คุณแหน : 15 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 15 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 15 กรกฎาคม 2569

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 00.00 น.

ll พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรกาชาดคอนเสิร์ต ครั้งที่ 52 โดยกองทัพเรือ ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เวลา 19.30 น. วันพุธที่ 15 กรกฎาคม 2569

ll เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักร พร้อมด้วย เซอร์ทิม ลอว์เรนซ์ พระสวามี เสด็จฯ เยือนพระราชอาณาจักรไทย วันที่ 16-17 กรกฎาคม 2569 หมายกำหนดการเยือนประกอบด้วย เสด็จเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี และทรงร่วมถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

 ll เจ้าหญิงแอนน์ได้เสด็จฯ เยือนไทย มาแล้ว 3 ครั้ง คือในปี 2515 2522 และ 2530

ll เมื่อวันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม 2569 ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทอดพระเนตรการแสดงเดี่ยวเปียโนโดยคุณลีโอนาร์โด วีลเลอร์ อายุ 12 ปี และการขับร้องเพลงโดย ท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เจนเซน และ ครูณัฐ ยนตรรักษ์ ณ ศาลาดนตรีสุทธสิริโสภา ซอยลาดพร้าว 41 หลังการแสดจบทรงกอดประทานกำลังใจแด่คุณลีโอ

 ll ม.ล. ศิริเฉลิม สวัสดิวัตน์ คุณหมึกแดง จะไปฉลองวันเกิดปีนี้ แต่ไม่ยอมบอกว่าครบรอบปีที่เท่าไร ที่จังหวัดอุทัยธานี โดยให้เหตุผลว่าอายุเป็นเพียงตัวเลข แต่กำลังใจยังมีเกินร้อยเสมอ

‘วัคซีนภูมิแพ้’ นวัตกรรมปรับภูมิคุ้มกัน เพิ่มโอกาสหายขาดจากโรคเรื้อรัง

‘วัคซีนภูมิแพ้’ นวัตกรรมปรับภูมิคุ้มกัน เพิ่มโอกาสหายขาดจากโรคเรื้อรัง

‘วัคซีนภูมิแพ้’ นวัตกรรมปรับภูมิคุ้มกัน เพิ่มโอกาสหายขาดจากโรคเรื้อรัง

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.52 น.

โรคภูมิแพ้ (Allergy) ถือเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพยอดฮิตที่พบได้บ่อยในทุกช่วงอายุ ตั้งแต่วัยเด็กไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ หลายคนมักเข้าใจผิดว่าหากเป็นแล้วจะต้องทนอยู่กับอาการนี้ไปตลอดชีวิต แต่ในปัจจุบัน มีการรักษาด้วย “วัคซีนภูมิแพ้” ซึ่งเข้ามาช่วยปรับเปลี่ยนการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันต่อสารก่อภูมิแพ้โดยตรง ทำให้สามารถลดอาการของโรคและเพิ่มโอกาสในการหายขาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายแพทย์พงศ์สวัสดิ์ รอดสวาสดิ์ อายุรแพทย์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า ภาวะภูมิแพ้เกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ตอบสนองไวต่อสารบางชนิดมากผิดปกติ โดยเกิดความผิดพลาดในการสร้างอิมมูโนโกลบูลินอี (Immunoglobulin E หรือ IgE) ต่อสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ ส่งผลให้เกิดอาการแพ้ภายในเวลาไม่กี่นาทีถึงไม่กี่ชั่วโมงหลังการสัมผัส ผ่านทางการหายใจ ผิวหนัง หรือการรับประทาน

โรคภูมิแพ้ที่พบได้บ่อยในปัจจุบันสามารถแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่

โรคจมูกและเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ ที่มักมีอาการคันจมูก จาม คัดจมูก และคันตา อันเนื่องมาจากไรฝุ่น ขนสัตว์ หรือเกสรดอกไม้

โรคหืดจากภูมิแพ้ ทำให้หายใจลำบาก แน่นหน้าอก และมีเสียงหวีด โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสสัตว์เลี้ยง

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ซึ่งเป็นภาวะผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่มีอาการคันและผิวแห้งกำเริบเป็นระยะ

การแพ้พิษแมลงกลุ่มผึ้ง ต่อ แตน และมด ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นเกิดภาวะช็อกหรือ Anaphylaxis ที่อันตรายถึงชีวิต

โรคแพ้อาหาร ซึ่งในผู้ใหญ่มักพบการแพ้อาหารทะเลจำพวกกุ้ง ปู ปลาหมึก หอย รวมถึงข้าวสาลีและผลไม้ โดยแสดงอาการตั้งแต่คันใน
ช่องปาก ลมพิษ ไปจนถึงอาการแพ้รุนแรง

การวินิจฉัยโรคภูมิแพ้ในปัจจุบัน แพทย์จะเริ่มต้นจากการซักประวัติและตรวจร่างกาย เพื่อดูความสัมพันธ์ระหว่างอาการและการสัมผัสสาร
ก่อภูมิแพ้ จากนั้นจึงทำการทดสอบภูมิแพ้ (Allergy Test) เพื่อค้นหาหลักฐานการไวต่อสารก่อภูมิแพ้ (IgE sensitization) ซึ่งทำได้ 3 วิธีหลัก คือ 

การทดสอบทางผิวหนัง (Skin Prick Test) โดยสะกิดสารสกัดบนผิวหนังและรออ่านผลใน 15–20 นาที ซึ่งผู้ป่วยต้องงดยาแก้แพ้ก่อนตรวจ

การเจาะเลือดตรวจสารเฉพาะภูมิแพ้ (Serum specific IgE) ซึ่งยาแก้แพ้ไม่มีผลต่อการตรวจและหาชนิดสารได้หลากหลายกว่า 

การทดสอบโดยการกระตุ้นด้วยสารก่อภูมิแพ้ (Allergen Challenge Test) ด้วยการให้
ผู้ป่วยสัมผัสสารที่สงสัยโดยตรง โดยวิธีนี้จำเป็นต้องทำในโรงพยาบาลภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทาง
อย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัย

เมื่อเข้าสู่กระบวนการรักษา แพทย์จะมี 3 แนวทางหลักในการดูแลผู้ป่วย เริ่มจากการรักษาตามมาตรฐานของโรคนั้นๆ เช่น การพ่นจมูกด้วย
ยาสเตอรอยด์ ร่วมกับการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ เพื่อลดการกำเริบ แม้ว่าในชีวิตประจำวันอาจจะทำได้ยาก เช่น การจัดการกับไรฝุ่นหรือการเลิกเลี้ยงสัตว์ และแนวทางที่สามที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ คือ ภูมิคุ้มกันบำบัดด้วยสารสกัดก่อภูมิแพ้ (Allergen Immunotherapy) หรือ วัคซีนภูมิแพ้

วัคซีนภูมิแพ้ เป็นวิธีที่ให้สารก่อภูมิแพ้ที่ผู้ป่วยแพ้ เข้าสู่ร่างกายอย่างต่อเนื่องในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อปรับระบบภูมิคุ้มกันให้เกิดภาวะทนต่อสารก่อภูมิแพ้ (Tolerance) นำไปสู่การควบคุมโรคได้ระยะยาวและมีโอกาสหายขาดได้ในที่สุด ปัจจุบันวัคซีนภูมิแพ้มีรูปแบบการรักษาที่ตอบโจทย์ผู้ป่วยอย่างหลากหลาย ทั้งชนิดฉีดใต้ผิวหนัง (SCIT) ,ชนิดอมใต้ลิ้น (SLIT) ซึ่งในประเทศไทยมีใช้เฉพาะสำหรับการรักษาอาการแพ้ไรฝุ่นเท่านั้น และชนิดรับประทาน (OIT)

“โรคที่สามารถรักษาด้วยวัคซีนภูมิแพ้ได้ ครอบคลุมทั้งโรคจมูกและเยื่อบุตาอักเสบ โรคหืด และโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง โดยสามารถใช้ได้ทั้งวิธีฉีดใต้ผิวหนังและอมใต้ลิ้น ส่วนกลุ่มที่แพ้พิษแมลงจะรักษาด้วยวิธีฉีดใต้ผิวหนัง และกลุ่มโรคแพ้อาหารจะรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดชนิดรับประทาน” นายแพทย์พงศ์สวัสดิ์กล่าว

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะเริ่มต้นเข้ารับการรักษาด้วยวัคซีนภูมิแพ้ ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการประเมินและยืนยันผลโดยแพทย์เฉพาะทางด้าน
โรคภูมิแพ้ เพื่อระบุสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นสาเหตุที่แท้จริง และร่วมกันพิจารณาเลือกรูปแบบวัคซีนที่เหมาะสม ปลอดภัย และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อตัวผู้ป่วยแต่ละราย

Life & Health : เปิดบทบาทเภสัชกรใน CAR T-Cell Therapy จากห้องปฏิบัติการสู่การรักษาโรคมะเร็ง

Life&Health : เปิดบทบาทเภสัชกรใน CAR T-Cell Therapy จากห้องปฏิบัติการสู่การรักษาโรคมะเร็ง

Life&Health : เปิดบทบาทเภสัชกรใน CAR T-Cell Therapy จากห้องปฏิบัติการสู่การรักษาโรคมะเร็ง

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.36 น.

CAR T-Cell Therapy เป็นเทคโนโลยีการรักษามะเร็งขั้นสูง โดยนำเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดทีเซลล์ (T-cell) จากเลือดผู้ป่วยหรือผู้บริจาคมาดัดแปลงในห้องปฏิบัติการ ให้มีตัวรับพิเศษที่เรียกว่า Chimeric Antigen Receptor หรือ CAR เพื่อให้ทีเซลล์รู้จักและโจมตีเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะเจาะจง เทคโนโลยีนี้จัดอยู่ในกลุ่ม Advanced Therapy Medicinal Products (ATMPs) และถูกเรียกว่า “ยาที่มีชีวิต” เนื่องจากผลิตเฉพาะรายบุคคล และสามารถคงอยู่ในร่างกายได้นาน

ข้อมูล ภญ.ณัฐพร ลิขิตสกุลชัย เภสัชกรคลินิก ศูนย์เซลล์บำบัดและยีนบำบัด คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยว่า ปัจจุบัน CAR T-cell therapy ถูกนำมาใช้รักษามะเร็งทางโลหิตวิทยาในหลายประเทศ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ดื้อต่อการรักษามาตรฐาน และได้รับการบรรจุในแนวทางการรักษามาตรฐานระดับสากล อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญคือต้องอาศัยกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน และต้นทุนการรักษาที่สูง

ประเทศไทยได้พัฒนาองค์ความรู้ด้าน CAR T-cell อย่างต่อเนื่อง โดยมีหลายสถาบันการแพทย์และมหาวิทยาลัยร่วมวางรากฐานงานวิจัยด้านเซลล์บำบัดและยีนบำบัด หนึ่งในก้าวสำคัญคือ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โดยศาสตราจารย์นายแพทย์สุรเดช หงส์อิง รองศาสตราจารย์ นายแพทย์อุษณรัสมิ์ อนุรัฐพันธ์และคณะ ได้พัฒนา CD19-specific CAR T-cell ของไทยขึ้นเป็นรายแรก โดยเริ่มการศึกษาในระยะหลอดทดลองตั้งแต่ ปี พ.ศ.2557 และดำเนินการศึกษาต่อเนื่องมาจนถึงระยะคลินิก จนประสบความสำเร็จในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดบีเซลล์ (B-ALL) ที่ดื้อต่อการรักษาหรือกลับเป็นซ้ำ ต่อมารองศาสตราจารย์แพทย์หญิงพิมพ์ใจ นิภารักษ์
และคณะ ได้ต่อยอดแพลตฟอร์มดังกล่าวสู่การศึกษารักษาผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดบีเซลล์ในผู้ใหญ่ (B-cell Lymphoma)
ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีทางเลือกการรักษาจำกัด

การพัฒนา CAR T-cell สัญชาติไทยเกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาครัฐ และภาคเอกชน ผ่านการจัดตั้งบริษัทเจเนพูติก ไบโอ จำกัด (Genepeutic Bio) เมื่อปี พ.ศ. 2563 ร่วมกับ สวทช. และ TCELS เพื่อพัฒนาหน่วยผลิตเซลล์และยีนบำบัดตามมาตรฐาน Good Manufacturing Practice (GMP) แห่งแรกของประเทศไทย ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ CD19-specific CAR T-cell ของรามาธิบดีและ Genepeutic Bio อยู่ระหว่างการศึกษาวิจัยทางคลินิกระยะที่ 2 เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัย สำหรับขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นอกจากนี้คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีพร้อมเดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์ม CAR T-cell ชนิดอื่น ๆ เช่น GD2-specific CAR T-cell สำหรับมะเร็งนิวโรบลาสโตมาในเด็ก (Neuroblastoma) และ BCMA-specific CAR T-cell สำหรับมะเร็งไขกระดูกชนิดมัลติเพิลมัยอิโลมา (Multiple myeloma) เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาขั้นสูงในอนาคต

จุดเปลี่ยนสำคัญของการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูงในประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศกำหนดให้ผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง หรือ Advanced Therapy Medicinal Products (ATMPs) ที่มีส่วนผสมของยีน เซลล์ หรือเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิตในกลุ่มความเสี่ยงปานกลางถึงสูง รวมถึง CAR T-cell ถือเป็น “ยา” ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป ซึ่งนับเป็นการยกระดับและทำให้ชัดเจนยิ่งขึ้นจากประกาศฉบับก่อนหน้าเมื่อปี 2567 ที่ได้วางหลักการให้ ATMPs เป็นยาไว้แล้ว

ประกาศดังกล่าวทำให้การวิจัย การผลิต และการนำ CAR T-cell มาใช้รักษาผู้ป่วยในประเทศไทยต้องอยู่ภายใต้ระบบกำกับดูแลด้านยาอย่างเป็นทางการ ครอบคลุมทั้งมาตรฐานการผลิต คุณภาพ ความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และการติดตามผลหลังการใช้

ทั้งนี้ แม้ CAR T-cell ที่มุ่งเป้าโปรตีน CD19 เหมือนกัน แต่หากมีความแตกต่างด้านโครงสร้าง เช่น ลำดับกรดอะมิโนของ scFv หรือชนิดของ costimulatory domain จะถือเป็นผลิตภัณฑ์คนละชนิดในทางเภสัชกรรมและกฎหมาย จึงต้องมีข้อมูลด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยของตนเอง ไม่สามารถอ้างอิงผลการศึกษาข้ามผลิตภัณฑ์ได้โดยตรง

เมื่อ CAR T-cell ถูกกำกับดูแลในฐานะยา “เภสัชกร” จึงมีบทบาทสำคัญตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ได้แก่

1. ดูแลคุณภาพตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต

• ควบคุมกระบวนการผลิตให้สะอาดปลอดภัย — เภสัชกรกำกับดูแลทุกขั้นตอนการผลิต CAR T-cell ในห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานสากล (เรียกว่า GMP) เพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีความปลอดภัยสำหรับผู้ป่วย

• ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ก่อนปล่อยให้ใช้ — ก่อนนำผลิตภัณฑ์ไปใช้กับผู้ป่วยจริง ต้องผ่านการตรวจสอบหลายด้าน เช่น การทดสอบเอกลักษณ์ การทดสอบประสิทธิภาพ จำนวนเซลล์มีชีวิตอยู่ในสัดส่วนที่เพียงพอ ไม่มีเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราปนเปื้อน เปรียบเสมือนการตรวจสอบคุณภาพยาก่อนส่งถึงมือผู้ป่วยทุกครั้ง

2. ดูแลการจัดเก็บและขนส่งด้วยความเย็นจัด

• เก็บรักษาในอุณหภูมิเย็นจัดมาก — ผลิตภัณฑ์ CAR T-cell ต้องเก็บในถังไนโตรเจนเหลวที่เย็นจัดกว่าตู้แช่แข็งทั่วไปมาก
(ต่ำกว่า -150 องศาเซลเซียส) เพื่อคงสภาพผลิตภัณฑ์ไว้ไม่ให้เสื่อมคุณภาพ เภสัชกรมีหน้าที่ตรวจสอบอุณหภูมิอย่างสม่ำเสมอ

• ควบคุมคุณภาพระหว่างการขนส่ง — เมื่อต้องเคลื่อนย้าย
ผลิตภัณฑ์จากสถานที่ผลิตมาถึงโรงพยาบาล ต้องมั่นใจว่าอุณหภูมิเย็น จัดถูกรักษาไว้ตลอดเส้นทาง ไม่มีช่วงใดที่อุณหภูมิสูงขึ้นจนอาจทำให้ผลิตภัณฑ์เสียหาย

3. ดูแลขั้นตอนการเตรียม บริหารผลิตภัณฑ์ให้ผู้ป่วย และเฝ้าระวังและดูแลอาการไม่พึงประสงค์

• เตรียมร่างกายผู้ป่วยก่อนรับผลิตภัณฑ์ — ร่วมวางแผนการให้ยาเคมีบำบัดเพื่อ “เคลียร์พื้นที่” ในร่างกาย ช่วยให้ CAR T-cell
ที่ให้เข้าไปสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

• ตรวจสอบว่าเป็นผลิตภัณฑ์ของผู้ป่วยคนนั้นจริง — เนื่องจาก CAR T-cell ผลิตขึ้นเฉพาะสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย (ไม่ใช่ยาที่ใช้ร่วมกันได้) เภสัชกรต้องตรวจสอบอย่างเข้มงวดว่าผลิตภัณฑ์ตรงกับตัวผู้ป่วยแน่นอน ป้องกันความผิดพลาดที่ร้ายแรง

• เตรียมความพร้อมก่อนใช้งาน — ก่อนบริหารให้
ผู้ป่วย ต้องนำผลิตภัณฑ์มาละลายอย่างถูกวิธีและถูกเวลา เพราะเมื่อละลายแล้วจะมีเวลาใช้งานได้จำกัด ต้องบริหารผลิตภัณฑ์ให้
ผู้ป่วยภายในเวลาที่กำหนด

• ควบคุมขั้นตอนการให้ยา — ดูแลความถูกต้องของวิธีบริหารผลิตภัณฑ์ทางหลอดเลือดดำ พร้อมเตรียมทีมและอุปกรณ์ให้พร้อมรับมือหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

• เฝ้าระวังและจัดการอาการไม่พึงประสงค์เฉพาะทาง — ติดตามภาวะหลั่งสารไซโตไคน์มากเกินไป (CRS) ที่ทำให้ไข้สูง ความดันโลหิตต่ำ หรือหายใจลำบาก และภาวะทางระบบประสาทจากภูมิคุ้มกันที่ถูกกระตุ้น (ICANS) ที่ทำให้สับสนหรือพูดลำบาก ซึ่งมักเกิดร่วมกัน พร้อมจัดเตรียมยารักษา เช่น tocilizumab และ corticosteroid รวมถึงให้คำแนะนำกับผู้ป่วย โดยทำงานร่วมกับสหสาขาวิชาชีพ

4. จัดทำทะเบียนผู้ป่วยและติดตามผลระยะยาว

• บันทึกข้อมูลผู้ป่วยอย่างเป็นระบบ — จัดทำทะเบียนเก็บข้อมูลผลการรักษาของผู้ป่วยแต่ละรายในระยะยาว ทั้งในแง่ประสิทธิภาพและความปลอดภัย

• ติดตามความปลอดภัยในระยะยาว — CAR T-cell สามารถอยู่ในร่างกายผู้ป่วยได้เป็นเวลานาน จึงต้องเฝ้าระวังผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง เช่น ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงจนติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

5. การกำกับดูแลและขึ้นทะเบียนยา จัดเตรียมเอกสารเพื่อขึ้นทะเบียนยาอย่างถูกต้อง — รวบรวมข้อมูลด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพ ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) พิจารณา เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ CAR T-cells ของไทยได้รับการรับรองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และผู้ป่วยไทยสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างปลอดภัยในระยะยาว

การที่ CAR T-cell ได้รับการกำกับดูแลในฐานะ “ยา” จึงเป็นทั้งก้าวสำคัญของระบบกฎหมายยาไทย และสะท้อนบทบาทใหม่ของเภสัชกรในฐานะกำลังสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมการรักษาขั้นสูง ตั้งแต่ห้องปฏิบัติการผลิตจนถึงการดูแลผู้ป่วยจริง

กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ คืนชีวิตใหม่..ให้ผู้ป่วยมะเร็งเด็ก

นับตั้งแต่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงรับกองทุนโรคมะเร็งในเด็กไว้ในพระอุปถัมภ์ จวบจนปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วที่ทรงมี พระเมตตาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศใน รพ.กว่า 20 แห่ง รูปแบบในการให้ความช่วยเหลือของกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ คือ ช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา
รวมทั้งค่ายา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก เวชภัณฑ์ต่างๆ ด้วย ที่ผ่านมาผลงานสำคัญที่เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติ
ที่ได้รับการช่วยเหลือจากกองทุน คือ การเพิ่มอัตราการหายขาดเพิ่มขึ้นในโรคมะเร็งต่อมหมวกไตในระยะแพร่กระจายจากไม่ถึง 20% เพิ่มเป็น 50% โดยการใช้ยาเคมีบำบัดตัวใหม่ นอกจากนี้ได้ช่วยเหลืองานวิจัยการรักษาโรคมะเร็งสมองโดยใช้ชีวโพลิเมอร์กับยามะเร็ง SN38 เป็นต้น สามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร. 0-27183800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

13 กรกฎาคมที่ผ่านมา ตรงกับวันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ขอทรงพระเจริญยิ่งยืนนานและขอถวายพระพรให้ทรงหายจาก พระอาการประชวรโดยเร็ววัน

ผศ.(พิเศษ) ดร.เภสัชกร อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

กรรมการ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ

เรื่องนี้มีประวัติ : ศาลาดนตรีสุทธสิริโสภา

เรื่องนี้มีประวัติ : ศาลาดนตรีสุทธสิริโสภา

เรื่องนี้มีประวัติ : ศาลาดนตรีสุทธสิริโสภา

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.01 น.

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุทธสิริโสภา หรือพระองค์หญิงสุทธฯ ทรงเป็นพระธิดาของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก
กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประสูติแด่สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ

เหตุที่ศาลาดนตรีนี้มีนามว่า “สุทธสิริโสภา” เพราะว่าเมื่อครั้งที่ ณัฐ ยนตรรักษ์ ได้เข้าเฝ้าพระองค์หญิงสุทธฯ ครั้งแรก เมื่อณัฐยังเป็นนิสิตปี 2
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี พ.ศ. 2516 โดยการแนะนำของเพื่อนรักของณัฐ คือ ม.ร.ว.นิดา สุขสวัสดิ์ ซึ่งเป็นหลานของพระองค์ท่าน โดยพระองค์หญิงสุทธฯ ทรงให้ณัฐถวายการสอนอีเล็คโทนให้ และทรงให้เรียก ท่านแม่

พระองค์หญิงสุทธฯ พระราชทานความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ แก่ณัฐเป็นที่สุด ณัฐบอกว่าพระองค์ท่านทรงเป็นทูตสวรรค์จากพระเจ้าที่เมตตาดูแลให้ตนเองมีชีวิตเหมือนฝัน จนทำให้มีพลังกายและใจดูแลลูกศิษย์ได้เป็นอย่างดี

ณัฐบอกว่าการประกาศให้สาธารณชนรับรู้ว่าความกตัญญูที่ตนถวายท่านแม่คือ การถวายพระเกียรติในพระนามของพระองค์ท่าน ให้เป็นนามของโรงเรียนดนตรีณัฐ ที่พระองค์ทรงสร้างไว้ก่อนแล้ว โดยใช้ชื่อศาลาสุทธสิริโสภา ซึ่งเป็นหอแสดงดนตรีของโรงเรียน เป็นสถานที่ฟูมฟักเยาวชนด้านดนตรี เป็นสถานที่สร้างความสุนทรีย์ทางดนตรีของประเทศไทย เป็นแหล่ง แลกเปลี่ยนความรู้ และเป็นสถานที่บันทึกเสียงชั้นเลิศ

NAREE เปิดตัว ‘Perfect Touch Blush’ ดึง 7 สาว 4EVE นั่งแท่น Face of Naree ส่งต่อความคิ้วท์

NAREE เปิดตัว ‘Perfect Touch Blush’ ดึง 7 สาว 4EVE นั่งแท่น Face of Naree ส่งต่อความคิ้วท์

NAREE เปิดตัว ‘Perfect Touch Blush’ ดึง 7 สาว 4EVE นั่งแท่น Face of Naree ส่งต่อความคิ้วท์

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.59 น.

NAREE (นารี) แบรนด์เครื่องสำอางสัญชาติไทย เดินหน้ารุกตลาด Color Cosmetic ครึ่งปีหลังเต็มกำลัง จัดงานเปิดตัวแคมเปญใหญ่ “NAREE Cute Never Fades” พร้อมเผยโฉมผลิตภัณฑ์ใหม่ NAREE Perfect Touch Blush บลัชออน 3 เนื้อ 18 เฉดสี ตอบโจทย์ทุกสีผิวและทุกสกินโทน ภายใต้แนวคิด “ปัดเฉดไหนก็คิ้วท์ เข้ากับทุกผิว ทุกสกินโทน” พร้อมสร้างสีสันครั้งใหม่ให้ตลาดด้วยการเปิดตัว 7 สาววง 4EVE ในฐานะ “Face of Naree” ที่จะมาร่วมส่งต่อความคิ้วท์แบบตะโกน ณ ชั้น 1 โซน EDEN ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

การเปิดตัวครั้งนี้ นำโดย คุณวีรยุทธ์ วงษ์รักษา Managing Director และ คุณมุจรินทร์ ชุติมาทิพากร Senior Marketing and Brand Manager บริษัท ที เอส คอสเมติก จำกัด ผู้บริหารแบรนด์ NAREE ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของแบรนด์ไทยที่คร่ำหวอดในตลาดเครื่องสำอางมากว่า 10 ปี และได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในราคาที่เข้าถึงได้ ส่งผลให้แบรนด์เติบโตอย่างแข็งแกร่งและก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำตลาด Color Cosmetic ของประเทศไทย

คุณวีรยุทธ์ วงษ์รักษา Managing Director กล่าวว่า การจัดงาน NAREE Cute Never Fades สะท้อนจุดยืนของแบรนด์ที่เชื่อว่า “ความคิ้วท์” หรือความสวยในแบบของตัวเอง เป็นเสน่ห์ที่ไม่มีวันเลือนหาย พร้อมเปิดตัว NAREE Perfect Touch Blush ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ทีมงานตั้งใจพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกกลุ่ม โดยมาพร้อมบลัชออน 3 เนื้อสัมผัส ได้แก่ Matte, Shimmer และ Cream รวมกว่า 18 เฉดสี ให้เลือกใช้ได้กับทุกโทนผิว ทั้งยังสามารถใช้ได้ทั้งแก้มและดวงตา ครบจบในตลับเดียว

“เราต้องการนิยามความคิ้วท์ในแบบใหม่ ผ่านผลิตภัณฑ์ที่ทุกคนสามารถเลือกใช้ได้อย่างมั่นใจ ไม่ว่าจะมีสีผิวหรือสไตล์แบบไหน เพราะเราเชื่อว่าความสวยมีความหลากหลาย และทุกคนควรเข้าถึงเครื่องสำอางคุณภาพดีในราคาที่จับต้องได้”

นอกจากนี้ บริษัทตั้งเป้าให้ NAREE Perfect Touch Blush เป็นหนึ่งในสินค้ากลุ่ม Hero Product ของแบรนด์ โดย คาดว่าจะสร้างยอดขาย 100 ล้านบาท ภายใน 6 หลังการเปิดตัว และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเพิ่มสัดส่วนรายได้ของกลุ่ม Color Cosmetic ให้เติบโตตามแผนที่วางไว้

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงานคือการเปิดตัว 7 สาว T-POP Girl Group วง 4EVE ในฐานะ Face of Naree ที่จะร่วมถ่ายทอดภาพลักษณ์ความสดใส ความมั่นใจ และพลังของคนรุ่นใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับ DNA ของแบรนด์ ภายใต้แนวคิด “Cute Never Fades” โดย NAREE เชื่อว่าการร่วมงานกับ 4EVE จะช่วยสร้างการรับรู้แบรนด์ในวงกว้าง พร้อมเชื่อมต่อกับกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ และต่อยอดการเติบโตของตลาดเครื่องสำอางไทยได้อย่างแข็งแกร่ง

 คุณมุจรินทร์ ชุติมาทิพากร Senior Marketing and Brand Manager เปิดเผยว่า การแต่งตั้ง 7 สาววง 4EVE เป็น Face of Naree ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการยกระดับแบรนด์ และขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยบริษัทคาดว่าจะช่วยเพิ่มการรับรู้แบรนด์ และกระตุ้นการตัดสินใจซื้อผ่านทุกช่องทางจำหน่าย ทั้ง Modern Trade, Beauty Store และ Online Commerce เพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดเครื่องสำอางในประเทศไทย

“การร่วมงานกับ 4EVE ไม่ได้เป็นเพียงการเลือกพรีเซนเตอร์ แต่เป็นการลงทุนด้านการสร้างแบรนด์ในระยะยาว เราต้องการเชื่อมโยง NAREE เข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภครุ่นใหม่ ผ่านศิลปินที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ และสะท้อนภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่มีความทันสมัย สนุก เข้าถึงง่าย และมีคุณภาพ เราเชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยผลักดันทั้งยอดขาย การรับรู้แบรนด์ และความแข็งแกร่งของ NAREE ในตลาด Color Cosmetic ได้อย่างมีนัยสำคัญ”

คุณมุจรินทร์ กล่าวเสริมว่า หลังจากเปิดตัวแคมเปญ Cute Never Fades บริษัทฯ วางแผน ทุ่มงบการตลาดกว่า 20 ล้านบาท เพื่อเดินหน้าทำการตลาดแบบ 360 องศา ผ่านกิจกรรมออฟไลน์ การสร้างคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มดิจิทัล การทำงานร่วมกับ KOL และ Influencer รวมถึงกิจกรรมร่วมกับ 4EVE ตลอดทั้งปี เพื่อผลักดันการเติบโตของแบรนด์ และต่อยอดสู่เป้าหมายในการก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในแบรนด์เครื่องสำอางไทยชั้นนำที่ผู้บริโภคนึกถึงเป็นอันดับต้น ๆ ในกลุ่ม Color Cosmetic

และอีกหนึ่งความพิเศษในปีนี้ NAREE เตรียมจัดงานฉลองครบรอบ 10 ปีของแบรนด์ ในเดือนกันยายน 2569 เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จตลอดทศวรรษ พร้อมแสดงความขอบคุณต่อลูกค้าทุกคนที่ให้การสนับสนุนและไว้วางใจแบรนด์มาอย่างต่อเนื่อง โดยงานดังกล่าวจะสะท้อนถึงเส้นทางการเติบโตของ NAREE จากแบรนด์เครื่องสำอางสัญชาติไทย สู่การเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค

ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา NAREE มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคทั้งด้านคุณภาพ นวัตกรรม และความคุ้มค่า จนสามารถสร้างฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง และก้าวสู่การเป็นแบรนด์ที่อยู่ในใจผู้บริโภค สะท้อนถึงความไว้วางใจและความพึงพอใจที่เกิดจากคุณภาพของผลิตภัณฑ์อย่างแท้จริง มากกว่าการเป็นเพียงกระแสนิยมในช่วงเวลาหนึ่ง โดยการเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปีครั้งนี้ ยังเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการตอกย้ำวิสัยทัศน์ของแบรนด์ที่มุ่งเติบโตเคียงข้างผู้บริโภคอย่างยั่งยืน.

พบกับ NAREE Perfect Touch Blush ที่มาพร้อม 3 เนื้อสัมผัส ได้แก่ Matte เนื้อเนียน เบลนด์ง่าย สีชัด, Shimmer เพิ่มมิติและความเปล่งประกายให้ผิว และ Cream เนื้อสัมผัสนุ่ม บางเบา ให้ลุคธรรมชาติ รวมทั้งหมด 18 เฉดสี ครอบคลุมทุกโทนผิว พร้อมคุณสมบัติเนื้อเนียนละเอียด สีติดทนนานตลอดวัน และสามารถใช้ได้ทั้งแก้มและดวงตา

NAREE พร้อมเดินหน้าสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคผ่านผลิตภัณฑ์ที่ผสานคุณภาพ นวัตกรรม และแฟชั่นความงามเข้าไว้ด้วยกัน ตอกย้ำศักยภาพของแบรนด์เครื่องสำอางไทยที่สามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างแข็งแกร่ง NAREE Perfect Touch Blush จำหน่ายแล้ววันนี้ที่ร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ ได้แก่ Watsons, Eveandboy, Beautrium และ Konvy

เรื่องนี้มีประวัติ : A Musical Legacy

เรื่องนี้มีประวัติ : A Musical Legacy

เรื่องนี้มีประวัติ : A Musical Legacy

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.44 น.

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ เสด็จทอดพระเนตรการแสดง
การเดี่ยวเปียโน โดย คุณลีโอนาร์โด วีลเลอร์ บุตรอายุ 12 ปี ของ ท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เจนเซน และการขับร้องเพลงโดย ท่านผู้หญิง
พลอยไพลิน เจนเซน รวมถึงการบรรเลงเปียโนโดย ครูณัฐ ยนตรรักษ์ ศิลปินศิลปาธร ผู้เป็นครูสอนเปียโนของท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เมื่อสมัยวัยเยาว์

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พระราชทานช่อดอกไม้แด่นักแสดงทั้งสามท่านด้วย

การแสดงจัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2569 เวลา 16.00 น. ณ ศาลาดนตรีสุทธสิริโสภา ซอยลาดพร้าว 41

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ฉายพระรูปร่วมกับพระธิดา ท่านผู้หญิงพลอยไพลิน
เจนเซน-คุณ เดวิด วีลเลอร์ และพระนัดดา คุณแม็กซิมัส-คุณอเล็กซานดรา-คุณลีโอนาร์โด วีลเลอร์

บทเพลงที่คุณลีโอนำเสนอคือ Prelude op.12 No.7 ของ Prokofiev, Vibrations in F minor ของ Haycin, Nocturne in Eb Op.9 No.2 ของ Chopin, Un Sospiro ของ Liszt, Romance for 6 hands ของ Rachmaninoff บรรเลงโดยท่านผู้หญิงพลอยไพลิน คุณลีโอ และครูณัฐ

และท่านผู้หญิงพลอยไพลินขับร้องเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในบทเพลงชื่อ Somewhere Somehow และ Still on My Mind และบทเพลงคลาสสิก เช่น Myrthen, No.1 op.25, Widmung ของ Schumann, Apres un Reve op.7 No.1 ของ Faure และ Villa-Lied from Operetta Die Lustige Witwe ของ Lehar

คุณลีโอ วีลเลอร์ นับเป็นศิลปินโดยสายเลือดโดยแท้ เพราะคุณแม่ก็เป็นนักดนตรี นักร้อง ส่วนสมเด็จพระอัยกาก็ทรงเป็นองค์เอกอัครศิลปิน ดังนั้น คุณลีโอจึงสืบสายพระโลหิตจากองค์เอกอัครศิลปินโดยแท้

ดร.ศุลีพร จูภาวัง ถวายสูจิบัตร

ดร.ศุลีพร จูภาวัง ถวายสูจิบัตร

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ประทานช่อดอกไม้เป็นกำลังใจแก่ ครูณัฐ ยนตรรักษ์

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ประทานช่อดอกไม้เป็นกำลังใจแก่ ครูณัฐ ยนตรรักษ์

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ประทานช่อดอกไม้แก่พระนัดดาคนเก่ง คุณลีโอนาร์โด วีลเลอร์

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ประทานช่อดอกไม้แก่พระนัดดาคนเก่ง คุณลีโอนาร์โด วีลเลอร์

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ประทานช่อดอกไม้และสวมกอดท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เจนเซน

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ประทานช่อดอกไม้และสวมกอดท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เจนเซน

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงชื่นชม
ความสามารถของพระธิดา พระนัดดา และครูณัฐ ยนตรรักษ์

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงชื่นชม ความสามารถของพระธิดา พระนัดดา และครูณัฐ ยนตรรักษ์

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ประทานช่อดอกไม้แก่ คุณลีโอนาร์โด วีลเลอร์

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ประทานช่อดอกไม้แก่ คุณลีโอนาร์โด วีลเลอร์

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ประทานพวงมาลัยเป็นกำลังใจแก่ท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เจนเซน

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ประทานพวงมาลัยเป็นกำลังใจแก่ท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เจนเซน

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ พร้อมด้วย ท่านผู้หญิงพลอยไพลิน
เจนเซน-คุณลีโอนาร์โด วีลเลอร์ ฉายพระรูปและถ่ายภาพร่วมกับครอบครัว ครูณัฐ ยนตรรักษ์

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ พร้อมด้วย ท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เจนเซน-คุณลีโอนาร์โด วีลเลอร์ ฉายพระรูปและถ่ายภาพร่วมกับครอบครัว ครูณัฐ ยนตรรักษ์

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ฉายพระรูปกับผู้ชมคอนเสิร์ต

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ฉายพระรูปกับผู้ชมคอนเสิร์ต

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ พร้อมด้วย ท่านผู้หญิง
พลอยไพลิน เจนเซน-คุณลีโอนาร์โด วีลเลอร์ ฉายพระรูปและถ่ายภาพร่วมกับผู้สนับสนุนการจัดคอนเสิร์ต วชิราภรณ์ อร่ามพิบูลย์
เจ้าของร้านคุกกี้ Gavinson, ภาคิน ดุลยธรรมภักดี และ พิมพ์ณดา อุดมโชคธนบูรณ์ เจ้าของร้านเฮียเหรี่ยง, พารณี ยนตรรักษ์ ผู้แทนบริษัท
MedGlobe , ดร.ศุลีพร จูภาวัง ผอ.สำนักวิเทศสัมพันธ์ สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา, ครูณัฐ ยนตรรักษ์ ศิลปินศิลปาธร, Kenneth Shih Qin,
CEO of Good Weather Media & Doors to Asia Thailand, Tan Wei Teck, Victor, co-founder Doors to Asia และ รักษา ถาวรทวีวงษ์
กรรมการบริษัทอุตสาหกรรมทวีวงษ์

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ พร้อมด้วย ท่านผู้หญิง พลอยไพลิน เจนเซน-คุณลีโอนาร์โด วีลเลอร์ ฉายพระรูปและถ่ายภาพร่วมกับผู้สนับสนุนการจัดคอนเสิร์ต วชิราภรณ์ อร่ามพิบูลย์ เจ้าของร้านคุกกี้ Gavinson, ภาคิน ดุลยธรรมภักดี และ พิมพ์ณดา อุดมโชคธนบูรณ์ เจ้าของร้านเฮียเหรี่ยง, พารณี ยนตรรักษ์ ผู้แทนบริษัท MedGlobe , ดร.ศุลีพร จูภาวัง ผอ.สำนักวิเทศสัมพันธ์ สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา, ครูณัฐ ยนตรรักษ์ ศิลปินศิลปาธร, Kenneth Shih Qin, CEO of Good Weather Media & Doors to Asia Thailand, Tan Wei Teck, Victor, co-founder Doors to Asia และ รักษา ถาวรทวีวงษ์ กรรมการบริษัทอุตสาหกรรมทวีวงษ์

ครูณัฐ ยนตรรักษ์ ศิลปินศิลปาธร แสดงเดี่ยวเปียโน

ครูณัฐ ยนตรรักษ์ ศิลปินศิลปาธร แสดงเดี่ยวเปียโน

ท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เจนเซน ขับร้องเพลง โดยมี ครูณัฐ ยนตรรักษ์ ศิลปินศิลปาธร บรรเลงเปียโน

ท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เจนเซน ขับร้องเพลง โดยมี ครูณัฐ ยนตรรักษ์ ศิลปินศิลปาธร บรรเลงเปียโน

คุณลีโอนาร์โด วีลเลอร์ วัย 12 ปี แสดงเดี่ยวเปียโน

คุณลีโอนาร์โด วีลเลอร์ วัย 12 ปี แสดงเดี่ยวเปียโน

ดร.ศุลีพร จูภาวัง, เพชรพริ้ง สารสิน และ วิภาดา โทณวณิก

ดร.ศุลีพร จูภาวัง, เพชรพริ้ง สารสิน และ วิภาดา โทณวณิก

ทัดดาว ปัญจโสภกุล, อภิญญา ปุณยฤทธิ์, วรนุช เจริญวัฒน์,
การุณี สุหร่าย และ ประภา ปูรณโชติ

ทัดดาว ปัญจโสภกุล, อภิญญา ปุณยฤทธิ์, วรนุช เจริญวัฒน์, การุณี สุหร่าย และ ประภา ปูรณโชติ

กฤต ไกรจิตติ และ คุณหมึกแดง-ม.ล.ศิริเฉลิม สวัสดิวัตน์ ร่วมให้กำลังใจ ครูณัฐ ยนตรรักษ์ ศิลปินศิลปาธร

กฤต ไกรจิตติ และ คุณหมึกแดง-ม.ล.ศิริเฉลิม สวัสดิวัตน์ ร่วมให้กำลังใจ ครูณัฐ ยนตรรักษ์ ศิลปินศิลปาธร

รศ.ดร.วีณา เชิดบุญชาติ รศ.จินตนา บุญบงการ และคณะ

รศ.ดร.วีณา เชิดบุญชาติ รศ.จินตนา บุญบงการ และคณะ

ตำมัง ร้านวีแกนเจ้าแรกและเจ้าเดียวในไทยที่ได้รับการยกย่องจากมิชลินไกด์ ปั้นอาหารอีสานจากพืช 100%

ตำมัง ร้านวีแกนเจ้าแรกและเจ้าเดียวในไทยที่ได้รับการยกย่องจากมิชลินไกด์ ปั้นอาหารอีสานจากพืช 100%

ตำมัง ร้านวีแกนเจ้าแรกและเจ้าเดียวในไทยที่ได้รับการยกย่องจากมิชลินไกด์ ปั้นอาหารอีสานจากพืช 100%

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.25 น.

“ตำมัง” คือร้านอาหารอีสานจากพืช 100% ในกรุงเทพฯ และเป็นร้านวีแกนเจ้าแรกและเจ้าเดียวในประเทศไทยที่ได้รับการยกย่องในมิชลินไกด์ โดยได้รับการจัดอันดับเป็นร้าน MICHELIN Selected ในมิชลินไกด์ประเทศไทย ประจำปี 2026 พร้อมเรตราคาระดับ “คุ้มค่า ราคาย่อมเยา” ตำมังนำเสนออาหารอีสานเวอร์ชันจากพืช ตั้งแต่ส้มตำวีแกนที่เริ่มต้นเพียงจานละ 65 บาท เมนูปิ้งย่างจากพืช ไปจนถึงน้ำปลาวีแกนหมักเองในร้าน ออกแบบมาเพื่อให้ทั้งคนกินวีแกนและคนกินเนื้อนั่งร่วมโต๊ะเดียวกันได้อย่างมีความสุข

สำหรับคนที่กำลังมองหาร้านวีแกนในกรุงเทพฯ หรืออยากกินอาหารไทยรสจัดจ้านแบบไร้เนื้อสัตว์ ตำมังมอบสิ่งที่หาได้ยากแทบจะที่เดียวในโลก นั่นคือจิตวิญญาณของอาหารอีสานที่เผ็ดร้อน นัว และแซ่บถึงเครื่อง สร้างขึ้นใหม่ทั้งหมดจากพืชล้วน ในราคาที่ใครก็เอื้อมถึง

บทใหม่ของอาหารวีแกนไทย

อาหารอีสาน คืออาหารที่ขึ้นชื่อเรื่องความเผ็ด เปรี้ยว และรสนัวลึกถึงเครื่อง อีกทั้งยังเป็นอาหารที่พึ่งพาน้ำปลา ปลาร้า และเนื้อปิ้งย่างเป็นหัวใจ ทำให้เป็นหนึ่งในอาหารถิ่นของไทยที่ยากที่สุดในการทำให้เป็นวีแกนโดยไม่เสียรสชาติดั้งเดิม

ตำมังตั้งใจแก้โจทย์นี้โดยตรง ด้วยการถอดรหัสรสชาติของน้ำปลา ปลาร้า และเนื้อสัตว์ แล้วสร้างขึ้นใหม่จากพืชล้วน ชื่อร้านสะท้อนภารกิจของร้านได้ชัดเจน คำว่า “ตำ” คือเสียงครกที่เป็นหัวใจของครัวอีสาน ส่วน “มัง” ย่อมาจากมังสวิรัติ “ตำมัง” จึงหมายถึงการผสานเทคนิคอีสานดั้งเดิมเข้ากับนวัตกรรมจากพืช 100% เพื่อรังสรรค์รสชาติที่คนไทยรู้จักและรักอยู่แล้ว

แนวทางนี้เองที่พาร้านเข้าสู่มิชลินไกด์ ซึ่งเป็นการยกย่องที่ไม่เคยมีร้านวีแกน 100% เจ้าใดในไทยทำได้มาก่อน และเป็นข้อพิสูจน์ว่าอาหารอีสานจากพืชสามารถยืนเคียงข้างครัวชั้นนำของประเทศได้

“การที่องค์กรระดับโลกอย่าง GFI ให้ความสนใจในนวัตกรรมของเรา และเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ ทำให้เรามั่นใจว่าอาหารอีสานจากพืชมีศักยภาพที่จะเติบโตไปได้ไกลถึงระดับโลก” คุณกิตติโชค วีระเตชะ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการตำมัง กล่าว

เมื่อวงการอาหารระดับโลกจับตามอง

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ด้วยความสนใจในนวัตกรรมเนื้อจากพืชของตำมัง องค์กร Good Food Institute (GFI) องค์กรไม่แสวงหากำไรระดับโลกด้านโปรตีนทางเลือกและอนาคตของอาหาร จึงได้เข้าร่วมศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนความรู้ในเวิร์กชอป “The Future of Isaan Soul” ที่จัดขึ้นโดยตำมัง เพื่อร่วมพัฒนานวัตกรรมอาหารไร้เนื้อสัตว์ในอนาคต นับเป็นโอกาสที่ตำมังได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแบ่งปันองค์ความรู้ด้านอาหารจากพืชของไทยสู่เวทีระดับสากล

นอกจากนี้ ตำมังยังเป็นที่สนใจของสื่อโทรทัศน์ในประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยได้ออกรายการชื่อดังหลายรายการ อาทิ ครัวคุณต๋อย, แฉ, รอบวัน, ก้องซดพจน์มู, ซดให้ดูมูให้ปัง และผู้หญิงยกกำลังแจ๋ว และล่าสุดเกิดเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตา เมื่อตำมังได้รับเชิญให้นำอาหารอีสานวีแกนเข้าไปเสิร์ฟให้เหล่านักล่าฝันถึงในบ้าน True Academy Fantasia (TrueAF2026) รายการเรียลลิตี้ค้นหานักร้องอันดับหนึ่งของไทย นับเป็นครั้งแรกที่อาหารเจและวีแกนได้เข้าไปอยู่ในรายการเรียลลิตี้ที่คนรุ่นใหม่ติดตาม สะท้อนว่าการกินแบบ plant-based กำลังกลายเป็นเรื่องที่เข้าถึงคนหมู่มากและได้รับการยอมรับมากขึ้น

อีกหนึ่งความภาคภูมิใจล่าสุด คือการที่ตำมังได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในร้านที่ได้รับสัญลักษณ์ “true 5G สัญญาณจานอร่อย” อร่อยเด็ด เน็ตแรง จากโครงการ True5G สัญญาณจานอร่อย x Amazing Thailand ความร่วมมือระหว่างทรู คอร์ปอเรชั่น และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่คัดเลือกร้านอาหารเด่นทั่วประเทศเพื่อผลักดันอาหารไทยให้เป็นซอฟต์พาวเวอร์ โดยตำมังเป็นร้านวีแกนเพียงหนึ่งเดียวในกลุ่มร้านที่เข้ารับสัญลักษณ์ในงานแถลงข่าว ณ เจริญนคร ฮอลล์ ICONSIAM และได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม มีผู้คนต่อคิวเข้าชิมอย่างคับคั่ง โดยหลายคนถึงกับแยกไม่ออกว่าเป็นอาหารวีแกน

นวัตกรรมที่สัมผัสได้จากรสชาติ

สิ่งที่ทำให้ตำมังแตกต่างคือแนวทาง “ทำมือ คลีนเลเบล” ร้านทำเนื้อจากพืชขึ้นเอง ปราศจากสารปรุงแต่งจำนวนมากแบบที่พบในอุตสาหกรรมเนื้อเทียม และออกแบบทุกจานให้ครบทั้งห้าสัมผัส ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส เพื่อให้ใกล้เคียงต้นฉบับมากที่สุด

เอกลักษณ์เบื้องหลังรสชาติของร้าน:

ปลาร้าวีแกนและน้ำปลาวีแกนทำเอง ตำมังทำปลาร้าวีแกนเองจากถั่วเหลือง และหมักน้ำปลาวีแกนเองนาน 2-3 เดือน จากถั่วเหลืองหมัก ร่วมกับสาหร่ายคอมบุ ข้าวเหนียวคั่ว และเห็ด ดึงรสนัวตามธรรมชาติมาแทนปลาร้าและน้ำปลาในอาหารอีสาน (มิชลินไกด์เองระบุว่าตำมังคงความเข้มข้นของรสดั้งเดิมไว้ได้ด้วยการแทนน้ำปลาด้วยถั่วเหลืองหมัก)
น้ำตกหมูย่างวีแกน หนึ่งในเมนูที่อยู่คู่ตำมังมาตั้งแต่ต้น เคยเป็นเมนูที่ตำมังนำไปขายที่สยามพารากอนตั้งแต่ยุคแรกๆ จนมีคนต่อคิวยาว ด้วยความเป็นเมนูเจที่ปิ้งย่างสดๆ คลุกกับน้ำลาบรสแซ่บแบบอีสานแท้ ทั้งหน้าตาและรสชาติเหมือนต้นฉบับจนแยกไม่ออก
ไก่ทอดหาดใหญ่วีแกน ส้มตำ และอีกมากมาย ตั้งแต่เส้นใยพืชที่จัดเรียงด้วยมือให้ได้สัมผัสเคี้ยวเหมือนไก่จริง ไปจนถึงส้มตำที่ตำสดในครก เมนูของร้านเปรียบเสมือนทัวร์อาหารอีสานครบเครื่อง โดยไม่มีเมนูไหนต้องถูกตัดออก

ของแซ่บที่ต้องมาลอง

หัวใจที่ทำให้อาหารอีสานของตำมังแตกต่าง คือเครื่องปรุงและเมนูที่ร้านสร้างขึ้นใหม่จากพืชล้วน ทั้ง ปลาร้าวีแกน ที่ทำเองจากถั่วเหลือง และ น้ำปลาวีแกน ที่หมักเองในร้าน สองสิ่งนี้คือรากฐานของรสนัวแบบอีสานแท้ที่หาไม่ได้จากที่อื่น นอกจากนี้ยังมี อาหารปิ้งย่างสไตล์อีสานแท้แบบวีแกน ที่ให้ทั้งกลิ่น รส และสัมผัสเหมือนต้นฉบับทุกประการ

ออกแบบมาเพื่อทุกคนบนโต๊ะ

หัวใจของตำมังนั้นเรียบง่าย ทุกคนไม่ว่าจะมีไลฟ์สไตล์การกินแบบไหน ก็สามารถมาอร่อยที่ตำมังร่วมกันได้ คนกินวีแกนกับคนกินเนื้อนั่งร่วมกันและเพลิดเพลินกับอาหารอีสานแท้จานเดียวกันได้ อาหารของร้านไม่ได้ถูกวางกรอบว่าเป็น “อาหารวีแกน” แต่คืออาหารอีสานที่ทุกคนบนโต๊ะกินร่วมกันได้ ในราคาที่จับต้องได้ เริ่มต้นที่ส้มตำจานละ 65 บาท

แวะมาที่ตำมัง

ตำมังมี 2 สาขาในกรุงเทพฯ เปิดบริการทุกวัน 10.30-21.00 น. (สั่งอาหารได้ถึง 20.30 น.):

สาขาพระราม 2 ต้นถนนพระราม 2 ใกล้โรงพยาบาลบางปะกอก 9
สาขาสาทร-เจริญราษฎร์ หน้าโรงแรม Howard Square ใกล้ปั๊ม ปตท.

ดูเมนูและรายละเอียด: www.tammang.com  · เดลิเวอรีผ่าน Grab และ Lineman: www.tammang.com/delivery  · โทร. 065 191 6626

เหล่าคนดังหลากหลายวงการร่วมงาน Praew Talk 2026 Stage of Stories

เหล่าคนดังหลากหลายวงการร่วมงาน Praew Talk 2026 Stage of Stories

เหล่าคนดังหลากหลายวงการร่วมงาน Praew Talk 2026 Stage of Stories

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.29 น.

จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 สำหรับงาน Praew Talk 2026 “Stage of Stories” งาน Talk on Stage สุดยิ่งใหญ่จาก นิตยสารแพรว โดย บริษัท เอเอ็มอี อิมเมจิเนทีฟ จำกัด ในเครืออมรินทร์กรุ๊ป ร่วมกับ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ทุกเรื่องราว มีพลังเปลี่ยนแปลงชีวิต” ชวนเหล่าคนดังจากหลากหลายวงการ มาร่วมเปิดเวทีทอล์กแชร์เรื่องราวดีๆ เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจและมุมมองที่เป็นประโยชน์เพื่อสังคม จัดเต็ม 2 วัน เมื่อวันที่ 11-12 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ Central Court Zone ชั้น 1 เซ็นทรัลเวิลด์ โดยมีเหล่าแฟนคลับของคนดังที่ชื่นชอบมาร่วมให้กำลังใจแน่น

โดยในปีนี้ Praew Talk on Stage ได้รับเกียรติจาก ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ร่วมเปิดงาน และการบรรเลงเพลงคลาสสิกจาก Royal Bangkok Symphony Orchestra (RBSO) โดยมี หนิง-ศรัยฉัตร กุญชร ณ อยุธยา จีระแพทย์ รับหน้าที่พิธีกร ร่วมพูดคุยกับ โอปอล-สุชาตา Miss World 2025 ในหัวข้อ “เมื่อชัยชนะ ไม่ใช่จุดหมายสุดท้าย” โดยเผยว่า “สิ่งหนึ่งที่โอปอลได้เรียนรู้จากเวทีนางงามคือ ในความเป็นจริงไม่มีคำว่าพร้อม 100% เพราะตราบใดที่เรายังเป็นมนุษย์ เราจะยังมีพื้นที่ให้พัฒนาตัวเองได้อยู่ตลอดเวลา และถ้ามัวแต่รอให้พร้อม เราอาจจะไม่ได้เริ่มเลยก็ได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ การเชื่อมั่นในตัวเองว่าถึงเวลาของเราแล้ว โอปอลอยากบอกน้องๆ ทุกคนที่อยากลงมือทำอะไรสักอย่าง ถ้าใจพร้อมและศึกษามาอย่างดีแล้ว อย่าลังเล ลุยเลยค่ะ” จากนั้นฮีลหัวใจพัฒนาสุขภาพจิตไปกับนักจิตวิทยา ดร.พงษ์รพี บูรณสมภพ ในหัวข้อ “ใจพัง…เริ่มที่พักใจ” โดยกล่าวว่า “ก่อนจะมีความสุขกับคนอื่น เราต้องผูกพันกับตัวเองก่อน รู้จักชื่นชม ภูมิใจ และมองตัวเองด้วยความรัก ไม่ใช่มุ่งแต่จะพัฒนาตัวเองจนลืมเห็นคุณค่าของตัวเอง”

เรียนรู้เส้นทางในวงการบันเทิงและทำความฝันให้เป็นจริงไปกับนักร้องลูกทุ่งร้อยล้านวิว ก้านตอง ทุ่งเงิน ในหัวข้อ “ความฝันยังอยู่ เพราะเราไม่เคยหยุดเดิน” เจ้าตัวเผยว่า “ทุกอย่างมีจังหวะและโอกาสของตัวเอง ขอแค่เราไม่หยุดเดิน… การได้ยืนบนเวทีและส่งความสุขผ่านเสียงเพลงให้ทุกคนฟัง คือช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดแล้วจริงๆ” ร่วมด้วยนักร้องสาวคนเก่ง MANG โดยได้เผยว่า “ช่วงที่รู้สึกท้อจนไม่อยากร้องเพลงต่อ ได้อ่านประโยคหนึ่งในหนังสือที่ว่า ‘ถ้าทางมันคด มันถึงจะคุ้ม’ เป็นประโยคที่ทัชใจและจำมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะทำให้รู้ว่า ยิ่งเส้นทางคดเคี้ยวมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นความคุ้มค่าของชีวิตมากเท่านั้น” ในหัวข้อ “ออกแบบชีวิต…ไม่ต้องรอคิวปิด (Cupid)” มุ่งสู่เป้าหมายกับเส้นทางที่ไม่เคยยอมแพ้กับ เอินเอิน ฟาติมา เผยว่า “โอกาสและเวลาเป็นเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้ทันทีคือ การเตรียมตัวเองให้พร้อมที่สุด… ช่วงเวลาที่ไม่ได้ดั่งใจไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นบทเรียนที่หล่อหลอมให้เราแข็งแกร่งขึ้นเพื่อไปสู่เป้าหมาย” ในหัวข้อ “ไม่ยอมแพ้ แม้วันที่ไม่เป็นดั่งใจ”

รับพลังใจดีๆ ในการใช้ชีวิตจาก TIGGER โดยกล่าวว่า “ในวันที่เราต่างต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายและต่อสู้ในแบบของตัวเอง จงเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า จังหวะชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน กราฟชีวิตอาจมีขึ้นมีลงไม่เท่ากัน และในวันที่ก้าวพลาด เราต้องการความเข้าใจมากกว่าคำซ้ำเติม ดังนั้นการให้กำลังใจและจับมือสู้ไปด้วยกัน จึงเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด“ ในหัวข้อ “ตัวตนและการเติบโต” และทอล์กในหัวข้อ “สูตรโกงชีวิต แบบคนไม่ธรรมดา” จากอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ซีเค เจิง ที่กล่าวว่า “ช่วงก่อนวัย 30 ปี อยากให้ทุกคนกล้าทำในสิ่งที่อยากทำ กล้าที่จะเผชิญหน้ากับความเสี่ยง เพราะคือช่วงเวลาที่เราไม่มีอะไรจะเสีย หลายคนยังไม่มีลูก พ่อแม่ยังแข็งแรงดี เพราะฉะนั้นอย่ากลัวที่จะล้มบนพื้น เพราะยังไงเราก็ยืนบนพื้นอยู่แล้ว” และ ภูผา อมรกิจจา กล่าวว่า “ทักษะสำคัญที่สุดในทุกวันนี้คือ ‘การขาย‘ เพราะต่อให้เป็นพนักงานประจำ เราทุกคนก็คือนักขายที่ต้องขายความสามารถของตัวเองเพื่อแลกกับรายได้”

การมีคุณภาพชีวิตที่ดีเริ่มต้นด้วยสิ่งแวดล้อมที่ดีไปกับหัวข้อ Talk “Bangkok – The Next Green Chapter” กรุงเทพฯ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า จาก พรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยได้กล่าวว่า “การดูแลและแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นหน้าที่ของเราทุกคน ยกตัวอย่าง ‘ปัญหาขยะ’ ไม่ได้ตกลงมาจากฟ้า แต่เกิดจากเราผลิตขึ้นทุกวัน ดังนั้นในทางปฏิบัติจึงต้องเริ่มจากการเข้าใจต้นเหตุของปัญหา และเห็นผลกระทบของการไม่ช่วยกันลงมือแก้ไขอย่างจริงจัง” ต่อด้วยนักแสดงสาวหัวใจสีเขียว เชอรี่ เข็มอัปสร ในห้วข้อ “ดูแลโลก…ดูแลเรา” เจ้าตัวเผยว่า “ในมุมมองของเชอรี่ ‘โลก’ กับ ‘เรา’ ไม่ใช่สิ่งที่แยกจากกัน เพราะอาหาร น้ำ และอากาศที่หล่อเลี้ยงชีวิต ล้วนมาจากธรรมชาติ เมื่อธรรมชาติเสื่อมโทรม คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือเรา เพราะฉะนั้นการดูแลธรรมชาติ จึงไม่ต่างจากการดูแลร่างกายและชีวิตของตัวเอง”

พร้อมด้วยเรื่องราวดีๆ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังใจและสร้างแรงบันดาลใจจาก มิว-ศุภศิษฏ์ & ซันนี่-วรรณรัตน์ ในหัวข้อ “ความท้าทายบทใหม่” เติมเอเนอจี้ ความฝัน และ ตัวตน ไปกับนักแสดงรุ่นใหม่ คอปเปอร์-ฟีฟ่า-นอร์ท-อ๊อตโต้ (DMD Gen5), ปุยนุ่น-วรางค์ศิริ & บิ๊นท์-สิรีธร ในหัวข้อ “Next Chapter บทใหม่ของชีวิต”, ต้น-ธนษิต ในหัวข้อ “กล้าที่จะเป็น ในแบบที่เราเป็น” และ จินนี่-ณัฐณิชา & เจน่า-แองเจลิน่า ในหัวข้อ “จังหวะชีวิตแบบ Level Up”

พร้อมด้วย Mini Concert ที่มาร่วมสร้างสีสันความสนุกตลอดทั้ง 2 วันจากนักแสดงและศิลปินรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็น ไนล์-ชนิดาภา & น้ำหวาน-ณัฐชยา จากซีรีส์ “Chasing Love พี่เองก็ลำบาก”JETAIME, FAVIQ, ALALA, ยูจีน-อัยภณ & ยูจีน-ญาณวัฒน์ จาก CHANGE2561, THX, จูเนียร์ฟลุ๊คจ์-ไม้เอก-โบนัส จาก iQIYI Original “My Secret Boyfriends แฟนลับ ครับผม”แทน-ไปร์ท-โฟกัส-อาร์มมี่ จากซีรีส์ “Magic Move ทำนายทายรัก”POOKAN, MEEPOOH, MicMac, อะตอม & เมอซีเดส / เดวี่ & เจนนี่ / นุ่น & แพรวา จาก Star Hunter Entertainment, CSNP, nnenox และ ท็อปแท็ป-มินลี จาก PAYBACK The Series

งาน Praew Talk 2026 “Stage of Stories” ไม่เพียงส่งต่อพลังและแรงบันดาลใจ แต่ยังได้เตรียมมอบโอกาสด้านการศึกษาให้กับน้องๆ ผู้ยากไร้ ผ่านโครงการแพรวแชริตี้ เพียงสมทบทุนผ่าน บัญชี “โครงการแพรวแชริตี้” เลขที่บัญชี 116-4-62296-9 ธนาคารกรุงเทพ สาขาบางลำพู

ติดตามกิจกรรมดีๆ และรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง http://www.praew.com  / Facebook : นิตยสารแพรว / Instagram : @praewmag / X : @praewdaily / TikTok : @praewmagazine และ Youtube : @praewmag

#PraewTalk2026

แม่แก้ว อิ่มบุญนำสิ่งของจากงานแต่ง ณเดชน์ ญาญ่า ถวายวัดดอนแก้ว สร้างประโยชน์ต่อสาธารณะ

แม่แก้ว อิ่มบุญนำสิ่งของจากงานแต่ง ณเดชน์ ญาญ่า ถวายวัดดอนแก้ว สร้างประโยชน์ต่อสาธารณะ

แม่แก้ว อิ่มบุญนำสิ่งของจากงานแต่ง ณเดชน์ ญาญ่า ถวายวัดดอนแก้ว สร้างประโยชน์ต่อสาธารณะ

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.42 น.

เรียกว่าเป็นคู่รักที่เดินสายทำบุญและส่งต่อสิ่งดีๆ ให้สังคมอยู่เสมอ สำหรับคู่ซุปตาร์ “ณเดชน์ คูกิมิยะ” และ “ญาญ่า อุรัสยา” ที่ล่าสุดกำลังจะมีงานฉลองมงคลสมรสครั้งใหญ่ขึ้นในประเทศไทยเร็วๆ นี้แต่ก่อนจะถึงวันสำคัญ “แม่แก้ว” คุณแม่ของหนุ่มณเดชน์ ก็ได้เผยโมเมนต์สุดอิ่มบุญเพื่อความเป็นสิริมงคล โดยเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา แม่แก้วได้นำสิ่งของบางส่วนจากงานแต่งงานของณเดชน์และญาญ่า (ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 ณ จังหวัดขอนแก่น) ไปจัดถวายให้กับ วัดดอนแก้ว ต.พระลับ อ.เมือง จ.ขอนแก่น เพื่อนำไปใช้สร้างประโยชน์แก่สาธารณะต่อไป

แม่แก้วได้โพสต์คลิปวิดีโอผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว (@keaw_jung) พร้อมระบุข้อความระบุถึงการทำบุญในวันพระครั้งนี้ว่าของบางส่วนหลังจากงานแต่ง NY ที่สามารถให้ประโยชน์ได้ในวัด พร้อมจัดถวายเกือบหมดเลย สาธุ #บุญใหญ่ในวันพระ

หลังจากโพสต์ดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ออกไป บรรดาแฟนคลับต่างพากันเข้ามาคอมเมนต์ร่วมอนุโมทนาบุญกับครอบครัวคูกิมิยะกันอย่างล้นหลามและอบอุ่นสำหรับงานฉลองมงคลสมรสของคู่รัก NY ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม 2569 ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ นี้ ถือเป็นงานฉลองวิวาห์ครั้งที่ 3 ของทั้งคู่ หลังจากก่อนหน้านี้ได้ควงแขนเข้าพิธีวิวาห์สุดหวานชื่นท่ามกลางครอบครัวและคนสนิทไปแล้ว 2 ครั้ง คือที่จังหวัดขอนแก่น และที่ประเทศนอร์เวย์

ใหม่ ดาวิกา ฟาดลุคผมบลอนด์สุดจึ้ง สวยเฉี่ยวเปรี้ยวเข็ดฟัน แซ่บไฟลุกพริกสิบเม็ด

ใหม่ ดาวิกา ฟาดลุคผมบลอนด์สุดจึ้ง สวยเฉี่ยวเปรี้ยวเข็ดฟัน แซ่บไฟลุกพริกสิบเม็ด

ใหม่ ดาวิกา ฟาดลุคผมบลอนด์สุดจึ้ง สวยเฉี่ยวเปรี้ยวเข็ดฟัน แซ่บไฟลุกพริกสิบเม็ด

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.06 น.

ทำเอาอินสตาแกรมแทบแตก! เมื่อนางเอกสาวระดับซุปตาร์ “ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่” ลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองอีกแล้ว  สลัดภาพแฟชั่นนิสต้าแบบเดิม ๆ หันมาแปลงโฉมเป็นสาวเปรี้ยวซ่าสไตล์ร็อกเกอร์สาวสุดมั่นที่เห็นแล้วต้องร้องว้าว!

ในภาพล่าสุดนี้ ‘สาวใหม่’มาพร้อมกับทรงผมบลอนด์ทองดัดลอนฟูหนานุ่ม สไตล์วินเทจเรโทรที่ขับใบหน้าให้ดูโฉบเฉี่ยวราวกับหลุดมาจากนิตยสารแฟชั่นระดับโลก เพิ่มความลึกลับและน่าค้นหาด้วยแว่นกันแดดสีดำทรงแคทอายสุดเก๋ทางด้านคอสตูมบอกเลยว่าพริกสิบเม็ดก็ยังเอาไม่อยู่! เธอสวมแจ็กเก็ตหนังสีแดงสด ตัวสั้นแบบครอป เผยให้เห็นหน้าท้องแบนราบและเอวเอสสุดสับ แมทช์เข้ากับกางเกงยีนส์ขาสั้นปลดกระดุมสุดเซอร์ เผยให้เห็นขอบกางเกงชั้นในลูกไม้สีแดงและถุงน่องตาข่ายสีแดงเข้าชุดกัน เพิ่มความระยิบระยับด้วยเครื่องประดับเพชร ทั้งต่างหูระย้าและกำไลข้อมือแบบจัดเต็มไม่ใช่แค่เสื้อผ้าหน้าผมที่ทรงพลัง แต่ละท่วงท่าการโพสของเธอนั้นกินขาด ทั้งท่าหันข้างพ่นควันจิกตา ละสายตาไม่ได้ หรือท่าชูนิ้วกลางสุดร็อคที่สะท้อนถึงความมั่นใจและแอดทิจูดความดื้อรั้นแบบสาวมั่นยุคใหม่เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งการเปลี่ยนลุค ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก แฟนคลับและเพื่อน ๆ ในวงการบันเทิงต่างพากันเข้ามากดไลก์และคอมเมนต์ชมความแซ่บไฟลุกในครั้งนี้กันอย่างถล่มทลาย!