สหรัฐฯ เผยพบบอลลูนจารกรรมจีนเหนือน่านฟ้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2620160

สหรัฐฯ เผยพบบอลลูนจารกรรมจีนเหนือน่านฟ้า

3 ก.พ. 2566 14:21 น.

สหรัฐฯ เผยพบบอลลูนจารกรรมจีนเหนือน่านฟ้า

สหรัฐฯ กำลังติดตามบอลลูนจารกรรมของจีนที่ต้องสงสัยว่าบินผ่านพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวสูงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ กล่าวว่าพวกเขามั่นใจว่าบอลลูนจารกรรมระดับสูงดังกล่าวเป็นของจีน ล่าสุดมีผู้พบเห็นเหนือพื้นที่ทางตะวันตกของรัฐมอนทานา อย่างไรก็ตาม กระทรวงกลาโหมตัดสินใจไม่ยิงมัน เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับอันตรายจากเศษซากที่ตกลงมา

ทางการแคนาดากล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า กำลังติดตามเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นที่เกี่ยวข้องกับบอลลูนดังกล่าว แต่ไม่ได้ระบุว่าประเทศใดอยู่เบื้องหลัง และระบุในแถลงการณ์ว่ากำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับสหรัฐฯ เพื่อปกป้องข้อมูลที่ละเอียดอ่อนของแคนาดาจากภัยคุกคามด้านความมั่นคง

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า วัตถุดังกล่าวบินเหนือหมู่เกาะอะลูเชียน ในรัฐอะแลสกาของสหรัฐฯ และบินเหนือแคนาดาก่อนที่จะปรากฏเหนือเมืองบิลลิงส์ ในรัฐมอนทานาเมื่อวันพุธ

เจ้าหน้าที่กลาโหมอาวุโสรายหนึ่งซึ่งขอไม่เปิดเผยนามกล่าวว่า รัฐบาลได้เตรียมเครื่องบินขับไล่ รวมทั้งเอฟ-22 ไว้ในกรณีที่ทำเนียบขาวสั่งให้ยิงวัตถุดังกล่าวตก ด้านผู้นำทางทหารระดับสูง รวมทั้งนายลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ และพลเอก มาร์ค มิลลีย์ ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วมของสหรัฐฯ ได้ร่วมหารือกันเมื่อวันพุธเพื่อประเมินภัยคุกคาม 

รัฐมอนทานา ซึ่งเป็นรัฐที่มีประชากรอาศัยไม่หนาแน่นนัก เป็นที่ตั้งของคลังใต้ดินเก็บขีปนาวุธทางยุทธศาสตร์ 1 ใน 3 แห่งของสหรัฐฯ ที่ฐานทัพอากาศมาล์มสตรอม และเจ้าหน้าที่กล่าวว่าบอลลูนสอดแนมลำนี้กำลังบินอยู่เหนือพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวสูงเพื่อรวบรวมข้อมูล แต่เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งว่าไม่ให้กระทำการใดๆ กับบอลลูน เนื่องจากอันตรายที่เศษบอลลูนอาจตกใส่ผู้คนบนพื้น

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่กลาโหมกล่าวว่า ไม่มีภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ เนื่องจากเจ้าหน้าที่อเมริกันทราบแน่ชัดว่าบอลลูนนี้อยู่ที่ไหน และมันจะเดินทางไปที่ไหน และเสริมว่าไม่มีภัยคุกคามต่อการบินพลเรือน เนื่องจากบอลลูนอยู่เหนือระดับความสูงที่สายการบินพาณิชย์ใช้อย่างมีนัยสำคัญ

เจ้าหน้าที่กลาโหมกล่าวว่า สหรัฐฯ ได้แจ้งเรื่องนี้กับเจ้าหน้าที่จีนที่สถานทูตในกรุงวอชิงตันดีซี และในกรุงปักกิ่งแล้ว

ระหว่างการบรรยายสรุปเมื่อวันพฤหัสบดีที่กระทรวงกลาโหม เจ้าหน้าที่ปฏิเสธที่จะเปิดเผยตำแหน่งปัจจุบันของบอลลูน พวกเขายังปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบอลลูน รวมถึงขนาดของมันด้วย เจ้าหน้าที่เสริมว่าได้ติดตามบอลลูนสอดแนมดังกล่าวในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ครั้งนี้ดูเหมือนจะลอยอยู่ในท้องฟ้านานกว่าปกติ

ผู้ใช้โซเชียลมีเดียในรัฐมอนทานาบางคนได้โพสต์ภาพวัตถุทรงกลมสีขาวที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า ส่วนคนอื่นๆ รายงานว่าเห็นเครื่องบินทหารของสหรัฐฯ ในพื้นที่ ที่ดูเหมือนว่ากำลังเฝ้าสังเกตบอลลูนอยู่

สื่อทางการของจีนไม่ได้รายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว แต่มีการพูดคุยกันอย่างกว้างขวางในสื่อสังคมออนไลน์ของจีน โดยหลายคนรู้สึกขบขันกับรายงานการใช้บอลลูนเพื่อสอดแนมข้อมูล.

กินเนสส์เผยโฉม “โบบี้” สุนัขอายุยืนที่สุดในโลก อายุ 30 ปี 267 วัน (คลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2620113

กินเนสส์เผยโฉม "โบบี้" สุนัขอายุยืนที่สุดในโลก อายุ 30 ปี 267 วัน (คลิป)

3 ก.พ. 2566 13:36 น.

กินเนสส์เผยโฉม “โบบี้” สุนัขอายุยืนที่สุดในโลก อายุ 30 ปี 267 วัน (คลิป)

สุนัขในโปรตุเกสได้รับการบันทึกจากกินเนสส์เวิลด์เรคคอร์ดให้เป็นสุนัขที่มีอายุยืนที่สุดในโลกที่ยังมีชีวิตอยู่ เพราะมีอายุมากถึง 30 ปี 267 วัน นับจนถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

โบบี้ได้ขึ้นครองตำแหน่งสุนัขที่มีอายุยืนที่สุดในโลกที่ยังมีชีวิตอยู่ และยังนับเป็นสุนัขที่อายุมากที่สุดในโลกนับตั้งแต่เคยมีมา โดยมีอายุมากถึง 30 ปี 267 วัน นับจนถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยสำนักงานสัตวบาลของเมืองและฐานข้อมูลสัตว์เลี้ยงของรัฐบาลโปรตุเกสได้ตรวจสอบยืนยันวันเกิดของโบบี้ในวันที่ 11 พฤษภาคมปี 1992

การมอบตำแหน่งสุนัขอายุยืนที่สุดในโลกที่ยังมีชีวิตอยู่ให้โบบี้ มีขึ้นหลังจากที่กินเนสส์เพิ่งประกาศเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนให้ สไปค์ สุนัขพันธุ์ชิวาวาในรัฐโอไฮโอของสหรัฐฯ เป็นสุนัขอายุยืนที่สุดในโลกที่ยังมีชีวิตอยู่ เพราะมีอายุ 23 ปี 7 วันนับถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2565 ขณะที่สุนัขที่เคยได้รับการบันทึกว่ามีอายุมากที่สุดในโลกคือเจ้าบลูเอ้ สุนัขเลี้ยงวัวที่ออสเตรเลีย โดยมีอายุถึง 29 ปี 5 เดือน

เจ้าโบบี้เป็นสุนัขพันธุ์ราแฟโร โด อเลนเตโจ ซึ่งตามปกติแล้วสุนัขพันธุ์นี้มีอายุขัยเฉลี่ย 12-14 ปีเท่านั้น แต่โบบี้มีอายุเกินอายุขัยเฉลี่ยถึงกว่า 2 เท่า โดยมันอาศัยอยู่กับเจ้าของในเมืองไลเรีย ทางตอนกลางของโปรตุเกส

ครอบครัวที่เลี้ยงโบ้บี้เชื่อว่า ปัจจัยที่ทำให้สุนัขเพศผู้ตัวนี้มีอายุยืนคือ การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบ ห่างไกลจากตัวเมือง และกินอาหารแบบเดียวกับที่คนในบ้านกิน พวกเขาไม่เคยล่ามหรือขังมัน แต่ปล่อยให้วิ่งอย่างอิสระในฟาร์มและป่ารอบบ้าน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัจจุบันเจ้าโบบี้มีอายุมากขึ้น ทำให้มันเดินลำบากและเดินชนข้าวของเนื่องจากสายตาเริ่มไม่ดี มันจึงใช้เวลาส่วนใหญ่นอนเล่นในสวนหลังบ้านกับแมว 4 ตัว.

ช็อก! พ่อแม่ชาวเบลเยียมทิ้งลูกน้อยไว้ที่สนามบินในอิสราเอล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2620098

ช็อก! พ่อแม่ชาวเบลเยียมทิ้งลูกน้อยไว้ที่สนามบินในอิสราเอล

3 ก.พ. 2566 13:23 น.

ช็อก! พ่อแม่ชาวเบลเยียมทิ้งลูกน้อยไว้ที่สนามบินในอิสราเอล

พ่อแม่ชาวเบลเยียมทิ้งทารกไว้ที่ท่าอากาศยานในเมืองเทลอาวีฟของอิสราเอลเมื่อวันอังคาร หลังทั้งคู่ได้รับแจ้งว่าต้องซื้อตั๋วเครื่องบินเพิ่มสำหรับเด็กทารกในขณะที่เดินทางมาถึงสนามบินสาย

โฆษกของสายการบินไรอันแอร์ เปิดเผยว่า ผู้โดยสารทั้งสองซึ่งกำลังจะเดินทางจากเมืองเทลอาวีฟไปยังกรุงบรัสเซลส์ เมื่อวันที่ 31 มกราคม และได้แสดงตัวขณะเช็กอินโดยไม่มีการจองที่นั่งสำหรับทารก จากนั้นพวกเขาได้ทิ้งทารกไว้ที่เคาน์เตอร์เช็กอิน และรีบวิ่งไปที่จุดตรวจสัมภาระผู้โดยสารเพื่อให้ทันขึ้นเที่ยวบิน

สำนักข่าวอิสราเอล ทูเดย์ รายงานว่า จากนั้นเจ้าหน้าที่ของสายการบินไรอันแอร์ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสนามบินเบ็น กูเรียน และตำรวจอิสราเอลควบคุมตัวพ่อแม่เด็กไว้จนทำให้ทั้งคู่ขึ้นเครื่องบินไม่ทัน ขณะที่คลิปวิดีโอที่เผยแพร่ในสื่อออนไลน์เผยให้เห็นภาพเจ้าหน้าที่สายการบินคนหนึ่งกำลังเปิดผ้าห่มในรถเข็นเด็กและพบว่ามีเด็กทารกนอนอยู่

ข้อมูลในเว็บไซต์ของไรอันแอร์ ระบุว่า ผู้โดยสารสามารถระบุว่ามีทารกได้ในระหว่างขั้นตอนการจองเที่ยวบินทางออนไลน์ โดยข้อความจะปรากฏขึ้นบนเว็บไซต์ว่ามีค่าใช้จ่าย 25 ยูโร หรือเทียบเท่าในสกุลเงินท้องถิ่น สำหรับเที่ยวบินเที่ยวเดียว โดยที่ทารกจะนั่งตักของผู้ใหญ่ และหากต้องการให้ทารกเดินทางด้วยคาร์ซีต จะต้องชำระค่าโดยสารแยกต่างหาก

ด้านการท่าอากาศยานของอิสราเอลกล่าวในแถลงการณ์ว่า สามีภรรยาคู่หนึ่งและทารกที่มีหนังสือเดินทางเบลเยียมมาถึงเที่ยวบินที่อาคารผู้โดยสาร 1 โดยไม่มีตั๋วสำหรับทารก ทั้งคู่มาถึงเที่ยวบินล่าช้าขณะที่การเช็กอินสำหรับเที่ยวบินดังกล่าวปิดให้บริการ จากนั้นทั้งคู่ได้วิ่งไปที่จุดตรวจรักษาความปลอดภัยที่อาคารผู้โดยสาร 1 เพื่อพยายามไปถึงประตูทางออกขึ้นเครื่องสำหรับเที่ยวบินนั้น โดยทิ้งรถเข็นที่มีทารกเอาไว้

ขณะที่โฆษกของตำรวจอิสราเอลระบุว่า ขณะนี้ เรื่องราวทั้งหมดได้คลี่คลายแล้ว โดยตำรวจได้ส่งเด็กทารกคืนให้แก่พ่อแม่และไม่มีการสอบสวนเพิ่มเติม

อย่างไรก็ดี ขณะนี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่าพ่อแม่ของเด็กไม่มีเงินจ่ายค่าตั๋วพิเศษสำหรับทารก หรือไม่ต้องการที่จะจ่ายเงินค่าตั๋ว ด้านผู้จัดการของสายการบินไรอันแอร์ประจำท่าอากาศยานเบ็น กูเรียน เผยว่า พนักงานทุกคนต่างรู้สึกตกใจอย่างมากจนแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เนื่องจากไม่เคยพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนในชีวิต.

จีนเตรียมจัดงานกาลาฉลองสิ้นสุดตรุษจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2619908

จีนเตรียมจัดงานกาลาฉลองสิ้นสุดตรุษจีน

3 ก.พ. 2566 09:59 น.

จีนเตรียมจัดงานกาลาฉลองสิ้นสุดตรุษจีน

เนื่องในโอกาสเทศกาลหยวนเซียว หรือเทศกาลโคมไฟ สัญลักษณ์แห่งการสิ้นสุดตรุษจีนอย่างเป็นทางการในวันที่ 5 ก.พ.นี้ ไชน่า มีเดีย กรุ๊ป (CMG) สื่อหลักของจีนเตรียมจัดงานกาลาฉลองเทศกาลหยวนเซียวประจำปี 2566 ถ่ายทอดผ่านช่องทางออนไลน์ในเวลา 20.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือประมาณ 19.00 น. ตามเวลาไทย

ในวันดังกล่าว สื่อซีเอ็มจียังรายงานถึงกระแสความนิยมในการเลี้ยงกระต่ายที่เพิ่มขึ้น เนื่องด้วยปีนักกษัตรเถาะหรือกระต่าย พร้อมระบุเรื่องราวของฟาร์มเลี้ยงกระต่ายในมณฑลหูเป่ยที่ทำการไลฟ์สดส่งเสริมการขาย สามารถส่งกระต่ายไปอยู่บ้านใหม่ได้เดือนละ 1,000-2,000 ตัว ลูกค้า มีทั้งในกรุงปักกิ่ง นครเซี่ยงไฮ้ และนครกวางโจว.

สลด พบขยะพลาสติก เศษอวนหาปลากองโต เต็มกระเพาะวาฬตายเกยตื้นชายหาดฮาวาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2619903

สลด พบขยะพลาสติก เศษอวนหาปลากองโต เต็มกระเพาะวาฬตายเกยตื้นชายหาดฮาวาย

3 ก.พ. 2566 09:36 น.

สลด พบขยะพลาสติก เศษอวนหาปลากองโต เต็มกระเพาะวาฬตายเกยตื้นชายหาดฮาวาย

ผู้เชี่ยวชาญผ่าท้องวาฬหัวทุยตัวหนึ่งตายเกยตื้นชายหาดฮาวาย ในกระเพาะพบสิ่งแปลกปลอมอันตรายจำนวนมาก อาทิ ขยะพลาสติก เศษอวนหาปลา และขยะอื่นๆ คาดเป็นหนึ่งในสาเหตุการตาย

เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2566 กระทรวงที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติแห่งรัฐฮาวาย ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า วาฬหัวทุยตัวหนึ่งถูกพบตายเกยตื้นบริเวณแนวปะการัง ใกล้ชายหาดเกาะคาไว ของฮาวาย เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญพบว่า หนึ่งในสาเหตุการตายมาจากการกลืนขยะพลาสติก และเศษซากอุปกรณ์หาปลาจำนวนมากเข้าไปในกระเพาะ ซึ่งนับเป็นการตอกย้ำปัญหาขยะพลาสติกในทะเลหลายล้านตัน ที่ส่งผลกระทบต่อสัตว์ทะเลต่างๆ

คริสตี เวสต์ ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาวาย เปิดเผยว่า ผู้เชี่ยวชาญได้ทำการชันสูตรหาสาเหตุการตายของวาฬตัวนี้ที่มีขนาดลำตัวยาว 17 เมตร น้ำหนัก 54,431 กิโลกรัม พบว่าในกระเพาะของมันมีสิ่งแปลกปลอมอันตรายจำนวนมาก อาทิ ที่ดักปลา 6 อัน เศษตาข่ายอวนหาปลา 7 ชนิด เศษถุงพลาสติกขนาดใหญ่ 2 ชิ้น เกราะหุ้มดวงไฟ 1 ชิ้น เบ็ดตกปลา และเศษทุ่น นอกจากนี้ยังพบกระดองหมึก และก้างปลา ตลอดจนเศษอาหารตกค้างในกระเพาะอีกจำนวนหนึ่ง

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า นับเป็นครั้งแรกที่มีการพบเศษขยะพลาสติกในกระเพาะของวาฬหัวทุย ซึ่งปกติแล้วตามธรรมชาติของพวกมันจะว่ายน้ำในมหาสมุทรเป็นระยะทางหลายพันกิโลเมตร ทำให้เราไม่อาจทราบได้ว่าขยะเหล่านี้มาจากที่ไหนบ้าง ขณะที่การพบเศษอาหารไม่ย่อยจำนวนมากในกระเพาะยังเป็นหลักฐานบ่งชี้ว่าการทำงานย่อยอาหารของวาฬตัวนี้ผิดปกติและลำไส้ถูกปิดกั้น.

เผยข้อมูลใหม่ ชาวอิสราเอลไปตั้งถิ่นฐานในเขตเวสต์แบงก์แล้วกว่าครึ่งล้านคน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2619905

เผยข้อมูลใหม่ ชาวอิสราเอลไปตั้งถิ่นฐานในเขตเวสต์แบงก์แล้วกว่าครึ่งล้านคน

3 ก.พ. 2566 09:36 น.

เผยข้อมูลใหม่ ชาวอิสราเอลไปตั้งถิ่นฐานในเขตเวสต์แบงก์แล้วกว่าครึ่งล้านคน

เผยข้อมูลปัจจุบันมีประชากรชาวอิสราเอลไปตั้งถิ่นฐานอยู่ในเวสต์แบงก์เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 5 แสนคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2566 เว็บไซต์ WestBankJewishPopulationStats.com กลุ่มสนับสนุนขบวนการตั้งถิ่นของชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์ เปิดเผยข้อมูลที่ระบุว่า ปัจจุบันมีประชากรชาวอิสราเอลไปตั้งถิ่นฐานอยู่ในเวสต์แบงก์เพิ่มขึ้นเป็น 502,991 คน เมื่อนับถึงวันที่ 1 มกราคมปีนี้

โดยเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นกว่า 2.5% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา และคิดเป็นตัวเลขเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 16% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ขณะที่คาดว่าตัวเลขมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อันเนื่องมาจากนโยบายของรัฐบาลใหม่อิสราเอลที่มีแนวคิดชาตินิยมสุดโต่ง

การเปิดเผยข้อมูลนี้มีขึ้นในขณะที่เกิดความรุนแรงระลอกใหม่ระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ จากเหตุมือปืนปาเลสไตน์บุกโจมตีโบสถ์ยิว ทำให้มีผู้เสียชีวิต 7 ศพ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังอิสราเอลบุกค้นค่ายผู้อพยพในเมืองเจนิน คร่าอย่างน้อย 9 ศพในเขตเวสต์แบงก์ นอกจากนี้ยังมีขึ้นในช่วงที่นายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ เยือนตะวันออกกลาง โดยก่อนหน้านี้รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศสนับสนุน “แนวทางสองรัฐ” (two-state solution) เพื่อให้ทั้งอิสราเอลและปาเลสไตน์สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเท่าเทียม ตลอดจนการเป็นรัฐปาเลสไตน์อิสระ และส่งเสริมสันติภาพในภูมิภาคตะวันออกกลาง.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือสหรัฐฯ เตรียมเจออากาศเย็นเยือกทุบสถิติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2619860

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือสหรัฐฯ เตรียมเจออากาศเย็นเยือกทุบสถิติ

3 ก.พ. 2566 07:29 น.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือสหรัฐฯ เตรียมเจออากาศเย็นเยือกทุบสถิติ

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ เตรียมเผชิญกับสภาพอากาศหนาวเย็นทุบสถิติ ในขณะที่ประชาชนหลายแสนคนในภาคใต้ซึ่งเพิ่งเจอพายุฤดูหนาวยังไม่มีไฟฟ้าใช้

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 ก.พ. 2566 สำนักงานบริการสภาพอากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ (NWS) ประกาศเตือนว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ กำลังจะเผชิญ arctic blast ที่อาจพัดลมเย็นสุดขั้วชนิดครั้งหนึ่งในชีวิต เข้ามา ซึ่งทำให้เกิดแผลน้ำแข็งกัดได้แม้จะสัมผัสโดนไม่ถึง 10 นาที

ทางการท้องถิ่นตั้งแต่รัฐเพนซิลเวเนียไปจนถึงรัฐเมน ต่างออกมาเรียกร้องให้ประชาชนจำกัดกิจกรรมกลางแจ้งตลอดช่วงวันศุกร์และวันเสาร์นี้ (3-4 ก.พ.) ส่วนที่เมืองบอสตัน ซึ่งคาดกันว่าจะเผชิญลมเย็นอุณหภูมิต่ำกว่าศูนย์องศาเซลเซียส อยู่ภายใต้ภาวะฉุกเฉินเนื่องจากอากาศหนาวเย็นแล้ว

ส่วนอุณหภูมิในนครนิวยอร์กและเมืองใหญ่อื่นๆ ทางตะวันออกเฉียงเหนือ คาดว่าจะลดลงมาอยู่เลขหลักเดียวภายในวันเสาร์นี้ ก่อนจะดีดตัวกลับขึ้นมาในช่วงสิ้นสุดสัปดาห์

ทั้งนี้ คำเตือนสภาพอากาศหนาวเย็นล่าสุดมีขึ้นในขณะที่ มีผู้เสียชีวิตในภาคใต้ของสหรัฐฯ เพราะอากาศเลวร้ายแล้ว 8 ศพตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ประชาชนอีกมากกว่า 500,000 คนในรัฐเทกซัส, อาร์คันซอ, เทนเนสซี และมิสซูรี ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ หลังจากเผชิญกับพายุน้ำแข็ง

พายุดังกล่าวนำพาฝนเยือกแข็งมายังพื้นที่ภาคกลางตอนใต้ของสหรัฐฯ กระจายตัวจากรัฐเทนเนสซีไปยังเทกซัสตั้งแต่เมื่อวันจันทร์ ทำให้ประชาชนมากกว่า 12 ล้านคนต้องอยู่ภายใต้การเตือนภัยพายุน้ำแข็งตลอดวันพฤหัสบดี โดยคาดว่าพายุจะสิ้นสุดลงในวันเดียวกันนี้ตามเวลาท้องถิ่น ก่อนที่น้ำแข็งจะละลายหมดในวันศุกร์

ที่มา : bbc

บราซิลเตรียมจมเรือบรรทุกเครื่องบิน นักอนุรักษ์โวยเป็นขยะหนัก 30,000 ตัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2619821

บราซิลเตรียมจมเรือบรรทุกเครื่องบิน นักอนุรักษ์โวยเป็นขยะหนัก 30,000 ตัน

3 ก.พ. 2566 05:21 น.

บราซิลเตรียมจมเรือบรรทุกเครื่องบิน นักอนุรักษ์โวยเป็นขยะหนัก 30,000 ตัน

บราซิลวางแผนจมเรือบรรทุกเครื่องบินเก่าลงมหาสมุทรแอตแลนติก ท่ามกลางเสียงต่อต้านจากนักอนุรักษ์ที่ระบุว่า ภายในเรือหนัก 30,000 ตันลำนี้เต็มไปด้วยวัสดุมีพิษ

กองทัพเรือกับกระทรวงกลาโหมของประเทศบราซิล ออกแถลงการณ์เมื่อ 2 ก.พ. 2566 ว่า พวกเขาจะจมเรือบรรทุกเครื่องบิน ‘เซา เปาโล’ ลงก้นทะเลด้วยการเจาะรูใต้ท้องเรือ หลังประสบความล่มเหลวในการหาท่าเรือที่จะยอมให้เรือลำนี้ไปจอด ทำให้มันถูกลากไปทั่วมหาสมุทรแอตแลนติกตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา

“จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากการลากจูงเรือลำนี้ กอปรกับความจริงที่ว่าการลอยตัวของลำเรือเสื่อมถอยลงเรื่อยๆ และหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่มันจะจมลงไปเองโดยไม่อาจควบคุม จังไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากกำจัดมันด้วยการจมเรือภายใต้แผนการและการควบคุม” แถลงการณ์ระบุ

เรื่องดังกล่าวเรียกร้องประณามจากนักสิ่งแวดล้อมทันที โดยระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันลำนี้บรรทุก แร่ใยหิน, โลหะหนัก และวัตถุมีพิษอย่างอื่นเป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจรั่วไหลสู่น้ำทะเลและก่อมลพิษต่อห่วงโซ่อาหารของสัตว์น้ำ

นายจิม พัคเกตต์ ผู้อำนวยการเครือข่าย ‘Basel Action Network’ (BAN) กล่าวหากองทัพเรือบราซิลว่า ปล่อยปละละเลยอย่างร้ายแรง “หากพวกเขาเดินหน้าทิ้งเรือที่มีพิษสูงมากนี้สู่ธรรมชาติของมหาสมุทรแอตแลนติก พวกเขาจะละเมิดข้อกำหนดของสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิ่งแวดล้อมถึง 3 ฉบับ”

นายพัคเกตต์ยังเรียกร้องถึงนาย ลูอิซ อินญาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ประธานาธิบดีบราซิล ซึ่งเพิ่งรับตำแหน่งเมื่อเดือนก่อนและให้คำมั่นว่าจะย้อนคืนการทำลายสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นในยุคของอดีตประธานาธิบดี ชาอีร์ โบลโซนาโร ให้หยุดแผนการอันตรายนี้ในทันที

ด้าน โรแบง เด บัวส์ (Robin des Bois) องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมในฝรั่งเศส เรียกเรือบรรทุกเครื่องบิน เซา เปาโล ว่าเป็น พัสดุพิษหนัก 30,000 ตัน

ทั้งนี้ เรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้มีชื่อเดิมว่า ‘ฟอช’ (Foch) ถูกสร้างขึ้นที่ฝรั่งเศสเมื่อปี 2498 ประจำการในกองทัพฝรั่งเศสครั้งแรกเมื่อ 18 ก.ค. 2506 มันเคยมีส่วนร่วมในการทดสอบนิวเคลียร์ครั้งแรกในมหาสมุทรแปซิฟิกช่วงยุคปี 60 และถูกส่งไปประจำการยังประเทศต่างๆ ในแอฟริกา, ตะวันออกกลาง และยูโกสลาเวียในอดีตด้วย ก่อนจะถูกปลดประจำการเมื่อ 15 พ.ย. ปี 2543

ในปีเดียวกัน บราซิลซื้อต่อไปในราคา 12 ล้านดออลลาร์สหรัฐฯ และเปลี่ยนชื่อเป็น เซา เปาโล อย่างไรก็ตาม เกิดเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ขึ้นในปี 2548 ส่งผลให้เรือลำนี้เสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว จนไม่สามารถใช้งานต่อได้ในปี 2560 และถูกปลดประจำการในเดือน พ.ย. 2561

เมื่อปีก่อน ทางการบราซิลให้อำนาจบริษัท Sok Denizcilik ของตุรกีในการแยกชิ้นส่วนเรือลำนี้เพื่อนำเศษเหล็กมาใช้ แต่ในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน หน่วยงานสิ่งแวดล้อมของตุรกีตัดสินใจขัดขวางแผนดังกล่าว ก่อนที่เรือลำนี้จะถูกเข้าสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

บราซิลต้องลากเรือเซา เปาโล กลับมาแต่กลับไม่มีท่าเรือใดยอมให้เข้าจอด อ้างเรื่องความเสี่ยงสูงต่อสภาพแวดล้อม ทำให้กองทัพเรือต้องลากเรือลำนี้ไปยังน่านน้ำห่างจากชายฝั่งบราซิล 350 กม. ในจุดที่มีความลึก 5,000 ม. โดยระบุว่าเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับปฏิบัติการจมเรือแล้ว แต่กองทัพไม่เปิดเผยว่าจะเริ่มจมเรือเมื่อใด

ที่มา : cna

ธนาคารกลางยุโรป-แบงก์ชาติอังกฤษ ขึ้นดอกเบี้ยรอบใหม่ สู้เงินเฟ้อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2619813

ธนาคารกลางยุโรป-แบงก์ชาติอังกฤษ ขึ้นดอกเบี้ยรอบใหม่ สู้เงินเฟ้อ

3 ก.พ. 2566 03:50 น.

ธนาคารกลางยุโรป-แบงก์ชาติอังกฤษ ขึ้นดอกเบี้ยรอบใหม่ สู้เงินเฟ้อ

ธนาคารกลางยักษ์ใหญ่ที่สุด 2 แห่งในยุโรป ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานอีกครึ่งเปอร์เซ็นต์ เพื่อรับมือเงินเฟ้อในภูมิภาคที่ยังคงสูงเป็นประวัติการณ์

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 ก.พ. 2566 ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และ แบงก์ ออฟ อิงแลนด์ ธนาคารกลางแห่งอังกฤษ ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานของตัวเองอีก 0.5% ไปอยู่ที่ 2.5% กับ 4% ตามลำดับ มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2551 เพื่อรับมือกับอัตราเงินเฟ้อในยุโรปที่ยังอยู่ในระดับสูง

ECB ระบุว่า พวกเขาคาดว่าจะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานขึ้นไปอีก และตั้งใจที่จะเพิ่มที่ 0.5% อีกครั้งในเดือนมีนาคม แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยใน 20 ประเทศผู้ใช้เงินสกุลยูโร จะชะลอตัวลงในเดือนมกราคมไปอยู่ที่ 8.5% แต่ยังสูงกว่าเป้าหมายของ ECB ที่ต้องการให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับ 2% มาก

นางคริสติน ลาการ์ด ประธาน ECB กล่าวว่า การต่อสู้เพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อยังอีกยาวไกล แม้ราคาน้ำมันจะลดลงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมาก็ตาม

ด้านอัตราเงินเฟ้อในสหราชอาณาจักรก็ชะลอตัวลงเช่นกัน โดยอยู่ที่ 10.5% ในเดือนธันวาคม แต่ยังเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในรอบ 41 ปี ซึ่ง แบงก์ ออฟ อิงแลนด์ กำลังเผชิญตัวเลือกที่ยากลำบาก เนื่องจากสหราชอาณาจักรกำลังเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย แต่การขึ้นดอกเบี้ยเพื่อคุมเงินเฟ้อ จะทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจลดลงไปด้วย

ธนาคารกลางอังกฤษคาดว่า อัตราเงินเฟ้อใน UK จะลดลงอย่างมากตลอดปี 2566 นี้ แต่ยังมีปัจจัยที่ไม่แน่นอน “ตลาดแรงงานยังคงซบเซา ขณะที่ราคาภายในประเทศกับแรงกดดันด้านค่าแรงสูงกว่าที่คาดเอาไว้ บ่งชี้ถึงความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะคงอยู่นานกว่าที่คิด” นอกจากนั้น ราคาขายส่งพลังงานก็อาจเพิ่มเงินเฟ้อของ UK ให้สูงขึ้นมากกว่าที่คาด

ทั้งนี้ ทั่วทั้งภูมิภาคแอตแลนติก มีเพียงธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่เพิ่มอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานในอัตราที่ลดลงเมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยเพิ่มเพียง 0.25% เนื่องจากพวกเขาเชื่อว่า สหรัฐฯ กำลังมีความคืบหน้าในการต่อสู้กับอัตราเงินเฟ้อ

ที่มา : cnn

สหรัฐฯ ปิดดีล ส่งทหารประจำการฐานทัพฟิลิปปินส์เพิ่ม หวังคานอำนาจจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2619803

สหรัฐฯ ปิดดีล ส่งทหารประจำการฐานทัพฟิลิปปินส์เพิ่ม หวังคานอำนาจจีน

3 ก.พ. 2566 02:49 น.

สหรัฐฯ ปิดดีล ส่งทหารประจำการฐานทัพฟิลิปปินส์เพิ่ม หวังคานอำนาจจีน

ฟิลิปปินส์ตกลงให้สหรัฐฯ ส่งกองทัพมาประจำการที่ฐานทัพในแดนตากาล็อกได้เพิ่มอีก 4 แห่งแล้ว ท่ามกลางความตึงเครียดกับจีนที่เพิ่มสูงขึ้น

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 ก.พ. 2566 นายลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ แถลงว่า ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส แห่งฟิลิปปินส์ ตกลงอนุญาตให้ทหารอเมริกันสามารถเข้าประจำการที่ฐานทัพของฟิลิปปินส์ได้เพิ่มอีก 4 แห่งแล้ว เพื่อขยายการมีอยู่ของทหารสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้เพื่อรับประกันเสถียรภาพ และเพิ่มการทำงานร่วมกันของพันธมิตรในภูมิภาค

ภายใต้ข้อตกลงใหม่ ซึ่งประกาศโดยนายออสตินกับนายการ์ลิโต กัลเวซ จูเนียร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์ที่ แคมป์ อากินัลโด สำนักงานใหญ่ของกองทัพในกรุงมะนิลา สหรัฐน จะได้รับอนุญาตให้เข้าถึงค่ายทหารของฟิลิปปินส์เพิ่มอีก 4 แห่ง มอบพื้นที่สำหรับประจำการกองทัพ, ฝึกฝนและจัดเก็บทรัพยากรกองทัพ ในขณะที่ทั้ง 2 ประเทศกำลังหาทางรับมือความตึงเครียดกับจีนที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

นักวิเคราะห์มองว่า ข้อตกลงใหม่นี้จะทำให้สหรัฐฯ เติมเต็มช่องว่างของกลุ่มพันธมิตรสหรัฐฯ ในเอเชียแปซิฟิก ที่ตอนเหนือมีเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น ขณะที่ตอนใต้มีออสเตรเลีย โดยฟิลิปปินส์เป็นจุดเชื่อมโยงที่ขาดหายไป และมีพรมแดนใกล้กับพื้นที่พิพาทสำคัญอย่าง ไต้หวันและทะเลจีนใต้

ขณะที่นายมาร์กอสระบุในแถลงการณ์ร่วมว่า ตอนนี้กำลังเกิดสถานการณ์ซับซ้อนในแปซิฟิก และประเทศของเขาเชื่อถือในความเข้มแข็งของสหรัฐฯ และความเป็นหุ้นส่วนระหว่างทั้ง 2 ประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ความตึงเครียดบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งทางทหาร โดยไม่เอ่ยชื่อประเทศจีนแต่อย่างใด

ส่วนนายออสตินก็กล่าวไปในทางเดียวกัน ระบุว่าฟิลิปปินส์คือกุญแจและพันธมิตรสำคัญ และว่านโยบายโลกของสหรัฐฯ คือการเสริมสร้างความเข้มแข็งของความสัมพันธ์นี้ในทุกทางที่เป็นไปได้ ส่วนในด้านการกลาโหม สหรัฐฯ จะทำงานร่วมกันกับฟิลิปปินส์ต่อไป เพื่อสร้างและพัฒนาขีดความสามารถของฟิลิปปินส์ให้ทันสมัย รวมถึงเพิ่มการทำงานร่วมกันของทั้งสองฝ่าย

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงฐานทัพของฟิลิปปินส์อย่างจำกัดอยู่แล้ว 5 แห่ง ภายใต้ข้อตกลง ‘เพิ่มความร่วมมือทางกลาโหม’ (Enhanced Defence Cooperation Agreement) แต่ตามแถลงการณ์ของสหรัฐฯ การเพิ่มจำนวนและการขยายการเข้าถึงฐานทัพ จะทำให้สหรัฐฯ สามารถสนับสนุนด้านมนุษยธรรมและภัยพิบัติธรรมชาติในฟิลิปปินส์ได้เร็วขึ้น และสามารถตอบสนองต่อความท้าทายร่วมกันอื่นๆ ได้

ที่มา : foxnews