มทภ.2 เยี่ยมชายแดน ย้ำกำลังพลไทยปกป้องอธิปไตยทุกสถานการณ์

มทภ.2 เยี่ยมชายแดน ย้ำกำลังพลไทยปกป้องอธิปไตยทุกสถานการณ์

มทภ.2 เยี่ยมชายแดน ย้ำกำลังพลไทยปกป้องอธิปไตยทุกสถานการณ์

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.32 น.

4 มิถุนายน 2569 พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานตามแนวชายแดนในเขตความรับผิดชอบของหน่วยเฉพาะกิจที่ 2 กองกำลังสุรนารี เพื่อติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคง ตรวจสอบภูมิประเทศ เส้นทางยุทธศาสตร์ และทบทวนแผนปฏิบัติการของหน่วยอย่างใกล้ชิด

การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองทัพบกในการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ โดยแม่ทัพภาคที่ 2 ได้พบปะให้กำลังใจกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน พร้อมเน้นย้ำให้ทุกหน่วยดำรงความพร้อมในทุกมิติ ทั้งด้านกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และการปฏิบัติการ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อทุกสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ

แม่ทัพภาคที่ 2 ยังได้กำชับให้กำลังพลยึดมั่นในหน้าที่ รักษาระเบียบวินัย และเสริมสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติภารกิจ โดยยืนยันว่ากำลังพลทุกนายคือกำลังสำคัญในการพิทักษ์ผืนแผ่นดินไทยและความมั่นคงของประเทศ

“เส้นทางยุทธศาสตร์ที่มั่นคงคือรากฐานสำคัญของการปกป้องอธิปไตยชาติ ขณะที่ความพร้อมของกำลังพลคือหัวใจของการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน” แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าว

ทั้งนี้ กองกำลังตามแนวชายแดนยังคงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และมีความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยและความสงบเรียบร้อยของประเทศอย่างเต็มกำลังภายใต้กรอบภารกิจที่ได้รับมอบหมาย

– 006

‘อธิบดีกรมการข้าว’ บวงสรวงแม่โพสพ เสริมสิริมงคล ‘วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ 2569’ พร้อมเริ่มงานวันแรกอย่างคึกคัก

‘อธิบดีกรมการข้าว’ บวงสรวงแม่โพสพ เสริมสิริมงคล ‘วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ 2569’ พร้อมเริ่มงานวันแรกอย่างคึกคัก

‘อธิบดีกรมการข้าว’ บวงสรวงแม่โพสพ เสริมสิริมงคล ‘วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ 2569’ พร้อมเริ่มงานวันแรกอย่างคึกคัก

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.49 น.

5 มิถุนายน 2569 เวลา 09.09 น. นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายกฤษฎิน คำตัน รองอธิบดีกรมการข้าว นายโอวาท ยิ่งลาภ รองอธิบดีกรมการข้าว นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมการข้าว ร่วมประกอบพิธีบวงสรวงบูชาแม่โพสพ เทพยดา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เนื่องในโอกาสวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569 ณ บริเวณลานหน้ากรมการข้าว เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่การดำเนินงานด้านข้าวของประเทศ และเป็นการรำลึกถึงคุณค่าความสำคัญของข้าวและชาวนาไทย ผู้เป็นรากฐานสำคัญของภาคการเกษตรไทย

พิธีดังกล่าวประกอบด้วยการสักการะแม่โพสพ ศาลพระภูมิ และเจ้าที่ โดยมีการถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Fanpage กรมการข้าว Rice Department เพื่อให้เกษตรกรและประชาชนทั่วประเทศได้ร่วมรับชมและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพิธีอันเป็นมงคล

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ได้เดินเยี่ยมชมกิจกรรมการประกวดวาดภาพ “ชาวนาในฝัน” รวมถึงเยี่ยมชมนิทรรศการด้านข้าว นวัตกรรมการเกษตร และบูธจำหน่ายสินค้าจากเครือข่ายเกษตรกรและผู้ประกอบการด้านข้าวที่เข้าร่วมจัดแสดงภายในงาน

ทั้งนี้ กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอเชิญชวนเกษตรกร ประชาชน และผู้สนใจเข้าร่วม งานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “รวมใจภักดิ์ รักษ์ข้าวไทย สองทศวรรษกรมการข้าวก้าวไกล ใต้ร่มพระบารมี พระพันปีหลวง” ระหว่างวันที่ 5 – 7 มิถุนายน 2569 เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ กรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร ภายในงานพบกับนิทรรศการวิชาการ เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านข้าว การจำหน่ายสินค้าเกษตรคุณภาพ การแข่งขันและกิจกรรมสร้างสรรค์มากมาย ตลอดจนการแสดงทางวัฒนธรรมที่สะท้อนวิถีชีวิตและภูมิปัญญาของชาวนาไทย

หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ขอเชิญชม ‘นิทรรศการศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยม ปี 2569’

หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ขอเชิญชม 'นิทรรศการศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยม ปี 2569'

หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ขอเชิญชม ‘นิทรรศการศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยม ปี 2569’

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.34 น.

หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ขอเชิญชมนิทรรศการศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยม  ปี 2569 ซึ่งรวบรวมผลงานศิลปนิพนธ์ของนิสิต นักศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ชั้นปีสุดท้ายของปีการศึกษา 2568 จากสถาบันอุดมศึกษาที่เปิดสอนด้านศิลปะ 47 แห่งทั่วประเทศ รวม 177 ชิ้น มาจัดแสดงร่วมกันตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม – 2 สิงหาคม 2569

จากเจตนารมณ์ที่ต้องการส่งเสริมและสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ ให้ได้มีพื้นที่ในการแสดงผลงานศิลปกรรม นิทรรศการศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยม เป็นนิทรรศการที่หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มีความภาคภูมิใจที่ได้ริเริ่มจัดขึ้นตั้งแต่ปี 2552 และยังคงจัดต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เนื่องด้วยเป็นนิทรรศการที่มีผู้ชมรู้จัก และให้ความสนใจติดตามเป็นจำนวนมาก รวมทั้งยังได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี จากสถาบันระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศมาโดยตลอด สำหรับในปีนี้ มีสถาบันตอบรับเข้าร่วมแสดงรวม 47 แห่ง โดยคณาจารย์ของแต่ละสถาบันได้คัดเลือกผลงาน ของนักศึกษาระดับปริญญาโท สถาบันละ 2 คน และระดับปริญญาตรี สถาบันละ 3 คน ส่งผลงานมาร่วมแสดงคนละ 1 ชิ้น รวมผลงานที่จัดแสดง 177 ชิ้น ประกอบด้วยผลงานหลากหลายเทคนิค อาทิ ผลงานจิตรกรรม ประติมากรรม สื่อผสม และงานจัดวาง

นิทรรศการศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยม มิเพียงแต่ช่วยเผยแพร่ชื่อเสียงของสถาบันการศึกษา และเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้เทคนิคทางศิลปะเท่านั้น แต่ยังเป็นการแนะนำนิสิต นักศึกษา ให้เป็นที่รู้จักแก่สาธารณชน และสร้างความพร้อมที่จะก้าวไปสู่การเป็นศิลปินอาชีพในอนาคต

ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยม ปี 2569 ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ถนนราชดำเนินกลาง โดยเปิดให้เข้าชมทุกวัน (ปิดวันพุธ) เวลา 10.00 – 19.00 น. เพื่อร่วมเสริมสร้างกำลังใจและสนับสนุนให้นิสิต นักศึกษา ได้สร้างสรรค์ผลงานคุณภาพออกเผยแพร่แก่สาธารณชนต่อไป

ส.กีฬาสเปเชียลโอลิมปิคฯ จัดคอนเสิร์ตสุนทราภรณ์ ระดมทุนเพื่อทีมฟุตบอลหญิงสู้ศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย

ส.กีฬาสเปเชียลโอลิมปิคฯ จัดคอนเสิร์ตสุนทราภรณ์  ระดมทุนเพื่อทีมฟุตบอลหญิงสู้ศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย

ส.กีฬาสเปเชียลโอลิมปิคฯ จัดคอนเสิร์ตสุนทราภรณ์ ระดมทุนเพื่อทีมฟุตบอลหญิงสู้ศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.22 น.

สมาคมกีฬาสเปเชียลโอลิมปิคแห่งประเทศไทย นำโดย ดร.นริศ ชัยสูตร นายกสมาคมฯ จัดคอนเสิร์ตการกุศล “สุนทราภรณ์ : บทเพลงแห่งความหวังสู่ปารีส” (Suntaraporn Concert: Songs of Hope to Paris) เพื่อระดมทุนให้ “ทีมยูนิฟายด์” นักกีฬาฟุตบอลหญิงของสเปเชียลโอลิมปิคไทยไปแข่งขันฟุตบอลโลกหญิงรอบสุดท้ายที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งตอนนี้ไทยเราเป็น 1 ใน 12 ทีมเท่านั้นที่ได้ไปเล่นบอลโลก

ดร.นริศ ชัยสูตร นายกสมาคมฯ พร้อมด้วย นักร้องสุนทราภรณ์รุ่นใหม่ ศิลปิน BNK48 , GMMTV ผู้นำเชียร์ธรรมศาสตร์ และนักกีฬาเยาวชนของสมาคมฯ

ดร.ฤทธิรงค์ อินทรจินดา มอบเงินสนับสนุน สเปเชียลโอลิมปิคไทย โดย มี ดร.นริศ ชัยสูตร และ ดร.พันนภา รักสนิท เป็นผู้รับมอบเงิน มีรองนายกรัฐมนตรี พิชัย ชุณหวชิร และ รองนายกรัฐมนตรี กร ทัพพะรังสี เป็นสักขีพยาน

ดร.นริศ – ศ.คลินิก พญ.วลักลักษณ์ ชัยสูตร ร่วมขึ้นเวทีร้องเพลงสุนทราภรณ์

ศ.คลินิก พญ.วลักลักษณ์ ชัยสูตรในบทเพลง ริมฝั่งน้ำ

คอนเสิร์ตการกุศล “สุนทราภรณ์ : บทเพลงแห่งความหวังสู่ปารีส” (Suntaraporn Concert: Songs of Hope to Paris) เป็นการรวมศิลปินคุณภาพ รุ่นใหญ่ & รุ่นใหม่ อาทิ เท่ห์ – อุเทน พรหมมินทร์, ก้อย – ศรัณย่า ส่งเสริมสวัสดิ์, อลิศ ธนัชศลักษณ์ สาวน้อยมหัศจรรย์จาก Golden Song และธัช กิตติธัช แชมป์เพลงเอกเสียงที่ละม้ายครูเอื้อ สุนทรสนาน จากอัลบั้มสุนทราภรณ์ แกรมมี่โกลด์ร่วมขับร้องกับ วงสุนทราภรณ์ตัวจริง ร่วมด้วยศิลปิน BNK48  และ GMMTV ร้องเพลงกับวงสุนทราภรณ์ นอกจากนี้ยังมีผู้นำเชียร์ธรรมศาสตร์มาร่วมแสดงประกอบบทเพลงบรรยากาศเต็มไปด้วยความประทับใจ อบอุ่น

อดีตมือปราบยาเสพติด พล.ต.อ. วุฒิ ลิปตพัลลภ  ร้องเพลง พี่รักเจ้า

ดร.สถิตย์ ลิ่มพงษ์พันธุ์, พิชัย ชุณหวิชร นักร้องวงบ้านปู  ดร.สุกัญญา สมไพบูลย์ และ ดร.นริศ ชัยสูตร ร่วมร้องเพลงพระราชนิพนธ์ยูงทอง ประกอบการแสดงจากผู้นำเชียร์ธรรมศาสตร์

ศรีล สุขุม มาในเพลง คะนึงครวญ ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

วงบ้านปู นำโดย สมฤดี ชัยมงคล (ซ้ายสุด) ร่วมด้วย พัชรนันท์ ภักดี, พลอยภัสสรณ์ เปลี่ยนปาน, ทิฆัมพร เจิมศักดิ์ และ มนัสภร ผูกทอง

โดยก่อนคอนเสิร์ตจะเริ่มขึ้น สมาคมกีฬาสเปเชียลโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ยังได้จัดงานแถลงข่าวการเตรียมความพร้อมในการส่ง “ทีมยูนิฟายด์” ฟุตบอลหญิงไทยเข้าร่วมการแข่งขัน Special Olympics Unified Football World Cup 2026 Paris รอบสุดท้าย ซึ่งทีมไทยเป็นหนึ่งใน 12 ทีมที่เข้ารอบ และเป็นครั้งแรกที่นักกีฬาสเปเชียลโอลิมปิคไทย ได้มีโอกาสการเข้าร่วมรายการแข่งขันระดับบอลโลกครั้งนี้ เป็นการแสดงศักยภาพ ความมุ่งมั่น และความภาคภูมิใจของประเทศไทยบนเวทีโลก โดยมี ดร.นริศ ชัยสูตร นายกสมาคมฯ ดร.ก้องศักด ยอดมณี  ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย และ ดร.ฤทธิรงค์ อินทรจินดา ผู้อำนวยการทีมฟุตบอลชุด  Unified Football World Cup 2026 ร่วมแถลงข่าว

เท่ห์ – อุเทน พรหมมินทร์

ก้อย – ศรัณย่า ส่งเสริมสวัสดิ์

อลิศ ธนัชศลักษณ์

ศิลปินวง BNK48 และนักร้องสุนทราภรณ์ ขึ้นเวทีร่วมกัน

เพลงดาวล้อมเดือน โดย พล.ร.อ. สุวรรณ ตันสุวรรณรัตน์,  ชาญณรงค์ ถึงฝั่ง,  พล.อ.อ.ฉัตรชัย บุญญานุรักษ์,  พล.อ.กฤษฎิ์ ยิ้มสู้ และ ดร.ศรายุทธ แสงจันทร์

ทั้งนี้ผู้สนใจสนับสนุนทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทยสู้ศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สมาคมกีฬาสเปเชียลโอลิมปิคแห่งประเทศไทย เลขที่ 286 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ (กกท) ถนนรามคำแหง  แขวงหัวหมาก  เขตบางกะปิ กรุงเทพ 10240 โทร. 02-1367650 Facebook : Special Olympics Thailand และ www.specialolympicsthai.com

ดร.นริศ ชัยสูตร, ดร.ก้องศักด ยอดมณี และ ดร.ฤทธิรงค์ อินทรจินดา

ดร.นริศ ชัยสูตร ต้อนรับแฟนพันธ์แท้สุนทราภรณ์  นฤมล – สมศักดิ์ ทินกร ณ อยุธยา และ สุวริน จันทรอุไร

ม.ล. ศุรีรัตน์ วัชรีวงศ์ ผู้จัดการสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐ ฯ

(ขวา) รัชนีวรรณ บูลกุล คีแมน สเปเชียลโอลิมปิคไทย อดีตราชานีว่ายน้ำไทย แชมป์เอเชียนเกมส์ ร่วมงาน

สาว สาว สาว สเปเชียลโอลิมปิคไทย  ตุ๊-มัลลิกา  แพน- พันนภา และ พลอย Amora Group

ทายาทหนึ่งเดียวสุนทรภรณ์  อติพร สุนทรสนาน เสนะวงศ์  ร่วมงานคอนเสิร์ต

ศิลปินวัยรุ่น เบนซ์  แมกซ์ และเจนนี่ ร่วมให้ความสนุกแก่นักกีฬาสเปเชียลโอลิมปิคในงานแถลงข่าว

“ทีมยูนิฟายด์” ฟุตบอลหญิงไทย

นักฟุตบอลในชุดเดินพาเหรด ชุดวอร์ม และชุดแข่งขัน (น้ำเงิน/แดง)

ซาโนฟี่ จับมือ กทม.-กรมการแพทย์ เร่งสร้างเกราะภูมิคุ้มกันรับมือ ‘ไข้หวัดใหญ่-RSV’

ซาโนฟี่ จับมือ กทม.-กรมการแพทย์ เร่งสร้างเกราะภูมิคุ้มกันรับมือ ‘ไข้หวัดใหญ่-RSV’

ซาโนฟี่ จับมือ กทม.-กรมการแพทย์ เร่งสร้างเกราะภูมิคุ้มกันรับมือ ‘ไข้หวัดใหญ่-RSV’

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.38 น.

ภัยคุกคามจากโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ ยังคงเป็นภาระสาธารณสุขและเศรษฐกิจสังคมที่สำคัญของประเทศ รายงานจากกรมควบคุมโรคในช่วงไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2569 ชี้ว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สะสมพุ่งสูงกว่า 137,276 ราย และเสียชีวิตแล้ว 8 ราย โดยผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังยังคงเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่มีอัตราการเสียชีวิตมากกว่ากลุ่มอื่น ขณะเดียวกัน โรคติดเชื้อไวรัส RSV ในเด็กแรกเกิดถึง 2 ขวบ ก็เป็นอีกหนึ่งวิกฤตสุขภาพที่มักถูกมองข้าม โดยปี 2568 มีเด็กเล็กติดเชื้อเกือบ 47,000 ราย และเสียชีวิตถึง 7 ราย

ด้วยความท้าทายรอบด้านนี้ บริษัท ซาโนฟี่ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วย ภาคีเครือข่ายสุขภาพ นำโดย กรุงเทพมหานคร และ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จึงผนึกกำลังจัดการประชุมความร่วมมือ “การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันตลอดช่วงชีวิต (Life-course Immunization) สำหรับกลุ่มเปราะบาง” ณ โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ เพื่อเร่งเตรียมความพร้อมและยกระดับการเฝ้าระวังเชิงรุกก่อนเข้าสู่ฤดูกาลระบาดใหญ่ในปีนี้

ดร.พญ. เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัดกรุงเทพมหานคร

ในการประชุมครั้งสำคัญนี้ ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญระดับสูงด้านสาธารณสุขของประเทศร่วมแสดงวิสัยทัศน์ นำโดย ดร.พญ. เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้เผยทิศทางนโยบายการขับเคลื่อนกรุงเทพฯ สู่เมืองสุขภาพดีอย่างยั่งยืน หรือ “Bangkok Healthy City” ภายใต้แนวคิดนโยบาย 9 ด้าน 9 ดี โดยเน้นย้ำถึงการเดินหน้าเชิงรุกเข้าหาชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งมีความหนาแน่นของประชากรสูง ซึ่งย่อมมีความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อระบบทางเดินหายใจได้ง่ายและรวดเร็ว การปรับระบบสุขภาพผ่านการบูรณาการ 8 โซนสุขภาพ เพื่อเชื่อมโยงบริการทางการแพทย์ตั้งแต่ระดับปฐมภูมิจนถึงระดับชุมชน จึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเกราะป้องกันโรคให้แก่ประชากรทั้งสองช่วงวัยที่เปราะบางที่สุดคือ กลุ่มเด็กเล็ก และผู้สูงอายุ เพื่อลดความสูญเสียทางกายภาพและลดผลกระทบทางเศรษฐกิจสังคมในภาพรวม

นพ. ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

แนวทางดังกล่าวสอดรับกับยุทธศาสตร์เชิงรุกระดับประเทศ โดย นพ. ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้แสดงวิสัยทัศน์และทิศทางนโยบายเชิงรุกในการกำหนดมาตรฐานการแพทย์และพัฒนาแนวทางเวชปฏิบัติเพื่อดูแลประชากรกลุ่มเปราะบางอย่างเป็นระบบ ทั่วถึง และเท่าเทียม โดยระบุว่าสภาวะทางสาธารณสุขยุคใหม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการยกระดับการป้องกันโรคด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ทันสมัยและจำเพาะเจาะจงกับสภาวะร่างกายของประชากรกลุ่มเสี่ยง ซึ่งกรมการแพทย์ได้ขับเคลื่อนผ่านการจัดตั้งศูนย์วัคซีนทางเลือกภายใต้สถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ เพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการรับวัคซีนนอกเหนือจากสิทธิ์พื้นฐาน และมีแผนเปิด Vaccination Center ณ โรงพยาบาลราชวิถี ในเดือนมิถุนายน 2569 พร้อมยกระดับแอปพลิเคชัน ‘หมอพร้อม’ เพื่อบันทึกประวัติการฉีดวัคซีนและอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงบริการเชิงป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพและถ้วนหน้า

นพ. เกรียงไกร ตั้งจิตรมณีศักดา ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ กทม.

ขณะที่ในมิติของการดำเนินงานและบริหารจัดการภาคปฏิบัติ นพ. เกรียงไกร ตั้งจิตรมณีศักดา ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ กทม. และ พญ. ณัฐินี อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานโรคติดต่อทางสาธารณสุข สำนักอนามัย กทม. ได้ร่วมกันย้ำถึงหัวใจของการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) ของ ของหน่วยปฏิบัติการด่านหน้าเพื่อให้ประชาชนตระหนักและเลือกรับนวัตกรรมการป้องกันที่เหมาะสมถือเป็นภารกิจสำคัญ ปัจจุบัน กทม. ได้เตรียมระบบนิเวศสาธารณสุขรองรับทั้งสิทธิประโยชน์พื้นฐานและนวัตกรรมทางเลือกในระดับบุคคล โดยนำร่องจัดตั้ง Wellness Clinic ภายใน Super Clinic 7 แห่งใกล้เส้นทางรถไฟฟ้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงนวัตกรรมป้องกันโรคได้รวดเร็วขึ้น ในขณะเดียวกัน นวัตกรรมทางการแพทย์อย่าง “วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดขนาดสูง” (Influenza Vaccine High-Dose) และ “ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV” ก็ถือเป็นความก้าวหน้าทางวิชาการที่เปิดโอกาสให้กลุ่มเปราะบางได้รับทางเลือกการคุ้มครองที่ตรงจุดและมีประสิทธิผลมากขึ้น ควบคู่ไปกับการเปิดบริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรีสำหรับประชาชน 7 กลุ่มเสี่ยง ณ ศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง 69 แห่งทั่วกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ถึง 31 สิงหาคม 2569 เพื่อสร้างความมั่นคงทางสาธารณสุขและสร้างเกราะคุ้มกันจากระดับฐานรากอย่างแท้จริง

พญ. ณัฐินี อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานโรคติดต่อทางสาธารณสุข สำนักอนามัย กทม. 

เพื่อตอกย้ำการนำนโยบายสู่การปฏิบัติ ภายในงานได้จัดเสวนา “แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในทางปฏิบัติเพื่อเพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงวัคซีนไข้หวัดใหญ่สำหรับผู้สูงอายุและการป้องกันโรค RSV ในเด็กเล็ก” โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ ได้แก่ รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี, พญ.จตุพร ไสยรินทร์ แพทย์อายุรศาสตร์โรคติดเชื้อ โรงพยาบาลกลาง, ศ.ดร.พญ.ภิญโญ รัตนาอัมพวัลย์ แพทย์อายุรศาสตร์โรคติดเชื้อ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และ ผศ.(พิเศษ) นพ.วรมันต์ ไวดาบ หัวหน้ากลุ่มงานกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ได้ชี้ให้เห็นว่า ในปี พ.ศ. 2568 กรุงเทพฯ มีอัตราผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สูงสุดเป็นอันดับ 3 ของประเทศ และควรป้องกันก่อนฤดูกาลระบาดในฤดูฝน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มี “ภาวะภูมิคุ้มกันถดถอย” และมักมีโรคประจำตัวทำให้เสี่ยงต่อภาวะปอดอักเสบ และอาจเป็นตัวจุดชนวนให้โรคประจำตัวเดิมกำเริบรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ปัจจุบันมีวัคซีนไข้หวัดใหญ่พร้อมให้บริการแล้ว โดยกลุ่มเสี่ยงและประชาชนทั่วไปสามารถเข้ารับการฉีดเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันได้

ข้อมูลทางการแพทย์จึงตอกย้ำถึงความจำเป็นของ “วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดขนาดสูง” (High-dose) ที่พัฒนามาเพื่อผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ด้วยปริมาณแอนติเจนของไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่สูงกว่ามาตรฐาน 4 เท่า ผลศึกษาพบว่ามีประสิทธิภาพลดการติดเชื้อได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.2 ลดอัตราการนอนโรงพยาบาลจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่หรือโรคปอดอักเสบลงร้อยละ 64.4 และลดอัตราเสียชีวิตจากทุกสาเหตุถึงร้อยละ 48.9 เมื่อเทียบกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดมาตรฐาน นวัตกรรมนี้ใช้แพร่หลายในประเทศสหรัฐอเมริกาและทวีปยุโรปกว่า 10 ปี การส่งเสริมให้ประชากรกลุ่มเปราะบางเข้าถึงวัคซีนนี้จึงเป็นการลงทุนเชิงป้องกันที่คุ้มค่า และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายสาธารณสุขระดับชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน เด็กเล็กก็เผชิญภัยเงียบจากเชื้อไวรัส RSV ซึ่งมีโอกาสลุกลามลงปอดทำให้เกิดปอดอักเสบ หลอดลมฝอยอักเสบ นำมาซึ่งค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล เฉลี่ยสูงถึง 67,542 บาทต่อราย และต้องนอนโรงพยาบาลไม่น้อยกว่า 6 วัน ในปี 2568 มีเด็กเสียชีวิตถึง 7 ราย ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัส RSV และเป็นโรคทางเดินหายใจส่วนล่างซึ่งเป็นความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดกับโรคที่ป้องกันได้ ภาระโรคนี้สอดคล้องกับสถิติระดับโลกที่มีเด็กต่ำกว่า 1 ขวบกว่า 2.2 ล้านคนต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลทุกปี โดยโรค RSV ในประเทศไทยมักเริ่มระบาดรุนแรงในช่วงฤดูฝนตรงกับเดือนมิถุนายนถึงพฤศจิกายนของทุกปี

แม้ยังไม่มีวัคซีน RSV และยาต้านไวรัสสำหรับเด็กเล็กโดยตรง แต่ปัจจุบันประเทศไทยมี “ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV” ที่ฉีดและออกฤทธิ์ปกป้องทารกได้ทันที ป้องกันได้นานอย่างน้อย 6 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ระบบทางเดินหายใจเปราะบางที่สุด งานวิจัย Munro 2025 ชี้ว่าสามารถลดความเสี่ยงการนอนรักษาในโรงพยาบาลจาก RSV ได้ร้อยละ 82.7 และลดความเสี่ยงในการเข้าหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) ได้ร้อยละ 75.3 รวมถึงลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง ได้ร้อยละ 79.5 โดยทารกทั่วไปรับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปได้ตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ 8 เดือน ส่วนกลุ่มเสี่ยงสูงรับต่อเนื่องได้จนถึง 2 ปีโดยไม่ต้องรอฤดูระบาด

จากการประชุมความร่วมมือ “การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันตลอดช่วงชีวิต (Life-course Immunization)” ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าทั้งโรคไข้หวัดใหญ่และ RSV เป็นโรคระบบทางเดินหายใจที่สามารถควบคุมและบรรเทาไม่ให้ลุกลามสู่ภาวะวิกฤตได้ด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพ  การผนึกกำลังของภาคีเครือข่าย ทั้กรุงเทพมหานคร กรมการแพทย์ สำนักการแพทย์ สำนักอนามัย และบริษัท ซาโนฟี่ (ประเทศไทย) จำกัด จึงเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับระบบสาธารณสุขเชิงป้องกัน ทั้งในระบบสิทธิ์พื้นฐานและทางเลือกของประชาชน เพื่อร่วมสร้างความเท่าเทียมในการปกป้องชีวิต ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และร่วมขับเคลื่อนกรุงเทพฯสู่เป้าหมาย “Bangkok Healthy City” อย่างยั่งยืน

T-Beauty ฟีเวอร์! ดันไทยสู่ “เมืองหลวงแห่งความงามและสุขภาพ” ที่โลกต้องจับตา

T-Beauty ฟีเวอร์! ดันไทยสู่ “เมืองหลวงแห่งความงามและสุขภาพ” ที่โลกต้องจับตา

T-Beauty ฟีเวอร์! ดันไทยสู่ “เมืองหลวงแห่งความงามและสุขภาพ” ที่โลกต้องจับตา

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.54 น.

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในนาทีนี้ สปอตไลต์ของอุตสาหกรรมบิวตี้ระดับโลกกำลังส่องสปอตไลต์มาที่ประเทศไทยอย่างแท้จริง เมื่อ “T-Beauty” (Thai Beauty) ได้ทรานส์ฟอร์มตัวเองจากกระแสท้องถิ่น สู่การเป็นคลื่นลูกใหม่และแรงขับเคลื่อนสำคัญที่นิยามมาตรฐานความงามและเวลเนสยุคใหม่บนเวทีสากล

นิยามใหม่ที่โลกตามหา: “ความสวยแบบกรุงเทพฯ”

ในอดีต มาตรฐานความงามในเอเชียมักถูกยึดโยงอยู่กับ K-Beauty ที่เน้นผิวขาวใสในพิมพ์นิยมเดียว หรือความงามแบบตะวันตกที่เน้นโครงหน้าคมชัดดุดันจนอาจดูฝืนโครงสร้างตามธรรมชาติของคนเอเชีย แต่ในวันนี้ เทรนด์ความงามแบบกรุงเทพฯ (Bangkok Beauty) ได้เข้ามาทลายกรอบเดิม ๆ และกลายเป็นจุดกึ่งกลางที่ลงตัวที่สุด

เสน่ห์ของ T-Beauty ในยุคนี้คือความ High-Glam แต่ยังคงความเป็นธรรมชาติอย่างมีเอกลักษณ์ มุ่งเน้นการทำ Personalized Treatment หรือการออกแบบความงามเฉพาะบุคคลเพื่อดึงโครงสร้างใบหน้าเดิมมาปรับให้สวยงามและสมบูรณ์แบบที่สุด ผ่านคิ้วที่มีเส้นสายคมชัด ริมฝีปากมีมิติ และผิวที่อิ่มฟูเปล่งปลั่งมีออร่า นิยามความงามแบบ “Personalized Aura” นี้เอง ที่ทำให้กลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง รวมถึงเหล่าเซเลบริตี้จากสิงคโปร์ จีน ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ต่างยอมเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมายังประเทศไทย และพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “นี่คือผลลัพธ์ความงามที่ตามหามานาน”

ส่องตัวเลขความแกร่ง: คลื่นลูกใหม่ของเศรษฐกิจระดับล้านล้าน

กระแสนิยมในตัว T-Beauty ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่มีรากฐานที่แข็งแกร่งรองรับ สะท้อนชัดจากการขยายตัวของ Wellness Economy ในไทยที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมูลค่าตลาดรวมพุ่งสูงกว่า 1.4 ล้านล้านบาท และยังคงขยายตัวเฉลี่ยราว 5–7% ต่อปี

เครื่องสำอางแบรนด์ไทยเขย่าบัลลังก์โลก

ไม่ใช่เพียงแค่ภาคการบริการเท่านั้น แต่ผลิตภัณฑ์สกินแคร์และเครื่องสำอางสัญชาติไทยกำลังสร้างปรากฏการณ์บนเวทีสากลอย่างน่าจับตา นำโดยแบรนด์ระดับตำนานอย่าง Mistine ที่แผ่ขยายความนิยมไปทั่วเอเชีย และ MizuMi แบรนด์สกินแคร์ยอดฮิตของคนรุ่นใหม่ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งจนสามารถปักหมุดขยายสาขาในประเทศมาเลเซียได้อย่างงดงาม ตลอดจนกระแสความนิยมของน้ำหอมแบรนด์ไทยระดับพรีเมียมอย่าง PAÑPURI และ Journal ที่กลายเป็น Must-have Item และของฝากล้ำค่าที่ชาวต่างชาติต่างยอมต่อคิวซื้ออย่างเหนียวแน่น

Medical Tourism ขาขึ้น: เซเลบริตี้ทั่วโลกบินลัดฟ้ามา “ทำสวย” ที่ไทย

ประเทศไทยได้กลายเป็นหมุดหมายหลักของเศรษฐีและเซเลบริตี้จากทั่วโลกที่ยอมเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพื่อเข้ารับบริการทางการแพทย์ความงาม ด้วยจุดเด่นเรื่องเทคโนโลยีที่ทันสมัย ฝีมือแพทย์ไทยที่ละเอียดอ่อน และ Service Mind ระดับเวิลด์คลาสที่สร้างความประทับใจ

ภาพจำนี้สะท้อนชัดผ่าน Aura Bangkok Clinic หนึ่งในคลินิกความงามระดับแนวหน้าที่กลายเป็น Hidden Gem ของทั้งคนไทยและคนต่างชาติ โดยมีกลุ่มลูกค้าชั้นนำจากทั้งเอเชียและฝั่งตะวันตก (Western) หลั่งไหลเข้ามาใช้บริการอย่างไม่ขาดสาย เพื่อผลลัพธ์ความงามที่ปลอดภัยและดูดีอย่างยั่งยืน

ปลายทางแห่งการรีเซ็ตชีวิต: เมื่อเมืองไทยคือจุดหมายพักผ่อนทั้งกายและใจ

ความสมบูรณ์แบบของ T-Beauty ถูกเติมเต็มด้วยมิติของเวลเนสระดับลักชูรี โดยมีเดสติเนชันระดับโลกอย่าง RAKXA Integrative Wellness ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในหมุดหมายระดับโลกที่ผู้คน “ยอมจ่าย” เพื่อแลกกับการดูแลตัวเอง ด้วยแนวคิดการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่ผสานศาสตร์การแพทย์เชิงป้องกันเข้ากับศาสตร์การฟื้นฟูร่างกายอย่างสมดุล RAKXA ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่พักผ่อน แต่คือประสบการณ์ของการ “รีเซ็ตชีวิต” อย่างแท้จริง

ประเทศไทยในวันนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางของความงามหรือการพักผ่อนอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นสู่การเป็น “ศูนย์กลางของการดูแลชีวิต” อย่างแท้จริง เมื่อ T-Beauty ทำหน้าที่เป็นทั้ง Soft Power และเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่เชื่อมโยงตั้งแต่ความงาม สุขภาพ ไปจนถึงการท่องเที่ยวระดับลักชูรี และในวันที่โลกกำลังมองหาความสมดุลทั้งกายและใจ ประเทศไทยกำลังกลายเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดบนเวทีโลก

CEA พร้อมดันไทยขึ้นแท่น “Content Hub of Asia” ในงาน “Bangkok International Content Market 2026”

CEA พร้อมดันไทยขึ้นแท่น “Content Hub of Asia”  ในงาน “Bangkok International Content Market 2026”

CEA พร้อมดันไทยขึ้นแท่น “Content Hub of Asia” ในงาน “Bangkok International Content Market 2026”

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.50 น.

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA เดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยสู่เวทีโลก ด้วยการจัดงาน Bangkok International Content Market 2026 (BICM2026) แพลตฟอร์มตลาดซื้อขายและพื้นที่เจรจาทางธุรกิจคอนเทนต์ระดับนานาชาติแห่งแรกของประเทศไทยขึ้นเป็นครั้งแรก ภายใต้งาน Thailand Content Market 2026 (TCM2026) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง CEA และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เพื่อยกระดับ “คอนเทนต์ไทย” ในฐานะพลังใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตสู่การเป็น “ศูนย์กลางคอนเทนต์แห่งเอเชีย” (Content Hub of Asia) อย่างเป็นระบบและมีทิศทาง จัดระหว่างวันที่ 20 – 22 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ

CEA และ DITP ผนึกความร่วมมือดัน “คอนเทนต์ไทย” สู่ “ศูนย์กลางคอนเทนต์แห่งเอเชีย” ความร่วมมือของทั้ง 2 หน่วยงานจะเกิดขึ้นภายใต้งาน Thailand Content Market 2026 (TCM2026) ซึ่งประกอบด้วย 2 งานสำคัญ ได้แก่

1. Thailand Content Market 2026 (TCM2026) โดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ตลาดซื้อขายคอนเทนต์ที่ครอบคลุมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั้ง 12 สาขา ได้แก่ ภาพยนตร์ โทรทัศน์และซีรีส์ ซีรีส์วาย-ยูริ แอนิเมชัน เกม คาแรกเตอร์ หนังสือและอีเลิร์นนิง อาร์ตทอย ของเล่น บอร์ดเกม งานโปรดักชัน และ Content Services พร้อมตั้งเป้าดึงผู้ซื้อชั้นนำจากนานาชาติกว่า 300 ราย    ผู้แสดงสินค้ากว่า 500 ราย และผู้เข้าร่วมงานกว่า 10,000 ราย

2. Bangkok International Content Market 2026 (BICM2026) โดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA แพลตฟอร์มตลาดซื้อขายและพื้นที่เจรจาธุรกิจคอนเทนต์ระดับนานาชาติแห่งแรกของประเทศไทย ครอบคลุมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซีรีส์ และแอนิเมชัน เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุน การเจรจาทางธุรกิจ (B2B) และการร่วมผลิต (Co-Production) ร่วมกับนักลงทุนและสตรีมมิงแพลตฟอร์มชั้นนำกว่า 80 บริษัทจากทั่วโลก สร้างโอกาสทางธุรกิจและขยายเครือข่ายคอนเทนต์ไทยสู่ตลาดโลกอย่างเต็มรูปแบบ

ดร. ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า “Bangkok International Content Market 2026 (BICM2026) คือก้าวสำคัญของการยกระดับแพลตฟอร์มซื้อขายคอนเทนต์ไทยสู่ระดับนานาชาติอย่างเป็นระบบ โดยไม่เพียงเป็นพื้นที่จัดแสดงผลงานคอนเทนต์ แต่ยังเป็นการสร้าง Networking และ Ecosystem ให้กับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย เชื่อมโยงผู้สร้าง ผู้ลงทุน และพันธมิตรนานาชาติ ให้เกิดโอกาสทางธุรกิจและความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม โดย CEA มุ่งผลักดัน ‘คอนเทนต์’ และ ‘เรื่องเล่าไทย’ ไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ”

“คอนเทนต์ไทยมีศักยภาพอย่างมาก เห็นได้จากตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิต (Input-Output Table) ปี 2563 ที่แสดงให้เห็นว่าการลงทุนด้านอุตสาหกรรมคอนเทนต์ โดยเฉพาะสาขาภาพยนตร์ (Film) และการแพร่ภาพและกระจายเสียง (Broadcasting) สามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้สูงกว่ามูลค่าการลงทุน โดยทุก 1 บาทที่ลงทุน จะก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 1.8 บาท ซึ่งสะท้อนว่าอุตสาหกรรมคอนเทนต์จะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ” ดร. ชาคริต กล่าว

BICM2026 มีโปรแกรมไฮไลต์ ดังนี้

1. Pitching คอนเทนต์ และมอบรางวัล BICM Pitching Awards

● เวทีนําเสนอโปรเจ็กต์ บทภาพยนตร์ และซีรีส์ ที่มีศักยภาพพร้อมผลิตจริง ผ่านโปรเจ็กต์ที่ได้รับคัดเลือกกว่า 55 ผลงาน ทั้งการนำเสนอโปรเจ็กต์จากประเทศไทย ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงโปรเจ็กต์จากเครือข่ายพันธมิตร

● BICM Pitching Awards สำหรับรางวัล Asian Project Pitching, Thai Project Pitching และ Thai Story Pitching รวมมูลค่ารางวัลไม่น้อยกว่า 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อผลักดันโปรเจ็กต์ให้ก้าวสู่กระบวนการผลิตจริง

2. ตลาดต่อยอดธุรกิจสื่อสร้างสรรค์

● พื้นที่สร้างเครือข่ายและต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ (B2B) ครอบคลุมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซีรีส์ และแอนิเมชัน เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนและการร่วมผลิต (Co-Production)

● Exhibitor Space สำหรับสตูดิโอและผู้ประกอบการในการนําเสนอผลงานและบริการ กว่า 500 บูธ เพื่อเปิดโอกาสสู่การลงทุนในอนาคต

3. เวทีเสวนากับผู้เชี่ยวชาญในแวดวงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

● Industry Forum เวทีเสวนาจากผู้นําและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมจากทั้งในและต่างประเทศ เพื่ออัปเดตแนวโน้มทิศทาง และโอกาสใหม่ของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ในระดับสากล

Bangkok International Content Market 2026 (BICM2026) จะเป็นเวทีแสดงศักยภาพอุตสาหกรรมสื่อสร้างสรรค์ไทย โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นฐานผลักดันเศรษฐกิจ เชื่อมโยงภาคการท่องเที่ยว และภาคบริการ กระตุ้นให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ พร้อมยกระดับสู่การเป็นชาติแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ Creative Nation งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 22 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.cea.or.th  หรือ bicm.or.th Facebook: Bangkok International Content Market – BICM

ภรณี ลีนุตพงษ์ นัดอดีตเพื่อนร่วมงาน ร่วมแสดงความยินดีกับนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทยคนใหม่

ภรณี ลีนุตพงษ์ นัดอดีตเพื่อนร่วมงาน ร่วมแสดงความยินดีกับนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทยคนใหม่

ภรณี ลีนุตพงษ์ นัดอดีตเพื่อนร่วมงาน ร่วมแสดงความยินดีกับนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทยคนใหม่

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.50 น.

ภรณี ลีนุตพงษ์ นัดอดีตสมาชิกและอดีตเพื่อนร่วมงานในหน้าที่ต่างๆที่เกี่ยวพันกับ งานของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มาร่วมแสดงความยินดีกับ ดร. วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองกรรมการหอการค้าไทยในตำแหน่งใหม่เพิ่มขึ้น นายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย โดยมี นพ.เจตน์  ศิรธรานนท์ (อดีตที่ปรึกษา) คุณชั่งทอง  โอภาสสิริวิทย์ (อดีตเลขาธิการ) คุณ มังกร  ธนสารศิลป์ ดร.อาณัติชัย รัตตกุล คุณ สุพจน์  พฤกษานานนท์ คุณ สกลวัธม์   ศิวัตราบุญยกานต์  คุณ กำพล  หาญทวีวงศา  คุณ ณัฐปภัสร์ ประกายบุษราคัม และ คุณ เกศสุดา  ธรรมสาร ในบรรยากาศที่เป็นกันเองกับเพื่อนเก่าอดีตสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ร้าน La Dotta สีลม คอนแวนต์ เมื่อเร็วๆนี้

ในอดีตนั้นสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญปี2550 มีหน้าที่ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการให้ความเห็นต่อร่างกฎหมาย แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และแผนอื่นก่อนพิจารณาประกาศใช้ ต่อมาองค์กรนี้ได้ถูกยุบในปี2557 จึงสิ้นสุดของ“องค์กรแห่งปัญญา สะท้อนปัญหาจากประชาสู่รัฐ”

คุณแหน : 5 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 5 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 5 มิถุนายน 2569

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • พัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ภญ.สุภัทรา บุญเสริม, รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ และคณะผู้บริหาร ประชุมคณะกรรมการนโยบายด้านผลิตภัณฑ์ยาเพื่อการบำบัดรักษาขั้นสูงแห่งชาติ โดยเป็นการติดตามความก้าวหน้า รวมถึงผลการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาเพื่อการบำบัดรักษาขั้นสูง (ATMP) รับเทรนด์ของการรักษาและดูแลสุขภาพในอนาคต มุ่งยกระดับเศรษฐกิจสุขภาพกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมได้เยี่ยมชมศูนย์การผลิตเซลล์และยีนส์บำบัด ณ รพ.จุฬาลงกรณ์..
  • อโรชา นันทมนตรี ผวจ.นครปฐม เป็นประธานเปิดงาน “แสงแห่งธรรม นิรันดร์แห่งบารมี 20 ปี หลวงพ่อพูลละสังขาร วิสาขบูชารำลึก” โดยมี พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อมฯ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์..
  • ข่าวสุดยินดีของชาว Digital CEO#1 เมื่อเพื่อนร่วมรุ่น วิโรจน์ รัตนชัยสิทธิ์ จะได้เป็น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ กก.ผจก.ใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่สายงานพาณิชย์ เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ตั้งแต่ 1 ก.ค. เป็นต้นไป งานนี้เตรียมเลี้ยงฉลองใหญ่..
  • เพื่อนๆ วตท.14 กว่า 40 คนไปร่วมยินดีกับ ทวี ปิยะพัฒนา ในงานฉลอง PFP 40 ปี ก้าวสู่เวทีโลกอย่างยั่งยืน โดยมี ศ.กิตติคุณ ดร.ดิเรก ลาวัณย์ศิริ, พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี, พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์, จีรศักดิ์ สุคนธชาติ, นันทวัลย์ ศกุนตนาค, สาลินี วังตาล, , ธีรนันท์ ศรีหงส์, ชนัญญารักษ์ เพ็ชรรัตน์, มานิต นิธิประทีป, วิลาสินี พุทธิการันต์, ณัฐญา นิยมานุสรวันเพ็ญ ธนธรรมสิริ, ประภา ปูรณโชติ, ผศ.(พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์, รสริน เธียรนุกุล ร่วมด้วย..
  • ดร.สรวิชญ์ เปรมชื่น อุปนายกสมาคมสันนิบาตสหกรณ์เพื่อพัฒนาพลังงานไทย เป็นประธานในพิธีลงนาม MOU โครงการ “สหกรณ์ไทยสู่สวัสดิการดิจิทัลแห่งอนาคต ก้าวใหม่ ที่ไกลกว่า ร่วมพัฒนาสหกรณ์ไทย” ระหว่าง สมพล ตันติสันติสม นายกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สหกรณ์สมาชิกของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย และ ดร.ปริญญา นิลรัตนคุณ ซีอีโอ บจ. ไอ-ออโตเมท..
  • ดร.สักกเวท ยอแสง ผอ.ฝ่ายส่งเสริมอุตสาหกรรมดิจิทัล ดีป้า ได้รับเชิญจาก ไพโรจน์ เกียรติศิริขจร รอง กก.ผจก. บจ.เจียไต๋ ให้บรรยายเรื่อง บัญชีบริการดิจิทัล (Thailand Digital Catalog)..
  • ชัยรัตน์ อนุรักติพันธุ์ นายกก่อตั้งสโมสรโรตารีกรุงเทพ-เพลินจิต พร้อมด้วย จุมพจน์ เชื้อสาย และคณะกรรมการสโมสรโรตารีกรุงเทพ-เพลินจิตไปมอบเงินและสิ่งของ ให้กับมูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยมี จิตราภา หิมะทองคำ รับมอบ..
  • จันทพร เจริญลาภนพรัตน์ ให้การต้อนรับ ดร.ภาสกร ประถมบุตร นำคณะผู้เข้าอบรมหลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ รุ่นที่ 6 มาศึกษาดูงานการประยุกติ์ใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ณ บจ.แอสตรา คอมมิวนิเคชั่น เซอร์วิส..
  • ดร.นิพนธ์ นาชิน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องความปลอดภัยไซเบอร์ ได้รับเชิญไปบรรยายให้หลักสูตร Digital CEO# 9..
  • นพดล ศรีสรรค์ วันเกิดได้ทำบุญบ้าน และไปบริจาคโลงศพเป็นเจ้าภาพศพที่ไม่มีเงินทำศพ ณ วัดราษฎร์ประคองธรรม..
  • ผู้สมัครผู้ว่า กทม. อนุชา บูรพชัยศรี (อนุชาเบอร์ห้า) เป็นคนพูดน้อยและไม่ค่อยพูดถึงตัวเองเท่าไหร่แต่จริงจังกับการลงมือทำ พร้อมลุยกับทุกความท้าทายและอุปสรรค ทาง นิติพงษ์ ห่อนาค จึงได้แต่งเพลงนี้ให้อนุชาเบอร์ห้า ใครเป็น FC ฟังได้ที่ https://www.facebook.com/share/v/18GYGM639T/?mibextid=wwXIfr..
  • สวด จงดี ตาตะยานนท์ มารดา ธนัท ตาตะยานนท์ 5-7 มิ.ย.18.00 น. อาคารสุคติสถาน ชั้น 2  วัดชลประทานรังสฤษดิ์..

น้องใหม่

TCTD ผนึกสมาคมฌาปนกิจฯ และ ไอ-ออโตเมท ลงนาม MOU เดินหน้า ‘สหกรณ์ไทยสู่สวัสดิการดิจิทัลแห่งอนาคตฯ’

TCTD ผนึกสมาคมฌาปนกิจฯ และ ไอ-ออโตเมท ลงนาม MOU เดินหน้า ‘สหกรณ์ไทยสู่สวัสดิการดิจิทัลแห่งอนาคตฯ’

TCTD ผนึกสมาคมฌาปนกิจฯ และ ไอ-ออโตเมท ลงนาม MOU เดินหน้า ‘สหกรณ์ไทยสู่สวัสดิการดิจิทัลแห่งอนาคตฯ’

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.31 น.

สมาคมสันนิบาตสหกรณ์เพื่อพัฒนาพลังงานไทย (TCTD) ร่วมกับ สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สหกรณ์สมาชิกของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย และบริษัท ไอ-ออโตเมท จำกัด ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เดินหน้าโครงการ “สหกรณ์ไทยสู่สวัสดิการดิจิทัลแห่งอนาคต ก้าวใหม่ ที่ไกลกว่า ร่วมพัฒนาสหกรณ์ไทย”  ผนึกกำลังส่งต่อ “สหกรณ์ฟิน (Sahakorn Fin)” แพลตฟอร์มสวัสดิการดิจิทัลรูปแบบใหม่ เพื่อยกระดับระบบฌาปนกิจสงเคราะห์และสร้างความมั่นคงให้สมาชิกสหกรณ์ไทยทั่วประเทศกว่า 13 ล้านคน ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนทุกการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันให้เป็น “สวัสดิการ” เพื่อคนที่คุณรัก” มั่นใจจะได้การตอบรับที่ดีจากสมาชิกทั่วประเทศ

ดร. สรวิชญ์ เปรมชื่น อุปนายก สมาคมสันนิบาตสหกรณ์เพื่อพัฒนาพลังงานไทย กล่าวว่า TCTD เป็นองค์กรภาคเอกชนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนในการสร้างอำนาจต่อรองและช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์รวมถึงกลุ่มเกษตรกร โดยเน้นหนักไปที่ด้านพลังงานและการลดค่าครองชีพ TCTD ผนึกกำลังของทั้ง 3 องค์กร ได้แก่ สมาคมสันนิบาตสหกรณ์เพื่อพัฒนาพลังงานไทย สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สหกรณ์สมาชิกของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย และ บริษัท ไอ-ออโตเมท จำกัด ในครั้งนี้เพื่อเดินหน้าโครงการ “สหกรณ์ไทยสู่สวัสดิการดิจิทัลแห่งอนาคต ก้าวใหม่ ที่ไกลกว่า ร่วมพัฒนาสหกรณ์ไทย” เกิดขึ้นจากผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ส่งผลให้สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์หลายแห่งประสบปัญหาสมาชิกหยุดส่งเงินสมทบฌาปนกิจรายเดือน จนหลายสมาคมไม่สามารถดำเนินงานต่อได้ ขณะที่สมาชิกจำนวนมากที่ส่งเงินสมทบต่อเนื่องมายาวนานกลับสูญเสียสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับ และแบกรับค่าใช้จ่ายโดยไม่เกิดความคุ้มค่า หลายคนมองว่าการส่งเงินสมทบเป็นเพียงภาระค่าใช้จ่าย และไม่เห็นประโยชน์ที่ได้รับกลับคืนอย่างเป็นรูปธรรมซึ่งปัจจุบันสมาชิกกว่า 60% ที่ต้องพึ่งพาลูกหลานในการดูแลค่าใช้จ่ายต่างๆ ทำให้สมาชิกรู้สึกว่าการจ่ายเงินเข้าระบบฌาปนกิจเป็นภาระ

จากปัญหาดังกล่าว ทั้ง 3 องค์กรจึงร่วมกันหาแนวทางพัฒนาระบบสวัสดิการรูปแบบใหม่ที่สามารถเปลี่ยนทุกการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ให้กลายเป็นเงินสะสมเพื่อการสงเคราะห์ครอบครัวในอนาคต ผ่านการนำส่วนต่างจากราคาสินค้าและบริการที่สมาชิกใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน มารวบรวมเป็นเงินสมทบเข้าสู่ระบบฌาปนกิจสงเคราะห์ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้สมาชิกเห็นคุณค่าของทุกการใช้จ่าย และสามารถเปลี่ยนค่าใช้จ่ายให้กลายเป็นความมั่นคงของครอบครัวในอนาคตได้อย่างยั่งยืน โดยโครงการฯ

มีเป้าหมายรองรับสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศกว่า 13 ล้านคน พร้อมตั้งเป้าหมายระยะแรกให้มีสมาชิกเข้าร่วมกว่า 500,000 คนในปีแรก และขยายสู่ 10 ล้านคนภายในระยะเวลา 3 ปี ภายใต้แนวทางการดำเนินงานระยะยาว ผ่านแอปพลิเคชัน “สหกรณ์ฟิน” ที่ช่วยบริหารจัดการข้อมูลและแสดงผลได้อย่างโปร่งใสตรวจสอบได้     

ด้าน นายสมพล ตันติสันติสม นายกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สหกรณ์ฯ กล่าวว่า การผนึกกำลังในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการเดินหน้า โครงการ “สหกรณ์ไทยสู่สวัสดิการดิจิทัลแห่งอนาคต ก้าวใหม่ ที่ไกลกว่า ร่วมพัฒนาสหกรณ์ไทย” โดยเป็นการนำจุดแข็งและความเชี่ยวชาญของแต่ละองค์กรมาร่วมสนับสนุนการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ โดยสมาคมสันนิบาตสหกรณ์เพื่อพัฒนาพลังงานไทย (TCTD) ทำหน้าที่เป็นองค์กรกลางในการประสานเครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศ และสนับสนุนการดำเนินโครงการให้เป็นไปตามกรอบกฎหมาย ขณะที่สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สหกรณ์สมาชิกของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย มีความพร้อมด้านเครือข่ายสมาชิกและการบริหารสวัสดิการสมาชิก ส่วนบริษัท ไอ-ออโตเมท จำกัด ดูแลด้านการพัฒนาและออกแบบระบบแอปพลิเคชัน “สหกรณ์ฟิน” เพื่อรองรับการใช้งานของสมาชิก ร้านค้า และระบบสะสมสิทธิประโยชน์ต่างๆ อย่างครบวงจร

ทั้งนี้ ระบบแอปพลิเคชัน “สหกรณ์ฟิน” นี้ ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเปลี่ยนทุกการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ให้กลายเป็น “แต้มสวัสดิการ” ผ่านร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ โดยระบบจะนำยอดใช้จ่ายมาแปลงเป็นแต้มสะสมเพื่อช่วยสมทบค่าฌาปนกิจโดยอัตโนมัติ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว และสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมในการดูแลพ่อแม่มากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังรองรับการใช้งานผ่าน LINE OA เชื่อมต่อระบบชำระเงินผ่าน QR Payment พร้อม Dashboard แบบ Real-time ที่ช่วยให้สหกรณ์ตรวจสอบข้อมูลได้อย่างโปร่งใสและแม่นยำภายใต้มาตรฐานสากล

ภายหลังการลงนามความร่วมมือ ทั้ง 3 องค์กรยังมีแผนเปิดโอกาสให้นักศึกษาอาชีวะและเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนรู้และนำเสนอแอปพลิเคชันแก่ร้านค้าและสมาชิก เพื่อขยายการเข้าถึงแพลตฟอร์มสู่ประชาชนในวงกว้าง พร้อมต่อยอดบริการด้านธุรกรรมทางการเงินของสหกรณ์ผ่านแพลตฟอร์มเดียวอย่างครบวงจร ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับระบบสวัสดิการสหกรณ์ไทยในยุคดิจิทัล ที่มุ่งเปลี่ยนทุกการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ให้กลายเป็นคุณค่าและความมั่นคงของครอบครัวในอนาคตอย่างยั่งยืน