ฉงชิ่งระทึก ดินถล่มฝังกลบทั้งหมู่บ้าน เร่งค้นหาผู้สูญหาย

ฉงชิ่งระทึก ดินถล่มฝังกลบทั้งหมู่บ้าน เร่งค้นหาผู้สูญหาย

17 ก.ค. 2569 14:21 น.

ฉงชิ่งระทึก ดินถล่มฝังกลบทั้งหมู่บ้าน เร่งค้นหาผู้สูญหาย

เกิดเหตุดินถล่มครั้งใหญ่ในนครฉงชิ่ง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ส่งผลให้บ้านเรือนหลายหลังพังถล่ม มีประชาชนถูกฝังอยู่ใต้ซากดินและอาคาร ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดมกำลังกู้ภัยค้นหาผู้สูญหาย 

สำนักข่าวซินหัวและสถานีโทรทัศน์ CCTV รายงานว่า เหตุดินถล่มเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม ในอำเภอเผิงสุ่ย นครฉงชิ่ง โดยก่อนเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ชุมชนสังเกตเห็นก้อนหินร่วงหล่นจากไหล่เขาเป็นระยะตั้งแต่เวลาประมาณ 08.00 น. จึงรีบแจ้งเตือนและสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

ทางการสามารถอพยพชาวบ้านได้มากกว่า 60 คน แต่ระหว่างการอพยพ เมื่อเวลา 09.08 น. ได้เกิดดินถล่มครั้งใหญ่ มวลดินและหินมหาศาลพังถล่มลงมาทับบ้านเรือนที่อยู่เชิงเขา ทำให้มีประชาชนจำนวนหนึ่งถูกฝังอยู่ใต้ซากอาคาร โดยจนถึงขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบจำนวนผู้สูญหายที่แน่ชัด

ล่าสุด เจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยออกจากซากปรักหักพังได้แล้ว 9 คน โดยทั้งหมดไม่มีอาการบาดเจ็บถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต

ภาพจากเฮลิคอปเตอร์ของ CCTV เผยให้เห็นมวลดินและโขดหินมหาศาลไหลทะลักลงมาจากภูเขา พุ่งเข้าทับกลุ่มอาคารที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ขณะที่ชาวบ้านต่างวิ่งหนีเอาชีวิตรอด ท่ามกลางกลุ่มฝุ่นขนาดใหญ่ที่ปกคลุมพื้นที่

นอกจากนี้ ยังมีภาพจากกล้องหน้ารถซึ่งได้รับการตรวจสอบโดยสำนักข่าวรอยเตอร์ แสดงให้เห็นช่วงเวลาที่ไหล่เขาพังถล่มลงมาทับบ้านเรือนและร้านค้าด้านล่าง เศษหินและดินกระจายเต็มถนน จนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่สัญจรอยู่ต้องหยุดกะทันหัน

กระทรวงบริหารจัดการเหตุฉุกเฉินของจีนได้ยกระดับการตอบสนองต่อสถานการณ์เป็น ระดับ 2 พร้อมส่งทีมกู้ภัยเฉพาะกิจ 100 นาย ลงพื้นที่ ขณะที่หน่วยดับเพลิงและกู้ภัยระดมกำลังเจ้าหน้าที่อีก 206 นาย พร้อมรถกู้ภัย 49 คัน เพื่อเร่งค้นหาผู้ที่อาจยังติดอยู่ใต้ซากดินและอาคารโดยเร็ว.

ที่มา : channelnewsasia

ฟิลิปปินส์ประณามสื่อรัฐบาลจีนใช้ AI ทำคลิปเหยียดเชื้อชาติ หยามคนฟิลิปปินส์เป็น “ลิง”

ฟิลิปปินส์ประณามสื่อรัฐบาลจีนใช้ AI ทำคลิปเหยียดเชื้อชาติ หยามคนฟิลิปปินส์เป็น "ลิง"

17 ก.ค. 2569 12:54 น.

ฟิลิปปินส์ประณามสื่อรัฐบาลจีนใช้ AI ทำคลิปเหยียดเชื้อชาติ หยามคนฟิลิปปินส์เป็น “ลิง”

รัฐบาลฟิลิปปินส์ประณาม “ไชน่า เดลี่” สื่อของรัฐบาลจีนอย่างรุนแรง หลังเผยแพร่วิดีโอที่สร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เปรียบชาวฟิลิปปินส์เป็น “ลิง” พร้อมกล่าวหาว่าเป็นเนื้อหาที่เหยียดเชื้อชาติ ลดทอนความเป็นมนุษย์ และบิดเบือนข้อพิพาททะเลจีนใต้

กระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ ออกแถลงการณ์ประณามสื่อยักษ์ใหญ่ของรัฐบาลจีนอย่าง “ไชน่า เดลี่” (China Daily) อย่างรุนแรง พร้อมยื่นคำขาดเรียกร้องให้ลบคลิปวิดีโอที่เป็นการเหยียดเชื้อชาติและลดทอนความเป็นมนุษย์ออกจากระบบทันที

สาเหตุขัดแย้งครั้งล่าสุดนี้ เกิดจากคลิปวิดีโอที่สร้างขึ้นโดย AI ซึ่งถูกโพสต์ลงบนเพจเฟซบุ๊กของไชน่า เดลี่ เมื่อวันที่ 10 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยตัวละครหลักในคลิปมีลักษณะเป็น “ลิงขี้กลัว” ที่สวมเสื้อ “บารองตากาล็อก” (Barong Tagalog) ซึ่งเป็นชุดประจำชาติของฟิลิปปินส์ เนื้อหาในคลิปแสดงภาพลิงตัวดังกล่าวส่งเสียงร้องลั่นขณะถูกมือที่มีธงชาติสหรัฐฯ และญี่ปุ่นผลักขึ้นไปบนเวทีคาราโอเกะซอมซ่อบนเรือลำหนึ่ง

หลังจากลิงตัวนี้ถูกดุว่าร้องเพลงผิด คิ้วของมันก็ขมวดขึงขังแล้วดึงกระดาษที่มีข้อความระบุว่า “คำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการทะเลจีนใต้” ออกมา ก่อนที่ในท้ายที่สุด ลิงตัวนี้จะถูกเหวี่ยงทิ้งลงทะเลและถูกระดมฉีดด้วยปืนฉีดน้ำแรงดันสูง

กระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ระบุในแถลงการณ์ว่า วิดีโอดังกล่าวรวมถึงภาพการ์ตูนล้อเลียนอื่น ๆ ที่สื่อจีนเผยแพร่นั้น มีเนื้อหาที่ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ เหยียดเชื้อชาติ และก้าวล่วงขอบเขตของการอภิปรายทางการเมืองที่ชอบด้วยกฎหมายไปไกลมาก

“เราขอขีดเส้นตายอย่างชัดเจนต่อการแสดงภาพชาวฟิลิปปินส์เป็นลิงในวิดีโอเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างความขุ่นเคืองใจ ความทุกข์ใจ และเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้อย่างเด็ดขาด ความเห็นต่างทางกฎหมายและการเมืองไม่ได้เป็นข้ออ้างให้หันไปใช้ภาพที่น่ารังเกียจเช่นนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ในวาทกรรมสาธารณะของอารยประเทศที่มีความรับผิดชอบ” แถลงการณ์ระบุ พร้อมเตือนว่าภาพและการบิดเบือนข้อมูลเหล่านี้มีแต่จะเพิ่มความไม่ไว้วางใจระหว่างทั้งสองประเทศให้ขยายวงกว้างขึ้น

ขณะที่ กิลเบิร์ต ทีโอดอโร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์ ได้ออกมาตอกกลับอย่างเผ็ดร้อน โดยตราหน้าวิดีโอดังกล่าวว่าเป็น “โฆษณาชวนเชื่อที่น่ารังเกียจและน่าอดสู” เขากล่าวว่า “คลิปนี้ได้เปิดโปงความล่มสลายทางศีลธรรมและสติปัญญาของเครื่องจักรโฆษณาชวนเชื่อของจีนอย่างล่อนจาม พฤติกรรมที่สับสนและแปรปรวนอย่างรุนแรงของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในช่วงที่ผ่านมานั้นชัดเจนเกินกว่าที่เราจะเพิกเฉยหรือปล่อยผ่านไปได้”  โดยนายทีโอดอโรเพิ่งถูกรัฐบาลจีนสั่งห้ามเดินทางเข้าจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง และมาเก๊า ไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

แม้จะถูกทางการฟิลิปปินส์ประณามอย่างรุนแรง แต่จากการตรวจสอบพบว่าคลิปวิดีโอดังกล่าวยังคงปรากฏอยู่บนหน้าเพจเฟซบุ๊กของไชน่า เดลี่ โดยข้อความระบุบรรยายใต้โพสต์ของสื่อจีนยังคงตอกย้ำจุดยืนเดิมของจีนอย่างแข็งกร้าวว่า “10 ปีผ่านไป สิ่งที่เรียกว่าคำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการทะเลจีนใต้ไม่ได้เป็นเครื่องมือสำหรับสันติภาพเลย แต่มันคือต้นตอของการเผชิญหน้าความขัดแย้งที่แต่งตัวมาในคราบของกฎหมาย การพึ่งพาอำนาจภายนอกและคอยยั่วยุปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายในทะเลจีนใต้ มีแต่จะทำให้ฟิลิปปินส์กลายเป็นเพียง ‘เบี้ย’ ในเกมภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศอื่นเท่านั้น”

ทั้งนี้ สื่อกระบอกเสียงของจีนได้ทยอยโพสต์คลิปและภาพการ์ตูนล้อเลียนการกระทำของฟิลิปปินส์ในทะเลจีนใต้มาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งนอกจากภาพของ “ลิง” แล้ว ยังมีการนำเสนอภาพของฟิลิปปินส์ในลักษณะของ “ตัวตลก” และ “งู” อีกด้วย ขณะที่ทางการจีนยังไม่ได้ออกมาแสดงท่าทีตอบรับต่อการติติงของฟิลิปปินส์ในครั้งนี้

การปะทะกันทางวาทกรรมผ่านสื่อ AI ครั้งนี้ เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่เป็นวันครบรอบ 10 ปี ที่ศาลอนุญาโตตุลาการถาวร ณ กรุงเฮก ได้มีคำตัดสินครั้งประวัติศาสตร์ที่เป็นประโยชน์แก่ฟิลิปปินส์ โดยสรุปว่าการกล่าวอ้างกรรมสิทธิ์เหนือน่านน้ำส่วนใหญ่ในทะเลจีนใต้ของจีนนั้นไม่มีฐานรองรับทางกฎหมายภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ แต่จีนได้เพิกเฉยต่อคำตัดสินดังกล่าวมาโดยตลอดและอ้างว่าศาลไม่มีอำนาจพิจารณาคดี

ความตึงเครียดในพื้นที่พิพาททางทะเล โดยเฉพาะบริเวณหมู่เกาะสแปรตลีย์ และแนวสันดอนสการ์โบโร ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เรือหน่วยยามฝั่งของจีนมักใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูงยิงสกัดเรือของฟิลิปปินส์จนทำให้เรือเสียหายและมีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ รวมถึงมีการเผชิญหน้าในระยะประชิดด้วยอาวุธมีคม เช่น ดาบ หอก และมีด จนเกรงกันว่าอาจบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งทางทหารระดับภูมิภาคในอนาคต.

ที่มา BBC / Philstar

ทรัมป์กล่าวหาจีน “แทรกแซงเลือกตั้งปี 2020”

ทรัมป์กล่าวหาจีน "แทรกแซงเลือกตั้งปี 2020"

17 ก.ค. 2569 12:18 น.

ทรัมป์กล่าวหาจีน “แทรกแซงเลือกตั้งปี 2020”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวหาจีนแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2020 พร้อมประกาศให้เปิดเผยข้อมูลข่าวกรองและสั่งหน่วยงานความมั่นคงสอบสวน แม้หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ และรัฐบาลจีนต่างปฏิเสธข้อกล่าวหา ขณะที่เดโมแครตและนักวิเคราะห์ชี้ เป็นเพียงเกมการเมืองเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจและปูทางในการปฏิเสธผลการเลือกตั้งกลางเทอมที่พรรครัฐบาลส่อแววพ่ายแพ้ และอาจกระทบความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวสุนทรพจน์จากทำเนียบขาวเมื่อค่ำวันพฤหัสบดี (16 ก.ค.) ตามเวลาสหรัฐฯ โดยกล่าวหาว่าจีนแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อปี 2020 ซึ่งเขาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ต่อนายโจ ไบเดน พร้อมระบุว่าระบบการเลือกตั้งของสหรัฐมี “ช่องโหว่ร้ายแรง” และเสี่ยงต่อการถูกเจาะระบบและแทรกแซงจากต่างชาติ

ทรัมป์กล่าวว่า “ไม่มีประเทศใดจะยิ่งใหญ่ได้ หากการเลือกตั้งไม่ยุติธรรมและโปร่งใส” พร้อมประกาศให้เปิดเผยเอกสารข่าวกรองที่เคยเป็นความลับ โดยอ้างว่าเอกสารดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงจุดอ่อนของโครงสร้างพื้นฐานด้านการเลือกตั้งของสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ ไม่ได้แสดงหลักฐานที่ยืนยันว่าจีนสามารถเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งหรือคะแนนเสียงได้จริง

ผู้นำสหรัฐสั่งการให้สำนักงานผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม เอฟบีไอ และซีไอเอ สอบสวนว่าเหตุใดข้อมูลข่าวกรองดังกล่าวจึงถูกปกปิด พร้อมให้ดำเนินคดีผู้ที่เกี่ยวข้อง หากพบว่ามีการกระทำผิด ทรัมป์ยังเรียกร้องให้รัฐสภาผ่านร่างกฎหมาย Save America Act ซึ่งกำหนดมาตรการตรวจสอบตัวตนผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างเข้มงวด โดยระบุว่าเป็นแนวทางป้องกันการทุจริตเลือกตั้ง

คำกล่าวอ้างของทรัมป์ขัดแย้งกับผลการประเมินของหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ หลายแห่ง รวมถึงรายงานของสำนักงานผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติในปี 2021 ที่ระบุว่า ไม่พบหลักฐานว่าประเทศใด รวมถึงจีน พยายามหรือสามารถเปลี่ยนแปลงคะแนนเสียง บัตรเลือกตั้ง การนับคะแนน หรือผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2020 ได้

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ ในสมัยทรัมป์เองก็เคยระบุว่า การเลือกตั้งปี 2020 เป็นหนึ่งในการเลือกตั้งที่มีความปลอดภัยมากที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศ

ก่อนการกล่าวสุนทรพจน์ หลิว ฉาง โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ยืนยันว่ “จีนไม่เคยและจะไม่มีวันแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐ” ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศจีนยังไม่ได้แถลงเพิ่มเติมหลังคำปราศรัยของทรัมป์

พรรคเดโมแครตออกมาวิจารณ์ทันที โดยระบุว่าทรัมป์กำลังเผยแพร่ข้อมูลที่เคยถูกตรวจสอบและปฏิเสธมาแล้ว เพื่อสร้างข้ออ้างในการโต้แย้งผลการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายน

มาร์ก วอร์เนอร์ รองประธานคณะกรรมาธิการข่าวกรองวุฒิสภา กล่าวว่า หน่วยข่าวกรอง เอฟบีไอ กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ กระทรวงยุติธรรม เจ้าหน้าที่จัดการเลือกตั้งของทั้งสองพรรค รวมถึงศาล ได้ตรวจสอบข้อกล่าวหาดังกล่าวมาหลายปีแล้ว และไม่พบหลักฐานสนับสนุน

ด้าน คามาลา แฮร์ริส อดีตรองประธานาธิบดีและผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครตเมื่อปี 2024 โพสต์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า “การเลือกตั้งปี 2020 ไม่ได้ถูกขโมย เราเป็นฝ่ายชนะ และทรัมป์เป็นฝ่ายแพ้” พร้อมกล่าวหาว่าร่างกฎหมาย Save America Act เป็นความพยายามจำกัดสิทธิการออกเสียงของประชาชน

นักวิเคราะห์มองว่า การกล่าวหาจีนครั้งล่าสุดอาจสร้างแรงกดดันต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งเพิ่งฟื้นตัวหลังทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงยุติสงครามการค้าชั่วคราวเมื่อปีที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยกล่าวถึงประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ในเชิงบวก และได้เชิญผู้นำจีนเดินทางเยือนกรุงวอชิงตันในเดือนกันยายนนี้ ขณะที่จีนยังไม่ได้ยืนยันการเดินทางดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า สุนทรพจน์ครั้งนี้มีเป้าหมายทางการเมืองภายในประเทศมากกว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่อจีน เนื่องจากทรัมป์ไม่ได้ประกาศมาตรการลงโทษหรือมาตรการทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมต่อปักกิ่ง

ขณะเดียวกัน หลายเครือข่ายโทรทัศน์หลักของสหรัฐ ได้แก่ NBC, ABC และ CNN ตัดสินใจไม่ถ่ายทอดสดสุนทรพจน์ผ่านช่องหลัก โดยให้เหตุผลว่ามีเนื้อหาอาจมีลักษณะเป็นการเมืองและสร้างความแตกแยก ซึ่งทรัมป์ตอบโต้ด้วยการเรียกร้องให้เพิกถอนใบอนุญาตการออกอากาศของสถานีเหล่านั้น.

ที่มา Guardian / Reuters

ญี่ปุ่นแก้กฎหมายราชวงศ์ เพิ่มมาตรการรักษาราชสกุล แต่ยังคงห้ามสตรีขึ้นครองราชย์

ญี่ปุ่นแก้กฎหมายราชวงศ์ เพิ่มมาตรการรักษาราชสกุล แต่ยังคงห้ามสตรีขึ้นครองราชย์

17 ก.ค. 2569 11:31 น.

ญี่ปุ่นแก้กฎหมายราชวงศ์ เพิ่มมาตรการรักษาราชสกุล แต่ยังคงห้ามสตรีขึ้นครองราชย์

รัฐสภาญี่ปุ่นผ่านการแก้ไขกฎหมายราชวงศ์ครั้งแรกในรอบเกือบ 80 ปี เพื่อรับมือปัญหาสมาชิกราชวงศ์ลดจำนวนลง โดยเปิดทางให้รับสมาชิกเพศชายจากสายตระกูลสาขาเก่าเข้าสู่ราชวงศ์ และให้เจ้าหญิงคงสถานะราชวงศ์หลังสมรสกับสามัญชนได้ แต่ยังคงหลักการให้เฉพาะผู้ชายที่สืบสายโลหิตฝ่ายชายเท่านั้นที่มีสิทธิขึ้นครองราชย์ ท่ามกลางผลสำรวจที่ชี้ว่าชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่สนับสนุนการมีจักรพรรดินี

รัฐสภาญี่ปุ่นมีมติเห็นชอบการแก้ไขกฎหมายราชวงศ์ (Imperial House Law) วันนี้ (17 ก.ค.) นับเป็นการปรับแก้กฎหมายครั้งสำคัญครั้งแรกนับตั้งแต่กฎหมายฉบับปัจจุบันมีผลบังคับใช้ในปี 1947 โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาจำนวนสมาชิกราชวงศ์ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงหลักการสำคัญที่จำกัดสิทธิในการสืบราชบัลลังก์ไว้เฉพาะผู้ชายที่สืบเชื้อสายทางสายพระราชวงศ์ฝ่ายชาย

กฎหมายฉบับใหม่ผ่านความเห็นชอบด้วยเสียงข้างมากในวุฒิสภา หลังผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 10 ก.ค.

สาระสำคัญของการแก้ไขกฎหมายมี 2 ประเด็น ได้แก่ การอนุญาตให้รับชายโสดอายุ 15 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นผู้สืบเชื้อสายฝ่ายชายจาก 11 ราชสกุลสาขาเดิมที่ถูกถอดออกจากราชวงศ์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กลับเข้ามาเป็นสมาชิกของราชวงศ์ และการอนุญาตให้สมาชิกราชวงศ์ฝ่ายหญิงยังคงสถานะเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ได้ แม้จะสมรสกับสามัญชน ซึ่งก่อนหน้านี้เจ้าหญิงจะต้องลาออกจากฐานันดรศักดิ์เมื่อสมรสกับบุคคลทั่วไป อย่างไรก็ดี สามีและบุตรของพวกเธอจะไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมราชวงศ์และยังคงมีสถานะเป็นสามัญชนตามกฎหมาย ขณะที่ฝ่ายชายได้รับสิทธิดังกล่าวอยู่แล้ว 

อย่างไรก็ตาม กฎหมายที่แก้ไขไม่ได้เปลี่ยนแปลงหลักการเรื่องการสืบราชสันตติวงศ์ โดยยังคงกำหนดให้เฉพาะผู้ชายที่สืบเชื้อสายจากจักรพรรดิทางสายบิดาเท่านั้นที่สามารถขึ้นครองราชย์ได้ ส่งผลให้ เจ้าหญิงไอโกะ พระราชธิดาพระองค์เดียวของสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ รวมถึงเจ้าหญิงทั้งสองพระองค์ ซึ่งเป็นพระเชษฐภคินีของ เจ้าชายฮิซาฮิโตะ ไม่มีสิทธิขึ้นครองราชบัลลังก์

ปัจจุบัน ราชวงศ์ญี่ปุ่นมีสมาชิกทั้งหมดเพียง 16 พระองค์ และมีผู้ชายเพียง 5 พระองค์ โดยผู้มีสิทธิ์สืบราชบัลลังก์โดยตรงต่อจากจักรพรรดินารูฮิโตะ (พระชนมายุ 66 พรรษา) เหลือเพียง 3 พระองค์เท่านั้น ได้แก่ มกุฎราชกุมารฟูมิฮิโตะ เจ้าชายฮิซาฮิโตะ พระโอรสวัย 19 ปีของมกุฎราชกุมาร และอดีตจักรพรรดิอากิฮิโตะ ซึ่งทรงสละราชสมบัติแล้ว

เจ้าชายฮิซาฮิโตะ ซึ่งกำลังศึกษาด้านชีววิทยาและกีฏวิทยาในระดับมหาวิทยาลัย ถือเป็นความหวังสำคัญของราชวงศ์ญี่ปุ่น เนื่องจากหากพระองค์ไม่มีพระโอรสในอนาคต ราชวงศ์อาจเผชิญปัญหาการขาดผู้สืบราชสันตติวงศ์ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน

การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้เกิดขึ้นหลังการหารือระหว่างพรรคการเมืองหลายเดือน แต่ประเด็นการเปิดทางให้สตรีขึ้นครองราชย์กลับไม่ถูกบรรจุไว้ในร่างกฎหมาย โดยรัฐบาลผสมอนุรักษนิยมของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ยังคงยืนยันหลักการสืบราชบัลลังก์ผ่านสายโลหิตฝ่ายชาย แม้นายกรัฐมนตรีจะเป็นสตรีก็ตาม

ฝ่ายค้านและนักวิชาการจำนวนหนึ่งวิพากษ์วิจารณ์ว่า การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และหลีกเลี่ยงการถกเถียงในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการสืบราชบัลลังก์ ขณะที่อดีตสมาชิกราชวงศ์บางส่วนมองว่า การเชิญผู้สืบเชื้อสายจากราชสกุลเดิมกลับเข้าสู่ราชวงศ์อาจไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสม เพราะบุคคลเหล่านั้นเติบโตในสังคมทั่วไปมานานหลายสิบปี และอาจปรับตัวเข้ากับข้อจำกัดของชีวิตในราชสำนักได้ยาก

แม้กฎหมายยังคงรักษาระบบสืบราชบัลลังก์แบบเดิม แต่ผลสำรวจความคิดเห็นของสื่อหลายสำนักสะท้อนว่าประชาชนญี่ปุ่นส่วนใหญ่เห็นต่าง โดยผลสำรวจของสำนักข่าวเกียวโดเมื่อเดือนพฤษภาคมพบว่า 83% ของผู้ตอบแบบสอบถามสนับสนุนการเปิดทางให้ผู้หญิงสามารถขึ้นครองราชย์ได้ ขณะที่ผลสำรวจของหนังสือพิมพ์อาซาฮี ชิมบุน พบว่าผู้สนับสนุนมีสัดส่วน 72% แสดงให้เห็นว่ากระแสสังคมญี่ปุ่นกำลังเปิดรับการปฏิรูประบบสืบราชสันตติวงศ์มากขึ้น แม้กฎหมายล่าสุดจะยังไม่ตอบโจทย์ดังกล่าวก็ตาม

นอกจากนี้ แผนการรับตระกูลสาขากลับเข้ามารับเชื้อพระวงศ์ยังถูกวิจารณ์อย่างหนักในแง่ของความเป็นจริง โดย อาซาฮิโร คุนิ อายุ 81 ปี อดีตสมาชิกราชวงศ์จากสายตระกูลเดิมที่ถูกถอดถอน ได้แสดงทัศนะผ่านสื่อว่า แผนการนี้ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

“เด็กที่เติบโตมาจนถึงอายุ 15 ปี ได้สูดอากาศแห่งเสรีภาพไปแล้ว การจะให้พวกเขาปรับตัวเข้าสู่กรอบระเบียบและชีวิตในรั้ววังเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก บางคนอาจจะอยากเข้ามา แต่ถ้าพวกเขาเข้าใจความทุกข์ยากของการเป็นราชวงศ์จริงๆ พวกเขาคงไม่พูดเช่นนั้น” คุนิ กล่าวพร้อมระบุว่าจะแนะนำให้หลานๆ ของปฏิเสธหากมีการทาบทาม

ทั้งนี้ กฎหมายฉบับใหม่กำหนดให้มีการทบทวนระบบและโครงสร้างราชวงศ์ทุกๆ 30 ปีตามความจำเป็น เพื่อประเมินความยั่งยืนของสถาบันกษัตริย์ญี่ปุ่นที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,600 ปีต่อไป.

ที่มา KYODO NEWS / AFP

“สี จิ้นผิง” เรียกร้องนานาชาติร่วมมือพัฒนา AI ชี้ไม่ควรถูกผูกขาดโดยประเทศใดประเทศหนึ่ง

"สี จิ้นผิง" เรียกร้องนานาชาติร่วมมือพัฒนา AI ชี้ไม่ควรถูกผูกขาดโดยประเทศใดประเทศหนึ่ง

17 ก.ค. 2569 10:34 น.

“สี จิ้นผิง” เรียกร้องนานาชาติร่วมมือพัฒนา AI ชี้ไม่ควรถูกผูกขาดโดยประเทศใดประเทศหนึ่ง

“สี จิ้นผิง” เรียกร้องนานาชาติร่วมมือพัฒนา AI พร้อมคัดค้านการนำประเด็นความมั่นคงมาเป็นข้ออ้างจำกัดเทคโนโลยี ย้ำ AI ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของมนุษย์และไม่ควรถูกผูกขาดโดยประเทศใดประเทศหนึ่ง

วันที่ 18 กรกฎาคม 2569 นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีน กล่าวเปิดการประชุม World Artificial Intelligence Conference (WAIC) ที่นครเซี่ยงไฮ้ โดยระบุว่า การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ควรถูกครอบงำหรือผูกขาดโดยประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ควรเป็นความร่วมมือของประชาคมโลก

พร้อมกันนี้ผู้นำจีนยังเเรียกร้องให้ทุกประเทศร่วมกันคัดค้านการขยายแนวคิดด้านความมั่นคงแห่งชาติจนเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา AI พร้อมย้ำว่าควรมีกฎหมาย ระบบกำกับดูแล และมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้ AI อยู่ภายใต้การควบคุมของมนุษย์เสมอ

การประชุมครั้งนี้มีผู้แทนจากหลายประเทศเข้าร่วม นอกจากนี้ จีนยังร่วมกับอีก 29 ประเทศ รวมถึงรัสเซีย ปากีสถาน และอินโดนีเซีย ลงนามจัดตั้ง องค์การความร่วมมือปัญญาประดิษฐ์โลก (World Artificial Intelligence Cooperation Organization) ซึ่งจะมีสำนักงานใหญ่ในนครเซี่ยงไฮ้ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและกำกับดูแลการพัฒนา AI ในระดับนานาชาติอย่างเป็นระบบ 

ทั้งนี้ การประชุม WAIC ปีนี้มีบริษัทเทคโนโลยีกว่า 1,000 แห่งเข้าร่วม และจัดแสดงผลิตภัณฑ์ด้าน AI ราว 3,000 รายการ อันเป็นการสะท้อนความพยายามของจีนในการผลักดันอุตสาหกรรม AI ให้เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจและการแข่งขันทางเทคโนโลยีระดับโลก.

ที่มา AFP

เร่งค้นหา 24 ผู้สูญหาย หลังเรือโดยสารอับปางนอกชายฝั่งอินโดนีเซีย ดับ 1 ศพ

เร่งค้นหา 24 ผู้สูญหาย หลังเรือโดยสารอับปางนอกชายฝั่งอินโดนีเซีย ดับ 1 ศพ

17 ก.ค. 2569 09:57 น.

เร่งค้นหา 24 ผู้สูญหาย หลังเรือโดยสารอับปางนอกชายฝั่งอินโดนีเซีย ดับ 1 ศพ

เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียยังคงเดินหน้าปฏิบัติการค้นหา 24 ผู้สูญหาย หลังเรือโดยสารอับปางนอกชายฝั่งจังหวัดสุลาเวสีใต้ เบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1 ราย ขณะที่ช่วยผู้รอดชีวิตได้ 49 คน

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา หลังเรือโดยสาร เคเอ็ม นูรุล ซัลซา ประสบปัญหาเครื่องยนต์ขัดข้อง ก่อนอับปางในทะเล ห่างจากท่าเรือปลายทางในหมู่เกาะเซลายาร์ จังหวัดสุลาเวสีใต้ ราว 43 ไมล์ทะเล หรือประมาณ 79 กิโลเมตร

นายมูฮัมหมัด อาริฟ อันวาร์ หัวหน้าสำนักงานค้นหาและกู้ภัยเมืองมากัสซาร์ เปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตได้แล้ว 49 คน และยังคงเร่งค้นหาผู้สูญหายอีก 24 คน

อันวาร์ระบุว่า อุปสรรคสำคัญของภารกิจคือสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย โดยบริเวณจุดเกิดเหตุมีคลื่นสูงประมาณ 2-2.5 เมตร และมีกระแสลมแรง ส่งผลให้การค้นหาเป็นไปด้วยความยากลำบาก

ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยครั้งนี้มีเจ้าหน้าที่จากกองทัพอินโดนีเซีย ตำรวจ หน่วยกู้ภัย ชาวประมง และประชาชนในพื้นที่ร่วมกันระดมกำลังค้นหาผู้สูญหาย

ทางการระบุว่า เรือ KM Nurul Salsa ออกเดินทางจากเกาะจัมเปีย เมื่อเช้าวันพุธ โดยมีผู้โดยสารและลูกเรือรวม 74 คน นอกจากนี้ยังบรรทุกสินค้าประเภทเนื้อมะพร้าวแห้ง  โค และรถจักรยานยนต์หลายคัน

อินโดนีเซียเป็นประเทศหมู่เกาะที่มีเกาะมากกว่า 17,000 เกาะ ทำให้เรือโดยสารเป็นหนึ่งในระบบคมนาคมหลักของประเทศ อย่างไรก็ตาม อุบัติเหตุทางเรือเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากมาตรฐานด้านความปลอดภัยที่ยังหละหลวม รวมถึงปัญหาการบรรทุกผู้โดยสารหรือสินค้ามากเกินกำหนด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่อุบัติเหตุหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา.

ที่มา : AP

เหยียบกันตายในเทศกาลฮินดูที่อินเดีย ดับอย่างน้อย 1 ราย หามส่งรพ.จำนวนมาก

เหยียบกันตายในเทศกาลฮินดูที่อินเดีย ดับอย่างน้อย 1 ราย หามส่งรพ.จำนวนมาก

17 ก.ค. 2569 09:24 น.

เหยียบกันตายในเทศกาลฮินดูที่อินเดีย ดับอย่างน้อย 1 ราย หามส่งรพ.จำนวนมาก

เกิดเหตุฝูงชนเบียดเสียดอย่างกะทันหันในเทศกาลฮินดูชื่อดังที่รัฐโอริสสาทางตะวันออกของอินเดียเมื่อวันพฤหัสบดี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย และมีผู้ถูกหามส่งโรงพยาบาลจำนวนมาก

เหตุการณ์สลดเกิดขึ้นในเมืองชายฝั่งปูรี ขณะที่ประชาชนหลายหมื่นคนเดินทางมาร่วมงาน รัถยาตรา ซึ่งเป็นเทศกาลแห่รถศึกประจำปี

เทศกาลดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในขบวนแห่ทางศาสนาที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีการอัญเชิญเทวรูปของเทพเจ้าฮินดูออกจาก วัดจากันนาถ และแห่ไปตามท้องถนนด้วยรถศึกที่ตกแต่งอย่างสวยงาม

ภาพวิดีโอจากที่เกิดเหตุเผยให้เห็นผู้ศรัทธามีการเบียดกันไปมา จนเกิดความโกลาหล บางรายเป็นลมและล้มจนถูกเหยียบ รถพยาบาลเร่งเข้ามาในพื้นที่ ก่อนที่จะมีการหามผู้ที่ได้รับบาดเจ็บนำตัวส่งโรงพยาบาล ขณะที่รองเท้า กระเป๋า และสิ่งของส่วนตัวจำนวนมากกระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณหลังเกิดเหตุ

ตำรวจรัฐโอริสสาโพสต์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า ทีมกู้ภัยได้ให้การปฐมพยาบาลและให้ออกซิเจนแก่ผู้ได้รับผลกระทบ 33 คน ก่อนนำส่งโรงพยาบาลใกล้เคียง

เมื่อปีที่ผ่านมา ก็เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้ในเทศกาลเดียวกัน โดยมีผู้เสียชีวิต 3 ราย และมีผู้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมากกว่าสิบคนจากการเบียดเสียดของฝูงชน

การเกิดเหตุเหยียบกันในอินเดียถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นค่อนข้างบ่อยในช่วงเทศกาลทางศาสนา เนื่องจากมีประชาชนจำนวนมหาศาล บางครั้งนับล้านคน มารวมตัวกันในพื้นที่จำกัดที่มีมาตรการด้านความปลอดภัยและการควบคุมฝูงชนไม่เพียงพอ

เมื่อเดือนมกราคมปีที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 30 ราย หลังชาวฮินดูหลายหมื่นคนแห่ลงอาบน้ำในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ระหว่างเทศกาล มหากุมภเมลา

ส่วนในปี 2556 ผู้แสวงบุญที่เข้าร่วมเทศกาลฮินดูที่วัดแห่งหนึ่งในรัฐ มัธยประเทศ เกิดความตื่นตระหนกจากความหวั่นเกรงว่าสะพานจะถล่ม ส่งผลให้มีผู้ถูกเหยียบเสียชีวิตหรือจมน้ำในแม่น้ำด้านล่างอย่างน้อย 115 ราย.

ที่มา :AP

“คิม จองอึน” พบที่ปรึกษาการเมืองสูงสุดจีน ย้ำกระชับความร่วมมือสองประเทศ

"คิม จองอึน" พบที่ปรึกษาการเมืองสูงสุดจีน ย้ำกระชับความร่วมมือสองประเทศ

17 ก.ค. 2569 08:51 น.

“คิม จองอึน” พบที่ปรึกษาการเมืองสูงสุดจีน ย้ำกระชับความร่วมมือสองประเทศ

“คิม จองอึน” ผู้นำเกาหลีเหนือ พบที่ปรึกษาการเมืองระดับสูงของจีน ระหว่างเยือนเปียงยาง ในโอกาสครบรอบ 65 ปี สนธิสัญญามิตรภาพจีน-เกาหลีเหนือ ย้ำเดินหน้าขยายความร่วมมือ-กระชับความสัมพันธ์ทวิภาคี

วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือ เคซีเอ็นเอ รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้พบหารือกับนายหวัง ฮู่หนิง สมาชิกคณะกรรมการประจำกรมการเมืองพรรคคอมมิวนิสต์จีน และประธานสภาที่ปรึกษาการเมืองประชาชนจีน ซึ่งนำคณะผู้แทนจีนเยือนกรุงเปียงยางเป็นเวลา 3 วัน เพื่อร่วมรำลึกครบรอบ 65 ปี การลงนามสนธิสัญญามิตรภาพ ความร่วมมือ และความช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างจีนกับเกาหลีเหนือ

โดยระหว่างการพบกันเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา นายหวัง ฮู่หนิง ซึ่งถือเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงอันดับ 4 ของจีน ได้ถ่ายทอดคำอวยพรและความปรารถนาดีจากประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ถึงคิม จองอึน ขณะที่ผู้นำเกาหลีเหนือกล่าวขอบคุณและฝากความปรารถนาดีกลับไปยังผู้นำจีนเช่นกัน

คิม จองอึน กล่าวว่า การส่งคณะผู้แทนระดับสูงมาเยือนครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าจีนให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และมุ่งผลักดันข้อตกลงที่ผู้นำทั้งสองฝ่ายได้บรรลุร่วมกัน พร้อมกันนี้ยังระบุว่า สนธิสัญญามิตรภาพระหว่างสองประเทศมีบทบาทสำคัญในการปกป้องผลประโยชน์พื้นฐานของทั้งสองฝ่าย รวมถึงส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในระดับภูมิภาคและระดับโลก พร้อมยืนยันว่า พรรคแรงงานและรัฐบาลเกาหลีเหนือจะเดินหน้าสานต่อความร่วมมือกับจีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น.

ที่มา Yonhap

รัฐบาลออสเตรเลียประท้วงรัฐบาลลาว ตั้งข้อหาเบาเกินไปในคดีเหล้าเถื่อนปนเมทานอล ทำนทท.ดับ 6 ศพ

รัฐบาลออสเตรเลียประท้วงรัฐบาลลาว ตั้งข้อหาเบาเกินไปในคดีเหล้าเถื่อนปนเมทานอล ทำนทท.ดับ 6 ศพ

17 ก.ค. 2569 08:39 น.

รัฐบาลออสเตรเลียประท้วงรัฐบาลลาว ตั้งข้อหาเบาเกินไปในคดีเหล้าเถื่อนปนเมทานอล ทำนทท.ดับ 6 ศพ

รัฐบาลออสเตรเลียประท้วงรัฐบาลลาว หลังเตรียมดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องเหตุเหล้าปนเปื้อนเมทานอลคร่าชีวิตนักท่องเที่ยว 6 ศพเมื่อปี 2567 ด้วยข้อหาที่ถูกมองว่าเบาเกินไป พร้อมเรียกร้องให้ดำเนินคดีอย่างเหมาะสมเพื่อทวงความยุติธรรมแก่ผู้เสียชีวิต

วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 รัฐบาลออสเตรเลียแสดงความผิดหวังอย่างยิ่งต่อการดำเนินคดีของทางการลาว กรณีเหตุวางยาพิษด้วยเมทานอลเมื่อปี 2567 ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวเสียชีวิต 6 ศพ รวมถึงหญิงชาวออสเตรเลีย 2 คน

นางเพนนี หว่อง รัฐมนตรีต่างประเทศออสเตรเลีย เปิดเผยว่า รัฐบาลได้เรียกเอกอัครราชทูตลาวประจำออสเตรเลียเข้าพบเพื่อยื่นหนังสือประท้วง พร้อมส่งผู้แทนพิเศษเดินทางไปยังลาว เพื่อเรียกร้องให้มีการดำเนินคดีที่เหมาะสมและมอบความยุติธรรมแก่ผู้เสียชีวิต

ทั้งนี้ แม้ทางการออสเตรเลียจะไม่ได้เปิดเผยว่าในกรณีนี้ควรตั้งข้อหาใด แต่สำนักข่าว ABC รายงานว่า ทางการลาวเตรียมดำเนินคดีในข้อหาที่มีโทษรวมกันสูงสุดเพียงจำคุก 1 ปี และปรับประมาณ 1,600 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 34,000 บาท ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าบทลงโทษเบาเกินไปเมื่อเทียบกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น.

ที่มา AFP

อินเดียรวบผู้โดยสาร 3 คนลอบขนกัญชาบินตรงจากไทย ซุกของไว้บนเครื่องบิน ยึดของกลางได้รวม 6.37 กก.

อินเดียรวบผู้โดยสาร 3 คนลอบขนกัญชาบินตรงจากไทย ซุกของไว้บนเครื่องบิน ยึดของกลางได้รวม 6.37 กก.

17 ก.ค. 2569 08:24 น.

อินเดียรวบผู้โดยสาร 3 คนลอบขนกัญชาบินตรงจากไทย ซุกของไว้บนเครื่องบิน ยึดของกลางได้รวม 6.37 กก.

เจ้าหน้าที่ศุลกากรท่าอากาศยานนิวเดลี ประเทศอินเดีย จับกุมผู้โดยสารชาวอินเดีย 3 คน ที่เดินทางมาจากกรุงเทพฯ และภูเก็ต ข้อหาลักลอบขนกัญชา โดยซุกซ่อนไว้บนเครื่องบิน น้ำหนักรวม 6.37 กิโลกรัม

เจ้าหน้าที่ศุลกากรประจำท่าอากาศยานนานาชาติอินทิรา คานธี ในกรุงเดลี จับกุมผู้โดยสารชาวอินเดีย 3 รายหลังตรวจยึดกัญชาไฮโดรโปนิกส์ หรือกัญชาที่ปลูกในน้ำแทนการใช้ดินและมีสารออกฤทธิ์รุนแรงสูง น้ำหนักรวม 6.37 กิโลกรัม เมื่อวันจันทร์ (13 ก.ค.) ที่ผ่านมา ซึ่งของกลางดังกล่าวถูกซุกซ่อนไว้ในห้องน้ำบนเครื่องบิน ใต้ที่นั่งผู้โดยสาร และในกระเป๋าสัมภาระ   

ผู้โดยสารชาวอินเดียรายแรกเดินทางมาจากกรุงเทพฯ เมื่อวันจันทร์ (13 ก.ค.) ถูกสกัดจับหลังจากเดินผ่านช่อง สำหรับคนที่ไม่มีสิ่งของผิดกฎหมาย โดยเจ้าหน้าที่ตรวจพบจากการวิเคราะห์ข้อมูลผู้โดยสารผ่านระบบคัดกรองล่วงหน้า และแม้เจ้าหน้าที่จะตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ ในกระเป๋าสัมภาระของผู้โดยสารรายนี้ แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรเข้าไปตรวจค้นภายในตัวเครื่องบินอย่างละเอียด กลับพบห่อปิดผนึกต้องสงสัยว่าเป็นกัญชาไฮโดรโปนิกส์จำนวน 4 ห่อ น้ำหนัก 3.47 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ภายในห้องน้ำบริเวณท้ายเครื่องบินทั้งสองห้อง เมื่อถูกเจ้าหน้าที่เค้นสอบปากคำ ผู้โดยสารรายนี้จึงยอมรับสารภาพว่าเป็นคนนำห่อกัญชาดังกล่าวไปซ่อนไว้ในห้องน้ำจริง

ผู้โดยสารที่เดินทางมาจากภูเก็ตในวันเดียวกัน ถูกสกัดจับจากการวิเคราะห์ข้อมูลผู้โดยสารผ่านระบบคัดกรองล่วงหน้า (APIS) ซึ่งเมื่อตรวจกระเป๋าสัมภาระแล้วไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ศุลกากรจึงเข้าตรวจค้นบนเครื่องบิน และพบห่อปิดผนึกต้องสงสัยว่าเป็นกัญชาไฮโดรโปนิกส์จำนวน 6 ห่อ น้ำหนัก 1.5 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ใต้เบาะนั่งในแถวที่ 12 ในเวลาต่อมา ผู้โดยสารรายนี้ได้ยอมรับสารภาพว่าเป็นคนแอบซ่อนห่อกัญชาเหล่านั้นไว้บนเครื่องบินจริง 

สำหรับคดีที่สาม เจ้าหน้าที่ใช้ระบบคัดกรองข้อมูลล่วงหน้า (APIS) ตรวจพบประวัติผู้โดยสารชาวอินเดียคนหนึ่งที่เดินทางมาจากกรุงเทพฯ ว่ามีพฤติกรรมน่าสงสัย จึงเฝ้าดักรอ จนกระทั่งเขาพยายามเดินผ่านช่องเขียวเพื่อหลบเลี่ยงศุลกากร เจ้าหน้าที่จึงเข้าสกัดจับทันทีและเมื่อนำกระเป๋าสัมภาระไปเข้าเครื่องเอกซเรย์ ก็พบสิ่งผิดปกติภายในกระเป๋า นำไปสู่การตรวจยึดกัญชาไฮโดรโปนิกส์บรรจุอยู่ในถุงสูญญากาศจำนวน 2 ห่อ น้ำหนักประมาณ 1.4 กิโลกรัม โดยผู้โดยสารทั้ง 3 ราย จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายยาเสพติดของอินเดียต่อไป.

ที่มา : NDTV