ท้องฟ้ากรีซกลายเป็นสีแดงส้ม พายุพัดฝุ่นซาฮาราปกคลุมเกาะครีต

ท้องฟ้ากรีซกลายเป็นสีแดงส้ม พายุพัดฝุ่นซาฮาราปกคลุมเกาะครีต

2 เม.ย. 2569 16:02 น.

ท้องฟ้ากรีซกลายเป็นสีแดงส้ม พายุพัดฝุ่นซาฮาราปกคลุมเกาะครีต

พายุรุนแรงซัดถล่มกรีซ ส่งผลให้น้ำท่วมหนักและลมกรรโชกแรง พบผู้เสียชีวิตรายแรกถูกรถทับในพื้นที่ชนบท ขณะที่เกาะครีตเผชิญปรากฏการณ์ท้องฟ้ากลายเป็นสีแดงส้มราวกับดาวอังคาร หลังลมพายุหอบฝุ่นทรายจากทะเลทรายซาฮาราฟุ้งกระจายเต็มชั้นบรรยากาศ

ประเทศกรีซเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวนขั้นรุนแรงจากอิทธิพลของพายุ “เอร์มินิโอ” (Erminio) ที่พัดกระหน่ำตั้งแต่วันพุธที่ผ่านมา (1 เม.ย.) ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน ลมพัดแรงจัด และปรากฏการณ์ฝุ่นทรายจากแอฟริกาเหนือเข้าปกคลุมพื้นที่ทางตอนใต้

สำนักงานดับเพลิงกรีซรายงานการพบผู้เสียชีวิตเป็นชาย 1 ราย ในเขตนีอา มาครี ใกล้กรุงเอเธนส์ เมื่อช่วงเช้าตรู่วันพฤหัสบดี โดยร่างของเขาถูกพบอยู่ใต้รถยนต์ท่ามกลางสภาวะน้ำท่วมและลมแรง

สถานการณ์ในพื้นที่ดังกล่าวเข้าขั้นวิกฤต มวลน้ำได้ไหลเข้าท่วมถนนสายหลักรวมถึงชั้นใต้ดินของสถานีตำรวจท้องที่ นอกจากนี้ยังมีรายงานความเสียหายรุนแรงที่ เกาะโปโรส หลังสะพานแห่งหนึ่งพังถล่มลงมา และมีรายงานรถยนต์หลายคันถูกกระแสน้ำพัดหายไป ส่งผลให้ทางการต้องสั่งปิดโรงเรียนในหลายพื้นที่เพื่อความปลอดภัย

ในขณะเดียวกัน ที่เกาะครีต (Crete) ประชาชนต้องตกตะลึงกับภาพท้องฟ้าที่เปลี่ยนเป็นสีแดงและส้มเข้ม ปรากฏการณ์นี้เกิดจากกระแสลมแรงที่พัดพาฝุ่นละอองมหาศาลจากทะเลทรายซาฮาราข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเข้าปกคลุมเกาะ ภาพจากเมืองเรธิมโนและหมู่บ้านจอร์จิโอโปลีเผยให้เห็นฝุ่นทรายหนาทึบที่บดบังแสงอาทิตย์จนมืดสลัว ส่งผลให้เที่ยวบินบางส่วนต้องหยุดชะงัก

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติได้ประกาศ เตือนภัยระดับสีแดง ในพื้นที่เกาะครีต โดยเฉพาะทางตะวันตกและทางใต้ ตั้งแต่ช่วงเที่ยงวันจนถึงดึกของวันพฤหัสบดี พร้อมคาดการณ์ว่าจะมีฝนตกหนักต่อเนื่อง พายุฝนฟ้าคะนอง และอาจมีลูกเห็บตกในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

ตั้งแต่วันพุธจนถึงเช้าวันพฤหัสบดี หน่วยกู้ภัยได้รับแจ้งขอความช่วยเหลือแล้วกว่า 674 ครั้ง ส่วนใหญ่เป็นการแจ้งเหตุต้นไม้ล้มในแถบภูมิภาคอัตติกา ขณะที่การสัญจรทางน้ำยังคงเป็นอัมพาต เนื่องจากลมแรงทำให้เรือเฟอร์รี่ต้องจอดเทียบท่าไม่สามารถออกเรือได้ จนกว่าสภาพอากาศจะคลี่คลาย.

BBC / AP

รัสเซียทุ่มงบไม่อั้น อัดเงินหลักล้านจูงใจนักศึกษาเข้ากองทัพโดรน สู้ศึกยูเครน

รัสเซียทุ่มงบไม่อั้น อัดเงินหลักล้านจูงใจนักศึกษาเข้ากองทัพโดรน สู้ศึกยูเครน

2 เม.ย. 2569 15:07 น.

รัสเซียทุ่มงบไม่อั้น อัดเงินหลักล้านจูงใจนักศึกษาเข้ากองทัพโดรน สู้ศึกยูเครน

ทางการรัสเซียเร่งปรับกลยุทธ์ ด้วยการทุ่มเงินมหาศาลเพื่อจูงใจนักศึกษาทั่วประเทศให้ดรอปเรียนมาร่วมทำงานในกองทัพโดรน แลกกับรายได้หลักล้านและสิทธิเรียนฟรีตลอดหลักสูตร หลังสงครามยูเครนยืดเยื้อและเทคโนโลยีโดรนกลายเป็นตัวแปรสำคัญบนสมรภูมิรบ

รัฐบาลรัสเซียเดินหน้าขยายฐานการรับสมัครทหารเข้าสู่กองทัพโดรน โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนรุ่นใหม่และนักศึกษาที่มีทักษะทางเทคนิค ท่ามกลางสถานการณ์การสู้รบในยูเครนที่เข้าสู่ปีที่ 5 และการเจรจาสันติภาพที่ยังคงถูกระงับเนื่องจากผลกระทบของสงครามในอิหร่าน

จากเอกสารการรับสมัครของมหาวิทยาลัยหลายแห่งในรัสเซีย พบว่ามีการเสนอข้อตกลงที่ยากจะปฏิเสธ เพื่อดึงดูดให้นักศึกษาเข้าสู่หน่วยโดรน ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยสหพันธ์ตะวันออกไกล (FEFU) ในเมืองวลาดิวอสต็อก ได้ประกาศมาตรการสนับสนุนเมื่อวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา โดยเสนอเงินรายได้ปีแรก เริ่มต้นที่ 5.5 ล้านรูเบิล (ประมาณ 2.23 ล้านบาท) และรับเงินกว่า 2.5 ล้านรูเบิล (ประมาณ 1 ล้าน บาท) หลังผ่านการฝึกอบรม

นอกจากนั้นยังเสนอเงินเดือนประจำ 240,000 รูเบิลต่อเดือน (ประมาณ 97,570 บาท) และสิทธิพิเศษทางการศึกษา โดยการันตีการยกเว้นค่าเล่าเรียนทั้งหมดเมื่อกลับมาเรียนต่อ, สิทธิในการลาพักการศึกษาได้นานกว่าปกติ, ที่พักฟรี และทุนการศึกษาเพิ่มเติม

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยชื่อดังในกรุงมอสโกและเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เช่น มหาวิทยาลัยวิศวกรรมโยธาแห่งรัฐมอสโก ยังเสนอตำแหน่งวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค โดยบางแห่งระบุรายได้รวมต่อปีอาจสูงถึง 7 ล้านรูเบิล (ประมาณ 2.84 ล้านบาท)

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การที่รัสเซียพุ่งเป้าไปที่นักศึกษาแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลต้องการ “ทรัพยากรมนุษย์ที่มีทักษะสูง” เข้าสู่กองทัพโดรน ซึ่งปัจจุบันมีบทบาทชี้ขาดในการสู้รบ แม้ผู้บังคับโดรนจะปฏิบัติหน้าที่ห่างจากแนวหน้า แต่ถือเป็น “เป้าหมายมูลค่าสูง” ที่ฝ่ายตรงข้ามพยายามไล่ล่าและกำจัดหากตรวจพบตำแหน่ง

ด้านนายดมิทรี เมดเวเดฟ รองประธานสภาความมั่นคงรัสเซีย ระบุว่าระบบการรับสมัครอาสาสมัครแบบต่อเนื่องของรัสเซียยังคงประสบความสำเร็จ โดยปีที่ผ่านมามีผู้สมัครใจเข้าร่วมกองทัพกว่า 400,000 คน และในปีนี้เพียงไม่กี่เดือนมียอดทะลุ 80,000 คนแล้ว

แม้จะมีการรุกหนักด้านการรับสมัคร แต่นายเมดเวเดฟและทำเนียบรัสเซียยืนยันว่า นี่ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของการประกาศระดมพลทั่วไป และย้ำว่ารัสเซียไม่ได้ขาดแคลนกำลังพลตามที่ทางยูเครนกล่าวอ้าง

ขณะเดียวกันมีรายงานว่าบริษัทหลายแห่งในภูมิภาคเรียซัน เริ่มได้รับ “โควตา” จากรัฐบาลในการส่งพนักงานเข้าร่วมกองทัพ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัสเซียในการสรรหากำลังพลด้วยวิธีที่หลากหลายและแยบยลมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการประกาศเกณฑ์ทหารวงกว้างที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพภายในประเทศ.

ที่มา Reuters

มาเลเซียสั่งข้าราชการ “Work from Home” เริ่ม 15 เม.ย. รับมือวิกฤตพลังงานโลก

มาเลเซียสั่งข้าราชการ "Work from Home" เริ่ม 15 เม.ย. รับมือวิกฤตพลังงานโลก

2 เม.ย. 2569 13:09 น.

มาเลเซียสั่งข้าราชการ “Work from Home” เริ่ม 15 เม.ย. รับมือวิกฤตพลังงานโลก

นายกฯ อันวาร์ อิบราฮิม ประกาศมาตรการด่วน ให้เจ้าหน้าที่รัฐและรัฐวิสาหกิจทำงานจากบ้านตั้งแต่วันที่ 15 เมษายนเพื่อประหยัดเชื้อเพลิง หลังสงครามในตะวันออกกลางทำราคาน้ำมันพุ่งสูงและกระทบการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมสั่งหั่นโควตาน้ำมันอุดหนุนเหลือ 200 ลิตรต่อเดือน

นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย แถลงการณ์พิเศษเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา ประกาศนโยบายให้พนักงานในสังกัดกระทรวง, หน่วยงานของรัฐ, องค์กรมหาชน และรัฐวิสาหกิจ เริ่มปฏิบัติงานจากที่พักอาศัย หรือ Work From Home ตั้งแต่วันที่ 15 เมษายนเป็นต้นไป เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานทั่วโลก

นายกฯ อันวาร์ ระบุว่ามาตรการนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงภายในประเทศ และสร้างความมั่นใจว่าพลังงานสำรองของชาติจะเพียงพอต่อการใช้งานอย่างยั่งยืน โดยก่อนหน้านี้เขาได้ให้คำแนะนำแก่ภาคเอกชนให้พิจารณามาตรการทำงานระยะไกลเช่นกัน เนื่องจากรัฐบาลต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายถึง 4 พันล้านริงกิต (ประมาณ 3.25 หมื่นล้านบาท) ต่อเดือนเพื่อพยุงราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นภาระที่หนักอึ้งเกินกว่าจะแบกรับได้ในระยะยาว

จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้น ตั้งแต่เหตุการณ์สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ จนนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลมาเลเซียจึงตัดสินใจปรับลดโควตาการอุดหนุนราคาน้ำมัน ทำให้ประชาชนจ่ายค่าน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วในราคาเพียง 1.99 ริงกิต (ประมาณ 16.18 บาท) ต่อลิตร พร้อมเตรียมปรับลดโควตาน้ำมันอุดหนุนจาก 300 ลิตร เหลือ 200 ลิตรต่อเดือน ขณะที่ราคาน้ำมันนอกระบบอุดหนุนจะอิงตามราคาตลาดโลก 

ด้านนายโมฮาหมัด ฮาซัน รัฐมนตรีต่างประเทศ เปิดเผยว่าเรือบรรทุกน้ำมันของบริษัทชั้นนำอย่าง Petronas และ Sapura Energy กำลังรอสัญญาณความปลอดภัยเพื่อเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่นายแอนโธนี ล็อก รัฐมนตรีคมนาคม แสดงความมั่นใจว่าอิหร่านจะอนุญาตให้เรือของมาเลเซียผ่านทางได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมพิเศษ เนื่องจากทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ทางการทูตที่ดีต่อกัน

นายกฯ อันวาร์ ยังได้กล่าวขอบคุณประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน แห่งอิหร่าน ที่อนุญาตให้เรือบรรทุกน้ำมันและลูกเรือชาวมาเลเซียเดินทางกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย พร้อมทิ้งท้ายว่าจากการหารือกับผู้นำหลายประเทศรวมถึงประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ของอินโดนีเซีย ทุกฝ่ายประเมินว่าสถานการณ์วิกฤตนี้อาจรุนแรงขึ้นอีกก่อนจะเริ่มฟื้นตัว และอาจต้องใช้เวลานานกว่าที่คาดไว้.

ที่มา AFP / Anadolu

ทางการสหรัฐฯ ปิดคดีปริศนา 51 ปี ยืนยันเหยื่อถูกสังหารโดยฆาตรต่อเนื่อง “เท็ด บันดี”

ทางการสหรัฐฯ ปิดคดีปริศนา 51 ปี ยืนยันเหยื่อถูกสังหารโดยฆาตรต่อเนื่อง "เท็ด บันดี"

2 เม.ย. 2569 12:21 น.

ทางการสหรัฐฯ ปิดคดีปริศนา 51 ปี ยืนยันเหยื่อถูกสังหารโดยฆาตรต่อเนื่อง “เท็ด บันดี”

ทางการรัฐยูทาห์ปิดคดีที่ยืดเยื้อมากว่า 51 ปี ได้อย่างเป็นทางการ หลังตรวจพิสูจน์ DNA ด้วยเทคโนโลยีใหม่จนสามารถระบุได้ว่าสาวที่ถูกฆาตกรรมคือเหยื่อของฆาตกรต่อเนื่องชื่อดัง “เท็ด บันดี” 

ลอร่า แอนน์ เอม วัย 17 ปี หายตัวไปหลังกลับจากงานปาร์ตี้ในคืนวันฮาโลวีนเมื่อปี 1974 ก่อนจะมีกลุ่มนักปีนเขาไปพบร่างของเธอในอีกหนึ่งเดือนต่อมาที่บริเวณหุบเขาอเมริกันฟอร์กแคนยอน 

โดยวานนี้ (1 เม.ย.) สำนักงานนายอำเภอยูทาห์เคาน์ตี้ได้แถลงว่า ผลการทดสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ครั้งใหม่สามารถยืนยันอย่างปราศจากข้อกังขาว่าหลักฐาน DNA ที่เก็บกู้ได้จากร่างของลอร่ามี DNA ของเท็ด บันดี อยู่จริง

ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 1974 ถึงกุมภาพันธ์ 1978 เท็ด บันดี ได้สังหารผู้หญิงไปอย่างน้อย 30 ราย รวมทั้งยังมีส่วนพัวพันกับคดีฆาตกรรมอื่น ๆ อีกหลายคดีทั่วประเทศ แม้ก่อนที่เขาจะถูกประหารชีวิตที่รัฐฟลอริดาในปี 1989 เท็ด บันดีจะเคยสารภาพว่าเขาเป็นคนสังหารลอร่าเอง แต่เนื่องจากเขาไม่ยอมให้รายละเอียดหรือข้อมูลใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการก่อเหตุ ทางหน่วยงานจึงยังไม่ตัดสินใจปิดคดีในตอนนั้น และเปิดคดีไว้จนกว่าจะสามารถพิสูจน์ได้อย่างไร้ข้อกังขาว่า เท็ด บันดี คือฆาตรตัวจริง

ไมค์ สมิธ นายอำเภอแห่งยูทาห์เคาน์ตี้ประกาศระหว่างการแถลงข่าวว่า “ขณะนี้คดีนี้ได้ปิดลงอย่างเป็นทางการแล้ว” พร้อมระบุเพิ่มเติมว่าหาก เท็ด บันดี ยังมีชีวิตอยู่ อัยการจะยื่นเรื่องเพื่อขอให้มีการตัดสินลงโทษประหารชีวิตเขาอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ เท็ด บันดี ถือเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์อเมริกา เขาเริ่มตระเวนก่อเหตุฆาตกรรมต่อเนื่องในแถบ Pacific Northwest หรือ ภูมิภาคทางตะวันตกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกาที่ตั้งอยู่ติดชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ก่อนจะย้ายไปก่อเหตุในโคโลราโด ยูทาห์ และฟลอริดา โดยในช่วงที่ลอร่าถูกฆาตกรรมนั้น เท็ด บันดีอาศัยอยู่ในเเมืองซอลต์เลกซิตีและกำลังศึกษาวิชากฎหมายอยู่ที่มหาวิทยาลัยยูทาห์

พฤติกรรมที่เท็ด บันดี ใช้ในการก่อเหตุคือเขามักจะเข้าหาผู้หญิงในที่สาธารณะและใช้ใบหน้าที่ดูดีสร้างความไว้ใจ และแสร้งทำเป็นว่าได้รับบาดเจ็บ เพื่อล่อลวงเหยื่อไปยังที่ลับตาคนก่อนจะลงมือสังหาร

เขาถูกจับกุมครั้งแรกในปี 1975 ในคดีลักพาตัวและถูกตัดสินจำคุก 15 ปี ทว่าในปี 1977 เขาหลบหนีออกจากคุกด้วยการกระโดดลงมาจากหน้าต่างห้องสมุดของเรือนจำ แม้จะถูกจับกลับมาได้ใน 8 วันถัดมา แต่เขาก็หลบหนีออกมาได้อีกครั้งและก่อเหตุฆาตกรรมอีกหลายครั้งก่อนจะถูกจับกุมได้อีกครั้งในปี 1978.

ที่มา: BBC

รวบชายควงดาบสู้ FBI หลังโพสต์เฟซบุ๊กขู่ฆ่า “โดนัลด์ ทรัมป์”

รวบชายควงดาบสู้ FBI หลังโพสต์เฟซบุ๊กขู่ฆ่า "โดนัลด์ ทรัมป์"

2 เม.ย. 2569 11:03 น.

รวบชายควงดาบสู้ FBI หลังโพสต์เฟซบุ๊กขู่ฆ่า “โดนัลด์ ทรัมป์”

เอฟบีไอบุกรวบชายวัย 45 ปี หลังโพสต์ขู่สังหารประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อเนื่องหลายครั้งบนโซเชียลมีเดีย เจ้าตัวควงดาบขัดขืนการจับกุมนานนับชั่วโมงก่อนยอมมอบตัว พบประวัติเคยถูกสอบสวนฐานขู่ยิงทรัมป์มาแล้วตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งวาระแรก

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ แถลงการจับกุม นายแอนดรูว์ เอเมอรัลด์ วัย 45 ปี ชาวรัฐแมสซาชูเซตส์ ในข้อหาส่งข้อความข่มขู่รวม 8 กระทง หลังจากที่เขาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กหลายครั้งโดยมีเนื้อหาอาฆาตมาดร้ายและขู่เอาชีวิตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

จากเอกสารคำฟ้องของศาลรัฐบาลกลางระบุว่า ในช่วงปี 2025 นายเอเมอรัลด์ได้โพสต์ข้อความรุนแรงหลายรายการ ตัวอย่างเช่นในเดือนพฤษภาคม 2025 เขาโพสต์ว่า “ถ้าทรัมป์ยังไม่ตายและลงหลุมไปภายในปี 2026 ผมนี่แหละจะเป็นคนตามล่าและส่งเขาลงหลุมด้วยตัวเอง” นอกจากนี้ยังมีโพสต์ที่ขู่จะบุกเผารีสอร์ต “มาร์-อา-ลาโก” ในรัฐฟลอริดาให้ราบเป็นหน้ากลอง รวมถึงระบุว่าจะถือดาบคู่ใจบุกไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อสังหารทรัมป์และกลุ่มคนที่เขามองว่าเป็นผู้ก่อการร้ายในประเทศ

ในวันที่เจ้าหน้าที่เอฟบีไอ นำหมายค้นและหมายจับไปยังบ้านพักของเขา นายเอเมอรัลด์ปฏิเสธที่จะออกมามอบตัว และปรากฏตัวที่หน้าต่างพร้อมถือดาบเหล็กยาวกวัดแกว่งไปมา พร้อมตะโกนท้าทายให้เจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรมเขาเสีย

เหตุการณ์ตึงเครียดดำเนินไปครู่ใหญ่ จนกระทั่งนักเจรจาต่อรองในสภาวะวิกฤตและเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่สามารถเกลี้ยกล่อมจนเขายอมวางอาวุธและมอบตัวแต่โดยดี ซึ่งจากการตรวจค้นภายในบ้าน เจ้าหน้าที่พบดาบและของมีคมจำนวนมากตามที่เขาเคยโพสต์อวดอ้างไว้

จากการตรวจสอบประวัติพบว่า นายเอเมอรัลด์เคยถูกเจ้าหน้าที่สอบสวนมาแล้วในปี 2018 ในสมัยที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งวาระแรก กรณีต้องสงสัยว่าขู่จะยิงประธานาธิบดี

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเฝ้าระวังความปลอดภัยขั้นสูงสุด เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์เพิ่งผ่านพ้นเหตุการณ์พยายามลอบสังหารจนได้รับบาดเจ็บที่ใบหูระหว่างการหาเสียงที่รัฐเพนซิลเวเนียเมื่อเดือนกรกฎาคม 2024 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ หากถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงในข้อหาส่งข้อความข่มขู่ทั้ง 8 กระทง นายเอเมอรัลด์อาจต้องโทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี โดยก่อนหน้านี้ไม่นาน ชายชาวรัฐเวอร์จิเนียรายหนึ่งก็เพิ่งถูกตัดสินจำคุกกว่า 2 ปีในข้อหาขู่ฆ่าประธานาธิบดีผ่านช่องทางออนไลน์เช่นเดียวกัน.

ที่มา Reuters

ยกเลิกเตือนสึนามิ หลังแผ่นดินไหว 7.4 นอกชายฝั่งอินโดนีเซีย เสียชีวิต 1 ราย

ยกเลิกเตือนสึนามิ หลังแผ่นดินไหว 7.4 นอกชายฝั่งอินโดนีเซีย เสียชีวิต 1 ราย

2 เม.ย. 2569 10:00 น.

ยกเลิกเตือนสึนามิ หลังแผ่นดินไหว 7.4 นอกชายฝั่งอินโดนีเซีย เสียชีวิต 1 ราย

ศูนย์เตือนภัยสึนามิแปซิฟิกยกเลิกคำเตือนสึนามิแล้ว หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.4 ในทะเลโมลุกกะ ทางตะวันออกของอินโดนีเซียเมื่อเช้ามืดวันพฤหัสบดี ส่งผลให้เกิดคลื่นทะเลสูง 75 เซนติเมตร แรงสั่นสะเทือนทำอาคารถล่มทับชาวบ้านเสียชีวิต 1 ราย

 สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) รายงานว่า เกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.4  โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ในทะเลโมลุกกะ ระหว่างหมู่เกาะซูลาเวสีและเกาะมาลุกุ ที่ระดับความลึกเพียง 35 กิโลเมตร เมื่อช่วงเช้าตรู่วันนี้ (2 เม.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น

เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยในเมืองมานาโด จังหวัดซูลาเวสีเหนือ เปิดเผยว่า แรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงทำให้อาคารหลังหนึ่งพังถล่มลงมาทับชาวบ้านเสียชีวิต 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บที่บริเวณขาอีก 1 ราย

นายบูดิ นูร์เกียนโต ชาวเมืองเตอร์นาเต วัย 42 ปี เล่าถึงนาทีระทึกว่า “แผ่นดินไหวรุนแรงมาก ผมได้ยินเสียงผนังบ้านสั่นสะเทือนพอนึกได้ก็รีบวิ่งหนีออกมาดูข้างนอก เห็นเพื่อนบ้านพากันแตกตื่น บางคนวิ่งออกมาทั้งที่ยังอาบน้ำไม่เสร็จด้วยซ้ำ” โดยระบุว่าแรงสั่นสะเทือนกินเวลานานกว่า 1 นาที

หลังเกิดเหตุ ศูนย์เตือนภัยสึนามิในมหาสมุทรแปซิฟิก (PTWC) ได้ประกาศเตือนภัยสึนามิในรัศมี 1,000 กิโลเมตรจากจุดศูนย์กลาง ครอบคลุมชายฝั่งอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย โดยคาดการณ์ว่าอาจมีคลื่นสูงถึง 1 เมตร

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยา ภูมิฟิสิกส์ และธรณีวิทยาของอินโดนีเซีย (BMKG) ระบุว่าตรวจพบคลื่นสึนามิขนาดเล็กจริง โดยมีความสูงประมาณ 75 เซนติเมตรที่เขตมินาฮาซาเหนือ และ 20-30 เซนติเมตรในพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งถือว่าไม่เป็นอันตรายรุนแรง ทำให้ PTWC ตัดสินใจยกเลิกคำเตือนในอีก 2 ชั่วโมงต่อมาเนื่องจากประเมินว่าภัยคุกคามได้ผ่านพ้นไปแล้ว

นายเตกู ไฟซอล ฟาธานี หัวหน้าหน่วย BMKG แถลงข่าวในกรุงจาการ์ตาว่า หลังจากแผ่นดินไหวหลัก ได้เกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีกอย่างน้อย 11 ครั้ง โดยครั้งที่รุนแรงที่สุดวัดขนาดได้ 5.5 ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์รายงานว่ามีการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลเพียงเล็กน้อยและไม่มีการออกประกาศเตือนภัยร้ายแรง

อินโดนีเซียตั้งอยู่บนบริเวณที่เรียกว่า “วงแหวนแห่งไฟ” ซึ่งเป็นจุดที่แผ่นเปลือกโลกมาบรรจบกัน ทำให้เกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดบ่อยครั้ง โดยย้อนกลับไปในปี 2004 เคยเกิดแผ่นดินไหวขนาด 9.1 ที่จังหวัดอาเจะห์ จนนำไปสู่โศกนาฏกรรมสึนามิครั้งใหญ่ที่มีผู้เสียชีวิตกว่า 170,000 คน.

ที่มา AFP

ทรัมป์แถลงครบ 1 เดือนสงครามอิหร่าน ประกาศชัยชนะ-ทำลายศักยภาพนิวเคลียร์

ทรัมป์แถลงครบ 1 เดือนสงครามอิหร่าน ประกาศชัยชนะ-ทำลายศักยภาพนิวเคลียร์

2 เม.ย. 2569 09:08 น.

ทรัมป์แถลงครบ 1 เดือนสงครามอิหร่าน ประกาศชัยชนะ-ทำลายศักยภาพนิวเคลียร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงครบรอบ 1 เดือนของปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน ภายใต้ปฏิบัติการ “Epic Fury” ประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ในปฏิบัติการทางทหารร่วมกับอิสราเอล เผยกองทัพอิหร่านล่มสลายทั้งกองทัพเรือและกองทัพอากาศ พร้อมย้ำสหรัฐฯ จะไม่มีวันยอมให้ระบอบเผด็จการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวสุนทรพจน์ความยาว 19 นาที เพื่อสรุปสถานการณ์หลังผ่านพ้นไป 1 เดือนนับตั้งแต่เริ่มต้นปฏิบัติการ “Epic Fury” ซึ่งเป็นการโจมตีทางทหารขนานใหญ่ต่อประเทศอิหร่าน โดยทรัมป์ระบุว่านี่คือชัยชนะที่ “เด็ดขาดและท่วมท้น” อย่างที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน

ทรัมป์ได้ประกาศความคืบหน้าสำคัญว่า ขณะนี้กองทัพเรือของอิหร่านถูกทำลายจนหมดสิ้น กองทัพอากาศเหลือเพียงซากปรักหักพัง และบรรดาผู้นำรวมถึงโครงสร้างการควบคุมของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) กำลังถูกกวาดล้าง

ทรัมป์กล่าวว่า “ไม่เคยมีครั้งใดในประวัติศาสตร์สงครามที่ศัตรูจะพ่ายแพ้อย่างราบคาบและสูญเสียมหาศาลขนาดนี้ในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์” 

เขายังได้ย้อนความถึงการสังหารพลตรีคาเซ็ม สุเลมานี ในวาระแรกของเขา และกล่าวถึงปฏิบัติการ “Midnight Hammer” เมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ที่ได้ทำลายล้างแหล่งผลิตนิวเคลียร์ของอิหร่านจนสิ้นซาก เพื่อป้องกันไม่ให้ระบอบที่เขาเรียกว่า “อันธพาลและฆาตกร” เข้าถึงอาวุธทำลายล้างสูง

นอกเหนือจากประเด็นอิหร่าน ทรัมป์ยังได้ขอบคุณกองทัพสหรัฐฯ สำหรับปฏิบัติการที่รวดเร็วในการควบคุมตัวนายนิโกลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา โดยระบุว่าขณะนี้สหรัฐฯ และเวเนซุเอลาได้กลายเป็น “พันธมิตรทางธุรกิจ” ต่อกัน ส่งผลให้สหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ส่งข้อความถึงประเทศที่กำลังขาดแคลนเชื้อเพลิงเนื่องจากการปิด ช่องแคบฮอร์มุซ โดยบอกให้ประเทศเหล่านั้น “รวบรวมความกล้า” และส่งกองกำลังไปปกป้องเส้นทางเดินเรือด้วยตนเอง หรือหันมาซื้อน้ำมันจากสหรัฐฯ แทน

ทรัมป์ได้กล่าวไว้อาลัยแก่ทหารอเมริกัน 13 นายที่เสียชีวิตในสงครามครั้งนี้ โดยระบุว่าเขาได้เดินทางไปรับร่างที่ฐานทัพอากาศโดเวอร์ และให้คำมั่นว่าจะสานต่อภารกิจให้สำเร็จเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้เสียชีวิต

ในช่วงท้าย ทรัมป์เน้นย้ำว่าสงครามที่ดำเนินมาเพียง 32 วันนี้ คือ “การลงทุนที่แท้จริง” สำหรับอนาคตของลูกหลานชาวอเมริกัน เพื่อให้โลกหลุดพ้นจากการข่มขู่ด้วยนิวเคลียร์และการรุกรานจากอิหร่าน พร้อมทิ้งท้ายว่าเมื่อสงครามสิ้นสุดลง “สหรัฐอเมริกาจะปลอดภัย แข็งแกร่ง มั่งคั่ง และยิ่งใหญ่กว่าที่เคยเป็นมา”.

ที่มา BBC

“อู่ฮั่น” โกลาหล แท็กซี่ไร้คนขับหยุดทำงานพร้อมกันนับร้อยคัน (คลิป)

"อู่ฮั่น" โกลาหล แท็กซี่ไร้คนขับหยุดทำงานพร้อมกันนับร้อยคัน (คลิป)

2 เม.ย. 2569 08:33 น.

“อู่ฮั่น” โกลาหล แท็กซี่ไร้คนขับหยุดทำงานพร้อมกันนับร้อยคัน (คลิป)

เกิดเหตุโกลาหลในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน เมื่อรถแท็กซี่ไร้คนขับจำนวนนับร้อยคันเกิดหยุดทำงานกะทันหันกลางท้องถนน ส่งผลให้การจราจรเป็นอัมพาตและจุดชนวนการถกเถียงเรื่องความปลอดภัยของเทคโนโลยีไร้คนขับอีกครั้ง ด้านตำรวจระบุเกิดจากระบบขัดข้อง

รถแท็กซี่ไร้คนขับ (Robotaxi) จำนวนมากหยุดชะงักอยู่กลางถนนในเมืองอู่ฮั่น เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่าเกิดจาก “ระบบทำงานผิดปกติ” ส่งผลให้รถยนต์จำนวนนับร้อยคันไม่สามารถเคลื่อนที่ต่อไปได้

ภาพเหตุการณ์ที่ถูกแชร์ต่อบนโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นสภาพการจราจรที่ติดขัดอย่างหนัก โดยมีวิดีโอตัวหนึ่งแสดงภาพที่ดูเหมือนจะเป็นอุบัติเหตุรถชนบนทางหลวงอันเนื่องมาจากเหตุระบบขัดข้อง อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่ายังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ และผู้โดยสารที่อยู่ในรถขณะเกิดเหตุสามารถออกจากตัวรถได้อย่างปลอดภัย

ปัจจุบันทางบริษัท Baidu (ไป่ตู้) ผู้ให้บริการแท็กซี่ไร้คนขับภายใต้แบรนด์ Apollo Go ยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นใดๆ ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะที่ตำรวจระบุว่ากำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนหาสาเหตุที่แน่ชัดเพิ่มเติม

เหตุการณ์นี้สร้างความกังวลให้แก่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีไร้คนขับทั่วโลก เนื่องจากไป่ตู้มีแผนที่จะขยายบริการ Apollo Go ไปยังต่างประเทศ โดยเมื่อปลายปี 2025 ที่ผ่านมาเพิ่งประกาศความร่วมมือกับ Uber และ Lyft เพื่อเตรียมทดสอบรถรุ่นดังกล่าวบนถนนในสหราชอาณาจักรภายในปี 2026 นี้

ศาสตราจารย์ แจ็ค สติลโก จาก University College London (UCL) ให้ความเห็นว่า แม้เทคโนโลยีไร้คนขับอาจจะมีความปลอดภัยมากกว่ามนุษย์โดยเฉลี่ย แต่เหตุการณ์นี้พิสูจน์ให้เห็นว่า “ระบบยังคงสามารถผิดพลาดในรูปแบบใหม่ๆ ที่เราไม่เคยเจอมาก่อน” และสังคมจำเป็นต้องทำความเข้าใจความเสี่ยงประเภทใหม่นี้ให้ดีก่อนที่จะใช้งานอย่างแพร่หลาย

ย้อนกลับไปในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับต้องเผชิญกับอุปสรรคหลายครั้ง โดยเมื่อธันวาคม 2025 เกิดไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ในซานฟรานซิสโก ส่งผลให้รถแท็กซี่ Waymo หยุดทำงานพร้อมกันจนเกิดรถติดทั่วเมือง ส่วนในสิงหาคม 2025 รถแท็กซี่ Apollo Go ในเมืองฉงชิ่ง ประสบอุบัติเหตุตกลงไปในบ่อเขตก่อสร้างขณะที่มีผู้โดยสารอยู่ภายในรถ

เหตุการณ์ที่อู่ฮั่นครั้งนี้จึงเป็นเครื่องตอกย้ำว่า แม้เทคโนโลยีจะก้าวล้ำไปเพียงใด แต่เสถียรภาพของระบบและการควบคุมความเสี่ยงในวงกว้างยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้พัฒนาต้องเร่งแก้ไข.

ที่มา BBC

ศาลฎีกาสหรัฐฯ ส่งสัญญาณเมิน “ทรัมป์” ยกเลิกสิทธิการให้สัญชาติโดยกำเนิด

ศาลฎีกาสหรัฐฯ ส่งสัญญาณเมิน "ทรัมป์" ยกเลิกสิทธิการให้สัญชาติโดยกำเนิด

2 เม.ย. 2569 08:12 น.

ศาลฎีกาสหรัฐฯ ส่งสัญญาณเมิน “ทรัมป์” ยกเลิกสิทธิการให้สัญชาติโดยกำเนิด

ศาลฎีกาสหรัฐฯ แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับคำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่พยายามจำกัดสิทธิการให้สัญชาติโดยกำเนิดแก่เด็กที่เกิดในสหรัฐฯ (Birthright Citizenship) ชี้อาจเป็นการทำลายบรรทัดฐานทางกฎหมายที่มีมานานกว่าศตวรรษ ขณะที่ทรัมป์ร่วมฟังคำแถลงด้วยตนเอง หวังผลักดันนโยบายสกัดผู้อพยพขั้นเด็ดขาด

คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาสหรัฐฯ ได้ดำเนินการพิจารณาคำแถลงในคดีที่รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามออกคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อยกเลิกการมอบสัญชาติอเมริกันโดยอัตโนมัติให้แก่บุตรของผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารและผู้มาเยือนชั่วคราว

จากการซักถามกว่า 2 ชั่วโมง ผู้พิพากษาเสียงส่วนใหญ่ดูเหมือนจะไม่คล้อยตามข้อโต้แย้งของรัฐบาล โดยเฉพาะนายจอห์น โรเบิร์ตส์ ประธานศาลฎีกา ซึ่งเป็นเสียงชี้ขาดคนสำคัญ ได้ตั้งคำถามถึงขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดีในการตัดสิทธิเด็กกลุ่มใหญ่ขนาดนี้ออกจากสัญชาติสหรัฐฯ

ขณะที่ เอเลนา เคแกน ผู้พิพากษาฝ่ายเสรีนิยม ระบุว่ารัฐบาลกำลังพยายามล้มล้างประเพณีทางกฎหมายที่สืบทอดมาตั้งแต่กฎหมายจารีตประเพณีของอังกฤษ และถูกรับรองไว้ในบทบัญญัติเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่ 14 อย่างชัดเจน

ฝั่งตัวแทนรัฐบาลสหรัฐฯ อ้างว่าบทบัญญัติที่ระบุว่าผู้ที่เกิดในสหรัฐฯ และ “อยู่ภายใต้เขตอำนาจศาล” จะได้รับสัญชาตินั้นควรหมายถึงผู้ที่มีความจงรักภักดีต่อสหรัฐฯ เท่านั้น ไม่ครอบคลุมถึงบุตรของผู้อพยพผิดกฎหมายที่ยังมีความผูกพันกับประเทศบ้านเกิด

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายคัดค้านและผู้พิพากษาหลายท่านได้ยกคำวินิจฉัยประวัติศาสตร์คดี “United States v. Wong Kim Ark” ปี 1898 ซึ่งเคยรับรองสิทธิสัญชาติให้แก่บุตรของชาวจีนที่อพยพมาอยู่ในสหรัฐฯ ขึ้นมาโต้แย้ง ซึ่งหากศาลยึดตามบรรทัดฐานเดิม ทรัมป์ก็มีโอกาสสูงที่จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในคดีนี้

การที่ประธานาธิบดีทรัมป์เดินทางมาเข้าร่วมรับฟังการพิจารณาคดีด้วยตนเองถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก และถูกมองว่าเป็นความพยายามในการกดดันศาลในคดีที่มีเดิมพันสูงต่อคะแนนนิยมและนโยบายหลักของเขา โดยหลังจบการพิจารณา ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความโจมตีระบบปัจจุบันอย่างรุนแรงว่า “สหรัฐฯ เป็นประเทศเดียวในโลกที่โง่พอจะยอมให้มีสิทธิสัญชาติโดยกำเนิด” ซึ่งเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายคาดว่า ศาลอาจเลือกวินิจฉัยในกรอบที่แคบลง โดยมุ่งเน้นไปที่กฎหมายที่ผ่านโดยสภาคองเกรสเมื่อปี 1952 แทนการตีความรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งหมด เพื่อหลีกเลี่ยงข้อพิพาททางรัฐธรรมนูญในวงกว้าง

หากทรัมป์แพ้คดีนี้ จะถือเป็นความพ่ายแพ้ครั้งที่สองติดต่อกันในศาลฎีกา ต่อจากกรณีการถูกระงับนโยบายกำแพงภาษี และจะเป็นการสกัดกั้นความพยายามขยายอำนาจฝ่ายบริหารของเขาอย่างมีนัยสำคัญ โดยศาลคาดว่าจะออกคำวินิจฉัยฉบับเต็มได้ในช่วงเดือนมิถุนายนนี้.

ที่มา BBC

แผ่นดินไหว 7.4 เขย่าอินโดนีเซีย เตือนภัยสึนามิ

แผ่นดินไหว 7.4 เขย่าอินโดนีเซีย เตือนภัยสึนามิ

2 เม.ย. 2569 07:17 น.

แผ่นดินไหว 7.4 เขย่าอินโดนีเซีย เตือนภัยสึนามิ

เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาดแมกนิจูด 7.4 ที่ประเทศอินโดนีเซีย โดยเบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ และมีการประกาศเตือนภัยคลื่นสึนามิในบางพื้นที่

สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) ระบุว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อเวลา 06:48 น. ตามเวลาท้องถิ่น บริเวณทะเลโมลุกกะ ใกล้กับใจกลางหมู่เกาะอินโดนีเซีย โดยเบื้องต้นวัดขนาดได้ถึงแมกนิจูด 7.8 ก่อนที่ USGS จะปรับลดระดับลงเหลือ 7.4

จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ห่างจากเมืองเตอร์นาเต ซึ่งเป็นเกาะขนาดเล็กแต่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นกว่า 205,000 คน ประมาณ 120 กิโลเมตร

ทีมค้นหาและกู้ภัยในพื้นที่รายงานว่า พบหญิงชราวัย 70 ปีเสียชีวิตหลังจากถูกเศษซากอาคารพังถล่มทับ โดยผู้เสียชีวิตเป็นชาวเขตมินาฮาซา (Minahasa) ในจังหวัดซูลาเวซีเหนือ

ศูนย์เตือนภัยสึนามิแปซิฟิกซึ่งตั้งอยู่บนเกาะฮาวายประกาศเตือนว่า “มีความเป็นไปได้” ที่จะเกิดคลื่นยักษ์ภายในรัศมี 1,000 กิโลเมตรจากจุดเหนือศูนย์กลางแผ่นดินไหว ตามแนวชายฝั่งของประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc