ฟิลิปปินส์ประกาศพร้อมไกล่เกลี่ยความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ทันทีที่ขึ้นเป็นประธานอาเซียนปี 2026

ฟิลิปปินส์ประกาศพร้อมไกล่เกลี่ยความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ทันทีที่ขึ้นเป็นประธานอาเซียนปี 2026

23 ธ.ค. 2568 15:02 น.

ฟิลิปปินส์ประกาศพร้อมไกล่เกลี่ยความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ทันทีที่ขึ้นเป็นประธานอาเซียนปี 2026

กระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ ยืนยันความพร้อมในการทำหน้าที่ “ตัวกลาง” เพื่อยุติข้อพิพาทและฟื้นฟูข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยและกัมพูชา โดยเตรียมรับไม้ต่อจากมาเลเซียในการนั่งเก้าอี้ประธานอาเซียนปี 2026 ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนที่ยังคงตึงเครียด

กระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ (DFA) ออกแถลงการณ์ระบุว่า รัฐบาลฟิลิปปินส์พร้อมเข้ามารับบทบาทผู้ประสานงานและไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างกัมพูชาและไทย หากทั้งสองฝ่ายตัดสินใจขอรับความช่วยเหลือผ่านกลไกประธานอาเซียน ทันทีที่ฟิลิปปินส์เข้ารับตำแหน่งประธานอย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม ปี 2026

ถ้อยแถลงดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังการประชุมวาระพิเศษของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนทั้ง 11 ประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งจัดขึ้นเพื่อหาทางฟื้นฟูข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยและกัมพูชา หลังจากมีการปะทะด้วยจรวดและปืนใหญ่ต่อเนื่องมานานกว่า 2 สัปดาห์

ในการประชุมครั้งนี้ ทั้งไทยและกัมพูชาเห็นพ้องที่จะให้ผู้บัญชาการทหารระดับสูงของทั้งสองฝ่ายเข้าพบหารือกัน โดยมุ่งหวังที่จะรื้อฟื้นข้อตกลงหยุดยิงที่เคยเจรจาไว้เมื่อเดือนกรกฎาคม และเพิ่งมีการลงนามอย่างเป็นทางการไปเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47

นอกจากประเด็นความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชาแล้ว ฟิลิปปินส์ยังต้องเผชิญกับโจทย์ความมั่นคงที่ซับซ้อนในภูมิภาคที่รอการแก้ไขในปี 2026 ได้แก่ วิกฤตการณ์ในพม่า ซึ่งนางมาเรีย เทเรซา ลาซาโร รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์ จะต้องรับควบตำแหน่ง “ทูตพิเศษ” ของประธานอาเซียนเพื่อแก้ไขปัญหาสถานการณ์ในพม่าโดยเฉพาะ และประเด็นทะเลจีนใต้และช่องแคบไต้หวัน ที่มีความพยายามในการบรรลุข้อตกลง “ประมวลการปฏิบัติในทะเลจีนใต้” ระหว่างอาเซียนและจีนให้สำเร็จภายในปี 2026

มาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนปัจจุบันกำลังเร่งผลักดันการคลี่คลายสถานการณ์ก่อนจะส่งมอบตำแหน่งให้กับฟิลิปปินส์ ซึ่งถือเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญของกลุ่มอาเซียนในการรักษาเสถียรภาพและสันติภาพท่ามกลางความขัดแย้งของประเทศสมาชิกในภูมิภาค.

ที่มา Rappler

กัมพูชาขอย้ายโต๊ะเจรจาชายแดนไทย–กัมพูชาไปมาเลเซีย อ้างเหตุผลด้านความปลอดภัย

กัมพูชาขอย้ายโต๊ะเจรจาชายแดนไทย–กัมพูชาไปมาเลเซีย อ้างเหตุผลด้านความปลอดภัย

23 ธ.ค. 2568 14:56 น.

กัมพูชาขอย้ายโต๊ะเจรจาชายแดนไทย–กัมพูชาไปมาเลเซีย อ้างเหตุผลด้านความปลอดภัย

รมต.กลาโหมกัมพูชา ร้องขอให้ประเทศไทยย้ายสถานที่เจรจาทวิภาคีเรื่องความขัดแย้งตามแนวชายแดน ไปจัดขึ้นที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยระบุว่าเป็นสถานที่ปลอดภัยและเป็นกลาง 

รายงานของเอเอฟพีเมื่อวันอังคารที่ 23 ธันวาคม ระบุว่าคำร้องดังกล่าวปรากฏอยู่ในจดหมายจากรัฐมนตรีกลาโหมกัมพูชา เตีย เซยฮา ถึงฝ่ายไทย ขณะที่ทั้งสองประเทศเตรียมเปิดการเจรจาเพื่อกำหนดเงื่อนไขการหยุดยิง หลังเกิดการสู้รบอย่างรุนแรงตลอดช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ประกาศเมื่อวันจันทร์ว่า จะมีการเจรจากับกัมพูชา หลังจากเขาเข้าร่วมการประชุมกับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งกัมพูชาก็เป็นสมาชิกอาเซียนเช่นกัน

สีหศักดิ์ระบุว่า การหารือจะจัดขึ้นในวันพุธที่จังหวัดจันทบุรี ภายใต้กรอบของคณะกรรมการชายแดนร่วมทวิภาคีที่มีอยู่แล้ว ขณะที่กัมพูชากลับส่งจดหมายลงวันที่วันจันทร์ที่ผ่านมา ถึง พลเอกณัฐพล นาควาณิชย์ รัฐมนตรีกลาโหมของไทยขอให้ย้ายสถานที่ประชุมไปจัดที่กรุงกัวลาลัมเปอร์

โดยเตีย เซยฮา ระบุในจดหมายว่า “ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยจากการสู้รบที่ยังดำเนินอยู่ตามแนวชายแดน การประชุมครั้งนี้ควรจัดขึ้นในสถานที่ที่ปลอดภัยและเป็นกลาง”  เขายังระบุด้วยว่า มาเลเซีย ซึ่งเป็นประธานอาเซียนในขณะนี้ ได้ตกลงที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการเจรจาที่กรุงกัวลาลัมเปอร์

ด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศของไทยนาย นิกรเดช พลางกูร เปิดเผยว่า สถานที่จัดการประชุม “ยังอยู่ระหว่างการหารือ” พร้อมระบุว่าการเจรจาจะกินเวลาสองวัน โดยเริ่มจากการหารือของคณะทำงานด้านเทคนิค

ขณะที่รัฐมนตรีกลาโหมไทยพยายามคลายความกังวลของฝ่ายกัมพูชาเกี่ยวกับการจัดประชุมในประเทศไทย ยืนยันว่า การประชุมมีกำหนดจัดขึ้นที่จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ “แทบไม่มีการสู้รบ” และมีความปลอดภัย เขากล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการชายแดนร่วมครั้งล่าสุดจัดขึ้นที่จังหวัดเกาะกงของกัมพูชา ดังนั้นครั้งนี้จึงเป็นคิวของไทย พร้อมย้ำว่าประเทศไทยสามารถแยกเรื่องทางทหารออกจากการทูตได้ 

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีกลาโหมไทยยังระบุว่า กองกำลังไทยจะยังคงสู้รบต่อไปตราบใดที่ฝ่ายกัมพูชายังไม่ยุติการสู้รบ โดยการปะทะตามแนวชายแดนซึ่งทอดยาวเกือบตลอดแนว ยังคงสงบลงเพียงบางส่วนในสองจังหวัดเท่านั้น

ล่าสุด ทรัมป์กล่าวถึงความขัดแย้งไทย–กัมพูชาอีกครั้งเมื่อวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่นในสหรัฐฯ โดยระบุว่านี่เป็นหนึ่งใน “8 สงคราม” ที่เขาอ้างว่าสามารถยุติได้

โดยเขากล่าวว่า ประเทศไทยเริ่มขยับแล้ว และกลับมาเริ่มกันใหม่อีกครั้ง โดยเขาคิดว่า ตอนนี้สถานการณ์เริ่มอยู่ในรูปบในรอย และกำลังมุ่งไปสู่การหยุดการสู้รบ.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไทยกัมพูชา

ทรัมป์ย้ำ สหรัฐฯ ต้องการกรีนแลนด์เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ

ทรัมป์ย้ำ สหรัฐฯ ต้องการกรีนแลนด์เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ

23 ธ.ค. 2568 12:59 น.

ทรัมป์ย้ำ สหรัฐฯ ต้องการกรีนแลนด์เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สร้างแรงสั่นสะเทือนในเวทีโลกอีกครั้ง ด้วยการประกาศว่าสหรัฐฯ มีความจำเป็นต้องครอบครอง “กรีนแลนด์” ดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ พร้อมแต่งตั้งนายเจฟฟ์ แลนดรี ผู้ว่าการรัฐหลุยเซียนา ให้เป็นตัวแทนพิเศษในการขับเคลื่อนภารกิจนี้

ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวในรัฐฟลอริดาว่า เป้าหมายหลักในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องทรัพยากรแร่ธาตุที่มั่งคั่ง แต่เป็นเรื่องของยุทธศาสตร์ทางทหาร “ถ้าคุณลองไปดูที่ชายฝั่งกรีนแลนด์ คุณจะเห็นเรือของรัสเซียและจีนอยู่เต็มไปหมด เราจำเป็นต้องมีกรีนแลนด์เพื่อความมั่นคงของชาติ เราต้องได้มันมา” ทรัมป์ระบุ พร้อมเสริมว่านายแลนดรีมีความกระตือรือร้นอย่างมากที่จะ “นำทัพ” ในภารกิจนี้

ด้านนางเมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก และนายเจนส์-เฟรเดอริก นีลเซน นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ ได้ออกแถลงการณ์ร่วมอย่างเป็นทางการว่า “กรีนแลนด์เป็นของชาวกรีนแลนด์” และย้ำว่า “ไม่มีใครสามารถผนวกประเทศอื่นได้ แม้จะอ้างเรื่องความมั่นคงระหว่างประเทศก็ตาม สหรัฐฯ จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ายึดครองกรีนแลนด์”

ทางฝั่งรัฐมนตรีต่างประเทศเดนมาร์กได้เรียกเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เข้าพบทันที พร้อมระบุว่าการแต่งตั้งตัวแทนพิเศษเพื่อมายึดครองดินแดนอื่นเป็นเรื่องที่ “ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง”

ความตึงเครียดไม่ได้หยุดอยู่แค่คำพูด เมื่อรัฐบาลทรัมป์สั่งระงับประทานบัตรโครงการฟาร์มกังหันลมยักษ์นอกชายฝั่ง 5 แห่งทางตะวันออกของสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึง 2 โครงการที่พัฒนาโดย Orsted บริษัทพลังงานรายใหญ่ที่รัฐบาลเดนมาร์กถือหุ้นอยู่ ถูกมองว่าเป็นมาตรการกดดันทางการเมืองโดยตรง

ทั้งนี้ กรีนแลนด์ อดีตอาณานิคมเดนมาร์กที่ปัจจุบันปกครองตนเอง มีประชากรประมาณ 57,000 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวอินูอิต ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เนื่องจากเป็นที่ตั้งของระบบป้องกันขีปนาวุธที่สำคัญของสหรัฐฯ และมีแร่ธาตุหายากจำนวนมหาศาล ซึ่งสหรัฐฯ ต้องการใช้เพื่อลดการพึ่งพาจีน

มิคเคล เว็ดบี ราสมุสเซน ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน กล่าวกับรอยเตอร์ว่า “การแต่งตั้งครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าเงินทั้งหมดที่เดนมาร์กลงทุนไปในกรีนแลนด์ ในการปกป้องอาร์กติก และคำพูดที่เป็นมิตรกับชาวอเมริกันนั้น ไม่มีความหมายอะไรเลย”

ที่มา Reuters

ช็อกซานฟรานซิสโก! ไฟดับครั้งใหญ่ทำ “แท็กซี่ไร้คนขับ”จอดเกลื่อนถนน จราจรโกลาหลทั้งเมือง

ช็อกซานฟรานซิสโก! ไฟดับครั้งใหญ่ทำ “แท็กซี่ไร้คนขับ”จอดเกลื่อนถนน จราจรโกลาหลทั้งเมือง

23 ธ.ค. 2568 12:31 น.

ช็อกซานฟรานซิสโก! ไฟดับครั้งใหญ่ทำ “แท็กซี่ไร้คนขับ”จอดเกลื่อนถนน จราจรโกลาหลทั้งเมือง

รถแท็กซี่ไร้คนขับ “เวย์โม” จอดชะงักเกลื่อนถนน กีดขวางเส้นทางสัญจร หลังไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ทั่วซานฟรานซิสโก ก่อนจะกลับมาให้บริการได้อีกครั้งหลังผ่านไปนานหลายชั่วโมง

เวย์โม บริษัทแท็กซี่ไร้คนขับในเครืออัลฟาเบต บริษัทแม่ของกูเกิล ประกาศกลับมาให้บริการอีกครั้งเมื่อวันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม หลังรถแท็กซี่อัตโนมัติจำนวนมากเกิดอาการหยุดชะงัก กีดขวางเส้นทางสัญจร ระหว่างเหตุไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ที่ทำให้ระบบจราจรของเมืองแทบเป็นอัมพาต

โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงเย็นวันเสาร์ เมื่อเกิดเพลิงไหม้ที่สถานีไฟฟ้า ส่งผลให้พื้นที่ราว 1 ใน 3 ของนครซานฟรานซิสโกไฟฟ้าดับ ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง รวมถึงระบบไฟจราจรทั่วเมือง

คลิปวิดีโอที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย แสดงให้เห็นรถอัตโนมัติหลายคันจอดเรียงรายค้างอยู่ตามสี่แยก สร้างการจราจรติดขัดอย่างหนัก และทำให้ผู้ใช้ถนนจำนวนมากตกอยู่ในความสับสน

 โฆษกของเวย์โมชี้แจงว่า ระบบรถแท็กซี่ไร้คนขับสีขาวของเวย์โม ซึ่งเป็นรถ Jaguar ติดตั้งกล้องและเซนเซอร์รอบคัน เมื่อไฟจราจรไม่ทำงาน รถจะปฏิบัติเหมือนป้ายหยุด แต่การที่ไฟดับเป็นวงกว้างและยาวนานผิดปกติ ทำให้รถจำนวนมากหยุดนิ่งนานกว่าที่ควรจะเป็น

ท้ายที่สุด เวย์โมตัดสินใจ ระงับบริการชั่วคราวด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ก่อนจะกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในวันอาทิตย์

เหตุการณ์ดังกล่าวจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงเกี่ยวกับความพร้อมของเทคโนโลยีรถไร้คนขับ โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉิน

อีลอน มัสก์ ซีอีโอของเทสลา ออกมาแซวเหตุขัดข้องดังกล่าวทันที โดยชี้ว่าเทคโนโลยี Full Self-Driving ของเทสลา ใช้กล้องและปัญญาประดิษฐ์เป็นหลัก และอ้างว่าสามารถขับขี่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานอย่างไฟจราจร  แม้รถยังต้องมีคนขับนั่งอยู่ก็ตาม

ขณะที่เวย์โมเลือกแนวทางที่ระมัดระวังกว่า ใช้เซนเซอร์หลายชนิดควบคู่กับแผนที่ความละเอียดสูง ซึ่งมีต้นทุนสูง แต่อาจเปราะบางเมื่อโครงสร้างพื้นฐานของเมืองล้มเหลว

เหตุไฟฟ้าดับครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เวย์โมกำลังขยายธุรกิจอย่างรวดเร็ว โดยบริษัทตั้งเป้าให้บริการมากกว่า 15 ล้านเที่ยวในปี 2025 จาก 4 ล้านเที่ยวในปี 2024 และมีแผนให้บริการใน 10 เมืองของสหรัฐภายในต้นปี 2026 พร้อมขยายไปยังราว 20 เมืองใหญ่ทั่วโลก รวมถึงกรุงลอนดอน

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในตลาดรถไร้คนขับกำลังทวีความรุนแรง ทั้งจากบริษัทจีนที่เริ่มทดสอบในต่างประเทศ อูเบอร์ที่ประกาศแผนเปิดบริการโรโบแท็กซี่ในซานฟรานซิสโกปลายปี 2026 และ Zoox บริษัทในเครืออเมซอนที่เพิ่มการทดสอบรถรับส่งอัตโนมัติในเมืองเดียวกัน.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ : รถไร้คนขับ

รัสเซียโหมโจมตี “โอเดสซา” หนัก หวังตัดทางออกทะเล-สกัดส่งออกธัญพืชยูเครน

รัสเซียโหมโจมตี "โอเดสซา" หนัก หวังตัดทางออกทะเล-สกัดส่งออกธัญพืชยูเครน

23 ธ.ค. 2568 12:06 น.

รัสเซียโหมโจมตี “โอเดสซา” หนัก หวังตัดทางออกทะเล-สกัดส่งออกธัญพืชยูเครน

รัสเซียยกระดับการโจมตีทางอากาศต่อภูมิภาคโอเดสซา ทางตอนใต้ของยูเครนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดไฟฟ้าดับเป็นวงกว้างและสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อท่าเรือสำคัญ ซึ่งถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่งของยูเครน

ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ระบุว่าการโจมตีซ้ำแล้วซ้ำเล่านี้คือความพยายามของรัสเซียที่จะปิดกั้นยูเครนจากการเข้าถึงเส้นทางขนส่งทางทะเล โดยก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน เคยขู่ว่าจะตัดทางออกทะเลของยูเครน เพื่อตอบโต้กรณีที่โดรนยูเครนโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันใน “กองเรือเงา” ของรัสเซียที่ใช้หลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรในทะเลดำ

การโจมตีด้วยขีปนาวุธเมื่อวันจันทร์ (22 ธ.ค.) ทำให้โครงสร้างพื้นฐานท่าเรือและเรือพลเรือนได้รับความเสียหาย ส่วนเมื่อคืนวันอาทิตย์ ประชาชนกว่า 120,000 คน ไม่มีไฟฟ้าใช้ และเกิดเหตุไฟไหม้ท่าเรือใหญ่ ทำลายตู้คอนเทนเนอร์บรรจุแป้งและน้ำมันพืชจำนวนมหาศาล และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ศพ และบาดเจ็บกว่า 30 รายจากการโจมตีท่าเรือปิฟเดนนี  รวมถึงเหตุสลดที่ขีปนาวุธสังหารหญิงรายหนึ่งขณะเดินทางในรถพร้อมลูกอีก 3 คน

โอเดสซาถือเป็นเมืองใหญ่อันดับ 3 ของยูเครน และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการส่งออกข้าวสาลีและข้าวโพดไปทั่วโลก หลังจากที่ท่าเรือในภูมิภาคซาปอริซเซีย เคอร์ซอน และมิโคลาอิฟ ถูกรัสเซียยึดครองไปก่อนหน้านี้ โดยตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2023 โอเดซาเป็นจุดเริ่มต้นของระเบียงขนส่งธัญพืชที่เลียบชายฝั่งโรมาเนียและบัลแกเรียไปยังตุรกี

แม้จะมีการเจรจาทางการทูตที่นำโดยสหรัฐฯ ที่เมืองไมอามี เมื่อเร็วๆ นี้ แต่นายยูริ อูชาคอฟ ที่ปรึกษานโยบายต่างประเทศของรัสเซีย ระบุว่าร่างแผนสันติภาพที่ยูเครนและยุโรปเสนอแก้ไขนั้น “ไม่ได้ช่วยให้โอกาสของสันติภาพดีขึ้น”

ขณะที่นายเซอร์เกย์ เรียบคอฟ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศรัสเซีย กล่าวโทษประเทศในยุโรปว่าพยายามขัดขวางข้อตกลงระหว่างรัสเซียและสหรัฐฯ พร้อมย้ำว่ารัสเซียไม่มีความตั้งใจที่จะโจมตีสหภาพยุโรปหรือนาโต และยินดีจะลงนามเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อยืนยันเรื่องนี้.

ที่มา BBC

Amazon สั่งระงับใบสมัครงานกว่า 1,800 ฉบับ สกัด “สายลับเกาหลีเหนือ” แฝงตัวหาเงินทุนสร้างอาวุธ

Amazon สั่งระงับใบสมัครงานกว่า 1,800 ฉบับ สกัด "สายลับเกาหลีเหนือ" แฝงตัวหาเงินทุนสร้างอาวุธ

23 ธ.ค. 2568 11:34 น.

Amazon สั่งระงับใบสมัครงานกว่า 1,800 ฉบับ สกัด “สายลับเกาหลีเหนือ” แฝงตัวหาเงินทุนสร้างอาวุธ

แอมะซอน (Amazon) ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีสหรัฐฯ เผยสั่งระงับใบสมัครงานกว่า 1,800 ฉบับ หลังพบร่องรอยกลุ่มมิจฉาชีพที่คาดว่าเป็นเจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือ พยายามปลอมตัวสมัครงานด้านไอทีเพื่อส่งเงินกลับไปสนับสนุนโครงการอาวุธของรัฐบาล

นายสตีเฟน ชมิดต์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความปลอดภัยของ Amazon ออกมาเปิดเผยข้อมูลสำคัญผ่าน LinkedIn ว่าบริษัทได้ทำการระงับใบสมัครงานจำนวนมหาศาลจากกลุ่มที่ต้องสงสัยว่าเป็นเครือข่ายของเกาหลีเหนือ ซึ่งพยายามใช้เอกสารปลอมหรือตัวตนที่ถูกขโมยมาเพื่อสมัครงานในตำแหน่งไอทีแบบ Work from home

นายชมิดต์ระบุว่า วัตถุประสงค์ของกลุ่มนี้เรียบง่ายแต่เป็นอันตราย คือ “ถูกจ้างงาน, รับค่าจ้าง และส่งเงินกลับประเทศ” เพื่อนำไปเป็นทุนในโครงการพัฒนาอาวุธของเกาหลีเหนือ ซึ่งเทรนด์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับ Amazon แต่กำลังระบาดไปทั่วอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในสหรัฐฯ โดยในช่วงปีที่ผ่านมา Amazon พบว่ามีการส่งใบสมัครจากกลุ่มเสี่ยงเพิ่มขึ้นถึง 1 ใน 3

รูปแบบการทำงานของอาชญากรกลุ่มนี้จะทำงานร่วมกับเครือข่ายในสหรัฐฯ ที่เรียกว่า “ฟาร์มแล็ปท็อป” (Laptop Farms) ซึ่งเป็นการตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้ในอเมริกา แต่ควบคุมระยะไกลจากต่างประเทศ เพื่อให้ดูเหมือนว่าพนักงานปฏิบัติงานอยู่ในสหรัฐฯ จริงๆ

กลยุทธ์ที่มิจฉาชีพใช้มีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นการเจาะเข้าระบบบัญชี LinkedIn ที่ไม่ได้ใช้งานแล้วแต่ยังมีเครดิตดี เพื่อนำมาสวมรอย การแอบอ้างโปรไฟล์วิศวกร ด้วยการนำข้อมูลประวัติของวิศวกรซอฟต์แวร์ที่มีตัวตนจริงมาใช้เพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ และการปลอมแปลงประวัติการศึกษา โดยเจ้าหน้าที่สังเกตเห็นพิรุธได้จากรูปแบบหมายเลขโทรศัพท์ที่ผิดปกติ หรือประวัติการศึกษาที่ไม่สอดคล้องกัน

Amazon ได้ใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ร่วมกับการตรวจสอบโดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญเพื่อคัดกรองใบสมัครเหล่านี้ พร้อมเตือนให้บริษัทอื่นๆ ร่วมกันแจ้งเบาะแสแก่ทางการหากพบพฤติกรรมที่น่าสงสัย

ก่อนหน้านี้ในเดือนมิถุนายน รัฐบาลสหรัฐฯ เคยบุกทลาย “ฟาร์มแล็ปท็อป” ผิดกฎหมายถึง 29 แห่งทั่วประเทศ และเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีหญิงชาวรัฐแอริโซนาถูกตัดสินจำคุกกว่า 8 ปี หลังพบว่าเธอช่วยเจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือให้ได้งานในบริษัทสหรัฐฯ กว่า 300 แห่ง สร้างรายได้หมุนเวียนให้ระบบนี้และรัฐบาลเกาหลีเหนือไปมากกว่า 17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 600 ล้านบาท).

ที่มา BBC

“ทรัมป์” ประกาศสร้างเรือรบชั้นใหม่ ตั้งชื่อตัวเอง “Trump-class” ชูทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์

"ทรัมป์" ประกาศสร้างเรือรบชั้นใหม่ ตั้งชื่อตัวเอง "Trump-class" ชูทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์

23 ธ.ค. 2568 11:06 น.

“ทรัมป์” ประกาศสร้างเรือรบชั้นใหม่ ตั้งชื่อตัวเอง “Trump-class” ชูทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศสร้างเรือรบติดอาวุธหนักรุ่นใหม่ภายใต้ชื่อชั้น “ทรัมป์” (Trump-class) ชูจุดเด่นเป็นเรือรบที่ใหญ่และมีแสนยานุภาพที่สุดเท่าที่สหรัฐฯ เคยมีมา โดยเป็นส่วนหนึ่งของ “กองเรือทองคำ” ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ พร้อมประกาศกร้าวจะพาสหรัฐฯ กลับมาเป็นมหาอำนาจด้านการต่อเรือเพื่อครองความยิ่งใหญ่ทางทะเลทั่วโลก

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (22 ธ.ค.) ณ รีสอร์ตมาราลาโก รัฐฟลอริดา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สร้างความฮือฮาด้วยการประกาศแผนการสร้างเรือรบชั้นใหม่ที่จะใช้ชื่อของตัวเขาเอง ซึ่งโดยปกติแล้วการตั้งชื่อเรือรบตามชื่อผู้นำมักจะทำเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้นำที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว

ทรัมป์ระบุว่าในเบื้องต้นจะมีการสร้างเรือชั้น “ทรัมป์” จำนวน 2 ลำ และอาจมีการผลิตเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมากในอนาคต โดยเขาให้คำจำกัดความว่าเป็น “เรือรบผิวน้ำที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงที่สุด” และเป็น “เรือรบที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ”

การก่อสร้างเรือรบชั้นทรัมป์ “USS Defiant” ซึ่งจะติดตั้งอาวุธหลากหลายชนิด คาดว่าจะเริ่มขึ้นในเร็วๆ นี้ โดยทรัมป์กล่าวว่าเรือเหล่านี้จะพร้อมใช้งานได้ภายใน 2 ปีครึ่ง เรือดังกล่าวจะมีระวางขับน้ำประมาณ 30,000 ถึง 40,000 ตัน ซึ่งใหญ่กว่าเรือพิฆาตและเรือครุยเซอร์ในปัจจุบัน แต่อาจจะเล็กกว่าเรือรบชั้น Iowa ในอดีตเล็กน้อย เรือยังจะมีการติดตั้งทั้งปืนใหญ่ ขีปนาวุธ และอาวุธล้ำสมัยที่กำลังพัฒนา เช่น เลเซอร์ และ ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก นอกจากนั้นเรือยังสามารถบรรทุกขีปนาวุธร่อนชนิดยิงจากทะเลที่ติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ได้

ทรัมป์ ซึ่งเคยวิพากษ์วิจารณ์รูปลักษณ์ของเรือรบสหรัฐฯ ในอดีต ยืนยันว่าเขาจะเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบร่วมกับกองทัพเรือด้วยตัวเอง โดยให้เหตุผลว่าเขาเป็น “คนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสุนทรียภาพอย่างมาก” เมื่อถูกถามว่าการสร้างเรือนี้เพื่อคานอำนาจกับจีนหรือไม่ ทรัมป์ปฏิเสธที่จะระบุเจาะจง โดยกล่าวเพียงว่า “มันเป็นการคานอำนาจกับทุกคน ไม่ใช่แค่จีน เรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับจีน”

การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลว่าสหรัฐฯ กำลังล้าหลังจีนในด้านจำนวนเรือรบ โดยรายงานต่อรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อต้นปีระบุว่าอัตราการต่อเรือของจีนนั้นรวดเร็วจนน่ากังวล

ด้านนายจอห์น ฟีแลน รัฐมนตรีว่าการทบวงทหารเรือ ระบุว่าก่อนหน้านี้มีการยกเลิกและทบทวนโครงการเรือคอร์เวตชั้น Constellation บางส่วน และหันมามุ่งเน้นแผนการใหม่ๆ เพื่อเสริมทัพเรือขนาดใหญ่ให้แข็งแกร่งขึ้น

“เราจะทำให้สหรัฐอเมริกากลับมาเป็นมหาอำนาจด้านการต่อเรืออีกครั้ง” ทรัมป์กล่าวทิ้งท้ายว่า “เราจะทำให้กองทัพเรือสหรัฐฯ ทรงพลังที่สุดในโลกไปอีกยาวนาน โดยมีเรือรบเหล่านี้เป็นกำลังสำคัญในการนำทาง”.

ที่มา BBC

มหาดไทยกัมพูชาเปิดเผยตัวเลขพลเรือนเสียชีวิตจากการสู้รบกับไทยอยู่ที่ 21 ศพ บาดเจ็บ 83 ราย

มหาดไทยกัมพูชาเปิดเผยตัวเลขพลเรือนเสียชีวิตจากการสู้รบกับไทยอยู่ที่ 21 ศพ บาดเจ็บ 83 ราย

23 ธ.ค. 2568 10:27 น.

มหาดไทยกัมพูชาเปิดเผยตัวเลขพลเรือนเสียชีวิตจากการสู้รบกับไทยอยู่ที่ 21 ศพ บาดเจ็บ 83 ราย

กระทรวงมหาดไทยกัมพูชาแถลง ยอดพลเรือนเสียชีวิตจากการยิงปะทะและโจมตีทางอากาศเพิ่มเป็น 21 ศพ ผู้บาดเจ็บไม่ต่ำกว่า 83 ราย ขณะที่ประชาชนกว่า 5 แสนคนต้องอพยพหนีการสู้รบ

วันที่ 23 ธันวาคม 2568 กระทรวงมหาดไทยกัมพูชาออกแถลงการณ์ ระบุว่า การยิงปืนใหญ่และการโจมตีทางอากาศที่กัมพูชาอ้างว่าเป็นฝีมือของกองทัพไทย ส่งผลให้พลเรือนกัมพูชาเสียชีวิตแล้ว 21 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 83 ราย

แถลงการณ์ระบุว่า มีพลเรือนซึ่งเป็นผู้พลัดถิ่นเสียชีวิต 1 ศพในจังหวัดอุดรมีชัย  และมีผู้ได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติมอีก 3 ราย ในจังหวัดบันทายมีชัย ขณะเดียวกัน จำนวนประชาชนที่ต้องอพยพออกจากพื้นที่การสู้รบเพิ่มขึ้นเป็น 544,703 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้หญิง 285,544 คน และเด็ก 174,006 คน โดยทางการกัมพูชาระบุว่า ตัวเลขจะเพิ่มขึ้นอีกหากสถานการณ์การสู้รบขยายวงกว้าง

กัมพูชาระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายมากกว่า 100 หลัง รวมถึงโรงเรียน ศูนย์สาธารณสุข วัดและศาสนสถานหลายแห่ง ตลอดจนสะพาน และอาคารพาณิชย์ของพลเรือนจำนวนหนึ่ง

กระทรวงมหาดไทยกัมพูชาระบุในแถลงการณ์ว่า จนถึงขณะนี้ ประชาชนกัมพูชากว่า 500,000 คน รวมถึงสตรีและเด็ก กำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก หลังถูกบังคับให้ละทิ้งบ้านเรือนและโรงเรียน เพื่อหลบหนีกระสุน ปืนใหญ่ และการทิ้งระเบิดทางอากาศจากเครื่องบินขับไล่ F-16 ของไทย ซึ่งได้ทำลายบ้านเรือนและหมู่บ้านไปแล้ว. 

ที่มา Phnom Penh Post

สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ จักรพรรดิพระองค์ก่อนของญี่ปุ่น ทรงเจริญพระชนมายุ 92 พรรษา

สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ จักรพรรดิพระองค์ก่อนของญี่ปุ่น ทรงเจริญพระชนมายุ 92 พรรษา

23 ธ.ค. 2568 09:39 น.

สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ จักรพรรดิพระองค์ก่อนของญี่ปุ่น ทรงเจริญพระชนมายุ 92 พรรษา

สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ พระจักรพรรดิพระองค์ก่อนของญี่ปุ่น ทรงเจริญพระชนมายุ 92 พรรษา สำนักพระราชวังแถลงพระอาการด้านพระหทัยอยู่ในภาวะคงที่   

วันที่ 23 ธันวาคม 2568 สำนักพระราชวังญี่ปุ่นแถลงว่า สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ  พระจักรพรรดิพระองค์ก่อนของญี่ปุ่น ทรงเจริญพระชนมายุ 92 พรรษา ในวันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม ท่ามกลางการถวายพระพรจากราชวงศ์และเหล่าพสกนิกร

แถลงการณ์ระบุว่า สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ ซึ่งทรงมีพระอาการประชวรเกี่ยวกับพระหทัย ได้เสด็จเข้ารับการถวายการรักษาพระอาการในโรงพยาบาลกรุงโตเกียว ครั้งละ 5 วัน เมื่อเดือนพฤษภาคมและกรกฎาคมที่ผ่านมา หลังแพทย์วินิจฉัยว่าทรงมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดโดยไม่แสดงอาการ และภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะจากห้องบน (supraventricular arrhythmia)  ขณะนี้ทรงรับการถวายยาดูแลพระอาการ และพระอาการโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างทรงตัว

ขณะที่ปัจจุบัน สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะยังทรงศึกษาวิจัยด้านปลาบู่ ซึ่งเป็นงานทางวิชาการที่ทรงสนพระราชหฤทัยมาอย่างยาวนาน โดยทรงปฏิบัติงานในห้องปฏิบัติการภายในพระราชวังและสถานที่อื่น ๆ

ทั้งนี้ จะมีการจัดงานถวายพระพรเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ บริเวณที่ประทับในวันเดียวกัน โดยสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ สมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะ มกุฎราชกุมารอากิชิโนะ และพระบรมวงศานุวงศ์อื่น ๆ จะเสด็จเข้าร่วมงาน.

ที่มา NHK

ฝูงชนแตกตื่น รถพุ่งชนป้ายรถเมล์ในเยอรมนี บาดเจ็บ 3 ราย อาการสาหัส 1 คน

ฝูงชนแตกตื่น รถพุ่งชนป้ายรถเมล์ในเยอรมนี บาดเจ็บ 3 ราย อาการสาหัส 1 คน

23 ธ.ค. 2568 08:58 น.

ฝูงชนแตกตื่น รถพุ่งชนป้ายรถเมล์ในเยอรมนี บาดเจ็บ 3 ราย อาการสาหัส 1 คน

เกิดเหตุระทึก รถยนต์พุ่งชนป้ายรถเมล์ทางตอนเหนือของเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 3 คน ในจำนวนนี้ 1 คนอาการสาหัส

คนขับรถซึ่งเป็นชายวัย 32 ปี สัญชาติอาเซอร์ไบจาน ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไว้เพื่อสอบสวน โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในเมืองกีสเซิน (Giessen) ห่างจากแฟรงก์เฟิร์ตไปทางเหนือราว 53 กิโลเมตร เมื่อเวลาประมาณ 16.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น

จุดเกิดเหตุอยู่ห่างจากตลาดคริสต์มาสของเมืองเพียงไม่กี่ร้อยเมตร สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

ตำรวจระบุในแถลงการณ์ว่า “ขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์ และอยู่ระหว่างการสอบสวนอย่างละเอียด”

จากข้อมูลเบื้องต้น คนขับรถซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองกีสเซิน ได้ขับรถพุ่งชนรถยนต์อีก 2 คันที่วิ่งอยู่ในทิศทางเดียวกัน ก่อนจะเสียหลักพุ่งเข้าใส่กลุ่มคนที่ยืนอยู่บริเวณป้ายรถเมล์ หลังจากเกิดเหตุ คนขับยังคงขับรถยนต์ยี่ห้อออดี้ต่อไป ก่อนจะหยุดรถและถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมในเวลาต่อมา

ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแรงจูงใจหรืออาการของผู้บาดเจ็บ โดยเจ้าหน้าที่จะให้ข้อมูลเพิ่มเติมเมื่อการสอบสวนมีความคืบหน้า.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เยอรมนี