ดีป้ายกระดับทักษะ ‘Coding – AI’ เยาวชนไทย เฟ้นหาตัวแทนรอบภูมิภาคสู่เวทีระดับประเทศ

ดีป้ายกระดับทักษะ ‘Coding – AI’ เยาวชนไทย เฟ้นหาตัวแทนรอบภูมิภาคสู่เวทีระดับประเทศ

ดีป้ายกระดับทักษะ ‘Coding – AI’ เยาวชนไทย เฟ้นหาตัวแทนรอบภูมิภาคสู่เวทีระดับประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดีป้า เปิดฉากกิจกรรม Regional Coding & AI Competition ภาคกลางและภาคตะวันตก ภายใต้โครงการ Coding Thailand 2026: AI Inspires the Future เดินหน้าเสริมแกร่งทักษะ Coding และ AI แก่เยาวชนไทย ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา จนถึงอาชีวศึกษา มุ่งพัฒนาสมรรถนะและต่อยอดศักยภาพด้านเทคโนโลยีอย่างไร้ขีดจำกัด ผ่านเวิร์กชอปสุดเข้มข้น 3 วัน 2 คืน พร้อมหนุนสร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัลที่ใช้งานได้จริง เพื่อเฟ้นหาตัวแทนภูมิภาคสู่เวทีระดับประเทศ เข้าร่วมแข่งขันชิงทุนการศึกษาและทุนพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ทักษะดิจิทัล รวมมูลค่ากว่า 27 ล้านบาท

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) โดย ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า เป็นประธานเปิดกิจกรรม Regional Coding & AI Competition ภาคกลางและภาคตะวันตก ภายใต้โครงการ Coding Thailand 2026: AI Inspires the Future โดยมี ดร.จักกนิตต์ คณานุรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการพัฒนากำลังคนดิจิทัล ดีป้า, วิศิษฏ์ ไหมเพ็ชร ผู้จัดการสาขาภาคกลางตอนกลาง ดีป้า พร้อมด้วยผู้บริหารและผู้แทนจากเครือข่ายพันธมิตร ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นำโดย อรัญญา พรไชยะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร, ดร.ชนนิกานต์ จิรา ผู้อำนวยการ True Digital Academy, ญดา วงศ์ทองคำ รองผู้อำนวยการอาวุโส, รศ.ดร.ปัณรสี ฤทธิประวัติ กรรมการบริหาร บจก.โฟล ไอโน, โอม ศิวดิตถ์ National Technology Officer บจก.ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) และสถาบันการศึกษา ครู นักเรียน กว่า 400 คน เข้าร่วมงาน ณ ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ

โดยตลอดทั้ง 3 วันของกิจกรรม Regional Coding & AI Competition เข้มข้นด้วยกิจกรรมการพัฒนาทักษะเชิงปฏิบัติการ (Workshop) การพัฒนาต้นแบบ (Prototype) และ การนำเสนอ (Pitching) ซึ่งได้รับเกียรติจากคณาจารย์ ร่วมถ่ายทอดความรู้ และ ร่วมเป็นคณะกรรมการ อาทิ อ.ณัฏกฤษ สมดอก คณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, รศ.ดร.ต้องชนะ ทองทิพย์ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ, ผศ.ดร.ธีรภาพ อมรสวัสดิรักษ์ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ, ผศ.ดร.ภูมิ คงห้วยรอบ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, ผศ. ดร. ธนา อุดมศรีไพบูลย์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยพะเยา, ผศ.ดร.สุดชาย บุญโต คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, ผศ.สราวุธ จันทร์ผง วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

ทั้งนี้ กิจกรรม Regional Coding & AI Competition ภายใต้โครงการ Coding Thailand 2026: AI Inspires the Future จัดขึ้นใน 8 ครั้งทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (ภาคกลางและภาคตะวันตก), ชลบุรี (ภาคตะวันออก), เชียงใหม่ (ภาคเหนือตอนบน), อุบลราชธานี (ภาคอีสานตอนล่าง), พิษณุโลก (ภาคเหนือตอนล่าง), ขอนแก่น (ภาคอีสานตอนกลาง), สงขลา (ภาคใต้ตอนล่าง) และ ภูเก็ต (ภาคใต้ตอนบน) เพื่อผลักดันศักยภาพเยาวชนไทยสู่โลกดิจิทัล และเตรียมความพร้อมสู่อนาคตแห่งนวัตกรรม AI อย่างยั่งยืน โดยผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ Facebook Page: CodingThailand by depa

เวิร์กชอป ‘จัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์’ ปั้น ‘โรงแรมสีเขียว’ ตอบโจทย์ความยั่งยืน

เวิร์กชอป ‘จัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์’ ปั้น ‘โรงแรมสีเขียว’ ตอบโจทย์ความยั่งยืน

เวิร์กชอป ‘จัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์’ ปั้น ‘โรงแรมสีเขียว’ ตอบโจทย์ความยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

จังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมกับ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดสัมมนาและเวิร์กชอป “กลยุทธ์การจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์โรงแรม” ภายใต้โครงการการจัดการความรู้เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานโรงแรมที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน ผลักดันผู้ประกอบการในพื้นที่ปรับตัวสู่การเป็นโรงแรมความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral Hotel) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวระดับสากล โดยได้รับเกียรติจากนายธีระพงษ์ ช่วยชู รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานเปิดการสัมมนา มี รศ.ดร.ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง และ ผู้ประกอบการโรงแรมในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เข้าร่วมสัมมนา ณ โรงแรมแกรนด์ฟอร์จูน จ.นครศรีธรรมราช

นายธีระพงษ์ ช่วยชู รองผู้ว่าฯนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า จังหวัดนครศรีธรรมราชมีศักยภาพทางการท่องเที่ยวที่โดดเด่นมาก ทั้งในด้านธรรมชาติและวัฒนธรรม โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา เรามีนักท่องเที่ยวเข้ามามากกว่า 4.5 ล้านคน และมีโรงแรมรองรับกว่า 300 แห่ง การมุ่งสู่มาตรฐานโรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดสำคัญในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสร้างจุดแข็งใหม่ให้กับการท่องเที่ยวของจังหวัดอย่างยั่งยืน

ด้าน รศ.ดร.ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์ ในฐานะหัวหน้าโครงการดังกล่าว กล่าวว่า โครงการนี้มุ่งสร้างองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการโรงแรมให้สามารถนำแนวคิด Carbon Neutral Tourism (CNT) และ Net Zero Tourism (NZT) ให้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในเชิงธุรกิจ ตั้งแต่การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ การบริหารจัดการพลังงานและของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้โรงแรมในนครศรีธรรมราชพัฒนาไปสู่มาตรฐานการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมก้าวสู่มาตรฐานระดับประเทศและนานาชาติต่อไป

ภายในงานมีการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Less for More” การพัฒนาธุรกิจโรงแรมที่สร้างรายได้มากขึ้นด้วยการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และกิจกรรม “Meet the CEO” โดยผู้บริหารโรงแรมชั้นนำ ถ่ายทอดประสบการณ์และแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังจัดเวิร์กชอปด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ Carbon Neutral Tourism และ Net Zero Tourism เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำองค์ความรู้ไปปรับใช้ในการบริหารจัดการโรงแรมได้จริง

ยกระดับความปลอดภัย ‘ศูนย์เด็กเล็กคลองเตย’ เดินหน้านวัตกรรม ‘สีหน่วงไฟ’ ควบคู่ลด Food Waste

ยกระดับความปลอดภัย ‘ศูนย์เด็กเล็กคลองเตย’ เดินหน้านวัตกรรม ‘สีหน่วงไฟ’ ควบคู่ลด Food Waste

ยกระดับความปลอดภัย ‘ศูนย์เด็กเล็กคลองเตย’ เดินหน้านวัตกรรม ‘สีหน่วงไฟ’ ควบคู่ลด Food Waste

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ความร่วมมือระหว่างสีเบเยอร์ Beger, ศูนย์นาโนเทค และ Marriott International ภายใต้การสนับสนุนจาก กรุงเทพมหานคร และสำนักงานเขตคลองเตย เดินหน้าสานต่อพันธกิจด้าน “ความปลอดภัยและความยั่งยืน” อย่างเป็นรูปธรรม ประกาศความสำเร็จของ “จุดที่ 2” ณ มูลนิธิดวงประทีป ศูนย์เด็กเล็กชุมชนคลองเตย โดยโครงการได้ดำเนินการทาสีนวัตกรรมหน่วงไฟ พร้อมซ่อมแซมและปรับปรุงอาคารแล้วเสร็จสมบูรณ์ เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากอัคคีภัยในพื้นที่ชุมชนเมืองที่มีความหนาแน่นสูง

โดยนำนวัตกรรมมาใช้เพื่อความปลอดภัยกับเด็กเล็กในพื้นที่ที่เปราะบาง โครงการนี้ได้นำ “สีนวัตกรรมหน่วงไฟ” มาใช้จริงในอาคารเรียน ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยชะลอการลุกลามของเปลวไฟ ลดการแพร่กระจายความร้อน และเพิ่มเวลาในการอพยพกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ช่วยลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะในศูนย์เด็กเล็กที่ต้องการมาตรการความปลอดภัยสูงสุด

นอกจากการปรับปรุงสีที่โครงสร้างอาคารแล้ว ยังมีการจัดอบรมให้ความรู้แก่ครูและบุคลากรเกี่ยวกับแนวทางอพยพหนีไฟ การประเมินความเสี่ยง และการเตรียมความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน เพื่อให้สามารถดูแลเด็กๆได้อย่างปลอดภัยและเป็นระบบ ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงด้านความปลอดภัยทางกายภาพ แต่ยังเชื่อมโยงกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน โดยพันธมิตรยังคงดำเนินโครงการ “ลด Food Waste” ควบคู่กับการสนับสนุนชุมชนคลองเตย สะท้อนแนวคิดการใช้ “นวัตกรรมเพื่อสังคม” ที่สร้างผลลัพธ์ในหลายมิติ ทั้งความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต

ความสำเร็จของโครงการในครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นการปรับปรุงอาคารหนึ่งแห่ง แต่เป็นต้นแบบความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน หน่วยงานวิจัย และภาครัฐ ที่สามารถขยายผลสู่พื้นที่เปราะบางอื่นๆในเขตคลองเตยและพื้นที่เมืองทั่วประเทศ

ในระยะต่อไป ทั้ง3องค์กรมีแผนเดินหน้าขยายโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของอาคารในชุมชนเมือง พร้อมผลักดันโมเดล “Safety + Sustainability” ให้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

อ.อุเทน เปิดหลักฐานวรรณคดีสันสกฤต แหวนทองคำ ดอนยายทอง คือ ‘แหวนตรา’

อ.อุเทน เปิดหลักฐานวรรณคดีสันสกฤต แหวนทองคำ ดอนยายทอง คือ ‘แหวนตรา’

อ.อุเทน เปิดหลักฐานวรรณคดีสันสกฤต แหวนทองคำ ดอนยายทอง คือ ‘แหวนตรา’

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.15 น.

วันที่ 8 กรกฎษคม 2569 จากรณี กรมศิลปากร ออกมาเปิดเผยว่า ในการเก็บหลักฐานทางโบราณคดีจาก แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง ต.สมอพลือ อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี นักโบราณคดีได้พบแหวนทองคำ ซึ่งมีจารึกในลักษณะตราประทับ ข้อความว่า ‘ปุสรขิตส’ อ่าน-แปล โดย ดร.อุเทน วงศ์สถิตย์ อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร นั้น

ค้นพบข้อมูลใหม่โบราณคดี แหล่งอารยธรรมโบราณดอนยายทอง จังหวัดเพชรบุรี

พบแหวนทองคำมีจารึก อายุ 2 พันปี ขณะเก็บโครงกระดูกและโบราณวัตถุ แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง

เปิดคำจารึกบนแหวนทองคำ อายุ 2,000 ปี หลังขุดพบจากแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง เพชรบุรี

ล่าสุด ดร.อุเทน วงศ์สถิตย์ อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร โพสต์ข้อความผ่านเพจ “Tain Gree” ระบุว่า

หลักจากเผยแพร่คำอ่านจารึกอักษรพราหมีของแหวนทองที่ดอนยายทอง จ.เพชรบุรี มีคำถามหลังไมค์เข้ามาว่า ตัวจารึกบนแหวนกลับด้าน หรือ ไม่กลับด้าน

จึงขอยืนยันว่า ตามรูปเดิม คือ รูปที่ 1 ตัวอักษรกลับด้าน ดังนั้นจึงเป็น signet ring แหวนตรา แน่นอน

จากรูปเดิมต้องทำการ flip ให้กลับด้าน จึงสามารถอ่านออกตามภาพที่ 2

เพื่อให้เห็นว่า คติแหวนตราไม่ใช่สิ่งใหม่ในอินเดีย

จึงขอแสดงหลักฐาน “แหวนตรา signet ring หรือ มุทรา (Mudrā) ในวรรณคดีสันสกฤต”

เรื่องแหวนตราปรากฏในวรรณคดีสันสกฤต 3 เรื่องเป็นอย่างน้อย

1. รามายณะ (Rāmāyaṇa): แหวนในฐานะเครื่องยืนยันสัจจะและความหวังในบทสุนทรกัณฑ์ (Sundara Kāṇḍa) แห่งมหากาพย์รามายณะของวาลมีกิ ฉากการมอบแหวนตรา (อังคุลียกปรทาน) ถือเป็นจุดเปลี่ยนทางอารมณ์ที่สำคัญ เมื่อหนุมานลอบเข้ากรุงลงกาและพบนางสีดาในสวนอโศกวัน นางสีดาเกิดความระแวงว่าหนุมานคือทศกัณฐ์แปลงกายมา จนกระทั่งหนุมานได้ยื่นแหวนตราสลักพระนามพระราม (รามมุทรา) ให้แก่นาง ในบริบทนี้ แหวนตราทำหน้าที่เป็น “สาส์นตราตั้ง” (Credential) ที่พิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจของทักษะการทูต และเป็นสิ่งชุบชูจิตใจ (Life-restoring token) ที่ให้ความหวังเชิงประจักษ์แก่นางสีดาในยามวิกฤต (รูปที่ 3) ดังโศลกที่คุณ Maldivo Vedanidhi Giuseppe ได้โพสต์ไว้แล้ว

2. อภิชญานศากุนตลัม (Abhijñānaśākuntalam): แหวนในฐานะพยานแห่งความจริงและความทรงจำ

บทละครชิ้นเอกของกาลิทาส (Kālidāsa) สะท้อนฟังก์ชันของแหวนตราในฐานะ “สิ่งของเพื่อการจดจำ” (อภิชญาน) ท้าวทุษยันต์ได้มอบแหวนสลักพระนามให้แก่นางศกุนตลา ทว่านางกลับสูญเสียแหวนไปในแม่น้ำเนื่องจากวิบากกรรมแห่งคำสาปของฤๅษีทุรวาส ส่งผลให้กษัตริย์สูญเสียความทรงจำและปฏิเสธสถานะภรรยาของนาง จนกระทั่งชาวประมงพบแหวนในท้องปลาและนำมาถวัยคืน มนตราแห่งคำสาปจึงเสื่อมสลาย วรรณกรรมเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ในทัศนะของอินเดียโบราณ คำมั่นสัญญาทางวาจาอาจแปรเปลี่ยนและเลือนหายได้ แต่ “มุทรา” หรือพยานวัตถุทางกายภาพคือสิ่งเดียวที่ถือครองสัจจะอันติมะ (Ultimate Truth) ที่สามารถกู้คืนความชอบธรรมทางสังคมให้แก่ตัวละครได้ (รูปที่ 4)

3. มุทรากษส (Mudrārākṣasa): แหวนในฐานะเครื่องมือจารกรรมและอำนาจรัฐ

ในบทละครการเมืองเรื่อง มุทรากษส ของวิศาขทัตต์ (Viśākhadatta) ที่เชื่อว่าแต่งจากเรื่องราวดั้งเดิมสมัยพระเจ้าจันทรคุปตะ ตั้งราชวงศ์เมารยะนั้น แหวนตราถูกลดทอนนัยโรแมนติกลง แต่ถูกยกสถานะให้เป็นอาวุธในสงครามจิตวิทยา จาณักยะ เสนาธิการแห่งราชวงศ์เมารยะ ได้ใช้แหวนตราที่ยึดมาจากอมาตย์รากษส (เสนาบดีฝั่งตรงข้าม) มาทำการปลอมแปลงเอกสารราชการและปิดผนึกด้วยตราประทับนั้น เพื่อสร้างความแตกแยกในหมู่พันธมิตรของศัตรู วรรณกรรมเรื่องนี้สะท้อนภาพความเป็นจริงในเชิงประวัติศาสตร์ว่า ผู้ใดที่ครอบครองหรือเข้าถึงแหวนตราประจำตำแหน่ง ผู้นั้นย่อมสามารถสวมสิทธิ์ในการสั่งการกองทัพและกุมอำนาจรัฐบริหารไว้ได้ทั้งหมด (รูปที่ 5)

“ทรัมป์” ฉีกข้อตกลงหยุดยิงอิหร่าน ลั่นเป็น “พวกขยะ-คนป่วย” สั่งตัดสัมพันธ์การค้า “สเปน”

"ทรัมป์" ฉีกข้อตกลงหยุดยิงอิหร่าน ลั่นเป็น "พวกขยะ-คนป่วย" สั่งตัดสัมพันธ์การค้า "สเปน"

8 ก.ค. 2569 16:37 น.

“ทรัมป์” ฉีกข้อตกลงหยุดยิงอิหร่าน ลั่นเป็น “พวกขยะ-คนป่วย” สั่งตัดสัมพันธ์การค้า “สเปน”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวระหว่างการประชุมสุดยอดนาโตว่า ข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่าน “จบลงแล้ว” ตราหน้าผู้นำอิหร่านเป็นพวกตลบแตลงและไร้สติ พร้อมสั่งกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ตัดสัมพันธ์ทางการค้ากับสเปนทันที  ฐานเป็นพันธมิตรนาโตที่แย่ ไม่ยอมช่วยสหรัฐฯ ในสงครามอิหร่าน พร้อมลั่นยังไม่ล้มเลิกแผนฮุบ “กรีนแลนด์” จากเดนมาร์ก  การประกาศของทรัมป์ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานทันที 6%

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวระหว่างการเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต ที่กรุงอังการา ประเทศตุรกี โดยประกาศอย่างเป็นทางการว่า บันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่เพิ่งลงนามไปเมื่อวันที่ 17 มิถุนายนนั้น “ได้สิ้นสุดลงแล้ว” หลังจากเกิดเหตุการณ์ยิงปะทะทางอากาศและขีปนาวุธตอบโต้อย่างรุนแรงระหว่างกองทัพสหรัฐฯ และกองทัพพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ตลอดคืนที่ผ่านมา

เมื่อผู้สื่อข่าวทูลถามถึงสถานภาพของข้อตกลงหยุดยิง ทรัมป์ตอบกลับด้วยถ้อยคำที่ดุเดือดและเผ็ดร้อน โดยตราหน้ากลุ่มผู้นำอิหร่านว่าเป็น “พวกขยะ”  และ “คนบ้า”

“สำหรับผม ผมคิดว่ามันจบลงแล้ว ผมไม่อยากจะข้องแวะกับพวกเขาอีกต่อไป พวกนั้นมันเศษขยะ เป็นคนป่วย และถูกปกครองโดยกลุ่มคนที่มีอาการป่วยทางจิต พวกเขาเป็นพวกโหดร้าย รุนแรง และถ้าพวกเขามีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในมือ พวกเขาจะเอามันออกมาใช้แน่นอน” ทรัมป์ กล่าว “เราอุตส่าห์ทำข้อตกลงกัน ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ แต่พอทำสัญญาเสร็จ พวกเขากลับเดินออกไปล้อเลียนและให้ข่าวกับสื่อมวลชนว่าเราไม่เคยคุยกันเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ คนพวกนี้สมองมีปัญหา พวกเขาเป็นคนโกหก และการเจรจาด้วยมันเป็นเรื่องเสียเวลาโดยสิ้นเชิง”

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์แง้มว่าเขาอาจจะยอมให้ทีมเจรจาของเขา ซึ่งนำโดยนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ และนายจาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยของเขา ดำเนินการพูดคุยต่อไป แต่อยู่ที่ว่าทางอิหร่านจะยอมกลับมานั่งที่โต๊ะเจรจาอย่างจริงใจหรือไม่ ทันทีที่คำพูดของทรัมป์เผยแพร่ออกไป ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ พุ่งขึ้นทันที 6% แตะระดับ 78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปร่วงระนาว 1.6% จากความกังวลเรื่องภาวะเงินเฟ้อรอบใหม่

สอดคล้องกับสถานการณ์ดังกล่าว สำนักงานความปลอดภัยการบินแห่งสหภาพยุโรป (EASA) ได้ออกคำสั่งเตือนภัยขั้นสูงให้สายการบินพาณิชย์ทั้งหมด หลีกเลี่ยงการบินผ่านน่านฟ้าของประเทศอิหร่านและอิรักโดยเด็ดขาดไปจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2026

ไม่เพียงแต่เรื่องอิหร่าน ทรัมป์ยังใช้เวทีนาโตเปิดฉากโจมตีประเทศสมาชิกยุโรปอย่างรุนแรง โทษฐานที่ไม่ยอมให้ความช่วยเหลือทางการทหารแก่สหรัฐฯ ในช่วงสงครามอิหร่าน โดยทรัมป์ได้หันไปสั่งการ นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ให้ดำเนินการ “ตัดสัมพันธ์ทางการค้าและพาณิชย์ทั้งหมดกับประเทศสเปนทันที”

“เราไม่อยากทำธุรกิจการค้าใดๆ กับสเปนอีกต่อไป สเปนเป็นพันธมิตรที่แย่มากในนาโต พวกเขาไม่ยอมเข้าร่วมรบ และพวกเขาก็ไม่ยอมจ่ายเงิน” ทรัมป์ระบุอย่างไม่สบอารมณ์ ขณะที่ทำเนียบนายกรัฐมนตรีสเปนได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ทันควัน โดยพยายามลดกระแสความตึงเครียดว่า สเปนจะมองคำขู่ของทรัมป์เป็นเพียง “เรื่องปกติที่ต้องเจอในการทำธุรกิจ” และยืนยันว่าสเปนยังมีพรมแดนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่ดีเยี่ยมกับสหรัฐฯ และไม่ต้องการให้สิ่งใดมาเปลี่ยนมัน

นอกจากสเปนแล้ว ทรัมป์ยังวิจารณ์สหราชอาณาจักรที่ไม่ยอมให้ใช้ฐานทัพทั้งหมด และระบุว่าอิตาลี “แย่มาก” ในการสนับสนุนด้านฐานทัพ แม้ว่า นายมาร์ก รุตเต  เลขาธิการนาโตซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ ทรัมป์ จะพยายามช่วยชี้แจงว่า ยุโรปได้สนับสนุนสหรัฐฯ อย่างเต็มที่ โดยมีเครื่องบินรบถึง 5,000 ลำบินขึ้นจากสนามบินในยุโรปเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการในอิหร่าน และย้ำว่ายุโรปคือฐานกำลังหลักของสหรัฐฯ ก็ตาม

ความตึงเครียดในที่ประชุมยังลามไปถึงประเด็นดินแดนแถบอาร์กติก เมื่อทรัมป์ยอมรับว่าเขายังคงไม่พอใจนาโตและเดนมาร์กเกี่ยวกับกรณี “กรีนแลนด์”  เกาะทางยุทธศาสตร์ที่เขาเคยพยายามจะขอซื้อในสมัยดำรงตำแหน่งวาระแรก

“กรีนแลนด์เป็นปัญหาใหญ่สำหรับเรา มันมีความสำคัญต่อสหรัฐฯ มาก แต่ดันไม่มีความสำคัญอะไรเลยกับเดนมาร์ก เราจำเป็นต้องใช้มันเพื่อการปกป้องโลก ไม่ใช่แค่เพื่อสหรัฐฯ มันไม่ได้ช่วยอะไรเดนมาร์กเลย แต่ช่วยเราได้ ตอนที่เราต้องการพวกเขา พวกเขาไม่เคยอยู่ตรงนั้นเพื่อเรา ทั้งที่เราอยู่ช่วยพวกเขามาตลอด สหรัฐฯ แบกรับค่าใช้จ่ายในนาโตสูงเกินส่วนเพื่อปกป้องยุโรปจากรัสเซีย เราได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม”

ด้าน นางเมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีหญิงของเดนมาร์ก ได้ออกมายืนยันคำเดิมอย่างหนักแน่นก่อนหน้านี้ว่า รัฐบาลโคเปนเฮเกนมีจุดยืนที่ชัดเจนและไม่มีวันเปลี่ยนแปลงว่า “กรีนแลนด์ไม่ได้มีไว้ขาย” อย่างไรก็ดี นายมาร์ก รุตเต เลขาธิการนาโต พยายามไกล่เกลี่ยว่า สหรัฐฯ และเดนมาร์กจะยังคงยึดมั่นในข้อตกลงที่จะเปิดโต๊ะเจรจาเพื่อร่วมมือขยายขอบเขตการวางกำลังทหารของสหรัฐฯ บนเกาะกรีนแลนด์ในอนาคตต่อไป.

ที่มา Reuters / Al Jazeera

“ทรัมป์” ชม “นายกฯ อิตาลี” เป็นคน “ไนซ์” แต่ตำหนิไม่ช่วยสหรัฐฯ รับมืออิหร่าน

"ทรัมป์" ชม "นายกฯ อิตาลี" เป็นคน "ไนซ์" แต่ตำหนิไม่ช่วยสหรัฐฯ รับมืออิหร่าน

8 ก.ค. 2569 15:47 น.

“ทรัมป์” ชม “นายกฯ อิตาลี” เป็นคน “ไนซ์” แต่ตำหนิไม่ช่วยสหรัฐฯ รับมืออิหร่าน

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่า แม้ยังมองว่า “จอร์เจีย เมโลนี” นายกรัฐมนตรีอิตาลี เป็น “คนอัธยาศัยดี” แต่รู้สึกผิดหวังที่อิตาลีไม่ให้การสนับสนุนสหรัฐฯ ในการรับมือสถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่าน พร้อมระบุว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่าย “แย่ลงเล็กน้อย”

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวระหว่างเข้าร่วมการประชุมสุดยอดองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ที่กรุงอังการา ประเทศตุรกี โดยกล่าวว่า “ความสัมพันธ์ของผมกับเธอมันเริ่มแย่นิดหน่อย ก็เพราะเธอปฏิเสธที่จะช่วยเราเรื่องอิหร่าน เธอเลือกที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ มันเลยทำให้ความสัมพันธ์ของเราจืดจางลงไปบ้าง แต่ผมก็ยังชอบเธอนะ ผมคิดว่าจริงๆ แล้วเธอเป็นคนอัธยาศัยดีคนหนึ่งเลยล่ะ แต่ผมแค่คิดว่าในเรื่องนี้เธอทำผิดพลาดไปหน่อย”

คำกล่าวดังกล่าวถือเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดของข้อพิพาททางการทูตระหว่างผู้นำทั้งสอง ซึ่งเริ่มชัดเจนขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แม้ก่อนหน้านี้เมโลนีจะถูกมองว่าเป็นหนึ่งในพันธมิตรยุโรปที่ใกล้ชิดกับทรัมป์มากที่สุด โดยเธอเป็นผู้นำยุโรปเพียงคนเดียวที่เข้าร่วมพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ของทรัมป์ในปี 2568

ความสัมพันธ์เริ่มสั่นคลอนเมื่อเดือนที่ผ่านมา หลังทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ของอิตาลีว่า เมโลนีเคย “ขอร้อง” ให้เขาถ่ายภาพร่วมกันระหว่างการประชุมผู้นำ G7 ที่ฝรั่งเศส อย่างไรก็ตาม เมโลนีได้ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงพร้อมตอกกลับว่าทรัมป์กุเรื่องโกหกขึ้นมาเอง

ก่อนหน้านี้ เมโลนียังเคยวิจารณ์ทรัมป์กรณีโจมตีสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอ จากการที่พระองค์ทรงประณามสงครามกับอิหร่าน ขณะที่ทรัมป์ตอบโต้ด้วยการตำหนิรัฐบาลอิตาลีที่ไม่สนับสนุนความพยายามของสหรัฐฯ ในการเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

นอกจากนี้ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลอิตาลียังปฏิเสธไม่อนุญาตให้เครื่องบินทหารของสหรัฐฯ ลงจอดที่ฐานทัพอากาศซิโกเนลลา บนเกาะซิซิลี ก่อนเดินทางต่อไปยังตะวันออกกลาง โดยให้เหตุผลว่าสหรัฐฯ ไม่ได้ขออนุญาตจากรัฐบาลอิตาลีล่วงหน้าตามขั้นตอน

ก่อนการประชุมนาโตไม่นาน ทรัมป์ยังจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อีกครั้ง หลังโพสต์ภาพเมโลนีบนแพลตฟอร์มทรูธโซเชียล พร้อมข้อความว่า “RESTRAINING ORDER NEEDED” หรือ “ควรมีคำสั่งห้ามเข้าใกล้” ซึ่งถูกมองว่าเป็นการเหน็บแนมและยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองผู้นำตึงเครียดมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอิตาลีเลือกที่จะไม่ตอบโต้ถ้อยคำล่าสุดของทรัมป์ โดย อันโตนิโอ ทายานี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิตาลี กล่าวว่า รัฐบาลไม่มีความประสงค์จะขยายความขัดแย้ง เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ พร้อมระบุว่า “ทรัมป์เป็นคนที่ชอบยั่วยุ โดยเฉพาะผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และอิตาลีตัดสินใจว่าจะไม่ตอบโต้คำพูดลักษณะนี้อีก”

ขณะที่แหล่งข่าวใกล้ชิดนายกรัฐมนตรีเมโลนีเปิดเผยว่า เธอไม่มีแผนหลีกเลี่ยงการพบทรัมป์ระหว่างการประชุมที่กรุงอังการา และเชื่อว่าเธอสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม โดยอาจเลือกกล่าวทักทายผู้นำสหรัฐฯ “พร้อมรอยยิ้ม” เพื่อหลีกเลี่ยงการเพิ่มความตึงเครียดทางการทูต.

ที่มา Reuters

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟครั้งที่ 3 ในรอบสัปดาห์ เสียชีวิต-บาดเจ็บหลายราย

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟครั้งที่ 3 ในรอบสัปดาห์ เสียชีวิต-บาดเจ็บหลายราย

8 ก.ค. 2569 14:33 น.

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟครั้งที่ 3 ในรอบสัปดาห์ เสียชีวิต-บาดเจ็บหลายราย

รัสเซียเปิดฉากโจมตีกรุงเคียฟด้วยขีปนาวุธและโดรนเป็นครั้งที่ 3 ในรอบไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7 ราย และบาดเจ็บหลายราย ท่ามกลางการขาดแคลนขีปนาวุธสกัดกั้นจากสหรัฐฯ ก่อนการพบหารือระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี นอกรอบการประชุมสุดยอดนาโต

รัสเซียเปิดฉากโจมตีทางอากาศใส่กรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน อีกครั้งในช่วงกลางดึกของวันพุธ (7 ก.ค.) นับเป็นการโจมตีเมืองหลวงของยูเครนครั้งที่ 3 ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ โดยใช้ขีปนาวุธวิถีโค้งร่วมกับอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน ขณะที่ยูเครนยังประสบปัญหาขาดแคลนขีปนาวุธสกัดกั้นระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ผลิตโดยสหรัฐฯ

กองทัพอากาศยูเครนเปิดเผยว่า รัสเซียส่งโดรนโจมตีรวม 169 ลำ และขีปนาวุธวิถีโค้ง 5 ลูกเข้าโจมตีหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถยิงสกัดโดรนได้มากกว่า 80% แต่ไม่สามารถสกัดขีปนาวุธวิถีโค้งได้แม้แต่ลูกเดียว เนื่องจากยูเครนกำลังขาดแคลนอาวุธสกัดกั้นที่มีขีดความสามารถรับมืออาวุธประเภทนี้

เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารของกรุงเคียฟระบุว่า การโจมตีครั้งล่าสุดทำให้มีเสียชีวิตอย่างน้อย 1 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 2 คน ขณะที่นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟ วิตาลี คลิตช์โก เปิดเผยว่า ขีปนาวุธได้สร้างความเสียหายให้กับโกดังเก็บสินค้าและอาคารที่ไม่ใช่ที่พักอาศัยในพื้นที่สองเขตของเมือง ซึ่งตั้งอยู่คนละฝั่งของแม่น้ำดนีโปร จนเกิดเพลิงไหม้หลายจุด

นอกจากนี้ เมืองคาร์คิฟ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของยูเครน ก็ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธเช่นกัน ส่งผลให้บ้านเรือนประชาชนและโบสถ์ได้รับความเสียหาย ขณะที่ในพื้นที่อื่นของประเทศมีรายงานผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเพิ่มเติม โดยแคว้นมิโคลาอิฟทางตอนใต้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย จากการโจมตีด้วยระเบิดนำวิถี ส่วนแคว้นดนีโปรเปตรอฟสก์และแคว้นซาปอริซเซียมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีด้วยโดรน ปืนใหญ่ และขีปนาวุธ

การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่การประชุมสุดยอดองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต กำลังจัดขึ้นที่กรุงอังการา ประเทศตุรกี โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ มีกำหนดพบหารือกับประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ซึ่งคาดว่าจะหยิบยกประเด็นการขอรับขีปนาวุธสกัดกั้นเพิ่มเติมจากสหรัฐฯ เนื่องจากปัจจุบันเป็นอาวุธหลักเพียงชนิดเดียวที่ยูเครนสามารถใช้รับมือขีปนาวุธวิถีโค้งของรัสเซียได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้านประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวก่อนการประชุมว่า เขาเชื่อว่าสงครามรัสเซีย-ยูเครนมีโอกาสยุติลงได้ในเร็ววัน หลังได้พูดคุยกับทั้งประธานาธิบดีเซเลนสกีและประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ขณะที่ปูตินยืนยันว่าจะเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารต่อไป แม้รัสเซียจะเผชิญความท้าทายเพิ่มขึ้น พร้อมย้ำข้อเรียกร้องให้ยูเครนยกพื้นที่ส่วนที่เหลือของแคว้นโดเนตสก์ทางตะวันออกให้แก่รัสเซีย

ตลอดเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา การโจมตีของรัสเซียต่อกรุงเคียฟและพื้นที่โดยรอบส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 60 คน สะท้อนถึงการยกระดับการโจมตีทางอากาศของมอสโกในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แม้ความคืบหน้าของกองกำลังภาคพื้นดินจะชะลอตัว ขณะที่ยูเครนยังคงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านการทหารและอุตสาหกรรมน้ำมันของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลกระทบต่อการขนส่งเชื้อเพลิงภายในประเทศรัสเซีย.

ที่มา Reuters

อิหร่านยิงขีปนาวุธ-โดรนถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรน-คูเวต ตอบโต้ถูกเปิดฉากโจมตี

อิหร่านยิงขีปนาวุธ-โดรนถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรน-คูเวต ตอบโต้ถูกเปิดฉากโจมตี

8 ก.ค. 2569 13:14 น.

อิหร่านยิงขีปนาวุธ-โดรนถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรน-คูเวต ตอบโต้ถูกเปิดฉากโจมตี

สถานการณ์ตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง หลังอิหร่านเปิดปฏิบัติการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรนและคูเวต เพื่อตอบโต้การโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ ที่มุ่งเป้าทรัพย์สินทางทหารของอิหร่านจากเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงกว่า 3% ท่ามกลางความกังวลว่าข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสองประเทศอาจล่มลง

กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) แถลงว่า ได้เปิดปฏิบัติการร่วมด้วยขีปนาวุธและอากาศยานไร้คนขับ โจมตีฐานทัพและสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ได้แก่ ฐานทัพเรือสหรัฐฯ เขตทหารเรือที่ 5 ในประเทศบาห์เรน และฐานทัพอากาศอาลี อัล ซาเลม ในประเทศคูเวต พร้อมอ้างว่าสามารถยิงโดรนลาดตระเวนแบบ MQ-9 ของสหรัฐฯ ตกได้ระหว่างปฏิบัติการ

หลังการโจมตี มีการเปิดไซเรนเตือนภัยในบาห์เรนและคูเวต ขณะที่กองทัพคูเวตระบุว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศได้เข้าสกัดขีปนาวุธและโดรนที่เป็นภัยคุกคาม ส่วนความเสียหายและผู้บาดเจ็บยังไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีเป้าหมายทางทหารหลายแห่งในอิหร่าน เพื่อตอบโต้เหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 3 ลำในช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมยกเลิกใบอนุญาตชั่วคราวที่เคยอนุญาตให้อิหร่านส่งออกน้ำมันเข้าสู่ตลาดโลก โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวมุ่งทำลายเรือติดอาวุธขนาดเล็กของ IRGC มากกว่า 60 ลำ รวมถึงระบบป้องกันภัยทางอากาศ ระบบเรดาร์ชายฝั่ง ขีปนาวุธต่อสู้อากาศยาน ขีปนาวุธต่อต้านเรือ และฐานปล่อยโดรน เพื่อเพิ่มต้นทุนทางทหารให้อิหร่านจากการโจมตีเส้นทางเดินเรือ

ด้านกองบัญชาการกลางคอแทม อัล-อันบิยา ของอิหร่าน ประณามการโจมตีของสหรัฐฯ ว่าเป็น “การรุกรานอย่างโจ่งแจ้ง” และประกาศว่าจะตอบโต้ด้วยมาตรการที่รุนแรง พร้อมยืนยันว่าจะไม่ยอมให้สหรัฐฯ เข้ามาแทรกแซงการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ขณะเดียวกัน โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน กล่าวหาสหรัฐฯ ว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ทั้งจากการโจมตีทางทหาร การกลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน รวมถึงการกระทำอื่น ๆ ที่อิหร่านมองว่าเป็นการละเมิดข้อตกลง พร้อมย้ำว่า “ยุคแห่งการข่มขู่และการบีบบังคับได้สิ้นสุดลงแล้ว”

สื่ออิหร่านรายงานว่า เกิดเสียงระเบิดหลายครั้งในพื้นที่เกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันดิบของประเทศ รวมถึงเกาะเกชม์ เมืองสิริก และเมืองท่าบันดาร์อับบาส โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยว่า การโจมตีมุ่งเป้าเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร ไม่ใช่แหล่งผลิตน้ำมันโดยตรง ขณะที่อิหร่านระบุว่า ไม่มีพลเรือนเสียชีวิต แต่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดที่ท่าเรือพาณิชย์ในเมืองสิริก

ความตึงเครียดรอบใหม่เกิดขึ้นหลังข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งบรรลุเมื่อเดือนก่อนเริ่มสั่นคลอน โดยข้อตกลงดังกล่าวกำหนดระยะเวลา 60 วันเพื่อเปิดทางสู่การเจรจาสันติภาพถาวร อย่างไรก็ตาม การเจรจาทางอ้อมที่ประเทศกาตาร์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่สามารถสร้างความคืบหน้าได้

สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดหลังรัฐบาลสหรัฐฯ เพิกถอนใบอนุญาตที่เคยอนุญาตให้อิหร่านจำหน่ายน้ำมันในตลาดโลก และกำหนดเส้นตายให้ยุติธุรกรรมทั้งหมดภายในวันที่ 17 กรกฎาคม ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 3% ทันทีจากความกังวลว่าความขัดแย้งอาจกระทบต่อการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ในอีกด้านหนึ่ง กาตาร์กล่าวหาอิหร่านว่าอยู่เบื้องหลังการโจมตีเรือพาณิชย์หลายลำในช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว “อัล เรกัยยัต” ของกาตาร์ ซึ่งถูกโดรนโจมตีจนเกิดเพลิงไหม้ในห้องเครื่อง และเรือบรรทุกน้ำมันดิบติดธงซาอุดีอาระเบียอีกหนึ่งลำที่ได้รับความเสียหายบริเวณนอกชายฝั่งโอมาน แม้อิหร่านจะปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมระบุว่าตนยังคงปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้ข้อตกลงหยุดยิง

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เตือนหลายครั้งว่าจะกลับมาใช้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ หากอิหร่านไม่ยอมบรรลุข้อตกลงฉบับถาวร ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อารักชี ยืนยันว่า การเจรจาเพื่อข้อตกลงระยะยาวจะไม่สามารถเริ่มต้นได้ หากสหรัฐฯ ยังคงใช้การข่มขู่และการใช้กำลังทหารต่อไป.

ที่มา Reuters

ไฟไหม้ “ภูเขาขยะ” อินโดนีเซียลาม 94 ไร่ นาน 8 วัน ควันพิษทำป่วยพุ่งนับร้อย

ไฟไหม้ "ภูเขาขยะ" อินโดนีเซียลาม 94 ไร่ นาน 8 วัน ควันพิษทำป่วยพุ่งนับร้อย

8 ก.ค. 2569 12:38 น.

ไฟไหม้ “ภูเขาขยะ” อินโดนีเซียลาม 94 ไร่ นาน 8 วัน ควันพิษทำป่วยพุ่งนับร้อย

อินโดนีเซียเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อม หลังไฟไหม้กองขยะขนาดยักษ์ที่บ่อฝังกลบขยะ “จาติวาริงิน” ชานกรุงจาการ์ตา ไฟลุกไหม้ต่อเนื่องนานกว่า 8 วัน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 94 ไร่ ควันพิษหนาทึบพวยพุ่งปกคลุมชุมชนโดยรอบ ดันค่ามลพิษทางอากาศพุ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานนับสิบเท่า ประชาชนแห่อพยพ และล้มป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจหลายร้อยคน

เหตุเพลิงไหม้ครั้งรุนแรงที่กองขยะขนาดยักษ์ภายใน “บ่อฝังกลบขยะจาติวาริงิน” (Jatiwaringin) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชานเมืองในเขตตังเกอราง ในจังหวัดบันเติน ชานกรุงจาการ์ตา ยังคงลุกไหม้ต่อเนื่องเป็นวันที่ 8 นับตั้งแต่เกิดเหตุเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยเพลิงได้ลุกลามขยายวงกว้างไปแล้วกว่า 94 ไร่ ส่งผลให้เกิดกลุ่มควันพิษสีดำหนาทึบปกคลุมทั่วบริเวณ และทำให้ประชาชนหลายร้อยครัวเรือนต้องอพยพออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน

กระทรวงสิ่งแวดล้อมอินโดนีเซียเปิดเผยว่า คุณภาพอากาศรอบบ่อขยะได้พุ่งสูงขึ้นแตะระดับอันตรายร้ายแรง โดยค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กพุ่งทะลุเกิน 1,000 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดไว้ไม่เกิน 15.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หลายเท่าตัว แม้ว่าในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาสถานการณ์จะเริ่มบรรเทาลงบ้างเล็กน้อยก็ตาม

นางซาร์มานาห์  อายุ 45 ปี ชาวบ้านในพื้นที่เปิดเผยว่า ควันพิษหนาทึบพัดเข้าท่วมบ้านของเธอจนมองไม่เห็นทาง และส่งผลกระทบต่อร่างกายอย่างรุนแรง “ควันมันหนามากจนมองไม่เห็นใครเลย มันแสบจมูก ไอ น้ำมูกไหล และหายใจไม่ออก… พวกเราจำเป็นต้องทิ้งบ้านหนีออกมาเพราะทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว” 

ขณะที่หน่วยงานสาธารณสุขท้องถิ่นระบุว่า มีการตรวจรักษาชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากกลุ่มควันพิษแล้วอย่างน้อย 234 ราย โดยในจำนวนนี้พบว่ามีผู้ป่วยถึง 72 ราย ที่มีอาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจเฉียบพลัน 

นายดีอาซ เฮนโดรพรีโยโน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม ระบุว่า การดับไฟในกองขยะทำได้ยากลำบากมาก เนื่องจากเพลิงไม่ได้ลุกไหม้แค่บนพื้นผิว แต่เป็นการ “คุไหม้อยู่ใต้กองขยะ” ลึกลงไป ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับการเกิดไฟป่าในพรุ

ทางการอินโดนีเซียต้องระดมกำลังเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงาน รวมถึงส่งทีม “มังคลา อัคนี” (Manggala Agni) จำนวน 30 นาย ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการดับไฟป่าพรุจากสุลาเวสีและชวาตะวันตก พร้อมอุปกรณ์แรงดันน้ำสูงเข้ามาสนับสนุน นอกจากนี้ยังมีการใช้โดรนตรวจจับความร้อน พร้อมกล้องอินฟราเรดบินค้นหาจุดความร้อนใต้กองขยะ ตลอดจนประสานงานกับสำนักงานบรรเทาภัยพิบัติแห่งชาติ และสำนักงานอุตุนิยมวิทยา เพื่อเตรียมทำฝนเทียมเร่งดับไฟให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นสัปดาห์นี้

แม้ทางการจะยังไม่สรุปสาเหตุ แต่กลุ่มเพื่อสิ่งแวดล้อมอินโดนีเซีย (Walhi) องค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม ระบุชัดเจนว่า ชนวนเหตุเกิดจากการสะสมของ “ก๊าซมีเทน” ที่เกิดจากการย่อยสลายของขยะอินทรีย์ที่ทับถมกันมานานหลายปี ซึ่งเป็นผลพวงจากระบบการทิ้งขยะแบบเปิดที่ขาดการควบคุม

นายวาฮยู เอกา สตียาวัน นักเคลื่อนไหวจาก Walhi กล่าวว่า บ่อขยะจาติวาริงิน ถูกออกแบบมาให้รองรับขยะได้เพียง 2,700 ตันต่อวัน ซึ่งครอบคลุมขยะเพียง 59% ของเขตตังเกอรางเท่านั้น ส่วนขยะที่เหลือถูกนำไปเทกองรวมกันแบบผิดกฎหมายตามพื้นที่รอบๆ จนกลายเป็นภูเขาขยะส่งกลิ่นเหม็นและมีแมลงวันตอมอยู่ห่างจากบ้านเรือนประชาชนไม่ถึง 100 เมตร และเมื่อเจอกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ก๊าซมีเทนใต้กองขยะจึงกลายเป็นคลังระเบิดที่พร้อมจะปะทุขึ้นทันทีเมื่อมีประกายไฟเพียงเล็กน้อย

พล.ต.ท. ริซาล อิราวัน รองอธิบดีฝ่ายบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อม กระทรวงสิ่งแวดล้อมและป่าไม้ แถลงว่า บ่อขยะจาติวาริงินเคยถูกลงโทษทางปกครองมาแล้วในปี 2025 เนื่องจากบริหารจัดการได้อย่างย่ำแย่ ซึ่งทางการได้สั่งให้ปรับเปลี่ยนไปใช้ระบบฝังกลบแบบควบคุมที่ต้องใช้เครื่องจักรบดอัดขยะและฝังกลบด้วยชั้นดินเป็นระยะเพื่อลดการสะสมของก๊าซมีเทน แต่ที่ผ่านมาทางส่วนท้องถิ่นเพิ่งปรับปรุงไปได้เพียง 5-6 เฮกตาร์ จากพื้นที่ทั้งหมด 33 เฮกตาร์ และจุดที่เกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้ก็อยู่นอกเขตพื้นที่ควบคุม

ทั้งนี้ กระทรวงสิ่งแวดล้อมฯ ได้เตรียมมาตรการขั้นเด็ดขาด โดยจะเปิดปฏิบัติการตรวจสอบและประเมินผลบ่อขยะครั้งใหญ่จำนวน 390 แห่งทั่วประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งจะเริ่มขึ้นในต้นเดือนสิงหาคม 2026 นี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอยกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม กลุ่มนักสิทธิสิ่งแวดล้อมเน้นย้ำว่า ปัญหานี้จะไม่หมดไปตราบใดที่รัฐบาลยังไม่จริงจังกับการบังคับใช้กฎหมาย งบประมาณบริหารจัดการขยะในท้องถิ่นยังต่ำ และขาดการศึกษาให้ประชาชนคัดแยกขยะอินทรีย์ตั้งแต่ต้นทาง หากรูปแบบการทิ้งขยะยังคงปะปนกันเหมือนเดิม ใต้ดินก็จะยังคงผลิตก๊าซมีเทนต่อไป และเมื่อใดที่อากาศร้อนขึ้นมาอีกครั้ง ก็เตรียมใจรับมือกับเหตุไฟไหม้ครั้งใหม่.

ที่มา BBC / ANTARA

เครื่องบินขนส่งสินค้าปากีสถานสูญหายกลางทะเลนอกชายฝั่งการาจี

เครื่องบินขนส่งสินค้าปากีสถานสูญหายกลางทะเลนอกชายฝั่งการาจี

8 ก.ค. 2569 11:56 น.

เครื่องบินขนส่งสินค้าปากีสถานสูญหายกลางทะเลนอกชายฝั่งการาจี

เครื่องบินขนส่งสินค้าโบอิ้ง 737 ของสายการบินเคทู แอร์เวย์ส (K2 Airways) ซึ่งจดทะเบียนในปากีสถาน สูญหายจากจอเรดาร์ระหว่างบินจากเมืองชาร์จาห์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มุ่งหน้าสู่เมืองการาจี หลังนักบินแจ้งปัญหาระบบนำร่อง ก่อนสัญญาณขาดหายเหนือทะเล ทางการปากีสถานระดมกำลังทั้งกองทัพเรือ กองทัพอากาศ และหน่วยกู้ภัยออกค้นหาอย่างเร่งด่วน ขณะที่มีลูกเรืออยู่บนเครื่องทั้งหมด 5 คน

เครื่องบินขนส่งสินค้าแบบโบอิ้ง 737-400 ของสายการบินเคทู แอร์เวย์ส สูญเสียการติดต่อกับหอบังคับการบินเมื่อช่วงค่ำวันอังคารที่ 8 ก.ค. ตามเวลาท้องถิ่น ขณะปฏิบัติการบินจากเมืองชาร์จาห์ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มุ่งหน้าสู่เมืองการาจี ประเทศปากีสถาน

การท่าอากาศยานปากีสถาน เปิดเผยว่า นักบินได้แจ้งเหตุขัดข้องของระบบนำร่องเมื่อเวลา 21.18 น. ตามเวลาท้องถิ่น ขณะที่เครื่องบินอยู่ห่างจากเมืองการาจีไปทางตะวันตกประมาณ 155 ไมล์ทะเล หรือราว 287 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่ควบคุมการบินพยายามให้คำแนะนำในการนำเครื่องกลับเข้าสู่เส้นทาง แต่เพียง 3 นาทีต่อมา เรดาร์ตรวจพบว่าเครื่องบินลดระดับอย่างรวดเร็ว ก่อนจะขาดการติดต่อในเวลา 21.21 น.

ข้อมูลเบื้องต้นจากเว็บไซต์ติดตามเที่ยวบิน Flightradar24 ระบุว่า เครื่องบินมีการเปลี่ยนแปลงระดับความสูงอย่างผิดปกติในช่วงนาทีสุดท้าย โดยลดระดับลงราว 5,000 ฟุตภายในเวลาไม่ถึง 1 นาที ก่อนจะไต่ระดับขึ้นกว่า 6,000 ฟุตในเวลาเพียง 30 วินาที จากนั้นจึงดิ่งลงอย่างรุนแรงจากระดับความสูงประมาณ 36,550 ฟุต

สัญญาณสุดท้ายที่ส่งจากเครื่องบินระบุว่า เครื่องอยู่ที่ระดับความสูงเพียง 1,100 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล และมีอัตราการลดระดับถึง 22,400 ฟุตต่อนาที หรือประมาณ 400 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยการบินระบุว่า เป็นอัตราการร่วงที่ผิดปกติอย่างมาก แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปสาเหตุของเหตุการณ์

ภายหลังเกิดเหตุ ทางการปากีสถานได้ระดมกำลังจากหลายหน่วยงาน รวมถึงกองทัพเรือ กองทัพอากาศ และหน่วยค้นหาและกู้ภัย ออกปฏิบัติการค้นหาในทะเลทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองการาจี ซึ่งคาดว่าเป็นจุดที่เครื่องบินอาจตก ขณะที่สายการบินเคทู แอร์เวย์ส ระบุว่า กำลังให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับสำนักงานการบินพลเรือนปากีสถานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเปิดเผยรายชื่อลูกเรือทั้ง 5 คน และแสดงความหวังว่าทุกคนจะปลอดภัย

เครื่องบินลำดังกล่าวเป็นโบอิ้ง 737-400 อายุการใช้งาน 27 ปี เดิมถูกส่งมอบให้สายการบินแอโรฟลอตของรัสเซียในฐานะเครื่องบินโดยสาร ก่อนดัดแปลงเป็นเครื่องบินขนส่งสินค้าเมื่อปี 2555 และเข้าประจำการกับเคทู แอร์เวย์ส ในปี 2567 โดยเป็นเครื่องบินเพียงลำเดียวของสายการบิน

หากยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิต เหตุการณ์นี้จะนับเป็นอุบัติเหตุทางอากาศที่มีผู้เสียชีวิตครั้งแรกของปากีสถาน นับตั้งแต่ปี 2563 เมื่อเครื่องบินโดยสารของสายการบินปากีสถาน อินเตอร์เนชันแนล แอร์ไลน์ส ตกขณะลงจอดที่สนามบินการาจี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 97 คน.

ที่มา Reuters / BBC