แห่ร้องโกงสอบท้องถิ่น ข้อมูลทะลัก ปชช.นับร้อยรุมแฉยับ

แห่ร้องโกงสอบท้องถิ่น  ข้อมูลทะลัก  ปชช.นับร้อยรุมแฉยับ

แห่ร้องโกงสอบท้องถิ่น ข้อมูลทะลัก ปชช.นับร้อยรุมแฉยับ

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แห่ร้องโกงสอบท้องถิ่น ข้อมูลทะลัก ปชช.นับร้อยรุมแฉยับ สปน.ชงนายกฯเช็คบิล ทรงศักดิ์ฟ้อง‘ส้ม-กิจ’ เผยรู้ตัวแล้วว่าเป็นใคร ปลัดมท.แจ้งจับเพจดัง

สะเทือน! ทำเนียบรัฐบาล ชาวบ้านแห่ร้องทุจริตสอบท้องถิ่น แจ้งเบาะแสสอบนับร้อย ที่ศูนย์บริการประชาชน หลังนายกฯสั่งเปิดรับจัดเป็นชั้นความลับ ด้าน “ปลัดมท.”แจ้งความเอาผิด “CSI LA” เผยแพร่ข้อมูลเท็จโยงปมทุจริตสอบท้องถิ่น ทำเสียชื่อเสียง ขณะที่“ทรงศักดิ์ ทองศรี” ดำเนินคดี “ส้ม-กิจ”อัดคลิปพาดพิง สมาคมข้าราชการท้องถิ่นฯ เชื่อบุคคลมีอำนาจบงการเบื้องหลัง ปมโกงสอบท้องถิ่น วอนกันขรก.ผู้น้อยไว้เป็นพยาน “บิ๊กเต่า”ลุยต่อเชือด “ปลัดภูเก็ต”เอี่ยวทุจริตที่ดินสค.เรียกรับเงินรีสอร์ทอีกคดี

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับความคืบหน้าการดำเนินการตามกฎหมายภายหลังจากนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้แถลงถึงกรณีการเผยแพร่ข้อมูลเป็นเท็จผ่านเพจเฟซบุ๊กแฟนเพจ CSI LA ต่อสื่อมวลชนที่กระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 69 ที่ผ่านมานั้น ล่าสุดเมื่อเวลาประมาณ11.00น. ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้นิติกรสำนักกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง

โดยนิติกรผู้รับมอบอำนาจเผยว่าตนได้รับมอบอำนาจจากปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้มาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดกรณีที่ได้มีคลิปวีดีโอปรากฏในสื่อออนไลน์ Facebook Fanpage “CSI LA” โดยแอดมินของ Facebook Fanpage ดังกล่าวกับพวก ได้กระทำการโพสต์ข้อความว่า “แฉคลิปเสียงใหม่ ! เมียปลัดกระทรวง ?? ขบวนการโกงสอบท้องถิ่น 4.5 พันล้าน คลิปเสียงล่าสุดมันฟ้องว่าคนที่อยู่เบื้องหลังงานนี้ “ใหญ่จริง” ถึงกล้าทำตัวเป็นหมูไม่กลัวน้ำร้อน!แต่ตอนนี้มีความพยายามในการ “ตัดตอน” การทุจริตสอบเข้าเป็นข้าราชการท้องถิ่น เพื่อโยนความผิดทั้งหมดไปให้เจ้าหน้าที่ระดับล่างรับจบ! ใครคือตัวการใหญ่ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง? อยากรู้ว่าเป็นใคร ต้องไปฟังกันในคลิปเอง!” และได้โพสต์คลิปวีดีโอเสียงสนทนาเวลาประมาณ 5.02 นาที

ดูหมิ่นทำให้เสียชื่อเสียง

“อันเป็นการใส่ความผู้อื่นในลักษณะเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงต่อบุคคลที่ 3 โดยมีเจตนาที่จะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ด้วยการเผยแพร่ข้อความไปยังสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป และข้อความนั้นตามความรู้สึกของวิญญูชนโดยทั่วไปถึงขั้นทำให้ผู้อื่นนั้นน่าจะเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังโดยมิใช่การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม เป็นเหตุให้ผู้อื่นและปลัดกระทรวงมหาดไทยได้รับความเสียหาย” นิติกรผู้รับมอบอำนาจ กล่าว

ทั้งนี้ ในเบื้องต้น พนักงานสอบสวนสอบปากคำผู้เสียหาย และรับคำร้องทุกข์ไว้เป็นหลักฐานแล้ว หลังจากนี้จะรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด เสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

ร้องผ่านสายด่วนอีกนับร้อย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย มีคำสั่งอำนวยความสะดวกในการเสนอเรื่องร้องเรียนและแจ้งเบาะแส กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ได้ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) และให้ปลัดสปน.รายงานผลให้นายกฯทราบอย่างต่อเนื่องนั้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.ได้มีประชาชนทยอยส่งเรื่องร้องเรียนการทุจริตเข้ามาพอสมควร และได้มีการแจ้งเบาะแส โดยส่วนใหญ่เป็นการส่งเรื่องผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์บริการประชาชน ทั้งสายด่วน 1111 ตู้ปณ 1111 ทำเนียบรัฐบาล เว็บไซต์ http://www.1111.go.th. และLine Chatbot โดยยังไม่มีเดินทางเข้ามาร้องเรียนด้วยตัวเอง ทั้งนี้ ณ เวลา 12.00 น.มีการส่งเข้ามาแล้วร้อยกว่าเรื่อง

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทั้งหมดที่ส่งเข้ามาร้องเรียนถูกจัดอยู่ในชั้นความลับ และจะมีการรวบรวมสรุปนำเรียนนายกรัฐมนตรีต่อไป และจะมีการแถลงข่าว

“ทรงศักดิ์”แจ้งจับ“กิจ-ส้ม”

นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีให้ฝ่ายกฎหมายเตรียมยื่นฟ้องเอาผิดบุคคลในคลิปเสียงที่สนทนาเกี่ยวกับการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นจนได้รับความเสียหายว่า หลังจากตรวจสอบคลิปเสียงช่วงแรกไม่มีการพูดถึงชื่อตนเหมือนมีการดูดเสียงออกไป แต่คลิปที่ออกมาหลังจากนั้นมีชื่อตนเข้าไปเกี่ยว สมัยที่เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งตนเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่สมัยพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ดำรงตำแหน่งรมว.มหาดไทย ในขณะนั้น จนมาถึงช่วงนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรก ควบรมว.มหาดไทย ก็ให้ตนดำรงตำแหน่งรมช.มหาดไทยด้วย และได้มอบหมายให้ตนไปประชุมกองกลาง (ก.) ที่เกี่ยวกับเรื่องท้องถิ่นตนก็ไม่ปฏิเสธ แต่ข่าวที่ออกมาครั้งนี้ทำให้ตนเสียหายเพราะมีเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่น ซึ่งตนยืนยันว่า เป็นคนหนึ่งที่ป้องกันไม่ให้มีการทุจริต เวลาไปเป็นประธานการประชุมกองกลางก็กำชับในเรื่องนี้ ถึงขั้นหากตรวจพบว่ามีการทุจริตมหาวิทยาลัยที่ดำเนินการจัดสอบต้องรับผิดชอบ หากมีผู้กระทำความผิดอาจจะต้องไปเป็นคดีพิเศษ

ยืนยันว่าเราหามาตรการป้องกันการทุจริต และไปกำหนดใน TOR เช่น กระดาษคำตอบ ต้องสอบในที่สอบ เราทำทุกอย่างแต่ก็มีคนให้ข่าวว่าตนเข้าไปมีส่วน ซึ่งภาพรวมของคลิปต่างๆที่ออกมาคล้ายว่า มีชื่อตนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการสอบ

“ขอยืนยันว่าผมไม่ได้เกี่ยวข้อง แต่เป็นการป้องกันไม่ให้มีการทุจริต ข่าวออกมาแล้วหากปมไม่ทำอะไรเลย ทาง ภาษากฎหมาย เขาบอกว่า นิ่งคือการยอมรับ จึงขอใช้สิทธิ์ที่จะฟ้อง โดยในวันพรุ่งนี้ (30 มิถุนายน 2569) ผมจะให้ทีมกฎหมายไปแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่พูดคุยในคลิป และพาดพิงมาถึงผม ที่สถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้องในเวลา 10.00 น. ใครพาดพิงถึงปม และทำให้เสียหายก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย”

รู้ตัวแล้ว“ส้ม-กิจ”เป็นใคร

เมื่อถามว่าในขณะที่มีการจัดสอบนายทรงศักดิ์ กำกับดูแลกรมส่งเสริมปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่หรือไม่ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า นายอนุทิน มอบหมายให้ตนเป็นประธานดูแลกองกลาง แล้วไปเป็นประธานการประชุมตลอด ทั้ง ก.อบจ./ก.เทศบาลและก.อบต.

เมื่อถามย้ำว่า ตอนนั้นมีการระแคะระคายอะไรหรือไม่ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ก็มีแต่ข่าว แต่ยังไม่มีข้อเท็จจริง เราปิดช่องว่างหมด มี TOR เพื่อป้องกันการทุจริต เช่น การสแกนข้อสอบจริงก่อนนำไปเก็บไว้ในห้องมั่นคง

เมื่อถามว่าขณะนี้ทราบหรือไม่ว่าบุคคลในคลิปเป็นใครบ้าง นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า มีข้อมูลทั้งหมดแล้ว แต่ไม่ขอเปิดเผยตรงนี้ พูดได้เพียงชื่อเล่นที่ออกมาในสื่อ ซึ่งเป็นการสนทนากันระหว่าง ผู้หญิงทึ่ชื่อเล่นว่า “ส้ม” และผู้ชาย ชื่อ “กิจ” และตอนนี้เรามีข้อมูลแล้วว่าชื่อจริงชื่ออะไร ซึ่งเมื่อแจ้งความแล้วก็ให้พนักงานสอบสวนเรียกบุคคลเหล่านี้เข้ามาให้ปากคำ ในฐานะที่ทำให้ตนเสียหาย และขอยืนยันว่าไม่รู้จักบุคคลเหล่านี้ ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าเอาชื่อตนไปอ้างได้อย่างไร ตนได้ฟังคลิปหนึ่งบอกว่าไม่รู้จักตน แต่รู้จักคณะทำงาน ตนก็เรียกคณะทำงานมาพูดคุย ก็ไม่มีใครเกี่ยวข้อง ขณะนี้ตนยังไม่รู้ว่าคลิปเสียงที่ออกมาตั้งใจมีจุดประสงค์อะไร เพราะ มีหลายประเด็นพาดพิงหลายบุคคล แต่ที่สรุปได้ คือพูดก่อนที่จะมีการเซ็นสัญญาการจัดสอบท้องถิ่น

เมื่อถามว่ามีการตรวจสอบหรือไม่ว่าเป็นคลิปจริงหรือเป็นคลิป AI นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ต้องเป็นหน้าที่ของตำรวจ หากเชิญบุคคลที่อยู่ในคลิปมาให้ข้อมูลและบอกว่าไม่ได้พูด คลิปเสียงที่เกิดขึ้นก็อาจเป็น AI ได้ แต่เมื่อมีชื่อตนเข้าไปเกี่ยวข้อง หากไม่ทำอะไร คนอาจจะมองว่าตนยอมรับ อันนี้ตนไม่ยอมรับ ยืนยันความบริสุทธิ์ไม่เกี่ยวข้องและไม่รู้จักกับบุคคลที่มีมีชื่อดังกล่าว

ส.ขรก.ท้องถิ่นออกโรง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมข้าราชการส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง การจัดสอบแข่งขันบุคคลทั่วไปเข้ารับราชการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยมีเนื้อหาระบุว่า ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เข้าจับบุคคลผู้ต้องสงสัยว่าจะมีการกระทำอันเป็นการทุจริตในการจัดสอบแข่งขันบุคคลทั่วไปเข้ารับราชการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประจำปี 2568 นั้น สมาคมฯ ในฐานะเป็นองค์กรตัวแทนของข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น มีความกังวลใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และมีความห่วงใยต่อพี่น้องประชาชนทุกท่านที่ได้รับทราบเรื่องดังกล่าว และมีการกล่าวถึงในสื่อต่างๆ อย่างกว้างขวาง ขอเรียนว่าสมาคมฯ ให้ความสำคัญกับระบบคุณธรรม ความโปร่งใส และความถูกต้องในกระบวนการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงขอถือโอกาสนี้เรียนชี้แจงเพื่อความเข้าใจมายังพี่น้องประชาชน ดังนี้

การจัดสอบแข่งขันเข้ารับราชการในครั้งนี้ ดำเนินการโดย คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ กสถ.ซึ่งแต่งตั้งโดยคณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.จ./ก.ท./ก.อบต.)โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานคณะกรรมการ และมีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นฝ่ายเลขานุการรับผิดชอบงานด้านธุรการและการจัดจ้างสถาบันการศึกษาเพื่อเป็นหน่วยดำเนินการจัดสอบในครั้งนี้

“โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีหน้าที่เพียงรายงานตำแหน่งว่างและอัตราที่ประสงค์จะให้ กสถ. ดำเนินการสรรหาให้เท่านั้น จึงมิได้มีส่วนรับรู้และเกี่ยวข้องกับการทุจริตที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด ดังนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงไม่อาจรับรู้ได้ว่าบุคคลที่ กสถ. สรรหาและจัดส่งมาบรรจุ และแต่งตั้งเป็นข้าราชการในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น มาด้วยความรู้ความสามารถของตนเองหรือมาโดยทุจริตหรือไม่”

กันขรก.ผู้น้อยไว้เป็นพยาน

กรณีที่ปรากฏข้อมูลจากสื่อมวลชนว่า มีข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นบางส่วนไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตในครั้งนี้นั้น สมาคมฯ ขอเรียกร้องไปยังหน่วยงานที่กำลังทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวได้มีมาตรการคุ้มครองชีวิตของข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นเหล่านั้นให้มีความปลอดภัยและกันตัวไว้เป็นพยานสำคัญโดยเร่งด่วน เพราะสมาคมฯมีความเชื่อว่า ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นกลุ่มดังกล่าว ไม่ได้เป็นตัวการหลักในการกระทำทุจริตในครั้งนี้ แต่มีความเชื่อว่ามีกลุ่มบุคคล หรือบุคคลที่มีอำนาจและบารมีที่เหนือขึ้นไปเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลัง และขอให้หน่วยงานที่ตรวจสอบได้ดำเนินการจับกุมกลุ่มบุคคลหรือบุคคลเหล่านั้นมาลงโทษตามกฎหมายบ้านเมืองโดยเร็วต่อไป เพื่อตัดวงจรกระบวนการทุจริตมิให้มีโอกาสได้กระทำผิดอีกในอนาคต พร้อมทั้งคุ้มครองสิทธิประโยชน์ และเยียวยาผู้ที่สอบได้โดยสุจริตด้วย

สมาคมฯขอเรียกร้องไปยังคณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ให้หยุดกระทำการที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานซึ่งอยู่ในระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงของ ป.ป.ช. เพื่อเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจต่อการจัดสอบแข่งขันในครั้งนี้ และควรให้บุคคลที่ถูกสังคมตั้งข้อกังขาได้หยุดปฏิบัติหน้าที่ในคณะกรรมการทุกคณะที่เกี่ยวข้องไว้จนกว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วเสร็จ

“บางบัวทอง”บริสุทธิ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เทศบาลนครบางบัวทอง จ.นนทบุรี ได้แถลงการณ์ระบุว่า “แถลงการณ์เทศบาลนครบางบัวทอง” ตามที่ได้ปรากฏข้อมูลข่าวสารในสังคมออนไลน์ในเพจข่าวดังเพจหนึ่งซึ่งมีการเอ่ยชื่อพาดพิงหน่วยงานเทศบาลนครบางบัวทองและได้ส่งผลให้สังคมเข้าใจผิดต่อหน่วยงาน โดยในเพจข่าวได้ให้ข้อมูลว่าเทศบาลนครบางบัวทอง เป็นเครือข่ายกับผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพนักงานเทศบาลท่านหนึ่ง แล้วสามารถช่วยให้พนักงานเทศบาลสอบเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นได้มากถึง 30 คน ซึ่งที่ผ่านมาพนักงานนครบางบัวทอง ถูกเรียกบรรจุไปไม่ถึง 6 อัตรา เทศบาลนครบางบัวทอง จึงขอแจ้งให้ทราบว่า เทศบาลนครบางบัวทองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดใดกับผู้ทรงคุณวุฒิ การกระทำของเพจข่าวดังกล่าว เป็นการกระทำที่ทำให้สังคมเข้าใจผิดและขอให้ทำการตรวจสอบข้อมูลและแก้ไขการเผยแพร่ทั้งนี้ ควรระมัดระวังในการแชร์ข้อมูลและข่าวสารที่ไม่เป็นความจริงเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติม”

จ่อฟัน‘ปลัดภูเก็ต’อีกคดี

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. กล่าวถึงความคืบหน้าคดีจับกุม นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต เรียกรับเงินแลกบรรจุเข้ารับราชการท้องถิ่นว่า จากการสอบปากคำผู้ต้องหาให้การว่ามีการเรียกรับและจ่ายเงินที่เกี่ยวกับการสอบราชการในท้องถิ่นจริง

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ บก.ปปป. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้เสียหายรายหนึ่ง ที่ถูก นายรุ่งเรือง เรียกรับเงินจำนวน 1 ล้านบาท เพื่อช่วยดำเนินการแก้ไขเอกสาร ส.ค.1 เกี่ยวกับสิทธิครอบครองที่ดินแปลงหนึ่งใน จ.ภูเก็ต ซึ่งคดียังอยู่ระหว่างลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบว่า เงินจำนวน 1 ล้านบาท ที่ผู้เสียหายคดีแก้ไขเอกสารที่ดินโอนมานั้น มีเงินจำนวน 9 แสนบาท โอนไปใช้คืนให้กับผู้เสียหายในคดีแรกและเงินส่วนต่าง 1 แสน ก็อยู่ในบัญชีของนายรุ่งเรือง

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวอีกว่า ทั้ง 2 คดี ยังมีผู้เสียหายอีก 3-4 ราย ที่ติดต่อเข้ามายัง บก.ปปป. เพื่อเตรียมร้องทุกข์กล่าวโทษนายรุ่งเรือง ในคดีเรียกรับผลประโยชน์เพิ่มเติม และตอนนี้ตำรวจอยู่ระหว่างการขยายผลถึงกระบวนการ เนื่องจากพบข้อมูลว่า มีขบวนการที่รวบรวมบุคคลที่จะสอบเข้ารับราชการและส่งมาให้นายรุ่งเรือง

ส่วนกรณี นายพิชิต ข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งหนึ่งใน จ.เพชรบูรณ์ ที่มีชื่อเกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ประเด็นนี้ทาง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ดำเนินการ แต่หากมีผู้เกี่ยวข้องรายอื่นร่วมด้วย ทางตำรวจจะดำเนินการ

ขณะที่วันอังคารนี้ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. เตรียมแถลงความคืบหน้าคดีทุจริตสอบท้องถิ่นอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

ทางด้านนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ให้สัมภาษณ์ถึงการสวมสิทธิเข้าสอบแทนในการสอบบรรจุข้าราชการของ ปภ.ว่า ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการของตำรวจ ทั้งนี้ต้องขยายผลไปถึงตัวผู้ว่าจ้างต่อไป การกระทำในลักษณะนี้เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“คำแถลงของรัฐบาล รวมถึงเอกสารงบประมาณ เหมือนรู้หลักการสิ่งที่ต้องทำต้องใช้ เช่น ทำงบที่แม่นยำ มุ่งเป้า ตอบโจทย์แก้ปัญหา ทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ แต่เนื้อในของงบประมาณไม่เห็นการตั้งงบแบบมุ่งเป้า หรือเป็นฐานศูนย์อย่างแท้จริง”

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ฝ่ายค้านรุมถล่มงบปี70 ซัดไร้อนาคต

ฝ่ายค้านรุมถล่มงบปี70  ซัดไร้อนาคต

ฝ่ายค้านรุมถล่มงบปี70 ซัดไร้อนาคต

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ฝ่ายค้านรุมถล่มงบปี70 ซัดไร้อนาคต เอกนิติชี้แจงใช้อุ้มศก. ชัชชาติพุ่ง1.5ล้านเสียง

สภาฯถกงบฯปี’70! วันแรก “เอกนิติ” แจงใช้เงินเพื่อประคอง ประชาชน-ศก.-วางรากฐานประเทศแข็งแรง “เน้น 6 ยุทธศาสตร์” สร้างคนดี พัฒนาโครงการพื้นฐาน กระตุ้นศก.ด้าน‘ศิริกัญญา’ซัดจัดงบฯไร้หนทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ไม่สอดคล้องใช้จ่ายจริง อัดหั่นงบลงทุน แต่ทำถนนยังนำโด่ง ไร้โครงการใหม่ แค่ใส่‘พลัส’ต่อท้าย เหน็บโครงการไหนใส่AI เหมือน‘รหัสเอทีเอ็ม’ได้รับงบมากพิเศษ ขณะที่‘อภิสิทธิ์’จวกจัดงบฯไร้อนาคต มีใช้แค่งบประจำ-ใช้หนี้ การลงทุนต้องกู้ หวั่นหนี้สาธารณะพุ่งทะลุ80% หากไม่ปฏิรูประบบภาษี

เมื่อเวลา 09.20น.วันที่ 29มิถุนายน2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788ล้านล้านบาท วาระแรก ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ ในวันแรก

โดย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เสนอร่าง พรบ.งบฯปี70 ต่อสภาฯ แทน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ที่อยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจที่ต่างประเทศ ตอนหนึ่งว่า ร่างพ.ร.บ.งบฯ 2570 ตั้งไว้ไม่เกิน 3.788ล้านล้านบาท และเพื่อใช้เงินคงคลัง จำนวน 7.1หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ เป็นกลไกสำคัญเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนตามยุทธศาสตร์ชาติ สำหรับเศรษฐกิจไทยปี2570 มีแนวโน้มขยายตัว 1.7%-2.7% แต่ยังคงมีผลกระทบจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ทำให้มีค่ากลางอัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ช่วง 0.5%-1.5% ขณะที่หนี้สาธารณะ เมื่อ 31 มี.ค.2569 มีจำนวน 12ล้านบาท คิดเป็น 66.4% ของจีดีพี ส่วนฐานะเงินคงคลัง มีจำนวน 3.4แสนล้านบาท รัฐบาลบริหารเงินคงคลังในระดับที่เหมาะสม

รบ.ยันใช้งบประคองภาวะศก.-ปชช.

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า สถานการณ์การคลังของรัฐ รายจ่ายประจำที่จำเป็นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น มีงบคงเหลือรายจ่ายลงทุนลดลงและความจำเป็นใช้เครื่องมือการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้ต้องทำงบประมาณขาดดุลต่อเนื่อง ทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีเข้าใกล้กรอบเพดาน70% ที่กระทบต่อฐานะการคลังระยะยาว ทำให้ต้องใช้นโยบายบริหารการคลัง ปรับลดขนาดขาดดุลการคลังไม่เกิน3%ภายในปี2572 เพื่อฟื้นฟูสภาพการคลังของประเทศ ร่างพรบ.งบฯ2570 ทำหน้าที่ ประคองประชาชนและเศรษฐกิจ และวางรากฐานให้ประเทศแข็งแรง โดยยึดทำงบให้ตรงจุด สะท้อนโปร่งใส เปิดเผยได้ เพื่อให้ประเทศข้ามผ่านวิกฤติทั้งพลังงาน ค่าครองชีพและระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงเอกชน และมีมาตรการส่งเสริมการลงทุน คำนึงถึงการใช้จ่ายงบประมาณที่คุ้มค่า ประหยัด เน้นประสิทธิภาพและการทำงานต้องลดความซ้ำซ้อน รวมถึงยึดกรอบวินัยการเงินการคลังเคร่งครัด

ปฎิรูปกฎหมาย+ป้องกันคอรัปชั่น

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า รัฐบาลกำหนดนโยบายแก้ปัญหาเร่งด่วน ควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถ เช่น เพิ่มรายได้ ลดภาระค่าใช้จ่าย โครงการคนตัวเล็กพลัส โครงการดิจิทัลเอไอ นโยบายการลงทุนพลัส ยกระดับความสามารถ เทรดพลัสเมดอินไทยแลนด์พลัส เร่งขยายตลาดส่งออก ยกระดับเศรษฐกิจชุมชน ให้เม็ดเงินหมุนเวียนตามนโยบายชุมชนพลัส ขณะเดียวกันยังสร้างความมั่นคงชายแดน พัฒนาศักยภาพการป้องกันประเทศ ส่วนด้านสังคม ให้ความสำคัญกับนนโยบายที่เกี่ยวข้อง ปรับหลักสูตรการเรียน สอดคล้องกับการจ้างงานในอนาคต พัฒนาระบบประกันสุขภาพรักษาทุกที่ได้ทันที ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม เน้นใช้พลังงานสะอาด การบริหารภาครัฐ ปฏิรูปกฎหมาย เพื่อความสะดวก รวดเร็วโปร่งใส และแก้ปัญหาคอรัปชันเชิงโครงสร้าง

วางรากฐานประเทศ6ยุทธศาสตร์

นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า สำหรับงบประมาณ ปี2570 มีวงเงินรวม 3.788 ล้านล้านบาท จำแนกตามกลุ่มรายจ่าย ดังนี้ งบกลาง กำหนดไว้ 6.98 แสนล้านบาท คิดเป็น 18.3% งบรายจ่ายของหน่วยรับงบปะมาณ 1.3 ล้านล้านบาท คิดเป็น 35.4% งบจ่ายบูรณาการ 7หมื่นล้านบาท คิดเป็น 1.9% งบรายจ่ายบุคลากร 8.5แสนล้านนบาท คิดเป็น 22.5% งบรายทุนหมุนเวียยน จำนวน 2.9แสนล้านบาท คิดเป็น 7.8% งบชำระหนี้ภาครัฐ 4.62 แสนล้านบาท คิดเป็น 12.2% และ งบเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 7.1หมื่นล้านบาท คิดเป็น 1.9% ทั้งนี้ตามยุทธศาสตร์การจัดสรงบประมาณ2570 ประกอบด้วย 6ยุทธศาสตร์ มี 63 แผนงาน ได้แก่ 1.ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง จำนวน 4.07แสนล้านบาท มี 14 แผนงานเพื่อให้ประเทศมั่นคง ส่งเสริมการอยู่ร่วมกัน เคารพความเห็นต่าง สร้างความสามัคคีปองดอง ส่งเสริมการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แก้ปัญหายาเสพติด แก้ปัญหาพื้นที่ชายแดนภาคใต้

จัดระบบสวัสดิการดูแลทุกกลุ่ม

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า 2.ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน จำนวน 3.48แสนล้านบาท มี 15 แผนงาน เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นาน กระตุ้นเศรษฐกิจ พัฒนาอุตสาหกรรมการบริการทางการแพทย์ ส่งเสริมพัฒนาพลังงานทดแทน 3.ยุทธศาสตร์ด้านพัฒนาและเสริมสร้างศักยภภาพทรัพยากรมนุษย์ จำนวน6.11 แสนล้านบาท มี 8แผนงาน เพื่อส่งเสริมให้คนไทยเป็นคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ มีทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต พัฒนาระบบสาธารณสุขและขยายเครือข่ายการให้บริการสุขภาพอย่างทั่วถึง 4.ยุทธศาสตร์สร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม 9.6แสนล้านบาท มี 12แผนงาน เพื่อสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำทุกมิติ ส่งเสริมบทบาทองค์กรปกครองท้องถิ่น ภาคประชาชน ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดระบบสวัสดิการเพื่อดูแลทุกกลุ่มเป้าหมายให้มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีงาน มีรายได้

ใช้งบยึดกรอบวินัยการเงินเคร่งครัด

รองนายกฯ และรมว.คลัง กล่าวอีกว่า 5.ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งล้อม จำนวน 1.37 แสนล้านบาท มี 9แผนงาน เพื่อสร้างความสมดุลและความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ ฟื้นฟู ส่งเสริมทรัพยากร ขยายพื้นที่สีเขียว ลดปัญหาฝุ่นพีเอ็ม2.5และ6.ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารรจัดการภาครัฐ จำนวน 6.76 แสนล้านบาท มี 7 แผนงาน เพื่อยกระดับการบริการภาครัฐ เปลี่ยนไปสู่ราชการทันสมัย การจัดทำงบประมาณ พ.ศ.2570 มีส่วนที่เป็นรายจ่ายค่าดำเนินการภาครัฐ จำนวน 6.46แสนล้านบาท โดยมี 3 แผนงาน คือ เพื่อรองรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 1.12แสนล้านบาท แผนจัดการหนี้ภาครัฐ จำนวน 4.62แสนล้านบาท และ เพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 7.1 หมื่นล้านบาท ร่างพรบ.งบฯ70 มุ่งเป้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สร้างโอกาส ลดความเหลื่อสล้ำอย่างทั่วถึง สำหรับการทำนโยบายแบบขาดดุลเพื่อรักษาเสถียรภาพและสร้างความเข้มแข็งให้ระบบเศรษฐกิจต่อเนื่อง โดยรัฐบาลจะบริหารงบประมาณให้เป็นไปกฎหมาย ตามกรอบวินัยการคลังของรัฐเคร่งครัด จะใช้จ่ายเงินภาษีประชาชนให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ให้เม็ดเงินไปสู่ประชาชน สร้างการเติบโตให้เต็มศักยภาพ เพื่อประโยชน์ของประชาชน

‘ไหม’ซัดไร้หนทางแก้ปัญหาศก.

จากนั้น เวลา10.05น.น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ได้อภิปรายว่า การตั้งงบประมาณครั้งนี้เพิ่มขึ้นเพียง 7,400 ล้านบาท ขณะที่ในส่วนของรายได้ 3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 79,000ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับงบประมาณที่เพิ่ม ทั้งที่งบเพิ่มขึ้นไม่มาก แต่รัฐบาลยังกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบงบประมาณในระดับที่สูงอยู่มาก รัฐบาลอาจจะบอกว่ามีวิกฤตพลังงานที่ซ่อนอยู่ แต่รัฐบาลเพิ่งเซ็นเช็คเปล่าที่ได้กู้เงินให้กับตัวเองไปแล้ว 4 แสนล้านบาท ดังนั้น การเอาวิกฤตมาอ้างการขาดดุลสูงขนาดนี้อาจไม่ถูกต้อง เพราะจะทำให้งบประมาณเกิน3%ต่อจีดีพี กลายเป็นความปกติใหม่ และสะท้อนว่า เรากำลังอยู่ในปัญหาที่เรื้อรัง ที่ค่าใช้จ่ายมีแต่จะเพิ่มขึ้น รัฐบาลที่ผ่านๆมา จะใช้วิธีหลอกตาสภาว่ารายจ่ายประจำยังน้อยอยู่ โดยใส่ตัวเลขให้น้อยเข้าไว้ และใช้วิธีหมุนเงินเอา แต่นานวันยิ่งปกปิดอำพรางเรื่องนี้ต่อไปไม่ไหว จึงจำเป็นต้องใส่เข้ามาให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากขึ้น

รายจ่ายบุคคลากรมากเหมือนเดิม

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า งบประมาณปี 2570 แม้จะเพิ่มไม่มาก แต่มีข้อกังขาว่าทำไมเกือบครึ่งหนึ่งของหน่วยงานต่างๆกลับได้รับงบประมาณลดลงถ้วนหน้า ถ้าดูระดับกรมจะพบว่า70%ของหน่วยรับงบประมาณได้รับงบลดลงจากปี2569 ทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน ยิ่งหน่วยไหนที่มีงบลงทุนมากจะยิ่งถูกตัดมากตามไปด้วย เพราะหน่วยรับงบประมาณที่ได้เพิ่มเยอะจริงๆมีไม่มาก ซึ่งส่วนที่เพิ่มมากที่สุดคืองบกลาง โดยเฉพาะรายการที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายบุคลากรไม่ว่าจะเป็นงบบำเหน็จบำนาญข้าราชการหรือเงินสมทบ กบข.ที่พบว่า เฉพาะกระทรวงการคลังกระทรวงเดียว ได้รับเพิ่มถึง 40,000 ล้านบาท ซึ่งไม่ใช่นำไปใช้พัฒนาโครงการอะไรใหม่ๆ แต่เป็นรายจ่ายดอกเบี้ย ซึ่งไม่ได้มีการจ่ายอะไรเพิ่มเติมมากขนาดนั้น เพียงแต่ใส่ตัวเลขให้สะท้อนกับความเป็นจริงเท่านั้นเอง

ลดงบสร้างตึก-แต่เพิ่มสร้างถนน

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า รายละเอียดของงบประมาณปี 2570 ที่จัดออกมาเพื่อรับกับสถานการณ์ฝีแตก ในส่วนของรายจ่ายลงทุนลดลง 73,736 ล้านบาท แต่สิ่งที่ไม่คิดว่าจะนับเป็นรายจ่ายลงทุนกลับถูกนำมานับ เช่น ในงบกลางเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินจำเป็นที่ปีนี้มีการอนุมัติ 100,000 ล้านบาท พบว่า 60,000 ล้านบาท ถูกนับว่าเป็นรายจ่ายลงทุน แต่ที่ยังไม่เข้าใจจนถึงตอนนี้ คืองบรายจ่ายประเภทรายจ่ายฟื้นฟูเศรษฐกิจ กระตุ้นเศรษฐกิจที่ปีนี้ตั้งมา 12,000 ล้านบาท เป็นงบรายจ่ายลงทุนถึง 80% ซึ่งปกติที่ตนเห็นเป็นการแจกเงิน จึงไม่มีทางนับเป็นรายจ่ายลงทุนได้ แต่ยังมีข่าวดีที่งบประมาณที่ใช้กับการวิจัย และพัฒนา 100% นับเป็นรายจ่ายลงทุน แต่ข่าวร้ายคืองบวิจัยสำหรับปีนี้ถูกลดลงไปถึง 6,000 ล้านบาท จาก 19,000 ล้านบาท เหลือเพียง 13,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ในปีงบประมาณ 2569 มีการอภิปรายกันมากในส่วนของงบก่อสร้างที่เยอะเกินไป ปีนี้ต้องขอบคุณที่มีการตัดลดงบประมาณการสร้างตึกลงไปครึ่งหนึ่งซึ่งถือว่าโหดมาก แต่ส่วนที่ยังเป็นรายจ่ายสูงสุดสำหรับรายจ่ายลงทุนยังเป็นการลงทุนในถนนกันต่อไป

เย้ยควักเงินเก๊ะสมบัติเจ้าคุณปู่มาใช้

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า แม้ปีนี้รายจ่ายประจำจะพุ่งขึ้นสูงมาก แต่ยังไม่เพียงพอต่อการครอบคลุมค่าใช้จ่ายจริงในปีนี้ ทั้งในส่วนของเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล งบชำระดอกเบี้ยและเงินสมทบ กบข.ทำให้ทั้งหมดยังขาดอีกกว่า 85,000ล้านบาท พอเราต้องจัดงบให้ใกล้เคียงกับที่จ่ายจริง มีรายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นอีกจำนวนมากเกือบแสนล้านบาท ซึ่งงบประมาณมีข้อจำกัดหมดแล้ว จนไม่สามารถขยายไปรองรับค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้นในอนาคตได้อีกแล้ว ได้แต่ภาวนาว่าในปี 2570 รัฐบาลจะหมุนเงินได้ทันและเพียงพอ เพื่อนำมาจ่ายในส่วนของงบประมาณที่ตั้งไว้แต่ขาดอยู่ เพราะต้องยอมรับว่าตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา หมุนเงินไม่ทันต้องไปควักเงินคงคลังมาใช้ เหมือนเป็นกระเป๋าสำรองเป็นเก๊ะสมบัติเจ้าคุณปู่ ที่เมื่อไหร่ที่ควักออกมาใช้ปีต่อๆไปก็ต้องจ่ายคืน

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ตกลงแล้วประเทศนี้ใช้งบประมาณแต่ละปีเท่าไหร่กันแน่ เพราะที่ขอสภาไปมันไม่ถึง แต่พอใช้จ่ายไม่พอก็ไปขอเงินคงคลัง ทำให้วนลูปอยู่แบบนี้ที่ปีต่อๆไปต้องไปตั้งงบประมาณเพื่อชดใช้เงินคงคลัง กินงบประมาณที่เราจะสามารถใช้ได้ในอนาคต เท่ากับว่าจะต้องขาดดุลเท่าไหร่ก็ยังไม่พอ พองบประมาณติดข้อจำกัดแบบนี้ ทำให้เราไม่ค่อยเห็นโครงการใหม่ๆเกิดขึ้นในเอกสารงบประมาณปี 2570 อาจจะเห็นเรื่องของการเปลี่ยนชื่อโครงการ แต่ยังเป็นโครงการเดิม และที่ตลกคือการที่รองนายกฯ และรมว.คลัง อ่านชื่อโครงการต่างๆออกมามากมาย ที่มีชื่อต่อท้ายว่า“พลัส”แต่พอดูในเอกสารงบประมาณปรากฏว่าไม่มีโครงการที่มีชื่อต่อท้ายว่า“พลัส”แต่อย่างใด

โครงการไหนใส่AIได้งบมากพิเศษ

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ในส่วนของยุทธศาสตร์มีลักษณะคล้ายของเดิมมาก โดยมีการปรับแก้น้อยมาก และเมื่อดูนโยบายหาเสียงที่ระบุไว้ในนโยบายรัฐบาล เช่น อาสาพยาบาล หนึ่งอำเภอหนึ่งศูนย์บำบัดยาเสพติด ที่ไม่สร้างแล้วแต่คิดโปรแกรมบำบัดใหม่ พลทหารอาสา ที่โฆษณาเอาไว้ว่าจะรับ 100,000 นาย แต่ในเล่มงบประมาณทำจริงแค่ 25,000 นาย แม้จะเป็นนโยบายที่หาเสียง แต่ยังไม่สามารถทำได้ พี่เห็นได้ชัดอีกอย่างคือคำว่า AI หรือปัญญาประดิษฐ์ กลายเป็นรหัสเอทีเอ็มใหม่ของปี 2570 ถ้ามีอะไรที่เกี่ยวข้องกับ AI จะได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งปีนี้เพิ่มขึ้น 2 เท่า ประมาณ 2,000 กว่าล้านบาท จำนวน 176 โครงการ แต่ยังหายุทธศาสตร์เกี่ยวกับ AI ในโครงการปีนี้ไม่เจอ ในส่วนของรายจ่าย เราพบปัญหาเต็มไปหมด งบประมาณรายจ่ายพุ่ง สะท้อนแผลเรื้อรังของรัฐบาลที่ผ่านมา โดยที่รัฐบาลปัจจุบันยังไม่มีแนวทางแก้ไข สุดท้ายงบประมาณที่จะเหลือไปพัฒนาประเทศจะน้อยลงเรื่อยๆ เราต้องการผู้นำ ทั้งนายกรัฐมนตรี รองนายกฯด้านเศรษฐกิจ และรมว.คลัง ที่มุ่งมั่นจริงจังอยากแก้ปัญหาจริงๆและพูดปัญหาอย่างตรงไปตรงมา เพื่อนำประเทศออกจากวิกฤตแผลเรื้อรังที่เป็นฝีแตกของประเทศอย่างทุกวันนี้ แต่งบป2570 ยังไม่เห็นว่า จะนำพาประเทศออกจากจุดนั้นได้

‘อภิสิทธิ์’จวกจัดงบฯ70ไร้อนาคต

เวลา11.20น.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายว่า เป็นการจัดงบประมาณที่มองไม่เห็นอนาคต ทั้งนี้ไม่ได้ตำหนิรัฐบาล เพราะโครงสร้างงบประมาณสะท้อนปัญหาที่สะสม แต่ด้วยสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลก และภาวะวิกฤติเป็นความท้าทายและหน้าที่ของรัฐบาลเป็นพิเศษว่าจะสะสางปัญหาที่สะสมอย่างไรให้มีพื้นฐานแข็งแกร่งเดินไปข้างหน้า สิ่งที่ทำให้มองไม่เห็นอนาคต เพราะโครงสร้างงบประมาณ ที่พบการจัดเก็บรายได้ทั้งหมด เพียงพอกับงบประจำและการใช้หนี้ เท่านั้น ส่วนงบลงทุนมาจากการกู้ แสดงให้เห็นว่าปัจจุบันศักยภาพของรัฐบาลในการจัดเก็บภาษีอากร และหารายได้สามารถทำได้เพียงประคองสิ่งที่มีอยู่และชดใช้หนี้

แนะต้องปฎิรูประบบจัดเก็บภาษี

“ตัวเลขนี้น่ากลัว เพราะเมื่อดูการ จัดเก็บภาษีอากร จะพบว่าสัดส่วนภาษีอากร เทียบกับจีดีพี คงอยู่ 14.6% คือ ต่ำสุดในประวัติศาสตร์ และดำรงอยู่ทั้งที่รู้ถึงความต้องการและความคาดหวังของประชาชน ในเรื่องสวัสดิการที่สูงขึ้น ผมเสียดายที่นายกฯ หรือ รมว.คลัง ไม่มาฟังสภา ใช้เวลาครึ่งวันอภิปรายย้ำว่าถึงเวลาปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ ไม่เช่นนั้นจะไม่ดูแลความต้องการของคนได้อย่างที่ต้องการ และไม่ต้องพูดถึงสิ่งที่ตั้งเป้าว่า เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จะได้เดือนละพันบาท แต่ในงบปี2570 ไม่สามารถเพิ่มให้ได้ รวมถึงไม่เพิ่มเบี้ยให้คนพิการ ไม่สามารถทำให้เงินอุดหนุนเด็กเป็นแบบถ้วนหน้าแท้จริงตามเป้าหมายที่กำหนดมานาน และเชื่อว่าไม่เฉพาะปีนี้แต่จะเป็นไปเรื่อยจนกว่าจะปฏิรูปภาษี” นายอภิสิทธิ์ อภิปราย

งบจ่ายบุคลากรอื้อ-ไร้งบภัยพิบัติ

นายอภิสิทธิ์ อภิปรายต่อว่าทั้งนี้ตนอยากฟังจากรัฐบาลว่ามีแนวคิดต่อเรื่องดังกล่าวอย่างไร และตนหวังว่าจะไม่หมกมุ่นเพียงการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มที่เป็นทางเลือกสุดท้าย ทั้งนี้ งบที่จัดสรรใน ปี 2570 พบว่ามีส่วนที่เพิ่มขึ้น คือ งบบุคลากร3.8%และงบอุดหนุน5.6% ที่เพิ่มขึ้น แต่งบลงทุนลงทุนลดลงถึง 13.1% ทั้งนี้การลงทุนไม่มีโครงการใหม่ บางเรื่องที่ประชาชนคาดหวัง คือ การลงทุนเพื่อป้องกันภัยพิบัติ ที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่ประชาชนต้องการ ไม่ปรากฎในร่างงบประมาณ ปี2570 หากบอกว่าการลงทุนไม่พึ่งงบประมาณ แต่หากรัฐบาลกู้เงิน 4แสนล้านบาท เป็นการส่งเสริมนำเข้าโซลาเซลล์ และยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งไม่ใช่การลงทุน ส่วนที่พยายามผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์นั้นเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า

นายอภิสิทธิ์ อภิปรายว่า ประเทศและงบประมาณติดหล่มและจะติดหล่มหากไม่สะสางเรื่องงบที่บานปลาย เช่น งบบุคลากร เบี้ยบำนาญ 3.8แสนล้านบาท เชื่อว่าไม่พอเพราะช่วงปีที่ผ่านมาจ่ายเกิน 3.9 แสนล้านบาทแล้ว ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลของภาครัฐที่ตั้งไว้เท่าเดิม 9หมื่นล้านบาท แต่ปีที่ผ่านมายอดใช้จริงทะลุแสนล้านบาท ดังนั้น งบที่เกี่ยวกับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ต้องเพิ่ม 2 แสนล้านบาท ตนยืนยันว่าไม่เพียงพอ ตนขอถามรัฐบาลจะแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างไร ต่อทิศทางของบุคลากร จะให้คนเกษียณอายุราชการที่อายุมากขึ้นหรือเกษียณอายุก่อนกำหนด สิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ตนมองว่าหากไม่ปรับเปลี่ยนในคนใหม่ที่เข้ามาเงินทั้งหมดจะจมอยู่กับเรื่องดังกล่าว

ซัดรัฐบาลทำงบแบบหาเช้ากินค่ำ

นายอภิสิทธิ์ อภิปรายต่อว่า ส่วนหนี้สาธารณะที่รัฐบาลบอกว่าไม่ชนเพดาน อยู่ท่ี66% แต่หากศาลอนุญาตให้กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเต็มจำนวน หนี้จะไปถึง 69% ทั้งนี้ยังมีหนี้ค้างสถาบันการเงิน อีก 1ล้านล้านบาท หากรวมจะทะลุ 70% หากไม่อยากให้หนี้ทะลุต้องทำให้รายได้เพิ่ม 4% แต่ไม่เห็นมาหลายปี หากทำไม่ได้ภายใน 5-10 ปี จะเห็นหนี้สาธารณะมีโอกาสทะลุไปถึง 80%-90% ดังนั้นหากรัฐบาลไม่กล้าหาญเพียงพอ จะทำให้มองไม่เห็นอนาคต และ หากดูการจัดสรรงบประมาณที่เป็นครั้งแรกที่หน่วยงานรับงบลดลง แต่มีกระทรวงดีอีที่ได้รับงบเพิ่ม ที่หลายโครงการระบุว่าจะใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ แต่ไม่เห็นอนาคตถึงการใช้เอไอเพื่อสร้างประโยชน์หรือมูลค่าได้อย่างไร คำแถลงของรัฐบาล รวมถึงเอกสารงบประมาณ เหมือนรู้หลักการสิ่งที่ต้องทำ ต้องใช้ เช่น ทำงบที่แม่นยำ มุ่งเป้า ตอบโจทย์แก้ปัญหา ทำงบแบบฐานศูนย์ แต่เนื้อในของบ ไม่เห็นการตั้งงบแบบมุ่งเป้า หรือเป็นฐานศูนย์อย่างแท้จริง ทั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นอนาคตและเห็นด้วยกับอีกคำที่สส.ฝ่ายค้านพูดไว้คือ เป็นงบแบบหาเช้ากินค่ำ

‘ชัชชาติ’เข้าวิน‘มัลลิกา’มาที่2

วันเดียวกัน กกต.กทม.ออกประกาศผลนับคะแนนผู้ว่าฯกทม.เรียงตามลำดับผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุด ดังนี้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ หมายเลข 9 ได้รับคะแนน 1,537,784 คะแนน, นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข หมายเลข 14 ได้รับคะแนน 304,494 คะแนน นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หมายเลข 10 ได้ 188,144 คะแนน, นายอนุชา บูรพชัยศรี (หมายเลข 5) ได้คะแนน 106,739 คะแนน, หม่อมหลวง กรกสิวัฒน์ เกษมศรี หมายเลข 1 ได้รับคะแนน 47,728 คะแนนเป็นต้น

‘ชัชชาติ’แต้มสูงประวัติศาสตร์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผลคะแนน ของนายชัชชาติในการ เลือกตั้งปี 2569 ถือว่ามากที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.อีกครั้งนับตั้งแต่มีการเลือกตั้งมาตั้งแต่ปี 2518 ทั้งนี้นายชัชชาติได้ทำลายสถิติเดิมของตัวเอง ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2565 ด้วย

ส่วนผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.เมื่อ ปี 2565 นายชัชชาติ ได้คะแนนเสียงรวม 1,386,215 คะแนน ขณะที่อย่าง นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้นได้ไป 254,723 คะแนน และได้อันดับ 3 คือ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ตัวแทนจากพรรคก้าวไกลขณะนั้นได้ 253,938 คะแนน

ปชน.กวาด ส.ก.22เขต

ส่วนผลการนับคะแนนการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร หรือ ส.ก. จำนวน 50 เขต อย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งคืบหน้าไปแล้ว 94.99% จากจำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 2,201,738 เสียง ปรากฏว่า พรรคประชาชน ประสบความสำเร็จกวาดเก้าอี้ ส.ก. มาได้มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งรวม 22 เขตพื้นที่ ขณะที่กลุ่มการเมืองและพรรคการเมืองอื่น ๆ มีสัดส่วนคะแนนนำตามมาในพื้นที่ต่าง ๆ ดังนี้ กลุ่มคนทำงาน ชนะ 11 เขต, พรรคประชาธิปัตย์ ชนะ 8 เขต,กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว ชนะ 4 เขต,ผู้สมัครอิสระ ชนะ 3 เขต,กลุ่ม Better Bangkok ชนะ 2 เขต

‘กลุ่มเรารักพัทยา’คว้าชัยทีม

ศูนย์อำนวยการการเลือกตั้งเมืองพัทยา จ.ชลบุรี รายงานการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยา (สม.) อย่างไม่เป็นทางการ อันดับ 1 นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ ได้คะแนน 20,184, อันดับ 2 นายอิทธิวัฒน์วัฒนศาสตร์สาธร ได้คะแนน 11,566, อันดับ 3 นายศักดิ์ชัย แตงฮ่อ ได้คะแนน 1,077 ส่วนการเลือกตั้งสมาชิกสภาเมืองพัทยา (สม.) ปรากฏว่าผู้สมัครจากกลุ่มเรารักพัทยาทั้ง 24 คน และเป็นลูกทีมของนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ สามารถชนะการเลือกตั้งได้ครบทั้ง 4 เขตเลือกตั้ง

‘ศุภจี’ แจงงบปี 70 รับเงินมีจำกัด เร่งแก้โครงสร้าง รับมือ 4 ความท้าทาย ดันเกษตร-SME-ปราบทุนเทา

'ศุภจี' แจงงบปี 70 รับเงินมีจำกัด เร่งแก้โครงสร้าง รับมือ 4 ความท้าทาย ดันเกษตร-SME-ปราบทุนเทา

‘ศุภจี’ แจงงบปี 70 รับเงินมีจำกัด เร่งแก้โครงสร้าง รับมือ 4 ความท้าทาย ดันเกษตร-SME-ปราบทุนเทา

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.36 น.

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2569 เวลา 18.37 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาเรื่องด่วน ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ได้ลุกขึ้นชี้แจงถึงภาพรวมการจัดสรรงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาระยะสั้นควบคู่ไปกับการวางรากฐานโครงสร้างระยะยาว

เผชิญ 4 ความท้าทายหลักระดับโลกและโครงสร้างประเทศ

นางศุภจี ระบุว่า ปัจจุบันประเทศต้องเผชิญกับความท้าทาย 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1. ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่มีการแบ่งขั้วอำนาจชัดเจน ทำให้การค้าขายยากลำบาก ไทยจึงต้องรักษาสมดุลให้อยู่ตรงกลาง 2. ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทำให้ต้นทุนภาคการเกษตร ขนส่ง และผู้ประกอบการสูงขึ้น 3. โครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ เด็กในระบบน้อยลง จึงต้องเร่งเสริมสร้างทักษะแรงงาน และ 4. โครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ติดกับดักรายได้ปานกลางมาอย่างยาวนาน ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องใช้งบประมาณที่มีจำกัดนี้ เข้าไปแก้ปัญหาเรื้อรังทั้งระยะสั้นและวางโครงสร้างระยะยาวไปพร้อมกัน

ยกระดับราคาสินค้าเกษตร บริหารจัดการล่วงหน้าครบวงจร

ในด้านค่าครองชีพและสินค้าเกษตร นางศุภจี กล่าวว่า ภาคเกษตรกรรมมีแรงงานถึง 30% แต่สร้างรายได้ให้ประเทศไม่ถึง 10% รัฐบาลจึงบูรณาการแก้ปัญหาทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ (เช่น การตั้งล้งชุมชนแปรรูป) และปลายน้ำ โดยเน้นการทำตลาดล่วงหน้า ตัวอย่างเช่น ผลผลิตทุเรียนในปีนี้ที่ออกมามากและลูกเล็กเนื่องจากสภาพอากาศ แต่การวางแผนล่วงหน้าโดยไม่ต้องรอกระทบงบประมาณมหาศาล ทำให้ราคายังอยู่ในเกณฑ์ดี ส่วนภาพรวมสินค้าเกษตรอื่นๆ แม้บางตัวราคาลดลง แต่ค่าเฉลี่ยส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้น โดยรัฐบาลพยายามประคองสถานการณ์ไม่ให้กลไกนี้ล่มสลาย

ดัน “ข้าวเศรษฐกิจอนาคต” สร้างชุมชนเข้มแข็ง

สำหรับสถานการณ์ข้าว ถือว่าปีนี้ราคาอยู่ในเกณฑ์ดีและอุปทานส่วนเกินลดลง รัฐบาลได้ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยประเมินพื้นที่อุปทานล้น เพื่อเข้าไปนำตลาดและชะลอข้าวออกสู่ตลาด พร้อมยกระดับไปสู่ “ข้าวเศรษฐกิจอนาคต” หรือข้าวประณีต โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูกให้เหมาะสม หรือเปลี่ยนพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตดีขึ้น นำร่องไปแล้ว 200 ชุมชน และตั้งเป้าขยายเป็น 466 ชุมชนในปีนี้ เพื่อสร้างความเข้มแข็งและยกระดับราคาข้าวอย่างยั่งยืน

ตั้งเป้าดันรายได้ SME แตะ 40% ของจีดีพี

ปัญหาของ SME เป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญ โดยปัจจุบันกลุ่ม SME สร้างรายได้ประมาณ 35% ของจีดีพี ซึ่งตั้งเป้าผลักดันให้ถึง 40% เพื่อช่วยให้ประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ที่ผ่านมาได้ดำเนินการฝึกทักษะผู้ประกอบการไปแล้วกว่า 55,400 ราย และมีผู้เข้าร่วมโปรแกรมกว่า 300,000 ราย รวมถึงการออก พ.ร.ก.เงินกู้ เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ SME นำร่อง 2,000 ราย นอกจากนี้ยังเตรียมศึกษาโครงสร้างค่าธรรมเนียม (GP) ของแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อหาแนวทางลดภาระ รวมถึงส่งเสริมเครือข่ายแฟรนไชส์ที่สร้างมูลค่าได้กว่า 2 แสนล้านบาท

กวาดล้าง “นอมินี-ทุนเทา” สกัดบัญชีม้าเด็ดขาด

นางศุภจี เน้นย้ำถึงการจัดการปัญหาทุนเทาและนอมินี โดยได้ทำ MOU ร่วมกับ 23 หน่วยงานรัฐ ส่งผลให้การจดทะเบียนตั้งบริษัทชื่อต้องสงสัยลดลงถึง 51.05% มีการตรวจสอบข้อมูลผู้จดทะเบียนเทียบกับฐานข้อมูลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อสกัดการทำบัญชีม้า ทำให้สถิติบริษัทต้องสงสัยลดลงจาก 549 แห่งในปีก่อน เหลือเพียง 10 แห่งในช่วงต้นปีที่ผ่านมา พร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึก 35 พื้นที่ใน 11 จังหวัด และประสานข้อมูลกับสรรพากร ตำรวจ ปอศ. และ ดีเอสไอ อย่างใกล้ชิด

รุกเจรจาการค้า-ดึง AI บูรณาการข้อมูล 4 กระทรวง

ในด้านการส่งออก รัฐบาลเร่งสร้างสมดุลการค้าผ่านการเจรจากับมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงเดินหน้าเจรจา FTA และขยายตลาดใหม่ๆ อย่างมาเลเซียและแอฟริกาใต้ เพื่อทดแทนตลาดที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม นอกจากนี้ ยังดึงเทคโนโลยี AI มาใช้ประเมินความเสี่ยงและเพิ่มความรวดเร็วในการทำงาน โดยบูรณาการข้อมูลร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ กระทรวง อว. และกระทรวงดิจิทัลฯ เพื่อวิเคราะห์อุปทานสินค้าเกษตรล่วงหน้า ช่วยให้พาณิชย์จังหวัดเข้าไปพยุงราคาได้อย่างแม่นยำ

ในตอนท้าย นางศุภจี ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “วันนี้โลกเราไม่ได้สมบูรณ์แบบ เราพยายามทำงานทั้งแก้ปัญหาระยะสั้น และแก้โครงสร้างในระยะยาวไปพร้อมกัน ในเวลา และงบประมาณที่เรามีอยู่อย่างจำกัด ก็ขอความเข้าใจและขอรับคำแนะนำของทุกคนเพื่อทำให้นโยบายของเราตอบโจทย์ให้มากที่สุด”

‘Climate Intelligence Forum 2026’ ถอดบทบาท ‘ข้อมูลคาร์บอน’ สู่การขับเคลื่อน Net Zero

'Climate Intelligence Forum 2026' ถอดบทบาท 'ข้อมูลคาร์บอน' สู่การขับเคลื่อน Net Zero

‘Climate Intelligence Forum 2026’ ถอดบทบาท ‘ข้อมูลคาร์บอน’ สู่การขับเคลื่อน Net Zero

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.27 น.

ในยุคที่กติกาการค้าโลกกำลังเปลี่ยนไป “ข้อมูลคาร์บอน” ไม่ใช่เพียงตัวเลขด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นข้อมูลเชิงกลยุทธ์ที่มีผลต่อความสามารถในการแข่งขันขององค์กรและประเทศ ทั้งในมิติของการส่งออก การลงทุน การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว และการขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero โดยสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน (CBiS) ภายใต้มูลนิธิอรุณ สรเทศน์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดงาน “Climate Intelligence Forum 2026: Driving Climate Action Through Data-Driven Resilience and Eco-Efficiency” โดยมีผู้เข้าร่วมประมาณ 200 คน จากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร และภาควิชาการ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางการใช้ข้อมูล Carbon Footprint เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยมี ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล รองคณบดีด้านความยั่งยืนและการมีส่วนร่วมของสังคม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวต้อนรับและกล่าวเปิดงาน Forum วิชาการ ในครั้งนี้ โดยได้มีการสะท้อนภาพรวมของสถานการณ์โลกด้าน Climate Change ที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่า การรับมือกับปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ การบูรณาการองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม และการพัฒนาระบบสนับสนุนการตัดสินใจในระดับนโยบายและภาคปฏิบัติอย่างเป็นระบบ

ภายในงานยังมีปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “อบก.กับความสำคัญของ  Data Platform : การเก็บและจัดการข้อมูลคาร์บอนฟุต พริ้นท์” โดย คุณณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ซึ่งได้ถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับแนวคิด Climate Intelligence ซึ่งถือเป็นกรอบความคิดสำคัญของการจัดการปัญหาภูมิอากาศในยุคปัจจุบัน โดยเน้นว่าข้อมูล (Data) ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขเชิงเทคนิค แต่เป็น โครงสร้างพื้นฐานของการตัดสินใจ ที่สามารถนำไปใช้ในการวิเคราะห์แนวโน้ม การคาดการณ์ และการออกแบบมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการบรรยายในหัวข้อ “Revolutionizing Carbon Footprint Assessment for Organizations, Products & Projects Platform” โดย ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล ซึ่งได้เน้นย้ำบทบาทของสถาบันการศึกษาในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ ที่สะท้อนให้เห็นว่าการจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์จำเป็นต้องเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างภาพรวมของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ครบถ้วนสามารถนำไปใช้ได้จริง และเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน และได้กล่าวถึงการใช้เครื่องมือเข้ามาช่วยประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์อย่างเป็นระบบ

พร้อมการเปิดตัว “IdeaCarb – CFO Report Platform” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัล ที่ถูกพัฒนาเพื่อการประเมินและจัดทำรายงาน Carbon Footprint ในทุกระดับ เริ่มต้นจากระดับองค์กร และมีแผนพัฒนาต่อในระดับผลิตภัณฑ์ และโครงการ โดยแพลตฟอร์มถูกออกแบบให้สามารถสนับสนุนระบบ MRV (Measurement, Reporting and Verification) อย่างครบวงจร รวมถึงการนำเทคโนโลยี เช่น Machine Learning และ AI  เข้ามาช่วยวิเคราะห์แนวโน้มการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของมาตรการลดคาร์บอน และรองรับการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกในอนาคต ดังนั้นการเปิดตัวแพลตฟอร์มในครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการนำเสนอเครื่องมือทางเทคโนโลยี แต่ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านเชิงระบบ (System Transformation) ของการจัดการข้อมูลด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของประเทศไทย ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อยกระดับข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์จาก “การรายงาน” ไปสู่  “การตัดสินใจเชิงนโยบายและการดำเนินงานจริง” อย่างเป็นระบบด้วยข้อมูลที่มีความโปร่งใสและแม่นยำ

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการนำเสนอความร่วมมือด้านการขับเคลื่อนข้อมูลคาร์บอนในภาคส่วนต่าง ๆ อาทิ ความร่วมมือกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในโครงการพัฒนาระบบการเก็บและประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากนาข้าว เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรกรรม ความร่วมมือกับการรถไฟแห่งประเทศไทยในโครงการพัฒนาประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco-efficiency) ของระบบขนส่งทางราง และความเป็นไปได้ในการต่อยอดและประยุกต์ใช้งาน IdeaCarb – CFO Report Platform ในอนาคต

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงานอยู่ที่เวทีเสวนาหัวข้อ “From Data to Action: Achieving Net Zero Through Carbon Footprint Assessment” ซึ่งสะท้อนมุมมองจากผู้กำหนดนโยบาย ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ผู้ดำเนินงานภาคขนส่ง ภาคธุรกิจด้านเกษตร และภาควิชาการ โดยผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย คุณณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน), คุณอธิภู จิตรานุเคราะห์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางราง กระทรวงคมนาคม, คุณเข็มอัปสร สิริสุขะ กรรมการบริษัท สิริอัปสร จำกัด และผู้ก่อตั้งแบรนด์ “สิริไท” (SiriThai), คุณพรปวีณ์ ศิริรังษี วิศวกร 8 ศูนย์วิศวกรรมเครื่องกล ฝ่ายการช่างกล การรถไฟแห่งประเทศไทย และ ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี ดร.ณัฐวิญญ์ ชวเลิศพรศิยา ที่ปรึกษาสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยเวทีเสวนาสะท้อนว่า แม้แต่ละภาคส่วนจะมีบริบทต่างกัน แต่ต่างเห็นตรงกันว่าข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ไม่ใช่เพียงตัวเลขด้านสิ่งแวดล้อม แต่กำลังกลายเป็น “ภาษากลางของการพัฒนา” ที่เชื่อมโยงการตัดสินใจตั้งแต่ระดับนโยบาย องค์กร ธุรกิจ ไปจนถึงพฤติกรรมของประชาชน โดยคุณภาพและความน่าเชื่อถือของข้อมูลจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการกำหนดทิศทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคต

ในระดับนโยบาย ข้อมูล Carbon Footprint ของประเทศถูกใช้เป็นตัวชี้วัดหลักในการติดตามความก้าวหน้าด้าน Climate Action ภายใต้กรอบรายงานระหว่างประเทศ เช่น BTR (Biennial Transparency Report) ซึ่งสะท้อนว่าการบริหารจัดการข้อมูลที่เป็นระบบเป็นหัวใจสำคัญของการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในระดับองค์กร ภาคเอกชนถูกเน้นว่าเป็นกลไกสำคัญของการลดคาร์บอน เนื่องจากมีบทบาททางเศรษฐกิจสูง และอยู่ภายใต้แรงกดดันจากตลาดทุนและห่วงโซ่อุปทาน ข้อมูล Carbon Footprint จึงถูกใช้ทั้งในการรายงาน การบริหารความเสี่ยง และการตัดสินใจเชิงธุรกิจ รวมทั้งยังได้กล่าวถึง Carbon Footprint ในระดับผลิตภัณฑ์และโครงการ โดยชี้ให้เห็นว่าการลดคาร์บอนต้องครอบคลุมทั้งระบบ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ กิจกรรม ไปจนถึงโครงการต่าง ๆ เพื่อสร้าง “Check and Balance” ระหว่างข้อมูลในแต่ละระดับ และทำให้การลดการปล่อยเกิดขึ้นจริงอย่างครบวงจร

พร้อมทั้งปิดท้ายงานด้วยการแบ่งปันประสบการณ์โครงการ “Low Carbon NextGen: Youth Action for Sustainable Communities” หรือ “โครงการเยาวชนคาร์บอนต่ำ: พลังรุ่นใหม่ สู่ชุมชนยั่งยืน” โดย นางสาวลลิตา หลำพึ่ง หัวหน้าฝ่ายประเมินและบริหารโครงการ สถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน ซึ่งได้นำเสนอผลการดำเนินงานและบทเรียนจากการพัฒนาเครือข่ายเยาวชน ผ่านกิจกรรมอบรม ค่ายพัฒนาแนวคิดและการประยุกต์ใช้ข้อมูล ควบคู่กับการสร้างต้นแบบกิจกรรมในระดับโรงเรียนและชุมชน เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ด้าน Climate Change และ Carbon Footprint และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำในอนาคต ซึ่งโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย  (กฟผ.)

Climate Intelligence Forum 2026 จึงไม่ใช่เพียงเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้าน Carbon Footprint แต่เป็นพื้นที่สำคัญในการเชื่อมโยงผู้เล่นหลักของระบบนิเวศ Net Zero ของประเทศไทย ตั้งแต่ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม ภาคการศึกษา ไปจนถึงเยาวชนรุ่นใหม่ เพื่อร่วมกันเปลี่ยน “ข้อมูล” ให้กลายเป็น “การตัดสินใจ” และเปลี่ยน “การตัดสินใจ” ให้กลายเป็น “การลงมือทำ” ที่สร้างผลลัพธ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ท้ายที่สุด เวทีนี้สะท้อนภาพสำคัญว่า การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ไม่สามารถอาศัยเพียงแค่ข้อมูล แต่ต้องมี “แพลตฟอร์มข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์” ที่เป็นโครงสร้างกลางที่สำคัญในการรวบรวม วิเคราะห์ และแปลงข้อมูลไปสู่การตัดสินใจด้านนโยบายในเชิงปฏิบัติ (Data to Action) อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ พร้อมกันนี้ ความสำเร็จของระบบข้อมูลดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์กลายเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในอนาคต

ประกาศความสำเร็จ ADSX 2026 คึกคัก! ผนึก AI–อีคอมเมิร์ซ เปิดประตูธุรกิจใหม่ ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลคอมเมิร์ซเอเชีย

ประกาศความสำเร็จ ADSX 2026 คึกคัก! ผนึก AI–อีคอมเมิร์ซ เปิดประตูธุรกิจใหม่ ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลคอมเมิร์ซเอเชีย

ประกาศความสำเร็จ ADSX 2026 คึกคัก! ผนึก AI–อีคอมเมิร์ซ เปิดประตูธุรกิจใหม่ ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลคอมเมิร์ซเอเชีย

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.19 น.

งาน ASIA DigiCommerce Services Xpo 2026 (ADSX 2026) เปิดฉากอย่างเป็นทางการในฐานะเวทีแสดงเทคโนโลยีและบริการด้านดิจิทัลคอมเมิร์ซแห่งเอเชีย ที่รวบรวมนวัตกรรมด้าน AI, E-Commerce, Cross-Border Commerce, Smart Logistics และ Digital Payment ตลอดจนเทคโนโลยี Smart Living, Smart Devices และหุ่นยนต์อัจฉริยะจากผู้ประกอบการชั้นนำทั่วภูมิภาค อาทิ Alibaba.com, J&T Express, EcoFlow, Bambu Lab และ AiMOGA Robotics เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจ นักลงทุน และผู้ซื้อได้เข้าถึง เทรนด์เทคโนโลยีใหม่ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และต่อยอดโอกาสทางการค้าในเศรษฐกิจดิจิทัลยุค AI 
บรรยากาศวันเปิดงานเป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีผู้ประกอบการ นักลงทุน แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ผู้พัฒนาเทคโนโลยี ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ และผู้ซื้อจากหลายประเทศในเอเชียเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง สะท้อนการเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดดิจิทัลคอมเมิร์ซและความต้องการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจในทุกมิติ

รศ.ดร.ชิต เหล่าวัฒนา กรรมการบริหาร ประธานคณะกรรมการหุ่นยนต์และเอไอ สภาหอการค้าไทย ประธานในพิธีเปิดร่วมกับนายอาทิตย์ พัฒนพงศ์ชัย ผู้อำนวยการกองตรวจการมาตรฐาน 3 สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พร้อมกล่าวปาฐกถาหัวข้อ “Thailand Beyond Next” ว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจ AI อย่างเต็มรูปแบบ โดย AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีใหม่ แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญไม่ต่างจากไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตในอดีต พร้อมชี้ว่าประเทศไทยมีองค์ประกอบสำคัญที่จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางภูมิภาคด้าน AI-Commerce และซัพพลายเชนอัจฉริยะ จากจุดแข็งด้านทำเลยุทธศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบโลจิสติกส์ และฐานการผลิตอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง

อย่างไรก็ตาม “ความท้าทายสำคัญคือการผลักดันให้ภาคเอกชนไทยสามารถสร้างเทคโนโลยี แพลตฟอร์ม และนวัตกรรมของตนเอง เพื่อเปลี่ยนบทบาทจากผู้ใช้งานเทคโนโลยีไปสู่ผู้สร้างมูลค่าในเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งอนาคต ขณะที่ Agentic AI และหุ่นยนต์อัจฉริยะจะเป็นเทคโนโลยีสำคัญ ที่เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจและวิถีชีวิตในอนาคต” ชิต เหล่าวัฒนา กล่าว

อาบี ลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิเอ็กซ์ เอ็กซ์โป จำกัด ผู้จัดงาน กล่าวว่า ADSX 2026 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “AI in Action” เพื่อตอกย้ำบทบาทของเทคโนโลยีอัจฉริยะที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากนวัตกรรมสู่การใช้งานจริงในภาคธุรกิจ โดยรวบรวมผู้เล่นสำคัญในระบบนิเวศดิจิทัลคอมเมิร์ซ ทั้งแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ ผู้ให้บริการชำระเงิน โลจิสติกส์ เทคโนโลยีการตลาด ผู้พัฒนาโซลูชันดิจิทัล และนักลงทุนจากหลายประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ขยายตลาด และต่อยอดความร่วมมือในระดับภูมิภาค

ซินดี้ ลาง ประธานกรรมการบริหาร สมาคมอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์เซินเจิ้น กล่าวว่า การบูรณาการ AI เข้ากับข้อมูล คลาวด์คอมพิวติ้ง และเทคโนโลยีเชื่อมต่อ กำลังสร้างโอกาสทางธุรกิจครั้งใหญ่ให้กับภาคอุตสาหกรรม การค้า และบริการทั่วโลก โดยการนำ AI ไปใช้งานจริงจะเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน สร้างนวัตกรรม และยกระดับประสบการณ์ลูกค้า พร้อมมองว่า ADSX 2026 เป็นเวทีสำคัญในการขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและการลงทุนระหว่างจีน ไทย และประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย

ด้าน เหยียนหลิง เจิ้ง เลขาธิการและรองศาสตราจารย์ สมาคมโลจิสติกส์และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานแห่งเซินเจิ้น กล่าวว่า การเติบโตของอีคอมเมิร์ซและการค้าข้ามพรมแดนกำลังผลักดันให้ภาคโลจิสติกส์เข้าสู่ยุค Intelligent Supply Chain มากขึ้น โดยเทคโนโลยีดิจิทัลจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่ความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการ ภาครัฐ และผู้พัฒนาเทคโนโลยี จะเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างระบบการค้าและโลจิสติกส์แห่งอนาคต

ภายในงานมีผู้ให้บริการและแพลตฟอร์มด้านดิจิทัลคอมเมิร์ซชั้นนำเข้าร่วม อาทิ Alibaba.com, Kalodata, PingPong, LianLian Global, Ksher และ J&T Express รวมถึงผู้ให้บริการด้านการค้าข้ามพรมแดน ผู้ให้บริการโลจิสติกส์และโลจิสติกส์สำหรับ E-Commerce แบบครบวงจร ตลอดจนโซลูชันด้าน E-Payment และบริการชำระเงินดิจิทัล จาก FastShip เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจออนไลน์และการค้าระหว่างประเทศ
ขณะที่โซนนวัตกรรมภายในงานนำเสนอเทคโนโลยี AI และ Smart Living จากแบรนด์ชั้นนำระดับนานาชาติ อาทิ EcoFlow, Bambu Lab, PanoX by Labpano และ AiMOGA Robotics พร้อมไฮไลท์สำคัญอย่าง “Shenzhen Excellence Zone” ซึ่งรวบรวมสินค้า Smart Product และนวัตกรรมจากเมืองเซินเจิ้น เมืองต้นแบบด้านเทคโนโลยีของจีน เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้เจรจาธุรกิจและ Sourcing สินค้าจากผลิตโดยตรงกว่า 200 รายการ ครอบคลุมตั้งแต่ Smart Home Appliance, Smart Wearable, Robot, Smart Product for Pet ไปจนถึงสินค้าเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่สำหรับผู้บริโภคยุคดิจิทัล

อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของงานคือการเข้าร่วมของ SAIC Motor ที่นำเสนอโซลูชันด้านยานยนต์และระบบขนส่งอัจฉริยะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการโลจิสติกส์และช่วยลดต้นทุนการขนส่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในความ   ท้าทายสำคัญของธุรกิจอีคอมเมิร์ซและซัพพลายเชนในภูมิภาคอาเซียน โดยบริษัทมองเห็นศักยภาพของประเทศไทยจากความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโยงระบบคมนาคม และบทบาทการเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาค จึงเลือกประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการขยายความร่วมมือทางธุรกิจในอนาคต

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรม Business Matching และเวทีสัมมนาจากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ ในหัวข้อที่กำลังได้รับความสนใจ อาทิ AI Commerce, Live Commerce, Creator Economy, Intelligent Supply Chain, Smart Logistics, Digital Marketing และการประยุกต์ใช้ AI เพื่อยกระดับอุตสาหกรรม การค้า และบริการในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

งาน ADSX 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-26 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ณ ฮอลล์ 8 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยคาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจระดับภูมิภาค สร้างโอกาสการลงทุนใหม่ และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลคอมเมิร์ซ เทคโนโลยีอัจฉริยะ และเศรษฐกิจ AI ของเอเชียในอนาคต

สปสส. หน่วยวิชาการเครือข่ายนักสาธารณสุขจัดการปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบวิชาชีพสาธารณสุขให้เท่าทันต่อบริบทการควบคุมยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้าในบริบทดิจิทัล

สปสส. หน่วยวิชาการเครือข่ายนักสาธารณสุขจัดการปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบวิชาชีพสาธารณสุขให้เท่าทันต่อบริบทการควบคุมยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้าในบริบทดิจิทัล

สปสส. หน่วยวิชาการเครือข่ายนักสาธารณสุขจัดการปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบวิชาชีพสาธารณสุขให้เท่าทันต่อบริบทการควบคุมยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้าในบริบทดิจิทัล

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.14 น.

เนื่องในโอกาส “วันต่อต้านยาเสพติดโลก” (26 มิถุนายน 2569) ซึ่งตรงกับช่วงเวลาการจัดอบรมพัฒนาศักยภาพนักสาธารณสุขในครั้งนี้ วันที่ 25 และ 26 มิถุนายน 2569 พอดี ทางหน่วยวิชาการ สปสส. และภาคีเครือข่ายผู้จัดงาน ได้ตระหนักถึงภัยคุกคามที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยร่วมกันแสดงจุดยืนและให้ข้อมูลเพื่อตอกย้ำว่า บุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าคือ “ประตูสู่ยาเสพติด” (Gateway Drug) ที่เป็นสารตั้งต้นนำพาเด็กและเยาวชนก้าวเข้าสู่วงจรการใช้สิ่งเสพติดชนิดอื่นๆ ที่ร้ายแรงกว่าในอนาคต โดยวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะสถาบันหลักของสภาการสาธารณสุขชุมชน โครงการจัดตั้งวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดลำปาง และหน่วยวิชาการเครือข่ายนักสาธารณสุขจัดการปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ (สปสส.) จัดอบรมโครงการอบรมด้านการควบคุมยาสูบในระบบออนไลน์ หัวข้อ “Change Agents ยุคดิจิทัล: การพัฒนาศักยภาพนักสาธารณสุขด้านการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้าในบริบทดิจิทัล” โดยมีผู้ประกอบวิชาชีพสาธารณสุขชุมชนสนใจลงทะเบียนขอเข้ารับการอบรมกว่า 1,500 ท่าน

อ.ดร.วศิน พิพัฒนฉัตร ผู้จัดการหน่วยวิชาการเครือข่ายนักสาธารณสุขจัดการปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ หรือ สปสส. กล่าวว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และนวัตกรรมต่างๆในระบบเครือข่ายสังคมออนไลน์ มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งภายใต้ขอบเขตของความเป็นวิชาชีพนักสาธารณสุขนั้นพื้นที่เป้าหมายการทำงานของเราจะเป็น “ชุมชน” ซึ่งปัจจุบันนี้ขอบเขตของความเป็นชุมชนไม่ใช่แค่เพียงชุมชนในความหมายเชิงภูมิศาสตร์เท่านั้น แต่หมายรวมถึงชุมชนในโลกเสมือน หรือ Virtual Community ด้วย อย่างเช่น การจัดตั้งกลุ่มใน Facebook, LINE หรือ application ต่างๆ ซึ่งชุมชนโลกเสมือนดังกล่าวล้วนมีประเด็นที่กระทบต่อสุขภาพต่างๆ อาทิเช่น ปัญหาสุขภาพจิต ปัญหาสุขภาพกายจากการไม่ค่อยได้เคลื่อนไหว ตลอดจนปัญหาการแยกแยะข้อมูลที่น่าเชื่อถือในสื่อสังคมออนไลน์ที่มีจำนวนมหาศาล ซึ่งปัจจุบันนี้ ประเด็นปัญหาการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าก็มีการใช้พื้นที่สื่อสังคมออนไลน์เป็นแหล่งในการจำหน่ายและส่งเสริมการขายบุหรี่ไฟฟ้าซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายของประเทศไทย ดังนั้น นักสาธารณสุขชุมชนในฐานะหมอที่ดูแลชุมชนจึงจำเป็นต้องมีความรู้และเท่าทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วในยุคนี้ เพื่อสามารถนำองค์ความรู้จากการอบรมของทางโครงการไปใช้ประโยชน์หรือบูรณาการกับงานประจำได้ ที่สำคัญประเด็น “ชุมชนในโลกเสมือน” เป็นประเด็นท้าทายอย่างยิ่งในการทำงานของผู้ประกอบวิชาชีพสาธารณสุขชุมชนในอนาคต  อ.ดร.วศิน พิพัฒนฉัตร ผู้จัดการหน่วยวิชาการ สปสส. กล่าวสรุปในประเด็นนี้ว่า “เนื่องในวันยาเสพติดโลกปีนี้ เราต้องยอมรับว่าภัยของบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องสุขภาพกายหรือสุขภาพจิตในชุมชนเท่านั้น แต่ในบริบทดิจิทัล บุหรี่ไฟฟ้าคือสะพานเชื่อมที่พาเยาวชนไปสู่ยาเสพติดที่ร้ายแรงกว่า การสร้างความรู้เท่าทันให้กับนักสาธารณสุขกว่า 1,500 ท่านในโครงการนี้ จึงเป็นกลไกสำคัญในการปกป้องชุมชนทั้งในโลกจริงและโลกเสมือนให้ปลอดภัยจากยาเสพติดอย่างยั่งยืน

ดร.วศิน พิพัฒนฉัตร กล่าวทิ้งท้ายว่า การจัดอบรมนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าขาดบุคคลดังมีรายนามต่อไปนี้ ผศ.ดร.ปริญญา จิตอร่าม ผอ.วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดพิษณุโลก ผศ.(พิเศษ) ดร.สมตระกูล ราศิริ รองเลขาธิการสภาการสาธารณสุขชุมชน ผอ.โครงการจัดตั้งวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดลำปาง ที่ช่วยผลักดันให้โครงการนี้ได้หน่วยคะแนนวิชาชีพอันเป็นไปเพื่อประโยชน์ของสมาชิกสภาการสาธารณสุขชุมชน คณาจารย์ที่ร่วมเป็นวิทยากร อันได้แก่ ว่าที่ร้อยตรี ผศ.ดร.อลงกรณ์ เปกาลี รองคณบดีฝ่ายการศึกษา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผศ.ดร.สุนารี ทะน๊ะเป็ก รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผศ.ดร.สุภา วิตาภรณ์ อาจารย์ประจำคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง และ อ.นิวัฒน์ วงศ์ใหญ่ อาจารย์ประจำหลักสูตรสาขาวิชาสาธารณสุขชุมชน คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด อ.ดร.พิรุฬห์ ศิริทองคำ และ อ.ธัญวรรณ เกิดดอนทราย คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีและที่ขาดไม่ได้ คณะอำนวยการคุณภาพจากมหาวิทยาลัยธนบุรี อ.ศรัญญา แจ้งขำและ อ.ชลิตา ชยุตรากรณ์ ในนามของหน่วยวิชาการ สปสส.ขอขอบพระคุณทุกท่านในการร่วมกันสร้างสรรค์กิจกรรมดีๆเพื่อพัฒนาวิชาชีพสาธารณสุขชุมชน

เปิดตัว “Thailand Health Excellence 2026” The Next Chapter of Global Healing ก้าวบทใหม่ของประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพและการเยียวยาระดับโลก

เปิดตัว “Thailand Health Excellence 2026” The Next Chapter of Global Healing ก้าวบทใหม่ของประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพและการเยียวยาระดับโลก

เปิดตัว “Thailand Health Excellence 2026” The Next Chapter of Global Healing ก้าวบทใหม่ของประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพและการเยียวยาระดับโลก

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.12 น.

โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ “สุขภาพ” ได้กลายเป็นหนึ่งในคุณค่าที่ผู้คนให้ความสำคัญสูงสุด และกำลังเปลี่ยนแปลงวิธีคิด วิธีใช้ชีวิต ตลอดจนรูปแบบการเดินทางของผู้คนทั่วโลก จากเดิมที่การท่องเที่ยวมุ่งตอบโจทย์การพักผ่อน วันนี้ผู้คนกลับแสวงหาประสบการณ์ที่ช่วยให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น ฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ ป้องกันโรค และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

เพื่อตอบรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว Thailand Health Excellence 2026 ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ภายใต้การสนับสนุนของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และความร่วมมือจากพันธมิตรภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการแพทย์ สถาบันวิชาการ และผู้ประกอบการด้านสุขภาพ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น Global Health & Healing Destination
3 เสาหลักสู่อนาคตของการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพไทย
Thailand Health Excellence 2026 นำเสนอศักยภาพของประเทศไทยผ่าน 3 จุดแข็งสำคัญ ได้แก่
● Medical Excellence
● Science-Based Wellness
● Science-Based Local Wisdom

โดยผสานองค์ความรู้ด้านการแพทย์ วิทยาศาสตร์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการท่องเที่ยว เข้าสู่ระบบนิเวศด้าน Health & Healing ที่ครอบคลุมการป้องกัน การรักษา การฟื้นฟู และการเยียวยา ภายใต้แนวคิด “Healing is the New Luxury.”

เปิดตัว 10 Signature Health Journeys

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของโครงการ คือการเปิดตัว 10 Signature Health Journeys ซึ่งได้รับการออกแบบเพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านสุขภาพที่หลากหลายของนักเดินทางยุคใหม่ ตั้งแต่การดูแลโรคเฉพาะทาง การฟื้นฟูหลังการรักษา การส่งเสริมสุขภาวะเชิงป้องกัน ไปจนถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตและการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ

ทั้ง 10 เส้นทางสะท้อนวิสัยทัศน์ของประเทศไทยในการก้าวข้ามการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพรูปแบบเดิม สู่การสร้างประสบการณ์ Health & Healing ที่เชื่อมโยงการรักษา การฟื้นฟู และการเยียวยาเข้าไว้ด้วยกันอย่างครบวงจร พร้อมสร้างคุณค่าใหม่ให้กับนักเดินทางจากทั่วโลก

ครั้งแรกของประเทศไทยกับการนำเสนอ Science-Based Local Wisdom จากศิริราช

ภายในงานมีการนำเสนอ ศูนย์แพทย์แผนไทยศิริราชสัปปายสถาน ต้นแบบของการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาไทยบนพื้นฐานของงานวิจัยและหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ (Science-Based Local Wisdom) สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในการยกระดับองค์ความรู้ท้องถิ่นสู่การดูแลสุขภาพในระดับสากล

เปิดตัว “Thailand Surf Therapy – The Wave of Healing” ครั้งแรกของประเทศไทย

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือการเปิดตัว “Thailand Surf Therapy – The Wave of Healing” โครงการนำร่องด้าน Science-Based Wellness ที่นำองค์ความรู้ด้าน Surf Therapy ระดับนานาชาติมาประยุกต์ใช้กับบริบทการท่องเที่ยวไทยเป็นครั้งแรก ผ่านความร่วมมือกับ Waves for Change จากประเทศแอฟริกาใต้

โครงการมุ่งส่งเสริมสุขภาวะทางอารมณ์และสุขภาพจิต โดยผสานพลังของการโต้คลื่น ธรรมชาติ การเคลื่อนไหว และความสัมพันธ์เชิงบวก ภายใต้หลักการของ Science-Based Wellness พร้อมพัฒนาจังหวัดพังงาเป็นพื้นที่นำร่องแห่งแรกของประเทศไทย เพื่อสร้างต้นแบบประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาวะที่มีความหมายและสร้างคุณค่าให้กับผู้เดินทาง

เชื่อมโยงประเทศไทยสู่เครือข่าย Health & Healing ระดับโลก Thailand Health Excellence 2026 ยังสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรระดับนานาชาติเพื่อขยายโอกาสสู่ตลาดโลก อาทิ
● Fresenius Medical Care เพื่อส่งเสริมโครงการ Dialysis-Friendly Long Stay Thailand รองรับผู้ป่วยฟอกไตที่ต้องการเดินทางและพำนักระยะยาวในประเทศไทย
● ArokaGo หนึ่งในแพลตฟอร์ม Medical Tourism ชั้นนำระดับโลก เพื่อเผยแพร่ผู้ประกอบการด้านการแพทย์และสุขภาพของไทยสู่ตลาดนานาชาติ พร้อมอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกสามารถค้นหา เปรียบเทียบ และติดต่อผู้ให้บริการได้โดยตรงผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลขับเคลื่อนด้วยความร่วมมือจากพันธมิตรทุกภาคส่วน
• โครงการได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ ครอบคลุมทุกองค์ประกอบของ Health & Healing Ecosystem อาทิ Joint Foreign Chambers of Commerce in Thailand (JFCCT), Royal Orchid Plus, AOT Limousine, Fresenius Medical Care, Airbnb, Agoda, ArokaGo, Premier Serene, Healiday, Rise on Wave, and Siam Piwat ร่วมกับ HarmonyOS, Huawei ตลอดจนเครือข่ายโรงพยาบาล ผู้ประกอบการด้าน Wellness และองค์กรพันธมิตรอีกจำนวนมาก เพื่อร่วมกันยกระดับประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางด้านสุขภาพและการเยียวยาระดับโลก

ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 

ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “โลกกำลังนิยามความหมายของการเดินทางใหม่อีกครั้ง นักท่องเที่ยวในวันนี้ไม่ได้มองหาเพียงสถานที่ที่สวยงาม แต่กำลังมองหาประสบการณ์ที่ช่วยให้พวกเขามีสุขภาพที่ดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ดิฉันเชื่อว่า การท่องเที่ยวที่ดีที่สุด ไม่ใช่เพียงการพาผู้คนไปค้นพบสถานที่ใหม่ ๆ แต่คือการพาผู้คนกลับมาค้นพบสุขภาพ ความสมดุล และคุณค่าของการใช้ชีวิตอีกครั้ง นั่นคือเหตุผลที่เราเชื่อว่า ‘Healing is the New Luxury.’

จุดแข็งของประเทศไทยไม่ได้อยู่เพียงที่ความเป็นเลิศด้านการรักษาพยาบาล แต่คือความสามารถในการผสาน Medical Excellence, Science-Based Wellness และ Science-Based Local Wisdom เข้ากับธรรมชาติ วัฒนธรรม และการบริการแบบไทย เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่เชื่อมโยงการรักษา การฟื้นฟู และการเยียวยาอย่างครบวงจร

เพราะท้ายที่สุดแล้ว การเดินทางที่มีคุณค่าที่สุด คือการเดินทางที่ทำให้ผู้คนกลับบ้านไปพร้อมกับสุขภาพที่ดีขึ้น ความหวังที่มากขึ้น และคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นนี่คือวิสัยทัศน์ของ Thailand Health Excellence 2026 และเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Global Health & Healing Destination ที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้คนทั่วโลก”

Recovery Run: เมื่อการวิ่งไม่ใช่แค่การออกกำลังกาย แต่คือการส่งต่อโอกาสให้คนที่เคยก้าวพลาด

Recovery Run: เมื่อการวิ่งไม่ใช่แค่การออกกำลังกาย แต่คือการส่งต่อโอกาสให้คนที่เคยก้าวพลาด

Recovery Run: เมื่อการวิ่งไม่ใช่แค่การออกกำลังกาย แต่คือการส่งต่อโอกาสให้คนที่เคยก้าวพลาด

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.28 น.

“ขอให้มีใจ… ใจสำคัญที่สุด ครอบครัว สังคมต้องให้กำลังใจใครก็ตามที่เคยก้าวพลาด หรือกำลังพยายามก้าวข้ามกลับสู่เส้นทางที่ถูกต้อง เราขอเป็นกำลังใจให้”

คำกล่าวสั้น ๆ ของ พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ในงาน ‘วิ่งด้วยรัก ฮักด้วยใจ… Recovery Run’ ณ สวนหลวง ร.9 สะท้อนสารสำคัญของกิจกรรมครั้งนี้ได้อย่างชัดเจน นั่นคือการส่งต่อกำลังใจและโอกาสให้กับผู้ที่เคยก้าวพลาดจากปัญหายาเสพติด ได้มีพื้นที่ในการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นโดยสำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกับภาคีเครือข่าย อาทิ สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) กระทรวงยุติธรรม มูลนิธิรักษ์ไทย และเครือข่ายชุมชนทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด “ทุกโอกาส…สร้างการเริ่มต้น” เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับผู้ผ่านการบำบัดยาเสพติด และสนับสนุนการคืนคนดีสู่สังคม

สิ่งที่ทำให้งานวิ่งครั้งนี้แตกต่างจากกิจกรรมวิ่งทั่วไป คือในบรรดาผู้เข้าร่วมกว่า 1,200 คน มีทั้งนักวิ่งทั่วไป ผู้ที่ต้องการร่วมส่งกำลังใจ ตลอดจนผู้ที่เคยผ่านการบำบัดยาเสพติดและกำลังเริ่มต้นชีวิตใหม่

“การวิ่งแทบไม่ต้องลงทุนอะไร แต่ได้ประโยชน์มากสำหรับตัวเอง โอกาสสร้างได้ เริ่มจากสิ่งที่ง่าย ๆ ก่อน” พ.ต.ท.สุริยากล่าว พร้อมชี้ว่า การออกมาร่วมกิจกรรมในวันนี้ถือเป็นก้าวแรกของการลุกขึ้นมาเริ่มต้นใหม่อย่างเป็นรูปธรรม

หนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ผู้ผ่านการบำบัดต้องเผชิญ แม้จะสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติแล้ว คือการถูกตีตราจากสังคม การจัดกิจกรรม Recovery Run จึงมีเป้าหมายในการกระตุ้นให้ผู้คนตระหนักว่า ผู้ที่เคยก้าวพลาดสมควรได้รับโอกาสในการกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเช่นเดียวกับทุกคน

เบเนดิกต์ โฮฟมัน รองผู้แทนสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (UNODC) กล่าวว่า การให้โอกาสคือก้าวแรกที่สำคัญสำหรับผู้ที่เคยก้าวพลาด และความร่วมมือของหลายภาคส่วนในการจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นสัญญาณสำคัญว่าสังคมพร้อมเปิดพื้นที่ให้พวกเขาได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าอีกครั้ง

ด้าน อารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า ในอดีตสังคมมักมีทัศนคติเชิงลบต่อผู้ผ่านการบำบัด แต่ปัจจุบันสังคมเปิดกว้างมากขึ้น และพร้อมให้โอกาสคนเหล่านี้ได้พิสูจน์ตัวเอง

“คนเราเมื่อล้มแล้ว สามารถลุกขึ้นมาใหม่ได้เสมอ สังคมในวันนี้ต่างจากอดีตมาก เราพร้อมจะให้โอกาสและขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคน”

เสียงสะท้อนจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมเองก็สะท้อนแนวคิดเดียวกัน ชนาพัทร์ มณีดุลย์ นักวิ่งระยะ 10 กิโลเมตร มองว่าการออกกำลังกายเป็นเครื่องมือสำคัญในการดึงคนออกห่างจากยาเสพติด และกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปได้ทำกิจกรรมร่วมกับผู้ที่เคยก้าวพลาด ช่วยสร้างความเข้าใจระหว่างกันได้มากขึ้น

ขณะที่ สุชยา โมกขเสน ผู้ร่วมวิ่งระยะ 5 กิโลเมตร กล่าวว่า สิ่งที่น่าสนใจของกิจกรรมนี้คือการที่ทุกคนสามารถวิ่งอยู่ในลู่เดียวกันได้โดยไม่จำเป็นต้องรู้ภูมิหลังของกันและกัน

“อย่างน้อยวันนี้ทำให้เรารู้ว่าในสังคมมีคนที่หลากหลาย เราต่างก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน ไม่ต้องไปคิดว่าเขาเคยเป็นอะไรมา ก็สามารถวิ่งในลู่เดียวกันได้”

นอกจากกิจกรรมวิ่งระยะ 5 และ 10 กิโลเมตร ภายในงานยังมีกิจกรรมสันทนาการ บูทอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงการระดมทุนเพื่อสนับสนุนมูลนิธิรักษ์ไทยและเครือข่ายชุมชนที่ทำงานด้านการดูแลผู้ผ่านการบำบัดยาเสพติดทั่วประเทศ

นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี กล่าวว่า ผู้ที่ผ่านการบำบัดแล้วไม่ได้แตกต่างจากคนทั่วไป ทุกคนควรได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียมในการกลับมาใช้ชีวิตในสังคม

ท้ายที่สุดแล้ว Recovery Run อาจเป็นเพียงกิจกรรมวิ่งหนึ่งวัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทางกลับเป็นมากกว่านั้น เพราะทุกก้าวที่ผู้คนวิ่งเคียงข้างกัน คือการยืนยันว่า “โอกาส” และ “กำลังใจ” ยังคงเป็นพลังสำคัญที่ช่วยให้ใครสักคนลุกขึ้นมาเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ

กรมชลประทานเดินหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัย จ.อุบลราชธานี ยกระดับการแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก รับมือสภาพอากาศผันผวนในอนาคต

กรมชลประทานเดินหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัย จ.อุบลราชธานี ยกระดับการแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก รับมือสภาพอากาศผันผวนในอนาคต

กรมชลประทานเดินหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัย จ.อุบลราชธานี ยกระดับการแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก รับมือสภาพอากาศผันผวนในอนาคต

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.23 น.

อุบลราชธานี  เป็นหนึ่งในจังหวัดสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีศักยภาพด้านเศรษฐกิจ การเกษตร การท่องเที่ยว และการค้าชายแดน  แต่ในขณะเดียวกันก็เผชิญความท้าทาย เรื่องการบริหารทรัพยากรน้ำมาโดยตลอด  เพราะเป็นจุดที่แม่น้ำชีบรรจบกับแม่น้ำมูล ก่อนไหลลงสู่แม่น้ำโขง ทำให้ระหว่างทางไหลของน้ำ มักเกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ  ประกอบกับการขยายตัวของชุมชน และการเปลี่ยนแปลง    การใช้ประโยชน์ที่ดิน ที่ไม่สอดคล้องกับการไหลบ่าของน้ำในฤดูฝน จึงทำให้บางพื้นที่ของลุ่มแม่น้ำมูลเกิดน้ำท่วมซ้ำซาก  

จากบทเรียนของมหาอุทกภัยเมื่อ ปี พ.ศ. 2562  ที่จังหวัดอุบลราชานี ได้สร้างผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ ระบบสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐานการคมนาคม และพื้นที่เกษตรกรรมจำนวนมาก กรมชลประทาน จึงได้ศึกษาและออกแบบแนวทางบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ภายใต้ “โครงการบรรเทาอุทกภัยจังหวัดอุบลราชธานี”  เพื่อให้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ได้รับการแก้ไข และเตรียมความพร้อม รับมือกับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศในอนาคต

พิเชษฐ รัตนปราสาทกุล ผู้อำนวยการสำนักออกแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม กรมชลประทาน

พิเชษฐ รัตนปราสาทกุล ผู้อำนวยการสำนักออกแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม กรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังการตรวจติดตามความก้าวหน้าการสำรวจและออกแบบ โครงการบรรเทาอุทกภัยจังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ว่า  ปัจจุบันโครงการฯ ยังอยู่ในขั้นตอนการสำรวจและออกแบบรายละเอียด  โดยจะให้ความสำคัญกับข้อมูลทางวิชาการ การมีส่วนร่วมของประชาชนและการรับฟังข้อคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อให้แนวทางการพัฒนาโครงการฯ  สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง

“การบริหารจัดการน้ำในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาน้ำท่วม แต่ต้องมองถึงความมั่นคงด้านน้ำในระยะยาว ทั้งการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ การสนับสนุนภาคเกษตรกรรม การดูแลชุมชน และการรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

โครงการบรรเทาอุทกภัย จังหวัดอุบลราชธานี มีพื้นที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ, อ.วารินชำราบ,อ.สว่างวีระวงศ์,อ.นาเยีย,อ.พิบูลมังสาหาร และ อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี ซึ่งเชื่อมโยงกัน         ในลุ่มน้ำมูล  องค์ประกอบของโครงการฯ ประกอบด้วย คลองผันน้ำสายหลัก จะรับน้ำจากห้วยขะยุงและระบายกลับลงสู่แม่น้ำมูลด้านท้ายแก่งสะพือ เป็นการขุดคลองใหม่ระยะทาง 86.84 กม. เลียบลำน้ำธรรมชาติเดิมในบางช่วง ซึ่งได้แก่ ห้วยผับ ห้วยยอด   ห้วยตองแวด ห้วยข้าวสาร ลำโดมใหญ่ ห้วยชุมแสง และห้วยกว้าง โดยแบ่งเป็น คลองผันน้ำสายหลักช่วงที่ 1 ทำการขุดคลองผันน้ำใหม่จากห้วยขะยุงไปยังบริเวณห้วยผับ เพื่อให้สามารถผันและระบายน้ำได้ไม่น้อยกว่า 400 ลบ.ม./วินาที มีระยะทางในการขุดคลอง 9.68 กม. และคลองผันน้ำสายหลักช่วงที่ 2 ทำการขุดคลองใหม่ต่อจากช่วงที่ 1 จากบริเวณห้วยผับไปสิ้นสุดที่แม่น้ำมูลด้านท้ายแก่งสะพือ เพื่อให้สามารถผันและระบายน้ำได้ไม่น้อยกว่า 1,200 ลบ.ม./วินาที มีระยะทางในการขุดคลอง 77.16 กม. 2.คลองผันน้ำสายรอง จะทำการขุดคลองใหม่โดยรับน้ำจากแม่น้ำมูลด้านท้ายเขื่อนหัวนา เลียบห้วยผับมาจนถึงจุดบรรจบกับคลองผันน้ำสายหลัก เพื่อให้สามารถผันและระบายน้ำได้ไม่น้อยกว่า  800 ลบ.ม./วินาที มีระยะทางในการขุดคลอง 5.20 กม. 3.ประตูระบายน้ำและอาคารบังคับน้ำในคลองผันน้ำ จำนวน 5 แห่ง 4. อาคารประกอบคลองผันน้ำตลอดแนวคลองผัน ทั้งสิ้น 92 แห่ง ได้แก่ อาคารรับน้ำเข้าคลองผันน้ำ 42 แห่ง, อาคารทิ้งน้ำลงลำน้ำเดิม 22 แห่ง, สะพานรถยนต์ 20 แห่ง, สะพานน้ำ 5 แห่ง, อาคารท่อลอด       คลองผันน้ำ 2 แห่ง และสะพานรถไฟ 1 แห่ง 

กรมชลประทานว่าจ้าง “กิจการร่วมค้า PSTG JV” ให้สำรวจ ออกแบบ ตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2568  สิ้นสุด วันที่ 9 มิถุนายน  2570  รวม 720 วัน  โดยต้องศึกษาวางแผนบรรเทาปัญหาอุทกภัยในลุ่มน้ำมูลที่เป็นแม่น้ำหลักและลุ่มน้ำข้างเคียง โดยทีมผู้เชี่ยวชาญ จะรวบรวมข้อมูลด้านอุทกวิทยา ภูมิประเทศ การใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมถึงรับฟังความเห็นจากประชาชน และหน่วยงานในพื้นที่  เพื่อประกอบการพิจารณาออกแบบแนวทางบริหารจัดการน้ำที่เหมาะสมที่สุด

จำรอง ทองหมื่น

จำรอง ทองหมื่น กลุ่มผู้ใช้น้ำในโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโดมน้อย กล่าวว่า “ชาวบ้าน ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำที่สมดุล และมีส่วนร่วมอย่างเหมาะสม สิ่งที่ประชาชนต้องการคือการมีน้ำใช้อย่างเพียงพอในช่วงฤดูแล้ง และลดผลกระทบในช่วงน้ำหลาก หากมีการวางแผนที่ดี และรับฟังความคิดเห็นของคนในพื้นที่ในทุกมิติและทุกกลุ่มที่มีส่วนได้เสียกับโครงการฯ   ก็จะช่วยให้การบริหารจัดการน้ำ ตอบโจทย์ประชาชนได้มากขึ้น”

จาตุรงค์ พงษ์ทอง รองประธานกลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานสถานีสูบน้ำ PL.8

ขณะที่ จาตุรงค์ พงษ์ทอง รองประธานกลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานสถานีสูบน้ำ PL.8 กล่าวว่า “การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม ตั้งแต่ขั้นตอนการศึกษาและออกแบบ ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะคนในพื้นที่ เป็นผู้ที่เข้าใจสภาพปัญหาและบริบทของชุมชนดีที่สุด ซึ่งชุมชนอยากเห็นการพัฒนา ที่ช่วยให้คนอยู่กับน้ำได้อย่างสมดุล ทั้งการป้องกันความเสียหาย          จากอุทกภัย และการสร้างความมั่นคงด้านน้ำเพื่อการเกษตรในอนาคต”

โครงการบรรเทาอุทกภัยจังหวัดอุบลราชธานี มีเป้าหมายบรรเทาภัยน้ำท่วม ลดพื้นที่เสียหาย จากเดิมก่อนมีโครงการอยู่ที่ 99,661.10 ไร่  ให้เหลือ 32,396.49 ไร่ หรือลดพื้นที่เสียหายจากอุทภัย  ได้ถึง 67,264.61 ไร่

กรมชลประทานยืนยันว่า ทุกขั้นตอนของการศึกษาและออกแบบ จะดำเนินการภายใต้หลักวิชาการ ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้เกิดแนวทางบริหารจัดการน้ำที่เหมาะสมกับพื้นที่  และสามารถสร้างประโยชน์ต่อประชาชนได้อย่างยั่งยืน