นิด้าโพลเผย ปชช.กว่า 44% ไม่เชื่อมั่นรัฐบาลรับมือวิกฤตน้ำมัน หวั่นสำรอง 98 วันไม่พอใช้

นิด้าโพลเผย ปชช.กว่า 44% ไม่เชื่อมั่นรัฐบาลรับมือวิกฤตน้ำมัน หวั่นสำรอง 98 วันไม่พอใช้

นิด้าโพลเผย ปชช.กว่า 44% ไม่เชื่อมั่นรัฐบาลรับมือวิกฤตน้ำมัน หวั่นสำรอง 98 วันไม่พอใช้

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.38 น.

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “น้ำมันขาดแคลน คุยกับแฟนก็ต้องดับไฟ” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 17 – 18 มีนาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับวิกฤตการณ์น้ำมันในประเทศ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็น จากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามประชาชนถึงความตื่นตระหนกเกี่ยวกับวิกฤตการณ์น้ำมันในประเทศ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 31.76 ระบุว่า ค่อนข้างตื่นตระหนก รองลงมา ร้อยละ 26.64 ระบุว่า ไม่ค่อยตื่นตระหนก ร้อยละ 23.89 ระบุว่า ไม่ตื่นตระหนกเลย และร้อยละ 17.71 ระบุว่า ตื่นตระหนกมาก

ด้านปัญหาการขาดแคลนน้ำมันของประชาชนที่ต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 33.90 ระบุว่า ไม่เผชิญกับปัญหาเลย รองลงมา ร้อยละ 33.66 ระบุว่า เผชิญกับปัญหาบ้าง ร้อยละ 23.59 ระบุว่า เผชิญกับปัญหามาก และร้อยละ 8.85 ระบุว่า ไม่ได้ใช้น้ำมันในชีวิตประจำวัน

สำหรับความมั่นใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลในประเด็น น้ำมันสำรองในประเทศจะเพียงพอใช้ได้ 98 วัน (ข้อมูล ณ วันที่ 13 มีนาคม 2569) และรัฐบาลจะสามารถหาน้ำมันเพิ่มเติมให้แก่ประเทศได้ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 44.28 ระบุว่า ไม่มั่นใจว่า น้ำมันสำรองในประเทศจะเพียงพอ 98 วัน และไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถหาน้ำมันเพิ่มเติมได้ รองลงมา ร้อยละ 28.93 ระบุว่า มั่นใจว่า น้ำมันสำรองในประเทศจะเพียงพอ 98 วัน และมั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถหาน้ำมันเพิ่มเติมได้ ร้อยละ 16.72 ระบุว่า ไม่มั่นใจว่า น้ำมันสำรองในประเทศจะเพียงพอ 98 วัน แต่มั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถหาน้ำมันเพิ่มเติมได้ ร้อยละ 9.54 ระบุว่า มั่นใจว่า น้ำมันสำรองในประเทศจะเพียงพอ 98 วัน แต่ไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถหาน้ำมันเพิ่มเติมได้ และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงการตัดสินใจของประชาชนเกี่ยวกับการวางแผนการเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะถึงนี้ หากว่าวิกฤตการณ์น้ำมันยังไม่จบ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 57.56 ระบุว่า ไม่มีแผนการเดินทางอยู่แล้ว รองลงมา ร้อยละ 14.80 ระบุว่า ยกเลิกแผนการเดินทางทั้งหมด ร้อยละ 12.06 ระบุว่า ดำเนินการตามแผนการเดินทางที่วางไว้ ร้อยละ 9.62 ระบุว่า ยังคงเดินทางอยู่ แต่อาจปรับวิธีการเดินทาง ร้อยละ 2.98 ระบุว่า ยังคงเดินทางอยู่ แต่อาจปรับทั้งวิธีเดินทางและจุดหมายปลายทางในการเดินทาง ร้อยละ 2.75 ยังคงเดินทางอยู่ แต่อาจปรับจุดหมายปลายทางในการเดินทาง และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

– 006

ตั้งรัฐบาลติดจรวด! เทพไท แง้มแผนส่ง 5 ชื่อสำรอง กันเหนียวเช็กคุณสมบัติ

ตั้งรัฐบาลติดจรวด! เทพไท แง้มแผนส่ง 5 ชื่อสำรอง กันเหนียวเช็กคุณสมบัติ

ตั้งรัฐบาลติดจรวด! เทพไท แง้มแผนส่ง 5 ชื่อสำรอง กันเหนียวเช็กคุณสมบัติ

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.18 น.

22 มีนาคม 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เร่งตั้งรัฐบาล กดดันศาลรัฐธรรมนูญ?

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้มีมติเลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี และในวันที่ 20 มีนาคม 2569 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้จัดพิธีรับสนองพระบรมราชโองการ ที่ทำการพรรคภูมิใจไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หลังจากนี้จะมีการฟอร์มคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งเป็นที่รับรู้กันว่า คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ที่มีจำนวน 35 คน แต่ได้ส่งรายชื่อให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีตรวจสอบคุณสมบัติถึง 40 คน เพื่อต้องการให้มีการตรวจสอบคุณสมบัติอย่างละเอียด ถ้าหากไม่ผ่านคุณสมบัติ ก็สามารถที่จะคัดออก ถือว่าเป็นรายชื่อสำรอง5คน แสดงให้เห็นว่า นายอนุทินพยายามเร่งรัดจัดให้มีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ให้เร็วที่สุด และเชื่อว่าต่อจากนี้ไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ จะมีรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯ

เมื่อได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีแล้ว หลังจากนั้นจะนำคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณ และแถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งสามารถคาดการณ์ได้ว่า คณะรัฐมนตรีชุดอนุทิน2 สามารถเข้าปฎิบัติหน้าที่ได้ ก่อนสงกรานต์ปีนี้อย่างแน่นอน เพราะมีการเร่งรัด หรือที่เรียกกันว่า รวบหัวรวบหาง เพื่อให้มีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้าทำงานได้อย่างรวดเร็ว อย่างน้อยเป็นการกดดันการพิจารณาคดีการเลือกตั้งว่า เป็นโมฆะหรือไม่ของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะกระบวนการในศาลรัฐธรรมนูญ ต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง จะต้องเปิดโอกาสให้คณะกรรมการเลือกตั้งหรือกกต. ยื่นเอกสารชี้แจงภายใน 15 วัน ซึ่งอาจจะมีการขยายวันเวลาออกไปอีกก็เป็นไปได้

จึงทำให้ระยะเวลาการพิจารณาคำร้องของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน อาจจะใช้เวลาพอสมควร เมื่อรัฐบาลชุดใหม่ดำเนินการบริหารประเทศไปแล้วสักระยะหนึ่ง อาจจะมีกระแสกดดันให้ศาลรัฐธรรมนูญ ได้ชั่งน้ำหนักว่า จะให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ ในขณะที่รัฐบาลใหม่ได้เดินหน้าบริหารประเทศไปได้แล้ว และถ้าหากว่าผลการวินิจฉัยออกมาเป็นโมฆะ ต้องเลือกตั้งใหม่ อาจจะมีกระแสกดดันว่า ทำให้ประเทศถอยหลังเข้าคลอง ซึ่งเป็นกระบวนการหนึ่งของฝ่ายการเมืองที่กดดันศาลรัฐธรรมนูญ แต่อย่างไรก็ตามก็เชื่อว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีความหนักแน่นเพียงพอ และยึดมั่นในหลักการของกฎหมายและวินิจฉัยตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด

จึงเชื่อว่า ไม่ว่าฝ่ายการเมืองจะกดดันการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญมากน้อยเพียงใด ก็ไม่สามารถโน้มน้าวหรือกดดันคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้อย่างแน่นอน

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ยืนยันว่าเราทำตามหน้าที่ ที่กำหนดให้ กกต.ต้องทำให้การเลือกตั้งมีความสุจริตและเที่ยงธรรม และทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยตรงและลับ ซึ่งเรามีหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อมีข้อสงสัยของประชาชนได้นำไปร้อง ก็เป็นกระบวนการที่เราต้องไปชี้แจง”

นายแสวง บุญมี

เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

สั่งป้องกันเข้มรัฐมนตรีสีเทา ตรวจ8ด่านหิน สตช.-ปปช.ยันศาลรธน. ‘อนุทิน’เดินหน้าตั้งครม.

สั่งป้องกันเข้มรัฐมนตรีสีเทา ตรวจ8ด่านหิน สตช.-ปปช.ยันศาลรธน. ‘อนุทิน’เดินหน้าตั้งครม.

สั่งป้องกันเข้มรัฐมนตรีสีเทา ตรวจ8ด่านหิน สตช.-ปปช.ยันศาลรธน. ‘อนุทิน’เดินหน้าตั้งครม.

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สั่งป้องกันเข้มรัฐมนตรีสีเทา ตรวจ8ด่านหิน สตช.-ปปช.ยันศาลรธน. ‘อนุทิน’เดินหน้าตั้งครม. ‘เพื่อไทย’ไร้ชื่อ‘สมศักดิ์’ ‘พปชร.’เสียวตกขบวน

นายกฯอนุทิน เดินหน้าตั้งรัฐบาล สั่งเช็คยิบสเปกรัฐมนตรีที่มาร่วมงาน ต้องมีคุณสมบัติผ่าน 8 ด่าน ทั้งสตช.-ป.ป.ช.-ก.ล.ต.ยันศาลรัฐธรรมนูญ ด้าน “พปชร.” ต้องลุ้นหนักได้ไปต่อหรือตกขบวน ฮือฮาเปิดซองรัฐมนตรีเพื่อไทย ไร้ชื่อ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” แต่มีคนรุ่นใหม่เข้ามาเสียบแทน ด้านผู้กองธรรมนัส โพสต์ภาพกับงูก่อนเก็บกระเป๋าออกจากกระทรวงเกษตรฯ

เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าในการจัดตั้ง คณะรัฐมนตรี (ครม.)“อนุทิน 2”ภายหลังจากมีการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีแล้วเมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา

โดยมีรายงานว่าในช่วงบ่ายของวันที่ 20 มีนาคม ทางแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้รวบรวมรายชื่อรัฐมนตรีของทั้งพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย ตรวจสอบคุณสมบัติ กับ 8 หน่วยงานหลักแล้ว

“เพื่อไทย”ส่งชื่อ8คน ตามคาด

โดยพรรคเพื่อไทย ได้ส่งรายชื่อรัฐมนตรี 8 คน โดยสัดส่วนรัฐมนตรีว่าการฯ(รมว.) 5 คน ประกอบด้วย 1.นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) 2.นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ 3.นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน 4.นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ 5.น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)

โดยทั้งนายประเสริฐและน.ส.สุดาวรรณจะต้องรอลุ้นการเช็กประวัติอย่างเข้มข้น แต่หากเป็นไปในทางลบ พรรคเพื่อไทยก็ต้องส่งรายชื่อใหม่เข้ามาเพิ่มเติม

3รมช.ป้ายแดง-ไร้ชื่อ“สมศักดิ์”

โดยในส่วนของตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วย ได้รายชื่อบุคคลที่เหมาะสมเข้ามาดำรงตำแหน่งแล้วทั้ง 3 คน ตัวแทนจาก ภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคอีสาน เริ่มจากตำแหน่ง รมช.ศึกษาธิการ คือนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ สส.กาญจนบุรี ส่วนตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ 2 ตำแหน่ง คือ นายวัชรพล ขาวขำ สส.อุดรธานี และ น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช สส.เชียงราย ลูกสาวของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีต รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

เป็นที่น่าจับตาว่ารายชื่อรัฐมนตรีครั้งนี้ บิ๊กเนม รัฐมนตรีตลอดกาลอย่างนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รวมถึง นางมนพร เจริญศรี ไร้การเสนอชื่อในครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการรับสนองโปรดเกล้าฯ นายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20มี.ค.69 มีรายงานข่าวภายในพรรคภูมิใจไทยว่าได้แจ้งบุคคลที่คาดว่าจะเป็นรัฐมนตรีนำเอกสารไปกรอกประวัติ ก่อนที่จะนำมายื่นในวันที่ 23 มี.ค.2569 นี้

มีรายงานข่าวว่าในขณะที่โผรายชื่อครม.ในส่วนของพรรคภูมิใจไทย ได้ส่งตรวจสอบคุณสมบัติแล้วเช่นกันซึ่งรายชื่อส่วนใหญ่เป็นไปตามโผที่ปรากฏออกมาตามหน้าสื่อมวลชนก่อนหน้านี้และยังมีบางตำแหน่ง ที่อาจะต้องปรับเปลี่ยนเพื่อความเหมาะสม ขณะที่ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง ขณะนี้ไม่มีข้อสรุปและมีความชัดเจนว่าจะได้ตำแหน่งใดๆหรือไม่ โดยคาดว่ารายชื่อครม.“อนุทิน 2”จะเคาะเสร็จสมบูรณ์ในวันหยุดสุดสัปดาห์นี้

เปิด8ด่านหินเช็กคุณสมบัติเข้ม

สำหรับ 8 ด่านโหดที่เป็นหน่วยงานหลัก ตรวจประวัติรัฐมนตรีได้แก่

1.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จะตรวจสอบประวัติอาชญากรรม คดีความ และประวัติการต้องโทษคุก 2.สำนักงานศาลยุติธรรม จะตรวจสอบข้อมูลการถูกฟ้องร้อง คดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณา หรือคำพิพากษาของศาล 3.สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะตรวจสอบประวัติการถูกชี้มูลความผิดเรื่องการทุจริต การร่ำรวยผิดปกติ หรือการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง

4.สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ จะตรวจสอบว่าเคยมีคำวินิจฉัยที่เกี่ยวข้องกับลักษณะต้องห้ามทางการเมืองหรือไม่ 5.กรมบังคับคดี ซึ่งจะตรวจสอบสถานะการเป็นบุคคลล้มละลาย 6.คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะตรวจสอบคุณสมบัติเกี่ยวกับการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง และข้อห้ามตามกฎหมายเลือกตั้ง 7.สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) จะตรวจสอบการถือครองหุ้นในบริษัทต้องห้ามตามกฎหมาย (เช่น ธุรกิจสัมปทานรัฐ หรือสื่อมวลชน) 8.สำนักงานอัยการสูงสุด จะเช็กสถานะสั่งฟ้องคดีอาญา

‘สุดาวรรณ’เลื่อนรับหมายเรียกDSI

น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยซึ่งมีรายชื่อรัฐมนตรีในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทยให้สัมภาษณ์กรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ออกหมายเรียกให้รับทราบข้อกล่าวหากรณีบุกรุกที่ทำเลเลี้ยงสัตว์“หาดสวนยา”ต.สีวิเชียร อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานีว่า เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ตนเป็นกรรมการบริษัทจึงมีการฟ้องในนามที่เป็นกรรมการบริษัท ทั้งนี้เวลาทำอะไรตนก็ซื้อขายอย่างถูกต้องทางกฎหมายอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามคงต้องดูในรายละเอียดและชี้แจงกันไปซึ่งเรื่องเหล่านี้สามารถอธิบายได้อยู่แล้ว

เมื่อถามว่า จะมีการเข้าไปรับทราบข้อกล่าวหาเมื่อไหร่นั้น น.ส.สุดาวรรณ กล่าวว่า ตนขอเลื่อนออกไปก่อน เพราะก่อนหน้านี้ยังไม่ทราบว่าวันไหนจะมีอะไรบ้าง ซึ่งยังไม่ได้กำหนดวันที่ชัดเจนว่าจะเข้าไปรับทราบข้อกล่าวหาเมื่อไหร่ คงต้องมีการนัดอีกครั้ง

เมื่อถามว่าคดีออกมาในช่วงที่มีการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองมีความหนักใจอะไรหรือไม่ น.ส.สุดาวรรณกล่าวว่า เมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา ตนเห็นหน้าตัวเองทั้งวัน หากจะบอกว่า ไม่อะไรก็ไม่ได้ เพราะเป็นข่าวใหญ่ ก็แอบเครียดนิดหนึ่ง แต่พร้อมที่จะเดินหน้าตาม กระบวนการทางกฎหมาย และต้องมีการทำไปตามขั้นตอน

“ธรรมนัส”สั่งเก็บของพ้นก.เกษตร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่ช่วงเช้าวันนี้มีความเคลื่อนไหวต่อเนื่อง โดยมีรถบรรทุกประมาณ 6–8 คัน ทยอยเข้ามาภายในกระทรวง พร้อมคนงานเข้าดำเนินการเก็บและขนย้ายสิ่งของออกจากห้องทำงานของผู้บริหารระดับรัฐมนตรี ภายในห้องทำงานของร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ มีการแพ็คและขนย้ายสิ่งของ เครื่องใช้ และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกส่วนตัวออกจากสำนักงานจำนวนมาก โดยมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานรัฐมนตรีคอยอำนวยความสะดวกในการดำเนินการ

ขณะเดียวกัน ยังมีการนำช่างเข้ามาปรับปรุงและซ่อมแซมประตูสำนักงาน รวมถึงเปลี่ยนลูกบิดประตูทุกบานให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิม หลังจากก่อนหน้านี้มีการติดตั้งระบบกดรหัสเพื่อเพิ่มความปลอดภัย

นอกจากนี้ห้องทำงานของ รมช.เกษตรและสหกรณ์อีก 2 คนได้แก่นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ และนายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ ได้แจ้งว่าจะดำเนินการขนย้ายสิ่งของออกจากสำนักงานในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวนับเป็นการปิดฉากทีมรัฐมนตรีจากพรรคกล้าธรรม ที่กำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อเนื่องยาวนานกว่า 7 ปี เพื่อเตรียมส่งมอบภารกิจและต้อนรับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้าปฏิบัติหน้าที่ต่อไป.

“ธรรมนัส”โพสถ่ายรูปกับงูบนแขน

วันเดียวกัน น.ส.ธนพร ศรีวิราช ภรรยา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.เกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ได้โพสต์ภาพร.อ.ธรรมนัส ลงบนไอจีสตอรี่ Jarubjubjib เป็นภาพของ ร.อ.ธรรมนัส ในอิริยาบถผ่อนคลาย สวมชุดสบายๆเสื้อคอกลมสีดำ กางเกงยีนส์ สวมหมวก กำลังโพสท่าถ่ายรูปกับงูที่เลื้อยอยู่บนแขน ซึ่งเป็นภาพสบายๆในวันหยุด

หลังจากที่ช่วงเช้าร.อ.ธรรมนัสให้เจ้าหน้าที่เข้าไปขนของใช้ส่วนตัวในห้องทำงานที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกจากห้องทำงานแล้ว

นายกฯเปิด‘งานย่าโม’23มี.ค.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีกำหนดลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเปิดงานฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี ประจำปี 2569 ในวันที่ 23 มีนาคม 2569 เวลา 17.00 น. ณ บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ข้าราชการ เจ้าหน้าที่และประชาชนร่วมงาน

ในการนี้ นายกรัฐมนตรี เฝ้ารับเสด็จ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่จะเสด็จร่วมทอดพระเนตรกิจกรรมภายในงานด้วย

กิจกรรมภายในงาน จะมีขบวนสักการะ และการรําบวงสรวงท้าวสุรนารี พิธีเปลี่ยนผ้าสไบห่มอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ซึ่งมีการเปลี่ยนใหม่เป็นประจำทุกปี และการแสดงแสง สี เสียง ประวัติศาสตร์ และโดรนโชว์แปรอักษร และตลาดของใช้ท้องถิ่น ซึ่งงานนี้ไม่เพียงแต่เชิดชูเกียรติยศความกล้าหาญของย่าโม แต่ยังเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมและส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดนครราชสีมาอีกด้วย

สำหรับงานฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี หรือ ที่คนทั่วไปเรียกว่า งานย่าโม เป็นงานประจำปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจังหวัดนครราชสีมา จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 มีนาคม – 3 เมษายน ของทุกปี ณ บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีและสนามหน้าศาลากลางจังหวัด เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมของท่านท้าวสุรนารี ที่กอบกู้เมืองโคราชจากกองทัพเวียงจันทน์ได้สำเร็จเมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ.2369 โดยปีนี้จัดภายใต้แนวคิด “200 ปี วีรกรรมก้องหล้า ศรัทธาไม่เสื่อมคลาย”

‘หมอวรงค์’ทำทันที!ซื้อกินเอง

ขณะที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์เฟซบุ๊กว่า”ทำทันที การไม่เบียดเบียนภาษีประชาชน ซื้ออาหารทานเอง สามารถทำได้เลย วันนี้วันเลือก นายกฯ 19 มีนาคม ผมลงไปซื้ออาหารทานเองที่โรงอาหารสภา เป็นก๋วยเตี๋ยวน้ำตก ลูกชิ้นเนื้อสด สามารถทำได้เลย ทำได้ทันที ราคาไม่แพง อร่อยอีกต่างหาก ราคาชามละ 60 บาท ไม่ต้องเสียถึง 1,000 บาท เฉพาะค่าอาหาร หากทุกคนช่วยกันจะประหยัดภาษีของพี่น้องประชาชนได้ประมาณปีละ 72 ล้านบาท หากครบหนึ่งสมัยจะเป็น 288 ล้านบาท สำหรับผม ขอประกาศว่าจะไม่กินอาหารฟรีที่เบียดเบียนภาษีประชาชนครับ”

ธนกรโพสต์ภาพคู่”ลุงตู่”

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ผมขอกราบอวยพรเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดลุงตู่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ผมเคารพรักอย่างยิ่ง ตลอดระยะเวลาที่ผมมีโอกาสได้ทำงานใกล้ชิดกับท่าน ผมได้เรียนรู้ถึงความมุ่งมั่น ความเสียสละ และความตั้งใจจริงในการทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชน ท่านเป็นแบบอย่างของผู้นำ ที่ยึดมั่นในความมั่นคงของชาติ ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง และการทำงานอย่างไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค

ในโอกาสวันสำคัญนี้ ผมขออำนวยพรให้ท่านมีสุขภาพแข็งแรง มีความสุข และมีพลังในการทำสิ่งดีๆ เพื่อบ้านเมืองต่อไป ผมจะยึดมั่นในหลักการที่ได้เรียนรู้จากท่าน และนำมาปฏิบัติในการทำงานเพื่อประชาชนอย่างดีที่สุด ด้วยความเคารพรักอย่างสูงครับ.

DSIสนองคำสั่งอนุทิน ล็อกคลังน้ำมัน เช็คสต๊อกยอดทุกวัน ห้ามกักตุนโขกเกินราคา

DSIสนองคำสั่งอนุทิน ล็อกคลังน้ำมัน เช็คสต๊อกยอดทุกวัน ห้ามกักตุนโขกเกินราคา

DSIสนองคำสั่งอนุทิน ล็อกคลังน้ำมัน เช็คสต๊อกยอดทุกวัน ห้ามกักตุนโขกเกินราคา

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

DSIสนองคำสั่งอนุทิน ล็อกคลงน้ำมัน เช็คสต๊อกยอดทุกวัน ห้ามกักตุนโขกเกินราคา พาณิชย์ลุยสำรวจตลาด เพิ่มชนิดสินค้าควบคุม

ดีเอสไอจับมือกรมธุรกิจพลังงาน ขานรับคำสั่งนายกฯ จู่โจมคลังน้ำมันยุทธศาสตร์พระโขนง ไล่เช็คตัวเลขสต๊อก-ป้ายราคา หลังพบพิรุธปั๊มน้ำมันหลายแห่งเริ่มขาดช่วง สั่งผู้ประกอบการรายงานข้อมูลการขายแบบวันต่อวัน พาณิชย์บุกตลาดช่วยชาวบ้านเล็งเพิ่มชนิดสินค้าราคาควบคุมห้ามขึ้นราคม

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 21 มี.ค.69 นายฉัตรชัย คุณโลหิต รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน พร้อมด้วย พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ในฐานะโฆษกดีเอสไอ และ ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผู้อำนวยการกองเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 50 นายเข้าตรวจสอบคลังน้ำมันพระโขนง ถนนอาจณรงค์ เขตคลองเตย ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้เข้มงวดกวดขันการกระจายและจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล

นายฉัตรชัย กล่าวว่า การเข้าตรวจสอบครั้งนี้เป็นไปตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมาให้ตรวจสอบสถานที่จัดเก็บน้ำมันทั่วประเทศ โดยกรมธุรกิจพลังงานและกรมสอบสวนคดีพิเศษจะร่วมกันตรวจสอบการติดป้ายราคา และตรวจสอบยอดการส่งน้ำมันไปยังพื้นที่ต่างๆ ว่ามีความสอดคล้องกับเอกสารข้อมูลที่จัดส่งไปยังสถานีบริการแต่ละแห่งหรือไม่

ทำตามนโยบายนายกฯ

“การลงพื้นที่วันนี้เป็นไปตามนโยบายเพื่อตรวจสอบว่าคลังน้ำมันและผู้ค้าส่ง ปฏิบัติตามข้อกำหนดของนายกรัฐมนตรีหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบการติดประกาศราคา โดยผู้ประกอบการจะต้องส่งรายงานให้คณะกรรมการตรวจสอบภายในเวลา 18.00 น.ของทุกวัน ทั้งนี้ คลังน้ำมันแห่งนี้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการกระจายน้ำมันไปยังหลายพื้นที่ทั่วประเทศ การตรวจสอบครั้งนี้จึงถือเป็นการขอความร่วมมือผู้ค้าให้ปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อให้น้ำมันไปถึงมือประชาชนให้เร็วที่สุด โดยในช่วงบ่ายวันนี้จะมีการประชุมร่วมกับผู้ประกอบการเพื่อติดตามผลและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน” นายฉัตรชัย กล่าว

ด้าน พ.ต.ต.วรณัน กล่าวว่า คลังน้ำมันพระโขนงเป็นจุดกระจายน้ำมันหลักไปยังสถานีบริการต่างๆ ซึ่งปัจจุบันประชาชนมีความต้องการใช้น้ำมันสูงและได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำมันไม่เพียงพอ เจ้าหน้าที่จึงเลือกจุดนี้เป็นจุดแรกในการตรวจสอบว่ากระบวนการจ่ายน้ำมันเป็นไปตามขั้นตอนหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบการติดป้ายราคา การจำหน่ายน้ำมันออกนอกราชอาณาจักร และปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากหากส่วนใดส่วนหนึ่งผิดปกติ จะส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำมันในตลาดทันที

พ.ต.ต.วรณัน กล่าวด้วยว่า สำหรับภาพรวมในเรื่องการผลิตและการจัดส่งน้ำมันนั้น ขอให้ชุดทำงานตรวจสอบให้แล้วเสร็จก่อน โดยวันนี้มีการลงพื้นที่ตรวจสอบรวมทั้งสิ้น 8 จุด ใน 4 จังหวัด และในช่วงบ่ายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ลงพื้นที่ร่วมตรวจสอบเพื่อสรุปภาพรวมทั้งหมดอีกครั้ง

ปูพรมตรวจปั๊มที่อ้างว่าน้ำมันหมด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 20 มี.ค.69 ที่ผ่านมา พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปนม.ตร.) เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนและติดตามผลการปฏิบัติตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 2 โดยมีผู้แทนหน่วยที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ ร่วมประชุม ณ ห้องประชุม ศตคม.ตร. อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และการประชุมระบบทางไกลผ่านจอภาพ

ในการตรวจสอบน้ำมันทั่วประเทศ พล.ต.อ.ธัชชัย ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ ศปนม.ตร. ประสานหน่วยที่เกี่ยวข้องสนธิกำลังปูพรมทั่วประเทศ เป้าหมายตรวจสอบ 3 มิติหลัก ได้แก่ 1.ซีลตะเข็บชายแดนและคลังน้ำมัน: ชุดปฏิบัติการทั่วประเทศทั้งทางบก ทางทะเล ต้องคุมเข้มด่านชายแดน ไม่ให้มีการลักลอบขนน้ำมันออกนอกประเทศอย่างเข้มงวด ซึ่งอาจจะมีการหลีกเลี่ยงใช้กองทัพมดขนข้ามชายแดน

ป้องกันการกักตุนน้ำมัน

2.ตรวจสอบป้องกันการกักตุน: สั่งทุกพื้นที่ประสานการปฏิบัติร่วมกับกรมการปกครอง สแกนทุกปั๊มที่อ้างว่าปิดให้บริการ หรืออ้างว่าน้ำมันหมด และรายงานผลแบบวันต่อวัน หากพบพฤติกรรมจงใจกักตุน ให้ดำเนินการทันที รวมทั้งให้ระดมตรวจคุณภาพของน้ำมัน ป้องกันไม่ให้นำสารอื่นมาเจือปนทำให้คุณภาพน้ำมันไม่ได้มาตรฐาน

3.ตรวจสอบป้องกันการโก่งราคา: ประสานพาณิชย์จังหวัดลงพื้นที่ตรวจสอบ หากพบการโก่งราคา ให้บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบประชาชน

นอกจากนี้ พล.ต.อ.ธัชชัย ยังสั่งการให้สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ปูพรมลงพื้นที่สุ่มตรวจปั๊มน้ำมันให้ครอบคลุมและถี่ขึ้น เพื่อป้องกันการปลอมปนสารในน้ำมัน โดยเฉพาะปั๊มหลอดในชุมชนและปั๊มขนาดเล็ก-กลางทั่วประเทศ พร้อมสั่งเพิ่มความเข้มข้นในการตั้งด่านสกัดกั้นตลอด 24 ชั่วโมง

รอง ผบ.ตร.กล่าวย้ำด้วยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะบูรณาการทุกสรรพกำลัง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางพลังงาน รวมทั้งป้องกันไม่ให้มีใครมาสร้างผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

ไฟเขียวรถส่งวิ่งได้24ชม.

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.) ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยเมื่อวันที่ 20 มี.ค.69 ที่ผ่านมาว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.ในฐานะหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรทั่วราชอาณาจักร ได้พิจารณาออกข้อบังคับผ่อนผันการเดินรถขนส่งน้ำมันรองรับสถานการณ์ภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อบริหารจัดการด้านการจราจรในการขนส่งน้ำมันให้รวดเร็ว ทั่วถึง และครอบคลุมพื้นที่ เพียงพอต่อความต้องการน้ำมัน

ทั้งนี้ ด้วยสถานการณ์ยังคงมีความตึงเครียดมาก ส่งผลกระทบต่อการเดินทางขนส่งในหลายพื้นที่ของตะวันออกกลางและส่งผลกระทบต่อภาพรวมด้านน้ำมันเชื้อเพลิงของประชาชนในประเทศไทย

ดังนั้น กระทรวงพลังงาน กลุ่มผู้ค้าน้ำมันและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงได้ประเมินสถานการณ์ และวางมาตรการแก้ไขปัญหาการกระจายน้ำมันไปยังสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่ต่าง ๆ ให้รองรับและเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนในแต่ละวัน เพื่อให้การบริหารจัดการจราจรสำหรับการกระจายน้ำมันไปยังสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่ทั่วประเทศ รวมถึงเป็นการสร้างความเชื่อมั่นเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำมันในประเทศให้กับประชาชน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงได้พิจารณาอนุญาตผ่อนผันให้รถบรรทุกขนส่งน้ำมันเดินรถในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล รวมถึงจังหวัดอื่น ๆ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคมถึงวันที่ 30 เมษายน 2569

โคราชตรวจปั๊มน้ำมัน

ส่วนทางด้านเจ้าหน้าที่จากหน่วย กอ.รมน.สำนักงานพาณิชย์จังหวัด และพลังงานจังหวัดนครราชสีมา ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง บริเวณถนนสาย 224 (นครราชสีมา – โชคชัย) รวม 5 แห่ง จากการตรวจสอบพบว่าสถานีบริการน้ำมันบางแห่งมีรถขนส่งน้ำมันมาส่งให้เป็นช่วง ๆ โดยปริมาณน้ำมันดีเซลที่ได้รับต่อสถานีอยู่ที่ประมาณ 4,000 – 8,000 ลิตร ซึ่งหากเป็นช่วงปกติ ปริมาณน้ำมันเท่านี้จะสามารถจำหน่ายได้นานถึง 3 – 7 วัน แต่ปัจจุบันมีปริมาณเพียงพอสำหรับการจำหน่ายเพียงวันเดียวเท่านั้น

ในขณะที่สถานีบริการน้ำมันบางแห่งเกิดภาวะน้ำมันขาดช่วงเนื่องจากต้องรอรถขนส่งน้ำมันมาเติมให้ หลายแห่งจึงได้กำหนดมาตรการจำกัดการเติมน้ำมัน โดยรถยนต์ 4 ล้อ เติมได้ไม่เกิน 1,000 บาท และรถยนต์เกิน 4 ล้อ เติมได้ไม่เกิน 2,000 บาทต่อคัน เพื่อให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับการบริการอย่างทั่วถึงที่สุด ทั้งนี้ จากการตรวจสอบยังไม่พบว่ามีผู้ประกอบการรายใดมีพฤติกรรมกักตุนสินค้าหรือฉวยโอกาสขึ้นราคาแต่อย่างใด

จี้รัฐการันตีไม่มีกักตุนน้ำมัน

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ อดีต สว., อดีต สส. และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ถึงวิกฤตราคาน้ำมันที่รัฐบาลยืนยันว่าไม่มีการกักตุนว่า ถ้ารัฐบาลมั่นใจเช่นนั้นจริง ก็ควรออกมาการันตีให้ชัดเจนว่าไม่มีการกักตุนสินค้าจริง และหากตรวจพบในภายหลังว่ามีการกักตุนสวนทางกับคำประกาศ รัฐบาลจะรับผิดชอบอย่างไร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนยินดีร่วมมือ

ส่วนตัวเชื่อว่ามีการกักตุนเพื่อเก็งกำไร เพราะหากน้ำมันมีเพียงพอสำหรับใช้ไปอีก 100 กว่าวันตามที่กระทรวงพลังงานประกาศไว้ เหตุใดจึงไม่มีการส่งน้ำมันให้สถานีบริการตามปกติ รัฐบาลจึงควรตรวจสอบให้เข้มข้นขึ้น

“การกักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไรมีความผิดตามกฎหมาย รัฐบาลต้องประกาศให้ชัดเจนว่ามีโทษหนัก เพื่อให้ผู้ประกอบการเกรงกลัว แม้แต่เอกชนที่มีคลังของตัวเองหากรู้ว่ามีโทษหนักก็จะไม่กล้าเสี่ยง ตอนนี้ประชาชนระแวงเพราะนายกรัฐมนตรีบอกให้ใช้ชีวิตปกติ แต่พอไปที่ปั๊มกลับไม่มีน้ำมันให้เติม รัฐบาลต้องตรวจสอบไปถึงต้นทางคือ ‘คลังน้ำมัน’ ว่ามีของอยู่เท่าไหร่กันแน่ และเร่งนำ พ.ร.บ.สำรวจการกักตุนโภคภัณฑ์ มาใช้เพื่อให้เกิดความตื่นตัวว่ามีโทษหนักเพียงใด” นายสุรเดช กล่าว

นายสุรเดช กล่าวต่อว่า ภาคประชาชนเองก็ต้องช่วยกันรัดเข็มขัด งดเว้นการเดินทางไกลหรือท่องเที่ยวโดยไม่จำเป็น บ้านที่มีรถหลายคันควรสลับมาใช้คันเดียว หรือใช้วิธีทางเดียวกันไปด้วยกัน เพื่อช่วยชาติประหยัดน้ำมัน ซึ่งส่วนที่เหลือนั้นจะสามารถโยกไปช่วยภาคการผลิต ทั้งอุตสาหกรรม เกษตรกรรม ประมง และปศุสัตว์ เพื่อไม่ให้ต้นทุนราคาสินค้าขยับสูงขึ้น

นอกจากนี้ ยังพบว่าสินค้าหลายอย่างเริ่มปรับราคาขึ้นทั้งที่ราคาน้ำมันยังไม่ได้ขยับมากนัก และสินค้านั้นยังเป็นต้นทุนจากสต็อกเดิม รัฐบาลต้องประกาศบทลงโทษให้ชัดเจน อย่าให้พ่อค้าบางกลุ่มฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชน

ทั้งนี้มีข้อเสนอถึงรัฐบาล 3 ข้อ คือ 1.ทำให้ประชาชนตื่นตัว ว่าการกักตุนสินค้าหรือน้ำมันเพื่อขายโก่งราคาเป็นความผิดร้ายแรง จะได้ไม่คุ้มเสีย 2.ตรวจสอบคลังน้ำมันใหญ่ อย่าพูดลอยๆ ว่าไม่มีกักตุน ต้องเช็กให้ลึกถึงข้อเท็จจริงว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดเข้าไปเกี่ยวข้องหรือสมรู้ร่วมคิดเป็น ‘ไอ้โม่ง’ หรือไม่ หากพบเจ้าหน้าที่เพิกเฉยต้องฟันความผิดตามมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และ 3.บังคับใช้กฎหมายห้ามกักตุน โดยกระทรวงพลังงานและกระทรวงพาณิชย์ต้องทำงานร่วมกัน ไม่ใช่แค่พยุงราคาแต่ต้อง ‘ควบคุมราคา’ ให้เข้มข้น หากใครขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผลต้องจับกุมและดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพื่อให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้

เพิ่มรายการสินค้าควบคุม

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในอยู่ระหว่างเตรียมปรับมาตรการกำกับดูแล “บัญชีสินค้าควบคุม” ภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 โดยจะยกระดับการควบคุมสินค้าจำเป็น 6 รายการ ได้แก่ กระดาษชำระและกระดาษเช็ดหน้า แชมพู ผงซักฟอกและน้ำยาซักฟอก ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผ้าอนามัย และสบู่ ซึ่งเป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีพประจำวันของประชาชน

ทั้งนี้ แนวทางดำเนินการเมื่ออยู่ในรายการสินค้าควบคุมคือ ปรับจากเดิมที่ผู้ประกอบการสามารถ “แจ้งเปลี่ยนแปลงราคา” เป็น “ต้องยื่นขออนุญาตก่อนปรับขึ้นราคา” ทุกครั้ง โดยกรมการค้าภายในจะพิจารณาโครงสร้างต้นทุนอย่างรอบด้าน เพื่อให้ราคาสินค้าเป็นไปอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมต่อผู้บริโภค

ติดตามสถานการต้นทุน

ก่อนหน้านี้กรมการค้าภายในได้หารือร่วมกับผู้ประกอบการสินค้าอุปโภคบริโภครายสำคัญ เพื่อติดตามสถานการณ์ต้นทุนวัตถุดิบและการขนส่งที่ได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งพบว่าต้นทุนบางรายการ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันและบรรจุภัณฑ์ มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น

จากการหารือดังกล่าว กรมการค้าภายในจึงเตรียมดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสัปดาห์หน้า ก่อนเสนอคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน พิจารณาให้ความเห็นชอบและกำหนดแนวทางดำเนินการต่อไป

มาตรการดังกล่าวสำหรับเป็นการเตรียมความพร้อมเชิงรุก หากสถานการณ์ต้นทุนจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะราคาพลังงานและการขนส่งที่เชื่อมโยงกับสถานการณ์ตะวันออกกลาง ยืดเยื้อและส่งผลต่อราคาสินค้าในประเทศ

กรมการค้าภายในย้ำว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมใช้มาตรการทางกฎหมายทันที หากพบการปรับขึ้นราคาสินค้าโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร โดยประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน 1569 เพื่อให้หน่วยงานเข้าตรวจสอบและดูแลค่าครองชีพอย่างเป็นธรรม.-

น้ำมันปาล์มพุ่งขึ้นขวดละ 5-8 บาท

วันเดียวกันผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจ ร้านค้าขายตามตลาดในอำเภอศรีราชาจังหวัดชลบุรี ซึ่งขณะนี้สินค้าอุปโภคบริโภคเริ่มได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมัน และนโยบายพลังงานของรัฐบาลชัดเจนมากขึ้น

ล่าสุด ผู้ประกอบการน้ำมันปาล์มบรรจุขวด ได้ปรับขึ้นราคาขวดขนาด 1 ลิตร ประมาณ 5-8 บาท ขึ้นอยู่กับแต่ละยี่ห้อ ทำให้ราคาขายส่งจากเดิมที่อยู่ช่วง 41–42 บาทต่อขวด เพิ่มมาอยู่ที่ 48–49 บาทต่อขวด ซึ่งส่งผลให้ราคาขายปลีกในร้านค้า ร้านโชห่วยทั่วไปปรับขึ้นเป็น 50–53 บาทต่อขวด

ซึ่งล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณ ร้านกล้วยทอดชื่อดัง เจ๊สากล้วยทอด อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยเดินทางไปพบ เจ๊สา เจ้าของร้านกล้วยทอด โดยนางสา แม่ค้ากล้วยทอด กล่าวว่าภายหลังน้ำมันพืชปรับราคา กล้วยทอดที่ร้านยังไม่ได้ปรับราคาขึ้นโดยยังคงขาย 6 ชิ้น 30 บาท ทุกอย่างที่ขาย โดยน้ำมันพืชปรับขึ้นอีก 6 บาทต่อขวด จากเดิมขวดละ 45บาทเป็น 51บาท ต่อขวด (ลิตร) แต่ละยี่ห้อราคาต่างกัน แต่ที่ร้านใช้น้ำมันพืช 8 ขวดต่อวัน

นอกจากน้ำมันพืชปรับราคาแล้ว มะพร้าวที่เป็นส่วนประกอบในการทำกล้วยทอดก็ปรับราคาขึ้นเช่นกัน โดย กะทิสด ก่อนหน้านี้ กก.ละ 60 บาท ตอนนี้ปรับขึ้นเป็น 90 บาท ต่อ กก. นอกจากนี้ ยังมีแป้งทอดกรอบก่อนหน้านี้ถุง 500 กรัม ราคา 30 บาท ปรับขึ้นเป็น 35 บาท

แม่ค้ากล้วยทอดกระทบแล้ว

แม่ค้ากล้วยทอด ยังบอกอีกว่า มีผลกระทบบ้าง แต่ที่กระทบมากสุด คือน้ำมันพืช และกะทิสด ราคาปรับสูงขึ้นมาก แต่ยังคงขายราคาเดิม ทำให้กำไรน้อยลงสวนกระแสกับสินค้าที่ปรับขึ้น อย่างไรก็ตาม แม่ค้าบอกทิ้งท้ายว่า ได้รับผลกระทบหลังน้ำมันพืชมีราคาปรับสูงขึ้น หากเราจะขายแพงก็ขายไม่ได้ต้องขายราคาเท่าเดิมแต่ต้นทุนเพิ่มขึ้น อยากจะให้ราคาน้ำมันพืชต่ำลงมากว่านี้ พยายามคงราคาเดิมไว้เป็นเวลานานแล้ว แต่ด้วยราคาวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้นทุกอย่าง

วอนรัฐ ปรับลดราคาเพราะก่อนหน้านี้สินค้าอุปโภค-บริโภค ต่างก็ทยอยปรับตัวสูงขึ้นหลายรายการสวนกระแสกับรายได้ในปัจจุบัน

ห้ามขายเกินราคา

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการดำเนินการตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 3/2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พ.ศ. 2569 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2569 ซึ่งได้มอบหมายให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ติดตามตรวจสอบการดำเนินงานของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 และผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 และให้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามคำสั่งนี้

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า ตนได้ลงนามประกาศกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 21 มีนาคม 2569 แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีฯ ดังกล่าว อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน โดยแต่งตั้งให้รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน อธิบดีกรมการปกครอง ที่ปรึกษาด้านความมั่นคง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด ทุกจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด ทุกจังหวัด ปลัดจังหวัด ทุกจังหวัด และนายอำเภอ ทุกอำเภอ เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ มีหน้าที่ติดตามตรวจสอบให้ผู้ค้าน้ำมันตามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงต้องปฏิบัติตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีอย่างเคร่งครัด โดยกำกับติดตามให้มีการแสดงราคาจำหน่ายอย่างชัดเจน ณ สถานประกอบการในลักษณะที่สามารถมองเห็นได้ทั่วไป ตรวจสอบความถูกต้องของปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีอยู่ในครอบครอง และปริมาณการจำหน่ายจริง รวมทั้งเฝ้าระวังการกักตุน และจำหน่ายในลักษณะผิดปกติ

ต้องรายงาน18.00น.ทุกวัน

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด มอบหมายให้สำนักงานพลังงานจังหวัดรายงานข้อมูลการปรับราคาจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในทุกครั้งที่มีการปรับราคา และรายงานข้อมูลด้านการผลิตและจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง โดยกรณีผู้ค้าน้ำมันที่เป็นโรงกลั่นน้ำมัน ให้รายงานข้อมูลปริมาณการผลิต ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีอยู่ในครอบครอง ปริมาณการจำหน่าย และรายชื่อลูกค้าพร้อมทั้งปริมาณที่ขายให้ลูกค้าแต่ละราย สำหรับกรณีผู้ค้าน้ำมันที่ไม่ได้เป็นโรงกลั่นน้ำมัน ให้รายงานข้อมูลการขายเป็นรายลูกค้าและรายชื่อลูกค้าเฉพาะที่ซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงเกินรายละ 3,000 ลิตร/ครั้ง ไปยังกรมธุรกิจพลังงาน ภายในเวลา 18.00 น. ของทุกวัน พร้อมสำเนารายงานให้กระทรวงมหาดไทยทราบด้วย

มีรายงานข่าวว่ากรณีดีเอสไอ ไปตรวจสอบคลังน้ำมันต่างๆ 4 แห่งนั้นเบื้องต้นยังไม่พบความผิดปกติ

ตั้งปมการเมือง ยิงถล่ม‘สส.กมลศักดิ์’ ตร.คุมเข้มวันฮารีรายอ

ตั้งปมการเมือง ยิงถล่ม‘สส.กมลศักดิ์’ ตร.คุมเข้มวันฮารีรายอ

ตั้งปมการเมือง ยิงถล่ม‘สส.กมลศักดิ์’ ตร.คุมเข้มวันฮารีรายอ

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ตั้งปมการเมือง ยิงถล่ม‘สส.กมลศักดิ์’ ตร.คุมเข้มวันฮารีรายอ

วันฮารีรายอ ชาวนราธิวาสให้กำลังใจ“สส.กมลศักดิ์”ถึงบ้าน อวยพรหลังแคล้วคลาดจากคมกระสุน ตำรวจตรวจพบเบื้องต้นคนร้าย ก่อเหตุด้วยปืน เอ็ม-16 ตั้ง 3 ปม ทั้งการเมือง ความมั่นคง เรื่องขัดแย้งส่วนตัว

วันที่ 21 มีนาคม 2569 ภายหลังเกิดเหตุคนร้ายตามประกบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ ที่บริเวณถนนหน้าบ้านพักในพื้นที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ทำให้ นายอุชลัมห์ โกะเลาะ พลขับ และ ด.ต.หริรักษ์ หีมมิหนะ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามได้รับบาดเจ็บ รถยนต์เสียหาย เหตุเกิดเมื่อกลางดึกของวันที่ 20 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา

ล่าสุด ตั้งแต่ช่วงเช้าในวันนี้ ซึ่งเป็นอีฎิ้ลฟิตริ หรือวันฮารีรายอของชาวไทยมุสลิม พบว่าที่บ้านพักของ นายกมลศักดิ์ มีประชาชนในพื้นที่หลั่งไหลเดินทางมาเยี่ยมให้กำลังใจและถือโอกาสอวยพรปีใหม่ให้ครอบครัวของนายกมลศักดิ์ มีความสุขและแคล้วคลาดจากภัยอันตรายทั้งปวง โดยมีนายกมลศักดิ์, นางนิยดา ลีวาเมาะ มารดา และ น.ส.ต่วนยามีล๊ะ สบูโด ภรรยา คอยให้การต้อนรับ พร้อมทั้งได้พูดคุยให้ระมัดระวังตัวมากยิ่งขึ้น

ส่วนความคืบหน้าทางคดี เจ้าหน้าที่ยังไม่ฟันธงสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งทั้ง 3 ประเด็น ปมทางการเมือง ความมั่นคง หรือความขัดแย้งส่วนตัว ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบพยานหลักฐานแบบคร่าวๆ คนร้ายใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 ก่อเหตุลอบยิง นายกมลศักดิ์ 2 กระบอก แต่ต้องรอสอบตรวจพิสูจน์วิถีปลอกกระสุนทั้งหมดจำนวน 31 ปลอก ที่เก็บรวบรวมได้ในที่เกิดเหตุ ว่าคนร้ายใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 มากกว่า 2 กระบอกหรือไม่

ขณะที่ประการสำคัญจากการประเมินพฤติกรรมของกลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ต่างให้ความคิดเห็นว่าคนร้ายไม่ได้ประสงค์จะเอาชีวิตของ นายกมลศักดิ์ แต่เป็นลักษณะก่อเหตุเพื่อข่มขู่ ถ้ากลุ่มคนร้ายหมายเอาชีวิตต้องยิ่งไปที่ตัวถังรถที่วีไอพีนั่งโดยสาร หรือไม่ก็หยุดจอดรถแล้วลงมายิงซ้ำเพื่อให้มั่นใจว่าเสียชีวิต นอกจากนี้ จากการไล่กล้องวงจรปิดตามเส้นทางต่างๆ ที่คนร้ายใช้ยานพาหนะในการวิ่งก่อเหตุรวมทั้งการหลบหนี พบว่ารถกระบะของคนร้ายที่ใช้ก่อเหตุในครั้งนี้ได้ติดป้ายทะเบียนปลอม

ที่มัสยิดอัสซุนนะฮ์ ชุมชนบ้านกาแป๊ะฮูลู อ.เบตง จ.ยะลา ชาวไทยมุสลิม ทั้ง เด็ก ผู้ใหญ่ ชายและหญิง ต่างแต่งกายด้วยเสื้อผ้าตามแบบอย่างอิสลาม เดินทางมาร่วมละหมาดเนื่องในวันฮารีรายออีฎิ้ลฟิตรี กันเป็นจำนวนมากนายซัมซูเด็ง มะมิง อิหม่ามมัสยิดบ้านกาแป๊ะฮูลู กล่าวว่า ภายหลังจุฬาราชมนตรี ได้ประกาศ วันที่ 1 ของเดือนเซาวาล (วันอีฎิ้ลฟิตริ) ฮิจเราะห์ศักราช 1447 ตรงกับวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ.2569 พี่น้องชาวไทยมุสลิม ต่างพาครอบครัวไปร่วมละหมาดที่มัสยิด ฟังบรรยายธรรมจากผู้นำศาสนา ร่วมขอดุอาร์ ขอพรและขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ

จากนั้นได้ร่วมรับประทานอาหารและเดินทาง ไปเยี่ยมหลุมฝังศพบรรพบุรุษยังสุสาน เพื่อระลึกถึงบุคคลที่ล่วงลับไปแล้ว โดยในห้วงเวลานี้ถือเป็นเวลาของครอบครัวที่ญาติพี่น้องทุกคนจะมารวมตัว และขอมาอัฟ ขออภัยในสิ่งที่ล่วงเกินกันไว้ มีการสวมกอดและอวยพรให้แก่กันพร้อมทั้งร่วมประกอบศาสนกิจอย่างพร้อมเพรียงกัน

โดยบรรยากาศในเทศกาลฮารีรายอ เต็มไปด้วยความอบอุ่นมีความสุขที่สุด บรรดาลูกจะขออภัยต่อพ่อแม่ มีการแสดงออกด้วยการสวมกอด การจูบมือ การหอมแก้มทั้งสองของพ่อแม่ เป็นการแสดงความรัก ลูกหลานที่อยู่ต่างภูมิลำเนาต่างเดินทางกลับบ้าน นับเป็นช่วงเวลาที่งดงามทางสังคม ไม่ใช่แค่เรื่องของศาสนา แต่คือเรื่องของ “สายสัมพันธ์” และ “การให้อภัย” ที่ทำให้สังคมไทยของเรามีความหลากหลายและงดงาม

สำหรับ“อีฎิ้ลฟิตริ” เทศกาลแห่งความสุขและการเริ่มต้นใหม่หลังสิ้นสุดเดือนรอมฎอน เป็นวันเฉลิมฉลองหลังจากการถือศีลอดมาตลอดเดือนรอมฎอน ถือเป็นวันแห่งความรื่นเริง วันแห่งความสุข คนที่อยู่ห่างไกลเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อพบปะครอบครัว

เมื่อเวลา 21.09 น. วันที่ 20 มีนาคม 2569 ศูนย์วิทยุสื่อสารอำเภอเมืองยะลา รับแจ้งเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาด ลอบยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจ บริเวณหน้าบ้านพัก เลขที่5/6 ม.2 บ้านน้ำเย็น ตำบลลำใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดยะลา

จากการตรวจสอบทราบชื่อผู้เสียชีวิตคือ ส.ต.ท.อิมรอน สะมอรี อายุ 28 ปี สังกัดสถานีตำรวจภูธรตาเซะ อ.เมือง จ.ยะลา ถูกกระสุนปืนได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนเสียชีวิตในเวลาต่อมา แม้เจ้าหน้าที่จะเร่งนำส่งโรงพยาบาลยะลาเพื่อช่วยเหลืออย่างเต็มที่แล้วก็ตาม

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้เข้าควบคุมพื้นที่เกิดเหตุ พร้อมเร่งตรวจสอบพยานหลักฐาน และไล่ล่าติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ด้านผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบเหตุยิงกันในพื้นที่ตำบลลำใหม่ อำเภอเมืองยะลา ผู้บาดเจ็บคือ ส.ต.ท.อิมรอม อายุ 28 ปี สังกัด สภ.ตาเซะ ถูกยิงเข้าที่ศีรษะ 1 นัด อาการสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา สอบสวนเบื้องต้นก่อนเกิดเหตุ ส.ต.ท.อิมรอม รับประทานอาหารละศีลอดกับครอบครัว เตรียมต้อนรับวันฮารีรายอ และออกมาหน้าบ้าน ก่อนจะถูกคนร้ายไม่ทราบจำนวนใช้อาวุธปืนยิงใส่ศีรษะอย่างจัง จนล้มลงจมกองเลือด ขณะที่พี่ชายผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นตำรวจเช่นกัน ใช้ปืนยิงตอบโต้เพื่อป้องกันตัว ก่อนที่คนร้ายอาศัยช่วงชุลมุนหลบหนีไป เจ้าหน้าที่ปิดกั้นที่เกิดเหตุ รอเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบ พร้อมเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดี เบื้องต้นสันนิษฐานว่าเป็นกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ โดยมีเป้าหมายเพื่อแสดงศักยภาพในการก่อเหตุช่วง 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน และก่อนเข้าสู่เทศกาลฮารีรายออีฎิ้ลฟิตริ

กองทัพบกเดินหน้า เร่งสถาปนาความมั่นคง แนวชายแดน‘พระวิหาร’

กองทัพบกเดินหน้า เร่งสถาปนาความมั่นคง แนวชายแดน‘พระวิหาร’

กองทัพบกเดินหน้า เร่งสถาปนาความมั่นคง แนวชายแดน‘พระวิหาร’

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กองทัพบกเดินหน้า เร่งสถาปนาความมั่นคง แนวชายแดน‘พระวิหาร’

เสนาธิการทหารบก ลงพื้นที่ตรวจภูมิประเทศผามออีแดง ศรีสะเกษ สั่งเตรียมความพร้อมสถาปนาความมั่นคงตามแนวชายแดนเขาพระวิหารเต็มรูปแบบพร้อมกำชับกำลังพล คุมเข้มอธิปไตยตามนโยบาย ผบ.ทบ.

วันที่ 21 มีนาคม 2569 พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก และเสนาธิการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก (ศปก.ทบ.) ได้เดินทางลงพื้นที่ตรวจสภาพภูมิประเทศบริเวณผามออีแดง ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อเตรียมความพร้อมและวางแผนยุทธศาสตร์ในการสถาปนาความมั่นคงตามแนวชายแดนในพื้นที่เขาพระวิหารให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ได้พบปะและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ โดยเน้นย้ำถึงนโยบายของ ผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลความมั่นคงตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง โดยเสนาธิการทหารบกได้รับมอบหมายให้เข้ามากำกับดูแลและสนับสนุนการทำงานของหน่วยปฏิบัติราชการสนามอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดความมั่นคงและความปลอดภัยสูงสุด

ภารกิจหลักของการลงพื้นที่ครั้งนี้ คือการสำรวจและประเมินสถานการณ์ทางภูมิประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังและป้องกันอธิปไตยตามแนวชายแดนให้มีความเข้มแข็งและทันสมัย สอดรับกับสถานการณ์ความมั่นคงในปัจจุบัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและดูแลรักษาพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และอธิปไตยของชาติให้มั่นคงต่อไป

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

3. บำเหน็จบำนาญ

(1) อาจารย์ประจำในสถาบันอุดมศึกษาประสงค์จะขอลาออกจากราชการตามโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด เพื่อรับบำเหน็จ บำนาญ เช่นนี้สถาบันอุดมศึกษาจะไม่อนุมัติให้ลาออกจากราชการได้หรือไม่

เรื่องนี้ ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ระดับ 9 ประจำสาขาวิชา ก. สังกัดมหาวิทยาลัย ส. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ได้ยื่นแบบหนังสือลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2555 ต่ออธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยฯ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) เพื่อขอลาออกจากราชการตามมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ(โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด) ปีงบประมาณ พ.ศ.2556 แต่คณะกรรมการประจำสาขาวิชา ก. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) พิจารณาแล้วมีมติ (วันที่ 18 กรกฎาคม 2555) ไม่เห็นชอบการเกษียณอายุก่อนกำหนดของผู้ฟ้องคดี และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 พิจารณาไม่เห็นควรให้ผู้ฟ้องคดีลาออก เนื่องจากมีผลกระทบต่ออัตรากำลังและการดำเนินงานของสาขาวิชา ก.

หลังจากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ได้มีมติเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2555 และวันที่ 30 สิงหาคม 2555 ให้ข้าราชการในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เข้าร่วมโครงการ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จึงได้ออกประกาศมหาวิทยาลัย ส.เรื่องรายชื่อข้าราชการผู้ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ (โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด) ปีงบประมาณ พ.ศ.2557 ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2555 และประกาศเรื่องรายชื่อข้าราชการผู้ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ (โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด) ปีงบประมาณ พ.ศ.2556 (เพิ่มเติม) ลงวันที่ 6 กันยายน 2555 แต่ไม่ปรากฏชื่อผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือโต้แย้งและนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่อนุมัติให้ผู้ฟ้องคดีลาออกจากราชการตามมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ (โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด) ปีงบประมาณ 2556 (ออกจากราชการวันที่ 1 ตุลาคม 2555) และให้ผู้ฟ้องคดีได้รับสิทธิประโยชน์ตามมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

พร้อมพงศ์ แนะรัฐบาล ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ พลังงาน-วัตถุดิบ หวั่นราคาสินค้าพุ่ง กระทบปชช.

พร้อมพงศ์ แนะรัฐบาล ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ พลังงาน-วัตถุดิบ หวั่นราคาสินค้าพุ่ง กระทบปชช.

พร้อมพงศ์ แนะรัฐบาล ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ พลังงาน-วัตถุดิบ หวั่นราคาสินค้าพุ่ง กระทบปชช.

วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.50 น.

‘พร้อมพงศ์’ แนะรัฐบาลตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจด้านพลังงาน-วัตถุดิบ ติดตามสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง พร้อมหารือผู้ประกอบการ-ผู้ผลิต-ภาคขนส่ง กำหนดแนวทางบริหารต้นทุน ป้องกันปรับราคาสินค้า หวั่นราคาสินค้าพุ่ง กระทบปชช.

วันที่ 21 มีนาคม 2569 นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล กับอิหร่าน ว่า ยังคงยืดเยื้อและมีแนวโน้มขยายวงกว้างไปยังจุดยุทธศาสตร์ด้านพลังงานสำคัญของโลกทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในหลายประเทศของภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงปัญหาการขนส่งสินค้าที่ไม่สามารถดำเนินได้ตามปกติ โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุช ซึ่งเป็นเส้นทางหลักของการขนส่งพลังงานของโลก

นายพร้อมพงศ์ กล่าวต่อว่า สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะด้านพลังงานเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปถึงสารตั้งต้น และวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ในการผลิตสินค้าในชีวิตประจำวัน อาทิ เม็ดพลาสติกที่เกี่ยวไปถึงบรรจุภัณฑ์ ขวดพลาสติก สารประกอบที่เกี่ยวกับอุปกรณ์การแพทย์ ยารักษาโรค รวมถึงวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งล้วนเป็นห่วงโซ่สำคัญของระบบเศรษฐกิจ

นายพร้อมพงศ์ กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม จากการติดตามข้อมูลและการพูดคุยกับผู้ประกอบการรายใหญ่ พบว่าเริ่มมีความกังวลต่อการจัดหาวัตถุดิบที่อาจล่าช้าหรือมีต้นทุนสูงขึ้น ขณะที่ประชาชนและผู้ประกอบการต่างสะท้อนเป็นเสียงเดียวกันว่า หากสถานการณ์ยังยืดเยื้ออาจทำให้สินค้าบางประเภทขาดแคลน หรือมีเพียงพอแต่ต้องปรับราคาสูงขึ้น ขณะที่ภาคการเงินและสถาบันการเงิน มีความกังวล หากวิกฤตพลังงานยาวนาน จะส่งผลให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อกำลังซื้อของประชาชน ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมชะลอตัว

นายพร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้เริ่มมีสัญญาณการปรับราคาสินค้าบางประเภทแล้ว เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำดื่มแบบแพ็ก รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคบางชนิด เช่น เนื้อหมูและไข่ไก่ บางพื้นที่ได้มีการปรับราคาไปก่อนแล้ว โดยมีการอ้างอิงถึงต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้น ผลกระทบทั้งหมดสุดท้ายจะตกอยู่กับพี่น้องประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงขอฝากไปถึงรัฐบาล แม้จะอยู่ในช่วงรอยต่อของการบริหารงาน แต่ยังสามารถวางแผนและเตรียมความพร้อมรับมือกับความผันผวนด้านพลังงาน ค่าขนส่ง และต้นทุนวัตถุดิบได้ล่วงหน้า เมื่อของต้นทางมีราคาสูงขึ้น ล่าช้า หรือขาดแคลน ย่อมส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อราคาสินค้าในชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างแน่นอน 

นายพร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า โดยตนขอเสนอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการใน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ 1.ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจด้านพลังงานและวัตถุดิบ เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดแบบวันต่อวัน และประเมินผลกระทบล่วงหน้า 2.หารือร่วมกับผู้ประกอบการ ผู้ผลิต และภาคขนส่ง เพื่อกำหนดแนวทางบริหารต้นทุน ไม่ให้มีการปรับราคาสินค้าพร้อมกันในวงกว้าง และ 3.พิจารณามาตรการบรรเทาค่าครองชีพเฉพาะหน้า โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าจำเป็น เพื่อลดภาระของประชาชนให้ได้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม ควรมีการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ รวมถึงภาคเอกชน เพื่อให้การรับมือสถานการณ์เป็นไปอย่างมีระบบ ชัดเจน และทันต่อเหตุการณ์ เพื่อไม่ให้วิกฤตจากต่างประเทศ กลายเป็นภาระค่าครองชีพของคนไทยมากเกินไป 

“สงครามสู้รบอาจอยู่ไกล แต่ค่าครองชีพอยู่ใกล้ตัวประชาชน ไม่อยากให้ประชาชนต้องแบกภาระ กับสงครามสินค้าราคาแพงที่พร้อมดาหน้าเตรียมถล่มใส่ประชาชน ขอวิงวอนให้ทุกภาคส่วนวางแผนรับมือกันเอาไว้ล่วงหน้า” นายพร้อมพงศ์ กล่าว 

อัครนันท์ ยังไม่ชัวร์นั่ง รมช.ศึกษาฯ แจงสาเหตุ ชอบสะสมพระเครื่อง-ของขลังจำนวนมาก

อัครนันท์ ยังไม่ชัวร์นั่ง รมช.ศึกษาฯ แจงสาเหตุ ชอบสะสมพระเครื่อง-ของขลังจำนวนมาก

อัครนันท์ ยังไม่ชัวร์นั่ง รมช.ศึกษาฯ แจงสาเหตุ ชอบสะสมพระเครื่อง-ของขลังจำนวนมาก

วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.15 น.

‘อัครนันท์’ เบรกกระแสโผ ครม. ยัน ยังไม่ส่งประวัติ บอก ไม่อยากพูดล่วงหน้า ชี้ สะสมพระเครื่อง-เครื่องราง จำนวนมาก แค่ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ขอ อย่าใช้ความเชื่อส่วนบุคคลตัดสินความสามารถบริหารงาน

วันที่ 21 มีนาคม 2569 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวที่มีรายชื่อติดหนึ่งในโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุทิน 2 ในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และให้ส่งประวัติไปตรวจสอบในวันที่ 23 มีนาคมนี้ ว่า ตนยังไม่ได้ส่งประวัติหรือดำเนินการใดๆ ตามกระแสข่าวที่ออกมา แม้จะเห็นข่าวว่ามีการเคาะรายชื่อเรียบร้อยแล้ว แต่ส่วนตัวตนมองว่าสถานการณ์การเมืองยังไม่มีความแน่นอน สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา จนกว่าจะมีกระบวนการโปรดเกล้าฯ อย่างเป็นทางการ จึงไม่อยากพูดอะไรไปล่วงหน้าในสิ่งที่ยังไม่ชัดเจน

นายอัครนันท์ กล่าวต่อว่า ตนในฐานะ สส. สมัยที่ 2 ให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่แก้ไขปัญหาให้กับประชาชนในจังหวัดกาญจนบุรีมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ซึ่งไม่ว่าจะมีตำแหน่งหรือไม่ การทำงานเพื่อชาวบ้านคือหน้าที่หลักที่ต้องทำต่อไป ส่วนเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรีนั้น อยากให้มองที่เจตนาและความตั้งใจของพรรคที่ต้องการให้คนรุ่นใหม่เข้ามาเปลี่ยนแปลงทและสร้างผลงาน มากกว่าจะวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นปลีกย่อยเรื่องความเชื่อส่วนบุคคลตามที่มีการยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ปรากฏว่ามีการสะสมพระเครื่องและเครื่องรางของขลังเป็นจำนวนมาก ทำให้คนมองว่าตนเป็นสายมูนั้น ส่วนตัวแล้วเป็นคนชอบเรียนรู้และศึกษาประวัติศาสตร์เป็นทุนเดิม ฉะนั้น การสะสมพระเครื่องและวัตถุโบราณต่างๆ จึงเป็นความชอบ 

“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการทำงาน เป็นเพียงความเชื่อและที่พึ่งในการยึดเหนี่ยวจิตใจ ซึ่งถือว่าไม่ใช่เรื่องผิด เรื่องการทำงานต้องเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ใช่เรื่องมู เพราะสุดท้ายแล้วต่อให้จะมูอย่างไร แต่หากขี้เกียจสันหลังยาวก็ไม่เกิดผล ถ้าไม่ขยัน ไม่ตั้งใจทำงาน จะมูอย่างไรก็ไม่เกิดผลลัพธ์อะไรที่ดี ฉะนั้น ไม่อยากให้คนมองว่าภาพลักษณ์ความเชื่อว่าจะส่งผลต่อความสามารถในการบริหารงาน“ นายอัครนันท์ กล่าว