สหรัฐฯ ทลายเครือข่ายมาเฟียอินเดียข้ามชาติ รวบ 24 ผู้ต้องหา โยงคดีสังหารแกนนำซิกข์ในแคนาดา

สหรัฐฯ ทลายเครือข่ายมาเฟียอินเดียข้ามชาติ รวบ 24 ผู้ต้องหา โยงคดีสังหารแกนนำซิกข์ในแคนาดา

8 ก.ค. 2569 11:17 น.

สหรัฐฯ ทลายเครือข่ายมาเฟียอินเดียข้ามชาติ รวบ 24 ผู้ต้องหา โยงคดีสังหารแกนนำซิกข์ในแคนาดา

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ แคนาดา และยุโรป เปิดปฏิบัติการร่วมภายใต้ชื่อ “Operation Hard Ball” กวาดล้างเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติจากอินเดีย จับกุมผู้ต้องหาได้ 24 คน พร้อมตั้งข้อหาผู้เกี่ยวข้องรวม 37 คน ในคดีอาชญากรรมร้ายแรงหลายประเภท รวมถึงการลอบสังหารนายฮาร์ดีป ซิงห์ นิจจาร์ นักเคลื่อนไหวชาวซิกข์ในแคนาดาเมื่อปี 2023 ซึ่งเคยจุดชนวนความตึงเครียดทางการทูตระหว่างแคนาดากับอินเดีย

นายบิล เอสเซย์ลี อัยการสหรัฐฯ พร้อมด้วยตัวแทนจากสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) กองบัญชาการตำรวจลอสแอนเจลิส (LAPD) และสำนักงานตำรวจสหพันธรัฐแคนาดา (RCMP) ได้ร่วมกันแถลงความคืบหน้าใน “ปฏิบัติการฮาร์ดบอล” (Operation Hard Ball) ซึ่งเป็นการประสานงานร่วมกันของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในสหรัฐฯ แคนาดา และยุโรป เพื่อทลายเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติของอินเดีย

ปฏิบัติการในครั้งนี้มีการสั่งฟ้องผู้ต้องหารวมทั้งหมด 37 ราย ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับ 3 เครือข่ายอาชญากรรมรายใหญ่ของอินเดีย โดยเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัวไว้ได้แล้ว 24 ราย และกำลังเร่งล่าตัวผู้หลบหนีอีก 10 ราย ซึ่งอยู่ในสหรัฐฯ 7 ราย, อินเดีย 2 ราย และยุโรป 1 ราย กลุ่มอาชญากรเหล่านี้เผชิญข้อหาหนักหลายกระทง ตั้งแต่การกรรโชกทรัพย์, ลักพาตัว, ค้าอาวุธปืน, ค้ายาเสพติด, ขู่กรรโชก ไปจนถึงการฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

โดยมีการสั่งฟ้องนายลอว์เรนซ์ บิชนอย แกนนำกลุ่มอาชญากรที่มีอิทธิพลในรัฐปัญจาบของอินเดีย ซึ่งปัจจุบันถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำที่อินเดีย และ นายสตินเดอร์จีต ซิงห์ เพื่อนสนิทในวัยเด็ก ในข้อหาร่วมกันบงการลอบสังหาร นายฮาร์ดีป ซิงห์ นิจจาร์ แกนนำผู้เรียกร้องเอกราชชาวซิกข์วัย 45 ปี ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตบริเวณหน้าวัดซิกข์ในแคนาดาเมื่อปี 2023

เจ้าหน้าที่ระบุว่า นายบิชนอย สร้างภาพลักษณ์ในที่สาธารณะว่าเป็น “ผู้รักชาติ” และเคร่งศาสนา เพื่อดึงดูดและรับสมัครวัยรุ่นเข้าสู่แก๊งในอินเดียและสหรัฐฯ แต่ใช้โทรศัพท์สั่งการจากในเรือนจำอินเดีย นำพาเครือข่ายก่อคดี ทั้งการฆ่าล้างบางศัตรูทางการเมือง การเรียกค่าไถ่ และการค้ามนุษย์ข้ามทวีป

คดีฆาตกรรมนายนิจจาร์ในปี 2023 นั้น เคยกลายเป็นชนวนเหตุความขัดแย้งทางการทูตครั้งใหญ่ ระหว่างแคนาดาและอินเดีย หลังจากที่ นายจัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา ออกมาเปิดเผยว่ามี “หลักฐานที่เชื่อถือได้” ว่ารัฐบาลอินเดียอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของนิจจาร์ ซึ่งส่งผลให้ทั้งสองประเทศสั่งขับไล่นักการทูตของอีกฝ่ายตอบโต้กันอย่างรุนแรงในเวลานั้น

นอกเหนือจากแก๊งของบิชนอยแล้ว การสืบสวนที่ยาวนานกว่า 2 ปีของเจ้าหน้าที่ยังนำไปสู่การทลายอีก 2 องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่มีสมาชิกกระจายตัวอยู่ในหลายประเทศ อาทิ สหรัฐฯ, แคนาดา, สหราชอาณาจักร, โปรตุเกส, ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

หนึ่งในนั้นคือแก๊งของ นายจักกู ภักวันปูเรีย อดีตพันธมิตรที่ผันตัวมาเป็นอริกับนายบิชนอย ซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำอินเดียเช่นกัน โดยนายภักวันปูเรียได้สร้างเครือข่ายมาเฟียที่มีสมาชิกมากกว่า 1,000 คนทั่วโลก เผชิญข้อหารับจ้างฆ่า, ค้าอาวุธ และเรียกค่าไถ่ ทั้งในสหรัฐฯ และแคนาดา

รายงานระบุเพิ่มว่า สมาชิกแก๊งเหล่านี้ในสหรัฐฯ มีพฤติกรรมอุกอาจด้วยการบุกปล้นยาเสพติดล็อตใหญ่จากแก๊งค้ายารายอื่นในรัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อนำมาขายต่อทั่วประเทศและส่งข้ามแดนไปยังแคนาดา นอกจากนี้ ยุทธวิธีการทำงานของพวกเขายังรวมถึงการใช้ความสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่ทุจริตในอินเดีย เพื่อกลั่นแกล้งและตามล่ากลุ่มคู่อริ หรือผู้ที่ให้ความร่วมมือกับตำรวจ ยิ่งไปกว่านั้น พบว่ามีผู้ต้องหารายหนึ่งสามารถสั่งการเครือข่ายค้ายาได้แม้กระทั่งในระหว่างที่ถูกคุมขังอยู่ในศูนย์กักกันตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ (ICE) ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเร่งสอบสวนว่าลักลอบสื่อสารออกไปได้อย่างไร

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยังได้สั่งฟ้อง นายราวินเดอร์ ซิงห์ ดันดา อายุ 57 ปี จากเมืองแวนคูเวอร์ แคนาดา พร้อมพวกรวม 11 คน ในข้อหาลักลอบขนส่งยาเสพติดข้ามชาติรายใหญ่ โดยนำเข้าโคเคนและเมทแอมเฟตามีน น้ำหนักหลายร้อยกิโลกรัมต่อสัปดาห์จากสหรัฐฯ เข้าสู่แคนาดา.

ที่มา Associated Press / AFP

ดินถล่มจีนดับพุ่ง 21ศพ จนท.ยุติค้นหาแล้ว ขณะพายุถล่มหลายมณฑล ดับรวมกว่า 38 ศพ

ดินถล่มจีนดับพุ่ง 21ศพ จนท.ยุติค้นหาแล้ว ขณะพายุถล่มหลายมณฑล ดับรวมกว่า 38 ศพ

8 ก.ค. 2569 10:11 น.

ดินถล่มจีนดับพุ่ง 21ศพ จนท.ยุติค้นหาแล้ว ขณะพายุถล่มหลายมณฑล ดับรวมกว่า 38 ศพ

ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุดินถล่มมณฑลกานซู่ เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 21 ศพ โดยเจ้าหน้าที่ได้ยุติภารกิจค้นหาและกู้ภัยแล้ว  ขณะที่พายุฝนและฝนตกหนักในภาคกลางและภาคใต้ยังมีตายเพิ่ม

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดินถล่มในหมู่บ้านเหรินชาง อำเภอต่างชาง มณฑลกานซู่ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 21 คน หลังเกิดเหตุดินถล่มเมื่อช่วงเช้าวันอังคาร (7 ก.ค.) ฝังกลบผู้คนรวม 33 คน โดยเจ้าหน้าที่ได้ยุติภารกิจค้นหาและกู้ภัยแล้ว

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 06.56 น. ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้หน่วยกู้ภัยระดมกำลังเข้าช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ขณะที่ทางการจีนจัดสรรงบประมาณ 30 ล้านหยวน หรือราว 4.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

ขณะเดียวกัน จีนยังเผชิญสภาพอากาศเลวร้ายในหลายพื้นที่ โดยพายุฝนและฝนตกหนักในภาคกลางและภาคใต้ทำให้มีผู้เสียชีวิตอีกประมาณ 17 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 330 คน

ในมณฑลหูเป่ย พายุฝนฟ้าคะนองส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 14,600 คน บ้านเรือนพังถล่มมากกว่า 20 หลัง และเสียหายอีกกว่า 4,800 หลัง นอกจากนี้ยังมีผู้สูญหายอย่างน้อย 1 คน

ส่วนเมืองหวงกังเผชิญพายุทอร์นาโดระดับ EF2 ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับคลังสินค้าและศูนย์โลจิสติกส์ โดยแรงลมพัดรถบรรทุกหลายคันเคลื่อนที่ไกลถึง 30 เมตร

ด้านเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของประเทศ มีประชาชนหลายหมื่นคนต้องอพยพ หลังแม่น้ำและลำน้ำกว่า 40 สาย เอ่อล้นตลิ่ง และน้ำทะลักผ่านเขื่อนอ่างเก็บน้ำ ขณะที่อ่างเก็บน้ำ 341 แห่ง มีระดับน้ำสูงเกินเกณฑ์ควบคุมน้ำท่วม และสถานีวัดระดับน้ำ 56 แห่ง มีระดับน้ำสูงเกินระดับเตือนภัย

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเตือนว่า หลายพื้นที่ยังมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดดินถล่ม การพังทลายของคันกั้นน้ำ และโครงสร้างอาคารเสียหาย เนื่องจากดินและเขื่อนอุ้มน้ำจากฝนที่ตกต่อเนื่องเป็นเวลานาน ส่งผลให้ระบบประปา ถนน ระบบไฟฟ้า และโครงข่ายสื่อสารในหลายเมืองได้รับความเสียหายอย่างหนัก

ขณะที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง สั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งเดินหน้าปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มกำลัง ส่วนกระทรวงทรัพยากรน้ำของจีนเตือนว่า พื้นที่ในกว่างซีและบางส่วนของมณฑลกวางตุ้งยังคงเผชิญฝนตกหนักต่อเนื่อง และต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมและดินถล่มอย่างใกล้ชิด.

ที่มา : channelnewsasia

อุตุฯ เกาหลีใต้เตือนฝนมรสุมถล่มทั่วประเทศถึงวันพฤหัสฯ บางพื้นที่ปริมาณฝนสะสมเกิน 200 มม.

อุตุฯ เกาหลีใต้เตือนฝนมรสุมถล่มทั่วประเทศถึงวันพฤหัสฯ บางพื้นที่ปริมาณฝนสะสมเกิน 200 มม.

8 ก.ค. 2569 09:12 น.

อุตุฯ เกาหลีใต้เตือนฝนมรสุมถล่มทั่วประเทศถึงวันพฤหัสฯ บางพื้นที่ปริมาณฝนสะสมเกิน 200 มม.

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาเกาหลีใต้เตือนฝนมรสุมตกหนักทั่วประเทศต่อเนื่องถึงวันพฤหัสบดี หลายพื้นที่เสี่ยงฝนสะสมเกิน 200 มิลลิเมตร รัฐบาลสั่งทุกจังหวัดเตรียมรับมืออุทกภัย

วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวยอนฮัป รายงานว่า สำนักงานอุตุนิยมวิทยาเกาหลี (Korea Meteorological Administration: KMA) คาดการณ์ว่า ฝนจากฤดูมรสุมจะตกหนักปกคลุมทั่วเกาหลีใต้ตลอดวันพุธ และมีแนวโน้มตกต่อเนื่องไปจนถึงวันพฤหัสบดี โดยบางพื้นที่อาจมีปริมาณฝนสะสมมากกว่า 200 มิลลิเมตร

รายงานระบุว่า พื้นที่กรุงโซลและปริมณฑล พื้นที่ตอนในของจังหวัดคังวอน รวมถึงจังหวัดชุงชองใต้ มีฝนตกมาตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา ก่อนที่แนวฝนจะขยายปกคลุมทั่วประเทศ โดยมีสาเหตุมาจาก แนวปะทะอากาศที่เคลื่อนตัวขึ้นลงเหนือคาบสมุทรเกาหลี พร้อมกันนี้คาดว่า พื้นที่กรุงโซลและปริมณฑล พื้นที่ภูเขาและพื้นที่ตอนในของจังหวัดคังวอน รวมถึงตอนกลางและตอนเหนือของจังหวัดคย็องซังเหนือ จะมีฝนตกสะสมประมาณ 50-100 มิลลิเมตร จนถึงวันพฤหัสบดี 

ขณะที่จังหวัดชุงชองเหนือ จังหวัดชุงชองใต้ และจังหวัดช็อลลาเหนือ คาดว่าจะมีฝนตกสะสม 80-150 มิลลิเมตร และบางพื้นที่อาจมีฝนตกหนักเกิน 200 มิลลิเมตร แม้หลายพื้นที่คาดว่าฝนจะเริ่มซาลงในคืนวันพฤหัสบดี แต่บริเวณกรุงโซลและปริมณฑล รวมถึงพื้นที่ภูเขาและพื้นที่ตอนในของจังหวัดคังวอน อาจยังมีฝนตกต่อเนื่องไปจนถึงช่วงเช้าวันศุกร์

ด้านนายยุน โฮ-จอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและความปลอดภัยของเกาหลีใต้ สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเตรียมความพร้อมรับมือผลกระทบจากฝนตกหนัก พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่จังหวัดคย็องกี จังหวัดชุงชองใต้ และอีก 5 พื้นที่ เพื่อติดตามมาตรการป้องกันและรับมือสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานตรวจสอบแผนอพยพประชาชน เตรียมมาตรการด้านความปลอดภัย และประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลกลางกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อป้องกันความสูญเสียจากฝนตกหนักที่อาจเกิดขึ้น.

ที่มา Yonhap

ระเบิดเขย่ากรุงดามัสกัส เจ็บอย่างน้อย 18 คน ระหว่างผู้นำฝรั่งเศสเยือนซีเรียครั้งประวัติศาสตร์

ระเบิดเขย่ากรุงดามัสกัส เจ็บอย่างน้อย 18 คน ระหว่างผู้นำฝรั่งเศสเยือนซีเรียครั้งประวัติศาสตร์

8 ก.ค. 2569 08:44 น.

ระเบิดเขย่ากรุงดามัสกัส เจ็บอย่างน้อย 18 คน ระหว่างผู้นำฝรั่งเศสเยือนซีเรียครั้งประวัติศาสตร์

เกิดเหตุระเบิด 2 ครั้งซ้อนในกรุงดามัสกัส ในระหว่างที่ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเยือนซีเรียครั้งประวัติศาสตร์ ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 18 คน และสร้างความเสียหายให้กับรถยนต์รวมถึงอาคารโดยรอบ

เหตุระเบิดดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันอังคาร (8 ก.ค.) ตามเวลาในท้องถิ่น ในระหว่างที่นายเอ็มมานูเอล มาครงประธานาธิบดีฝรั่งเศส กำลังอยู่ระหว่างการเยือนซีเรียอย่างเป็นทางการเพื่อพบหารือกับนายอาห์หมัด อัล ชารา ประธานาธิบดีซีเรีย 

กระทรวงมหาดไทยซีเรียเปิดเผยว่า จุดเกิดเหตุอยู่ในพื้นที่พลุกพล่านของกรุงดามัสกัส แรงระเบิดทำให้กระจกอาคารจำนวนมากแตกกระจาย ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยกู้ภัยเร่งเข้าปิดล้อมพื้นที่ พร้อมส่งทีมสืบสวนเข้าตรวจสอบหาสาเหตุของเหตุระเบิด

ภาพจากพื้นที่เผยให้เห็นรถตู้คันหนึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนัก ขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเข้าตรวจสอบความมั่นคงของอาคารโดยรอบ และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงนำสุนัขดมกลิ่นเข้าค้นหาวัตถุต้องสงสัย เพื่อป้องกันเหตุระเบิดซ้ำ

ชาวเมืองดามัสกัสรายหนึ่งเปิดเผยว่า ขณะกำลังอยู่ในร้านค้า ได้ยินเสียงระเบิดครั้งแรก ก่อนที่ตำรวจจะเข้ามาควบคุมพื้นที่ และเพียงประมาณ 5 นาทีต่อมา ก็เกิดระเบิดลูกที่สองขึ้น

เขายังระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศและเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับการเดินทางเยือนของประธานาธิบดีฝรั่งเศส ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างฝรั่งเศสกับซีเรีย

เหตุระเบิดครั้งนี้นับเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาล อาหมัด อัล-ชาราที่ขึ้นสู่อำนาจหลังเป็นผู้นำฝ่ายกบฏโค่นล้มรัฐบาลของ บาชาร์ อัล อัสซาด ในปี 2024 และยุติสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมานานกว่า 14 ปี

ทั้งนี้ การเยือนของประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ถือเป็นการเดินทางเยือนซีเรียของผู้นำชาติตะวันตกรายสำคัญคนแรก นับตั้งแต่รัฐบาลชุดใหม่เข้าบริหารประเทศ ก่อนที่เขาจะเดินทางต่อไปยังกรุงอังการา ประเทศตุรกี เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำองค์การนาโตในวันเดียวกัน.

ที่มา : BBC

ระทึก! คานเหล็กอาคารก่อสร้างในแมนฮัตตันโก่งตัว สั่งอพยพคน-ปิดถนน หวั่นอาคารทรุดถล่ม

ระทึก! คานเหล็กอาคารก่อสร้างในแมนฮัตตันโก่งตัว สั่งอพยพคน-ปิดถนน หวั่นอาคารทรุดถล่ม

8 ก.ค. 2569 08:22 น.

ระทึก! คานเหล็กอาคารก่อสร้างในแมนฮัตตันโก่งตัว สั่งอพยพคน-ปิดถนน หวั่นอาคารทรุดถล่ม

ระทึกกลางนครนิวยอร์ก หลังอาคารสูงที่อยู่ระหว่างปรับปรุงในแมนฮัตตัน เสาและคานโก่งตัว พื้นอาคารแอ่น จนต้องอพยพผู้คนจากอาคารและพื้นที่โดยรอบ พร้อมปิดถนนหลายสาย เร่งประเมินความเสี่ยงหวั่นพังถล่ม

เกิดเหตุระทึกกลางย่านแมนฮัตตัน นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ เมื่ออาคารสูงที่อยู่ระหว่างปรับปรุงเพื่อดัดแปลงเป็นอพาร์ตเมนต์หรูเกิดความผิดปกติของโครงสร้าง หลังเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่าเสาและคานบางส่วนโก่งตัว ขณะที่พื้นอาคารแอ่นลง ทำให้ต้องเร่งอพยพคนงานและผู้ที่อยู่ในอาคารใกล้เคียง พร้อมปิดถนนหลายสายเพื่อความปลอดภัย

อาคารดังกล่าวเป็นอาคารสำนักงานที่ก่อสร้างมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 และเคยเป็นสำนักงานใหญ่ระดับโลกของบริษัทยาไฟเซอร์ ตั้งอยู่ในย่านมิดทาวน์แมนฮัตตัน ซึ่งเป็นศูนย์กลางธุรกิจของนครนิวยอร์ก ใกล้ทั้งอาคารไครส์เลอร์ , สถานี Grand Central Terminal และสำนักงานใหญ่สหประชาชาติ

เหตุการณ์เริ่มขึ้นในช่วงเวลาเร่งด่วนราว 08.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หลังมีผู้แจ้งว่าอาจมีเศษอิฐร่วงลงมาจากอาคาร ทำให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและหน่วยกู้ภัยเร่งเข้าตรวจสอบ แม้ภายหลังกรมอาคารของนครนิวยอร์กจะระบุว่ายังไม่พบหลักฐานยืนยันว่ามีวัสดุตกจากตัวอาคาร แต่การตรวจสอบกลับพบว่าโครงสร้างบางส่วนเกิดการโก่งตัวและยังคงมีการเคลื่อนตัว จึงต้องยกระดับมาตรการความปลอดภัยทันที

นายโซห์ราน มัมดานี นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก เปิดเผยว่า ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และคนงานทุกคนได้รับการตรวจสอบจนครบถ้วนแล้ว พร้อมประกาศปิดพื้นที่ตั้งแต่ถนนสายที่ 40 ถึงสายที่ 45 ระหว่างถนนสายที่ 1 และสายที่ 3 ห้ามทั้งรถยนต์และประชาชนผ่านเข้าออก จนกว่าจะมั่นใจว่าอาคารมีความปลอดภัย

ด้านเจ้าหน้าที่เมืองนิวยอร์กใช้โดรนบินสำรวจสภาพอาคารจากภายนอก เพื่อลดความเสี่ยงในการส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปภายใน ขณะเดียวกันวิศวกรและเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินกำลังเข้าตรวจสอบโครงสร้างเป็นรายชั้น เพื่อจัดทำแผนเสริมความแข็งแรงของอาคารและป้องกันการทรุดตัวเพิ่มเติม

แม้การประเมินเบื้องต้นจะมีสัญญาณในทางบวก แต่ทางการยังคงสั่งอพยพอาคารโดยรอบต่อไป รวมถึงโรงเรียนแห่งหนึ่งและสถานกงสุลอิสราเอลที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม เพื่อป้องกันความเสี่ยงหากโครงสร้างเกิดการเคลื่อนตัวเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ข้อมูลจากกรมอาคารนครนิวยอร์กยังระบุว่า โครงการก่อสร้างแห่งนี้เคยถูกสั่งปรับจากการละเมิดมาตรการด้านความปลอดภัยหลายครั้ง ทั้งกรณีเศษโลหะและกระจกตกจากอาคาร รวมถึงอุบัติเหตุที่คนงานตกจากบันไดระหว่างปฏิบัติงาน ทำให้เหตุการณ์ล่าสุดยิ่งสร้างความกังวลเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยของโครงการก่อสร้างแห่งนี้.

ที่มา : AP

ราคาน้ำมันพุ่ง หลังเรือถูกโจมตีใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ สหรัฐฯ ยกเลิกผ่อนปรนอิหร่าน

ราคาน้ำมันพุ่ง หลังเรือถูกโจมตีใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ สหรัฐฯ ยกเลิกผ่อนปรนอิหร่าน

8 ก.ค. 2569 08:03 น.

ราคาน้ำมันพุ่ง หลังเรือถูกโจมตีใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ สหรัฐฯ ยกเลิกผ่อนปรนอิหร่าน

ราคาน้ำมันโลกปรับตัวขึ้นกว่า 3% หลังอิหร่านโจมตีเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลวของกาตาร์ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่เกิดเหตุเรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตีต่อเนื่อง

วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังเกิดเหตุโจมตีเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของกาตาร์ ใกล้ ช่องแคบฮอร์มุซ โดยการโจมตีครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำความเปราะบางของข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ขณะที่ทั้งสองฝ่ายยังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อยุติสงคราม 

หลังเกิดเหตุ ราคาน้ำมันดิบเบรนต์  ซึ่งเป็นราคาน้ำมันอ้างอิงของตลาดโลก ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 3% อยู่ที่ 74.16 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือประมาณ 2,420 บาท  ส่วนราคาน้ำมันดิบ เวสต์เทกซัส อินเตอร์มีเดียต ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 2.8% ปิดที่ 70.44 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือประมาณ 2,300 บาท

ดร.มาเจด อัล อันซารี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ เปิดเผยว่า อิหร่านได้โจมตีเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว อัล-เรกายยัต (Al-Rekayyat) ของกาตาร์ ขณะเดินเรือใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมเรียกร้องให้อิหร่านยุติการกระทำที่บ่อนทำลายความมั่นคงในภูมิภาคและเป็นภัยต่อความปลอดภัยของการเดินเรือระหว่างประเทศ และยังระบุว่าอิหร่านต้องรับผิดชอบตามกฎหมายต่อความเสียหายและผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งหมด.

.

ที่มา CNBC

ทรัมป์รื้อฟื้นปมกรีนแลนด์ ก่อนประชุมนาโต ขู่ถอนทหารจากยุโรป

ทรัมป์รื้อฟื้นปมกรีนแลนด์ ก่อนประชุมนาโต ขู่ถอนทหารจากยุโรป

8 ก.ค. 2569 07:04 น.

ทรัมป์รื้อฟื้นปมกรีนแลนด์ ก่อนประชุมนาโต ขู่ถอนทหารจากยุโรป

ทรัมป์รื้อฟื้นประเด็นเรื่องกรีนแลนด์อีก โดยระบุก่อนรวมเวทีประชุมนาโตว่า เกาะแห่งนี้ควรอยู่ในการปกครองของสหรัฐฯ พร้อมขู่ว่า จะถอนทหารออกจากประเทศในยุโรปที่คัดค้านเรื่องนี้ให้หมด

เมื่อวันอังคารที่ 7 ก.ค. 2569 ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รื้อฟื้นความพยายามของสหรัฐฯ ในการเข้าครอบครองกรีนแลนด์ พร้อมทั้งส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ อาจถอนกำลังพลของกองทัพทั้งหมดออกจากยุโรป เพื่อตอบโต้ต่อท่าทีของชาติยุโรปที่ยังคงเดินหน้าคัดค้านในประเด็นนี้

“ดินแดนเกาะแห่งนี้ ควรอยู่ภายใต้การควบคุมของสหรัฐอเมริกา” ทรัมป์กล่าวไม่นานหลังจากเดินทางถึงกรุงอังการา ประเทศตุรกี เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำประเทศสมาชิกนาโต

พันธมิตรผู้ร่วมลงนาม 32 ประเทศ รวมถึงเดนมาร์ก ซึ่งเป็นเจ้าของเกาะกรีนแลนด์ ตกอยู่ในสภาวะวิกฤตเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา หลังจากที่ทรัมป์เรียกร้องว่าสหรัฐฯ ต้องเข้าควบคุมดินแดนเกาะแห่งนี้ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ

ในการประชุมทวิภาคีกับประธานาธิบดี เรเจป ไตยิป เอร์โดอัน แห่งตุรกี เมื่อบ่ายวันอังคารตามเวลากรุงอังการา ทรัมป์ได้ระบายความอัดอั้นว่า การที่ยุโรปปฏิเสธที่จะโอนอ่อนตามความต้องการขยายดินแดนของเขาคือ “สิ่งที่ทำลายความสัมพันธ์ของผมกับนาโต”

“เพราะกรีนแลนด์ไม่ได้ช่วยอะไรเดนมาร์กเลย เดนมาร์กไม่ได้ใช้เงินเพื่อช่วยเหลือกรีนแลนด์อย่างจริงจัง แต่กรีนแลนด์เป็นส่วนสำคัญสำหรับสหรัฐอเมริกา” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าว

“และที่นั่นก็ถูกรายล้อมไปด้วยเรือของจีนและเรือของรัสเซีย ซึ่งเรื่องนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้ เรื่องเรือเหล่านั้นน่ะ มันจะเกิดขึ้นไม่ได้” เขากล่าว โดยย้ำคำกล่าวอ้างเกี่ยวกับภัยคุกคามทางการทหารจากต่างชาติที่มีต่อดินแดนปกครองตนเองแห่งนี้ ซึ่งเป็นข้อกล่าวอ้างที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านกรีนแลนด์ได้ปฏิเสธไปก่อนหน้านี้

ทรัมป์กล่าวต่อไปว่า กรีนแลนด์ “ควรอยู่ภายใต้การควบคุมของสหรัฐฯ ไม่ใช่เดนมาร์ก และในเมื่อพวกเขาไม่ยอมร่วมมือด้วย ประกอบกับเงินทั้งหมดที่เราต้องจ่ายไปเพื่อช่วยพวกเขาตั้งรับรัสเซีย — เราก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินก้อนนั้นอีกต่อไป”

“เราสามารถถอนทหารของเราทั้งหมดออกจากยุโรปได้” เขาเน้นย้ำ “เพราะอย่างที่คุณอาจจะสังเกตเห็นแล้วว่า ยุโรปในตอนนี้เป็นสถานที่ที่แตกต่างจากเมื่อ 20 ปีก่อนอย่างสิ้นเชิง”

“และพวกเขาควรจะระวังตัวให้ดี” ทรัมป์กล่าวต่อโดยพูดถึงยุโรปในภาพรวม “โดยเฉพาะเรื่องผู้อพยพและเรื่องพลังงาน หากพวกเขาไม่ระวังในสองสิ่งนี้ คุณก็จะไม่เหลือสิ่งที่เป็นยุโรปอีกต่อไป”

หลังจากนั้น เขาได้สั่งยุติการแถลงข่าวในส่วนที่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟัง

คำถามและความคิดเห็นของทรัมป์ได้ผลักดันให้กรีนแลนด์ ซึ่งเป็นเกาะขั้วโลกขนาดมหึมาที่มีประชากรเบาบางและพื้นที่ส่วนใหญ่ปกคลุมด้วยน้ำแข็ง ให้กลับมาอยู่ภายใต้สปอตไลท์ทางการเมืองระดับโลกอีกครั้ง

ความพยายามของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการครอบครองกรีนแลนด์ได้กลายเป็นประเด็นเดือดระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรปในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งมีชนวนเหตุมาจากการที่ทรัมป์กล่าวอ้างซ้ำๆ ว่าสหรัฐฯ จำเป็นต้องเข้าซื้อเกาะแห่งนี้ ขณะที่กลุ่มสมาชิกรัฐสภาของกรีนแลนด์ต่างยืนกรานว่าเกาะแห่งนี้ไม่ได้มีไว้ขาย

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ซึ่งก่อนหน้านี้ปฏิเสธที่จะตัดความเป็นไปได้ในการใช้กำลังทหารเพื่อผนวกดินแดนกรีนแลนด์ จู่ๆ ก็ออกมาประกาศว่า เขากับมาร์ก รุตเต เลขาธิการใหญ่นาโต ได้ร่วมกันจัดทำ “กรอบข้อตกลงในอนาคต” ที่เกี่ยวข้องกับดินแดนดังกล่าวแล้ว

นับตั้งแต่นั้นมา คณะทำงานซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากสหรัฐฯ เดนมาร์ก และกรีนแลนด์ ได้ร่วมประชุมหารือกันเพื่อหาแนวทางในการดำเนินงานขั้นต่อไป โดย ลาร์ส เลิกเกอ รัสมุสเซน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเดนมาร์ก กล่าวเมื่อปลายเดือนมิถุนายนว่า คณะทำงานจะสามารถหาข้อสรุปและทางออกร่วมกันได้ภายในสิ้นปีนี้

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความคิดเห็นต่อถ้อยแถลงล่าสุดของทรัมป์เกี่ยวกับกรีนแลนด์ อเล็กซานเดอร์ สตับบ์ ประธานาธิบดีฟินแลนด์ ก็ตอบว่า “ทำตัวให้เหมือนชาวอาร์กติกหน่อยครับ คือใจเย็นๆ (Cool) ไว้ก่อน หากเป็นเรื่องของความมั่นคงในแถบอาร์กติก ในกลุ่มพันธมิตรของเราก็มีถึง 7 ประเทศที่เป็นชาติในแถบอาร์กติกอยู่แล้ว”

เขากล่าวเสริมว่า “ฟินแลนด์ได้ฝึกฝนทหารมาแล้วถึง 1 ล้านนายในสภาพภูมิอากาศแบบอาร์กติก และโดยพื้นฐานแล้วพวกเราก็ใช้ชีวิตกันในสภาพแวดล้อมแบบอาร์กติกอยู่แล้ว ขอให้ตระหนักถึงข้อนี้ไว้ด้วยครับ และเราควรปล่อยให้กระบวนการเจรจาระหว่างชาวเดนมาร์ก ชาวอเมริกัน และชาวกรีนแลนด์ ดำเนินต่อไปจะดีกว่า”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnbc

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่ ตอบโต้ยิงเรือน้ำมันในฮอร์มุซ

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่ ตอบโต้ยิงเรือน้ำมันในฮอร์มุซ

8 ก.ค. 2569 04:55 น.

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่ ตอบโต้ยิงเรือน้ำมันในฮอร์มุซ

สหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีอิหร่านหลายระลอก เพื่อตอบโต้ที่อิหร่านยิงอาวุธเข้าใส่เรือพาณิชย์ 3 ลำในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งสหรัฐฯ ประณามว่าเป็นการละเมิด MOU

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (Centcom) แถลงว่า กองทัพเริ่มปฏิบัติการโจมตีอิหร่านในวันพุธที่ 8 ก.ค. 2569 ตามเวลาท้องถิ่นเพื่อ “ลงโทษอย่างรุนแรง” ที่เตหะรานพุ่งเป้าโจมตีเรือพาณิชย์ที่มีลูกเรือผู้บริสุทธิ์ปฏิบัติงานอยู่ ในเส้นทางเดินเรือสากล

ข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักร (UKMTO) ระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันทั้ง 3 ลำถูกโจมตีได้รับความเสียหาย ในช่วง 24 ชั่วโมงระหว่างวันจันทร์และวันอังคาร

ก่อนหน้านี้เมื่อวันอังคาร เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งกล่าวว่า อิหร่านจะต้องเผชิญกับผลลัพธ์ที่จะตามมา พร้อมทั้งประณามว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นเรื่องที่ “ไม่สามารถยอมรับได้อย่างสิ้นเชิง”

อย่างไรก็ตาม ทางฝั่งอิหร่านยังไม่ได้ออกมาอ้างความรับผิดชอบต่อการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันเหล่านั้น

ทั้งนี้ Centcom ระบุในแถลงการณ์ที่โพสต์ลงบนแพลตฟอร์ม X ว่า การโจมตีของสหรัฐฯ ครั้งนี้มีขึ้นเพื่อตอบโต้การโจมตีของอิหร่าน “การแสดงท่าทีก้าวร้าวของอิหร่านนั้นเป็นสิ่งที่ไร้ความชอบธรรม อันตราย และเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างชัดเจน”

ด้านกาตาร์และซาอุดีอาระเบียต่างก็ออกมาประณามการโจมตีดังกล่าวเช่นกัน โดยแต่ละประเทศระบุว่าเรือบรรทุกน้ำมันของตนถูกโจมตีขณะกำลังแล่นผ่านหรืออยู่ใกล้กับบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ

นอกจากนี้ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา สหรัฐฯ ประกาศยกเลิกการยกเว้นมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งก่อนหน้านี้เคยช่วยให้อิหร่านกลับมาขายน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมได้อีกครั้ง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ลงนามร่วมกันระหว่างรัฐบาลวอชิงตันและรัฐบาลเตหะรานเมื่อเดือนที่แล้ว

ประกาศที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เมื่อวันอังคารระบุว่า จะมีการผ่อนผันให้เป็นระยะเวลาสั้นๆ ไปจนถึงวันที่ 17 กรกฎาคม สำหรับการทำธุรกรรมต่างๆ ที่เคยได้รับอนุญาตภายใต้ข้อยกเว้นดังกล่าว เพื่อให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นก่อนสิ้นสุดผลบังคับใช้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เจ้าชายแฮร์รีแพ้คดี ฟ้องสื่อข้อหา สืบหาข้อมูลอย่างผิดกฎหมาย

เจ้าชายแฮร์รีแพ้คดี ฟ้องสื่อข้อหา สืบหาข้อมูลอย่างผิดกฎหมาย

8 ก.ค. 2569 04:30 น.

เจ้าชายแฮร์รีแพ้คดี ฟ้องสื่อข้อหา สืบหาข้อมูลอย่างผิดกฎหมาย

ศาลอังกฤษ ตัดสินให้เจ้าชายแฮร์รีกับคนดังอีกหลายคนแพ้คดีที่พวกเขาร่วมกันฟ้องร้องบริษัท Associated Newspapers ในข้อหาสืบหาข้อมูลอย่างผิดกฎหมายเพื่อมาเขียนข่าว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 7 ก.ค. 2569 ว่า เจ้าชายแฮร์รี ดยุกแห่งซัสเซกซ์ พร้อมด้วยผู้มีชื่อเสียงอีก 6 คน รวมถึง เซอร์เอลตัน จอห์น, เอลิซาเบธ เฮอร์ลีย์, ซาดี ฟรอสต์ และบารอนเนส ดอรีน ลอว์เรนซ์ แพ้คดีที่พวกเขายื่นฟ้องร้องบริษัท Associated Newspapers ผู้จัดพิมพ์หนังสือพิมพ์ Daily Mail และ Mail on Sunday ในข้อหาลักลอบสืบหาข้อมูลอย่างผิดกฎหมายเพื่อนำมาเขียนข่าว

ผู้พิพากษา จัสติส นิกคลิน ยกฟ้องข้อกล่าวหาทั้ง 97 ข้อ โดยระบุว่าฝ่ายโจทก์มีเพียง “ความสงสัย” ซึ่งศาลเข้าใจได้ว่าทำไมถึงสงสัย แต่ไม่สามารถแสดงหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่ามีการสืบหาข้อมูลอย่างผิดกฎหมายจริง

ในขณะเดียวกัน ผู้พิพากษายอมรับคำให้การและหลักฐานของนักข่าวฝั่ง Daily Mail ที่สามารถอธิบายที่มาของแหล่งข่าวได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และตัดสินว่าผู้บริหารระดับสูง 3 คนไม่ได้ให้การเท็จ

โฆษกของสำนักพิมพ์ระบุว่า คดีนี้ทำให้เสียเวลาศาลและสูญเสียค่าใช้จ่ายในกระบวนการยุติธรรมไปมากกว่า 50 ล้านปอนด์ (ราว 2.2 พันล้านบาท)

ฝั่งเจ้าชายแฮร์รี และ บารอนเนส ลอว์เรนซ์ ระบุในแถลงการณ์ร่วมกันว่า “พวกเรามาศาลเพื่อแสวงหาความยุติธรรมและความรับผิดชอบ แต่เรากลับไม่ได้รับมันเลย นี่คือการฟอกขาวอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งน่าเศร้าที่มันเป็นไปตามคาด”

ฝั่ง Associated Newspapers นาย พอล เดเคอร์ บรรณาธิการบริหาร กล่าวว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดเป็นเรื่องที่ “กุขึ้นมา” และไม่ควรนำมาฟ้องร้องตั้งแต่แรก พร้อมระบุว่านี่คือความถูกต้องและชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของสื่อมวลชน

คดีนี้ถือเป็นความพ่ายแพ้ครั้งสำคัญของเจ้าชายแฮร์รี หลังจากที่ก่อนหน้านี้พระองค์เคยชนะคดีลักษณะเดียวกันกับสื่อค่ายอื่น เช่น Mirror Group Newspapers และได้รับค่าเสียหายจากหนังสือพิมพ์ the Sun

ศาลจะมีกำหนดการไต่สวนเพิ่มเติมอีก 2 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ก.ค.

ทั้งนี้ เจ้าชายแฮร์รี กล่าวหา Daily Mail และ Mail on Sunday ว่า มีบทความถึง 14 ชิ้นที่เขียนขึ้นโดยใช้ข้อมูลส่วนพระองค์ที่ถูกรวบรวมมาอย่างผิดกฎหมาย

ขณะที่ เอลิซาเบธ เฮอร์ลีย์ ฟ้องร้องหลังจากถูกรายงานข่าวเรื่อง ข้อพิพาทกรณีการพิสูจน์ความเป็นพ่อเกี่ยวกับลูกชายของเธอกับ สตีฟ บิง นักธุรกิจชาวอเมริกัน

ส่วน ซาดี ฟรอสต์ ข้อเรียกร้องของเธอครอบคลุมบทความจำนวน 11 ชิ้น ซึ่งรวมถึงร่างสกู๊ปข่าวเกี่ยวกับการตั้งครรภ์นอกมดลูกของเธอด้วย

บารอนเนส ลอว์เรนซ์ กล่าวหาว่ามีบทความ 5 ชิ้นที่ใช้ข้อมูลที่ “ถูกขโมยไป” ซึ่งเป็นข้อมูลเกี่ยวกับตัวเธอและการสืบสวนคดีฆาตกรรม สตีเฟน ลูกชายของเธอ

เซอร์ เอลตัน จอห์น ฟ้องร้องในกรณีที่เกี่ยวข้องกับ การตีพิมพ์รายละเอียดเรื่องการลืมตาดูโลกของลูกชายที่เกิดจากการอุ้มบุญของเขากับสามีคือ เดวิด เฟอร์นิช โดยมีการนำใบสูติบัตรมาเปิดเผยก่อนที่ทั้งคู่จะได้รับเอกสารฉบับจริงของตัวเองเสียด้วยซ้ำ

ด้านเซอร์ ไซมอน ฮิวจ์ส กล่าวหา หนังสือพิมพ์ Mail ว่า “พร้อมที่จะแสวงหาผลประโยชน์จากเรื่องรสนิยมทางเพศของเขา” พร้อมทั้งอ้างถึงเหตุการณ์ในปี 2549 ที่ฮิวจ์สถูก “เปิดเผยตัวตนว่าเป็นรักเพศเดียวกัน บนหน้าแรกของหนังสือพิมพ์ The Sun”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ศาลฝรั่งเศสชี้ “มารีน เลอ เปน” ผิดจริง แต่เปิดทางชิงเก้าอี้ประธานาธิบดี

ศาลฝรั่งเศสชี้ “มารีน เลอ เปน” ผิดจริง แต่เปิดทางชิงเก้าอี้ประธานาธิบดี

8 ก.ค. 2569 03:05 น.

ศาลฝรั่งเศสชี้ “มารีน เลอ เปน” ผิดจริง แต่เปิดทางชิงเก้าอี้ประธานาธิบดี

ศาลอุทธรณ์ฝรั่งเศสตัดสินให้ มารีน เลอ เปน ผู้นำพรรคฝ่ายขวาจัดของฝรั่งเศส มีความผิดในข้อหาใช้เงินทุน EU ผิดวัตถุประสงค์ แต่ลดโทษต่างๆ ลง เปิดทางให้เธอสามารถลงชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีได้

เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2569 ศาลอุทธรณ์กรุงปารีสมีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่า มารีน เลอ เปน มีความผิดจริงในข้อหาใช้เงินทุนของสหภาพยุโรป (EU) ผิดวัตถุประสงค์ในช่วงปี 2547-2559 แต่ศาลลดโทษต่างๆ ของเธอลง ซึ่งเป็นการเปิดทางให้เธอสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสในเดือนเมษายน 2570 ได้

ศาลลดหย่อนโทษห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองนาน 5 ปีของ เลอ เปน ลงเหลือ 15 เดือน ส่วน 45 เดือนที่เหลือให้รอลงอาญา และศาลการลงโทษให้มีผลย้อนหลังไปถึงเดือนมีนาคม 2568 ในตอนที่มีการตัดสินความผิดครั้งแรก หมายความว่าในตอนนี้ เลอ เปน ถือว่าได้ชดใช้โทษดังกล่าวครบถ้วนแล้ว

ขณะที่โทษจำคุก 3 ปี ศาลลดให้เหลือรอลงอาญา 2 ปี และกักบริเวณในที่พักอาศัยเป็นเวลา 1 ปี โดยต้องสวมกำไลข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์ (EM) และโทษดังกล่าวก็ไม่ได้ตัดสิทธิ์ เลอ เปน จากการลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีอย่างสิ้นเชิง

ศาลอธิบายว่า พวกเขาได้ชั่งน้ำหนักระหว่างโทษการตัดสิทธิ์ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กับ “เสรีภาพในการลงสมัครรับเลือกตั้ง” และ “สิทธิ์ในการเลือกอย่างเสรีของผู้ออกเสียงลงคะแนน”

ศาลระบุว่าเป็นหน้าที่ของศาลในการประเมินว่าบทลงโทษนั้นได้สัดส่วนหรือไม่ แต่การลงสมัครรับเลือกตั้งและสิทธิ์ในการออกเสียงลงคะแนนนั้น ถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางประชาธิปไตย

ก่อนหน้านี้ เลอ เปน กล่าวย้ำหลายครั้งว่าเธอจะไม่ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีหากต้องสวมกำไลอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากเธอจะรู้สึกว่าไม่มี “เสรีภาพอย่างเต็มที่” ในการหาเสียง

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด เลอ เปน ประกาศในการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ว่า เธอจะลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีฝรั่งเศสในการรเลือกตั้งปี 2570 นี้ และเธอจะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาเพื่อคัดค้านคำพิพากษาในคดียักยอกทรัพย์

การยื่นอุทธรณ์ในครั้งนี้ส่งผลให้คำสั่งที่กำหนดให้เธอต้องสวมกำไลอิเล็กทรอนิกส์ถูกระงับไว้ชั่วคราว จนกว่าศาลศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาในคดีนี้ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นช่วงต้นปี 2027

ทั้งนี้ มารีน เลอ เปน ยังคงมีคะแนนนำในโพลสำรวจความคิดเห็น ในขณะที่เหลือเวลาอีกไม่ถึง 10 เดือนจะถึงการเลือกตั้ง โดยเธอเคยลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีมาแล้ว 3 ครั้ง โดยพ่ายแพ้ให้กับเอ็มมานูเอล มาครง 2 ครั้งติดต่อกัน แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ มาครงจะไม่สามารถลงสมัครได้อีกแล้ว เนื่องจากเป็นประธานาธิบดีครบ 2 สมัย

มาครงยังไม่แสดงความเห็นใดๆ ต่อคำตัดสินของศาล แต่คู่แข่งทางการเมืองต่างออกมาประณาม เลอ เปน อย่างรวดเร็ว โดย โอลิวิเยร์ โฟร์ จากพรรคสังคมนิยม (Socialists) เชื่อว่าเธอไม่ควรลงสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากผู้สมัครชิงตำแหน่งสูงสุดของฝรั่งเศสจำเป็นต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี ซึ่งในกรณีของเธอนั้นไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย

ด้าน มารีน ตงเดอลิเยร์ ผู้นำพรรคกรีนส์ (Greens) กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ตรงกันข้ามกับที่พรรคเนชันแนล แรลลี พยายามกล่าวอ้างซ้ำๆ เพราะ “ไม่มีการสมคบคิดกันในทางกฎหมายเพื่อเล่นงาน [เลอ เปน]… และคุณอาจพูดได้ด้วยซ้ำว่าเธอได้รับความปรานีอย่างมากแล้ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc