สส.พรรคส้ม บี้ กกต. ตอบปมเด้งเลขาฯ จี้คดีฮั้ว สว. ต้องไม่เป็นศูนย์กลางความว่างเปล่า

สส.พรรคส้ม บี้ กกต. ตอบปมเด้งเลขาฯ จี้คดีฮั้ว สว. ต้องไม่เป็นศูนย์กลางความว่างเปล่า

สส.พรรคส้ม บี้ กกต. ตอบปมเด้งเลขาฯ จี้คดีฮั้ว สว. ต้องไม่เป็นศูนย์กลางความว่างเปล่า

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.56 น.

โยนหินถามทางหรือไม่! ‘สส.พรรคส้ม’ ข้องใจปล่อยข่าวประเมินการทำงาน ‘เลขา กกต.’ ดักคออย่าใช้เป็นข้ออ้างเปลี่ยนตัว ลาม ’ดองคดี เลือกตั้ง-เป่าคดีฮั้ว สว.‘ ทำเลือกตั้งเกิด ’สุญญากาศ‘ บี้มาแจง ’กมธ.กิจการศาลฯ‘ สัปดาห์หน้า หากโปร่งใสจริง 

5 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน ในฐานะเลขานุการกรรมาธิการ(กมธ.)กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร แถลงกรณีการประเมินการทำงานของนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ว่า กมธ.กิจการศาลฯได้เรียกสำนักงาน กกต. มาชี้แจงในคดีฮั้วสว.และปัญหาการเลือกตั้งที่ผ่านมา ทั้ง สว.และ สส. ซึ่งหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมากันพร้อมเพรียงแต่ กกต.ไม่มา ซึ่ง กมธ.ฯ ทำหนังสือเชิญล่วงหน้า 2 สัปดาห์ แต่ได้รับข้อความตอบกลับเพียง 2 วันก่อนการประชุมว่าติดภารกิจในการจัดการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และนายกเมืองพัทยา ซึ่งเรื่องนี้น่าจะมอบหมายงานกันได้ เพราะเลขาฯกกต.ก็ไม่ได้ลงไปจัดการการเลือกตั้งด้วยตัวเอง แต่เป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติ ซึ่งประธานกมธฯจึงใช้ พระราชบัญญัติ พ.ร.บ.อำนาจเรียก ให้มาประชุมในนัดถัดไป

นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า จากข่าวเมื่อวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา เรื่องการประเมินการทำงานของนายแสวง ไม่ใช่คำถามว่าเลขากกต.จะอยู่หรือจะไป แต่คำถามที่ใหญ่กว่านั้น คือกกต. กำลังทำให้การเลือกตั้งในประเทศไทยเกิดสุญญากาศหรือไม่ เพราะการจัดการเลือก สว. ก็มีปัญหา ซึ่งคดีนี้เป็นผลพวงมาจากการเลือกตั้ง การเปลี่ยนตัวผู้บริหารสูงสุดของสำนักงาน กกต. ซึ่งจะกระทบต่อความต่อเนื่องของสำนวนหรือไม่ เพราะจากรายงานข่าวบอกว่านายแสวงอาจจะไม่ผ่านผลการประเมิน และอาจจะไม่ได้ไปต่อในฐานะเลขาฯกกต. ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งตามสัญญาจ้างมีการประเมินรายปี และมีข้อมูลจากนักวิชาการและอดีตกกต.ว่า หากคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่า 60 คะแนน อาจนำไปสู่การยกเลิกสัญญาจ้างได้ ซึ่งภาคประชาสังคมได้มีการเปรียบการเลือกตั้งของประเทศไทยและประเทศอื่นๆ โดยประเทศไทยมีคะแนนประเมินต่ำกว่า 50 ซึ่งไม่ผ่านเกณฑ์ แต่คำถามที่สำคัญคือถ้าเป็นการประเมินผลงานการเลือกตั้งเมื่อปี 2568 ทำไมถึงมีข่าวความชัดเจนออกมาช่วงปี 2569 มีนัยยะสำคัญอะไร การประเมินที่ล่าช้าแบบนี้สะท้อนปัญหาการบริหารภายใน กกต.เองหรือไม่ หรือปล่อยข่าวโยนหินถามทาง

“ถ้าเลขาฯ กกต.ถูกประเมินว่าสอบตก ประชาชนก็มีสิทธิ์ถามต่อ และ กกต.ทั้ง 7 คน ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลเลขาฯกกต. อีกทีหนึ่ง ต้องรับผิดชอบต่อผลงานนี้อย่างไรเพราะเลขาฯกกต.ไม่ได้ทำงานลอยๆ แบบไม่มีผู้กำกับดูแล เขารายงานกลับไปที่ กกต.ทั้ง 7 คน” นายภัณฑิล กล่าว

นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า ในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ที่สังคมกำลังกังวลว่า จะมีการเป่าคดีฮั้ว สว. หรือไม่ เพราะมีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเกี่ยวข้องด้วย หรือจะทำให้มันจบเร็ว หรือทำให้มันถูกอ่อนแรงลงเป็นสุญญากาศ อาจจะไม่มีความชัดเจนในวันที่ 11 มิ.ย.นี้ก็อยากให้จับตาดูว่า ครบ 90 วันแล้ว ถ้ายังคลุมเครืออยู่จะเกิดอะไรขึ้น ทำให้ประชาชนอาจเข้าใจผิดว่าจบหมดแล้วทุกคดี ทั้งๆ ที่สำนวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) และอัยการสูงสุด อยู่บนฐานกฎหมายคนละตัวกัน เช่น เส้นทางฟอกเงิน อั้งยี่ การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ จึงต้องบอกว่าไม่จบง่ายๆ แน่เพราะประชาชนจับตาเรื่องนี้อยู่ 

นายภัณฑิล กล่าวด้วยว่า ขอฝากถามถึงกกต. ว่า การประชุมกมธ.กิจการศาลฯ ครั้งหน้าจะมาหรือไม่ จะมีการแถลงหรือมีมติใดเกี่ยวกับคดีฮั้วสว.ต้องบอกประชาชนให้ชัด ว่ามีกี่คน มีหลักฐานใดบ้างและมตินั้นมีผลต่อสำนวนของดีเอสไอ ตามกฎหมายข้อใด และสำนวนคดีฮั้วสว.เข้าสู่ ที่ประชุมของ กกต. ชุดใหญ่แล้วหรือยัง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้อยู่ในมือของ ดีเอสไอแล้วไม่ผิดไม่ได้ เพราะมีเส้นทางการเงินและบันทึกการสื่อสารในกลุ่มไลน์ หากมีการเปลี่ยนเลขากกต.ใครจะรับผิดชอบการบรรจุวาระ ส่งสำนวนประสาน ดีเอสไอ อัยการฯ และชี้แจงต่อรัฐสภา อย่าให้ข้ออ้างกันเปลี่ยนตัว เลขากกต. มาเป็นเหตุสำคัญให้คดีนี้ถูกแช่แข็งเอาไว้ 

“หากประชุมกมธ.กิจการศาลฯ แล้ว กกต.ไม่มาตอบ เรื่องความโปร่งใสในการจัดการเลือกตั้ง ความเชื่อมั่นของประชาชนก็จะยิ่งเสียหาย เพราะนี่เป็นเครื่องยืนยันว่าไม่กล้ามาตอบ การเรียกมาให้ชี้แจงไม่ได้ต้องการตรวจสอบบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เพื่อตอบคำถามว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าและการได้มาซึ่ง สว.ในครั้งหน้า ไม่อยากให้มีปัญหาแบบนี้อีก ดังนั้นงานของกมธ.กิจการศาลฯ จึงต้องนำไปสู่การแก้กฎหมายและระเบียบให้เป็นรูปธรรมเพื่อให้ประเทศไม่มาเจอกับปัญหาและคำถามเดิมๆ ซ้ำๆ ไม่เช่นนั้นประชาชนจะเชื่อได้ขนาดไหนว่าคดีเลือกตั้งจะมีการพิจารณาบนมาตรฐานเดียวกันหรือไม่” นายภัณฑิล กล่าว

นายกฯ ปธ.ประชุมปราบอาชญากรรมฯ นัดแรก ยัน รัฐบาลพร้อมปกป้อง ปชช. ไม่ปล่อยให้ใช้คนไทยเป็นนอมินี

นายกฯ ปธ.ประชุมปราบอาชญากรรมฯ นัดแรก ยัน รัฐบาลพร้อมปกป้อง ปชช. ไม่ปล่อยให้ใช้คนไทยเป็นนอมินี

นายกฯ ปธ.ประชุมปราบอาชญากรรมฯ นัดแรก ยัน รัฐบาลพร้อมปกป้อง ปชช. ไม่ปล่อยให้ใช้คนไทยเป็นนอมินี

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.49 น.

นายกฯประชุม คกก.ปราบอาชญากรรมเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ ลุยปราบปรามการสแกมเมอร์ -เครือข่ายยาเสพติด สร้างความมั่นใจปชช.เห็นถึงความจริงใจรบ. ลั่นปล่อยต่างชาติใช้นอมินี ทำธุรกิจในไทยไม่ได้ ลุกลามสร้างปัญหาใหญ่ในอนาคต

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 13.30 น.  ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม พล.ท.อดุลย์บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม 

โดยนายกฯ กล่าวว่า วันนี้ถือว่าเป็นการประชุมครั้งแรกของคณะกรรมการฯ ซึ่งถือเป็นการประชุมครั้งแรกภายหลังจากที่ตนได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมาเมื่อวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา ตามที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยนโยบายที่สำคัญคือการสร้างความมั่นคง ความปลอดภัยในในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เพื่อให้พวกเขาได้ปลอดภัยจากอาชญากรรมในทุกรูปแบบ ทั้งเรื่องยาเสพติด เรื่องฉ้อโกง การก่อการร้าย การหลอกลวงทางไซเบอร์ การฟอกเงิน และอาชญากรรมในรูปแบบอื่นๆที่มีผลกระทบต่อความปลอดภัยและความมั่นคงต่อประชาชน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมารัฐบาลได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปราบปรามกระบวนการสแกมเมอร์ การปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดและอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน จึงขอแสดงความชื่นชมทุกหน่วยงานที่ให้ความร่วมมือต่อนโยบายของรัฐบาลอย่างเต็มที่ มีผลงานแต่ละคดีที่ออกมามากมายสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้เห็นว่ารัฐบาลตั้งใจที่จะดำเนินการตามนโยบายการสร้างความมั่นคง ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน 

นายกฯ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันก็มีชาวต่างชาติที่ได้เข้ามาพักอาศัยและประกอบธุรกิจอยู่ในประเทศของเราเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งในหลายภูมิภาค คนเหล่านี้เข้ามาประกอบอาชีพหรือทำธุรกิจที่แข็งขันกับคนไทยด้วย รวมถึงมีการใช้คนสัญชาติไทยมาเป็นตัวแทนหรือนอมินี เพื่อเข้าทำธุรกรรมต่างๆเช่น การถือครองที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ครึ่งหนึ่ง หรือดำเนินธุรกิจต่างๆแทนตัวคนต่างชาติ เช่น อาชีพธุรกิจโรงแรม ที่พัก โรงพยาบาล สถาบันอุดมศึกษา เอกชน ร้านอาหารตลอดจนธุรกิจและบริการอื่นๆ ซึ่งทำให้มีชาวต่างชาติเป็นจำนวนมากในบางกรณีรวมตัวกันตั้งเป็นชุมชนในหลายพื้นที่อย่างเป็นเอกเทศ มีการจัดกิจกรรมเฉพาะกลุ่ม และทำให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าถึงไม่ได้ ทั้งนี้ สถานการณ์ดังกล่าวถ้าเรายังคงปล่อยไว้เป็นเช่นนี้ อาจจะลุกลามเป็นปัญหาใหญ่ได้ในอนาคต และจะก่อความเสียหายกับทั้งระบบเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคงและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน

นายกฯ กล่าวอีกว่า ดังนั้นการตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าวขึ้นมาเป็นการให้ความสำคัญกับการปราบปรามอาชญากรรมทุกประเภท เพื่อให้อยู่ในคำสั่งเดียวกันนี้เน้นในเรื่องของสแกรมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อให้การดำเนินการแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพทันต่อสถานการณ์ลดความเสียหายและผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ต้องขอขอบคุณทุก ทุกท่าน ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องที่ได้มาร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพรียงเพื่อทำให้พี่น้องประชาชนได้เห็นถึงความพร้อมและความตั้งใจจริงของรัฐบาลที่จะคอยปกป้องดูแลความปลอดภัย ความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินของพวกเขา ขอให้ทุกท่านได้คงดำรงความมุ่งมั่นและดำรงเป้าหมายต่อไปอย่างมั่นคง เพื่อให้การดำเนินการปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้มีประสิทธิภาพสูงสุด และทำให้ความเชื่อมั่นต่างๆของประเทศไทยได้อยู่ในระดับที่สูง และจะก่อให้เกิดผลทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง ความมั่นใจเรื่องการลงทุน การค้าจากต่างประเทศ การมาเป็นคู่สัญญาต่างกับประเทศไทย และการท่องเที่ยวตลอดจนความมั่นคงของประเทศ และความร่วมมือของประเทศนานาชาติที่มีต่อประเทศไทย ฉะนั้นถ้าเราทำเรื่องนี้ได้ด้วยประสิทธิภาพ ประสิทธิผลความตั้งใจ ความตั้งใจ ความมุ่งมั่นและความต่อเนื่องสิ่งเหล่านี้จะบรรลุผลสำเร็จได้  และยังประโยชน์มหาศาลให้กับประเทศของเรา

สาธิต เปิดรายชื่อสส.ใต้ โหวตคว่ำ กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์

สาธิต เปิดรายชื่อสส.ใต้ โหวตคว่ำ กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์

สาธิต เปิดรายชื่อสส.ใต้ โหวตคว่ำ กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.36 น.

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 นายสาทิตย์​ วงศ์หนองเตย​ รองหัวหน้า​พรรค​ พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความระบุว่า เปิดชื่อ สส.ใต้ ที่โหวตคว่ำ กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ #ปิดหูปิดตาประชาชนทำไม พร้อมภาพที่มีรายชื่อ โหวตคว่ำ กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์

ชุมพร 

วิชัย สุดสวาดิ์

กิตติศักดิ์ พรหมรัตน์

สุพล จุลใส

ระนอง

คงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์

สุราษฎร์ธานี

กาสินี โอภาสรังสรรค์

พิพิธ รัตนรักษ์

พิชัย ชมภูพล

สงขลา

สรรเพชญ บุญญามณี

สมยศ พลายด้วง

อนุกูล พฤกษานุศักดิ์

ณัฎฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ

พัทลุง

วรท เทอดวีระพงศ์

นครศรีธรรามราช

นันทวัน วิเชียร

อภินันท์ สโมสร

อวยพรศรี เชาวลิต

พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล

ปัตตานี

บาฮารุดดีน ยูโซะ

คอซีย์ มามุ

บูรฮันธ์ สะเม๊าะ

สาเหะมูหามัด อัลอิดรุส

นราธิวาส

กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ

ยะลา

สุไลมาน บือแนปีแน

ซูการ์โน มะทา

สตูล

พีรพัฒน์ รัชกิจประการ

วรศิษำ์ เลียงประสิทธิ์

ตรัง

เอกพล ณ พัทลุง

ทวี สุระบาล

กระบี่

กิตติ กิตติธรกุล

ถิรเดช ตั้งมั่นก่อกิจ

กิตติชัย เอ่งฉ้วน

พังงา

อรรถพล ไตรศรี

ฉกาจ พัฒนกิจวิบูลย์

ปลัด ยธ. คาดกระบวนการปล่อยตัว ทักษิณ เสร็จสิ้น มิ.ย.นี้

ปลัด ยธ. คาดกระบวนการปล่อยตัว ทักษิณ เสร็จสิ้น มิ.ย.นี้

ปลัด ยธ. คาดกระบวนการปล่อยตัว ทักษิณ เสร็จสิ้น มิ.ย.นี้

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.59 น.

ปลัด ยธ. คาดกระบวนการปล่อยตัว ทักษิณ เสร็จสิ้น มิ.ย.นี้ 

เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงขั้นตอนกระบวนการปล่อยตัวคุมประพฤติ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังมีพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ 2569 ว่า จะมีคณะกรรมการตามมาตรา 21 แห่งพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ 3 ฝ่าย ได้แก่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อัยการจังหวัด และผู้บัญชาการเรือนจำ ซึ่งขณะอยู่ระหว่างการนัดวันประชุมในเร็วๆ นี้ โดยกรอบระยะเวลาการพิจารณาตามหลักเกณฑ์คือ ไม่เกิน 120 วัน แต่ส่วนใหญ่จะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับความพร้อมของเรือนจำแต่ละจังหวัด ซึ่งมีจำนวนมากน้อยไม่เท่ากัน โดยในครั้งนี้มีผู้ได้รับพระราชทานอภัยโทษทั่วประเทศจากทุกเรือนจำกว่า 1 หมื่นคน

นางพงษ์สวาท กล่าวว่า สำหรับขั้นตอนหลังจากคณะกรรมการ 3 ฝ่าย ประชุมแล้ว จะมีการออกใบบริสุทธิ์ ซึ่งกรณีของนายทักษิณ ขึ้นอยู่กับเขตอำนาจศาลธนบุรี จากนั้นจะนำใบไปยื่นขอออกจากการคุมประพฤติถือว่าสิ้นสุดกระบวนการ 

ส่วนขั้นตอนกระบวนการจะเสร็จสิ้นได้ภายในเดือน มิ.ย. หรือไม่ นางพงษ์สวาท กล่าวว่า คิดว่าภายในเดือนมิ.ย.น่าจะเสร็จสิ้น โดยการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบปฎิบัติ 

‘ศรีสุวรรณ’ บุก ป.ป.ช.ร้องสอบ ‘ไชยชนก’ ล็อกสเปกเอื้อประโยชน์โครงการ TH-AI Passport

'ศรีสุวรรณ' บุก ป.ป.ช.ร้องสอบ 'ไชยชนก' ล็อกสเปกเอื้อประโยชน์โครงการ TH-AI Passport

‘ศรีสุวรรณ’ บุก ป.ป.ช.ร้องสอบ ‘ไชยชนก’ ล็อกสเปกเอื้อประโยชน์โครงการ TH-AI Passport

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.43 น.

ศรีสุวรรณบุก ป.ป.ช.ร้องสอบไชยชนกล็อคสเปกเอื้อประโยชน์โครงการ TH-AI Passport หรือไม่

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 9.00 น. ที่สำนักงานใหญ่ ป.ป.ช.นนทบุรี นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.เพื่อขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยเอาผิดนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กรณีผลักดันโครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย (TH-AI Passport) อันมีข้อพิรุธ อาจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ ประกอบพรบ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ 2560 และพรบ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ 2542 หรือ พ.ร.บ.ฮั้ว หรือไม่

ทั้งนี้สืบเนื่องจากนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ ได้ผลักดันนโยบายเพื่อขับเคลื่อนระบบ AI ของประเทศ โดยให้คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) เห็นชอบดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างโครงการ TH-AI Passport วงเงิน 1,650 ล้านบาท มาตั้งแต่ 12 พ.ย.68 แล้วเปิดประชาพิจารณ์ในเดือนธันวาคม 68 และเร่งรีบในการประกาศเชิญชวนประกวดราคาตั้งแต่ 24 ธ.ค.68-26 ม.ค.68 ซึ่งระยะเวลาการเปิดรับซองประมูลที่โครงการนี้เปิดรับซองประมูลเพียง 34 วัน ซึ่งเป็นช่วงคาบเกี่ยววันหยุดยาวสิ้นปี และรัฐบาลอยู่ในช่วงรักษาการ ซึ่งโดยทั่วไปเขาไม่ทำกัน

ซึ่งในที่สุดได้ผู้ชนะการประมูล คือ “กิจการร่วมค้าทีเอช” ซึ่งเป็นการจับมือกันระหว่าง บริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด และ บริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) โดยเสนอราคาที่ 1,621 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลาง 29 ล้านบาท และได้ประกาศรายชื่อผู้ชนะอย่างเป็นทางการหลังผ่านพ้นช่วงเวลาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 11 มี.ค.69 ที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่าบริษัทผู้ชนะมีความสนิทชิดเชื้อและเกี่ยวพันกับพรรคการเมืองสีน้ำเงินมาอย่างยาวนาน

โครงการดังกล่าวมีข้อพิรุธหลายประการ อาทิ การใช้งบประมาณกว่า 1.6 พันล้านแลกกับการเช่าบริการซอฟต์แวร์ต่างชาติชั่วคราวระยะเวลา 1 ปี ถูกท้วงติงอย่างหนักจากทุก ๆวงการ  การเขียน TOR ในลักษณะล็อคสเปก  กำหนดบังคับ “พิกัดสื่อโฆษณานอกบ้าน” ในร้านสะดวกซื้ออย่างเฉพาะเจาะจง จำนวน 1,500 สาขา 6,000 จอ นั้น มีความเชื่อมโยงเชิงสัญญาระหว่างผู้บริหารและผู้ถือหุ้นของบริษัทชนะการประมูล กับบริษัทที่ผูกขาดสื่อโฆษณาในร้านสะดวกซื้อ อีกทั้งกระบวนการกำหนดราคากลาง และความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มผู้จัดทำราคากลางกับกลุ่มผู้ยื่นข้อเสนอในโครงการ ซึ่งอาจก่อให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ก่อให้เกิดข้อกังขาว่าเป็นการกระทำผิดต่อกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ หรือ พ.ร.บ.ฮั้ว หรือไม่

ด้วยเหตุดังกล่าว องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน จึงนำความพร้อมหลักฐานมายื่นร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยเอาผิด รมว.ดีอีว่าการผลักดันโครงการดังกล่าวจนมีข้อพิรุธมากมายนั้น เช้าข่ายเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด

อนุทิน ชี้ ทักษิณ พ้นโทษ ไม่ต้องกังวลมีอิทธิพลเหนือรัฐบาล

อนุทิน ชี้ ทักษิณ พ้นโทษ ไม่ต้องกังวลมีอิทธิพลเหนือรัฐบาล

อนุทิน ชี้ ทักษิณ พ้นโทษ ไม่ต้องกังวลมีอิทธิพลเหนือรัฐบาล

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.42 น.

“อนุทิน”ชี้”ทักษิณ”พ้นโทษ ไม่ต้องกังวลมีอิทธิพลเหนือรัฐบาล ลั่นคนมีอำนาจตัดสินใจคือประชาชน บอกหากท่านตั้งใจวางมือทางการเมืองจริง ตนก็ต้องเชื่อ ส่วนปมถอนชื่อร่างแก้ไข รธน.เพื่อไทย ไม่มีปัญหา พูดคุยกันเข้าใจดี

5 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณี นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ได้พบปะพูดกันแล้วหรือไม่ ว่า ยังไม่ได้มีการเจอและพูดกัน และอย่างที่ตนบอกคือแสดงความยินดี รู้สึกโอเค ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน ส่วนที่จะถอดกำไล EM ในจันทร์นี้แล้วนั้น นายอนุทิน ย้ำว่า ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน

เมื่อถามว่า ในอนาคตจะมีการเข้าไปพูดคุยกันหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้ในทางการเมือง ตนก็คุยกับ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในเรื่องของการทำงานของพรรคร่วมรัฐบาล

ส่วนในวันนี้เชื่อหรือไม่ว่านายทักษิณจะวางมือทางการเมืองจริง นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าถามตนในฐานะที่เคยทำงานเป็นรัฐมนตรีของนายทักษิณมา ตนก็ต้องเชื่อว่า ความตั้งใจของท่านเป็นอย่างไร ตนก็ต้องเชื่อ

เมื่อถามว่า ไม่ต้องกังวลว่านายทักษิณจะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในการทำงานของคณะรัฐมนตรี และพรรคร่วมรัฐบาล นายอนุทิน ระบุว่า ไม่ต้องกังวลเลย ในคณะรัฐมนตรีคนที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจคือประชาชน เพราะรัฐบาลฟังประชาชนเท่านั้น และไม่ต้องกังวลเลยว่า พวกตน จะอยู่ภายใต้อิทธิพลของใคร ซึ่งก็แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ชัดไม่รู้กี่เรื่องต่อกี่เรื่องแล้ว คนที่รัฐบาลต้องฟังคือพี่น้องประชาชน และนี่ก็ไม่ใช่วาทกรรม แต่นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นสัจธรรม

ส่วนกรณีที่พรรคภูมิใจไทยถอนชื่อออกจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย ได้มีการพูดคุยกับหัวพรรคเพื่อไทยแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างได้หารือกันด้วยความเข้าใจอันดี ไม่มีปัญหาอะไรเลย

นายกฯ มอบ สีหศักดิ์ นำทีมคุย UNCLOS ชี้เขมรดิ้นหาความชอบธรรม เพราะไม่มีความชอบธรรม

นายกฯ มอบ สีหศักดิ์ นำทีมคุย UNCLOS ชี้เขมรดิ้นหาความชอบธรรม เพราะไม่มีความชอบธรรม

นายกฯ มอบ สีหศักดิ์ นำทีมคุย UNCLOS ชี้เขมรดิ้นหาความชอบธรรม เพราะไม่มีความชอบธรรม

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.37 น.

นายกฯ มอบ สีหศักดิ์ นำทีมคุย UNCLOS บอกเรื่องอื่นต้องหยุดหมด ชี้เขมรดิ้นหาความชอบธรรม เพราะไม่มีความชอบธรรม 

เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.2569 เวลา 13.35 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ พล.อ.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม และ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ.เข้าหารือ กรณีนายฮุน มาเนต นายกฯกัมพูชา ยื่นหนังสือถึงไทยและเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อเริ่มต้นกระบวนการประนอมภาคบังคับตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (United Nations Convention on the Law of the Sea: UNCLOS)ว่า ได้หารือเรื่อง UNCLOS ที่เราจะมีตัวแทนประเทศไทยเข้าไป เพราะเรากำลังเข้าสู่กระบวนการ โดยจะมีนายสีหศักดิ์ เป็นผู้ดำเนินการ เพราะเรื่องนี้ต้องให้คนที่ดูแลเรื่องต่างประเทศที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศดำเนินการ

เมื่อถามว่าจะเดินเกมเชิงรุกอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า เราไม่ได้คิดว่าใครรุกใคร แต่ประเทศไทยต้องไม่เสียประโยชน์อะไรที่เรามีอยู่เดิม และต้องเป็นเรื่องอธิปไตย สิทธิ และเรื่องอะไรต่างๆเราต้องรักษาประโยชน์ของเราให้มากที่สุดเท่าที่เราทำได้ 

เมื่อถามว่าคาดหวังเกี่ยวกับการเข้ากระบวนการ UNCLOS อย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า มันเป็นกระบวนการและยังมีอีกหลายขั้นตอน ในรายละเอียดเมื่อถึงเวลาอันควรนายสีหศักดิ์ จะชี้แจง เพราะมันเป็นความชำนาญเฉพาะด้าน เพราะมีทั้งข้อกฎหมายสนธิสัญญาระหว่างประเทศ 

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่เพราะที่ผ่านมากัมพูชอบช่วงชิงพื้นที่ในเวทีโลก นายอนุทิน กล่าวว่า เราไม่ได้ทำผิด ทำไมต้องกังวล เราจะมัวไปวิ่งตามคนนั้นคนนี้ไม่ได้เพราะเรามีอธิปไตยของเรา และมีขีดความสามารถในการปกป้องอธิปไตยและรักษาดินแดนของเราไว้ เราก็ไม่ต้องไปหวั่นไหว ตามหลักแล้วคนที่ต้องวิ่งไปโน่นไปนี่แสดงว่าเขากำลังหาความชอบธรรม แล้วทำไมเขาต้องหาความชอบธรรมเพราะมีความไม่ชอบธรรมอยู่ แต่เรามั่นใจในความชอบธรรมของเราก็ไม่ต้องวิ่งไปหาที่ไหน เพราะเราอธิบายทุกคนทุกฝ่ายได้ แม้กระทั้งอธิบายคนในประเทศของเราได้ 

เมื่อถามว่าถึงกรณี กัมพูชา ร้ององค์การสหประชาชาติ ว่าไทยยกเลิก MOU 44 ฝ่ายเดียว แสดงว่าเขาไม่ยอมรับกระบวนการUNCLOSใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าไม่ยอมรับUNCLOSก็ไปไหนต่อไม่ได้ เขาเป็นคนบอกว่ายอมรับว่าจะใช้แนวทางUNCLOSก็จบแล้ว และทั้่งสองประเทศต่างเป็นภาคีของ UNCLOSก็ใช้กระบวนการนี้เดินเรื่องต่อไป ถ้าบอกว่าเรายกเลิก MOU 44 มันไม่ใช่ เพราะกระบวนการไม่ได้ไปไหน ก็บอกว่าหาทางเจรจาใหม่หากรอบใหม่มาเจรจา เขาบอกไม่เจรจาเขาขอไป UNCLOS เมื่อเช่นนั้นก็ไปUNCLOS จากนี้ก็คุยUNCLOSก่อนเรื่องอื่นไม่คุย คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC)  ไม่คุย ความร่วมมืออื่นๆยังไม่ต้องคุย การฟื้นฟูความสัมพันธ์ยังไม่ต้องคุย การเปิดด่านไม่มีวันเปิดนี่คือท่าทีของเรา

รุทธพล ลงนามตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่าย พิจารณาปล่อยตัว ทักษิณ-นักโทษทั่วประเทศ หลังได้รับพระราชทานอภัยโทษ

รุทธพล ลงนามตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่าย พิจารณาปล่อยตัว ทักษิณ-นักโทษทั่วประเทศ หลังได้รับพระราชทานอภัยโทษ

รุทธพล ลงนามตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่าย พิจารณาปล่อยตัว ทักษิณ-นักโทษทั่วประเทศ หลังได้รับพระราชทานอภัยโทษ

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.19 น.

“รุทธพล” ลงนามตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่าย พิจารณาปล่อยตัว “ทักษิณ- นักโทษทั่วประเทศ” หลังได้รับพระราชทานอภัยโทษ ยันเรื่องไม่ต้องถึง”นายกฯ”

วันที่ 5 มิถุนายน 25269 เวลา 13.15 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล  พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์   รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงขั้นตอนการปลดกำไรอีเอ็มของ  นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  รวมถึงนักโทษคนอื่น ภายหลังได้รับพระราชทานอภัยโทษว่า เมื่อวานนี้ตนได้ลงนามตั้งคณะกรรมการตามมาตรา 21   แห่งพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ (คณะกรรมการ 3 ฝ่าย) ของแต่ละจังหวัด ซึ่งอยู่ที่ทางจังหวัดจะประชุมกันอีกที ที่จะพิจารณารายละเอียดของผู้ที่จะได้รับการพ้นโทษ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้ที่ได้รับการอภัยโทษ จำนวนมากน้อยแค่ไหนของ พล.ต.ท.
รุทธพล กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบรายละเอียด  มีการรายงานขึ้นมา แต่รายละเอียดต้องถามทางราชทัณฑ์

เมื่อถามว่าระยะเวลายังอยู่ในกรอบ 120 วันหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า รายละเอียดต้องให้ทางกรมราชทัณฑ์ เป็นผู้ตอบคำถามเกี่ยวกับขั้นตอนต่างๆ เพราะกรรมการของแต่ละจังหวัดอาจจะมีการประชุมพิจารณาไม่ตรงกัน ซึ่งอยู่ที่ความพร้อมของคณะกรรมการในจังหวัดนั้นๆ ด้วย

เมื่อถามว่าได้กำหนดเวลาให้แต่ละจังหวัดแจ้งผลการพิจารณามาหรือไม่  พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ไม่ได้กำหนด แต่คงต้องมีการสรุปกับทางกรมราชทัณฑ์อีกครั้ง ว่าจังหวัดไหนที่พิจารณาเสร็จแล้ว

เมื่อถามว่าขั้นตอนสุดท้ายจะต้องส่งรายชื่อมาที่กระทรวงยุติธรรม หรือไม่    พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ไม่ได้ส่งที่กระทรวง ก็คงส่งมาที่กรมราชทัณฑ์  ซึ่งรัฐมนตรีมีอำนาจในการแต่งตั้งคณะกรรมการในแต่ละจังหวัดเท่านั้น
 
เมื่อถามว่าเดือนนี้จะพิจารณาจบหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบรายละเอียด

เมื่อถามย้ำว่าจะต้องส่งเรื่องมาที่นายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่  พล.ต.ท.รุทธพล   กล่าวว่า ในระเบียบไม่มีที่จะต้องส่งมาให้นายกรัฐมนตรี

ดร.ณัฏฐ์ ชี้ชัด กลเกมกับดักแก้รัฐธรรมนูญ ซ่อนกฎเหล็ก 2 ชั้น ต้องผ่าน ด่าน สว. โอกาสผ่านแทบเป็นศูนย์

ดร.ณัฏฐ์ ชี้ชัด กลเกมกับดักแก้รัฐธรรมนูญ ซ่อนกฎเหล็ก 2 ชั้น ต้องผ่าน ด่าน สว. โอกาสผ่านแทบเป็นศูนย์

ดร.ณัฏฐ์ ชี้ชัด กลเกมกับดักแก้รัฐธรรมนูญ ซ่อนกฎเหล็ก 2 ชั้น ต้องผ่าน ด่าน สว. โอกาสผ่านแทบเป็นศูนย์

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.09 น.

“ดร.ณัฏฐ์” ชี้ชัด กลเกมกับดักแก้รัฐธรรมนูญ กลไกรัฐธรรมนูญ “ซ่อนกฎเหล็ก 2 ชั้น” ต้องผ่าน “ด่าน สว.” โอกาสผ่านแทบเป็นศูนย์

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 สืบเนื่องจากพรรคเพื่อไทย ถอนร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฯเพื่อนำไปปรับร่างแก้ไขใหม่ ภายหลังพรรคภูมิใจไทยมีมติให้ สส.ถอนรายชื่อออกจากร่างเสนอญัตติฯดังกล่าว เพราะเกรงว่าจะขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญนั้น

ล่าสุด ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชนชื่อดัง ได้ให้สัมภาษณ์และกล่าวว่า ในการจัดให้ประชาชนออกเสียงประชามติ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา เพื่อสอบถามพี่น้องประชาชนว่า เห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่  โดยประชาชนเสียงข้างมาก  21.2 ล้านเสียง มีฉันทามติเสียงข้างมาก เห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นขั้นตอนในการหยั่งเสียงประชามติรอบแรกเท่านั้น เพื่อสอบถามความต้องการของประชาชน โดยยังไม่มีร่างพิมพ์เขียวรัฐธรรมนูญ เพราะยังไม่มีคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ เหมือนในปี 2539 ในรัฐบาลของนายบรรหาร ศิลปะอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ล่วงลับไปแล้ว  

ก่อนหน้านี้ ปรากฏใน คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 4/2564 วินิจฉัยชี้ขาดว่า “รัฐสภามีอำนาจและหน้าที่ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องจัดให้ประชาชนออกเสียงประชามติเพื่อสอบถามเจ้าของอำนาจในการสถาปนาอำนาจรัฐธรรมนูญทั้งก่อนและหลัง”

และ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 18/2568 วินิจฉัยชี้ขาดว่า “รัฐสภามีอำนาสจในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องจัดให้ประชาชนออกเสียงลงคะแนนในการจัดทำประชามติ 3 ครั้ง” โดยคำวินิจฉัยในข้อสาระสำคัญว่า “รัฐสภาไม่อาจจัดให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง”

หากพิจารณาถึงข้อสาระสำคัญ ที่ว่า รัฐสภาไม่อาจจัดให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ย่อมหมายถึง กระบวนการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะส่วนหนึ่งส่วนใดก็ตาม ไม่สามารถกระทำได้ เป็น “ข้อห้ามเด็ดขาด” และ ทุกองค์กร ต้องถือตาม โดยปรากฎชัดในรัฐธรรมนูญ มาตรา 211 วรรคท้าย ที่ว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญย่อมเด็ดขาด ผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ

พูดภาษาชาวบ้าน คือ ในการออกเสียงลงประชามติไปแล้ว ทั้งก่อนเสนอร่าง ขณะเสนอร่าง และร่างปรับแก้ผ่านสมาชิกรัฐสภา เป็นประชาธิปไตยทางตรง จะใช้สิทธิสองทางในเรื่องเดียวกันไม่ได้  เพราะการเลือกตั้ง สสร. เป็นประชาธิปไตยทางอ้อม เทียบเคียงกับการเลือกตั้ง สส. ส่วนการลงคะแนนออกเสียงประชามติ เป็นประชาธิปไตยทางตรง  

การได้มาซึ่งผู้ร่างรัฐธรรมนูญ หรือ คณะ “สสร.” ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า เป็นการขาดหลักการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในระบอบประชาธิปไตยฯหรือไม่  เพราะกระบวนการใช้สิทธิโดยตรงในการออกเสียงประชามติ เป็นกระบวนตรวจสอบและสิทธิเฉพาะตัวของประชาชนโดยตรงไปในตัว ทั้งก่อนและหลังผ่านร่าง  เป็นไปตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 และ 18/2568  

ส่วนที่ถามว่า กลไกแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านด่านประชามติเสียงข้างมาก 21.2 ล้านเสียง โอกาสที่จะผลักดันให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้หรือไม่ เพียงใด นั้น

ดร.ณัฏฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า  ผลประชามติ แสดงว่า ประชาชนต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่การจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา ในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในหมวด 15 และไปแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 15/1 เพื่อกำหนดที่มาของ สสร. ทั้งสองประเด็นแยกคนละส่วนกัน

ดังจะเห็นได้จาก ประชามติ รอบแรก เป็นการหยั่งเสียง ประชาชนส่วนใหญ่เอาด้วย  ส่วนประชามติรอบที่สองและรอบที่สาม ต้องผ่านเงื่อนไขในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 โดยข้อกฎหมายจะมีกับดัก กฎเหล็กถึง 2 ชั้น โดยซ่อนไว้ใน ในวาระที่ 1 และ วาระที่ 3  โดยข้อกฎหมายกำหนดให้มี เสียง สว.จำนวนไม่น้อยกว่า หนึ่งในสาม หรือ จำนวน 67 คน  ปรากฎชัดในรัฐธรรมนูญ มาตรา 256(3) และมาตรา 256(6)

ตัวแปรไม่ได้อยู่ที่มติเห็นชอบภาคประชาชน จำนวน 21.2 ล้าน เสียง แต่ตัวแปรหลัก อยู่ที่กระบวนการและกลไกในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเจอกับดักเป็น กฎเหล็กถึง 2 ชั้น ในวาระที่ 1 และในวาระที่ 3  หมายความว่า นอกจากเสียงข้างมากของ สส.แล้วจะต้องเจอกับดับ สมาชิกรัฐสภา ซีก สว.  ต้องผ่านด่าน สว. ซึ่งเป็นกับดักและเป็นตัวแปรสำคัญ โอกาสผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แทบเป็นศูนย์ เว้นแต่ รวบรวมเสียง สว.ได้ ไม่น้อยหว่า 67 คน

แฮชกแทก  #รัฐธรรมนูญ #แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ #แก้รัฐธรรมนูญ #ร่างแก้ไขเพิ่มเติม #รัฐธรรมนูญพรรคเพื่อไทย #กลไกสมาชิกรัฐสภา  #ออกเสียงประชามติ #ฝ่ายนิติบัญญัติ #สมาชิกวุฒิสภา #ดร.ณัฏฐ์ #ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม

บอร์ด สคบ. มีมติส่งฟ้องแพ่งวอลโว่ ปมแบตเตอรี่ EV ไม่ปลอดภัย สั่งคืนเงิน-ชดใช้ค่าเสียหาย

บอร์ด สคบ. มีมติส่งฟ้องแพ่งวอลโว่ ปมแบตเตอรี่ EV ไม่ปลอดภัย สั่งคืนเงิน-ชดใช้ค่าเสียหาย

บอร์ด สคบ. มีมติส่งฟ้องแพ่งวอลโว่ ปมแบตเตอรี่ EV ไม่ปลอดภัย สั่งคืนเงิน-ชดใช้ค่าเสียหาย

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.37 น.

“ศุภมาส” สั่งฟ้อง 35 คดีแพ่ง บี้คดี “รถ Volvo-บ้านน็อกดาวน์-ซื้อของออนไลน์” เร่งคืนเงินผู้บริโภค 

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 ที่ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (คคบ.) ครั้งที่ 3/2569 โดยมี นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการ สคบ. พร้อมด้วยกรรมการซึ่งเป็นผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิรวม 18 ท่าน เข้าร่วม

ที่ประชุมได้ร่วมพิจารณาเรื่องทั้งหมด 48 เรื่อง โดย สาระสำคัญ คือ การดำเนินคดีแพ่งกับผู้ประกอบธุรกิจที่ละเมิดสิทธิผู้บริโภค รวม 35 คดี ครอบคลุมคดีอสังหาริมทรัพย์ การให้บริการ การซื้อสินค้าทั่วไปและสินค้าออนไลน์ โดยกว่า 1 ใน 3 ของเรื่องร้องเรียนที่เข้ามายัง สคบ. เป็นคดีซื้อขายออนไลน์ สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงของผู้บริโภคในยุคดิจิทัล โดยคดีที่ได้รับความสนใจ  คือ คดีแพ่งบริษัท สแกนดิเนเวียน ออโต้ จำกัด และบริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด ในกรณีผิดสัญญาซื้อขายรถยนต์ไฟฟ้า Volvo รุ่น EX30 จากความกังวลเรื่องความปลอดภัยของแบตเตอรี่ และคดีแพ่ง ห้างหุ้นส่วนจกัด สมเด็จโมเดิร์นโฮม กับนายจิรายุ บุษบารัตน์ หุ้นส่วนผู้จัดการ กรณีผิดสัญญาว่าจ้างทำบ้านน็อกดาวน์และส่งมอบไม่ได้ตามสัญญา ทั้งสองคดีคคบ. มีมติให้ฟ้องเพื่อบังคับให้คืนเงินพร้อมดอกเบี้ยและชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้บริโภค โดยคดีบ้านน็อกดาวน์เสนอศาลสั่งจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มด้วย

นางสาวศุภมาส ยังได้สั่งการให้ สคบ. เป็นหน่วยงานที่รวดเร็ว เชิงรุก เด็ดขาด และเป็นที่พึ่งของประชาชน ตามนโยบาย สคบ. พลัส 5 ด้าน ได้แก่ 1) ทำงานเชิงรุกป้องกันก่อนเสียหายด้วย Consumer Risk Dashboard 2) ยกระดับศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์เป็นระบบ One Stop Service 3) กำกับแพลตฟอร์มออนไลน์และ E-Commerce ร่วมกับตำรวจไซเบอร์ ETDA และ ปปง. 4) ใช้ AI คัดกรองเรื่องร้องทุกข์และแจ้งเตือนเร่งด่วนอัตโนมัติ 5) เป็นองค์กรสีขาวโปร่งใส ตั้งเป้าคะแนน ITA การรับรู้ภายนอกเต็ม 100 คะแนน

พร้อมย้ำว่า สคบ. ต้องรวดเร็ว เชิงรุก เด็ดขาด และ พึ่งพาได้ ผู้ประกอบการที่เอาเปรียบผู้บริโภคต้องรับผิดชอบ และผู้บริโภคที่เสียหายต้องได้เงินคืนทุกบาท ซึ่งนโยบายทั้งหมดสอดคล้องกับทิศทางการดำเนินงานของรัฐบาล  ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ขอให้ผู้บริโภคตรวจสอบสัญญาและเงื่อนไขให้รอบคอบก่อนวางเงิน โดยเฉพาะการซื้อรถ การว่าจ้างสร้างบ้าน และการสั่งซื้อออนไลน์ รวมถึงเก็บหลักฐานการซื้อขายสินค้าและบริการ หากไม่ได้รับความเป็นธรรม ร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect และเว็บไซต์ ocpb.go.th.