โชว์คืบหน้า รั้วความมั่นคง นำร่องจันทบุรี เผยเคลียร์ทุ่นระเบิด-ทำถนนเลียบรั้วแล้ว

โชว์คืบหน้า รั้วความมั่นคง นำร่องจันทบุรี เผยเคลียร์ทุ่นระเบิด-ทำถนนเลียบรั้วแล้ว

โชว์คืบหน้า รั้วความมั่นคง นำร่องจันทบุรี เผยเคลียร์ทุ่นระเบิด-ทำถนนเลียบรั้วแล้ว

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.15 น.

กองทัพไทยเปิดภาพคืบหน้า รั้วความมั่นคง ชายแดนไทย–กัมพูชา นำร่องจันทบุรี เคลียร์ทุ่นระเบิด-ทำถนนเลียบรั้วแล้ว พร้อมสร้างกำแพงถาวร เม.ย.นี้ เสร็จใน 45 วัน

เมื่อวันที่ 17 มี.ค.2569 กองทัพไทยเปิดภาพ ความคืบหน้าโครงการก่อสร้างรั้วความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา โดยเริ่มดำเนินการในพื้นที่นำร่องที่ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี เป็นการสร้างถนนเลียบรั้วชายแดน ครอบคลุมบริเวณจุดผ่านแดนหลักเขตที่ 52–54 ระยะทางรวมประมาณ 1,310 เมตร เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ ควบคู่กับการรักษาความปลอดภัยและสันติภาพในพื้นที่ชายแดน

ปัจจุบัน ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติได้ดำเนินการสำรวจและเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ทำให้พื้นที่มีความปลอดภัยและพร้อมสำหรับการพัฒนาในขั้นตอนถัดไป

ในส่วนของการเตรียมพื้นที่ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ได้ส่งกำลังพลเข้าปรับสภาพพื้นที่และก่อสร้างถนนเลียบแนวรั้วจนแล้วเสร็จ เพื่อรองรับการก่อสร้างรั้วและสิ่งปลูกสร้างถาวรในลำดับต่อไป

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างรั้วกำแพงถาวรได้ในช่วงต้นเดือนเมษายน พ.ศ. 2569 โดยตั้งเป้าหมายให้ดำเนินการแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 45 วัน

ปชป.ชง 2 มาตรการรับมือน้ำมันแพง ลั่นปชช.ไม่ควรต้องแบกภาระฝ่ายเดียว

ปชป.ชง 2 มาตรการรับมือน้ำมันแพง ลั่นปชช.ไม่ควรต้องแบกภาระฝ่ายเดียว

ปชป.ชง 2 มาตรการรับมือน้ำมันแพง ลั่นปชช.ไม่ควรต้องแบกภาระฝ่ายเดียว

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.43 น.

กรณ์ เผยปชป.ชง 2 มาตรการรับมือน้ำมันแพง ลั่นปชช.ไม่ควรต้องแบกภาระฝ่ายเดียว

เมื่อวันที่ 17 มี.ค.2569 นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า “น้ำมันแพง ! ประชาชนไม่ควรต้องแบกรับภาระอยู่ฝ่ายเดียว

ประชาธิปัตย์ มีข้อเสนอเพื่อสร้างความเป็นธรรม และลดภาระประชาชนในทันที คือ

1. ลดภาษีสรรพสามิตดีเซลลงลิตรละ 6 บาท

2. เก็บค่าธรรมเนียมลาภลอย (Windfall Tax) จากโรงกลั่นลิตรละ 3 บาท เพื่อนำเงินเข้าสนับสนุนกองทุนน้ำมัน

สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายครัวเรือน และภาคธุรกิจได้รับผลกระทบโดยตรง ขณะที่การใช้กองทุนน้ำมันเพื่อชดเชยราคา แม้ช่วยบรรเทาในระยะสั้น แต่สุดท้ายก็เป็นภาระที่ประชาชนต้องร่วมกันชำระในอนาคตอยู่ดี

ในความเป็นจริง วันนี้มีผู้เกี่ยวข้องหลักอยู่ 3 ฝ่าย

1. ประชาชนผู้ใช้น้ำมัน

2. รัฐบาลในฐานะผู้จัดเก็บภาษี

3. โรงกลั่นซึ่งได้รับประโยชน์จากค่าการกลั่นที่ปรับสูงขึ้นมาก

แต่ตอนนี้ชัดเจนว่า มีฝ่ายประชาชนฝ่ายเดียวที่เดือดร้อน และต้องแบกรับภาระราคานํ้ามันและค่าครองชีพที่สูงขึ้น

ในขณะที่ รัฐบาลยังเก็บภาษีในอัตราเท่าเดิม และโรงกลั่นนํ้ามันมีรายได้เพิ่มขึ้นมากจาก ‘ค่าการกลั่น’ ที่เพิ่มขึ้น และจากกำไรที่ได้จากต้นทุนนํ้ามันดิบที่ตํ่ากว่าราคาตลาดปัจจุบัน

แนวทางที่เราเสนอนี้จะช่วยลดภาระการชดเชยจากกองทุนน้ำมันลงได้มากกว่า 50% เหลือประมาณวันละ 700 ล้านบาท ทำให้กองทุนยังสามารถดูแลเสถียรภาพราคาน้ำมันได้ในช่วงวิกฤต รวมถึงช่วยให้ประชาชนผ่านช่วงเทศกาลสำคัญอย่างสงกรานต์ไปได้โดยไม่ต้องเผชิญต้นทุนที่สูงเกินไป

ในอดีตเคยมีความพยายามเจรจากับโรงกลั่นในลักษณะคล้ายกัน แต่ยังไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ ครั้งนี้จึงควรดำเนินการอย่างโปร่งใส มีเหตุผล และคำนึงถึงความเป็นธรรมของทุกฝ่าย

รัฐมีเครื่องมือและอำนาจในการกำกับดูแลอยู่แล้ว เช่น การควบคุมสินค้าจำเป็นผ่านกระทรวงพาณิชย์ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “ทำได้หรือไม่” แต่คือ “จะดำเนินการเมื่อใด”

ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเปราะบาง สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่การโยนภาระให้กันไปมา แต่คือการตัดสินใจเชิงนโยบายที่กล้าหาญ มีเหตุผล และยึดประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก หากทุกฝ่ายร่วมรับผิดชอบอย่างเป็นธรรม เราจะสามารถพาประเทศผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ครับ

‘ธอส.’ร่วมเป็นเจ้าภาพในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

'ธอส.'ร่วมเป็นเจ้าภาพในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ'สมเด็จพระพันปีหลวง'

‘ธอส.’ร่วมเป็นเจ้าภาพในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.49 น.

ธอส.ร่วมเป็นเจ้าภาพในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

นายอัครุตม์ สนธยานนท์ ประธานกรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) พร้อมด้วย นายชุมพล สุวรรณกิจบริหาร กรรมการธนาคาร ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการ คณะผู้บริหาร และพนักงานธนาคาร จำนวน 100 คน เข้าร่วมพิธีฯ ในโอกาสได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เป็นเจ้าภาพร่วมพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569

TSPCA ลงนาม MOU ร่วม 11 โรงเรียนต้นแบบ ปลุกเมตตากรุณาต่อสัตว์อย่างรับผิดชอบ

TSPCA ลงนาม MOU ร่วม 11 โรงเรียนต้นแบบ ปลุกเมตตากรุณาต่อสัตว์อย่างรับผิดชอบ

TSPCA ลงนาม MOU ร่วม 11 โรงเรียนต้นแบบ ปลุกเมตตากรุณาต่อสัตว์อย่างรับผิดชอบ

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.23 น.

17 มีนาคม 2569 เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุมจันทรเกษม ชั้น 1 อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนินนอก  แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) ลงนามร่วม 11 โรงเรียน เพื่อการพัฒนาคุณธรรมด้านความเมตตากรุณาต่อสัตว์อย่างรับผิดชอบในโรงเรียนนำร่องต้นแบบ

รศ.ดร.วรากรณ์  สามโกเศศ ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการรักสัตว์ในโรงเรียนและบูรณาการลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การลงนาม ข้อตกลงความร่วมมือและวัตถุประสงค์ ครั้งนี้เพื่อสนับสนุนการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมความเมตตากรุณาต่อสัตว์อย่างรับผิดชอบ เช่น ค่ายเยาวชนคนรักสัตว์ (One Day Camp)  หรือ จัดตั้งชมรม สโมสร ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมสร้างความเมตตากรุณาต่อสัตว์อย่างรับผิดชอบ ภายในโรงเรียน หรือจัดตั้งหน่วย กอง ที่เกี่ยวข้องกับลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์ และจัดการเรียนการสอนหรือการพัฒนาหลักสูตรที่สอดแทรกเนื้อหาสาระเกี่ยวกับความเมตตากรุณาต่อสัตว์อย่างรับผิดชอบ เพื่อให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจ สามารถประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ถูกต้อง และเสริมสร้างทักษะที่เกี่ยวข้องต่อการดูแลสัตว์ ในการตระหนักถึง “สวัสดิภาพสัตว์เพื่อสวัสดิภาพคน” โดยจะมีการคัดเลือกนักเรียนผู้เข้าร่วม โครงการและกิจกรรม เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติและมอบรางวัลเกียรติยศและประกาศเกียรติคุณ ในการส่งเสริมและสร้างขวัญกำลังใจ ที่สร้างชื่อเสียงและทำคุณประโยชน์  คุณธรรมความเมตตากรุณาต่อสัตว์อย่างรับผิดชอบ หรือการจัดสวัสดิภาพสัตว์และการป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ หรือสร้างคุณค่าด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ อันก่อเกิดประโยชน์ต่อสังคม ประเทศชาติและโลกใบนี้ ต่อไป

ต้องขอขอบคุณ  คุณหญิง ดร.กษมา วรวรรณ ณ อยุธยา กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และอดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่จุดประกายโครงการรักสัตว์ในโรงเรียนให้กับ TSPCA และร่วมสนับสนุนโครงการเรื่อยมาและ ดร.อำนาจ สายฉลาด ผู้อำนวยการสำนักการลูกเสือ ยุวกาชาด และกิจการนักเรียน ผู้แทนรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ดร.ณัฎฐิกา ลิ้มเฉลิม ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้แทนเลขาธิการ สพฐ. และนางประวีณา อัสโย ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ รักษาการในตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านระบบการศึกษา ผู้แทนเลขาธิการสภาการศึกษา ที่ให้เกียรติร่วมเป็นสักขีพยานในวันนี้ และต้องขอขอบคุณอย่างยิ่ง โดยเฉพาะคุณธีระพงศ์ ปังศรีวงศ์ นายก TSPCA ที่อยู่เบื้องหลังทุกความสำเร็จ รศ.ดร.น.สพ.ปานเทพ รัตนากร รศ.นุชทิพย์ บรรจงศิลป์ นายอมร ชุมศรี นางสาวมาลินี แย้มวจี  ดร.สุคนธา  อรุณภู่ รศ.ดร.พิณสุดา สิริธรังศรี ดร.พรทิพย์ ตั้งไชยวรวงศ์  ศ.ดร.สพ.ญ.อัจฉริยา ไศละสูต น.สพ.ยันต์ สุขวงศ์ ดร.รัฐกานต์ วิชัยดิษฐ  ดร.สาธิต  ปรัชญาอริยะกุล นางสาวประดับพร ฉันทวรลักษณ์ นางลัลลลิตฤดี วิเศษศิริ นายสุริยัน ผาฟองยุน นายธีระพนธ์  บตรเหมรัศมิ์  นายภูวรา เลิศบุญปัญญา น.สพ.ณฐวุฒิ คณาติยานนท์ คุณชัยศิลป์ คนคล่องและคุณสุกัญญา สว่างศานติสกุล เป็นต้น ที่ร่วมกันผลักดันให้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) และร่วมงานในวันนี้

ที่สำคัญสุดคือ ผู้บริหารโรงเรียนนำร่องต้นแบบ ทั้ง 11 แห่งประกอบด้วย นางสาวนงกรานต์ บรรเจิดธีรกุล ผู้อำนวยการโรงเรียนเบญจมราชาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์  นายสุทธิเกียรติ  พันธ์เสนา ผู้อำนวยการโรงเรียนสายน้ำผึ้ง ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ดร.มินตรา ลายสนิทเสรีกุล ผู้อำนวยการโรงเรียนจันทร์หุ่นบำเพ็ญ  นางสาวเพชรอาภรณ์  พูนพิน รองผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมวัดหนองแขม นางสาวพรสุดา ไชยเทพา รองผู้อำนวยการโรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (ทวีวัฒนา) ในพระราชูปถัมภ์  นางกุมารี  นภาการ ผู้อำนวยการโรงเรียนกัลยวิทย์ ดร.สรายุทธ ช่างงาม ผู้อำนวยการโรงเรียนฤทธิไกรศึกษา  นางฐิตินันท์  เลิศจันทร์เพ็ญ ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาลวัดลักษณาราม (สมุทรราษฎร์วิทยาคาร) นางสาวอัญชลี ชูช่วย ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองไก่แก้ว (เพิ่มเจริญประชานุกูล)  ว่าที่ ร.ต.สุเมธ มีพึ่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนหนองแหนวิทยา และนางสาววลาพร  ฉลาดเลิศ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดเนินผาสุก ที่จะร่วมกันขับเคลื่อนโครงการในการพัฒนาเยาวชนของชาติไทยให้มีคุณธรรมด้านความเมตตากรุณาต่อสัตว์อย่างรับผิดชอบ สืบไป

ขอแสดงความยินดีผลงานสิ่งประประดิษฐ์ไทย สร้างชื่อเสียงระดับนานาชาติ รับรางวัล Special Prize

ขอแสดงความยินดีผลงานสิ่งประประดิษฐ์ไทย สร้างชื่อเสียงระดับนานาชาติ รับรางวัล Special Prize

ขอแสดงความยินดีผลงานสิ่งประประดิษฐ์ไทย สร้างชื่อเสียงระดับนานาชาติ รับรางวัล Special Prize

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.11 น.

ขอแสดงความยินดีผลงานสิ่งประประดิษฐ์ไทย สร้างชื่อเสียงระดับนานาชาติ รับรางวัล Special Prize บนเวทีในงาน “The 51st International Exhibition of Inventions Geneva” ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นำคณะนักประดิษฐ์และนักวิจัยไทยคว้ารางวัลจากนานาชาติในเวทีการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมในงาน “The 51st International Exhibition of Inventions Geneva” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 – 15 มีนาคม 2569 ณ Palexpo นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้ร่วมในพิธีมอบรางวัล พร้อมมอบเกียรติบัตรและรางวัลให้แก่หน่วยงานต่างประเทศ พร้อมกล่าวชื่นชมและแสดงความยินดีกับทีมนักประดิษฐ์นักวิจัยไทยที่ได้รับรางวัลจากเวที “The 51st International Exhibition of Inventions Geneva” ซึ่งได้สร้างชื่อเสียงและการยอมรับในมาตรฐานของผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีในการสร้างเครือข่ายในความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรมในอนาคต และเป็นที่น่ายินดีที่นักประดิษฐ์ไทยได้รับ Special Prizes on stage จากองค์กรนานาชาติ ดังนี้ 

1) ผลงานเรื่อง “กระบวนการทำฟันเทียมทั้งปากครั้งเดียวเสร็จเพื่อผู้ป่วยไร้ฟันทุกคน” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ทันตแพทย์หญิง พรสวรรค์ ธนธรวงศ์ และคณะ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้รับรางวัล CAI Award Invention and Innovation จาก China Association of Inventions สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยนวัตกรรมดังกล่าวเป็นเทคนิคใหม่ที่ทำฟันเทียมครั้งเดียวสามารถนำกลับไปใช้งาน สามารถปรับขนาดเพื่อเสริมฐานให้พอดีกับแต่ละบุคคล เพื่อทำฟันเทียมทั้งปากให้ผู้ป่วยไร้ฟัน

2) ผลงานเรื่อง “ผลงานเรื่อง “ชิปปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะสำหรับการจัดการพลังงานอัจฉริยะในสังคมไฟฟ้าอย่างยั่งยืน”
โดย ศาสตราจารย์ ดร.กฤษณ์ชนม์ ภูมิกิตติพิชญ์ และคณะ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ได้รับรางวัล Special Award จาก Taiwan Invention Association ไต้หวัน โดยนวัตกรรมดังกล่าวเป็นนวัตกรรมการจัดการพลังงานไฟฟ้าแบบอัจฉริยะ โดยอาศัยความสามารถของเทคโนโลยีดิจิทัลในรูปของชิปที่มี AI machine learning สามารถตรวจจับคลื่นไฟฟ้าได้มากกว่า 1 ล้านครั้งต่อวินาที

3) ผลงานเรื่อง “สกายไลท์ เอสวัน” โดย นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล และคณะ สมาคมเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ได้รับรางวัล ARCA Award จาก Croatian Union of Innovators โครเอเชีย โดยนวัตกรรมดังกล่าวเป็นระบบเทคโนโลยีการจ่ายพลังงานจากภาคพื้นเข้ากับระบบอากาศยานไร้คนขับ ใช้เป็นพลังงานขับเคลื่อนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บนอากาศยาน ยืดระยะเวลาการปฏิบัติภารกิจได้ยาวนานและต่อเนื่อง

4) ผลงานเรื่อง “เนฟโฟรเซนส์: อุปกรณ์ตรวจวัดประสิทธิภาพการทำงานของไตอัจฉริยะ ณ จุดดูแลผู้ป่วยสำหรับการตรวจพบและติดตามโรคไตเรื้อรัง” โดย ศาสตราจารย์ ดร.เกศรา ณ บางช้าง และคณะ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับรางวัล Invention Award จาก Hong Kong Delegation ฮ่องกง โดยนวัตกรรมดังกล่าวเป็นแพลตฟอร์มตรวจสุขภาพไตแบบพกพาที่รวมเทคโนโลยีนวัตกรรมดูแลไตสำหรับการตรวจระดับไมโครอัลบูมินและอัตราส่วนอัลบูมินต่อครีเอตินิน (ACR) ในปัสสาวะไว้ในอุปกรณ์เดียวกัน วิเคราะห์ข้อมูลบนคลาวด์ และการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนและฐานข้อมูลสาธารณสุข Telehealth ได้ผลการตรวจแม่นยำ ราคาต่ำ ใช้งานง่าย และขยายการใช้งานได้อย่างกว้างขวาง NephroSense ช่วยตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะแรก และติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง

5) ผลงานเรื่อง “เทคโนโลยีชุดอุปกรณ์ทางการแพทย์ประสิทธิภาพสูงขดลวดถ่างขยายจากวัสดุฉลาดพร้อมระบบสายสวนนำส่งสำหรับการรักษาสุนัขที่มีภาวะหลอดลมตีบ” โดยรองศาสตราจารย์ ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ และคณะ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้รับรางวัล Special Award จาก Association of Polish Inventors and Rationalizers สาธารณรัฐโปแลนด์ โดยนวัตกรรมดังกล่าวได้รับการออกแบบแบบให้เข้ากับสรีระหลอดลมสุนัข ลดโอกาสในการเกิดภาวะแทรกซ้อน มาพร้อมกับเทคโนโลยีระบบสายสวนนำส่ง ช่วยยกระดับการรักษาสุนัขที่มีภาวะหลอดลมตีบ ทดแทนการรักษาโดยปกติที่จำเป็นต้องผ่าตัด ถ่างขยายบริเวณที่ตีบตัน ให้สุนัขสามารถหายใจได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ลดระยะเวลาการรักษาเมื่อเทียบกับการผ่าตัดได้มากขึ้นกว่า 4 เท่า โดยร่วมมือกับบริษัทผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ไทยในการวิจัยและพัฒนา ผ่านการทดสอบตามมาตรฐานสากลทั้ง ISO25539-2 และ ISO10993

พร้อมนี้ ยังมีหน่วยงานและองค์กรนานาชาติร่วมมอบรางวัลให้กับผลงานสิ่งประดิษฐ์ของประเทศไทยจากหน่วยงานและสถาบันการศึกษาของภาครัฐและภาคเอกชน ในรางวัล Special Prizes at booth อีกด้วย

อิสราเอลอ้างสังหาร “อาลี ลาริจานี” เลขาฯ หน่วยความมั่นคงอิหร่าน พร้อม ผบ.กองกำลังบาซิจ

อิสราเอลอ้างสังหาร “อาลี ลาริจานี” เลขาฯ หน่วยความมั่นคงอิหร่าน พร้อม ผบ.กองกำลังบาซิจ

17 มี.ค. 2569 17:16 น.

อิสราเอลอ้างสังหาร “อาลี ลาริจานี” เลขาฯ หน่วยความมั่นคงอิหร่าน พร้อม ผบ.กองกำลังบาซิจ

รมว.กลาโหมอิสราเอลเผยความสำเร็จในการสังหาร “อาลี ลาริจานี” เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน และผู้บัญชาการกองกำลังบาสิจ หลังปฏิบัติการโจมตีทางอากาศใจกลางเมืองหลวงอิหร่านเมื่อคืนที่ผ่านมา หากเป็นจริงจะถือเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดของอิหร่านนับตั้งแต่การสังหารอาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน

อิสราเอล คัตซ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล แถลงว่า อาลี ลาริจานี (Ali Larijani) เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน และ โฆลาม เรซา สุไลมานี ผู้บัญชาการกองกำลังกึ่งทหารบาสิจ ถูกสังหารแล้วในปฏิบัติการเมื่อคืนวันจันทร์ (16 มี.ค.)

“ผมเพิ่งได้รับรายงานอัปเดตจากเสนาธิการทหารว่า ลาริจานี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด และหัวหน้าหน่วยบาสิจ (สุไลมานี) ซึ่งเป็นกลไกหลักในการปราบปรามของอิหร่าน ได้ถูกกำจัดแล้วเมื่อคืนนี้” คัตซ์ระบุในแถลงการณ์จากกระทรวงกลาโหม

จนถึงขณะนี้ ทางการอิหร่านยังไม่ได้ออกมาแถลงยืนยันหรือปฏิเสธรายงานดังกล่าว อย่างไรก็ตาม สื่อของรัฐบาลอิหร่านได้เผยแพร่บันทึกที่เขียนด้วยลายมือของลาริจานีผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของเขา โดยมีเนื้อหาไว้อาลัยแก่เหล่าทหารเรืออิหร่านที่เสียชีวิตจากการโจมตีของสหรัฐฯ ในน่านน้ำสากล ซึ่งจะมีพิธีศพในวันอังคารนี้ ทว่ายังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าการเผยแพร่บันทึกดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อพิสูจน์ว่าเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่

หากการเสียชีวิตได้รับการยืนยัน ลาริจานีจะเป็นบุคคลระดับสูงที่สุดที่ถูกสังหารในสงครามครั้งนี้นับตั้งแต่ปฏิบัติการร่วมระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล ที่ส่งผลให้ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และสมาชิกในครอบครัวเสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ อาลี ลาริจานี ถือเป็นบุคคลสำคัญในโครงสร้างอำนาจของอิหร่านมาอย่างยาวนาน เขาเคยดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภาอิหร่าน และเคยเป็นหัวหน้าคณะเจรจาด้านนิวเคลียร์ของอิหร่านกับชาติตะวันตก เขาปรากฏตัวต่อสาธารณะครั้งล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ในงานเดินขบวน “วันอัล-กุดส์” พร้อมกับประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน

กองทัพอิสราเอลระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่าปฏิบัติการครั้งนี้ขับเคลื่อนด้วยหน่วยข่าวกรองทหารที่แม่นยำ โดยกองทัพอากาศได้ดำเนินการโจมตีเป้าหมายใจกลางกรุงเตหะราน เพื่อกำจัด โฆลาม เรซา สุไลมานี ผู้บัญชาการหน่วยบาสิจ ซึ่งทำหน้าที่คุมกองกำลังรักษาความมั่นคงภายในภายใต้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) มาตลอด 6 ปีที่ผ่านมา.

ที่มา  Al Jazeera

อิรักรุดเจรจาอิหร่าน ขอเปิดทางเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

อิรักรุดเจรจาอิหร่าน ขอเปิดทางเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

17 มี.ค. 2569 16:47 น.

อิรักรุดเจรจาอิหร่าน ขอเปิดทางเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

รัฐมนตรีน้ำมันอิรักเผย กำลังประสานงานใกล้ชิดกับทางการอิหร่าน เพื่อขออนุญาตให้เรือขนส่งน้ำมันบางส่วนสามารถสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ หลังการสู้รบทำยอดส่งออกดิ่งเหว พร้อมเร่งฟื้นฟูท่อส่งน้ำมันสายประวัติศาสตร์เชื่อมตุรกีเพื่อเพิ่มทางเลี่ยงวิกฤต

นายฮายัน อับเดล-กานี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงน้ำมันของอิรัก เปิดเผยผ่านสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น Al-Sharqiya ว่า อิรักกำลังอยู่ระหว่างการติดต่อประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของอิหร่าน เพื่อขออนุมัติให้เรือบรรทุกน้ำมันบางลำสามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งพลังงานของโลก

รมว.น้ำมันอิรักระบุว่า “เราจำเป็นต้องระบุตัวตนของเรือเหล่านี้ ทั้งชื่อเรือ สังกัด และเจ้าของเรือ ให้ทางอิหร่านทราบ เพื่อที่เราจะสามารถกลับมาดำเนินการส่งออกน้ำมันได้อีกครั้ง” 

ปัจจุบันอิหร่านได้สั่งปิดช่องแคบดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อเรือจากเกือบทุกประเทศ ซึ่งในสภาวะปกติ ช่องแคบแห่งนี้ถือเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบถึง 1 ใน 5 ของปริมาณการใช้ทั่วโลก

อิรักในฐานะสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม OPEC พึ่งพารายได้จากการขายน้ำมันดิบสูงถึง 90% ของงบประมาณแผ่นดิน ก่อนเกิดสงครามเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อิรักเคยส่งออกน้ำมันราว 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยส่วนใหญ่ส่งออกจากแหล่งน้ำมันบาสราทางตอนใต้ผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้ง ปริมาณการผลิตน้ำมันของอิรักลดลงอย่างรวดเร็วจาก 4.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน เหลือเพียงประมาณ 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากคลังเก็บน้ำมันเต็มและไม่สามารถส่งออกได้

นอกจากการเจรจากับอิหร่านแล้ว อิรักยังเร่งแผนสำรองด้วยการฟื้นฟูท่อส่งน้ำมันที่ไม่ได้ใช้งานมานานกว่าทศวรรษ เพื่อส่งน้ำมันตรงไปยังท่าเรือเจย์ฮัน ของตุรกี โดยไม่ต้องผ่านภูมิภาคเคอร์ดิสถาน

รัฐมนตรีน้ำมันระบุว่า อิรักจะตรวจสอบท่อส่งน้ำมันระยะทาง 100 กิโลเมตรแรกภายในหนึ่งสัปดาห์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการส่งออกโดยตรงจากแหล่งน้ำมันในเคอร์คุก หากสามารถเปิดใช้งานได้อีกครั้ง ท่อส่งดังกล่าวจะเป็นทางเลือกสำคัญในช่วงที่การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเผชิญข้อจำกัดรุนแรง

ท่อส่งเคอร์คุก-เจย์ฮาน ซึ่งมีความยาวรวมประมาณ 960 กิโลเมตร เคยรองรับการส่งออกน้ำมันราว 0.5% ของอุปทานโลก แต่ต้องปิดดำเนินการตั้งแต่ปี 2557 หลังถูกโจมตีซ้ำโดยกลุ่มรัฐอิสลาม โดยกระทรวงน้ำมันอิรักประเมินว่า หากกลับมาใช้งานได้ในระยะแรก จะสามารถส่งออกได้ประมาณ 250,000 บาร์เรลต่อวัน และอาจเพิ่มเป็น 450,000 บาร์เรลต่อวัน หากรวมปริมาณจากแหล่งน้ำมันในเขตเคอร์ดิสถาน

การเปิดใช้งานท่อส่งน้ำมันสายนี้อีกครั้งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะทำให้อิรักมีทางเลือกในการส่งออกน้ำมันสู่ตลาดโลก ในขณะที่เส้นทางหลักอย่างช่องแคบฮอร์มุซยังคงเผชิญกับภาวะชะงักงันอย่างรุนแรงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง.

ที่มา Reuters

จีนประกาศส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมช่วย “อิหร่าน-ตะวันออกกลาง”

จีนประกาศส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมช่วย "อิหร่าน-ตะวันออกกลาง"

17 มี.ค. 2569 16:01 น.

จีนประกาศส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมช่วย “อิหร่าน-ตะวันออกกลาง”

รัฐบาลจีนเตรียมส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมฉุกเฉินครอบคลุมทั้งอิหร่าน เลบานอน จอร์แดน และอิรัก หลังเผชิญภัยพิบัติทางมนุษยธรรมอย่างรุนแรงจากการโจมตีของสหรัฐฯ-อิสราเอล พร้อมเดินหน้าบทบาทกาวใจเรียกร้องทุกฝ่ายยุติการสู้รบ

รัฐบาลจีนประกาศว่า เตรียมจัดส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมให้แก่ประเทศในตะวันออกกลาง รวมถึงอิหร่านและเลบานอน ซึ่งตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล ในขณะที่ความขัดแย้งก้าวเข้าสู่สัปดาห์ที่สาม

นายหลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ระบุในระหว่างการแถลงข่าวว่า สงครามครั้งนี้ได้ก่อให้เกิด “ภัยพิบัติทางมนุษยธรรมที่ร้ายแรง” ในอิหร่านและประเทศใกล้เคียง “จีนจึงตัดสินใจที่จะมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมฉุกเฉินให้แก่ อิหร่าน จอร์แดน เลบานอน และอิรัก โดยหวังว่าสิ่งนี้จะช่วยบรรเทาความทุกข์ยากที่ประชากรในพื้นที่กำลังเผชิญอยู่” แม้จะยังไม่มีการระบุรายละเอียดของสิ่งของหรือมูลค่าความช่วยเหลือในขณะนี้

โฆษกกระทรวงต่างประเทศยังย้ำว่า จีนจะพยายามอย่างเต็มที่ในการส่งเสริมสันติภาพและหยุดยั้งสงคราม เพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤตด้านมนุษยธรรมแพร่กระจายไปมากกว่านี้

ในฐานะพันธมิตรที่ใกล้ชิดของอิหร่าน จีนได้เรียกร้องให้สหรัฐฯ และอิสราเอลยุติการโจมตีอิหร่าน ขณะเดียวกันก็วิพากษ์วิจารณ์การที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีกลุ่มประเทศในอ่าวเปอร์เซียซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ

ที่ผ่านมา จีนพยายามแสดงบทบาทตัวกลางในการไกล่เกลี่ย โดยนายไจ๋ จุ้น ทูตพิเศษด้านปัญหาตะวันออกกลางของรัฐบาลจีน ได้เข้าพบกับรัฐมนตรีต่างประเทศของซาอุดีอาระเบียเพื่อหารือเรื่องการลดระดับความรุนแรง เช่นเดียวกับนายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ที่ออกมาเน้นย้ำว่าสงครามครั้งนี้ “ไม่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่แรก”

การประกาศมอบความช่วยเหลือของจีนเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดทางการทูต หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ แจ้งขอเลื่อนกำหนดการเดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง ซึ่งเดิมกำหนดไว้ 31 มี.ค. – 2 เม.ย. ออกไปประมาณ 1 เดือน เพื่อจัดการกับปัญหาสงครามในตะวันออกกลาง

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังพยายามกดดันให้จีนช่วยกดดันอิหร่านในการเปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” เส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์ที่ถูกอิหร่านปิดเพื่อตอบโต้สหรัฐฯ ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม ทางการจีนระบุว่าได้รับทราบคำชี้แจงจากทำเนียบขาวแล้ว และย้ำว่าการเลื่อนเยือนครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเงื่อนไขเรื่องเสรีภาพการเดินเรือในช่องแคบตามที่มีรายงานข่าวกรองบางกระแสระบุไว้

ปัจจุบัน ทั้งจีนและสหรัฐฯ ยังคงรักษาการสื่อสารเพื่อกำหนดวันนัดหมายใหม่สำหรับการประชุมสุดยอดระหว่าง ทรัมป์ และ สี จิ้นผิง เพื่อเป้าหมายในการปรับความสัมพันธ์และขยายระยะเวลาพักรบสงครามการค้าต่อไป.

ที่มา Xinhua

เอเชียคุมเข้มพลังงาน หลายประเทศงัดมาตรการฉุกเฉิน รับมือวิกฤตน้ำมันตึงตัวจากสงครามตะวันออกกลาง

เอเชียคุมเข้มพลังงาน หลายประเทศงัดมาตรการฉุกเฉิน รับมือวิกฤตน้ำมันตึงตัวจากสงครามตะวันออกกลาง

17 มี.ค. 2569 13:40 น.

เอเชียคุมเข้มพลังงาน หลายประเทศงัดมาตรการฉุกเฉิน รับมือวิกฤตน้ำมันตึงตัวจากสงครามตะวันออกกลาง

หลายประเทศในเอเชียเร่งออกมาตรการรัดเข็มขัดด้านพลังงาน ตั้งแต่ประกาศวันหยุด ลดวันทำงาน ไปจนถึงจำกัดการใช้น้ำมัน หลังสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางกระทบตลาดพลังงานโลกอย่างหนัก เสี่ยงภาวะขาดแคลน

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วตลาดพลังงานโลก ส่งผลให้หลายประเทศในเอเชีย ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจำนวนมาก ต้องเร่งออกมาตรการควบคุมการใช้พลังงานเพื่อรับมือกับความเสี่ยงขาดแคลนเชื้อเพลิง

ข้อมูลระบุว่า น้ำมันและก๊าซเกือบ 90% ที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ มีปลายทางอยู่ในเอเชีย ทำให้ภูมิภาคนี้ได้รับผลกระทบโดยตรงเมื่อเกิดความไม่แน่นอนด้านอุปทาน

ส่องมาตรการคุมเข้มทั่วเอเชีย

หลายประเทศในเอเชียเริ่มใช้มาตรการที่เข้มงวดขึ้นเพื่อบรรเทาสถานการณ์ขาดแคลนพลังงานเฉพาะหน้าแล้วดังนี้

  • ศรีลังกา ประกาศให้ ทุกวันพุธเป็นวันหยุดราชการ เพื่อลดการใช้น้ำมัน พร้อมใช้ระบบ “National Fuel Pass” จำกัดปริมาณการซื้อน้ำมันของประชาชน
  • เมียนมา จำกัดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล โดยอนุญาตให้วิ่ง วันเว้นวันตามเลขทะเบียน
  • บังกลาเทศ เลื่อนวันหยุดเดือนรอมฎอนของมหาวิทยาลัย และใช้มาตรการ ดับไฟฟ้าเป็นช่วง ๆ เพื่อลดการใช้พลังงานและลดการจราจร ที่ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมัน
  • ฟิลิปปินส์ ให้หน่วยงานรัฐบางแห่งใช้ระบบ ทำงานที่บ้าน อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน ลดใช้พลังงาน 10–20% และยกเลิกประชุมออฟไลน์ที่ทำออนไลน์ได้
  • เวียดนาม กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า แนะนำภาคธุรกิจใช้ระบบทำงานจากที่บ้าน พร้อมรณรงค์ลดใช้รถส่วนตัว หันมาใช้ขนส่งสาธารณะและคาร์พูล ท่ามกลางราคาน้ำมันพุ่งแรง และเกิด คิวยาวหน้าปั๊ม บางแห่งต้องปิดชั่วคราว
  • ประเทศไทย สั่งหน่วยงานรัฐ–รัฐวิสาหกิจ ทำงานจากที่บ้าน งดเดินทางต่างประเทศ พร้อมมาตรการประหยัดพลังงาน เช่น ตั้งแอร์ 26 องศาฯ ใช้บันไดแทนลิฟต์ และเตรียมพิจารณา ปิดไฟป้ายหลัง 22.00 น. รวมถึงอาจจำกัดเวลาปั๊มน้ำมัน
  • ปากีสถาน ใช้มาตรการรัดเข็มขัดครั้งใหญ่ ปิดโรงเรียน 2 สัปดาห์ ใช้ 4 วันทำงาน และให้ข้าราชการครึ่งหนึ่งทำงานที่บ้าน
  • มาเลเซีย เตรียมหารือมาตรการลดค่าใช้จ่ายพลังงาน รวมถึงแนวทางทำงานจากที่บ้านทั้งภาครัฐและเอกชน

ที่มา : BBC , FTNnews

นักเขียนวางยาฆ่าสามี ฮุบสมบัติ 4 ล้านดอลลาร์ ก่อนแต่งหนังสือเด็กรับมือความสูญเสีย

นักเขียนวางยาฆ่าสามี ฮุบสมบัติ 4 ล้านดอลลาร์ ก่อนแต่งหนังสือเด็กรับมือความสูญเสีย

17 มี.ค. 2569 13:21 น.

นักเขียนวางยาฆ่าสามี ฮุบสมบัติ 4 ล้านดอลลาร์ ก่อนแต่งหนังสือเด็กรับมือความสูญเสีย

ศาลรัฐยูทาห์ของสหรัฐฯ ตัดสินให้ “คูรี ริชินส์” มีความผิดฐานวางยาพิษ “เฟนทานิล” ฆาตกรรมสามีตนเองเพื่อหวังเงินประกันและมรดก พบพฤติกรรมสุดอำมหิต แอบคบชู้-กู้หนี้ท่วม ก่อนสร้างภาพลักษณ์ด้วยการเขียนหนังสือภาพสำหรับเด็กเกี่ยวกับการรับมือกับความสูญเสีย หลังสามีเสียชีวิตไม่นาน

คณะลูกขุนในรัฐยูทาห์ใช้เวลาหารือเพียง 3 ชั่วโมง ก่อนมีคำพิพากษาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (16 มี.ค.) ตัดสินให้ คูรี ริชินส์ (Kouri Richins) วัย 35 ปี มีความผิดจริงในข้อหาฆาตกรรมสามีของเธอ “เอริก ริชินส์” เมื่อเดือนมีนาคม 2022 โดยการผสมสารเฟนทานิลเกินขนาดลงในเครื่องดื่ม

อัยการได้เรียกพยานขึ้นให้การกว่า 40 ปาก รวมถึงผู้หญิงที่สารภาพว่าเป็นคนขายเฟนทานิลให้แก่จำเลย โดยพยานหลักฐานชี้ให้เห็นว่า คูรีมีหนี้สินล้นพ้นตัวเป็นเงินหลายล้านดอลลาร์ และแอบทำกรมธรรม์ประกันชีวิตในชื่อของสามีไว้หลายฉบับ นอกจากนี้เธอยังลักลอบมีความสัมพันธ์กับชายอื่นและวางแผนที่จะใช้ชีวิตร่วมกับชู้รักคนดังกล่าว

นายแบรด บลัดเวิร์ธ อัยการเขตซัมมิท เคาน์ตี้ ระบุในศาลว่า “เธอต้องการทิ้งเอริก แต่เธอไม่ต้องการทิ้งเงินของเขา” โดยคูรีเชื่อผิดๆ ว่าเธอจะได้รับมรดกมูลค่ากว่า 4 ล้านดอลลาร์ (ราว 130 ล้านบาท) หากสามีเสียชีวิตลง

เจ้าหน้าที่เปิดเผยข้อมูลว่า ก่อนเกิดเหตุสลด คูรีเคยพยายามวางยาในแซนด์วิชให้สามีรับประทานมาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งครั้งนั้นเอริกเกือบเสียชีวิตแต่รอดมาได้ จนกระทั่งครั้งล่าสุดเธอได้เพิ่มปริมาณยาให้สูงขึ้น ส่งผลให้เธอถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานพยายามฆ่าจากเหตุการณ์ครั้งก่อนด้วย

ด้านเอริกเองเริ่มสงสัยในตัวภรรยา โดยเอกสารจากศาลระบุว่า หลังจากเขาล้มป่วยอย่างรุนแรงในวันวาเลนไทน์ปี 2022 เขาได้บอกกับเพื่อนสนิทว่า “ผมเชื่อว่าผมถูกวางยา และผมคิดว่าเมียผมพยายามจะฆ่าผม”

สิ่งที่ทำให้คดีนี้ได้รับความสนใจไปทั่วโลก คือพฤติกรรมหลังจากเอริกเสียชีวิต คูรีได้ตีพิมพ์หนังสือภาพสำหรับเด็กชื่อ “Are You With Me?” ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับการก้าวผ่านความโศกเศร้าจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก โดยเธอให้สัมภาษณ์สื่อว่าเขียนขึ้นเพื่อช่วยลูกๆ ทั้ง 3 คนและครอบครัวอื่นๆ ให้รับมือกับความสูญเสีย พร้อมทั้งอุทิศหนังสือเล่มนี้ให้เอริก โดยเรียกเขาว่า “สามีที่น่าทึ่งและพ่อที่วิเศษ” ก่อนที่เธอจะถูกจับกุมในอีก 2 เดือนต่อมา

ในคืนวันที่ 4 มีนาคม 2022 คูรีโทรแจ้งตำรวจกลางดึกว่าพบสามีนอนแน่นิ่งไม่รู้สึกตัว โดยอ้างว่าเธอชงเครื่องดื่มวอดก้าไปให้เขาที่เตียงก่อนจะไปนอนกับลูกที่ฝันร้าย และเมื่อกลับมาพบสามีอีกครั้งร่างกายเขาก็ “เย็นเฉียบ” แล้ว

อย่างไรก็ตาม ผลชันสูตรพลิกศพพบว่าเอริกเสียชีวิตจากการได้รับยาเฟนทานิลเกินขนาด โดยมีปริมาณสารพิษในร่างกายสูงถึง 5 เท่าของปริมาณที่ทำให้เสียชีวิตได้ทันที นอกจากนี้ยังมีหลักฐานการส่งข้อความหาผู้ค้ายาเพื่อสั่งซื้อยาแก้ปวดที่ออกฤทธิ์แรงเป็นพิเศษ โดยเธอระบุว่าต้องการ “ของแรงๆ แบบที่ไมเคิล แจ็กสัน ใช้”

คูรี ริชินส์ ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาตลอดการพิจารณาคดี แต่คณะลูกขุนตัดสินว่ามีความผิดจริง ซึ่งโทษสูงสุดในข้อหาฆาตกรรมโดยมีเหตุฉกรรจ์คือการจำคุก 25 ปี ไปจนถึงจำคุกตลอดชีวิต.

ที่มา BBC