‘อาชีวะอาสา’ ว.การอาชีพบ้านแพ้ว จับมือ ชลิต อินดัสทรีฯ ชวนตรวจรถฟรี! 10–16 เม.ย. 69 ลดเสี่ยงอุบัติเหตุสงกรานต์

'อาชีวะอาสา' ว.การอาชีพบ้านแพ้ว จับมือ ชลิต อินดัสทรีฯ ชวนตรวจรถฟรี! 10–16 เม.ย. 69 ลดเสี่ยงอุบัติเหตุสงกรานต์

‘อาชีวะอาสา’ ว.การอาชีพบ้านแพ้ว จับมือ ชลิต อินดัสทรีฯ ชวนตรวจรถฟรี! 10–16 เม.ย. 69 ลดเสี่ยงอุบัติเหตุสงกรานต์

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.33 น.

แม้บรรยากาศเทศกาลสงกรานต์ปีนี้อาจไม่คึกคักเท่าทุกปี จากปัจจัยราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นและภาวะเศรษฐกิจ แต่ยังคงเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่คนไทยจำนวนมากเตรียมเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม การจราจรที่หนาแน่นในช่วงเทศกาลยังคงมาพร้อมความเสี่ยงด้านอุบัติเหตุบนท้องถนน

เพื่อร่วมรณรงค์ลดอุบัติเหตุทางถนน บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายชิ้นส่วนยางอะไหล่รถยนต์ ภายใต้แบรนด์ “POP” จัดโครงการ “ชลิต อินดัสทรี ขับขี่ปลอดภัย ตรวจเช็คก่อนสตาร์ท” ชวนประชาชนเช็กรถก่อนเดินทาง สงกรานต์กลับบ้านปลอดภัย พร้อมสนับสนุนกิจกรรม “อาชีวะ-ขนส่งอาสาช่วยประชาชน เทศกาลสงกรานต์ 2569” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

ในปีนี้ บริษัทฯ ได้ร่วมสนับสนุนโครงการ “อาชีวะ-ขนส่งอาสาช่วยประชาชน เทศกาลสงกรานต์ 2569”  ซึ่งดำเนินการโดยวิทยาลัยการอาชีพบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ภายใต้ความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และกรมการขนส่งทางบก เพื่อให้บริการตรวจเช็คสภาพรถยนต์และรถจักรยานยนต์เบื้องต้นให้แก่ประชาชน ฟรี! พร้อมทีมช่างอาสาและบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน เพื่อลดความเสี่ยงอุบัติเหตุในช่วง 7 วันอันตราย เปิดให้บริการทุกวันระหว่างวันที่ 10–16 เมษายน 2569 เวลา 06.00–18.00 น. ณ สถานีบริการน้ำมัน ปตท.บ้านแพ้ว กม.17 แยกกระโจม ต.บ้านแพ้ว อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร

โอกาสนี้ นายชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ได้มอบวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการตรวจซ่อมบำรุงรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เพื่อสนับสนุนโครงการ “อาชีวะ-ขนส่งอาสา รณรงค์ลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569” โดยมี นายฐิติปกรณ์ ภคุโล ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพบ้านแพ้ว เป็นผู้รับมอบ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ครู และตัวแทนนักเรียน นักศึกษา ณ ห้องประชุมอาคารวิทยบริการ วิทยาลัยการอาชีพบ้านแพ้ว

นายฐิติปกรณ์ ภคุโล เปิดเผยว่า วิทยาลัยฯ ได้นำนักเรียน นักศึกษาสาขาช่างยนต์ ร่วมเป็นทีมช่างอาสา ให้บริการตรวจสภาพรถยนต์และรถจักรยานยนต์โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมซ่อมแซมเบื้องต้นในกรณีฉุกเฉิน ภายใต้การดูแลของอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ ภายในจุดบริการ มีบริการตรวจเช็ครถ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมแซมเบื้องต้น ให้คำแนะนำเส้นทาง เพื่ออำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนตลอดช่วง 7 วันอันตรายเทศกาลสงกรานต์  ซึ่งนอกจากช่วยเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนแล้ว ยังเป็นการช่วยเสริมสร้างทักษะวิชาชีพ ประสบการณ์จริงและปลูกฝังจิตสำนึกจิตอาสาให้กับนักเรียน นักศึกษา อาชีวะอาสาอีกด้วย

ด้าน นายชวิศ ยงเห็นเจริญ กล่าวว่า บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ไทยมมากว่า 30 ปี ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสังคมควบคู่กับธุรกิจ โดยโครงการ “ชลิต อินดัสทรี ขับขี่ปลอดภัย ตรวจเช็คก่อนสตาร์ท” มุ่งส่งเสริมการขับขี่ปลอดภัย ลดความเสี่ยงอุบัติเหตุในช่วงที่มีการเดินทางจำนวนมาก จึงขอเชิญชวนประชาชนเข้ารับบริการตรวจเช็ครถฟรี เพื่อให้ทุกการเดินทางช่วงสงกรานต์เป็นไปอย่างปลอดภัย

สำหรับจุดบริการ “อาชีวะ-ขนส่งอาสาช่วยประชาชน เทศกาลสงกรานต์ 2569”  ของวิทยาลัยการอาชีพบ้านแพ้ว ตั้งอยู่บริเวณสถานีบริการน้ำมัน ปตท.บ้านแพ้ว กม.17 แยกกระโจม ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมต่อสำคัญระหว่างถนนพระราม 2 และถนนเพชรเกษม มุ่งหน้าสู่จังหวัดนครปฐม ราชบุรี และเพชรบุรี โดยเป็นหนึ่งในกว่า 150 จุดบริการทั่วประเทศ ภายใต้ความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และกรมการขนส่งทางบก โดยประชาชนสามารถเข้ารับบริการได้ระหว่างวันที่ 10–16 เมษายน 2569 ณ จุดบริการใกล้เคียงทั่วประเทศ

ดั๊บเบิ้ล เอ เดินหน้าดูแลสังคม ลงพื้นที่แจกหน้ากากอนามัย เคียงข้างชาวเชียงใหม่ในวิกฤต PM 2.5

ดั๊บเบิ้ล เอ เดินหน้าดูแลสังคม ลงพื้นที่แจกหน้ากากอนามัย เคียงข้างชาวเชียงใหม่ในวิกฤต PM 2.5

ดั๊บเบิ้ล เอ เดินหน้าดูแลสังคม ลงพื้นที่แจกหน้ากากอนามัย เคียงข้างชาวเชียงใหม่ในวิกฤต PM 2.5

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.32 น.

จากสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือที่ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง ทั้งเด็ก ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง ดั๊บเบิ้ล เอ ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลสังคม ส่งความห่วงใยเคียงข้างคนไทย  มอบหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ “Double A Care” เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก และดูแลสุขภาพของพี่น้องประชาชนในพื้นที่  

โดยมี ชาญวิทย์ จารุสมบัติ กรรมการบริษัทและรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ดั๊บเบิ้ล เอ เป็นตัวแทนส่งมอบหน้ากากอนามัยให้แก่ รัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อกระจายความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ของจังหวัดเชียงใหม่ อย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ อาทิ อำเภอเชียงดาว จัดขบวนคาราวานในเขตตัวเมืองเชียงใหม่ หรือสามารถรับหน้ากากอนามัยได้ที่ ร้าน Double A Copy Center, Double A Stationery Shops สาขาต่างๆ ของจังหวัดเชียงใหม่ ,สถานีรถไฟเชียงใหม่, สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดเชียงใหม่แห่งที่ 2, สนามบินเชียงใหม่ และร้าน B2S Central Festival เชียงใหม่  ระหว่างวันที่ 10-11 เมษายน 2569 

ดั๊บเบิ้ล เอ ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจที่อยู่เคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์ พร้อมร่วมดูแลสุขภาพของทุกคนให้ผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปด้วยกัน

กลุ่มเซ็นทรัล ขับเคลื่อนศิลปวัฒนธรรมไทยสู่เวทีสากล สร้างพลังเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผ่านบทบาท “แพลตฟอร์มแห่งการเชื่อมโยง”

กลุ่มเซ็นทรัล ขับเคลื่อนศิลปวัฒนธรรมไทยสู่เวทีสากล  สร้างพลังเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผ่านบทบาท “แพลตฟอร์มแห่งการเชื่อมโยง”

กลุ่มเซ็นทรัล ขับเคลื่อนศิลปวัฒนธรรมไทยสู่เวทีสากล สร้างพลังเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผ่านบทบาท “แพลตฟอร์มแห่งการเชื่อมโยง”

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.31 น.

ในโลกที่การท่องเที่ยวและอัตลักษณ์ของประเทศไม่ได้ถูกนิยามด้วยสถานที่เพียงอย่างเดียว แต่คือ “ประสบการณ์” ที่ผู้คนได้สัมผัสผ่านทุกมิติของการรับรู้ ศิลปะและวัฒนธรรมจึงทำหน้าที่เป็นภาษาสากลที่เชื่อมโยงผู้คน ความคิด และแรงบันดาลใจเข้าหากัน พร้อมจุดประกายการเดินทางข้ามพรมแดน  ด้วยความเชื่อมั่นในพลังของศิลปะ ภายใต้บริบท “พลังของการเชื่อมโยง” กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือจึงมุ่งทำหน้าที่เป็น “แพลตฟอร์ม” ที่เชื่อมโลก วัฒนธรรมและโอกาส เข้าด้วยกันโดยใช้ศักยภาพของธุรกิจในเครือทั้งศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า โรงแรม และเครือข่ายพันธมิตรระดับนานาชาติถ่ายทอดเสน่ห์ของความเป็นไทยและความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบที่สร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเดินทางจริงและต่อยอดสู่การใช้จ่ายและเศรษฐกิจของประเทศอย่างเป็นรูปธรรมบทบาทดังกล่าวขับเคลื่อนผ่าน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ การเชื่อมเสน่ห์ไทยสู่เวทีโลก การเชื่อมผู้คนผ่านประสบการณ์ และการเปิดโอกาสสู่การเติบโต

เชื่อมเสน่ห์ไทยสู่เวทีโลก

กลุ่มเซ็นทรัลเดินหน้าขยาย “เสน่ห์ไทย” สู่สายตาชาวโลกอย่างต่อเนื่องผ่านเครือข่ายธุรกิจและความร่วมมือกับพันธมิตรระดับนานาชาติโดยเฉพาะการทำงานร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยในมิติต่าง ๆ ทั้งวัฒนธรรม อาหาร และไลฟ์สไตล์

ในงาน Amazing Thailand Fest 2026 (The Wholesome Taste Of Thai) ณ ห้างสรรพสินค้าคาเดเว (KaDeWe) กรุงเบอร์ลิน หนึ่งในห้างสรรพสินค้าลักชูรี่ระดับโลกของกลุ่มเซ็นทรัล พื้นที่ทั้งหมดถูกแปลงเป็น Immersive Experience ผ่าน Brand Takeover ตั้งแต่แบนเนอร์ขนาดยักษ์บน Façade ไปจนถึง Window Display ที่ถ่ายทอดเรื่องราว “อาหารไทย 5 ภาค” เชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยว สถาปัตยกรรม และงานหัตถศิลป์ร่วมสมัย ผู้เข้าชมไม่ได้เพียง “เห็น” แต่ได้ “สัมผัส” ผ่านการแสดงศิลปวัฒนธรรม การสาธิตการปรุงอาหาร และการลิ้มลองเมนูไทยที่คัดสรรอย่างพิถีพิถัน ถ่ายทอดศักยภาพของไทยในมิติ Gastronomy และ Wellness พร้อมแปลง “รสชาติ” ให้กลายเป็น “แรงบันดาลใจในการเดินทาง” ที่กระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวจริงในประเทศไทย

ขณะเดียวกัน กลุ่มเซ็นทรัลยังภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์ศิลปะระดับโลก “KAWS: HOLIDAY THAILAND” โดยความร่วมมือระหว่าง KAWS, Allrightsreserved และศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ซึ่งนำผลงานศิลปะระดับสากลมาจัดแสดง ณ ท้องสนามหลวง พื้นที่ประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าของกรุงเทพมหานคร ไฮไลต์สำคัญคือประติมากรรม COMPANION สูง 18 เมตร ในอิริยาบถนั่งโอบอุ้มดวงจันทร์อย่างอ่อนโยน ณ พื้นที่ที่มีรากฐานจากคติความเชื่อเรื่องศูนย์กลางจักรวาล สะท้อนเชิงสัญลักษณ์ถึงการส่งต่อความรู้ คุณค่า และความใส่ใจจากรุ่นสู่รุ่น การผสานโลกศิลปะร่วมสมัยเข้ากับบริบทไทยในครั้งนี้ไม่เพียงดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกให้เดินทางมาสัมผัส แต่ยังตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในฐานะ Cultural Destination ที่สามารถเชื่อมโยงศิลปะระดับโลกเข้ากับอัตลักษณ์ไทยได้อย่างลงตัว

เชื่อมผู้คนผ่านประสบการณ์

กลุ่มเซ็นทรัลให้ความสำคัญกับการสร้าง “ประสบการณ์” ที่ทำให้ผู้คนอยากมาเยือน มาใช้เวลา และกลับมาอีกครั้ง โดยยกระดับศูนย์การค้าให้เป็น “Tourism Magnet” ผ่านการออกแบบ World-Class Experiences ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับวัฒนธรรมและกันและกัน ตัวอย่างสำคัญของ Flagship Festival ของเรา อาทิ

Summer Fest 2026: Sound Of Summer  โดยเซ็นทรัลพัฒนา ใช้งบลงทุนกว่า 600 ล้านบาท จัดกิจกรรมมากกว่า 1,000 อีเวนต์ทั่วประเทศ เพื่อยกระดับเทศกาลสงกรานต์สู่ Global Summer Festival ผ่านการผสานดนตรี ศิลปะ และวัฒนธรรมเข้ากับพลังของ Fandom ภายใต้แนวคิด “Creative Economy” และ “Fandom Empowerment” สร้าง Engagement ที่ต่อยอดสู่การเดินทาง การท่องเที่ยว และการใช้จ่าย โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 มีนาคม – 10 พฤษภาคม 2569

Pride Month โดยศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ ที่ได้เปลี่ยนศูนย์การค้าให้กลายเป็นพื้นที่เปิดกว้างสำหรับทุกตัวตน ขยายพื้นที่จัดงานจาก 9 สาขาในปี 2023 สู่ 39 สาขาในปี 2025 มีผู้เข้าร่วมกว่า 1.3 ล้านคน สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางที่เปิดกว้าง และสามารถเชื่อมโยงผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน ด้วยความร่วมมือจากพันธมิตรภาครัฐและเอกชน ส่งผลให้ประเทศไทยก้าวสู่ความเท่าเทียมผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม เป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันดับที่ 3 ในเอเชีย และอันดับที่ 38 ของโลก

Central 78th Anniversary 2025: Fall In Love With Every Visit  แคมเปญเฉลิมฉลองครบรอบ 78 ปีของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ที่เปลี่ยนการช้อปปิ้งให้กลายเป็นประสบการณ์เชิงศิลปะ ผ่านเทศกาล “The Art Of Flowers” ซึ่งนำดอกไม้จากทั่วโลก โดยเฉพาะพันธุ์ไม้ไทยและพืชพื้นถิ่น มาสร้างเป็น Installation ขนาดใหญ่ สะท้อน อัตลักษณ์ไทยและสร้างแรงบันดาลใจแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ณ ห้างเซ็นทรัลชิดลม ก่อนต่อยอดสู่ Global Visibility ผ่านบิลบอร์ดขนาดใหญ่ ณ Times Square นครนิวยอร์ก สะท้อนภาพลักษณ์อีเวนต์ระดับสากลและตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านประสบการณ์ค้าปลีกของห้างเซ็นทรัล

นอกจากกิจกรรมและอีเวนต์ กลุ่มเซ็นทรัลยังให้ความสำคัญกับการออกแบบ “พื้นที่” ให้เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ โดยเฉพาะในกลุ่มโรงแรมเซ็นทารา ที่นำอัตลักษณ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นในแต่ละจังหวัดมาถ่ายทอดผ่านงานออกแบบภายใน ไม่ว่าจะเป็นวัสดุ ลวดลาย หรือองค์ประกอบศิลป์ที่สะท้อนเรื่องราวของพื้นที่นั้น ๆ พื้นที่ของโรงแรมจึงไม่ใช่เพียงสถานที่พัก แต่กลายเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ “สัมผัส” และเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด อาทิ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ทและวิลล่าหัวหิน โรงแรมเซ็นทาราอยุธยา โรงแรมเซ็นทาราอุบล โรงแรมเซ็นทาราอุดร และโรงแรมเซ็นทาราโคราช

เปิดโอกาสสู่การเติบโต

นอกเหนือจากการสร้างการรับรู้และประสบการณ์ กลุ่มเซ็นทรัลยังมุ่งสร้าง “โอกาส” ให้แก่ศิลปิน ชุมชน และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ผ่านหลากหลายโครงการ

จริงใจ มาหา…นคร  อีเวนต์ประจำปีที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจฐานรากเข้ากับผู้บริโภคยุคใหม่ ผ่านการเปิดพื้นที่ให้ชุมชนได้นำเสนอสินค้าเกษตร งานหัตถกรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นในรูปแบบร่วมสมัย ช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้า สร้างรายได้ และต่อยอดสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมเชื่อมโยงเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน

โครงการ Decentral ศูนย์กลางศิลปะร่วมสมัยของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่ได้มุ่งเพียงการเปิดพื้นที่แสดงผลงาน แต่ตั้งใจสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ศิลปินได้ทดลอง พัฒนา และเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผ่านพื้นที่จัดแสดง โปรแกรมพัฒนาทักษะ และ “ทุนสนับสนุนการผลิตผลงานศิลปะ” (Production Grant) ที่เปิดโอกาสให้ศิลปินไทยทั้งรุ่นใหม่และรุ่นที่มีประสบการณ์ได้สร้างสรรค์ผลงานใหม่ที่สะท้อนแนวคิดร่วมสมัยอย่างเต็มศักยภาพ

นอกจากนี้ยังมีโครงการ “Travel Grants for Writers” ที่เปิดโอกาสให้นักเขียนรุ่นใหม่ได้ลงพื้นที่ ทำความเข้าใจบริบท และถ่ายทอดมุมมองต่อศิลปะร่วมสมัยในมิติที่หลากหลาย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงงานศิลปะออกสู่สังคมในวงกว้าง

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้นำเบอร์หนึ่งอสังหาริมทรัพย์ไทยเพื่อความยั่งยืน หนุน SMEs ไทยรุ่นใหม่ร่วมกันผลักดันให้ GDP ของประเทศให้เติบโตก้าวหน้า ผ่านคอร์ส LEAD หลักสูตรรีเทลหนึ่งเดียวของไทยที่แตกต่างและสร้างความสำเร็จจริง ด้วยโมเดล “เรียนจริง-ทำจริง-โตจริง” โดยมีเซ็นทรัลพัฒนาเป็น Business Incubator แชร์ Knowledge, Khow-how พร้อมมอบโอกาสในการเริ่มธุรกิจ ส่งเสริมให้เติบโตได้หลาย Platform ภายใต้ Retail Ecosystem ที่แข็งแกร่งของเซ็นทรัลพัฒนา สร้างความสำเร็จและการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับผู้เรียนมาแล้วถึง 240 แบรนด์ รวมเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจมากกว่า 3,800 ล้านบาท และมีการขยายหน้าร้านกว่า 600 ร้านค้า

โรงแรมเซ็นทารา พื้นที่สำหรับผู้ประกอบการท้องถิ่น ในปี 2025 โรงแรมเซ็นทารา 18 แห่งได้จัดสรรพื้นที่รวมกว่า 2,368.5 ตารางเมตร สำหรับตลาดชุมชน เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและศิลปินท้องถิ่นได้นำเสนอสินค้า พร้อมถ่ายทอดอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่สู่ผู้มาเยือน ยกระดับประสบการณ์ของแขกผู้เข้าพักให้ได้สัมผัสวิถีชีวิต ศิลปะ และภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่านสินค้าและผลงานที่มีเอกลักษณ์

เพาเวอร์บาย x Artstory x มูลนิธิออทิสติกไทย ความร่วมมือที่เนรมิตหน้าจอทีวีกว่า 100 เครื่องให้กลายเป็น   แกลเลอรีดิจิทัล จัดแสดงผลงานของศิลปินออทิสติก 19 คน รวม 100 ชิ้น ภายใต้นิทรรศการ “Power Of Art By Power Buy X Artstory” สะท้อนพลังของเทคโนโลยีในการสร้างโอกาสอย่างเท่าเทียม และยืนยันว่าศิลปินกลุ่มพิเศษเหล่านี้มีพื้นที่ มีศักยภาพ และมีคุณค่าในสังคม ภายใต้แนวคิด “Power Of Love – Technology For All” ซึ่งเป็นความร่วมมือต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ระหว่างเพาเวอร์บายและมูลนิธิออทิสติกไทย

Good Goods และ Central Tham อนุรักษ์และต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรม กลุ่มเซ็นทรัลให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมไทย ผ่านแบรนด์ Good Goods ภายใต้วิสาหกิจเพื่อสังคม เซ็นทรัล ทำ ที่มุ่งสนับสนุนงานหัตถกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นผ้าทอนาหมื่นศรีจาก จ.ตรัง, ผ้าครามสกลนครจาก จ.สกลนคร, กระเป๋าถักราฟเฟียจากกลุ่มแม่บ้านสันมะเกลือ จ.ลำปาง, กระเป๋าโท้ตผ้าม่อฮ่อมพื้นเมืองจาก จ.เชียงใหม่ และกระเป๋ากระจูดจาก จ.พัทลุง พร้อมเชื่อมโยงสู่การท่องเที่ยวชุมชน เพื่อสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

ขับเคลื่อนประเทศไทย ด้วย “วัฒนธรรมที่เชื่อมผู้คนและสร้างมูลค่า”

 กลุ่มเซ็นทรัลเชื่อมั่นว่า “ศิลปวัฒนธรรม” ไม่ได้เป็นเพียงรากฐานของอัตลักษณ์ แต่คือพลังสำคัญในการเชื่อมโยงผู้คน สร้างแรงบันดาลใจ และขับเคลื่อนประเทศในระยะยาว ด้วยบทบาทของ “แพลตฟอร์มแห่งการเชื่อมโยง” กลุ่มเซ็นทรัลจึงยังคงเดินหน้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนศิลปิน ชุมชน และพันธมิตรทุกภาคส่วน ผ่านการสร้างโอกาส การเชื่อมโยงเครือข่าย และการต่อยอดองค์ความรู้สู่การใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์

เพื่อให้วัฒนธรรมไทยและความคิดสร้างสรรค์เติบโตอย่างมีคุณค่า เข้าถึงผู้คนในวงกว้าง และก้าวสู่เวทีโลกได้อย่างมั่นคง — มุ่งขับเคลื่อนประเทศไทยด้วย “วัฒนธรรมที่เชื่อมผู้คนและสร้างมูลค่า” ให้กลายเป็นพลังแห่งการเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ สังคม และภาพลักษณ์ของประเทศในระดับสากล

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดตั้งคณะวิศวกรรมศาสตร์ มุ่งปั้น “วิศวกรชีวการแพทย์” เปลี่ยนความชอบวิศวะ ให้เป็นนวัตกรรมช่วยชีวิต

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดตั้งคณะวิศวกรรมศาสตร์ มุ่งปั้น “วิศวกรชีวการแพทย์” เปลี่ยนความชอบวิศวะ ให้เป็นนวัตกรรมช่วยชีวิต

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดตั้งคณะวิศวกรรมศาสตร์ มุ่งปั้น “วิศวกรชีวการแพทย์” เปลี่ยนความชอบวิศวะ ให้เป็นนวัตกรรมช่วยชีวิต

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.27 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เดินหน้ายกระดับการศึกษาไทย เปิดตัวคณะน้องใหม่ “คณะวิศวกรรมศาสตร์” ในปีพุทธศักราช 2569 โดยเปิดหลักสูตรการเรียนการสอน หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ (Biomedical Engineering) ในปีการศึกษา 2568 เป็นปีแรก ชูจุดเด่นการสร้างวิศวกรยุคใหม่ที่ไม่ใช่แค่ผู้ซ่อมบำรุง แต่เป็น “นวัตกร” ที่เข้าใจทั้งกลไกวิศวกรรมและหัวใจของการรักษาในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีการแพทย์เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน

ในยุคที่เทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวกระโดด “เครื่องมือแพทย์” กลายเป็นหัวใจสำคัญของการรักษา หลักสูตรนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรม Healthcare แห่งอนาคต โดยบูรณาการความเชี่ยวชาญจาก 4 มิติหลัก:

  • Engineering x Medical Science: ประยุกต์ความรู้พื้นฐานวิศวกรรมเข้ากับวิทยาศาสตร์การแพทย์แม่นยำ
  • Standards & Quality: เชี่ยวชาญการออกแบบ ทดสอบ ติดตั้ง และซ่อมบำรุงเครื่องมือแพทย์ตามมาตรฐานสากล
  • Digital Transformation: ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูงในการวิเคราะห์และแก้ปัญหาจากโจทย์จริงทางการแพทย์
  • Entrepreneurship: บ่มเพาะแนวคิดทักษะผู้ประกอบการ ต่อยอดนวัตกรรมสู่โลกธุรกิจหรืออุตสาหกรรมได้จริง

โดยหลักสูตรนี้เราไม่ได้สร้างแค่คนทำงานกับเครื่องกล แต่เราสร้างวิศวกรที่เข้าใจหัวใจของการรักษา เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ช่วยชีวิตคนได้จริง”

ไฮไลท์สำคัญของหลักสูตร: เรียนจริง ลุยจริง มืออาชีพจริง

นักศึกษาจะได้สัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้แบบ Action Learning ผ่านการลงมือทำในห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย และแก้ไขโจทย์จริงจากเคสทางการแพทย์ โดยมีจุดแข็งที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • เครือข่ายมืออาชีพ: เรียนรู้ใกล้ชิดกับบุคลากรทางการแพทย์และผู้เชี่ยวชาญตัวจริงของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์
  • ฝึกงานเข้มข้น: โปรแกรม Practical Training 3 เดือนเต็มในชั้นปีที่ 4 เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การทำงานทันทีหลังจบการศึกษา
  • ค่าเล่าเรียน: ตลอดหลักสูตร 4 ปี (ไม่น้อยกว่า 137 หน่วยกิต) รวม 240,000 บาท

เส้นทางอาชีพที่ไร้ขีดจำกัด

บัณฑิตที่จบจากหลักสูตรนี้สามารถประกอบอาชีพได้หลากหลายทั้งในและต่างประเทศ อาทิ:

  • วิศวกรชีวการแพทย์ ดูแลระบบในโรงพยาบาลหรือโรงงานอุตสาหกรรม
  • นักวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ทั้งด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ทางการแพทย์
  • ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎระเบียบเครื่องมือแพทย์ (RA) ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานที่เป็นที่ต้องการสูงในตลาดแรงงาน
  • เจ้าของธุรกิจหรือ Startup ต่อยอดไอเดียเป็นผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีสุขภาพ

ติดตามข่าวสารการศึกษาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้ทาง

Facebook/Instagram: Education CRA

เว็บไซต์ www.cra.ac.th

DMT ผนึกทีมตร.จร. ลุยแจกกระเป๋ากันง่วงช่วงสงกรานต์ให้ผู้ใช้ทางด่วน Tollway เดินทางปลอดภัย

DMT ผนึกทีมตร.จร. ลุยแจกกระเป๋ากันง่วงช่วงสงกรานต์ให้ผู้ใช้ทางด่วน Tollway เดินทางปลอดภัย

DMT ผนึกทีมตร.จร. ลุยแจกกระเป๋ากันง่วงช่วงสงกรานต์ให้ผู้ใช้ทางด่วน Tollway เดินทางปลอดภัย

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.18 น.

บงกชรัตน์ ตั้งชูกุลรองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจและการเงิน พร้อมด้วย น.ส. อัจฉรา เจริญพร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาความยั่งยืนองค์กร  บมจ.ทางยกระดับดอนเมือง และคณะ ร่วมมือกับทีมตร.จราจร นำโดย พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ สว่างงาม  ผบก.จร.และ พ.ต.อ.ณัฐพงษ์ เชื้อเดช รอง ผบก.จร. ลงพื้นที่หน้าด่านโทล์ลเวย์ มอบกระเป๋ากันง่วงซึ่งบรรจุน้ำดื่ม กาแฟ ผ้าเย็นเครื่องดื่มชูกำลังให้แก่ผู้ใช้ทางเพื่อให้ผู้ขับขี่ได้บรรเทาอาการง่วงเหนื่อยล้าระหว่างขับขี่และเดินทางกลับภูมิลำเนาถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพในช่วงเทศกาลปีใหม่ไทย ณ ด่านดินแดง 1 เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569

ศูนย์จักษุ รพ.พระรามเก้า ผนึกกำลัง Plan B รับรางวัลด้านสื่อสร้างสรรค์ จากผลงานเปลี่ยนบิลบอร์ดให้เป็นจอทดสอบคัดกรอง “ภาวะวุ้นตาเสื่อม”

ศูนย์จักษุ รพ.พระรามเก้า ผนึกกำลัง    Plan B รับรางวัลด้านสื่อสร้างสรรค์  จากผลงานเปลี่ยนบิลบอร์ดให้เป็นจอทดสอบคัดกรอง “ภาวะวุ้นตาเสื่อม”

ศูนย์จักษุ รพ.พระรามเก้า ผนึกกำลัง Plan B รับรางวัลด้านสื่อสร้างสรรค์ จากผลงานเปลี่ยนบิลบอร์ดให้เป็นจอทดสอบคัดกรอง “ภาวะวุ้นตาเสื่อม”

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.07 น.

อีกหนึ่งความภาคภูมิใจของโรงพยาบาลพระรามเก้า คือความสำเร็จของผลงาน “The Eye-Diagnostic Billboard” ซึ่งพัฒนาร่วมกับ Plan B Media และได้รับรางวัล Gold Awards สาขา Best Use of OOH and Transit (Sub: Best Use of Non-Movable) จากเวที MAAT Media Awards จัดโดยสมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย (MAAT) ภายใต้แนวคิด “Branded Media: Powering Brands through Media Excellence”

ผลงาน “The Eye-Diagnostic Billboard” สะท้อนแนวคิดของโรงพยาบาลพระรามเก้าในการต่อยอดองค์ความรู้ทางการแพทย์สู่การสื่อสารที่เข้าถึงผู้คนในชีวิตประจำวัน โดยใช้จอ Billboard ของ Plan B เป็นจอทดสอบคัดกรอง “ภาวะวุ้นตาเสื่อม” สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับภาวะวุ้นตาเสื่อม ซึ่งเป็นภาวะที่หลายคนอาจมองข้ามในระยะเริ่มต้น เพื่อช่วยกระตุ้นให้ผู้คนหันมาสังเกตความผิดปกติของการมองเห็น และเห็นความสำคัญของการเข้ารับการตรวจอย่างเหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ

ในฐานะผู้สนับสนุนข้อมูลและองค์ความรู้ทางการแพทย์ โรงพยาบาลพระรามเก้ามีความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของผลงานที่แสดงให้เห็นว่า เมื่อความคิดสร้างสรรค์ทำงานร่วมกับความรู้ทางการแพทย์ สื่อหนึ่งชิ้นสามารถสร้างคุณค่าได้มากกว่าการสื่อสาร โดยช่วยจุดประกายให้คนหันมาใส่ใจสุขภาพของตนเองมากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

พญ.ชญาตา เหลี่ยมศิริเจริญ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า “ภาวะวุ้นตาเสื่อมเป็นอาการที่หลายคนอาจมองข้าม เพราะอาจเริ่มจากเพียงหยากไย่ลอยในสายตาหรือจุดดำเล็ก ๆ แต่หากปล่อยไว้ อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ การที่สื่อสามารถทำหน้าที่เป็นสัญญาณเตือนเบื้องต้น ถือเป็นอีกมิติหนึ่งของการดูแลสุขภาพเชิงรุกที่เข้าถึงผู้คนได้ในชีวิตประจำวัน โดยผู้ที่มีความกังวลหรือสังเกตพบความผิดปกติในการมองเห็น สามารถเข้ารับคำปรึกษาได้ที่ศูนย์จักษุ โรงพยาบาลพระรามเก้า โทร.1270 หรือ Line: @praram9hospital”

รางวัลนี้จึงไม่เพียงสะท้อนความสำเร็จของงานสร้างสรรค์ แต่ยังตอกย้ำถึงคุณค่าของความร่วมมือระหว่างภาคสื่อและภาคการแพทย์ ในการส่งต่อข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้อง เข้าใจง่าย และมีความหมายต่อชีวิตผู้คน

เมืองสุขสยาม ณ ไอคอนสยาม อัญเชิญ ‘หลวงพ่อเงิน’ อายุกว่า 700 ปี ประดิษฐานเป็นองค์พระประธาน ‘สุขสยาม สนุกสนาน สงกรานต์ บ้านฉัน’

เมืองสุขสยาม ณ ไอคอนสยาม อัญเชิญ ‘หลวงพ่อเงิน’ อายุกว่า 700 ปี ประดิษฐานเป็นองค์พระประธาน ‘สุขสยาม สนุกสนาน สงกรานต์ บ้านฉัน’

เมืองสุขสยาม ณ ไอคอนสยาม อัญเชิญ ‘หลวงพ่อเงิน’ อายุกว่า 700 ปี ประดิษฐานเป็นองค์พระประธาน ‘สุขสยาม สนุกสนาน สงกรานต์ บ้านฉัน’

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.05 น.

สืบสานประเพณีไทยในเทศกาลสงกรานต์  สุขสยาม ณ ไอคอนสยาม ผนึกกําลังพันธมิตรชั้นนำทั้งภาครัฐ และเอกชน อัญเชิญ “หลวงพ่อเงิน” พระพุทธรูปเงิน ปางมารวิชัย ศิลปะเชียงแสนล้านช้าง พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์โบราณ คู่บ้านคู่เมือง อายุกว่า 700 ปี ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น “พระชัยหลังช้างแห่งแผ่นดินอีสาน” จากวัดปากน้ำ (บุ่งสระพัง) จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมอัญเชิญ พระอุปคุตเถระ และน้ำศักดิ์สิทธิ์จากท่าน้ำเจดีย์บุ่งสระพัง มาประดิษฐานเป็นสิริมงคล ในงาน “สุขสยาม สนุกสนาน สงกรานต์ บ้านฉัน”  จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “มหาศรัทธาแห่งแม่น้ำมูล สู่ปฐพีบุญลุ่มน้ำเจ้าพระยา” เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ร่วมสรงน้ำ กราบสักการะ และน้อมขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลในช่วงเทศกาลปีใหม่ไทย  ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 15 เมษายน 2569 

หลวงพ่อเงิน  เป็นพระพุทธรูปเงิน ปางมารวิชัย  ศิลปะเชียงแสนล้านช้าง มีอายุประมาณ 700 ปี  เป็นพระชัยหลังช้างแห่งแผ่นดินอีสาน ประจำกองทัพพระวอ-พระตา ในการสถาปนาเมืองอุบลราชธานีศรีวนาลัย  ร่วมศึกเดียวกันกับกองทัพสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ในคราวอัญเชิญพระแก้วมรกตสู่กรุงธนบุรี  ถูกขุดพบที่วัดป่าพระพิฆเณศวร์ เมื่อ พ.ศ. 2515 โดยการนิมิตของหลวงปู่เจ้าคุณพระมงคลธรรมวัฒน์  (ญาท่านบุญจันทร์ จตฺตสลฺโล) มีลำแสงพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า จึงมีการค้นหาและพบพระพุทธรูปหลวงพ่อเงินบริเวณบ้านปากน้ำ (บุ่งสระพัง) ตำบลกุดลาด อำเภอเมืองอุบล จังหวัดอุบลราชธานี  อันเป็นปฐมเหตุแห่งการอัญเชิญหลวงพ่อเงิน ขึ้นจากพื้นปฐพี นับโดยปีที่ขุดพบ ได้ 54 ปี

ทั้งนี้ การประกอบพิธีอัญเชิญ “หลวงพ่อเงิน” จัดขึ้นตามประเพณีเดิมแต่โบราณเมืองอุบลราชธานี ศรีวนาลัย เป็นการผสานพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างวิจิตรบรรจง โดยพิธีเริ่มต้นด้วยการอาราธนาพระอุปคุตเถระขึ้นจากวิหารแก้วกลางสะดือทะเล ตามประเพณีอีสาน  ณ ท่าน้ำเจดีย์บุ่งสระพัง ริมแม่น้ำมูล สำหรับการอัญเชิญพระอุปคุตเถระเป็นประเพณีสำคัญที่สืบทอดมาอย่างยาวนานตามความเชื่อว่าเป็นพระอรหันต์ที่มีฤทธิ์มาก เป็นผู้ดูแลรักษาพระพุทธศาสนาและปกป้องคุ้มภัย โดยได้อัญเชิญจากสะดือทะเลมาคุ้มครองในพิธีที่สำคัญเพื่อให้การจัดงานราบรื่น ปราศจากมารผจญ เป็นสิริมงคล บันดาลโชคลาภ และเป็นจุดเริ่มต้นของความราบรื่นร่มเย็น    

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนร่วมสรงน้ำ “หลวงพ่อเงิน” น้อมขอพรเสริมความเป็นสิริมงคลต้อนรับเทศกาลปีใหม่ไทย รวมถึงกราบขอพร พระอุปคุตเถระ และพระประจำวันเกิด ได้ที่บริเวณประตูสุขสุวรรณศาลา ระหว่างนี้จนถึง 15 เมษายน 2569 ณ เมืองสุขสยาม ไอคอนสยาม ชั้น G สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   โทร.  085-169-9926  หรือ Facebook: SOOKSIAM

มูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน มอบรางวัล “Shot of Truth” จุดพลังคนรุ่นใหม่ ผลิตสื่อสู้ เสริมความเชื่อมั่นวัคซีน

มูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน มอบรางวัล “Shot of Truth” จุดพลังคนรุ่นใหม่ ผลิตสื่อสู้ เสริมความเชื่อมั่นวัคซีน

มูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน มอบรางวัล “Shot of Truth” จุดพลังคนรุ่นใหม่ ผลิตสื่อสู้ เสริมความเชื่อมั่นวัคซีน

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.37 น.

มูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน ร่วมกับ สถาบันวัคซีนแห่งชาติ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย อสมท เมืองไทยประกันชีวิต ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) และ MorDee (หมอดี) แพลตฟอร์มบริการสุขภาพอัจฉริยะ โดย ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จัดพิธีประกาศผลและมอบรางวัลโครงการ “Shot of Truth สื่อสร้างสรรค์ รู้ทันข่าวลวงด้านวัคซีน เพื่อยกย่องผลงานของนักเรียน นักศึกษา และคนรุ่นใหม่ที่ร่วมผลิตคลิปวิดีโอสั้น ถ่ายทอดข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับวัคซีนและโรคระบบทางเดินหายใจที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน สร้างภูมิคุ้มกันข่าวลวง และส่งเสริมการใช้สื่อออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ในสังคมไทย

โครงการได้รับความสนใจจากนักเรียนและนักศึกษาทั่วประเทศ มีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น 330 คน จาก 69 ทีม โดยผลงานที่ได้รับรางวัลมีความโดดเด่นทั้งด้านความคิดสร้างสรรค์ ความถูกต้องของข้อมูลทางวิชาการ และการสื่อสารที่เข้าใจง่าย สะท้อนศักยภาพของคนรุ่นใหม่ในการเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมให้รู้เท่าทันข่าวลวงด้านสุขภาพ

สำหรับผลประกวดรางวัลโครงการ “Shot of Truth” รางวัลชนะเลิศ: ทีม NERVE จากโรงเรียนสถานศึกษานานาชาติ ISB (International School Bangkok) และโรงเรียนสาธิตนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIDS) รองชนะเลิศอันดับ 1: ทีมฉีดยาแล้ว จากโรงเรียนปทุมคงคา สมุทรปราการ รองชนะเลิศอันดับ 2: ทีมดีกว่าพี่ก็มีแต่พระ จากโรงเรียนดาราสมุทร ศรีราชา ชลบุรี และโรงเรียนปราจิณราษฎร์บำรุง ปราจีนบุรี
รางวัล Popular Vote สาขาคลิปให้ความรู้เกี่ยวกับวัคซีนและโรคระบบทางเดินหายใจ: ทีม Know Vax Now! จากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ชลบุรี รางวัล Popular Vote สาขาคลิปด้านการรู้เท่าทันและจัดการข้อมูลบิดเบือน: ทีม NERVE จากโรงเรียนสถานศึกษานานาชาติ ISB (International School Bangkok) และโรงเรียนสาธิตนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIDS)

นพ.มานิต ธีระตันติกานนท์ ประธานกรรมการมูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน กล่าวว่า “โครงการ Shot of Truth เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิดให้กับสังคมไทย ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว เราได้เห็นคนรุ่นใหม่นำข้อมูลที่ถูกต้องมาถ่ายทอดผ่านสื่ออย่างสร้างสรรค์และเข้าใจง่าย ซึ่งไม่เพียงช่วยลดความสับสนจากข้อมูลบิดเบือน แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับคุณภาพการสื่อสารด้านสุขภาพในสังคมไทยไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในวงกว้าง”

นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวว่า “ความสำเร็จของโครงการนี้เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน และสะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของคนรุ่นใหม่ในการสื่อสารประเด็นด้านวัคซีนอย่างสร้างสรรค์ ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ทั้งด้านเนื้อหาวิชาการและทักษะการสื่อสาร ซึ่งช่วยให้สามารถถ่ายทอดข้อมูลที่ถูกต้องและเข้าใจง่าย นำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นด้านวัคซีน และสนับสนุนการตัดสินใจด้านสุขภาพของประชาชนได้อย่างมีคุณภาพ”

ดร.กษิติธร ภูภราดัย ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) กล่าวว่า “ผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินโครงการเพื่อสร้างความตระหนักรู้ในการสร้างสรรค์สื่อ ได้สะท้อนถึงบทบาทของเทคโนโลยีดิจิทัลในการยกระดับการประยุกต์ใช้ดิจิทัลรู้เท่าทันสื่อสาธารณะ โดยเฉพาะการรับมือกับข่าวปลอมด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นความท้าทายในยุคปัจจุบัน โดยกิจกรรมเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้พัฒนาทักษะการคิด วิเคราะห์ และผลิตสื่ออย่างมีความรับผิดชอบ จะช่วยให้เกิดการใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด ปลอดภัย สร้างสรรค์ ยกระดับคุณภาพชีวิตยุคดิจิทัลให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมอย่างแท้จริง”

สุนทรียา วงศ์ศิริกุล รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายงานการเงิน และปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในฐานะสื่อมวลชน เราเห็นความสำคัญของการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง โดยเฉพาะด้านสุขภาพที่มีผลต่อชีวิตของประชาชน โครงการนี้ไม่เพียงช่วยสร้างความตระหนักรู้ แต่ยังเสริมทักษะการรู้เท่าทันข่าวสารให้กับคนรุ่นใหม่ ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการช่วยตรวจสอบและลดการแพร่กระจายของข่าวลวงในสังคม สร้างระบบนิเวศสื่อที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น”

นพ.วุฒิวงศ์ สมบุญเรืองศรี รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการตัดสินใจด้านสุขภาพ โครงการนี้มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ สามารถแยกแยะข้อมูลและตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะนำไปสู่การป้องกันโรคและการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน”

ณธกร มหาวีระคุณ และพัฐชญาณ์ วงศ์วรการ ตัวแทนทีม NERVE จากโรงเรียนสถานศึกษานานาชาติ ISB (International School Bangkok) คว้ารางวัลชนะเลิศและรางวัล Popular Vote กล่าวว่า “พวกเราตั้งใจทำให้เรื่องวัคซีนเข้าใจง่ายและใกล้ตัวมากขึ้นในยุคที่ข้อมูลมีทั้งจริงและเท็จปะปนกัน โครงการนี้ทำให้เราได้เรียนรู้การตรวจสอบข้อมูล และใช้ AI ช่วยรวบรวมก่อนนำมาสื่อสารผ่านคลิปวิดีโอ ซึ่งทำให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมได้ และตั้งใจจะต่อยอดผลงานเพื่อเผยแพร่ความรู้ต่อไป”

ทั้งนี้ ผลงานที่ได้รับรางวัลจะถูกนำไปเผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับวัคซีน ลดการแพร่กระจายของข้อมูลบิดเบือน และตอกย้ำบทบาทของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และคนรุ่นใหม่ ในการร่วมกันสร้างสังคมที่รู้เท่าทันข้อมูลข่าวสาร และมีสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน

วัง (ถนน) วิทยุ วังสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร

วัง (ถนน) วิทยุ วังสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร

วัง (ถนน) วิทยุ วังสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.36 น.

พลเอก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ทรงเป็นต้นราชสกุลรังสิต ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 กับเจ้าจอมมารดา หม่อมราชวงศ์เนื่อง สนิทวงศ์ ทั้งนี้ สมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทรทรงสร้างวังนี้ขึ้นเมื่อกว่า 100 ปีมาแล้ว โดยทรงใช้เป็นที่ประทับของพระองค์กับหม่อมเอลิซาเบธ รังสิต ณ อยุธยา พระชายา

ผาณิต พูนศิริวงศ์ และ ม.ร.ว. ปรียนันทนา  รังสิต

ผู้ออกแบบวังคือชาร์ลส์ เบเกอแลง (Charles Beguelin) สถาปนิกชาวสวิส-เยอรมัน ผู้เข้ามาทำงานในสยามในยุคพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว วังวิทยุเป็นอาคาร 2 ชั้น แบบของวังจะดูเรียบ ๆ คล้ายกับบ้านของคหบดีในเยอรมนี เนื่องจาก เพราะสมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ทรงเป็นนักเรียนเก่าเยอรมนี ประกอบกับหม่อมเอลิซาเบธ พระชายา ก็เป็นชาวเยอรมันด้วย ดังนั้น จึงทรงโปรดแบบบ้านสไตล์เยอรมัน ทั้งนี้ เบเกอแลงยังเป็นผู้ออกแบบวังกรมพระจันทบุรีนฤนาถ ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และอาคารที่ปัจจุบันใช้เป็นพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

เหตุที่วังแห่งนี้มีนามว่าวังวิทยุ เพราะตั้งอยู่บนถนนวิทยุ แต่หากจะย้อนประวัติของวังไปตั้งแต่แรกเริ่มโดยได้เกร็ดประวัติที่แท้จริง ก็ต้องเรียนถามจากหม่อมราชวงศ์ปรียนันทนา รังสิต นันดาในสมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร โดยปัจจุบัน ม.ร.ว. ปรียนันทนา  รังสิต เป็นผู้มีอำนาจบริหารจัดการวังวิทยุ

ม.ร.ว. ปรียนันทนา รังสิต เป็นธิดาของหม่อมเจ้าปิยะรังสิต รังสิต กับ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต โดย ม.ร.ว. ปรียนันทนา เล่าให้ฟังว่า วังหลังนี้เป็นวังที่สมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ทรงให้สร้างขึ้น หลังจากทรงขายที่ดินหลายร้อยไร่จากคลองรังสิต เพราะทรงเห็นว่าน่าจะต้องมีที่อยู่สำหรับพระองค์และพระชายาในเขตที่ไม่ไกลจากตัวเมืองมากนั้น แต่อันที่จริงบริเวณแห่งนี้เมื่อ 100 กว่าปีก่อน ก็ต้องถือว่าอยู่ในเขตพระนครก็จริง แต่ก็เป็นเขตที่ห่างไกลจากเขตพระบรมมหาราชวังพอประมาณ ในยุคนั้นรอบๆ วังแห่งนี้รายล้อมไปด้วยทุ่งนา มีบ้านเรือนของผู้คนไม่มากมายนัก ครั้นเมื่อทรงดูพื้นที่แล้วทรงพอพระทัย จึงทรงซื้อที่ดินกว่า 20 ไร่ แล้วทรงให้ขุดดินทำสระน้ำ เพราะว่าทรงต้องการดินไปทำเป็นเนินเพื่อสร้างวัง

เมื่อสร้างวังเสร็จเรียบร้อยแล้ว วังแห่งนี้ได้เป็นที่พบปะสังสรรค์ของผู้คนที่สนิทสนมกับ สมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร และยังเป็นวังที่พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงเคยเสด็จไปทรงพบปะกันอีกด้วย สมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทรทรงสนิทสนมกับพระราชโอรส พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5 ที่ประสูติแต่สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเวที ด้วยเหตุเพราะ เมื่อพระชนมายุได้ 12 วัน เจ้าจอมมารดา ม.ร.ว. เนื่อง ถึงแก่อนิจกรรม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอุ้มพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ ไปพระราชทานแด่สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี (พระราชอิสริยยศในขณะนั้น ต่อมาในรัชสมัยรัชกาลที่ 8 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เฉลิมพระนามาภิไธยเป็นสมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า) แล้วตรัสว่า “ให้มาเป็นลูกแม่กลาง”

สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทรงชุบเลี้ยงพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ และพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าเยาวภาพงศ์สนิธ ดุจดังพระราชโอรส พระราชธิดาแท้ๆ ของพระองค์ จึงทรงเติบโตในพระตำหนักสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า และทรงสนิทสนมกับพระราชราชโอรส และพระราชธิดาในสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้ามากเป็นพิเศษ

เมื่อพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ ทรงเจริญพระชนม์ได้ประมาณ 14 พรรษา รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จไปศึกษาต่อในประเทศยุโรป โดยทรงไปศึกษาที่ประเทศเยอรมนี ทรงศึกษาชั้นมัธยมที่่โรงเรียนฮัลเบอร์สตัด แล้วทรงเข้าศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยเมืองไฮเดิลแบร์ก ในปี พ.ศ. 2447

อันที่จริง วังแห่งแรกของสมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร คือวังไม้ ตั้งอยู่ ณ ถนนหลวง ตรงข้ามวัดเทพศิรินทราวาส พระราชทานที่ดินโดยรัชกาลที่ 5 ด้วยทรงเห็นว่าวังของพระเจ้าลูกเธอ พระองค์นี้สมควรอยู่ใกล้กับวังของพระองค์เจ้าสายสนิทวงษ์ (เสด็จตาของพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์) ครั้นรัชสมัยรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สร้างตำหนักไม้พระราชทาน เมื่อสร้างเสร็จแล้ว สมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ก็ทรงพาหม่อมเอลิซาเบธมาอยู่ด้วย ซึ่งวังไม้แห่งนี้คือที่ประสูติของหม่อมเจ้าปิยะรังสิต เมื่อ 25 ธันวาคม 2456

ต่อมาสมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ทรงเตรียมการสร้างวังแห่งใหม่ หลังจากทรงซื้อที่ดินริมถนนวิทยุ ไว้ตั้งแต่ปี 2464 วังวิทยุสร้างเสร็จในปี 2468 แล้วทรงฉลองวังใหม่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2468 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันประสูติครบ 40 พรรษา

สมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ทรงสร้างวังวิทยุเป็นทั้งที่ประทับ และจัดแสดงศิลปะโบราณวัตถุที่ทรงสะสมไว้ ทรงออกแบบตกแต่งภายในวังด้วยพระองค์เอง ทรงให้สถาปนิกทำผนังอาคารให้หนาเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันความชื้นจากภายนอก และเพื่อให้อุณหภูมิภายในไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เพราะทรงเก็บรักษางานศิลปะต่าง ๆ ทั้งภาพเขียน ตู้พระธรรมลายรดน้ำ ฉากลายรดน้ำ และประติมากรรม รวมถึงงานศิลปะจากยุโรปที่ทรงสะสมไว้เมื่อครั้งเสด็จไปศึกษาในประเทศเยอรมนี

เสด็จในกรมฯ สิ้นพระชนม์ ปี 2494 จากนั้นหม่อมเจ้าปิยะรังสิต และพระชายา คือหม่อมเจ้าวิภาวดี รัชนี (พระอิสริยยศในขณะนั้น) ประทับในวังวิทยุสืบต่อมา ทั้งนี้ปัจจุบันวังวิทยุอยู่ในกรรมสิทธิ์ของทายาทของหม่อมเจ้าปิยะรังสิต โดยผู้มีอำนาจดูแลบริหารวังวิทยุคือหม่อมราชวงศ์ปรียนันทนา รังสิต ซึ่งตั้งใจเก็บรักษาวังแห่งนี้ไว้ให้อยู่ในสภาพดีที่สุด เพื่อเป็นแหล่งศึกษาและอนุรักษ์ด้านศิลปะ โบราณวัตถุและโบราณคดี และเพื่อเทิดพระเกียรติบรรพบุรุษสายราชสกุลรังสิต

เฉลิมชัย ยอดมาลัย, ลฎาภา ทิวะสิงห์และ ปาริชาติ ชำนิบรรณการ….เรื่อง ชัยสิทธิ์ รอดทอง…ภาพ  

โรงเส้นหมี่ชอเฮง เสริมทักษะอาชีพ ถวายเป็นพระราชกุศล

โรงเส้นหมี่ชอเฮง เสริมทักษะอาชีพ ถวายเป็นพระราชกุศล

โรงเส้นหมี่ชอเฮง เสริมทักษะอาชีพ ถวายเป็นพระราชกุศล

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.39 น.

บริษัท โรงเส้นหมี่ชอเฮง จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เส้นหมี่และแป้งประกอบอาหารและขนม “ตราช้างสามเศียร” นำโดย ศราวุธ วงศ์สุรไกร ประธาน จัดโครงการฝึกอาชีพ “แป้งข้าวขนมไทยนานาชาติ” ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 71 พรรษา 2 เมษายน 2569 ซึ่งจัดเป็นครั้งที่ 3 ณ ชอเฮง-เอราวัณ(ช้างสามเศียร)  บริษัท โรงเส้นหมี่ชอเฮง จำกัด อ.สามพราน จ.นครปฐม

ทิพาพร เพชรฉาย สร.โรตารีพญาไท, บงกช ไชยชุมพร มูลนิธิเพื่อสถาบันราชานุกูลฯ, พล.ร.อ.ประพฤติพร อักษรมัต นายกสมาคมอัสสัมชัญ, ดร.สุวรรณา วงศ์สุรไกร นายกสหสมาคมศิษย์เซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร, เบญจมาศ รุจิรวงศ์ นายกสมาคมสตรีไทยฯ, ศราวุธ วงศ์สุรไกร ประธาน บจ.โรงเส้นหมี่ชอเฮง, รัญชา บริบาลบุรีภัณฑ์ ผู้ว่าการภาค ภูมิภาค 17 ซอนต้า อินเตอร์แนชชั่นแนล และ นันทวรรณ (วงศ์สุรไกร) โชติวิจิตร ฝ่ายสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ชอเฮง เอราวัณช้างสามเศียร

โครงการฝึกอาชีพ “แป้งข้าวขนมไทยนานาชาติ” บริษัท โรงเส้นหมี่ชอเฮง จำกัด ได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย อาทิ โรตารี พญาไท, มูลนิธิเพื่อสถาบันราชานุกูล ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์, สมาคมอัสสัมชัญ, สหสมาคมศิษย์เซนต์ เดอ ชาร์ตร, สมาคมสตรีไทยแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์, ซอนต้า อินเตอร์เนชั่นแนล ภูมิภาค 17 จัดขึ้นเพื่อฝึกทักษะอาชีพการทำขนมไทยและนานาชาติจากแป้งตราจ้างสามเศียร และผลิตภัณฑ์ในเครือโรงเส้นหมี่ชอเฮง โดยปีนี้มีเยาวชน ครูเกษียณ และผู้มีรายได้น้อยที่ต้องการฝึกอาชีพเพื่อเสริมสร้างรายได้เข้าร่วมอบรมจำนวน 120 คน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวและธัญพืชไทย ลงมือฝึกปฏิบัติทำขนมฝรั่งกุฎีจีน ขนมไดฟุกุไส้สตรอเบอรี่และถั่วแดงกวน ขนมบัวลอย ปิดท้ายด้วยการแนะนำสื่อสร้างสรรค์ “เอราวัณอีบุ๊คแบ่งปัน” แหล่งรวมสาระความรู้ดีๆ   ที่สามารถนำไปต่อยอดได้ พร้อมรับแป้งจากข้าวที่สามารถใช้ทดแทนแป้งสาลี เหมาะสำหรับผู้แพ้กลูเต็นให้นำกลับไปฝึกมือที่บ้าน

ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ไทยหรือ “วันสงกรานต์” ที่กำลังจะมาถึง ภายหลังเสร็จสิ้นการฝึกอบรมยังได้จัดให้มีการรดน้ำดำหัวขอพรผู้ใหญ่ใจดีที่ทำให้เกิดโครงการดีๆ แบบนี้อีกด้วย