ป.ป.ช.ชี้มูล เทวฤทธิ์ นิกรเทศ อดีต สส.เสียชีวิตแล้ว รวยผิดปกติ 37ล้าน จ่อริบทรัพย์จากกองมรดก

ป.ป.ช.ชี้มูล เทวฤทธิ์ นิกรเทศ อดีต สส.เสียชีวิตแล้ว รวยผิดปกติ 37ล้าน จ่อริบทรัพย์จากกองมรดก

ป.ป.ช.ชี้มูล เทวฤทธิ์ นิกรเทศ อดีต สส.เสียชีวิตแล้ว รวยผิดปกติ 37ล้าน จ่อริบทรัพย์จากกองมรดก

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.23 น.

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดคดีนายเทวฤทธิ์ นิกรเทศ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ร่ำรวยผิดปกติ มูลค่ารวม 37,431,641.42 บาท จากการไต่สวนปรากฏข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นายเทวฤทธิ์ นิกรเทศ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในระหว่างปี พ.ศ. 2551-2554 มีรายได้ตามแบบแสดงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (เงินเดือนและเงินค่าเบี้ยประชุม) ปี 2551-2554 รวมจำนวน 4,203,489.35 บาท แต่มีทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้นผิดปกติไม่สัมพันธ์กับรายได้ และไม่สามารถพิสูจน์หรือแสดงที่มาของทรัพย์สินดังกล่าวได้ รวมเป็นเงินจำนวน 37,431,641.42 บาท ดังนี้ เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชี นายเทวฤทธิ์ นิกรเทศ จำนวน 4 บัญชี เป็นเงิน 31,064,731 บาท เงินที่นำไปชำระหนี้ 3 รายการ เป็นเงิน 2,500,000 บาท รถยนต์ในชื่อนายเทวฤทธิ์ นิกรเทศ จำนวน 3 คัน รวมมูลค่า 3,866,910.42 บาท

คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้ว มีมติว่า นายเทวฤทธิ์ ร่ำรวยผิดปกติ โดยมีทรัพย์สินมากผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ หรือมีหนี้สินลดลงมากผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ สืบเนื่องจากการเปรียบเทียบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน เป็นเงินทั้งสิ้น 37,431,641.42 บาท ให้ส่งรายงานสำนวนการไต่สวน เอกสาร พยานหลักฐาน และความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี เพื่อขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติ ของนายเทวฤทธิ์ นิกรเทศ ตามรายการทรัพย์สินดังกล่าว รวมทั้งบรรดาทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่ได้มาแทนทรัพย์สินนั้น ตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 118 ต่อไป

หากไม่สามารถบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของผู้ถูกกล่าวหาที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าร่ำรวยผิดปกติ ตกเป็นของแผ่นดินได้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแล้วแต่กรณี ให้ขอให้ศาลบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาได้ภายในระยะเวลาสิบปี ตามนัยมาตรา 125 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ด้วย

ทั้งนี้ ปรากฏข้อเท็จจริงว่านายเทวฤทธิ์ นิกรเทศ ถึงแก่ความตายแล้ว เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2568 การบังคับเอาแก่ทรัพย์สินดังกล่าว จะดำเนินการบังคับเอากับทรัพย์สินในกองมรดกของผู้ตายต่อไป

‘ศุภมาศ’ เตือนเจอร้านค้าโกงสแกน ไทยช่วยไทย 60:40 ไม่ต้องซื้อ-สั่ง สคบ.ลงตรวจ

‘ศุภมาศ’ เตือนเจอร้านค้าโกงสแกน ไทยช่วยไทย 60:40 ไม่ต้องซื้อ-สั่ง สคบ.ลงตรวจ

‘ศุภมาศ’ เตือนเจอร้านค้าโกงสแกน ไทยช่วยไทย 60:40 ไม่ต้องซื้อ-สั่ง สคบ.ลงตรวจ

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.18 น.

“ศุภมาศ” เตือนเจอร้านค้าโกงสแกน “ไทยช่วยไทย 60:40” ไม่ต้องซื้อ-สั่ง สคบ.ลงตรวจ เผยยังไม่ได้รายงานร้านอาหารจีนรับหยวน-เมินเงินไทย โว รองนายกฯ เช็คตลาดมีแต่เสียงชื่นชม-ทำค้าขายคล่อง 

เมื่อเวลา 11.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล  นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีร้านค้าย่านห้วยขวางรับสแกนเงินหยวน ว่า ตนยังไม่ได้รับรายงานเห็นเพียงตามหน้าสื่อ ขอตรวจสอบในรายละเอียดอีกครั้ง พร้อมกับยอมรับว่าได้ยินมาเหมือนกันว่าย่านห้วยขวาง เป็นย่านชาวจีนที่มาประกอบธุรกิจ ซึ่งจะให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ.ลงพื้นที่ไปตรวจสอบอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีมีร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส ฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้า นางสาวศุภมาศ กล่าวว่า ตั้งแต่โครงการคนละครึ่งพลัสที่มีข้อกังวลและข้อห่วงใย แต่ก็แทบจะไม่พบกรณีผู้ค้าฉวยโอกาส แต่พอมาถึงโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส ที่ได้ยินมามีเพียง 1 เคส ซึ่งเมื่อวานนี้ทางสคบ.ก็ได้ลงพื้นที่ ไปยังร้านรถเข็นที่เกิดเหตุ แต่ก็พบว่าปิดร้าน แต่กฎหมายของกระทรวงพาณิชย์ สินค้าทุกอย่างในประเทศไทยจะต้องปิดประกาศราคา หากไม่ปิดประกาศถือว่าผิด 

อย่างไรก็ตามขอแนะประชาชนว่า นอกจากจะมีการสแกนจ่ายเงินในโครงการดังกล่าวแล้ว จะต้องดูให้ดีว่าราคาตรงกันหรือไม่ ซึ่งรวมไปถึงการรูดบัตรเครดิตหรือสแกนจ่ายแบบปกติ ที่ผู้ค้าจะเป็นผู้คีย์ราคาก่อนจ่ายเงิน ซึ่งหากราคาไม่ตรงเราก็มีสิทธิที่จะปฏิเสธการจ่าย  ทั้งนี้ ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแส ไปยังกระทรวงพาณิชย์ได้

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ไปตรวจสอบ คิดว่าพ่อค้าแม่ค้ากว่า 99% ก็ไม่ได้มีปัญหาอยู่แล้ว  และจากที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง และนางศุภจี สุธรรมพันธ์ุ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ รวมถึงสส.ที่ลงพื้นที่ก็พบแต่เสียงชื่นชมและรอยยิ้ม ว่าช่วยทำให้กระตุ้นเศรษฐกิจได้ ทำให้ยอดขายของร้านค้าเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ซื้อก็ได้ของเพิ่มขึ้น 2 เท่า เพราะฉะนั้นเรื่องร้องเรียนในโครงการนี้ยังไม่มี  

‘โสภณ’ ปัดตอบ ‘ฝ่ายค้าน’ เดินเกมยื่นร้อง ‘จนท.ป.ป.ช.’ เอี่ยวโยงคดี ‘ศักดิ์สยาม’

‘โสภณ’ ปัดตอบ ‘ฝ่ายค้าน’ เดินเกมยื่นร้อง ‘จนท.ป.ป.ช.’ เอี่ยวโยงคดี ‘ศักดิ์สยาม’

‘โสภณ’ ปัดตอบ ‘ฝ่ายค้าน’ เดินเกมยื่นร้อง ‘จนท.ป.ป.ช.’ เอี่ยวโยงคดี ‘ศักดิ์สยาม’

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.12 น.

ขอดูเนื้อหาก่อน! ‘โสภณ’ ปัดตอบ ‘ฝ่ายค้าน’ เดินเกมยื่นร้อง ‘จนท.ป.ป.ช.’ เอี่ยวโยงคดี ‘ศักดิ์สยาม’

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 09.00 น. ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และพรรคร่วมฝ่ายค้าน เตรียมยื่นหนังสือต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อร้องเรียนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในคดีที่เกี่ยวข้องกับนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคมว่า เขายังไม่ยื่นมาตนเองยังตอบไม่ได้ ต้องรอเขายื่นมาก่อน

เมื่อถามย้ำว่าจะมีการพิจารณาเบื้องต้นหรือไม่ว่าจะมีการรับไว้ นายโสภณ กล่าวว่า เรื่องรับหนังสือต้องรับไว้อยู่แล้ว แต่ว่าให้เขายื่นมาก่อนแล้วค่อยดูในเนื้อหา

รังสิมันต์ ยกทีม กมธ.หารือ รมว.ยธ. ปิดช่องโหว่ คดีลอบยิง ส.ส.กมลศักดิ์ หลังพบอาวุธโยงกองทัพ

รังสิมันต์ ยกทีม กมธ.หารือ รมว.ยธ. ปิดช่องโหว่ คดีลอบยิง ส.ส.กมลศักดิ์ หลังพบอาวุธโยงกองทัพ

รังสิมันต์ ยกทีม กมธ.หารือ รมว.ยธ. ปิดช่องโหว่ คดีลอบยิง ส.ส.กมลศักดิ์ หลังพบอาวุธโยงกองทัพ

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.59 น.

“รังสิมันต์” นำทีม “กมธ.กฎหมาย“ หารือ ”รมว.ยธ.“ ปิดช่องโหว่คดีลอบยิง “สส.กมลศักดิ์” หลังพบอาวุธปืนก่อเหตุเชื่อมโยงกองทัพเรือ มองอย่าขีดเส้นเพียงเรื่องส่วนตัว ชี้ชัดคือความมั่นคงร้ายแรง พร้อมถกคดีหน่วยงานรัฐ-นักการเมืองฟ้องปิดปากประชาชนและสื่อมวลชน ลั่นรัฐต้องมีคำขอโทษต่อผู้ถูกรังแกจากขบวนการไอโอ (IO) ซัดแรง ขบวนการไอโอถือเป็นตัวบ่อนเซาะกร่อนทำลายความมั่นคงชาติ ย้ำ หากมี จนท.รัฐเอี่ยวเบื้องหลังไอโอต้องดำเนินการ พร้อมติดตามคืบหน้าคดีปราบทุนเทา- คดีกักตุนน้ำมัน

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 09.30 น. ที่ห้องประชุม 10-01 ชั้น 10 อาคารกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ กระทรวงยุติธรรมให้การต้อนรับคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร นำโดย นายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการ นายปิยรัฐ จงเทพ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่ 1 นายศุภชัย ใจสมุทร รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่ 2 นายองอาจ วงษ์ประยูร รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่ 3 นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่ 4 นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ กรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ นายธีระ สุธีวรางกูร กรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะกรรมา ธิการ รองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล กรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิ การ นายศิวะ พงศ์ธีระดุลย์ กรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล โฆษกคณะกรรมาธิการ น.ส.รินทร์ลิตา อดิษะ โฆษกคณะกรรมาธิการ นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ กรรมาธิการ นายฤทธิรงค์ ภูมิสวัสดิ์ กรรมาธิการ และนายรอมฎอน ปันจอร์ เลขานุการคณะกรรมาธิการ เรื่อง การติดตามความคืบหน้าคดีอาญาที่มีความซับซ้อนและกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศ การส่งเสริมสิทธิการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของประชาชนและแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนของประชาชน โดยมี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม นำคณะผู้บริหารหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงยุติธรรมให้การต้อนรับพร้อมหารือแลกเปลี่ยนข้อมูล 

โดย นายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการฯ เปิดเผยก่อนเข้าร่วมประชุมว่า วันนี้เรามีหลายเรื่องที่จะต้องพูดคุยหารือกับกระทรวงยุติธรรมที่กำกับดูแลอยู่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องทุนสีเทา ปัญหาเรื่องการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง และรวมถึงเรื่องล่าสุดที่วานนี้ (4 มิ.ย.69) เราได้มีการประชุมพิจารณาร่วมกันเรื่องของ สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ว่าเราจะสร้างบรรยากาศที่ทำให้เห็นการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง ซึ่งกรณีของ สส.กมลศักดิ์ เรามองว่ามันเป็นเรื่องร้ายแรงเพราะว่าเป็นการลอบยิง และยังเป็นการทำลายบรรยากาศการแก้ไขปัญหาสถานการณ์บริเวณชายแดนใต้ อีกทั้งยังพบว่าปืนที่ใช้ก่อเหตุยิงนั้น ก็เป็นปืนของกองทัพเรือ และรถที่นำมาใช้ก่อเหตุก็เป็นของราชการ และผู้เกี่ยวข้องก็ดันเกี่ยวข้องกับกองทัพ

ดังนั้น หลากหลายปัจจัยเหล่านี้จึงทำให้เกิดความสงสัยว่า เรื่องนี้มันน่าจะมีมากกว่าแค่เรื่องส่วนตัวหรือไม่ และเมื่อหน่วยงานหรือคนที่อยู่ในระบบราชการยังเชื่อว่าเป็นเรื่องส่วนตัวไม่ได้เป็นเรื่องของความมั่นคงหรือมีความร้ายแรงอะไร ตนมองว่ามันเป็นการประเมินสถานการณ์ที่เบาเกินไปกว่าความเป็นจริง จึงทำให้เราต้องมาหารือกับกระทรวงยุติธรรมว่าจะเข้ามามีบทบาทอย่างไรได้บ้าง เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นอกจากนี้ ยังจะมีการหารือในเรื่องการฟ้องปิดปาก หรือ Slapp เพราะจริง ๆ กระทรวงก็มีร่างกฎหมายอยู่แล้ว ซึ่งก็ต้องหาวิธีการพูดคุยกัน เพราะเราอยากสร้างบรรยากาศให้มีการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐสภา ก็คือในส่วนของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร กับฝั่งของผู้ปฏิบัติ ผู้ออกนโยบาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หวังว่าวันนี้จะเป็นการพูดคุยหารือกันเป็นไปด้วยดี ส่วนกรณีที่พี่น้องประชาชนอาจจะให้ความสำคัญก็คงจะเกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิงที่หายไป เรื่องนี้ก็จะได้ติดตามความคืบหน้าด้วย

นายรังสิมันต์ เผยอีกว่า ตนมองว่าในการประชุมวันนี้คงไม่ได้มองเพียงประเด็นใดประเด็นหนึ่งที่จะต้องได้คำตอบจากหน่วยงานภาครัฐ เพราะมองว่าทุกเรื่องมันควรที่จะได้คำตอบที่ชัดเจน เราจึงหวังว่าวันนี้มันคงจะไม่ได้คิดแค่การมาวันนี้แล้วจะต้องจบทุกปัญหา แต่ตนคิดว่าวันนี้สำคัญคือ เราอาจจะทำให้เกิดการทำงานร่วมกันที่มันราบรื่นขึ้น และในโอกาสต่อไปคณะกรรมาธิการจะได้ทำงานร่วมกับกระทรวงยุติธรรมในหลากหลายมิติมากขึ้น จึงอยากเห็นความร่วมมือระหว่างกัน ตนจึงค่อนข้างคาดหวังว่าวันนี้เรามองหาการทำงานร่วม มันอาจจะไม่ได้รวดเร็วไปทุกเรื่องเพราะมันอาจจะมีปัญหาเรื่องข้อระเบียบ แต่สำคัญก็คือว่าเราจะสร้างเจตจำนงร่วมกันระหว่างกระทรวงยุติธรรมและคณะกรรมาธิการให้เกิดขึ้นได้อย่างไร หากเรามองเห็นปัญหาคล้าย และเรามีข้อเท็จจริงหลากหลายอย่างที่ใกล้เคียงกัน คิดว่ามันน่าจะนำมาใช้แก้ปัญหาได้ ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ก่อนการประชุมตนก็ได้พูดคุยอย่างไม่เป็นทางการกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เช่นปัญหาสแกมเมอร์ ที่ตนได้เคยตั้งกระทู้สอบถามรัฐมนตรีฯ ซึ่งรัฐมนตรีฯ ก็มีข้อมูลและได้สอบถามกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ วันนี้เป็นการที่เราเอาข้อมูลมารวมกัน อย่างน้อยจะได้หาทางออกว่าจะเป็นอย่างไรได้บ้าง อนึ่ง กรณีที่มีเจ้าหน้าที่รัฐหรือนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องในคดีอาญา คณะกรรมาธิการก็สามารถออกหนังสือเชิญมาให้ข้อมูลได้ และเราก็ย้ำว่าเราไม่เคยหวงข้อมูลเลย ไม่ว่าจะเป็นบันทึกการประชุมต่าง ๆ อย่างไรก็ต้องถูกเผยแพร่ตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ซึ่งเมื่อหน่วยงานได้มาเข้าร่วมประชุม ก็จะได้รับรู้รับทราบในส่วนที่คณะกรรมาธิการรับทราบเช่นเดียวกัน จึงมองว่าปัญหาหลายอย่างมันควรต้องเร่งแก้ไขเพราะตอนนี้ประเทศไทยก็ตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤติ หากเรายังทำงานกันแบบเดิมมันก็จะยังวนอยู่แบบนี้ และเราก็จะเห็นการรุกคืบของทุนสีเทาอีก มองว่าทั้งสองฝ่ายมีจุดแข็งเป็นของตัวเอง ก็ต้องนำจุดแข็งเหล่านี้มารวมกันให้ได้

นายรังสิมันต์ เผยต่อว่า สำหรับกรณีที่มีขบวนการไอโอ (IO) หรือการฟ้องปิดปาก (SLAPP) สื่อมวลชน และประชาชนที่มีความเห็นต่างจากรัฐ หรือนักการเมืองนั้น ตนค่อนข้างให้ความสำคัญกับเรื่องการฟ้องปิดปากอย่างมาก เราติดตามประเด็นนี้มาตลอด วาระนี้เราจะใช้หารือในการประชุมวันนี้อย่างแน่นอน นี่คือโจทย์ที่ต้องแก้ไข แต่ก็ต้องยอมรับว่าขบวนการไอโอ (IO) ทุกวันนี้มันหนักขึ้นจริง ๆ และเราก็ได้รับการร้องเรียนจากศูนย์ทนายความมุสลิม มีการทำงานอย่างแข็งขันในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ก็ได้มีการมายื่นเรื่องร้องเรียนกับเรา ดังนั้น วันนี้เราปฏิเสธไม่ได้ว่าขบวนการไอโอเป็นสิ่งสำคัญในการบ่อนเซาะ กร่อนทำลายความมั่นคงของชาติ เพราะความมั่นคงของชาติก็คือความมั่นคงของชีวิตพี่น้องประชาชน ถ้ามีกระบวนการสร้างความเข้าใจเกิดขึ้นระหว่างพี่น้องประชาชนด้วยกัน ตนก็มองว่ามันเป็นเรื่องอันตรายและเราควรที่จะมีวิธีการแก้ไข เพราะเราก็พูดเรื่องขบวนการไอโอกันมาเยอะ แต่สิ่งที่ยังไม่มีมีการพูดถึงสักที ก็คือเราจะหยุดมันได้อย่างไร ซึ่งตนก็ไม่รู้ได้เลยว่าใครคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังขบวนการไอโอเหล่านี้บ้าง แต่ถ้ามีหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง เราจำเป็นต้องจัดการ 

ส่วนจะต้องมีคำขอโทษหรือการชดเชยจากรัฐหรือไม่ ที่มีการละเว้นปล่อยปละละเลยให้ขบวนการไอโอยังคงมีการโจมตีชีวิตพี่น้องประชาชน ทั้งในส่วนของคนที่เห็นต่าง หรือสื่อมวลชนที่นำเสนอข่าวสารบทความนั้น ตนมองว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ดี และควรที่จะใช้หารือในการประชุมวันนี้ ว่าเราจะดำเนินการอย่างไรในกรณีที่รัฐปล่อยปละละเลย ว่ารัฐจะมีคำขอโทษหรือไม่ เพราะสุดท้ายเราก็ต้องยอมรับว่าผลกระทบมันได้เกิดขึ้นแล้ว

ขณะที่ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม กล่าวเปิดการประชุมว่า กระทรวงยุติธรรมขอให้การต้อนรับคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เรารู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ซึ่งคณะกรรมาธิการก็จะได้มีโอกาสมาแลกเปลี่ยนการทำงานและพูดคุยงานกับกระทรวงยุติธรรม โดยเฉพาะกรณีที่คณะกรรมาธิการได้ให้ความสำคัญติดตามในคดีอาญาที่มีความซับซ้อนและกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ ตลอดจนการส่งเสริมสิทธิ และการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของประชาชน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติในการร่วมกันขับเคลื่อนกระบวนการยุติธรรมของประเทศให้มีประสิทธิภาพโปร่งใสและตรงกับความคาดหวังของพี่น้องประชาชน กระทรวงยุติธรรมตระหนักดีว่าปัญหาอาชญากรรมในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้นทั้งในมิติของอาชญากรรมข้ามชาติทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการกระทำความผิดที่มีความเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์สาธารณะ ที่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และภาคประชาชน ในการดำเนินการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด กระทรวงยุติธรรมเรามุ่งมั่นที่จะพัฒนาระบบกระบวนการยุติธรรมให้ประชาชนเข้าถึงอย่างเสมอภาค รวดเร็ว และเป็นธรรม พร้อมเร่งรัดการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนของประชาชนอย่างจริงจัง ควบคู่กับการพัฒนากฎหมายกลไกและความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อให้การดำเนินคดีที่มีความซับซ้อนสามารถดำเนินการไปอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้หลักนิติธรรม ทั้งนี้ ตนเชื่อว่าการหารือในวันนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนานโยบายและแนวทางการดำเนินงานด้านกระบวนการยุติธรรมของประเทศ รวมทั้งสร้างความร่วมมือระหว่างคณะกรรมาธิการกับกระทรวงยุติธรรมให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

’โสภณ‘ นำข้าราชการสภาฯ 2,000 คน จิตอาสา ’ร้อยดวงใจภักดิ์ สร้างความดีเพื่อสังคม‘

’โสภณ‘ นำข้าราชการสภาฯ 2,000 คน จิตอาสา ’ร้อยดวงใจภักดิ์ สร้างความดีเพื่อสังคม‘

’โสภณ‘ นำข้าราชการสภาฯ 2,000 คน จิตอาสา ’ร้อยดวงใจภักดิ์ สร้างความดีเพื่อสังคม‘

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.57 น.

’โสภณ‘ นำข้าราชการสภาฯ 2,000 คน จิตอาสา ’ร้อยดวงใจภักดิ์ สร้างความดีเพื่อสังคม‘ เนื่องในพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี  จ่อปรับปรุง-ดันสภาฯให้เป็น ’แลนด์มาร์ก‘ ของประเทศ  หวังยุคใหม่ ’ฝ่ายนิติบัญญัติ‘ เดินเคียงข้าง ’ฝ่ายบริหาร‘

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 08.00น. ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ข้าราชการ และลูกจ้างราว 2,000 คน ร่วมกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ในโครงการ “ ร้อยดวงใจภักดิ์ สร้างความดีเพื่อสังคม” เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 ที่บริเวณร้านพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยได้กล่าวคำปฏิญาณตนในการปฏิบัติหน้าที่

นายโสภณ กล่าวว่า ตั้งแต่มีสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 มีความตั้งใจที่จะให้สภาแห่งนี้เป็นสภาทำงานเพื่อประเทศชาติในหลายมิติ นอกจากการประชุมของสส. โดยอาคารรัฐสภาจะมีการปรับปรุงเป็นแลนด์มาร์ก โดยอ้างอิงว่าในประเทศต่างๆก็ใช้รัฐสภาเป็นหน้าเป็นตา และเป็นปอดของประเทศ ส่วนเรื่องข้าราชการ นอกจากปฏิบัติหน้าที่ในการสนับสนุนภารกิจของ สส.แล้ว จะมีการพัฒนาข้าราชการให้ทำงาน สังคมโดยการพัฒนาตัวเอง และโครงการจิตอาสาเป็นอีกโครงการหนึ่งที่จะได้ช่วยเหลือสังคม 

“เราจะพัฒนาบุคลากรเราหลายมิติ พัฒนากาย มีโครงการออกกำลังกาย ส่งเสริมการแข่งแอโรบิก วิ่งจ๊อกกิ้ง การพัฒนาจิตใจ มีการปฏิบัติธรรม ฉะนั้นหลายมิติ ผมเห็นว่าถ้าการพัฒนาจะให้ประสบความสำเร็จได้ต้องทำทุกองคาพยพ ต้องทำทุกมิติ ทั้งพัฒนาโครงสร้างที่ธรรมชาติให้มาในแม่น้ำเจ้าพระยาที่สวยงาม มีอาคารรัฐสภาที่ตั้งอยู่สง่างาม เราต้องใช้ให้คุ้มค่า”ประธานสภาฯ กล่าว

นายโสภณ กล่าวต่อว่า หวังว่าสภายุคใหม่จะสร้างความหวัง เป็นแรงที่จะผลักดันให้ประเทศเดินได้เคียงคู่กับฝ่ายบริหาร คือการทำเรื่องกฎหมายอย่างเข้มข้น และบทบาทก็จะทำเข้มข้นขึ้นในการช่วยเหลือสังคม พร้อมกล่าวถึงดำริว่าหลังจากนี้ที่รัฐสภาเวลา 08:00 น. และ 18:00 น. ของทุกวัน ต้องจัดหมู่ส่งทีมเคารพธงชาติ

เหมาะสมแล้ว! ‘เท้ง’ ไม่ขอขยายความตั้ง ‘สุรพล’ นั่งประธานยุทธศาสตร์ผู้ว่าฯ กทม. ย้ำโจทย์จต้องการชนะระบอบน้ำเงิน

เหมาะสมแล้ว! ‘เท้ง’ ไม่ขอขยายความตั้ง ‘สุรพล’ นั่งประธานยุทธศาสตร์ผู้ว่าฯ กทม.  ย้ำโจทย์จต้องการชนะระบอบน้ำเงิน

เหมาะสมแล้ว! ‘เท้ง’ ไม่ขอขยายความตั้ง ‘สุรพล’ นั่งประธานยุทธศาสตร์ผู้ว่าฯ กทม. ย้ำโจทย์จต้องการชนะระบอบน้ำเงิน

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.36 น.

เหมาะสมแล้ว! ‘เท้ง’ ขอไม่ขยายความเพิ่ม ปมตั้ง ‘สุรพล’ นั่ง ‘ประธานยุทธศาสตร์ผู้ว่าฯ กทม.’ ขัดใจ ’ด้อมส้ม-สายแบก‘ ลั่นหากต้องการชนะ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ต้องอาศัยเสียงหนุนจากคน ’เคยเห็นต่าง‘ มากๆ เข้าใจ ‘ปวิน-นักวิชาการ’ ระดมถล่มยับ ไร้กังวล ‘ปิยบุตร’ โพสต์แซะเดือด เหตุไม่ได้ขัดหลักการพรรค

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา09.20น. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสไม่พอใจในตั้งนายสุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ปี 2549 เป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ผู้ว่า กทม. ว่า ตนหรือตัวแทนพรรคประชาชน ได้อธิบายไปหมดแล้ว รวมถึงนายสุรพลเองก็ได้อธิบายตัวเองไประดับหนึ่งแล้ว ฉะนั้น ในประเด็นนี้ตนขออนุญาตไม่ขยายอะไรเพิ่มเติม

เมื่อถามว่า นายสุรพลระบุว่ายังไม่เปลี่ยนหลักการ ทำให้คนมองว่าการรัฐประหารยังเป็นจุดยืนของนายสุรพลอยู่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ยืนหลักของตนและพรรคประชาชนดีกว่า หลักของเราคือไม่เห็นด้วยกับปฏิวัติรัฐประหาร ต้องการทำให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ส่วนหลักของแต่ละคนที่จะเข้ามาร่วมเดินทางกับเรา อาจจะมีหลักส่วนใหญ่ที่เห็นตรงกัน เช่น อยากให้บ้านเมืองดีขึ้น การเมืองดีขึ้น แต่อาจะมีวิธีการบางอย่างที่แตกต่างกันบ้าง ตนคิดว่าอาจจะเป็นเฉดทางการเมือง แต่จะอยู่วงในหรือวงนอกก็แตกต่างกันไป เช่น นายสุรพลเอง ก็มีบทบาทที่เราจะเชิญมาให้คำปรึกษาเรื่องการบริหาร กทม. ซึ่งจะเห็นว่านายสุรพลให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหาร กทม.ได้ค่อนข้างดี และมีหลายมุมที่เป็นแง่คิดที่ดี 

“ส่วนจุดยืนทางการเมืองต่างๆ อาจจะไม่ต้องมีหลักหรือเห็นตรงกันทั้งหมด แต่บทบาทของนายสุรพล ก็ไม่ได้มีส่วนตัดสินใจในการบริหารพรรคประชาชน ดังนั้น ผมคิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร น่าจะทำงานร่วมกันได้” นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามย้ำว่าพรรคประชาชนค้านเรื่องการทำรัฐประหารมาโดยตลอด แต่จุดยืนของนายสุรพลไม่เปลี่ยน จะทำงานร่วมกันได้จริงหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ต้องมองกลับไปในอดีตว่าการรัฐประหารในปี 2549 และ 2557 มีการแบ่งคนเห็นต่างออกมาเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ๆ ต่างฝ่ายต่างมีความขัดแย้ง ดังนั้น หากเราต้องการทำให้ประเทศไทย การเมืองไทย และสังคมดีกว่านี้ ตนและพรรคประชาชนคิดถึงบริบทในปัจจุบันคือผลประโยชน์และอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ ถูกผูกขาดอยู่กับคนแค่ไม่กี่กลุ่ม บางคนอาจจะนิยามตัวเองว่าเป็นฝั่งประชาธิปไตยจ๋าๆในอดีต หากเราต้องการเอาชนะระบอบสีน้ำเงิน ระบอบการเมืองผูกขาดเช่นนี้ ต้องอาศัยการสนับสนุนคนที่เคยเห็นต่างมากๆในสังคม ถือเป็นโจทย์สำคัญมากกว่า

เมื่อถามว่าจะเป็นการผลักมวลชน รวมถึงนักวิชาการ เช่น นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์ประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโตและผู้ลี้ภัยทางการเมือง ออกไปหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนเข้าใจและเห็นการสื่อสารของนายปวิน รวมถึงนักวิชาการหลายคนที่อาจจะนิยามตัวเองว่าเป็นฝั่งประชาธิปไตยและมีความไม่สบายใจที่นายสุรพลมาร่วมงานกับพรรคประชาชนครั้งนี้ แต่ตนอยากให้ทุกคนเข้าใจว่าโจทย์ของเราคือต้องการเอาชนะระบอบสีน้ำเงินที่ผูกขาด ฉะนั้น เราจึงต้องขยายแนวร่วมและต้องเปิดกว้างโดยที่ตัวเราเองไม่เสียตัวตน

เมื่อถามว่าพรรคประชาชนเป็นผู้สร้างระบอบสีน้ำเงินขึ้นมาเองจากเหตุการณ์ MOA นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ขอตั้งคำถามกลับว่า ณ ตอนนั้น ไม่มีใครรู้ว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. เป็นอย่างไร เราก็เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งมีการโยกย้ายข้าราชการ ประเด็นที่บอกว่า “ช่วยสีน้ำเงินด้วย” รวมถึงวันที่มีการเลือกตั้งก็มีกระบวนการนับคะแนนที่ไม่โปร่งใส ฉะนั้นผลการเลือกตั้งที่ออกมา ไม่มีใครคาดคิดล่วงหน้าได้ และการตัดสินใจของพรรคประชาชนในวันนั้น การโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเป็นนายกรัฐมนตรีตาม MOA ก็เพื่อเปิดประตูสู่การทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อแก้ไขกติกาสูงสุดของประเทศ สุดท้ายการที่จะทำให้การเมืองไทยดีขึ้นก็ต้องกลับไปเริ่มต้นที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ทำให้สมาชิกวุฒิสภา องค์กรอิสระต่างๆ ทำหน้าที่ยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง

เมื่อถามว่าจะยังตรวจสอบเหมือนเดิมหรือไม่ เพราะมีการมองกันว่าพรรคประชาชนตรวจสอบแค่เชิงสัญลักษณ์ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ส่วนนั้นยังตรวจสอบอยู่ เช่น เรื่องที่ดินเขากระโดง ขณะนี้ก็ยังมีสมาชิกของพรรครวบรวมข้อมูลหลักฐานและเดินหน้าตรวจสอบทุกอย่างอยู่แล้ว เพียงแค่เราพยายามใช้ช่องทางที่เราคิดว่ามีความเหมาะสมมากที่สุด 

เมื่อถามว่า ได้คุยกับนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้าหรือไม่เพราะออกมาแสดงความเห็นค่อนข้างเดือด นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ข้อคิดเห็นที่นายปิยบุตร ออกมาโพสต์ ส่วนตัวไม่กังวลอะไร ไม่ได้ขัดต่อหลักการทำงานของเรา เข้าใจดีว่าอาจมีคนที่สนับสนุนประชาธิปไตยและไม่เห็นด้วยที่นายสุรพล มาร่วมทำงานกับเราหรือตั้งคำถามถึงกระบวนการการเข้ามา ก็เป็นสิ่งที่พวกตนน้อมรับ และพยายามจะสื่อสารเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น ทั้งนี้มีการคุยกับนายปิยบุตรเป็นปกติ แต่ไม่ได้คุยในกรณีนี้เป็นพิเศษ นายปิยบุตรก็เป็นอาจารย์ที่ตนเคารพ ชื่นชม มีการขอคำปรึกษาและให้คำปรึกษาเป็นระยะ

เมื่อถามว่าตัวนายณัฐพงษ์เองกดดันหรือไม่ กับกระแสโจมตีมาที่พรรคตอนนี้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรียกว่าเข้าใจดีกว่า เข้าใจข้อวิพากษ์วิจารณ์ แล้วตอนนี้ตนรวมถึงเพื่อนสมาชิกจากพรรคประชาชนเดินหน้าทำงานเต็มที่ และเข้าใจดีว่าช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา อาจมีบางเวลาที่ตนและหลายคนรู้สึกผิดหวังต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เราไม่ได้คาดหวังว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นแบบนี้ แต่คงไม่ได้จมปลักอยู่กับความผิดหวังนั้นตลอดไป และไม่ได้ทำงานอยู่บนความสิ้นหวัง เรายังขับเคลื่อนงานในสภาหลายอย่าง 

เมื่อถามว่า จะไม่มีการทบทวนบทบาทการทำงานของนายสุรพลในพรรคใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า บทบาทของนายสุรพลที่อยู่ในฐานะประธานยุทธศาสตร์การดำเนินนโยบายของกทม.เป็นบทบาทที่เหมาะสม เพราะไม่ได้มีบทบาทอื่นที่เกี่ยวข้องกับพรรค เช่น ตัดสินใจการเมืองสำคัญๆให้กับพรรค นายสุรพลเองก็มีคนมีความรู้เกี่ยวกับกทม.ค่อนข้างดี คิดว่าตำแหน่งปัจจุบันมีความเหมาะสมอยู่แล้ว 

เมื่อถามถึงกรณีที่อาจมีคนในพรรคมองว่าทำตำแหน่งอื่นก็ได้ที่มาตามกระบวนการของพรรค เพราะเหมือนข้ามคนที่เคยทำงาน และเอาคนที่มีจุดยืนตรงกันข้ามกันมาทำงาน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เป็นกระบวนการที่ภายในพรรคเองต้องมีการปรับให้ดีขึ้น ยอมรับในจุดนั้นแต่อยากให้เข้าใจว่าบุคคลที่เราจะทาบทามหรือชวนให้มาทำงานร่วมกัน บางทีก็อาจมีข้อจำกัดที่เหมือนหรือแตกต่างกัน บางคนกว่าที่จะกล้าประกาศตัวออกมาว่ามาร่วมทำงานกับพรรคสีส้ม เขาก็อาจจะต้องคิดหน้าคิดหลังเพราะมีต้นทุนเยอะแตกต่างกันไป ซึ่งเราพยายามออกแบบกระบวนการที่เปิดกว้างมากที่สุด ไม่ได้จงใจปกปิด แต่ต้องตอบโจทย์คนที่มาร่วมเดินทางกับเรา ยเป็นสิ่งที่เราต้องหาสมดุลในจุดนี้ 

เมื่อถามว่านายสุรพลเคยได้รับเชิญลงสมัครผู้ว่าฯกทม. ในนามพรรคประชาชนใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องจริง แต่จุดสำคัญของพรรคประชาชนคือ พยายามเฟ้นหาแคนดิเดต ที่มีประสบการณ์ มีความรู้เชิงลึก เข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้างของกรุงเทพฯ เชื่อว่าหลังเลือกตั้ง ไม่ว่าผู้ว่าฯกทม. จะเป็นใคร สิ่งที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. เคยทำมา ในการทำให้ระบบราชการดีขึ้นแก้ปัญหาเส้นเลือดฝอย ทุกคนคงทำต่อ ไม่มีใครไปล้างสิ่งที่นายชัชชาติเคยทำ แต่สิ่งที่คนกรุงเทพฯ คู่ควรมากกว่านี้ และทำให้ใช้ชีวิตง่ายกว่านี้ คือแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างใหญ่ๆ เช่น พ.ร.บ.กรุงเทพมหานคร แก้ปัญหาสาธารณสุขใบส่งตัว การจัดการขยะหลายอย่างต้องการทีมบริหารอีกแบบหนึ่ง ที่มีจุดยืนแข็งทำงานประสานกัน กล้าชน ในเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

พลอยทะเล ตัวแทนรัฐบาลรับเรื่อง ลั่นไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ลุยตรวจมาเฟียป่าตอง

พลอยทะเล ตัวแทนรัฐบาลรับเรื่อง ลั่นไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ลุยตรวจมาเฟียป่าตอง

พลอยทะเล ตัวแทนรัฐบาลรับเรื่อง ลั่นไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ลุยตรวจมาเฟียป่าตอง

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.16 น.

“พลอยทะเล” รับหนังสือร้องเรียนปัญหาผู้มีอิทธิพลเรียกเก็บค่าคุ้มครองในพื้นที่ป่าตอง ย้ำไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 09.30 น. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล (ฝั่ง ก.พ.) ถ.พิษณุโลก  นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับหนังสือร้องเรียนจากนายชุมสาย ศรียาภัย ทนายความ ผู้แทนบริษัท บางกอกเรสซิเด้นซ์ ป่าตอง จำกัด เพื่อยื่นถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขอให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบกรณีการเรียกเก็บค่าคุ้มครองและการกระทำที่อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหลายฐาน อาทิ ความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ ความผิดฐานอั้งยี่ และความผิดตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 ในพื้นที่ซอยแสนสบาย ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต

นางสาวพลอยทะเล กล่าวขอบคุณผู้ร้องเรียนที่นำเสนอข้อมูลและสะท้อนปัญหาความเดือดร้อนมายังรัฐบาล โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับทุกข้อร้องเรียนของประชาชน และพร้อมดำเนินการตรวจสอบอย่างจริงจังภายใต้หลักการ ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลมีเป้าหมายชัดเจนในการแก้ไขปัญหาผู้มีอิทธิพลและการกระทำผิดกฎหมายในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าตองซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ

นอกจากนี้ รัฐบาลตระหนักถึงความจำเป็นในการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยจะประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงจังหวัดภูเก็ต เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและติดตามการบังคับใช้กฎหมายอย่างโปร่งใส รวดเร็ว และเป็นธรรม พร้อมพิจารณานำเสนอข้อมูลต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อประกอบการติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ ทั้งนี้ รัฐบาลพร้อมรับฟังข้อมูลและพยานหลักฐานเพิ่มเติมจากทุกฝ่าย และจะติดตามความคืบหน้าของเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

‘เท้ง’นำทีมร้องประธานรัฐสภา ส่งศาลฎีกาไต่สวน ป.ป.ช. 4 ข้อหา เป่าคดี ‘ศักดิ์สยาม’

‘เท้ง’นำทีมร้องประธานรัฐสภา ส่งศาลฎีกาไต่สวน ป.ป.ช. 4 ข้อหา เป่าคดี ‘ศักดิ์สยาม’

‘เท้ง’นำทีมร้องประธานรัฐสภา ส่งศาลฎีกาไต่สวน ป.ป.ช. 4 ข้อหา เป่าคดี ‘ศักดิ์สยาม’

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.05 น.

‘เท้ง’ นำทีมยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา ส่งศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการไต่สวน ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป่าตกคดี ‘ศักดิ์สยาม’ ซุกหุ้น ตั้ง 4 ข้อกล่าวหา หวัง ‘โสภณ’ ใช้ดุลพินิจส่งเรื่องเร็ว ด้าน ‘สาธิต’ เผยประชาธิปัตย์ส่งคำร้องเพิ่มปมขัดกันแห่งผลประโยชน์ ‘สว.นันทนา’ บี้ เร่งส่งเรื่องลบครหาระบอบสีน้ำเงิน

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) แถลงข่าวยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ให้ส่งเรื่องต่อประธานศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีตีตกคำร้องนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม ในซุกหุ้นหจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ขัดหรือแย้งต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 
 
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้ทางพรรคประชาชนได้ยกร่างคำร้องพร้อมหลักฐานส่งให้นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 ส่งประธานศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนการปฏิบัติหน้าที่ของป.ป.ช. กรณีตีตกคำร้องนายศักดิ์สยาม ซุกหุ้น โดยมีพยานหลักฐานรวมรวมเป็นเอกสารหนามาก แบ่งออกเป็น 4 ข้อกล่าวหา ประกอบด้วย 1. กล่าวหาว่า ป.ป.ช.ใช้กระบวนการในการตรวจสอบโดยไม่ชอบ ไม่มีการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินในเชิงลึก ไม่ได้มีการไต่สวนหรือแสวงหาข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วน ไม่ได้เรียกผู้ร้อง คือนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล มาให้ถ้อย และไม่ปรากฏว่ามีการตรวจสอบกรณีการทำนิติกรรมอำพราง หรือเส้นทางในการเงินตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยไต่สวนไว้ 

2. ป.ป.ช.ใช้ดุลพินิจในการพิจารณาคดีนี้โดยมิชอบ ใช้ดุลพินิจในการวินิจฉัยอย่างผิดพลาด อย่างชัดแจ้ง เช่น ป.ป.ช.วินิจฉัยว่านายศักดิ์สยามไม่มีเจตนาจงใจในการยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ขัดแย้งกับที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ไต่สวนวินิจฉัยไว้แล้ว รวมถึงป.ป.ช.ละเว้นการวินิจฉัยในประเด็นที่สำคัญว่าคุณศักดิ์สยาม ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นในหจก.บุรีเจริญฯ หรือไม่ 3. ป.ป.ช.จงใจปกปิด ไม่โปร่งใส เช่น ป.ป.ช. เพิกเฉย ไม่ตรวจสอบ ไม่ตอบสนองต่อคำขอจากผู้ร้อง คือนายปกรณ์วุฒิ ในการเข้าถึงเอกสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการตรวจสอบ รวมถึงความล่าช้าและเพิกเฉยต่อการเปิดเผยผลการตรวจสอบ เช่น มติคำร้องเรื่องบัญชีทรัพย์สินตั้งแต่เดือนก.ย.ปี 2518 และมติยกคำร้องคดีอาญาตั้งแต่ก.พ. 2569 แต่เพิ่งจะมีการออกแถลงการณ์ต่อสาธารณะเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา โดยไม่มีการแจ้งผลต่างๆเหล่านั้นกลับมาอย่างผู้ร้องโดยตรง และ 4.ป.ป.ช.จงใจละเว้น ละเลย ไม่ตรวจสอบมูลฐานความผิดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การตรวจสอบและวินิจฉัยฐานความผิดที่ปรากฏในคำร้องหรือที่ปรากฏจากข้อเท็จจริงในคดี ยกตัวอย่างความผิดฐานขาดการแห่งผลประโยชน์ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 126  

“หลังจากเราได้รวบรวมรายชื่อสมาชิกรัฐ ตามมาตรา 236 ก็เป็นหน้าที่ของประธานรัฐสภา ซึ่งย้ำว่าประธานรัฐสภาไม่ได้มีอำนาจในการวินิจฉัยว่า ป.ป.ช.ผิดหริอไม่ผิด แค่ใช้ดุลพินิจว่ามีอันควรสงสัยหรือไม่ ซึ่งในมุมของผมและเพื่อนสมาชิกที่มาร่วมลงชื่อกัน เชื่อว่าหลักฐานที่เราได้แนบมาในคำร้องนี้ ยืนยันแล้วว่ามีเหตุอันควรสงสัยเพียงพอประธานรัฐสภาควรจะต้องส่งเรื่องต่อไปยังประธานศาลฎีกาให้มีการตั้งคณะไต่สวนอิสระมาดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด”นายณัฐพงษ์ กล่าว และว่า สัปดาห์หน้าจะแถลงลงรายละเอียดอื่นๆ อีกครั้ง  

ด้านนายสาทิตย์ กล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. หลังจากที่พบประเด็นความขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งมีข้อเท็จจิงว่าบริษัทที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม เข้าไปรับงานในกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับของนายศักดิ์สยาม โดยประเด็นดังกล่าวมีความขัดกันของผลประโยชน์อย่างชัดเจนแต่ ป.ป.ช. จงใจละเลย ไม่วินิจฉัย

“พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันในเรื่องการเมืองสุจริต ซึ่งการดำเนินการของ ป.ป.ช. ในคดีนี้มีสิ่งที่ชวนสงสัยว่าดำเนินการที่ไม่ถูกต้องหลายประการ ซึ่งผมหวังว่าประเด็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ จะดำเนินการอย่างรวดเร็ว และพรรคประชาธิปัตย์จะเกาะติดเรื่องดังกล่าวต่อเนื่อง” นายสาทิตย์ กล่าว

น.ส.นันทนา กล่าวว่าตนขอให้ประธานรัฐสภาเร่งรัดพิจารณาและส่งคำร้องไปยังศาลฏีกาโดยเร็ว เพื่อไม่ให้ถูกครหา เรื่องระบอบสีน้ำเงิน แต่หากประธานรัฐสภาไม่ส่งคำร้องต้องตอบคำถามกับประชาชนทั้งประเทศว่าการที่ไม่ส่งนั้นเป็นไปตามคำครรหานินทาเรื่องระบอบสีน้ำเงินหรือไม่

เมื่อถามว่า เรื่องนี้ได้มีการคุยหรือล็อบบี้ประธานสภาด้วยหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นอำนาจโดยแท้ของประธานสภาในการพิจารณาแค่ว่ามีเหตุอันควรสงสัย ดังนั้นเราไม่ได้มช้กระบวนการล็อบบี้ หรือพูดคุยหลังบ้าน แต่เชื่อว่าหลักฐานที่นำมาแสดงนั้นไม่น่าจะมีใครปฏิเสธได้ว่ามันเป็นเหตุอันควรสงสัยเชื่อได้ว่าที่จะต้องมีการส่งต่อไปยังศาลฎีกาเพื่อให้ตั้งคณะไต่สวนขึ้นมา หากประธานสภาฯ ไม่ส่งต่อก็อาจจะมีช่องทางกฎหมายอื่นๆ แต่ยังไม่ขอลงรายละเอียด เพราะหากเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ แต่หลักฐานที่นำมานี้ไม่น่าจะปฏิเสะได้ว่ามีเหตุอันควรสงสัย เชื่อได้ว่า ดังนั้นหากประธานสาภปัดตก นอกจากจะค้านสายตาของสังคมแล้ว ก็เชื่อว่าอาจจะเป็นการใช้ดุลพินิจที่อาจจะไม่ถูกต้อง 

เมื่อถามว่า หากประธานสภาไม่ส่งศาลฎีกาจริง จะสอดรับกับสิ่งที่นายณัฐพงษ์ ระบุถึงระบอบสีน้ำเงินหรือไม่ ว่าใหญ่กว่าพรรคภูมิใจไทย นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรื่องนั้นจริงๆ ตนได้อธิบายไปพอสมควรว่า คำว่าระบอบสีน้ำเงิน หมายถึงเครือข่ายทางการเมืองที่มีอิทธิพล มีผลประโยชน์ต่างตอบแทนต่อกันทั้งในฝั่งการเมือง และในฝั่งเศรษฐกิจ ดังนั้นอยากให้สังคมช่วยกันวิเคราะห์ว่า ประธานรัฐสภา โดยเฉพาะพิจารณาคดีนี้ รวมถึงป.ป.ช. และนายศักดิ์สยามมีความเกี่ยวพันกันอย่างไร ให้สังคมช่วยการตัดสินดีกว่าตกลงแล้วเกี่ยวข้องกับระบบสีน้ำเงินที่ตนได้กล่าวไว้หรือไม่ 

เรื่องนี้จะเป็นการวัดใจประธานสภาหรือไม่ว่ามีความเป็นอิสระ หรือเนื้อในเดียวกัน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่สังคมคาดหวังการทำหน้าที่ของประธานรัฐสภา องค์กรอิสระ ตัวแทนของประชาชนที่อยู่ในสภาทำหน้าที่ของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา แต่ว่าสิ่งที่ไม่เป็นความล้มเหลวเพราะบรรดาผู้มีอำนาจรัฐทั้งหลาย ส่วนใหญ่อาจจะไม่ได้ใช้อำนาจรัฐอย่างตรงไปตรงมาเท่าใดนัก แต่กำลังใช้อำนาจทางกฎหมายในการทำลายล้างฝั่งตรงข้ามปกป้องพวกพ้อง ดังนั้นก็อย่างที่ทุกคนเห็นแล้วว่าประธานรัฐสภามาจากพรรคการเมืองใด คุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นอย่างไรมาจากกลุ่มก้อนการเมืองไหน ดังนั้นก็ให้สังคมช่วยตัดสินดีกว่า ว่าการใช้ดุลพินิจครั้งนี้ของประธานจะออกมาเป็นอย่างไรบ้าง

‘สว.นพดล’ ยัน ‘ไทย’ ไม่มีทางเสียเปรียบ ’เขมร‘ เคลียร์ปมทับซ้อนกัมพูชา ชม ’บัวแก้ว‘ เดินหน้าอธิบายทูตนานาชาติ

‘สว.นพดล’ ยัน ‘ไทย’ ไม่มีทางเสียเปรียบ ’เขมร‘   เคลียร์ปมทับซ้อนกัมพูชา ชม ’บัวแก้ว‘ เดินหน้าอธิบายทูตนานาชาติ

‘สว.นพดล’ ยัน ‘ไทย’ ไม่มีทางเสียเปรียบ ’เขมร‘ เคลียร์ปมทับซ้อนกัมพูชา ชม ’บัวแก้ว‘ เดินหน้าอธิบายทูตนานาชาติ

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.50 น.

‘สว.นพดล’ ยัน ‘ไทย’ ไม่มีทางเสียเปรียบ ’เขมร‘  เคลียร์ปมทับซ้อนกัมพูชา ชี้ ’การประนอมภาคบังคับ‘ แค่ข้อเสนอแนะ ไม่ใช่ ‘คำพิพากษาศาลโลก’ ชม ’บัวแก้ว‘ เดินหน้าอธิบายทูตนานาชาติ จ่อชง ’วุฒิสภา‘ เชิญทูต EU ร่วมคุยสร้างความเข้าใจคู่ขนานรบ.

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา วุฒิสภา กล่าวถึงการเจรจาเรื่องข้อพิพาททางทะเลกับกัมพูชาว่า ตนขอชื่นชมถ้อยแถลงของกระทรวงการต่างประเทศ ที่มีความชัดเจนอย่างยิ่งเกี่ยวกับขั้นตอนการเข้าสู่กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 หรือ UNCLOS 1982 ซึ่งถือเป็นกติกาสากลในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง โดยตามขั้นตอนปกติทั่วไปเมื่อมีการยกเลิก MOU 44 แล้ว และทางกัมพูชารับทราบแล้ว ขั้นตอนแรกที่ทั้งสองประเทศต้องทำคือ การเปิดเจรจาหารือกันในระดับ ทวิภาคี โดยนำหลักเกณฑ์ตามกฎหมายสากล UNCLOS 1982 มาใช้ในการลากเส้นแบ่งเขตไหล่ทวีป ซึ่งหากเจรจาแล้วสามารถตกลงกันได้แบบกรณีพื้นที่ทางทะเลระหว่างไทย-เวียดนามในอดีต ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนก็จะจบลงทันที หรือหากพบว่ามีพื้นที่ทับซ้อนเกิดขึ้นแต่ตกลงกันได้ ก็สามารถร่วมกันทำ MOU เพื่อบริหารจัดการผลประโยชน์ร่วมกัน เช่น แก๊สธรรมชาติและปิโตรเลียม เหมือนเช่นกรณีของไทย-มาเลเซีย

นายนพดล กล่าวต่อว่า ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด หากการเจรจาระดับทวิภาคีเพื่อแบ่งเขตไหล่ทวีปไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ แม้จะนำกรอบ UNCLOS 1982 มาจับแล้วก็ตาม ขั้นตอนต่อไปคือการเข้าสู่กระบวนการการประนอมภาคบังคับ (Conciliation) ซึ่งตรงนี้ตนอยากชี้แจงเนื่องจากประชาชนและหลายฝ่ายยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนอย่างมาก โดยความจริง การประนีประนอมภาคบังคับ ไทยและกัมพูชาจะต้องตั้งกรรมการที่มาจากตัวแทนกัมพูชา 2 คน ไทย 2 คน และคนกลางที่เป็นประธานอีก 1 คน มาศึกษาก่อน

“คณะกรรมการทั้ง 5 ท่านนี้ จะใช้เวลาศึกษาข้อมูลประมาณ 1 ปี เพื่อจัดทำรายงานที่เป็นเพียงข้อเสนอแนะ (Recommendation) เท่านั้น ไม่ใช่คำพิพากษาของศาลโลก เมื่อส่งรายงานนี้ให้ทั้งสองประเทศแล้ว ทั้งไทยและกัมพูชาก็ต้องกลับมาเปิดเจรจาทวิภาคีกันอีกรอบว่าจะปฏิบัติตามข้อเสนอแนะนั้นหรือไม่ สมมุติว่าคณะกรรมการฯ เสนอให้ขีดเส้นลากเฉียดเกาะกูดเหมือนเดิม ฝ่ายไทยก็มีสิทธิ์เด็ดขาดที่จะปฏิเสธไม่รับข้อเสนอแนะนั้นได้ตามกติกาสากล ดังนั้น ประชาชนจึงไม่ต้องกังวลหรือเกิดภาพจำซ้ำรอยอดีตกรณีข้อพิพาทเขาพระวิหาร เพราะนี่เป็นคนละกรอบกฎหมายกันอย่างสิ้นเชิง และในกรอบสากลนี้ไทยไม่มีทางเสียเปรียบแน่นอน” นายนพดล กล่าว

นายนพดล ยังกล่าวถึงบทบาทของวุฒิสภาในการสร้างความเข้าใจต่อเวทีนานาชาติว่า ที่ผ่านมาวุฒิสภาได้เคยเชิญเอกอัครราชทูตกลุ่มประเทศอาเซียนบวกสาม (อาเซียน, จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้) รวม 12 ประเทศเข้าร่วมหารือและชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งได้รับเสียงสะท้อนกลับมาเป็นอย่างดีว่าทำให้ต่างชาติเข้าใจสถานการณ์ของไทยชัดเจนขึ้น ดังนั้น การที่นายสีหศักดิ์จะเดินหน้าชี้แจงข้อมูลและข้อเท็จจริงในวันนี้ให้กับประเทศต่างๆ ทราบนั้น จึงเป็นสิ่งทางวุฒิสภาเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเพื่อสร้างความกระจ่างในเวทีโลก ส่วนของก้าวต่อไปของวุฒิสภา ตนเตรียมจะนำเรื่องเข้าหารือกับคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านต่างประเทศของวุฒิสภาในการประชุมวาระแรก เพื่อเสนอเป้าหมายในการเชิญกลุ่มเอกอัครราชทูตจากสหภาพยุโรป หรือ EU เข้ามาร่วมหารือและรับฟังคำชี้แจงข้อมูลคู่ขนานไปกับฝ่ายบริหาร ทั้งนี้ เพื่อเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและทำให้กลไกทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ป้องกันไม่ให้คู่กรณีนำประเด็นนี้ไปบิดเบือนว่าประเทศไทยเกิดความขัดแย้งภายในกันเอง 

อภิสิทธิ์ วิจารณ์รัฐบาล ‘กู้เงิน’ แก้เศรษฐกิจไม่ตรงจุด ติงลดหย่อนภาษีตัดสิทธิ์ ‘บัตรคนจน’ ลามเจอครหาทำลูก ‘อกตัญญู’

อภิสิทธิ์ วิจารณ์รัฐบาล  ‘กู้เงิน’ แก้เศรษฐกิจไม่ตรงจุด  ติงลดหย่อนภาษีตัดสิทธิ์ ‘บัตรคนจน’ ลามเจอครหาทำลูก ‘อกตัญญู’

อภิสิทธิ์ วิจารณ์รัฐบาล ‘กู้เงิน’ แก้เศรษฐกิจไม่ตรงจุด ติงลดหย่อนภาษีตัดสิทธิ์ ‘บัตรคนจน’ ลามเจอครหาทำลูก ‘อกตัญญู’

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.36 น.

‘อภิสิทธิ์’ สับรัฐบาล ‘กู้เงิน’ แก้เศรษฐกิจไม่ตรงจุด ไร้ตอบโจทย์ เผยลงพื้นที่ยังเจอเสียงบ่นหนาหู ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ กระตุ้นแค่ระดับหนึ่ง ยังมีเดืดดร้อนอีกมาก ติงลดหย่อนภาษีตัดสิทธิ์ ‘บัตรคนจน’ ลามเจอครหาทำลูก ‘อกตัญญู’ เข้มงวดผิดที่ผิดทาง เป็นงง ‘ภูมิใจไทย’ หัก ‘เพื่อไทย’ แก้รธน. เตรียมเข้าพบ ’ศาลรัฐธรรมนูญ‘ คุยเคลียร์ปม ’สสร.‘

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 ที่ตลาดเคหะคลองจั่น เขตบางกะปิ กทม. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ทางการเมืองและประเด็นทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลกำลังขับเคลื่อน โดยเฉพาะความคืบหน้าการตรวจสอบพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่า ในส่วนของข้อกฎหมาย ยังคงต้องรอคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ ขณะนี้ศาลฯกำลังเปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงเพิ่มเติม แม้จะทราบว่า ทางรัฐบาลพยายามชี้แจง แต่ตนมองว่า สิ่งที่รัฐบาลชี้แจงไปนั้นยังไม่ตรง ถึงจะพูดถึงปัญหาอย่างไรก็ตาม มันไม่สามารถเชื่อมโยงได้เลยว่า เงินที่นำไปใช้นั้น จะสามารถแก้ปัญหาตามที่รัฐบาลอ้างได้อย่างไร เพราะปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องของกำลังซื้อเป็นหลัก ซึ่งตัวเลขจากธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ก็ยืนยันชัดเจน

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ขณะที่การทุ่มเงินลงไปใน 2 แสนล้านบาทแรก จึงไม่ได้ตอบโจทย์ในเรื่องของต้นทุน ซึ่งในความเป็นจริงยังมีวิธีอื่นอีกมากมายที่สามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องกู้เงิน   โดยเฉพาะในเรื่องของพลังงานที่จะชี้แจงว่า จะเปลี่ยนผ่านอย่างไร ก็เห็นได้ชัดว่า เป็นเรื่องที่หน่วยงานต่างๆ มีงบประมาณดำเนินการอยู่แล้ว หากต้องการเร่งรัดก็สามารถทำได้เลย และที่สำคัญคือ โครงการที่รัฐบาลพูดถึงในส่วน 2 แสนล้านบาทหลัง ก็ไม่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานได้จริงอย่างที่กล่าวอ้าง นี่จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ยังคงค้างคาอยู่
ส่วนในมิติของเศรษฐกิจ 

“จากการลงพื้นที่พบปะประชาชนว่า มีเสียงบ่นเรื่องเศรษฐกิจหนาหู แม้จะอยู่ในช่วงที่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส ซึ่งช่วยกระตุ้นได้ในระดับหนึ่ง แต่ร้านค้าจำนวนมากก็ยังคงได้รับความเดือดร้อน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีประเด็นคาบเกี่ยวไปถึงนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ(บัตรคนจน) ที่ไปผูกโยงกับเรื่องการยื่นภาษี ว่า ตนได้อภิปรายในสภาไปแล้วว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเคยย้ำหลายครั้งว่าการช่วยเหลือต้องเป็นแบบมุ่งเป้า(Targeting) แต่ในทางปฏิบัติกลับสวนทางกัน เชื่อว่า พวกเราทุกคนรู้จักคนที่มีฐานะดีพอสมควร แต่กลับได้เข้าโครงการนี้ ในขณะที่รัฐกลับมาไล่บี้กับคนที่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจริงๆ เพียงเพราะว่าลูกหลานของเขาเอาเงินมาช่วยจุนเจือ และนำไปหักลดหย่อนภาษี รัฐกลับจะไปตัดสิทธิ์เขา และตอนนี้ยังมาบังคับให้เลือกอีกว่า จะใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีหรือจะถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ประชาชนกลุ่มนี้จัดอยู่ในกลุ่มเปราะบาง ยิ่งกว่ากลุ่มคน 25 ล้านคนที่ไปใช้เงินในโครงการอื่นเสียอีก จึงอยากให้รัฐบาลทบทวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะวิธีการที่ทำอยู่ไม่ใช่การมุ่งเป้าที่ถูกต้อง และที่ซ้ำร้ายคือ เมื่อประชาชนกลุ่มนี้ถูกตัดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็ไม่สามารถกลับไปลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสได้อีก เนื่องจากหมดเขตไปแล้ว ซึ่งในประเด็นนี้มีการตั้งข้อสังเกตว่า กลายเป็นการทำให้ลูกกลายเป็นคนอกตัญญู เพราะทำให้พ่อแม่ถูกฟ้องร้องหรือเสียสิทธิ์ ซึ่งตนก็เห็นด้วย เพราะเป็นปัญหาจากการที่รัฐพยายามเข้มงวดกวดขันผิดที่ผิดทาง

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงท่าทีที่ขัดแย้งกันเองของพรรคร่วมรัฐบาล ระหว่างพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย ในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ตนรู้สึกแปลกใจ ร่างแก้ไขของพรรคเพื่อไทยเท่าที่ตนเห็น ก็เป็นร่างที่คล้ายคลึงกับที่เคยเสนอมาก่อนหน้านี้ และพรรคภูมิใจไทยเองก็เคยลงมติรับหลักการไปแล้ว แต่พอมาครั้งนี้กลับมีการตั้งแง่ว่า หากให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.) จะเป็นการขัดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งในความจริง ศาลฯเพียงแต่บอกว่าไม่ให้เลือกโดยตรงเท่านั้น ตนจึงยังไม่เห็นว่าร่างของเพื่อไทยหรือพรรคอื่นเป็นการเลือกโดยตรงอย่างไร ส่วนของพรรคประชาธิปัตย์เองใช้วิธีหยั่งเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ จึงไม่น่ามีปัญหา

“ในฐานะที่ผมอยู่ในคณะกรรมาธิการกิจการศาลองค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน เรากำลังจะเดินทางไปเข้าพบศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอความกระจ่างในเรื่องนี้ว่า คำว่าไม่ให้เลือกโดยตรง หมายความว่าอย่างไร น่าจะช่วยคลี่คลายปมปัญหาตรงนี้ได้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว