เดล เกากา กองทัพโคลอมเบียระบุว่า กลุ่มติดอาวุธที่แยกตัวจากกองกำลังปฏิวัติโคลอมเบีย หรือ “ฟาร์ก” เป็นผู้ก่อเหตุ โดยรถยนต์ที่ถูกนำมาจอดทิ้งไว้ถูกใช้เป็นระเบิด ก่อนผู้ก่อเหตุหลบหนีด้วยรถจักรยานยนต์

แรงระเบิดทำให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 2 คนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย และชิ้นส่วนรถยนต์ที่ถูกเผาไหม้กระจัดกระจายทั่วบริเวณด่าน เจ้าหน้าที่ต้องปิดพื้นที่และใช้สุนัขดมกลิ่นค้นหาวัตถุระเบิดเพิ่มเติม

แรงระเบิดยังส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุอย่างหนัก ชาวบ้านระบุว่าแรงอัดจากระเบิดทำให้คนในบ้านถูกแรงระเบิดกระแทกจนตกจากเตียง ขณะที่กระจกหน้าต่างแตกกระจาย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเศษกระจก

ฆอร์เก อ็อกตาบิโอ กุซมัน ผู้ว่าการจังหวัดเคากา กล่าวว่า เหตุโจมตีดังกล่าวไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่เป็นการกระทำอย่างเป็นระบบ โดยเชื่อว่ากลุ่มติดอาวุธต้องการแยกพื้นที่เคากาออกจากส่วนอื่นของประเทศ เพื่อรักษาการควบคุมพื้นที่หลายพันเฮกตาร์

อีกเหตุเกิดขึ้นห่างออกไปราว 1,000 กิโลเมตร ในจังหวัดเซซาร์ ทางตอนเหนือของประเทศ เมื่อโดรนติดวัตถุระเบิดพุ่งโจมตีสถานีตำรวจในช่วงเช้ามืด ส่งผลให้ตำรวจเสียชีวิต 1 นาย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถระบุตัวผู้ก่อเหตุได้

ประธานาธิบดีเด ลา เอสปรีเอยา ประณามเหตุโจมตี พร้อมประกาศว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังจะไม่ได้รับการผ่อนปรนหรือความคุ้มครอง และจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าว ด้านเอลซา โนเกรา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุว่า รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการเพื่อฟื้นฟูการจราจรบนเส้นทางที่ได้รับผลกระทบ พร้อมย้ำว่าโคลอมเบียจะไม่ยอมจำนนต่อความรุนแรง และจะไม่ปล่อยให้โครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศถูกทำลาย

กลุ่มผู้ก่อเหตุโจมตีตามข้อกล่าวหาของกองทัพ เป็นกลุ่มที่แยกตัวออกจากข้อตกลงสันติภาพครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างกลุ่มฟาร์กกับรัฐบาลโคลอมเบียเมื่อปี 2016 โดยกลุ่มติดอาวุธบางส่วนยังคงปฏิบัติการในพื้นที่ชนบทและเกี่ยวข้องกับเครือข่ายค้ายาเสพติด

เด ลา เอสปรีเอยา วัย 48 ปี นักกฎหมายและนักธุรกิจที่ไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองมาก่อน ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบสองเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาอย่างฉิวเฉียด โดยเอาชนะอีวาน เซเปดา สมาชิกวุฒิสภาฝ่ายก้าวหน้าและพันธมิตรของอดีตประธานาธิบดีกุสตาโว เปโตร

ประธานาธิบดีคนใหม่หาเสียงด้วยนโยบายแข็งกร้าว โดยประกาศจะปราบปราม “การก่อการร้ายจากยาเสพติดโดยไม่มีการพักรบ” และยุติการเจรจาสันติภาพกับกลุ่มติดอาวุธที่รัฐบาลชุดก่อนสนับสนุน พร้อมเตือนกลุ่มผิดกฎหมายว่า มีเพียงสองทางเลือก คือยอมอยู่ภายใต้กฎหมาย หรือเผชิญหน้ากับกองกำลังความมั่นคง

นอกจากนี้ นายเด ลา เอสปรีเอยา ยังประกาศแผนเพิ่มการโจมตีทางอากาศต่อกลุ่มกองโจรและเครือข่ายค้ายาเสพติด รวมถึงแนวคิดสร้างเรือนจำขนาดใหญ่แบบที่รัฐบาลเอลซัลวาดอร์ใช้ปราบปรามแก๊งอาชญากรรม โดยได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ และอิสราเอล

ในวันเดียวกัน ประธานาธิบดีคนใหม่ยังประกาศย้ายผู้ต้องขัง 117 คนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเจรจาสันติภาพของรัฐบาลชุดก่อน ไปยังเรือนจำความมั่นคงสูงสุด 8 แห่ง หน่วยงานราชทัณฑ์ระบุว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้รัฐบาลกลับมาควบคุมเรือนจำอย่างเต็มรูปแบบ และป้องกันไม่ให้องค์กรอาชญากรรมใช้เรือนจำเป็นฐานประสานงานกิจกรรมผิดกฎหมาย

เหตุระเบิดเกิดขึ้นในช่วงที่โคลอมเบียกำลังเผชิญกับความรุนแรงระลอกหนักที่สุดในรอบทศวรรษ แม้จะผ่านข้อตกลงสันติภาพกับฟาร์ก มาแล้วประมาณ 10 ปี แต่หลายพื้นที่ของประเทศยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มติดอาวุธที่แยกตัวออกมา รวมถึงกลุ่มที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิตและค้ายาโคเคนในตลาดโลก.

ที่มา Associated Press / AFP

“ทะเลสาบมี้ด” แตะระดับต่ำสุดในรอบ 90 ปี ผลกระทบภัยแล้งกระทบ 40 ล้านคน

"ทะเลสาบมี้ด" แตะระดับต่ำสุดในรอบ 90 ปี ผลกระทบภัยแล้งกระทบ 40 ล้านคน

9 ส.ค. 2569 10:24 น.

“ทะเลสาบมี้ด” แตะระดับต่ำสุดในรอบ 90 ปี ผลกระทบภัยแล้งกระทบ 40 ล้านคน

ระดับน้ำในทะเลสาบมี้ด อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ลดลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เริ่มกักเก็บน้ำเมื่อราว 90 ปีก่อน ท่ามกลางภัยแล้งรุนแรง หิมะสะสมในเทือกเขาร็อกกีลดลงเป็นประวัติการณ์ และการใช้น้ำเกินขนาด ส่งผลกระทบต่อประชาชนราว 40 ล้านคนใน 7 รัฐของสหรัฐฯ และเม็กซิโก

สำนักการฟื้นฟูแห่งสหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลล่าสุดว่า ระดับน้ำในทะเลสาบมี้ด (Lake Mead) ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ บริเวณคาบเกี่ยวชายแดนรัฐแอริโซนาและเนวาดา นอกเมืองลาสเวกัส ได้ลดลงเหลือเพียง 1,040.4 ฟุต (ประมาณ 317.1 เมตร) เหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ นับตั้งแต่เริ่มกักเก็บน้ำเมื่อราว 90 ปีก่อน โดยทำลายสถิติเดิมที่เคยบันทึกไว้เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2022 

เจ.บี. แฮมบี ประธานคณะกรรมการแม่น้ำโคโลราโดแห่งแคลิฟอร์เนีย ระบุว่า สถานการณ์ดังกล่าวมีความสำคัญและน่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากประชากรกว่า 3 ใน 4 ของลุ่มน้ำโคโลราโด หรือราว 30 ล้านคน กำลังได้รับผลกระทบโดยตรงจากความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับทะเลสาบมีด และย้ำว่ารัฐต่างๆ ที่พึ่งพาน้ำจากแม่น้ำสายนี้จำเป็นต้องลดปริมาณการใช้น้ำลงอย่างเร่งด่วน

วิกฤตครั้งนี้เกิดจากปัญหาความแห้งแล้งเรื้อรังที่ครอบคลุมตลอดสายแม่น้ำโคโลราโด โดยเฉพาะบริเวณต้นน้ำในเทือกเขาร็อกกี ซึ่งปกติการละลายของหิมะจะเป็นแหล่งน้ำสำคัญสำหรับแม่น้ำ ทว่าในช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมา ปริมาณสะสมของหิมะ ในลุ่มน้ำโคโลราโดลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ สร้างความกดดันอย่างหนักต่อเกษตรกร ภาคอุตสาหกรรม สัตว์ป่า ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ รวมถึงประชากรกว่า 40 ล้านคน ครอบคลุม 7 รัฐของสหรัฐฯ ชนเผ่าพื้นเมือง และประเทศเม็กซิโก

การใช้น้ำเกินขนาดสะสมมาหลายปี ผสมผสานกับภาวะแห้งแล้งและอุณหภูมิที่สูงขึ้น ทำให้ทั้งทะเลสาบมีดและทะเลสาบพาวเวลล์ (Lake Powell) ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำที่ใหญ่ที่สุดอันดับสองของประเทศ ลดลงสู่ระดับต่ำที่สุดในรอบเกือบ 70 ปี ส่งผลให้แท่นปล่อยเรือลงน้ำหลายแห่งต้องปิดตัวลง ย้ายตำแหน่ง หรือสร้างขึ้นใหม่เนื่องจากระดับน้ำลดลงจนเข้าถึงได้ยาก

เพื่อปกป้องความสามารถในการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางตัดสินใจระงับการปล่อยน้ำเย็นจากเขื่อนเกลนแคนยอน ทางตอนเหนือของรัฐแอริโซนา เพื่อคุ้มครองปลาพื้นเมืองสายพันธุ์ “Humpback chub” ที่กำลังเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในบริเวณดังกล่าว ขณะเดียวกัน รัฐบาลกลางได้เสนอข้อเสนอระยะสั้นให้รัฐในลุ่มน้ำตอนล่าง ได้แก่ แอริโซนา แคลิฟอร์เนีย และเนวาดา ปรับลดปริมาณการดึงน้ำไปใช้ หลังจากการเจรจาในระยะยาวระหว่าง 7 รัฐ ได้แก่ แคลิฟอร์เนีย โคโลราโด แอริโซนา เนวาดา นิวเม็กซิโก ไวโอมิง และยูทาห์ ไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้

ทั้งนี้ วิกฤตการณ์ภัยแล้งรุนแรงที่เกิดขึ้นกับทะเลสาบมี้ด ซึ่งกักเก็บน้ำเหนือเขื่อนฮูเวอร์  ไม่เพียงส่งผลต่อการใช้น้ำเท่านั้น แต่ยังเคยทำให้เกิดการค้นพบโครงกระดูกมนุษย์ที่จมอยู่ใต้น้ำมายาวนาน และทำให้ทางการลาสเวกัสต้องติดตั้งระบบสูบน้ำจากระดับที่ลึกยิ่งขึ้นเพื่อส่งน้ำเลี้ยงประชาชนหลายล้านคน

นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่าจากอ่างเก็บน้ำ 54 แห่งทางตะวันตกของสหรัฐฯ ที่อยู่ภายใต้สำนักการฟื้นฟูฯ มีถึง 9 แห่งที่ระดับน้ำลดลงต่ำสุดในรอบ 30 ปี และจากแบบจำลองการพยากรณ์ คาดว่าระดับน้ำในทะเลสาบมีดจะยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงที่เหลือของปีนี้.

ที่มา Associated Press

“ฮันเตอร์ ไบเดน” เผยอดีต ปธน. “โจ ไบเดน” มะเร็งลามหนักกระดูก-ทรมานแสนสาหัส

"ฮันเตอร์ ไบเดน" เผยอดีต ปธน. "โจ ไบเดน" มะเร็งลามหนักกระดูก-ทรมานแสนสาหัส

9 ส.ค. 2569 10:10 น.

“ฮันเตอร์ ไบเดน” เผยอดีต ปธน. “โจ ไบเดน” มะเร็งลามหนักกระดูก-ทรมานแสนสาหัส

ฮันเตอร์ ไบเดน บุตรชายของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน เปิดเผยว่า มะเร็งต่อมลูกหมากของบิดาลุกลามไปยังกระดูกและส่วนอื่นของร่างกายแล้ว พร้อมระบุว่าอาการป่วยสร้างความเจ็บปวดและส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตอย่างมาก ขณะที่โจ ไบเดน ยังคงปรากฏตัวต่อสาธารณะและแสดงจุดยืนต่อประเด็นการเมืองและสังคมของสหรัฐฯ

ฮันเตอร์ ไบเดน บุตรชายของโจ ไบเดน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยในบทสัมภาษณ์กับรายการ Newsnight ของ BBC ว่า มะเร็งต่อมลูกหมากที่บิดากำลังรักษาอยู่ได้แพร่กระจายไปยังกระดูกและส่วนอื่นของร่างกายแล้ว พร้อมระบุว่าอาการป่วยสร้างความเจ็บปวดอย่างมากและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของบิดาอย่างรุนแรง

ฮันเตอร์กล่าวด้วยอารมณ์สะเทือนใจว่า การเฝ้ามองบิดาต่อสู้กับโรคมะเร็งเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก โดยระบุว่า “มะเร็งลุกลามไปยังกระดูกและส่วนอื่น ๆ แล้ว” และทำให้บิดามีอาการเจ็บปวดและอ่อนแรงอย่างมาก ด้านโฆษกของโจ ไบเดน ซึ่งปัจจุบันอายุ 83 ปี ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับบทสัมภาษณ์ดังกล่าว

โจ ไบเดน เปิดเผยว่าตนเองได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากชนิดรุนแรงในเดือนพฤษภาคม 2025 หรือไม่ถึง 4 เดือนหลังพ้นตำแหน่งประธานาธิบดี โดยในเวลานั้นสำนักงานของเขาระบุว่า มะเร็งได้แพร่กระจายไปยังกระดูกแล้ว และมีค่า Gleason Score ระดับ 9 ซึ่งอยู่ใน Grade Group 5 หรือกลุ่มที่มีความรุนแรงสูงสุดของมะเร็งต่อมลูกหมาก

ต่อมาในเดือนตุลาคม 2025 สำนักงานของไบเดนเปิดเผยว่า เขาเข้ารับการฉายรังสีและการรักษาด้วยฮอร์โมนเพื่อควบคุมมะเร็งต่อมลูกหมาก นอกจากนี้ เมื่อเดือนกันยายนปีเดียวกัน เขายังเข้ารับการผ่าตัดรักษามะเร็งผิวหนังด้วย

ด้านจิล ไบเดน อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ CBS News เมื่อเดือนพฤษภาคมว่า ครอบครัวรู้สึกตกใจอย่างมากเมื่อทราบผลวินิจฉัย พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าโรคมะเร็งอาจไม่ได้รับการตรวจพบในช่วงที่โจ ไบเดนดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยเธอกล่าวว่า แพทย์อ้างแนวทางของสมาคมระบบทางเดินปัสสาวะแห่งสหรัฐฯ ที่ระบุว่า ผู้ชายอายุมากกว่า 70 ปีอาจไม่จำเป็นต้องตรวจค่า PSA เป็นประจำ เนื่องจากมะเร็งต่อมลูกหมากบางชนิดเติบโตช้า

ในการสัมภาษณ์กับ BBC ซึ่งครอบคลุมหลายประเด็น ฮันเตอร์ ไบเดน ยังกล่าวถึงการที่โจ ไบเดนใช้อำนาจประธานาธิบดีอภัยโทษให้เขาในเดือนธันวาคม 2024 โดยยอมรับว่า การตัดสินใจดังกล่าวสามารถถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ และอาจไม่เป็นผลดีต่อประชาชน รัฐธรรมนูญ หรือมรดกทางการเมืองของบิดา

โจ ไบเดนมอบการอภัยโทษอย่างเต็มรูปแบบและไม่มีเงื่อนไขให้บุตรชาย แม้ก่อนหน้านั้นจะเคยยืนยันหลายครั้งว่าจะไม่ใช้อำนาจประธานาธิบดีเข้าแทรกแซงคดีของฮันเตอร์ โดยการอภัยโทษครอบคลุมคดีอาวุธปืนของฮันเตอร์ คดีภาษีที่เขารับสารภาพผิด รวมถึงความผิดของรัฐบาลกลางที่อาจเกิดขึ้นระหว่างปี 2014-2024

ฮันเตอร์กล่าวว่า เขาเข้าใจเหตุผลที่การตัดสินใจดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่เชื่อว่าบิดาตัดสินใจเพราะกังวลว่าเขาอาจตกเป็นเป้าหมายทางการเมืองและกระบวนการยุติธรรมภายใต้รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งกำลังจะเข้ารับตำแหน่งในเวลานั้น เขายืนยันด้วยว่า ก่อนการอภัยโทษ ทั้งเขาและบิดาไม่เคยหารือกันเรื่องดังกล่าว เพราะเชื่อว่าการพูดคุยลักษณะนี้ย่อมถูกเปิดเผยต่อสาธารณะในที่สุด

ฮันเตอร์ยังพูดถึงช่วงเวลาที่เขาต่อสู้กับการติดสารเสพติด โดยเปิดเผยว่า ในช่วงที่อาการรุนแรงที่สุด เขาดื่มวอดก้าเกือบ 1 แกลลอนต่อวัน หรือราว 3.8 ลิตร และสูบโคเคนแบบแคร็กเกือบทุก 15 นาที เขาเรียกช่วงเวลาดังกล่าวว่าเป็น “นรกบนโลก” และย้ำว่าไม่มีสิ่งใดที่น่าภาคภูมิใจหรือสวยงามเกี่ยวกับการติดยาเสพติด

ฮันเตอร์ปฏิเสธแนวคิดที่ว่า การเป็นบุตรชายของประธานาธิบดีทำให้เขารู้สึกว่าอยู่เหนือกฎหมาย โดยอธิบายว่า ในช่วงเวลานั้นเขาเพียงต้องการหลีกหนีจากความวิตกกังวลและความโดดเดี่ยว ยาเสพติดและแอลกอฮอล์เคยดูเหมือนเป็นทางออก ก่อนจะกลายเป็นสิ่งที่เกือบพรากชีวิตเขาไป

ฮันเตอร์กล่าวว่า ปัจจุบันเขาต้องการใช้ประสบการณ์ของตนเองเพื่อพูดถึงปัญหาการเสพติดและการฟื้นตัวจากการติดสารเสพติด โดยเชื่อว่าประเด็นนี้สามารถเชื่อมโยงผู้คนในสหรัฐฯ ที่มีความเห็นทางการเมืองแตกต่างกันได้

ฮันเตอร์ยังกล่าวถึงการดีเบตชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนมิถุนายน 2024 ซึ่งถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โจ ไบเดนยุติความพยายามลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอีกสมัย โดยฮันเตอร์ยอมรับว่า เขารู้สึกได้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติเมื่อเห็นบิดาขึ้นเวทีดีเบต

ก่อนหน้านี้ ฮันเตอร์เคยอธิบายว่าผลงานที่ย่ำแย่ของบิดาอาจเป็นผลจากความเหนื่อยล้าหลังเดินทางเป็นเวลานาน และหลังมีการวินิจฉัยโรคมะเร็ง เขายังตั้งคำถามว่าโรคดังกล่าวอาจเริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพของโจ ไบเดนตั้งแต่ช่วงเวลานั้นแล้วหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ฮันเตอร์ระบุว่า บิดาของเขายังคงมีส่วนร่วมกับประเด็นสาธารณะและยังคงออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมือง โดยยืนยันว่าโจ ไบเดนยังคงเชื่อมั่นในสหรัฐฯ อย่างมาก

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่ตัวเขาเองจะเข้าสู่การเมือง ฮันเตอร์ปฏิเสธ โดยกล่าวว่าไม่มีความสนใจที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งหรือลงแข่งขันเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดี และต้องการทุ่มเทเวลาให้กับการรณรงค์เรื่องการติดสารเสพติดและการฟื้นฟูผู้ป่วยแทน

ฮันเตอร์กล่าวว่า สิ่งที่เขาภาคภูมิใจในตัวบิดามากที่สุดไม่ใช่ผลงานทางการเมือง แต่คือความสามารถในการลุกขึ้นยืนทุกครั้งหลังเผชิญความยากลำบาก พร้อมยกย่องโจ ไบเดนว่าเป็น “คนที่แข็งแกร่งที่สุด” ที่เขารู้จัก

โจ ไบเดนมีกำหนดเผยแพร่บันทึกความทรงจำชื่อ “Promise Me, America” ในวันที่ 17 พฤศจิกายน หลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ.

ที่มา BBC / CBS News

ฮามาสยืนยัน พร้อมเดินหน้าแผนสันติภาพกาซา จี้อิสราเอลให้ทำตามด้วย

ฮามาสยืนยัน พร้อมเดินหน้าแผนสันติภาพกาซา จี้อิสราเอลให้ทำตามด้วย

9 ส.ค. 2569 06:19 น.

ฮามาสยืนยัน พร้อมเดินหน้าแผนสันติภาพกาซา จี้อิสราเอลให้ทำตามด้วย

กลุ่มฮามาสยืนยันว่า พวกเขาพร้อมปฏิบัติตามแผนสันติภาพในฉนวนกาซา และเดินหน้าเข้าสู่ ช่วงที่ 2 ซึ่งรวมถึงการถอนทหารของอิสราเอล โดยฮามาสเรียกร้องให้สหรัฐฯ กดดันอิสราเอลให้ยอมรับข้อตกลง

เมื่อวันเสาร์ที่ 8 ส.ค. 2569 กลุ่มฮามาสออกแถลงการณ์ยืนยันว่า พวกเขาพร้อมที่จะปฏิบัติตามแผนสันติภาพในฉนวนกาซา ฉบับที่สหรัฐฯ ให้การสนับสนุน โดยแจ้งต่อ “สภาแห่งสันติภาพ” (Board of Peace) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่ายินดีส่งมอบอาวุธให้แก่คณะกรรมการบริหารปกครองปาเลสไตน์ชุดใหม่

เจ้าหน้าที่ฮามาสระบุว่า ฮามาสและกลุ่มติดอาวุธอื่น ๆ พร้อมเริ่มดำเนินการข้อตกลงและเดินหน้าเข้าสู่ “ช่วงที่ 2” (phase 2) หากได้รับการอนุมัติจากอิสราเอล และอิสราเอลต้องปฏิบัติตามข้อตกลงเช่นกัน โดยฮามาสเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ เร่งกดดันอิสราเอลให้ยอมรับข้อตกลงนี้

ด้านนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ซึ่งกำลังเผชิญศึกเลือกตั้งใหญ่ในเดือนตุลาคมและกระแสต่อต้านจากฝ่ายขวาจัดในประเทศ ออกมาตอบโต้ว่า อิสราเอลไม่ได้เห็นชอบ “ร่างข้อตกลง” ที่สภาแห่งสันติภาพเสนอ

ทั้งนี้ ระยะที่ 2 ของข้อตกลงรวมถึงการปลดอาวุธของกลุ่มฮามาส และการถอนทหารของอิสราเอล แต่หลังการหารือระหว่างเนทันยาฮูกับ นิโคไล มลาเดนอฟ ตัวแทนระดับสูงของสภาแห่งสันติภาพ มลาเดนอฟได้ปรับท่าทีโดยระบุว่า อิสราเอลจะถอนกำลังทหารออกจากกาซาต่อเมื่อฮามาสปลดอาวุธโดยสมบูรณ์แล้วเท่านั้น

อิสราเอลยังคงโจมตีฉนวนกาซาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเจ้าหน้าที่กาซาระบุว่า กระสุนปืนจากฝั่งอิสราเอลสังหารชาวปาเลสไตน์ 1 ศพ ที่เมืองเดียร์ อัล-บาลาห์ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกประมาณ 10 รายรวมถึงเด็ก แม้ว่าระดับความรุนแรงของการโจมตีทางอากาศในระยะหลังจะเริ่มลดลงเหลือเพียงการยิงปืนและการใช้โดรนก็ตาม

กระทรวงสาธารณสุขกาซาระบุว่า นับตั้งแต่มีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงที่ทรัมป์สนับสนุนเมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลแล้ว 1,258 ศพ ขณะที่กองทัพอิสราเอลรายงานการสูญเสียกำลังพลในฝั่งตนเอง 5 นาย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ไฟป่าแคนาดาลามเร็ว ขนาดเพิ่มขึ้นสองเท่า คนนับหมื่นต้องอพยพ

ไฟป่าแคนาดาลามเร็ว ขนาดเพิ่มขึ้นสองเท่า คนนับหมื่นต้องอพยพ

9 ส.ค. 2569 05:35 น.

ไฟป่าแคนาดาลามเร็ว ขนาดเพิ่มขึ้นสองเท่า คนนับหมื่นต้องอพยพ

แคนาดากำลังเผชิญกับเหตุไฟป่าแห่งใหม่ในรัฐบริติชโคลัมเบีย โดยมีขนาดใหญ่ขึ้นจากเมื่อวันศุกร์กว่าเท่าตัว และทำให้ทางการต้องสั่งอพยพประชาชนในเมืองใกล้เคียงนับหมื่นคน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันเสาร์ที่ 8 ส.ค. 2569 ว่า แคนาดากำลังเผชิญกับไฟป่าแห่งใหม่ ชื่อว่า ไฟป่า “บอลด์ เรนจ์” (Bald Range) ซึ่งปะทุเมื่อวันศุกร์และขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยมีขนาดเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายในเวลาอันสั้น ครอบคลุมพื้นที่กว่า 95 ตารางกิโลเมตร ในเขตซัมเมอร์แลนด์และโอกานากัน-ซิมิลคาเมน รัฐบริติชโคลัมเบีย

เจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นหนึ่งในไฟป่าที่โตเร็วที่สุดเท่าที่เคยพบ และสถานการณ์ยัง “ไม่สามารถควบคุมได้” ทำให้ทางการต้องสั่งอพยพประชาชนในเมืองซัมเมอร์แลนด์ที่มีประชากรกว่า 12,000 คน รวมถึงย้ายผู้สูงอายุจากสถานดูแลไปยังพื้นที่ปลอดภัย แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินท้องถิ่นก็ต้องออกจากศูนย์ปฏิบัติการเพื่อพาครอบครัวตนเองอพยพ

นอกจากนั้น ประชาชนในพื้นที่เจอปัญหายากลำบากในการขนย้ายสัตว์เลี้ยงขนาดใหญ่ เช่น ม้า หลายคนจำใจต้องเปิดประตูคอกทิ้งไว้เพื่อให้สัตว์หาทางรอดเอาเอง และใช้สีเพนต์บนตัวสัตว์เพื่อใช้ระบุตัวตนในภายหลัง

อนึ่ง แคนาดาเผชิญไฟป่าหลายร้อยจุดในฤดูร้อนปีนี้ ส่งผลให้หมอกควันพัดปกคลุมหลายเมืองจนคุณภาพอากาศติดอันดับเลวร้ายที่สุดในโลก และกลุ่มควันที่ลอยข้ามไปยังสหรัฐฯ ได้กลายเป็นประเด็นความตึงเครียดทางการเมือง จนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นำมาใช้ขู่จะจัดเก็บภาษีศุลกากรระลอกใหม่ต่อแคนาดา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สว.สหรัฐฯ รับรอง ท็อดด์ แบลนช์ อดีตทนายทรัมป์ เป็นอัยการสูงสุดคนใหม่

สว.สหรัฐฯ รับรอง ท็อดด์ แบลนช์ อดีตทนายทรัมป์ เป็นอัยการสูงสุดคนใหม่

9 ส.ค. 2569 03:37 น.

สว.สหรัฐฯ รับรอง ท็อดด์ แบลนช์ อดีตทนายทรัมป์ เป็นอัยการสูงสุดคนใหม่

วุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติรับรองให้นาย ท็อดด์ แบลนช์ ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุดของประเทศแล้ว หลังจากเขาเป็นรักษาการมานานหลายเดือน ท่ามกลางข้อครหาหลายอย่าง

เมื่อวันเสาร์ที่ 8 ส.ค. 2569 วุฒิสภาสหรัฐฯ มีมติรับรอง ท็อดด์ แบลนช์ อดีตทนายความส่วนตัวของโดนัลด์ ทรัมป์ ให้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด ด้วยคะแนนเสียง 50 ต่อ 49 เสียง ยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานตั้งแต่เขาเข้ามารักษาการในตำแหน่งนี้เมื่อเดือนเมษายน หลังจาก แพม บอนดี ถูกปลดจากตำแหน่ง

บิล แคสซิดี วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันจากรัฐลุยเซียนา เป็นผู้ลงคะแนนเสียงชี้ขาดให้แบลนช์ ได้รับชัยชนะ แม้ว่าแคสซิดีจะเคยมีประวัติลงมติเห็นชอบให้ถอดถอนทรัมป์จากคดีเหตุการณ์บุกรัฐสภา 6 ม.ค. 2564 ก็ตาม ขณะที่ซูซาน คอลลินส์ และ ลิซา เมอร์เคาสกี สองวุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน เข้าร่วมกับฝ่ายเดโมแครตทั้งหมด ลงมติไม่เห็นชอบ

การรับรองตำแหน่งของแบลนช์มีประเด็นข้อสงสัยและข้อแย้งสำคัญหลายอย่าง วุฒิสมาชิกบางรายตั้งคำถามเกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนมูลค่า 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อ้างเพื่อชดเชยแก่ผู้ที่อ้างว่าถูกรัฐบาลคุกคาม แต่แท้จริงแล้วจะนำไปให้ผู้ต้องหาในคดีบุกรัฐสภาหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ความสงสัยดังกล่าวคลี่คลายหลังจากแบลนช์ยอมรับปากว่าจะถอนนโยบายกองทุนนี้หลังจากถูกกดดันอย่างหนัก

ขณะเดียวกัน สว.ลิซา เมอร์เคาสกี ระบุว่า เธอไม่เชื่อมั่นว่าแบลนช์จะสามารถยับยั้ง “พฤติกรรมสุ่มเสี่ยง” ของรัฐบาลได้ และกังวลเรื่องการแทรกแซงทางการเมืองในกระทรวงยุติธรรม ขณะที่คอลลินส์กังวลเรื่องบทบาทของแบลนช์ในการไกล่เกลี่ยคดีฟ้องร้องกรมสรรพากร (IRS) มูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์ของทรัมป์

หลังการลงมติ นาย ชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยของเดโมแครตในวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่าน X ว่าการแต่งตั้งแบลนช์เปิดช่องให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันเป็นวงกว้าง และวุฒิสมาชิกที่ลงมติเห็นชอบทุกคนถือเป็นผู้สนับสนุนการทุจริตดังกล่าว

ส่วนนาย ชัค กราสสลีย์ ประธานคณะกรรมาธิการตุลาการวุฒิสภา และสมาชิกพรรครีพับลิกัน ชื่นชมว่าแบลนช์มีความอดทนและมีคุณสมบัติเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับตำแหน่งอัยการสูงสุดของสหรัฐฯ ขณะที่แบลนช์กล่าวว่าเขารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจจากประธานาธิบดีทรัมป์ในการทำหน้าที่นี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านเปิดเงื่อนไข สหรัฐฯ ต้องทำตาม ก่อนเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

อิหร่านเปิดเงื่อนไข สหรัฐฯ ต้องทำตาม ก่อนเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

9 ส.ค. 2569 02:13 น.

อิหร่านเปิดเงื่อนไข สหรัฐฯ ต้องทำตาม ก่อนเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

หัวหน้าฝ่ายความมั่นคงของอิหร่านเปิดเผยเงื่อนไขที่ต้องการให้สหรัฐฯ ทำตาม ก่อนที่เตหะรานจะยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ซึ่งรวมถึงการยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลด้วย

เมื่อวันเสาร์ที่ 8 ส.ค. 2569 นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ โซลกาเดอร์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน เผยแพร่รายการข้อเรียกร้องที่สหรัฐฯ ต้องปฏิบัติตาม ก่อนที่อิหร่านจะยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ซึ่งรวมถึง การยกเลิกการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน, การถอนกำลังทหาร และการยุติสงครามอย่างถาวร

นอกจากนั้น นายโซลกาเดอร์ยังเรียกร้องให้สหรัฐฯ ชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งให้กับอิหร่าน และปลดล็อกทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ด้วย

“สิ่งเหล่านี้คือข้อเรียกร้องของประชาชนชาวอิหร่าน ซึ่งพวกเขาได้ประกาศอย่างกึกก้องตลอด 160 วันของการยืนหยัดอย่างมั่นคงทั้งในสนามรบและบนท้องถนน” นายโซลกาเดอร์ระบุในแถลงการณ์ “ตราบใดที่อเมริกาไม่ปรับปรุงพฤติกรรมของตน ช่องแคบฮอร์มุซก็จะไม่เปิดอย่างแน่นอน”

ก่อนหน้านี้ นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านออกมาเปิดเผยว่า อิหร่านกับโอมานใกล้จะบรรลุข้อตกลงเรื่องการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซร่วมกันอย่างมากแล้ว

อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่าการเปิดช่องแคบอีกครั้งนั้น “ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขอื่น ๆ” ซึ่งรวมถึงการที่สหรัฐฯ ต้องชดใช้ต่อการละเมิด “บันทึกความเข้าใจ” ที่ทั้งสองประเทศตกลงกันไว้เมื่อเดือนมิถุนายน

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของโอมานระบุว่า การเจรจาดำเนินไปในทิศทางที่ “เป็นบวกและสร้างสรรค์”

ขณะที่ในวันศุกร์ สถานีโทรทัศน์แห่งชาติอิหร่าน (IRIB) รายงานว่า สมาชิกรัฐสภาอิหร่านส่วนใหญ่เห็นพ้องกับข้อตกลงกรอบความร่วมมือกับโอมานแล้ว แต่ยังคงรอ “การอนุมัติขั้นสุดท้าย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สหรัฐฯ สัญญามอบเงินช่วยโคลอมเบีย 1 พันล้านดอลลาร์ หลัง ปธน.สาบานตน

สหรัฐฯ สัญญามอบเงินช่วยโคลอมเบีย 1 พันล้านดอลลาร์ หลัง ปธน.สาบานตน

9 ส.ค. 2569 00:44 น.

สหรัฐฯ สัญญามอบเงินช่วยโคลอมเบีย 1 พันล้านดอลลาร์ หลัง ปธน.สาบานตน

สหรัฐฯ ประกาศจะมอบเงินช่วยเหลือโคลอมเบียจำนวน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายใต้แพ็กเกจความมั่นคง หลังประธานาธิบดีฝ่ายขวาสาบานตนรับตำแหน่ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 8 ม.ค. 2569 ว่า สหรัฐฯ ประกาศมอบเงินช่วยเหลือจำนวน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่ประเทศโคลอมเบีย เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่นาย อาเบลาร์โด เด ลา เอสปริเอลลา ประธานาธิบดีประชานิยมฝ่ายขวาคนใหม่เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่ง

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า แพ็กเกจความมั่นคงนี้จะช่วยให้โคลอมเบียบรรลุเป้าหมายร่วมกันกับสหรัฐฯ ในการปราบปรามองค์กรอาชญากรรมและการย้ายถิ่นฐานแบบผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ นาย เด ลา เอสปริเอลลา ผู้ชื่นชอบในตัวโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้สุนทรพจน์แรกหลังรับตำแหน่งประกาศ “สงครามเต็มรูปแบบ” กับกลุ่มค้ายาเสพติด และสัญญาว่าจะกวาดล้างอาชญากรรมอย่างเด็ดขาด

นาย เด ลา เอสปริเอลลา เลือกจัดพิธีสาบานตนในพื้นที่ความขัดแย้งอย่างเมือง กาลิ (Cali) ทางตะวันตกของประเทศ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เผชิญความรุนแรงจากแก๊งอาชญากรรม แทนที่จะจัดในเมืองหลวงโบโกตา เพื่อแสดงจุดยืนในการฟื้นฟูความสงบเรียบร้อย

นโยบายสายแข็งของเขาถูกนำไปเปรียบเทียบกับ นายิบ บูเคเล ผู้นำเอลซิลวาดอร์ กับ ดาเนียล โนโบอา ผู้นำเอกวาดอร์ ซึ่งต่างจากอดีตประธานาธิบดีฝ่ายซ้าย กุสตาโว เปโตร ที่เน้นนโยบายการเจรจาสันติภาพและการสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรเลิกปลูกโคเคน ซึ่งถูกวิจารณ์ว่า ล้มเหลว ขณะที่สมาชิกกลุ่มติดอาวุธเพิ่มจำนวนขึ้นอีก

หนึ่งในภารกิจแรกที่นาย เด ลา เอสปริเอลลา ประกาศคือ การนำโคลอมเบียเข้าร่วมพันธมิตรความมั่นคง “โล่แห่งอเมริกา” (Shield of the Americas) ที่โดนัลด์ ทรัมป์ ก่อตั้งขึ้น

การขึ้นสู่อำนาจของนาย เด ลา เอสปริเอลลา กับนายเคโกะ ฟูจิโมริ ในเปรู สะท้อนถึงกระแสเอียงขวาในภูมิภาคลาตินอเมริกา ทำให้เหลือ ลูอิส อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ของบราซิล เป็นผู้นำฝ่ายซ้ายคนเดียวที่เหลืออยู่ในภูมิภาค และกำลังจะลงเลือกตั้งแข่งกับนาย ฟลาวิโอ โบลโซนาโร แกนนำฝ่ายขวาในบราซิล ในเดือนตุลาคมนี้

นาย เด ลา เอสปริเอลลา สัญญาว่า จะสร้างพันธมิตรทางการทหารที่แข็งแกร่งกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งตรงกันข้ามกับผู้นำคนก่อนอย่างนายเปโตร ที่เคยตัดความสัมพันธ์กับอิสราเอลกรณีสงครามกาซา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไต้ฝุ่น “ดอลฟิน” ถล่มโอกินาวะของญี่ปุ่น จีนสั่งปิดท่าเรือรอรับพายุ

ไต้ฝุ่น “ดอลฟิน” ถล่มโอกินาวะของญี่ปุ่น จีนสั่งปิดท่าเรือรอรับพายุ

8 ส.ค. 2569 22:57 น.

ไต้ฝุ่น “ดอลฟิน” ถล่มโอกินาวะของญี่ปุ่น จีนสั่งปิดท่าเรือรอรับพายุ

ไต้ฝุ่น ดอลฟิน พัดเข้าถล่มจังหวัดโอกินาวะกับคาโงชิมะของญี่ปุ่นแล้ว พร้อมกับฝนที่ตกลงมาอย่างหนักและลมกระโชกแรง ในขณะที่จีนสั่งปิดท่าเรือเพื่อเตรียมรับมือกับพายุลูกนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันเสาร์ที่ 8 ส.ค. 2569 ว่า พายุไต้ฝุ่น “ดอลฟิน” เคลื่อนตัวพัดถล่มจังหวัดโอกินาวะและคาโงชิมะ ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 6 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่ล้มลงเนื่องจากลมกระโชกแรง

ไต้ฝุ่นดอลฟินมีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลาง 162 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และลมกระโชกแรงถึง 216 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

อิทธิพลของไต้ฝุ่นทำให้เกิดปัญหาไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง กระทบสิ่งปลูกสร้างกว่า 14,000 แห่งในโอกินาวะ และอีกเกือบ 39,000 แห่งในคาโงชิมะ นอกจากนี้ สายการบิน “ออลนิปปอน แอร์เวย์ส” (ANA) กับ “เจแปน แอร์ไลน์ส” ต้องยกเลิกเที่ยวบินเข้า-ออกจากโอกินาวะทั้งหมด

ขณะเดียวกัน พยากรณ์อากาศคาดการณ์ว่า พายุดอลฟินจะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งทางตะวันออกของจีน ในพื้นที่ระหว่างเมืองโจมซาน ในมณฑลเจ้อเจียง และเมืองฟู่ติง มณฑลฝูเจี้ยน ในช่วงดึกวันอาทิตย์ถึงเช้าวันจันทร์นี้

ทางการจีนประกาศเตือนภัยพายุระดับสีส้ม ซึ่งเป็นขั้นสูงสุดอันดับ 2 พร้อมประกาศเตือนภัยคลื่นลมแรงระดับสีแดง หรือขั้นสูงสุด โดยคาดว่าชายฝั่งเจ้อเจียงจะมีคลื่นสูง 5–8 เมตร ส่วนเซี่ยงไฮ้และฝูเจี้ยนตอนเหนืออาจมีคลื่นสูง 3–5.5 เมตร

นอกจากนั้น อิทธิพลของพายุจะทำให้เกิดฝนตกหนักและลมแรง กระทบพื้นที่ทางตะวันออกของจีนไปจนถึงวันที่ 12 สิงหาคม โดยบางพื้นที่ในมณฑลเจ้อเจียงอาจมีปริมาณน้ำฝนสะสมสูงกว่า 600 มิลลิเมตร

ทางการมณฑลเจ้อเจียงสั่งระงับปฏิบัติการของท่าเรือต่างๆ รวมถึงบริการเรือข้ามฟาก, การก่อสร้าง และสั่งให้เรือประมงกลับเข้าฝั่ง ส่วนท่าเรือหยางซานในเซี่ยงไฮ้ได้ระบายเรือออกจากพื้นที่แล้ว และบริการรถไฟในแถบสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซีบางส่วนจะหยุดให้บริการตั้งแต่วันอาทิตย์

ขณะที่ท่าอากาศยานนานาชาติ หนิงป๋อ หลี่เซ่อ (Ningbo Lishe) ก็สั่งยกเลิกเที่ยวบินทั้งหมดในวันอาทิตย์

ส่วนที่ไต้หวัน คาดว่าจะมีฝนตกหนักทางตอนเหนือในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งทางการได้สั่งยกเลิกเที่ยวบินระหว่างประเทศแล้ว 78 เที่ยวบิน

แต่ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังเตรียมรับมือพายุก็ยังเกิดประเด็นขัดแย้งขึ้น เมื่อจีนออกคำสั่งให้เรือที่แล่นผ่านช่องแคบไต้หวันปฏิบัติตามคำสั่งควบคุมการจราจรทางน้ำของจีน ทำให้ไต้หวันออกมาแสดงความไม่พอใจ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิหร่านเผย ข้อตกลงกับโอมานใกล้บรรลุ แต่ยังไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซ

อิหร่านเผย ข้อตกลงกับโอมานใกล้บรรลุ แต่ยังไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซ

8 ส.ค. 2569 22:00 น.

อิหร่านเผย ข้อตกลงกับโอมานใกล้บรรลุ แต่ยังไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ทางการอิหร่านเปิดเผยว่า ข้อตกลงเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซกับโอมาน ใกล้จะบรรลุแล้ว แต่ยืนยันว่า พวกเขาจะยังไม่เปิดช่องแคบแห่งนี้ จนกว่าสหรัฐฯ จะทำตามเงื่อนไขของอิหร่าน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 8 ส.ค. 2569 ว่า นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน เปิดเผยว่า อิหร่านกับประเทศโอมานใกล้บรรลุข้อตกลง เพื่อกำหนดเส้นทางขนส่งสินค้าใหม่ในช่องแคบฮอร์มุซเป็นการชั่วคราวแล้ว หลังจากอิหร่านปฏิเสธเส้นทางที่เคยใช้อยู่เดิม และต้องการเป็นผู้ควบคุมช่องแคบแห่งนี้

อิหร่านย้ำว่าการบรรลุข้อตกลงกับโอมานยังไม่เพียงพอต่อการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่ยังต้องขึ้นอยู่กับเงื่อนไขอื่นๆ ด้วย เช่น สหรัฐฯ ต้องจ่ายค่าชดเชยให้อิหร่าน และยุติการแทรกแซงการเจรจาในภูมิภาค

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ คาดการณ์ว่าจะมีการประกาศข้อตกลงระหว่างอิหร่านและโอมานในเร็วๆ นี้ โดยสหรัฐฯ พร้อมจะยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน ทันทีที่มีการประกาศเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นทางการ แต่สหรัฐฯ จะดำเนินการอย่างไรต่อนั้น ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามข้อตกลงของอิหร่าน

แหล่งข่าวเผยว่าร่างข้อตกลงอาจมอบอำนาจให้อิหร่านควบคุมเรือที่จะเดินทางเข้าสู่อ่าวเปอร์เซีย ซึ่งนับเป็นการยอมโอนอ่อนให้อิหร่านครั้งใหญ่ แม้สหรัฐฯ จะเคยยืนยันว่าจะไม่ยอมให้อิหร่านคุมช่องแคบนี้ก็ตาม

อนึ่ง อิหร่านกำลังใช้สถานการณ์ความขัดแย้งในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเรือบรรทุกน้ำมันและโจมตีเรือที่ฝ่าฝืน ส่งผลให้ราคาพลังงานทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นและภาวะเงินเฟ้อรุนแรงขึ้น

อีกด้านหนึ่ง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เพิ่งออกมาเปิดเผยว่า เรือบรรทุกน้ำมันของบริษัท ADNOC ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ ถูกขีปนาวุธของอิหร่านโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเรือของ ADNOC ลำที่ 15 แล้วที่ถูกโจมตีนับตั้งแต่สงครามปะทุเมื่อสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ บาดเจ็บอีก 20 ราย

สื่ออิหร่านรายงานว่า มีเรือหลายลำในช่องแคบฮอร์มุซถูกโจมตี โดยระบุเพียงว่าเรือเหล่านั้นละเมิดคำสั่งของอิหร่าน แต่ไม่ได้ระบุตรงๆ ว่าอิหร่านเป็นผู้ลงมือ

นอกจากช่องแคบฮอร์มุซแล้ว กลุ่มฮูตีในเยเมนซึ่งเป็นพันธมิตรของอิหร่าน ยังได้ยกระดับการโจมตีเรือขนส่งสินค้าบริเวณทะเลแดงและอ่าวเอเดนอีกด้วย ทำให้ความกังวลเรื่องการขนส่งน้ำมันดิบเพิ่มสูงขึ้นอีก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna