องคมนตรีเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศฯ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

องคมนตรีเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศฯ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

องคมนตรีเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศฯ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.07 น.

องคมนตรีเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศฯ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

17 กรกฎาคม 2569 พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานกรรมการที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิฝนหลวง เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 โอกาสนี้ องคมนตรี ได้นำผู้เข้าร่วมพิธีประกอบพิธีถวายพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมมอบเมล็ดพันธุ์พืชให้แก่ผู้แทนกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ร่วมปั้นเมล็ดพันธุ์พืช

โดยโครงการดังกล่าว กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจัดขึ้น เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระราชกรณียกิจที่สำคัญและมีคุณค่าคุณูปการต่อการพัฒนาประเทศชาติ โดยเฉพาะในด้านการรักษาระบบนิเวศป่าไม้ สิ่งแวดล้อม ซึ่งทั้ง 2 พระองค์ทรงให้ความสำคัญในเรื่องการสร้างความสมบูรณ์ให้แก่ทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งจะเป็นต้นกำเนิดของความอุดมสมบูรณ์ และเป็นต้นทุนความชื้นสัมพัทธ์ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการปฏิบัติการฝนหลวงได้ และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 

ซึ่งโครงการฯดังกล่าวนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจะปฏิบัติภารกิจการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชหลังเสร็จสิ้นการปฏิบัติการฝนหลวงในแต่ละวัน เพื่อกระจายเมล็ดพันธุ์พืชและเพิ่มความหนาแน่นของพื้นที่ป่าไม้ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติ โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์และพื้นที่อุทยานสำหรับดำเนินการเป็นประจำทุกปี สำหรับในปี 2569 ได้กำหนดพื้นที่การโปรยเมล็ดพันธุ์ฯ และกำหนดชนิดพันธุ์พืชที่เหมาะสมกับผืนป่าและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทั่วประเทศ จำนวน 7 แห่ง ได้แก่ อุทยานแห่งชาติออบขาน จังหวัดเชียงใหม่ //อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง จ.พิษณุโลก และ จ.เพชรบูรณ์ //อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี //อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี //อุทยานแห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ จ.หนองบัวลำภู //อุทยานแห่งชาติภูสระดอกบัว จ.มุกดาหาร //และอุทยานแห่งชาติตาพระยา จ.สระแก้ว โดยได้รับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืชจากกรมป่าไม้ จำนวนเมล็ดพันธุ์พืช 15 ชนิด ได้แก่ มะค่าแต้ มะค่าโมง สัก พะยูง แดง เพกา กัลปพฤกษ์ ขี้เหล็ก ชิงชัน ราชพฤกษ์ อะราง สมอพิเภก มะขามป้อม ตะแบก และพฤกษ์ จำนวนรวมทั้งสิ้น 3,090 กิโลกรัม

ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมปั้นหุ้มดินเมล็ดพันธุ์พืชฯ ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ จิตอาสา และประชาชนทั่วไป ปั้นหุ้มดินเมล็ดพันธุ์พืช และส่งต่อให้กับศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงในแต่ละภูมิภาค เพื่อนำไปใช้ในการโปรยทางอากาศ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการสร้างความสามัคคีของประชาชนทุกภาคส่วน ที่ได้มาร่วมกันเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มพื้นที่ผืนป่าให้กับประเทศไทย ให้ทรัพยากรป่าไม้มีความอุดมสมบูรณ์ต่อไป.

DPU สร้างชื่อให้ไทย สถาบันแรกที่คว้า 3 รางวัลระดับโลกจาก IEAC

DPU สร้างชื่อให้ไทย สถาบันแรกที่คว้า 3 รางวัลระดับโลกจาก IEAC

DPU สร้างชื่อให้ไทย สถาบันแรกที่คว้า 3 รางวัลระดับโลกจาก IEAC

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.11 น.

พร้อมคะแนนเต็ม 5 ดาวทุกหมวดแห่งแรกในไทย ตอกย้ำการมุ่งพัฒนาศักยภาพเด็กไทยสู่อาชีพยุคใหม่

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่ในวงการอุดมศึกษาไทยและระดับสากล หลังได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษาระดับสูงสุด “5 Stars Rating” ในทุกหมวดหมู่การประเมิน ซึ่งถือเป็นสถาบันแรกในประเทศไทย โดยเป็นการรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษาระดับสูงสุด จาก International Education Accreditation Council หรือ IEAC สหราชอาณาจักร พร้อมกันนี้ DPU ยังสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยด้วยการเป็นสถาบันแรกในโลกที่ได้ 3 รางวัลเกียรติยศมาครองได้สำเร็จ ประกอบด้วยรางวัล Future Job Ready & Career Success Award รางวัล Human Potential Development Award และรางวัล Global Education Pathways Award สะท้อนถึงความเป็นผู้นำด้านการศึกษาที่มุ่งเน้นในการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ที่พร้อมตอบโจทย์โลกอนาคตอย่างแท้จริง โดยพิธีมอบรางวัลจัดขึ้นเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องประชุมไสว สุทธิพิทักษ์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ โดยมี Dr. Maurice Kenneth Dimmock ประธานของ IEAC เป็นผู้มอบรางวัลให้แก่ ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ท่ามกลางคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และสื่อมวลชนร่วมเป็นสักขีพยาน

สถาบัน IEAC ถือเป็นองค์กรระดับสากลที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการรับรองและประกันคุณภาพความน่าเชื่อถือของสถาบันการศึกษาและหลักสูตรต่าง ๆ ทั่วโลก โดยกระบวนการตรวจประเมินของ IEAC เป็นไปด้วยความโปร่งใสและมีความเข้มงวดเป็นอย่างสูง โดยเกณฑ์การประเมินสอดคล้องกับมาตรฐาน Standards and Guidelines for Quality Assurance ใน European Higher Education Area หรือ ESG ตลอดจนกรอบมาตรฐานคุณวุฒิของยุโรป หรือ EQAR ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานที่รัฐบาลส่วนใหญ่ทั่วโลกให้การยอมรับและนำไปปรับใช้ โดยกระบวนการตรวจสอบของ IEAC จะครอบคลุมอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การกำหนดมาตรฐานสถาบัน การประเมินผลอย่างละเอียดผ่านเอกสารและการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมจริง ตลอดจนการสัมภาษณ์ผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและการันตีคุณภาพสู่สาธารณะ นายจ้าง และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระดับสากล

สำหรับการตรวจประเมินในครั้งนี้ DPU สามารถสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้า 5 ดาวเต็มครบทั้ง 8 ด้านหลักเป็นสถาบันการศึกษาแรกในประเทศไทย ทั้งด้านหลักสูตรการศึกษา (Academic Programs) ด้านการเรียนการสอน (Teaching and Learning) ด้านการประกันและพัฒนาคุณภาพ (Quality Assurance and Enhancement) ด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย (Environmental, Health & Safety) ด้านสวัสดิภาพนักศึกษา (Student Welfare) ด้านการบริหารจัดการองค์กร (Governance, Management and Systems) ด้านการตลาดและการรับนักศึกษา (Marketing and Recruitment of Students) และ ด้านภาพรวม (Overall Rating)

และที่สำคัญคือ  DPU ยังได้รับถ้วยรางวัลเกียรติยศ 3 รางวัลในระดับสถาบัน ประกอบด้วยรางวัล Future Job Ready & Career Success Award รางวัล Human Potential Development Award และรางวัล Global Education Pathways Award  ซึ่งถือเป็นสถาบันแรกในโลกที่ได้ 3 รางวัลนี้ โดยรางวัลสะท้อนอัตลักษณ์ตัวตนของ DPU ที่มีความเชื่อที่ว่าการพัฒนาศักยภาพมนุษย์คือเรื่องสำคัญที่สุดในการรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลง โดย DPU เป็นสถาบันการศึกษาเพียงหนึ่งเดียวที่มีทั้งเครื่องมือ หลักสูตร และระบบการเรียนรู้แบบ Personalized Learning ที่ปรับให้เข้ากับนักศึกษาแต่ละบุคคลเพื่อดึงพรสวรรค์และศักยภาพที่ซ่อนอยู่ออกมาให้ได้มากที่สุด ทำให้ไม่ว่านักศึกษาจะมีพื้นฐานแบบไหน จะเป็นเด็กเก่ง หรือเคยเรียนไม่เก่งมาก่อน DPU ก็สามารถพัฒนาศักยภาพให้ตอบรับกับงานทักษะใหม่ในยุคใหม่ได้ พร้อมนวัตกรรมใหม่อย่าง DPU Passport ซึ่งเป็นรายงานฉบับพิเศษที่อธิบายถึงพรสวรรค์เฉพาะบุคคลและแนวทางการพัฒนาศักยภาพเพื่อต่อยอดให้นักศึกษาทุกคน ซึ่งต่อยอดไปที่การมุ่งเน้นการสร้างผลลัพธ์ความสำเร็จในอาชีพและเตรียมความพร้อมสู่การทำงานแห่งอนาคตอย่างแท้จริงเพื่อช่วยส่งเสริมให้นักศึกษาไม่ใช่แค่ได้งานทำที่ดีเท่านั้น แต่สามารถเติบโตและประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานต่อไปในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

ขณะเดียวกันในส่วนของรางวัล Global Education Pathways Award ก็เป็นรางวัลที่การันตีความสามารถในการเชื่อมต่อโอกาสและความรู้จากสถาบันและองค์กรชั้นนำในระดับสากล โดย DPU ได้สร้างเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งร่วมกับองค์กรต่างประเทศทั่วโลกกว่า 83 องค์กร และร่วมมือกับบริษัทชั้นนำทั้งในและต่างประเทศในการพัฒนาหลักสูตรเพื่อรองรับองค์ความรู้มาตรฐานสากล พร้อมกันนี้ DPU ยังมุ่งเน้นการสร้างและจำลองสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเพื่อรองรับโอกาสและองค์ความรู้จากนานาชาติ เพื่อสร้างทางลัดและเปิดประตูให้นักศึกษาไทยทุกคนได้สัมผัสและได้รับประสบการณ์จากการทำงานจริงในโปรเจกต์ของบริษัทชั้นนำจากหลากหลายประเทศทั่วโลกอย่างไร้ขีดจำกัด   

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ หรือ DPU เปิดเผยว่า การรับรองมาตรฐาน 5 ดาวเต็มในทุกหมวดหมู่ ตลอดจน 3 รางวัลเกียรติยศระดับโลกจาก IEAC สหราชอาณาจักรในครั้งนี้ ถือเป็นบทพิสูจน์ที่ยิ่งใหญ่และชัดเจนที่สุดว่า มหาวิทยาลัยเอกชนที่มีความพร้อมสูงอย่าง DPU สามารถส่งมอบการศึกษาที่มีคุณภาพและมาตรฐานในระดับสากลได้อย่างแท้จริง การจัดการศึกษาในยุคนี้ DPU ไม่ได้มองเพียงแค่การมอบใบปริญญาบัตรเมื่อเรียนจบเท่านั้น แต่ได้มองถึงการขับเคลื่อน Potential Development เพื่อค้นหาและพัฒนาศักยภาพที่แท้จริงของนักศึกษาเป็นรายบุคคล ควบคู่ไปกับการการันตีผลลัพธ์ความสำเร็จในอาชีพ หรือ Career Success ซึ่ง DPU มุ่งเตรียมความพร้อมสำหรับโลกอนาคตด้วยการพัฒนาศักยภาพอย่างเข้มข้น ซึ่งส่งผลให้ผู้เรียนค้นพบตัวเอง และหางานที่ดีได้ง่าย โดยต้องมีความพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับงานในโลกอนาคต ตลอดจนสามารถก้าวไปสู่จุดสูงสุดในอาชีพได้อย่างมั่นคง ก่อนจะเชื่อมต่อสู่โลกกว้างเพื่อคว้าโอกาสในระดับสากล ผ่านองค์ความรู้ เทคโนโลยี สภาพแวดล้อม และประสบการณ์ตรงจากมืออาชีพในระดับนานาชาติ เพื่อสร้างความมั่นใจว่านักศึกษาทุกคนที่ก้าวออกจาก DPU จะกลายเป็นบุคลากรชั้นนำที่มีความพร้อมสำหรับงานแห่งอนาคต เติบโตในสายอาชีพได้อย่างสูงสุด และพร้อมเชื่อมต่อโอกาสความสำเร็จในระดับโลกได้อย่างยั่งยืน

“ทั้งนี้ DPU ยังเปลี่ยนผ่านการศึกษาแบบเดิม ๆ สู่รูปแบบ Work-Integrated Education โดยเน้นย้ำว่าเรียนแล้วไปฝึกงานอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอสำหรับโลกยุคใหม่ แต่นักศึกษาจะต้องได้รับประสบการณ์ทำงานจริงควบคู่ไปตลอดระยะเวลาที่เรียน DPU จึงร่วมมือกับพันธมิตรบริษัทชั้นนำมากกว่า 3,000 บริษัทในการพัฒนาหลักสูตร เพื่อให้ก้าวทันต่ออุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มีบริษัทมากกว่า 1,500 บริษัทที่พร้อมยื่นข้อเสนอรับเข้าทำงานทันทีตั้งแต่ที่นักศึกษายังฝึกงานไม่สำเร็จ โดยปัจจุบันมีนักศึกษา DPU มากกว่า 95% ที่ได้งานทำทันทีหลังเรียนจบ และมีกว่า 55% ที่ได้รับข้อเสนองานตั้งแต่ยังเรียนอยู่ชั้นปีสุดท้าย ในขณะที่ภาพรวมของประเทศพบว่าเด็กจบใหม่ทั่วไปมีอัตราการหางานทำได้เพียง 45% เท่านั้น อีกทั้งนักศึกษา DPU ยังได้รับอัตราเงินเดือนเริ่มต้นที่สูงกว่าปกติ ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ว่าการเรียนในมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีความพร้อมอย่าง DPU สามารถสร้างความสำเร็จในอาชีพและพาเด็กทุกคนไปสู่การได้งานในฝันได้อย่างแน่นอน” ดร.ดาริกา อธิการบดีกล่าวสรุป

เจ้าหญิงแอนน์ เสด็จเยือนประเทศไทย ติดตามการดำเนินงานด้านเด็กของ Save the Children

เจ้าหญิงแอนน์ เสด็จเยือนประเทศไทย ติดตามการดำเนินงานด้านเด็กของ Save the Children

เจ้าหญิงแอนน์ เสด็จเยือนประเทศไทย ติดตามการดำเนินงานด้านเด็กของ Save the Children

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.46 น.

เจ้าหญิงแอนน์ เสด็จเยือนประเทศไทย ติดตามการดำเนินงานด้านเด็กของ Save the Children รมว.ศธ. ร่วมรับเสด็จและติดตามการเยี่ยมชมกิจกรรมเด็กไทย 

เมื่อวันที่ 16 ก.ค.2569 เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักร ผู้อุปถัมภ์ของ Save the Children UK เสด็จเยือนประเทศไทย เพื่อติดตามการดำเนินงานด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชนของ Save the Children พร้อมทอดพระเนตรกิจกรรม Play for Change โครงการที่ใช้กีฬาเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการเรียนรู้ ทักษะชีวิต และการอยู่ร่วมกันในสังคมของเด็กและเยาวชนไทย ที่โรงเรียนชุมชน หมู่บ้านพัฒนา เขตคลองเตย  กรุงเทพมหานคร

ในการเสด็จเยือนประเทศไทยครั้งนี้ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ร่วมรับเสด็จเจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักร และร่วมติดตามการเสด็จตลอดการเยี่ยมชมกิจกรรมของเด็กและเยาวชน โดยร่วมรับฟังการนำเสนอผลการดำเนินงานต่างๆ ซึ่งสะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ Save the Children และภาคีเครือข่าย ในการส่งเสริมโอกาสทางการศึกษา การพัฒนาทักษะชีวิต และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็กไทย

กิจกรรม Play for Change เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนกว่า 60 คน จากกรุงเทพมหานครและภาคเหนือ ได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีม การยอมรับความหลากหลาย และการสร้างความมั่นใจผ่านกีฬา โดยมี Emile Heskey อดีตนักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษและสโมสรลิเวอร์พูล ร่วมมอบประกาศนียบัตรแก่เด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ

ในโอกาสนี้ เจ้าหญิงแอนน์มีพระดำรัสว่า

“Save the Children ซึ่งดำเนินงานในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรม ความร่วมมือ และการเป็นผู้นำของชุมชน ซึ่งสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตของเด็ก ๆ ได้อย่างแท้จริง”

พระองค์ยังทรงเน้นย้ำว่า กีฬาไม่ใช่เพียงการแข่งขัน แต่เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่ช่วยสร้างความมั่นใจ ส่งเสริมการทำงานเป็นทีม เปิดโอกาสให้เด็กค้นพบศักยภาพของตนเอง และเรียนรู้ที่จะก้าวผ่านทั้งความสำเร็จและความผิดหวัง

Save the Children ดำเนินงานในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 โดยทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ โรงเรียน ชุมชน และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสนับสนุนเด็กที่ได้รับผลกระทบจากความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และการเลือกปฏิบัติ ผ่านโครงการด้านการศึกษา การคุ้มครองเด็ก การส่งเสริมอาชีพ และการขับเคลื่อนสิทธิเด็ก เพื่อให้เด็กทุกคนมีโอกาสเรียนรู้ เติบโต และพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่

การเสด็จเยือนของเจ้าหญิงแอนน์ในฐานะผู้อุปถัมภ์ของ Save the Children UK สะท้อนถึงการทรงติดตามการดำเนินงานด้านเด็กขององค์กรอย่างต่อเนื่อง และเป็นกำลังใจสำคัญต่อการทำงานของครู โรงเรียน ชุมชน และภาคีเครือข่ายทั่วประเทศไทย ที่ร่วมกันสร้างโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กไทยมาอย่างยาวนาน
 

เพลิงไหม้สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าในแอลจีเรีย ดับ 11 บาดเจ็บ 19

เพลิงไหม้สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าในแอลจีเรีย ดับ 11 บาดเจ็บ 19

16 ก.ค. 2569 16:51 น.

เพลิงไหม้สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าในแอลจีเรีย ดับ 11 บาดเจ็บ 19

เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงที่สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าและเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษ ในเขตโมฮัมมาเดีย ชานกรุงแอลเจียร์ ประเทศแอลจีเรีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 11 ราย และบาดเจ็บอีก 19 ราย ด้านนายกรัฐมนตรีนำคณะรัฐมนตรีรุดเยี่ยมผู้บาดเจ็บ พร้อมสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสืบสวนหาสาเหตุอย่างละเอียด ท่ามกลางสถานการณ์คลื่นความร้อนทั่วประเทศ

นายเซฟี ฆะรีบ นายกรัฐมนตรีแอลจีเรีย ได้นำคณะรัฐมนตรี ซึ่งประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์และตรวจสอบระดับการดูแลทางการแพทย์อย่างใกล้ชิด

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้นำความความแสดงความเสียใจจากประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐ ส่งตรงถึงครอบครัวของผู้สูญเสียในโศกนาฏกรรมครั้งนี้

นายกรัฐมนตรีแอลจีเรีย แถลงว่า “ในนามของประธานาธิบดี ข้าพเจ้าขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต และขอวิงวอนต่ออัลเลาะห์ให้ทรงรับดวงวิญญาณของพวกเขาไปสู่สุขคติ ในระหว่างที่คณะของเราเดินทางไปตรวจเยี่ยมที่โรงพยาบาลศัลยกรรมทางตานและแผลไหม้แห่งชาติซีรัลดา และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยมุสตาฟา บาชา เราได้ออกคำสั่งทุกประการที่จำเป็นเพื่อให้แน่ใจว่าผู้บาดเจ็บทุกคนจะได้รับการดูแลรักษาอย่างดีที่สุด”

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของแอลจีเรีย เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้เมื่อเวลา 03:32 น. วันนี้ (16 ก.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยได้ระดมรถดับเพลิง 6 คัน รถพยาบาล 6 คัน รถกระเช้า และทีมกู้ภัยในพื้นที่ลาดชัน พร้อมทั้งขอกำลังสนับสนุนจากหน่วยฝึกอบรมและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติเพื่อเข้าควบคุมสถานการณ์

ยอดผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนี้แบ่งเป็นผู้เสียชีวิต 11 ราย และผู้ได้รับบาดเจ็บ 19 ราย แบ่งโดยผู้ถูกไฟคลอกรุนแรงต่างระดับกัน 10 ราย, ผู้มีอาการสำลักควันและหายใจติดขัด 2 ราย และผู้ได้รับผลกระทบทางจิตใจเฉียบพลัน/ช็อก 7 ราย

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังสามารถอพยพผู้พิการและผู้มีความต้องการพิเศษจำนวน 5 ราย ออกจากพื้นที่อาคารไปยังสถานที่ปลอดภัยได้อย่างหวุดหวิด ในขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงเดินหน้าค้นหาผู้ตกค้างภายใต้ซากปรักหักพังอย่างต่อเนื่อง

ในด้านกฎหมาย สำนักงานอัยการสูงสุดประจำศาลอุทธรณ์ได้สั่งการให้เปิดการสืบสวนสอบสวนเชิงลึกโดยด่วน เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของโศกนาฏกรรมที่สร้างความสะเทือนใจให้แก่ชาวแอลจีเรียทั้งประเทศในครั้งนี้ และตรวจสอบว่ามีประเด็นเรื่องการกระทำความผิดทางอาญาเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่

แม้ว่าทางการจะยังไม่ได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับสาเหตุของเพลิงไหม้ แต่มีรายงานว่า ประเทศแอลจีเรียกำลังเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัดและคลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมอย่างรุนแรง โดยสำนักข่าวสารสนเทศแอลจีเรีย รายงานอ้างอิงข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยว่า นับตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคมเป็นต้นมา เจ้าหน้าที่ต้องเข้าควบคุมและดับไฟป่าและไฟไหม้ทั่วประเทศมาแล้วสูงถึง 913 แห่ง ซึ่งสภาพอากาศที่แห้งแล้งและร้อนจัดนี้อาจเป็นปัจจัยร่วมที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้ง่ายและรุนแรงขึ้น.

ที่มา Al Shorouk / Reuters

ค้นพบลิงสายพันธุ์ใหม่ “ริมฝีปากสีส้ม” ในป่าลึกดีอาร์คองโก

ค้นพบลิงสายพันธุ์ใหม่ "ริมฝีปากสีส้ม" ในป่าลึกดีอาร์คองโก

16 ก.ค. 2569 14:57 น.

ค้นพบลิงสายพันธุ์ใหม่ “ริมฝีปากสีส้ม” ในป่าลึกดีอาร์คองโก

นักวิจัยยืนยันการค้นพบลิงสายพันธุ์ใหม่ของโลกในอุทยานแห่งชาติโลมามี สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หลังใช้เวลาในการศึกษาภาคสนามกว่า 15 ปี พบลิงขนสีดำที่มีริมฝีปากสีส้มอมชมพูอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “ลิกเวลี” นับเป็นลิงสายพันธุ์ใหม่ของทวีปแอฟริกาเพียงชนิดที่ 5 ที่ถูกค้นพบในรอบ 75 ปี

รายงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ PLOS ONE ระบุว่า ลิงสายพันธุ์ใหม่นี้มีชื่อเรียกในท้องถิ่นโดยชาวบ้านเผ่าบาลังกาว่า “ลิกเวลี” (Likweli) ถูกพบเห็นครั้งแรกโดยนักอนุรักษ์เมื่อปี 2008 แต่ในขณะนั้นบันทึกภาพไว้ได้เพียงภาพเดียวและมีความเบลออย่างมาก จนกระทั่งอีก 10 ปีต่อมา หรือปี 2018 มีการพบเห็นมันอีกครั้ง นำไปสู่การตั้งทีมนักวิจัยร่วมระหว่างสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก สหรัฐอเมริกา และเยอรมนี เพื่อออกตามล่าหาความจริงนานกว่า 4 ปี

จูเนียร์ อัมโบโก นักชีววิทยาด้านการอนุรักษ์และนักศึกษาปริญญาเอกชิ้นสำคัญจากมหาวิทยาลัยฟลอริดา แอตแลนติก เปิดเผยว่า ลิงลิกเวลีเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างขี้อายและชอบซ่อนตัวอยู่บนเรือนยอดไม้ที่สูงมากในป่าดิบชื้น “จากการลงพื้นที่สัมภาษณ์ชุมชนใน 52 หมู่บ้านรอบผืนป่า มีชาวบ้านเพียง 8 หมู่บ้านเท่านั้นที่บอกว่าเคยพบเห็นลิงชนิดนี้ มันเป็นความรู้สึกที่มหัศจรรย์มากที่ได้จ้องมองใบหน้าของสิ่งมีชีวิตที่แทบไม่มีใครรู้ว่ามีอยู่บนโลก” 

ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ตั้งชื่อทางวิทยาศาสตร์ให้ลิงสายพันธุ์ใหม่นี้ว่า Colobus congoensis เพื่อเป็นเกียรติแก่ความหลากหลายทางชีวภาพของลุ่มน้ำคองโก โดยจัดอยู่ในกลุ่ม “ลิงโคโลบัส” (Colobus) ซึ่งมีลักษณะเด่นร่วมกันคือเป็นลิงแอฟริกาที่ไม่มีหัวแม่มือ โดยมีเพียง 4 นิ้ว ทำหน้าที่เป็นสัตว์กินพืชบนเรือนยอดไม้ที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศในการช่วยกระจายและงอกของเมล็ดพันธุ์พืช

จากการศึกษาตัวอย่างดีเอ็นเอและกายภาพอย่างละเอียด พบความต่างจากลิงโคโลบัสสายพันธุ์อื่น เช่น มีแต้มสีชมพูอมส้มครีมรอบริมฝีปากอย่างเด่นชัด บนใบหน้าสีดำสนิท และมีขนชี้แหลมเป็นเอกลักษณ์

ลิงดังกล่าวมีขนาดตัวที่เล็กกว่าลิงโคโลบัสทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด และมีแต้มขนสีขาวบริเวณส่วนบั้นท้าย พวกมันมีเสียงร้องคำรามที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งส่วนใหญ่จะได้ยินเสียงก่อนที่จะเห็นตัว ส่วนด้านพันธุกรรม แม้ภายนอกจะคล้ายคลึงกับลิงโคโลบัสสีดำ (C. satanas) แต่ผลตรวจดีเอ็นเอยืนยันว่าพวกมันแยกสายวิวัฒนาการออกจากกันมานานกว่า 5 ล้านปีแล้ว

ศาสตราจารย์ เคต เดตวิเลอร์ นักวานรวิทยาจาก FAU สันนิษฐานว่า แต้มสีส้มสดใสบนใบหน้าน่าจะเป็นสัญลักษณ์ทางสายตาที่ใช้สื่อสารระหว่างกันในป่าทึบ หรืออาจใช้ในการดึงดูดคู่ผสมพันธุ์

ทีมนักวิจัยประเมินว่า ลิง Colobus congoensis เป็นสัตว์ประจำถิ่นที่มีขอบเขตการอยู่อาศัยที่จำกัดมาก โดยคาดว่ามีพื้นที่หากินอยู่เพียง 1,700 ตารางกิโลเมตรเท่านั้นในป่าลึกที่อุดมสมบูรณ์

ระหว่างการเก็บข้อมูล ภาคสนามทีมนักวิจัยยังสามารถยึดซากของลิงสายพันธุ์นี้ได้จากพรานป่าท้องถิ่น ซึ่งพิสูจน์ว่าพวกมันกำลังตกเป็นเหยื่อของ “ขบวนการล่าเนื้อสัตว์ป่าผิดกฎหมาย” นอกจากนี้ การขยายพื้นที่เกษตรกรรมโดยรอบอุทยานฯ ยังทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยของพวกมันอย่างต่อเนื่อง

ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศวิทยาชี้ว่า การเป็นสัตว์ประจำถิ่นที่มีพื้นที่อาศัยน้อยเช่นนี้ ทำให้เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์สูงมาก ทีมนักวิจัยจึงเร่งเสนอให้องค์กรสากลจัดสถานะของลิงชนิดนี้ให้อยู่ในกลุ่ม “สัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์” เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ พร้อมเตรียมวางแผนสำรวจเชิงลึกเพื่อประเมินประชากรและพฤติกรรมของพวกมันต่อไป.

ที่มา BBC / Science Magazine

กลาโหมสหรัฐฯ สั่งตรวจระดับฮอร์โมนเพศชาย “เทสโทสเตอโรน” หวังทหารฟิตเต็มร้อย

กลาโหมสหรัฐฯ สั่งตรวจระดับฮอร์โมนเพศชาย "เทสโทสเตอโรน" หวังทหารฟิตเต็มร้อย

16 ก.ค. 2569 14:10 น.

กลาโหมสหรัฐฯ สั่งตรวจระดับฮอร์โมนเพศชาย “เทสโทสเตอโรน” หวังทหารฟิตเต็มร้อย

นายพีต เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ประกาศเปิดตัวโครงการตรวจคัดกรองภาวะฮอร์โมน “เทสโทสเตอโรน” ต่ำ ในกำลังพลชายอายุ 30 ปีขึ้นไปเป็นประจำทุกปี โดยระบุว่าเป็นมาตรการที่จะช่วยให้ทหารสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มศักยภาพทั้งด้านร่างกายและจิตใจ แต่เผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งในแง่หลักการแพทย์ และข้อหาเลือกปฏิบัติทางเพศจากสมาชิกสภาคองเกรส

นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ประกาศผ่านวิดีโอบนสื่อสังคมออนไลน์ว่า กองทัพกำลังเริ่มโครงการตรวจคัดกรอง “ภาวะขาดฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน” ให้กับกำลังพล โดยจะบรรจุให้เป็นส่วนหนึ่งของการตรวจร่างกายประจำปีสำหรับทหารที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป ส่วนกำลังพลที่อายุต่ำกว่า 30 ปีสามารถเข้ารับการตรวจได้ตามความสมัครใจ

รมว.กลาโหมย้ำว่า หากตรวจพบภาวะดังกล่าว การเข้ารับ “การบำบัดทดแทนฮอร์โมนเพศชาย” จะขึ้นอยู่กับความสมัครใจของกำลังพล และการดำเนินงานครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของ “การเพิ่มสมรรถภาพทางร่างกายด้วยสารสังเคราะห์” แต่เป็นไปเพื่อให้ทหารสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ร่างกายแข็งแรง ยืดหยุ่น และมีความพร้อมทางจิตใจขั้นสูงสุดในการรับมือกับสมรภูมิสมัยใหม่

แม้ในคลิปวิดีโอเฮกเซธจะใช้คำกว้างๆ ว่า “กำลังพล” แต่เป็นที่เข้าใจตรงกันว่ามาตรการนี้มุ่งเป้าไปที่ทหารชายในกองทัพ อย่างไรก็ตาม ทางเพนตากอนปฏิเสธที่จะตอบคำถามสื่อมวลชนว่ามีผลงานวิจัยหรือการศึกษาทางวิชาการใดมารองรับนโยบายนี้ และไม่ได้ชี้แจงว่าทหารหญิงจะได้รับสิทธิ์ตรวจคัดกรองฮอร์โมนเอสโตรเจนในช่วงวัยทองด้วยหรือไม่

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐฯ โดยเฉพาะหน่วยรบพิเศษ เช่น หน่วยซีล ถูกจับตามองอย่างหนักเรื่องการใช้ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนและสารทำนองเดียวกันเพื่อเพิ่มสมรรถภาพทางร่างกาย

โดยเฉพาะในปี 2022 เหตุการณ์เสียชีวิตของนักเรียนหน่วยซีลรายหนึ่งระหว่างการฝึก นำไปสู่การตรวจพบสารกระตุ้นรวมถึงเทสโทสเตอโรนในครอบครอง และเผยให้เห็นว่ามีการใช้ยาประเภทนี้อย่างแพร่หลายในหน่วยรบยอดฝีมือ จนทำให้กองทัพเรือต้องประกาศเริ่มโครงการสุ่มตรวจโด๊ปยาในกลุ่มฮอร์โมนที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อในเวลาต่อมา

นโยบายของเฮกเซธ สอดรับกับแนวทางของนายโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ในรัฐบาลทรัมป์ ที่พยายามผลักดันให้ประชาชนเข้าถึงการบำบัดด้วยเทสโทสเตอโรนได้ง่ายขึ้น โดยเมื่อเดือนที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ (FDA) เพิ่งเสนอให้ผ่อนคลายข้อจำกัดในการสั่งจ่ายยาเทสโทสเตอโรน ทั้งในรูปแบบเจล, ยาเม็ด, แผ่นแปะ และยาฉีด จากเดิมที่อนุญาตให้ใช้เฉพาะกับผู้ป่วยเพศชายที่มีภาวะต่อมเพศทำงานลดลงอย่างรุนแรงเท่านั้น

กลุ่มผู้สนับสนุนแนวคิด “Make America Healthy Again” มักโฆษณาว่าเทสโทสเตอโรนช่วยให้ดูอ่อนเยาว์ สร้างกล้ามเนื้อ และทำให้สมองเฉียบแหลม แม้ว่าผลการศึกษาของสถาบันสุขภาพแห่งชาติ จะระบุว่าฮอร์โมนนี้ช่วยเรื่องสมรรถภาพทางเพศและทำให้อารมณ์ดีขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่ไม่ได้ช่วยลดความอ่อนล้า หรือเพิ่มความจำแต่อย่างใด

นอกจากนี้ แนวทางปฏิบัติทางการแพทย์ในปัจจุบันยัง “ไม่แนะนำ” ให้มีการตรวจคัดกรองฮอร์โมนชนิดนี้แบบปูพรม เนื่องจากระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนมีความผันผวนตลอดทั้งวัน การตรวจที่แม่นยำต้องทำในตอนเช้าหลังการงดอาหาร และแพทย์มักจะแนะนำให้บำบัดเฉพาะผู้ที่มีอาการผิดปกติและผ่านการตรวจเลือดที่ยืนยันว่าต่ำจริงถึง 2 ครั้งเท่านั้น

นโยบายดังกล่าวจุดชนวนความไม่พอใจให้กับสมาชิกสภานิติบัญญัติหญิงของพรรคเดโมแครตที่มีภูมิหลังเป็นทหารผ่านศึกอย่างรุนแรง โดย สว. แทมมี ดักเวิร์ธ อดีตทหารผ่านศึกสงครามอิรัก และกรรมการในคณะกรรมาธิการด้านอาวุธยุทธภัณฑ์ของวุฒิสภา วิจารณ์ว่า นโยบายนี้ฟังดูย้อนแย้งเหมือนเป็น “การดูแลทางการแพทย์เพื่อข้ามเพศ/ยืนยันเพศสภาพ”  ซึ่งขัดกับจุดยืนของเฮกเซธที่ต่อต้านทหารกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ พร้อมเรียกร้องให้ขยายการตรวจฮอร์โมนไปยังทหารทุกเพศเพื่อตรวจหาภาวะมีบุตรยาก เนื่องจากสถิติพบว่าทหารทั้งชายและหญิงมีอัตราการเป็นหมันสูงกว่าประชากรทั่วไป

ด้าน .ส. คริสซี ฮูลาแฮน อดีตทหารผ่านศึกกองทัพอากาศ ระบุว่า นโยบายนี้ “พิสูจน์ให้เห็นว่ารัฐมนตรีเฮกเซธรับคำสั่งมาจากกลุ่มแนวคิดชายเป็นใหญ่สุดโต่งในโลกออนไลน์”

ทั้งนี้ นายเฮกเซธเคยแสดงจุดยืนชัดเจนก่อนหน้านี้ว่า เขาไม่เชื่อว่าผู้หญิงควรได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งหน่วยรบแนวหน้า โดยมองว่าตำแหน่งเหล่านั้นควรยึดตาม “มาตรฐานสูงสุดของเพศชาย” เท่านั้น และนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งผู้นำเพนตากอน เขาก็ได้สั่งระงับการเลื่อนขั้นทหารหญิงและสั่งปลดผู้นำที่เป็นสตรีไปแล้วหลายราย

การตรวจฮอร์โมนเพศชายถือเป็นความเปลี่ยนแปลงล่าสุดในนโยบายการแพทย์ของกองทัพ โดยก่อนหน้านี้เมื่อเดือนเมษายน เฮกเซธได้ประกาศยกเลิกข้อบังคับฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่บังคับใช้มาอย่างยาวนานในกองทัพ โดยอ้างเหตุผลเรื่อง “สิทธิเสรีภาพทางการแพทย์” และเสรีภาพทางศาสนา ซึ่งส่งผลให้ในเวลาต่อมาเกิดการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ในค่ายฝึกทหารใหม่ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ จนมีผู้ป่วยเกือบ 300 รายในเดือนมิถุนายน.

ที่มา Associated Press

ระทึก! รถไฟแคนาดาติดวงล้อมทะเลเพลิง หลังไฟป่าลุกประชิดเส้นทางรถไฟ

ระทึก! รถไฟแคนาดาติดวงล้อมทะเลเพลิง หลังไฟป่าลุกประชิดเส้นทางรถไฟ

16 ก.ค. 2569 13:07 น.

ระทึก! รถไฟแคนาดาติดวงล้อมทะเลเพลิง หลังไฟป่าลุกประชิดเส้นทางรถไฟ

เกิดเหตุระทึกในแคนาดา เมื่อไฟป่าที่กำลังลุกลามอย่างรุนแรงในรัฐออนแทรีโอ โหมประชิดรางรถไฟ จนรถไฟหลายขบวนถูกล้อมไปด้วยไฟแดงฉาน เคราะห์ดีกระแสลมช่วย จนขับฝ่าออกมาได้อย่างปลอดภัย

ภาพเหตุการณ์ซึ่งถูกเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ แสดงให้เห็นพนักงานรถไฟกำลังอยู่ท่ามกลางเปลวไฟที่ลุกไหม้ทั้งสองฝั่งของรางรถไฟ ใกล้เมืองอาร์มสตรอง ในรัฐออนแทรีโอของแคนาดา โดยเปลวเพลิงลุกโหมอย่างหนักและควันหนาทึบปกคลุมทั่วบริเวณ สร้างความหวาดเสียวให้กับผู้ที่ได้เห็นภาพเหตุการณ์

นายโซล มามักวา สมาชิกสภานิติบัญญัติของรัฐออนแทรีโอ ซึ่งเป็นผู้เผยแพร่คลิปดังกล่าว ยืนยันว่าพนักงานรถไฟทุกคนสามารถออกจากพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย แม้จะต้องเผชิญสถานการณ์ที่เสี่ยงอันตรายจากไฟป่าที่ลุกลามเข้าประชิดเส้นทางรถไฟก็ตาม 

ตำรวจภูธรออนแทรีโอ เปิดเผยว่า ไฟป่าที่กำลังลุกลามได้ส่งผลกระทบต่อการเดินรถไฟในพื้นที่ใกล้เมืองอาร์มสตรอง โดยเมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. ของวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ได้สั่งหยุดขบวนรถไฟ 3 ขบวน ซึ่งบรรทุกวัสดุไวไฟและวัตถุติดไฟง่าย ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 20-23 ห่างจากเมืองอาร์มสตรองราว 32 กิโลเมตร เพื่อความปลอดภัย 

ปัจจุบันแคนาดากำลังเผชิญวิกฤตไฟป่าครั้งใหญ่ โดยมีไฟป่ามากกว่า 100 จุด ที่ยังคงลุกไหม้อยู่ในหลายพื้นที่ ขณะที่กระแสลมพัดพาควันไฟปริมาณมหาศาลเคลื่อนตัวลงสู่พื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ ส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศในหลายภูมิภาค และทำให้การควบคุมสถานการณ์เป็นไปอย่างยากลำบาก

เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของไฟป่าในแคนาดาที่ไม่เพียงคุกคามชุมชนและทรัพย์สิน แต่ยังส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม และสร้างความเสี่ยงต่อชีวิตของเจ้าหน้าที่และประชาชนที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ด้วย.

ที่มา : AP

สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีสินค้าบราซิล 25% อ้างใช้มาตรการการค้าไม่เป็นธรรม-เลือกปฏิบัติ

สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีสินค้าบราซิล 25% อ้างใช้มาตรการการค้าไม่เป็นธรรม-เลือกปฏิบัติ

16 ก.ค. 2569 13:02 น.

สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีสินค้าบราซิล 25% อ้างใช้มาตรการการค้าไม่เป็นธรรม-เลือกปฏิบัติ

รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศเตรียมเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากบราซิลบางรายการในอัตรา 25% โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม เป็นต้นไป หลังสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ใช้เวลาสอบสวนพฤติกรรมทางการค้าของบราซิลนานกว่า 1 ปี ระบุบราซิลใช้มาตรการทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมและเลือกปฏิบัติ

สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ  แถลงการณ์ระบุว่า มาตรการจัดเก็บภาษีในอัตรา 25% ดังกล่าว เป็นผลสรุปจากการสืบสวนนานกว่าหนึ่งปีภายใต้ “มาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974” ซึ่งพบว่าบราซิล ซึ่งเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 10 ของโลก มีพฤติกรรมทางการค้าที่ “ไม่สมเหตุสมผล เลือกปฏิบัติ และเป็นอุปสรรคต่อการพาณิชย์ของสหรัฐฯ”

เจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์ว่า “มาตรการทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของบราซิลได้ปิดกั้นไม่ให้คนงานและผู้ผลิตของสหรัฐฯ เข้าถึงตลาดที่สำคัญนี้ มาตรการนี้จึงจำเป็นเพื่อรับประกันว่าภาคธุรกิจและแรงงานอเมริกันจะสามารถแข่งขันได้อย่างเท่าเทียม ทั้งนี้ แม้การเจรจาที่ผ่านมาจะไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ แต่สหรัฐฯ ยังคงเปิดประตูรับการเจรจาต่อเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปแก้ไขปัญหาที่ยืดเยื้อมานาน”

ประเด็นหลักที่สหรัฐฯ หยิบยกมาโจมตีบราซิลในครั้งนี้ ประกอบด้วยการบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการทุจริตที่หละหลวม, มาตรการจัดเก็บภาษีของบราซิลเองที่เข้าข่ายไม่เป็นธรรม, การกีดกันทางการค้าในระบบดิจิทัล และการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมผ่านระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ของรัฐบาลบราซิลที่ชื่อว่า “พิกซ์” (PIX) นอกจากนั้น สหรัฐฯ ต้องการสิทธิ์ในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษีในระดับพิเศษแบบเดียวกับที่บราซิลมอบให้กับพันธมิตรอย่างเม็กซิโกและอินเดีย

ทั้งนี้ การประกาศขึ้นภาษีดังกล่าวเกิดขึ้นแม้ว่าในความเป็นจริง สหรัฐฯ จะเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าสินค้ากับบราซิลมาอย่างต่อเนื่องหลายปีก็ตาม

อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า มาตรการนี้จะมีการยกเว้นภาษีให้กับกลุ่มสินค้าบางประเภทที่สหรัฐฯ ไม่สามารถผลิตเองได้ หรือเป็นสินค้าที่เจ้าหน้าที่กังวลว่าจะส่งผลกระทบและสร้างความหยุดชะงักต่อห่วงโซ่อุปทานในประเทศ โดยสินค้าที่ได้รับการยกเว้น ได้แก่ กาแฟ และเนื้อวัว, ส้ม และน้ำส้มคั้น, ผลิตภัณฑ์พลังงานในกลุ่มน้ำมันและก๊าซธรรมชาติบางประเภท และชิ้นส่วนและส่วนประกอบในอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ

มาตรการขึ้นภาษีครั้งนี้จุดชนวนให้เกิดข้อพิพาททางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยประธานาธิบดี ลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ผู้นำบราซิล แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง และชี้ว่านี่คือเกมการเมืองข้ามชาติ

ก่อนหน้านี้ไม่นาน สว. ฟลาวิโอ โบลโซนาโร ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีฝ่ายอนุรักษนิยม ซึ่งเป็นบุตรชายคนโตของอดีตประธานาธิบดีฌาอีร์ โบลโซนาโร พันธมิตรที่เหนียวแน่นของโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เดินทางเยือนกรุงวอชิงตันเพื่อเข้าร่วมการประชาพิจารณ์ และได้เรียกร้องให้สหรัฐฯ ระงับการขึ้นภาษี โดยให้เหตุผลในเชิงยุทธศาสตร์ว่า มาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจนี้จะกลายเป็นข้อได้เปรียบทางการเมืองและเอื้อประโยชน์ให้กับ ประธานาธิบดีลูลา ซึ่งเป็นคู่แข่งคนสำคัญในการเลือกตั้งประธานาธิบดีบราซิลที่จะมีขึ้นในเดือนตุลาคมนี้

ทางด้าน นายมาร์โก รูบิโอ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X แสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวว่า “อย่าได้สับสนว่าทำไมเราถึงทำเช่นนี้ ประธานาธิบดีลูลาและรัฐบาลของเขาไม่ได้เจรจากับสหรัฐฯ ด้วยความจริงใจ นโยบายเศรษฐกิจของเขาแย่ต่อทั้งคนอเมริกันและคนบราซิล ตลอดปีที่ผ่านมา ลูลายึดมั่นในอีโก้ของตัวเองมากกว่าการทำข้อตกลงเพื่อปากท้องของประชาชนบราซิล และภาษีเหล่านี้คือราคาที่เขาต้องจ่าย”

มาตรการเก็บภาษีบราซิลรอบนี้ ถือเป็นการผลักดันวาระทางเศรษฐกิจรอบใหม่ของประธานาธิบดีทรัมป์ หลังจากที่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ศาลฎีกาสหรัฐฯ ได้มีคำพิพากษาคว่ำมาตรการจัดเก็บภาษีระดับโลกของทรัมป์ไปเป็นจำนวนมาก โดยศาลวินิจฉัยว่า ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตภายใต้กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศปี 1977 (IEEPA) ที่เขาเคยใช้สั่งเก็บภาษีบราซิลสูงถึง 50% เพื่อประท้วงกรณีที่ทางการบราซิลดำเนินคดีกับนายฌาอีร์ โบลโซนาโร ในข้อหาพยายามล้มล้างผลการเลือกตั้งปี 2022 ซึ่งปัจจุบันโบลโซนาโรต้องโทษจำคุก 27 ปี

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐฯ ได้หันมาใช้มาตรการตาม “มาตรา 301” แทนในรอบนี้ ซึ่งฝ่ายสหรัฐฯ ยืนยันว่าไม่ได้ทำไปเพราะเหตุผลทางการเมือง และยังเตือนบราซิลว่าห้ามดำเนินมาตรการตอบโต้ มิเช่นนั้นอาจต้องเจอกับมาตรการขั้นกว่าจากทางวอชิงตันในอนาคต.

ที่มา Associated Press / AFP

สหรัฐฯ อนุมัติขายอาวุธเกือบ 2 พันล้านดอลลาร์ให้ซาอุฯ เสริมแกร่งระบบป้องกันภัยทางอากาศ

สหรัฐฯ อนุมัติขายอาวุธเกือบ 2 พันล้านดอลลาร์ให้ซาอุฯ เสริมแกร่งระบบป้องกันภัยทางอากาศ

16 ก.ค. 2569 12:37 น.

สหรัฐฯ อนุมัติขายอาวุธเกือบ 2 พันล้านดอลลาร์ให้ซาอุฯ เสริมแกร่งระบบป้องกันภัยทางอากาศ

สหรัฐฯ อนุมัติการขายอาวุธมูลค่าราว 1.96 พันล้านดอลลาร์ให้แก่ซาอุดีอาระเบีย เพื่อเสริมขีดความสามารถด้านการป้องกันภัยทางอากาศท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์เปิดเผยว่า สหรัฐอเมริกาได้อนุมัติการขายอาวุธมูลค่าประมาณ 1.96 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ราว 7.1 หมื่นล้านบาทให้แก่ซาอุดีอาระเบีย โดยระบุว่า การขายอาวุธครั้งนี้จะสนับสนุนเป้าหมายนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ด้วยการยกระดับศักยภาพด้านความมั่นคงของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักนอกกลุ่มนาโต และมีบทบาทสำคัญต่อเสถียรภาพทางการเมืองและความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย

สำหรับอาวุธที่ซาอุดีอาระเบียต้องการจัดซื้อ ประกอบด้วย ระบบอาวุธนำวิถีความแม่นยำสูง Advanced Precision Kill Weapon System (APKWS) พร้อมหัวรบ จำนวนสูงสุด 20,000 ชุด โดยกองทัพเรือสหรัฐฯ ระบุว่า ระบบดังกล่าวเป็นอาวุธที่มีต้นทุนไม่สูงนัก แต่สามารถทำลายเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ พร้อมลดความเสียหายต่อพื้นที่โดยรอบระหว่างการสู้รบระยะประชิด โดยบริษัท BAE Systems ซึ่งมีสำนักงานในเมืองแนชัว รัฐนิวแฮมป์เชียร์ จะเป็นผู้รับเหมาหลักในโครงการนี้

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุเพิ่มเติมว่า การขายอาวุธดังกล่าวจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของซาอุดีอาระเบียในการรับมือกับภัยคุกคามทั้งในปัจจุบันและอนาคต เสริมการป้องกันประเทศ และเพิ่มความสามารถในการปฏิบัติการร่วมกับกองทัพสหรัฐฯ รวมถึงกองกำลังของประเทศพันธมิตรในภูมิภาคและชาติสมาชิกนาโต

การอนุมัติครั้งนี้มีขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างซาอุดีอาระเบียกับกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน กำลังตึงเครียดอีกครั้ง หลังกลุ่มฮูตียิงขีปนาวุธโจมตีสนามบินเมืองอับฮา ทางตอนใต้ของซาอุดีอาระเบีย เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังรัฐบาลเยเมนโจมตีสนามบินซานา เพื่อสกัดเที่ยวบินที่กำลังเดินทางกลับจากพิธีศพของผู้นำสูงสุดอิหร่าน ซึ่งมีคณะผู้แทนของกลุ่มฮูตีโดยสารมาด้วย โดยกลุ่มฮูตีได้กล่าวโทษซาอุดีอาระเบียว่าอยู่เบื้องหลังการโจมตีดังกล่าว

นอกจากนี้ การอนุมัติขายอาวุธยังเกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ เพิ่มระดับปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน หลังกลับมาใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลอีกครั้ง ขณะที่ทั้งสองฝ่ายกลับเข้าสู่ภาวะเผชิญหน้าทางทหาร

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันว่า การขายอาวุธดังกล่าวจะ ไม่ส่งผลกระทบต่อความพร้อมรบของกองทัพสหรัฐฯ แต่อย่างใด.

ที่มา : channelnewsasia

ยูเอ็นหวั่น วิกฤตเรือผู้อพยพล่ม 2 ลำนอกชายฝั่งเมียนมา คาดมีผู้เสียชีวิตพุ่ง 500 ราย

ยูเอ็นหวั่น วิกฤตเรือผู้อพยพล่ม 2 ลำนอกชายฝั่งเมียนมา คาดมีผู้เสียชีวิตพุ่ง 500 ราย

16 ก.ค. 2569 11:43 น.

ยูเอ็นหวั่น วิกฤตเรือผู้อพยพล่ม 2 ลำนอกชายฝั่งเมียนมา คาดมีผู้เสียชีวิตพุ่ง 500 ราย

องค์การสหประชาชาติแสดงความวิตก หลังได้รับรายงานว่าเกิดเหตุเรือผู้อพยพ 2 ลำอับปางนอกชายฝั่งเมียนมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมิถุนายน คาดมีผู้เสียชีวิตและสูญหายรวมกว่า 500 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวโรฮิงญาที่หลบหนีความขัดแย้งและเดินทางทางทะเลเพื่อแสวงหาความปลอดภัยและชีวิตที่ดีกว่า

องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) และสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกัน แสดงความวิตกกังวลอย่างยิ่งต่อรายงานที่ระบุว่า มีเรือ 2 ลำซึ่งบรรทุกผู้โดยสารรวมกันกว่า 500 คน ประสบอุบัติเหตุอับปางลงนอกชายฝั่งเมียนมาในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า เรือทั้งสองลำเดินทางออกจากรัฐยะไข่ ประเทศเมียนมา ซึ่งกำลังเผชิญกับภัยสงครามกลางเมืองในช่วงปลายเดือนมิถุนายน โดยผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมโรฮิงญา และบางส่วนเดินทางมาจากค่ายผู้ลี้ภัยขนาดใหญ่ในเขตค็อกซ์บาซาร์ ประเทศบังกลาเทศ ซึ่งเป็นสถานที่รองรับผู้อพยพชาวโรฮีนจากว่า 1 ล้านคน ที่หนีภัยความรุนแรงมาอาศัยอยู่อย่างยากลำบาก

โดยเรือลำแรก คาดว่าบรรทุกผู้โดยสารประมาณ 250 คน และขาดการติดต่อไปในระยะเวลาอันสั้นหลังจากออกเดินทางจากชายฝั่ง ส่วนเรือลำที่สอง มีรายงานว่าบรรทุกผู้โดยสารราว 280 คน และคาดว่าอับปางลงนอกชายฝั่งเขตอิรวดี ของเมียนมา

แถลงการณ์ระบุว่า “แม้เหตุการณ์และตัวเลขผู้เสียชีวิตจะยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานรัฐ แต่ UNHCR และ IOM มีความกังวลอย่างยิ่งต่อความสูญเสียทางชีวิตที่อาจจะร้ายแรงและน่าสะเทือนใจในครั้งนี้”

นอกจากนี้ หน่วยงานของยูเอ็นยังย้ำว่า การเดินทางดังกล่าวเกิดขึ้นนอกฤดูกาลเดินเรือปกติ ซึ่งเป็นช่วงที่สภาพอากาศในท้องทะเลมีความอันตรายสูง ประกอบกับฝนที่ตกหนักและน้ำท่วมขังทั่วภูมิภาค ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงทางทะเลให้ทวีคูณ โดยหากเหตุการณ์นี้ได้รับการยืนยัน จะทำให้ยอดผู้เสียชีวิตและสูญหายในทะเลอันดามันและอ่าวเบงกอลในปีนี้พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่มีรายงานผู้สูญหายแล้วเกือบ 300 ราย

ในแต่ละปี ชาวโรฮิงญาจำนวนมากต้องจำใจเสี่ยงชีวิตเดินทางข้ามทะเลผ่านเรือไม้โกโรโกโสที่ไม่มีความปลอดภัย ซึ่งมักดำเนินการโดยเครือข่ายขบวนการลักลอบขนคนเข้าเมืองและค้ามนุษย์ เพื่อแสวงหาชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีกว่า

ข้อมูลจาก UNHCR ระบุว่า เฉพาะปีที่ผ่านมา มีผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาสูญหายหรือเสียชีวิตในทะเลแถบมหาสมุทรอินเดียตอนเหนือเกือบ 900 ราย จากจำนวนผู้ที่พยายามล่องเรือเสี่ยงภัยทั้งหมดกว่า 6,500 คน

หน่วยงานสหประชาชาติชี้ว่า โศกนาฏกรรมล่าสุดนี้ สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบอันเลวร้ายจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อและการพลัดถิ่น รวมถึงการขาดแนวทางแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนสำหรับชุมชนชาวโรฮีนจา

แถลงการณ์ระบุว่า “การสู้รบที่ทวีความรุนแรงและสถานการณ์ด้านมนุษยธรรมที่ย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ ในเมียนมา ประกอบกับความช่วยเหลือและโอกาสที่จำกัดในค่ายผู้ลี้ภัยที่บังกลาเทศ กลายเป็นปัจจัยบีบคั้นให้ผู้คนจำนวนมากยอมเสี่ยงชีวิตล่องเรือในทะเลเพื่อความปลอดภัย และเหตุการณ์นี้ยังชี้ให้เห็นว่า เครือข่ายลักลอบขนคนเข้าเมืองยังคงเดินหน้าฉวยโอกาสจากความสิ้นหวังของผู้คนที่กำลังดิ้นรนเอาชีวิตรอด”

จากเหตุการณ์ดังกล่าว IOM และ UNHCR ได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยกระดับความพยายามในการค้นหาและกู้ภัยทางทะเลอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ลี้ภัยเข้าถึงกระบวนการขอลี้ภัยและการคุ้มครองความปลอดภัย ตลอดจนดำเนินมาตรการขั้นเด็ดขาดเพื่อปราบปรามขบวนการลักลอบขนคนและค้ามนุษย์

ในตอนท้าย หน่วยงานทั้งสองได้กล่าวชื่นชมประเทศบังกลาเทศที่มีความโอบอ้อมอารีอย่างยิ่งในการเป็นเจ้าบ้านแบกรับและดูแลผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญามาเป็นเวลาหลายปี ทว่ายืนยันว่ากลไกนี้จำเป็นต้องได้รับ “การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากประชาคมโลก” ทั้งต่อตัวผู้ลี้ภัยและชุมชนท้องถิ่นที่ให้ที่พักพิง รวมถึงต้องมีความพยายามที่จริงจังมากกว่าเดิมในการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้คนต้องถูกบังคับให้พลัดถิ่นฐานบ้านเกิดในปัจจุบัน.

ที่มา AFP