พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เร่งอุดช่องโหว่ ติดเหล็กดัดหน้าต่างที่ถูกโจรบุก

พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เร่งอุดช่องโหว่ ติดเหล็กดัดหน้าต่างที่ถูกโจรบุก

24 ธ.ค. 2568 08:50 น.

พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เร่งอุดช่องโหว่ ติดเหล็กดัดหน้าต่างที่ถูกโจรบุก

พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เร่งอุดช่องโหว่ เสริมมาตรการรักษาความปลอดภัย ด้วยการติดเหล็กดัดหน้าต่างที่ถูกโจรบุก ขโมยอัญมณีราชวงศ์มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สูญหายไร้ร่องรอย

พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ แลนด์มาร์กระดับโลกใจกลางกรุงปารีส เริ่มเดินหน้าเสริมมาตรการรักษาความปลอดภัย หลังเกิดเหตุโจรกรรมอัญมณีครั้งอื้อฉาวที่เขย่าวงการพิพิธภัณฑ์โลก ชิงเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเครื่องเพชรล้ำค่า มูลค่ากว่า 102 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถติดตามของกลางกลับมาได้

โดยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่ลูฟวร์ปิดให้บริการ เจ้าหน้าที่ซ่อมบำรุงสวมหมวกนิรภัยและเสื้อสะท้อนแสง ใช้ลิฟต์ขนของยกตัวขึ้นไปยังระเบียงชั้นสอง เพื่อติดตั้งเหล็กดัดเสริมความปลอดภัยบริเวณหน้าต่างของอพอลโล แกลเลอรี ซึ่งเป็นจุดที่กลุ่มโจรใช้เป็นทางเข้าในการก่อเหตุเมื่อเดือนตุลาคม

ภาพเหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนเหตุโจรกรรมเมื่อวันที่ 19 ตุลาคมที่ผ่านมาอย่างน่าตกใจ เมื่อคนร้ายปลอมตัวเป็นคนงาน ใช้ลิฟต์ลักษณะเดียวกันขึ้นไปยังระเบียง ก่อนตัดกระจกหน้าต่างและบุกเข้าไปในห้องจัดแสดงอัญมณี

รายงานระบุว่า กลุ่มโจรใช้เวลาเพียง 8 นาที กวาดทรัพย์สินล้ำค่าหลายชิ้น ทั้งเทียร่า ต่างหูมรกต สร้อยคอไพลิน และเครื่องประดับประวัติศาสตร์อื่นๆ ก่อนหลบหนีออกไปอย่างไร้ร่องรอย ท่ามกลางคำถามถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยของพิพิธภัณฑ์ที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในโลก

แม้เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสจะจับกุมผู้ต้องสงสัยได้แล้ว 4 ราย และมีการตั้งข้อหาดำเนินคดี แต่จนถึงขณะนี้ อัญมณีที่ถูกขโมยไปยังไม่ถูกค้นพบ ทำให้การสืบสวนยังคงดำเนินต่อไป

โดยทางพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการติดตั้งเหล็กดัดและการปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยในครั้งนี้.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์

ยูเครนเสียเมือง “ซีเวิร์สก์” ทางตะวันออก หลังรบหนักหลายเดือน

ยูเครนเสียเมือง “ซีเวิร์สก์” ทางตะวันออก หลังรบหนักหลายเดือน

24 ธ.ค. 2568 05:46 น.

ยูเครนเสียเมือง “ซีเวิร์สก์” ทางตะวันออก หลังรบหนักหลายเดือน

ทางการยูเครนยอมรับ ถอนทหารออกจากเมืองซีเวิร์สก์ ทางตะวันออกของประเทศแล้ว หลังจากรัสเซียอ้างว่าสามารถยึดเมืองแห่งนี้ได้แล้ว

เมื่อวันอังคารที่ 23 ธ.ค. 2568 กองทัพของยูเครนถอนกำลังทหารออกจากเมือง ซีเวิร์สก์ (Siversk) ทางตะวันออกของประเทศแล้ว ในขณะที่รัสเซียยังคงรุกคืบอย่างต่อเนื่องแม้จะเป็นไปอย่างล่าช้าก็ตาม

กองทัพยูเครนระบุเมื่อวันอังคารว่า การตัดสินใจดังกล่าวทำไปเพื่อรักษาชีวิตของทหารและขีดความสามารถในการสู้รบของหน่วยต่าง ๆ พร้อมเสริมว่ากองกำลังรัสเซียมี “ความได้เปรียบอย่างมากในด้านกำลังพล”

การยึดครองเมืองซีเวิร์สก์ทำให้รัสเซียขยับเข้าใกล้เมืองสโลเวียนสก์ (Sloviansk) กับเมืองครามาทอร์สก์ (Kramatorsk) ซึ่งเป็นเมืองแนวป้องกันสำคัญแห่งสุดท้ายในแคว้นโดเนตสก์ที่ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของยูเครน

ทั้งนี้ รัสเซียเริ่มเปิดฉากบุกโจมตียูเครนเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 และในปัจจุบันรัฐบาลมอสโกควบคุมพื้นที่ประมาณ 20% ของดินแดนยูเครน โดยควบคุมแคว้นโดเนตสก์ได้ 75% และควบคุมแคว้นลูฮานสก์ที่อยู่ติดกันได้แล้ว 99%

กองทัพยูเครนระบุในแถลงการณ์ว่า กองทัพรัสเซียยังคงดำเนิน “ปฏิบัติการรุกคืบอย่างหนัก” ในบริเวณเมืองซีเวิร์สก์ แม้จะมีการสูญเสียอย่างมากก็ตาม และอ้างว่า “กองกำลังป้องกันของยูเครนได้ทำให้ศัตรูอ่อนกำลังลงอย่างมากในระหว่างการสู้รบเพื่อชิงเมืองซีเวิร์สก์”

ก่อนการรุกรานของรัสเซีย เมืองซีเวิร์สก์มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 11,000 คน แต่ปัจจุบัน เมืองซีเวิร์สก์ถูกทำลายจนแทบไม่เหลือสภาพความเป็นเมืองจากการสู้รบอย่างหนักที่ดำเนินมานานหลายเดือน

เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน รัสเซียออกมาอ้างว่าสามารถควบคุมเมืองนี้ได้แล้ว แต่ในขณะนั้นยูเครนปฏิเสธข้อกล่าวอ้างดังกล่าว

อนึ่ง วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย เตือนซ้ำหลายครั้งว่า กองทัพยูเครนจะต้องถอนกำลังออกจากภูมิภาคดอนบาสทั้งหมด (ประกอบด้วยแคว้นโดเนตสก์กับลูฮานสก์) ถ้าไม่ทำรัสเซียจะใช้กำลังเข้ายึดครอง พร้อมปฏิเสธข้อเสนอประนีประนอมใด ๆ ในการทำข้อตกลงยุติสงคราม

ด้าน โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กำลังตกอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างหนักจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้ยอมยกดินแดนดอนบาสทั้งหมดให้แก่รัสเซีย ในระหว่างการเจรจาสันติภาพที่นำโดยรัฐบาลวอชิงตันซึ่งกำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้

แต่จนถึงปัจจุบัน เซเลนสกียังคงยืนยันว่าจะไม่มีการอ่อนข้อเรื่องดินแดน และเรียกร้องให้มีการรับประกันความมั่นคงแก่ยูเครนอย่างหนักแน่นในข้อตกลงใดก็ตามที่อาจเกิดขึ้น

เซเลนสกีบอกด้วยว่า สหรัฐฯ ได้เสนอให้มีการประกาศหยุดยิงในช่วงคริสต์มาส แต่ทางรัสเซียได้ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ลิเบียช็อก ผู้บัญชาการกองทัพเครื่องบินตก เสียชีวิตที่ตุรกี

ลิเบียช็อก ผู้บัญชาการกองทัพเครื่องบินตก เสียชีวิตที่ตุรกี

24 ธ.ค. 2568 05:14 น.

ลิเบียช็อก ผู้บัญชาการกองทัพเครื่องบินตก เสียชีวิตที่ตุรกี

ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของลิเบียประสบเหตุเครื่องบินตกเสียชีวิตที่ประเทศตุรกี ขณะกำลังเดินทางกลับหลังจากเจรจาความร่วมมือกับรัฐบาลตุรกี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พลเอก โมฮัมเหม็ด อาลี อาเหม็ด อัล-ฮัดดัด ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของลิเบีย เสียชีวิตแล้ว หลังจากเครื่องบิน Falcon 50 ที่เขาโดยสารร่วมกับบุคคลอื่นอีก 4 คน ตกในประเทศตุรกี เมื่อช่วงค่ำวันอังคารที่ผ่านมา (23 ธ.ค. 2568)

นายอาลี เยอร์ลิคายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของตุรกี โพสต์ข้อความผ่าน X ว่าสัญญาณขาดหายไปจากเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวลำดังกล่าวเมื่อเวลา 20:52 น. วันอังคารตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเป็นเวลาประมาณ 42 นาทีหลังจากเครื่องบินทะยานขึ้นจากสนามบินในกรุงอังการา

เครื่องบินเจ็ตลำนี้กำลังเดินทางไปยังกรุงตริโปลีของลิเบีย ก่อนจะมีการส่งสัญญาณร้องขอลงจอดฉุกเฉิน และจากนั้น สัญญาณการติดต่อก็ขาดหายไป ต่อมามีการพบซากเครื่องบินใกล้กับหมู่บ้านเคสิกคาวัค (Kesikkavak) ในเขตไฮมานา (Haymana) ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงอังการา และขณะนี้กำลังมีการสืบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุในครั้งนี้

ด้านนายอับดุล ฮามิด ดเบบาห์ นายกรัฐมนตรีของรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (GNU) ซึ่งได้รับการยอมรับจากนานาชาติ กล่าวว่าเขาได้รับแจ้งข่าวการเสียชีวิตของพลเอกฮัดดัด และเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงคนอื่นๆ ของลิเบียที่อยู่บนเครื่องบินเจ็ตลำดังกล่าวแล้ว

นายกรัฐมนตรีระบุว่านี่เป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของชาติ เนื่องจากลิเบียได้ “สูญเสียบุรุษผู้รับใช้ประเทศชาติด้วยความจริงใจและทุ่มเท”

พลเอกฮัดดัดและคณะเดินทางไปยังประเทศตุรกีเพื่อการเจรจาหารือ โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการทหารและความมั่นคงระหว่างทั้งสองประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

อนึ่ง ตุรกีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในลิเบียมากขึ้น หลังจากตุรกีเข้าแทรกแซงในปี 2562 เพื่อป้องกันไม่ให้กองกำลังติดอาวุธจากทางตะวันออกของลิเบียขับไล่รัฐบาลในกรุงตริโปลีซึ่งได้รับการยอมรับจากนานาชาติ และตั้งแต่นั้นมาตุรกีก็ได้สร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นทั้งในด้านการเมือง การทหาร และเศรษฐกิจ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ เผยเอกสารชุดใหม่ ชี้ทรัมป์เคยนั่งเครื่องบิน “เอปสตีน” 8 เที่ยว

สหรัฐฯ เผยเอกสารชุดใหม่ ชี้ทรัมป์เคยนั่งเครื่องบิน “เอปสตีน” 8 เที่ยว

24 ธ.ค. 2568 03:32 น.

สหรัฐฯ เผยเอกสารชุดใหม่ ชี้ทรัมป์เคยนั่งเครื่องบิน “เอปสตีน” 8 เที่ยว

ทางการสหรัฐฯ เผยเอกสารคดีของนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน ชุดใหม่จำนวนนับหมื่นฉบับ รวมถึงอีเมลที่บอกว่า โดนัลด์ ทรัมป์ เคยนั่งเครื่องบินส่วนตัวของอดีตนักการเงินรายนี้ถึง 8 เที่ยว

เมื่อวันอังคารที่ 23 ธ.ค. 2568 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เผยแพร่เอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องหาคดีล่วงละเมิดทางเพศ เพิ่มเติมอีกหลายพันฉบับ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความล่าช้าในการเผยแพร่และการเซนเซอร์ข้อมูลอย่างหนัก

เอกสารชุดล่าสุดที่ถูกเผยแพร่ลงบนโลกออนไลน์มีจำนวนอย่างน้อย 11,000 ฉบับ ซึ่งรวมถึงวิดีโอและบันทึกเสียงหลายร้อยรายการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพจากกล้องวงจรปิดในเดือนสิงหาคม 2562 ซึ่งเป็นเดือนที่นายเอปสตีนถูกพบว่าเสียชีวิตในห้องขังระหว่างรอการพิจารณาคดีในข้อหาค้ามนุษย์เพื่อการค้าประเวณี

ภาพที่นายทรัมป์ เคยถ่ายคู่กับ กิสเลน แมกซ์เวลล์ คนสนิทของนายเอปสตีน
ภาพที่นายทรัมป์ เคยถ่ายคู่กับ กิสเลน แมกซ์เวลล์ คนสนิทของนายเอปสตีน

เอกสารที่เผยแพร่ออกมา รวมถึงอีเมลในปี 2544 ที่ส่งโดยบุคคลอักษรย่อ “A” จาก “บัลมอรัล” ถึง กิสเลน แมกซ์เวลล์ คนสนิทของนายเอปสตีน โดยส่งจากที่อยู่อีเมลที่ใช้ชื่อว่า “The Invisible Man” (มนุษย์ล่องหน) ถามแมกซ์เวลล์ว่า “คุณหาเพื่อนใหม่ที่ไม่เหมาะสมให้ฉันได้บ้างไหม?”

“The Invisible Man” เป็นนามปากกาที่เคยปรากฏเชื่อมโยงกับที่อยู่อีเมล 2 แห่งซึ่งหนึ่งในนั้นมีรายชื่ออยู่ในสมุดโทรศัพท์ของนายเอปสตีนภายใต้ชื่อผู้ติดต่อว่า “Duke of York” (ดยุกแห่งยอร์ก)

นอกจากนี้ ยังมีการโต้ตอบทางอีเมลอีกฉบับที่พูดถึง “เด็กผู้หญิง” ในทริปเดินทางไปประเทศเปรู ซึ่งทาง BBC ได้ติดต่อไปยังทีมงานของ แอนดรูว์ เมานต์แบ็ตเทน-วินด์เซอร์ (อดีตเจ้าชายแอนดรูว์) เพื่อขอคำชี้แจงแล้ว แต่ยังไม่มีการตอบรับ

เอกสารชุดล่าสุดนี้ ยังรวมถึงวิดีโอปลอมที่อ้างว่าแสดงภาพ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ภายในห้องขังที่นิวยอร์กในวันที่เขาเสียชีวิต กับอีเมลที่ระบุว่า โดนัลด์ ทรัมป์ เคยเป็นผู้โดยสารบนเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวของเอปสตีนจำนวน 8 เที่ยว ระหว่างปี 2536 ถึง 2539

จดหมายจากเอปสตีนที่ส่งถึง แลร์รี นาสซาร์ นักโทษประหารคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กหญิงหลายร้อยคน และมีการอ้างถึง โดนัลด์ ทรัมป์ อย่างกว้างๆ
จดหมายจากเอปสตีนที่ส่งถึง แลร์รี นาสซาร์ นักโทษประหารคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กหญิงหลายร้อยคน และมีการอ้างถึง โดนัลด์ ทรัมป์ อย่างกว้างๆ

อนึ่ง กฎหมายความโปร่งใสในแฟ้มข้อมูลเอปสตีน (EFTA) ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรสอย่างเป็นเอกฉันท์และลงนามโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กำหนดให้มีการเปิดเผยแฟ้มข้อมูลเอปสตีนทั้งหมดภายในวันศุกร์ของสัปดาห์ก่อน

นายทอดด์ บลานช์ รองอัยการสูงสุดอ้างว่าความล่าช้าเกิดจากความจำเป็นในการเซนเซอร์ตัวตนของเหยื่อของนายเอปสตีนมากกว่า 1,000 ราย ออกจากเอกสารและรูปภาพหลายแสนฉบับที่อยู่ในความครอบครองของรัฐบาล และยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้ปกปิดข้อมูลในเอกสารต่างๆ เพื่อปกป้องโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเคยเป็นเพื่อนกับนายเอปสตีน

ทางด้าน นายโร คันนา จากพรรคเดโมแครต และ นายโธมัส แมสซี จากพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นผู้ร่วมเสนอกฎหมาย EFTA ได้ออกมาขู่เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ว่าจะดำเนินการตั้งข้อหาดูหมิ่นสภาคองเกรสต่อ อัยการสูงสุด แพม บอนดี เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

ขณะที่ นายชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครต ได้เสนอญัตติเมื่อวันจันทร์เพื่อให้มีการดำเนินคดีทางกฎหมายต่อรัฐบาลของทรัมป์ ข้อหาล้มเหลวในการเปิดเผยแฟ้มข้อมูลเอปสตีนฉบับสมบูรณ์

“แทนที่จะสร้างความโปร่งใส รัฐบาลของทรัมป์กลับเผยแพร่ไฟล์เพียงเศษเสี้ยวเดียว และปิดทับข้อมูลส่วนใหญ่ในเอกสารอันน้อยนิดที่พวกเขามอบให้” นายชูเมอร์ระบุในแถลงการณ์

ทั้งนี้ การเซนเซอร์ข้อมูลอย่างกว้างขวางในเอกสารหลายฉบับ ประกอบกับการควบคุมการเปิดเผยข้อมูลอย่างเข้มงวดโดยเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลของทรัมป์ ได้กระตุ้นให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่า การเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้จะสามารถสยบทฤษฎีสมคบคิดเรื่องการปกปิดข้อมูลในระดับสูงได้จริงหรือไม่

ชุดเอกสารที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ประกอบด้วยรูปภาพของอดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน จากพรรคเดโมแครต และบุคคลที่มีชื่อเสียงรายอื่นๆ เช่น ป๊อปสตาร์อย่าง มิก แจ็กเกอร์ (Mick Jagger) และ ไมเคิล แจ็กสัน (Michael Jackson) ซึ่งต่างอยู่ในวงสังคมของเอปสตีน

ทางด้านคลินตันได้ออกแถลงการณ์ผ่านทางโฆษก แองเจิล อูเรนา (Angel Urena) โดยเรียกร้องให้กระทรวงยุติธรรมเปิดเผยเอกสารใดๆ ก็ตามในแฟ้มข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับอดีตประธานาธิบดี พร้อมระบุว่าเขาไม่มีอะไรต้องปิดบัง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna , bbc

อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ คืนใบอนุญาตครอบครองปืน ตามคำขอของตำรวจ

อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ คืนใบอนุญาตครอบครองปืน ตามคำขอของตำรวจ

24 ธ.ค. 2568 01:49 น.

อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ คืนใบอนุญาตครอบครองปืน ตามคำขอของตำรวจ

สื่ออังกฤษเผย อดีตเจ้าชายแอนดรูว์คืนใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืนให้แก่ตำรวจแล้ว ท่ามกลางเรื่องอื้อฉาวที่เกี่ยวข้องกับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ซึ่งทำให้เขาถูกถอดยศเจ้าชาย

สำนักข่าว บีบีซี รายงานในวันอังคารที่ 23 ธ.ค. 2568 ว่า แอนดรูว์ เมานต์แบ็ตเทน-วินด์เซอร์ หรือ อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ได้สมัครใจคืนใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืนแล้ว หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาลกรุงลอนดอนเดินทางเข้าพบ ที่คฤหาสน์ รอยัล ลอดจ์ (Royal Lodge) ในวินด์เซอร์ เมื่อเดือนก่อน

โฆษกตำรวจนครบาลระบุว่า เมื่อวันพุธที่ 19 พ.ย. เจ้าหน้าที่ฝ่ายออกใบอนุญาตอาวุธปืนของตำรวจนครบาลได้เดินทางไปยังที่พักแห่งหนึ่งในวินด์เซอร์ เพื่อร้องขอให้ชายวัยราว 60 ปีรายหนึ่ง สมัครใจคืนใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืนและปืนลูกซอง โดยไม่ได้ระบุชื่อของแอนดรูว์แต่อย่างใด โดยย้ำว่า ใบอนุญาตดังกล่าวถูกส่งคืนเรียบร้อยแล้ว

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าทำไมอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นผู้ชื่นชอบการล่าสัตว์ จึงสละใบอนุญาตของเขา อย่างไรก็ตาม การคืนใบอนุญาตไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นจะไม่มีสิทธิ์เข้าถึงอาวุธปืนของตนเองอีกต่อไป แต่หมายความว่า เขาจะสามารถใช้หรือขนย้ายอาวุธปืนได้ก็ต่อเมื่ออยู่ภายใต้การดูแลเท่านั้น

ทั้งนี้ คาดกันว่าแอนดรูว์จะย้ายออกจากคฤหาสน์ รอยัล ลอดจ์ ไปอยู่ที่มณฑลนอร์ฟอล์ก (Norfolk) ในช่วงปีใหม่ หลังจากที่เขาถูกถอดถอนฐานันดรศักดิ์เนื่องจากความเกี่ยวข้องกับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงินชื่อฉาว ผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศเด็ก

อดีตเจ้าชายจะย้ายไปยังที่พักซึ่งไม่มีการเปิดเผยตำแหน่งในเขตพระราชฐานแซนดริงแฮม ซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 พระเชษฐาของเขา

ความเชื่อมโยงระหว่างแอนดรูว์กับเอปสตีนกลับมาเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อีกครั้งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ ได้เปิดเผยภาพถ่ายของเขาที่นอนอยู่บนตักของกลุ่มหญิงสาวถึง 5 คน โดยเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดเผย “แฟ้มข้อมูลเอปสตีน” ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม การปรากฏชื่อหรือภาพในแฟ้มข้อมูลนี้ไม่ใช่หลักฐานของการก่ออาชญากรรม และแอนดรูว์ปฏิเสธความผิดทุกประการที่เกี่ยวข้องกับเอปสตีนมาโดยตลอด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เกรตา ทุนแบร์ก โดนจับกุมในลอนดอน ร่วมชุมนุมหนุนปาเลสไตน์

เกรตา ทุนแบร์ก โดนจับกุมในลอนดอน ร่วมชุมนุมหนุนปาเลสไตน์

24 ธ.ค. 2568 00:57 น.

เกรตา ทุนแบร์ก โดนจับกุมในลอนดอน ร่วมชุมนุมหนุนปาเลสไตน์

เกรตา ทุนแบร์ก โดนจับกุมตัวในกรุงลอนดอน โทษฐานแสดงการสนับสนุนองค์กรต้องห้าม หลังเธอออกมาร่วมการชุมนุมหนุนนักเคลื่อนไหวปาเลสไตน์

เมื่อวันอังคารที่ 23 ธ.ค. 2568 เกรตา ทุนแบร์ก นักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมคนดัง ถูกจับกุมตัวในกรุงลอนดอนเมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่น) ระหว่างการชุมนุมที่ถนนเฟนเชิร์ช เพื่อสนับสนุนกลุ่มนักเคลื่อนไหว Palestine Action ซึ่งกำลังอดอาหารประท้วงภายในเรือนจำในอังกฤษ

ในวิดีโอที่กลุ่ม “นักโทษเพื่อปาเลสไตน์” (Prisoners for Palestine) เผยแพร่ แสดงให้เห็นทุนแบร์ก นักเคลื่อนไหวชาวสวีเดนในวัย 22 ปี ถือป้ายที่มีข้อความว่า “ฉันสนับสนุนเหล่านักโทษ Palestine Action” และ “ฉันต่อต้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์”

ตำรวจลอนดอนระบุว่า ได้รับแจ้งให้ไปยังพื้นที่ดังกล่าวเมื่อเวลาประมาณ 07:00 น. ตามเวลามาตรฐานกรีนิช (GMT) หลังจากมีการใช้ค้อนและสีแดงทำความเสียหายแก่ตัวอาคาร

เจ้าหน้าที่ระบุว่า หญิงวัย 22 ปีรายหนึ่ง (ไม่ระบุชื่อ) ถูกจับกุมในข้อหาแสดงแผ่นป้ายเพื่อสนับสนุนองค์กรต้องห้าม ซึ่งในกรณีนี้คือกลุ่ม Palestine Action ซึ่งถือเป็นการละเมิดมาตรา 13 ของพระราชบัญญัติการก่อการร้ายปี 2000 (Terrorism Act 2000)

นอกจากนั้น ตำรวจเผยด้วยว่า ยังมีชายอีกคนกับหญิงอีกคนถูกจับกุมในฐานะผู้ต้องสงสัยว่าทำให้เสียทรัพย์ หลังจากที่พวกเขา “ใช้กาวทาตัวเองติดกับพื้นที่ใกล้เคียง” โดยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญได้ดำเนินการแกะตัวพวกเขาออกก่อนจะควบคุมตัวไป

กลุ่มประท้วง Prisoners for Palestine ระบุว่า พวกเขาได้จัดการประท้วงที่บริเวณหน้าสำนักงานของบริษัทประกัน Aspen Insurance ซึ่งผู้ประท้วงอ้างว่าให้บริการแก่บริษัท Elbit Systems บริษัทอาวุธที่มีความเชื่อมโยงกับอิสราเอล

ทั้งนี้ Palestine Action ถูกประกาศให้เป็น “องค์กรต้องห้าม” ภายใต้กฎหมายการก่อการร้ายของสหราชอาณาจักรเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ส่งผลให้การสนับสนุนหรือการแสดงออกเพื่อสนับสนุนกลุ่มดังกล่าวกลายเป็นความผิดทางอาญา

การประท้วงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่นักเคลื่อนไหวกลุ่ม Palestine Action หลายคนที่ถูกคุมขังถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงรายหนึ่งที่ปฏิเสธการรับประทานอาหารมานานถึง 52 วัน โดยนับตั้งแต่การอดอาหารประท้วงเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 2 พ.ย. มีนักโทษถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้วทั้งหมด 7 ราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ลั่น อาจขายน้ำมันดิบที่ยึดจากเวเนซุเอลา

ทรัมป์ลั่น อาจขายน้ำมันดิบที่ยึดจากเวเนซุเอลา

23 ธ.ค. 2568 23:00 น.

ทรัมป์ลั่น อาจขายน้ำมันดิบที่ยึดจากเวเนซุเอลา

โดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่า อาจขายน้ำมันดิบที่ยึดได้พร้อมกับเรือบรรทุกน้ำมันใกล้ชายฝั่งเวเนซุเอลา และขู่ด้วยว่า อาจโจมตีผู้ลักลอบขนยาเสพติดทางบกด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวระหว่างการให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวที่รัฐฟลอริดาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (22 ธ.ค. 2568) ว่า สหรัฐฯ จะเก็บน้ำมันดิบซึ่งบรรจุอยู่ในเรือบรรทุกน้ำมันที่สหรัฐฯ ยึดได้บริเวณนอกชายฝั่งเวเนซุเอลาเอาไว้ รวมถึงจะยึดตัวเรือเหล่านั้นไว้ด้วย และอาจขายน้ำมันดังกล่าวออกไป

คำกล่าวของประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีขึ้นในขณะที่รัฐบาลวอชิงตันยังคงเดินหน้ากดดัน นายนิโคลัส มาดูโร ผู้นำของเวเนซุเอลาให้ลงจากตำแหน่ง

“เราจะเก็บมันไว้” นายทรัมป์พูดถึงน้ำมันดิบดังกล่าว พร้อมเสริมว่า “เราอาจจะขาย หรือเราอาจจะเก็บไว้เอง หรือบางทีเราอาจจะนำไปใช้ในคลังน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ (Strategic Reserves) และเราจะยึดเรือเหล่านั้นไว้ด้วยเช่นกัน”

ในเดือนนี้ กองทัพสหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมันบริเวณนอกชายฝั่งเวเนซุเอลาไปแล้ว 2 ลำ โดยล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยรัฐบาลสหรัฐฯ กล่าวหาว่าเวเนซุเอลาใช้รายได้จากการขายน้ำมันเพื่อสนับสนุนอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ส่วนฝ่ายเวเนซุเอลาออกมาประณามการยึดทรัพย์สินดังกล่าวว่าเป็นพฤติกรรมเยี่ยง “โจรสลัด”

ทรัมป์ออกคำเตือนล่าสุดในขณะที่หน่วยยามฝั่งของสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าไล่ล่าเรือบรรทุกน้ำมันลำที่สาม ซึ่งทางการระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของ “กองเรือมืด” (dark fleet) ของเวเนซุเอลาที่ใช้เพื่อหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ “มันกำลังเคลื่อนที่ไป และในที่สุดเราก็จะจับมันได้” ทรัมป์กล่าว

นอกจากนี้ ในวันจันทร์ที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐฯ ระบุว่าได้ปฏิบัติการโจมตีเรือที่ต้องสงสัยว่าเป็นเรือลักลอบค้าของเถื่อนในน่านน้ำสากลทางตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก โดยกองบัญชาการภาคใต้ของสหรัฐฯ รายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 1 รายจากเหตุการณ์นี้

เมื่อนักข่าวถามว่าเป้าหมายของการยึดเรือบรรทุกน้ำมันดังกล่าว คือการบีบให้มาดูโรลงจากอำนาจใช่หรือไม่ นายทรัมป์ตอบว่า “ผมคิดว่ามันก็น่าจะเป็นอย่างนั้น… นั่นก็ขึ้นอยู่กับเขาว่าอยากจะทำอย่างไร ผมคิดว่ามันจะเป็นการฉลาดหากเขาทำเช่นนั้น แต่ก็นั่นแหละ เดี๋ยวเราก็จะได้รู้กัน”

หลายเดือนที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้เสริมกำลังทหารในแถบมหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลแคริบเบียน และได้ปฏิบัติการโจมตีเรือที่อ้างว่าลักลอบขนส่งยาเสพติดของเวเนซุเอลาไปแล้วหลายลำ จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 100 ราย

อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ไม่ได้แสดงหลักฐานต่อสาธารณะว่าเรือเหล่านั้นบรรทุกยาเสพติดจริง และกองทัพกำลังถูกตรวจสอบอย่างหนักจากรัฐสภาเกี่ยวกับปฏิบัติการโจมตีดังกล่าว

ในการแถลงเมื่อวันจันทร์ ทรัมป์ย้ำว่าสหรัฐฯ ตั้งใจจะโจมตีเป้าหมายบนบกด้วยเช่นกัน “เราจะเริ่มโครงการแบบเดียวกันนี้บนบกด้วย หากพวกเขาอยากจะมาทางบก พวกเขาจะต้องเจอกับปัญหาใหญ่แน่ พวกเขาจะถูกระเบิดจนเป็นจุล เพราะเราไม่ต้องการให้คนของเราต้องถูกวางยา (จากยาเสพติด)”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เปิดนโยบายสร้างศักยภาพคนรุ่นใหม่ รองรับอาชีพอนาคต

เปิดนโยบายสร้างศักยภาพคนรุ่นใหม่ รองรับอาชีพอนาคต

23 ธ.ค. 2568 21:39 น.

เปิดนโยบายสร้างศักยภาพคนรุ่นใหม่ รองรับอาชีพอนาคต

เปิดนโยบาย 3 พรรคการเมือง สร้างศักยภาพคนรุ่นใหม่ รองรับอาชีพอนาคต หวังปั้นสตาร์ทอัพทั่วประเทศ หวังให้เรียนฟรีถึงปริญญาตรี สาขาวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีการเกษตร

วันนี้ 23 ธ.ค. 2568 “ไทยรัฐดีเบต” เวทีดีเบตครั้งแรกของศึกเลือกตั้ง 2569 เพื่อนำแนวคิด นโยบาย ในการประกอบตัดสินใจก่อนถึงวันเลือกตั้งจริงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ได้รวบรวมสัมภาษณ์เกี่ยวกับนโยบายที่ส่งเสริมอาชีพให้กับคนรุ่นใหม่จาก 3 พรรคการเมือง

“เพื่อไทย” เด็กไทย ต้องเข้าถึงโอกาส

“ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การพัฒนาคนรุ่นใหม่ เราจะมุ่งเน้นในกลุ่มคนระดับมัธยมปลาย และในระดับมหาวิทยาลัย โดยมุ่งเน้นไปใน 2 ระดับคือ 1.สตาร์ทอัพ ที่ต้องพัฒนาในระบบต่างๆ เพื่อสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ทำอะไรอย่างที่ตัวเองคิดได้ อย่างแรกคือ การออกแบบโปรโตไทป์ (Prototype) ที่เมื่อเรานึกอะไรขึ้นมาบางอย่าง และทำออกมาเป็นสไลด์เพาเวอร์พอยต์ และถ้ารัฐบาลสามารถทำให้คนรุ่นใหม่มาเจอกับคนที่มีเงินลงทุน หรือเรียกว่า Angel Fund (แองเจิ้ล ฟันด์) ที่จะช่วยลงทุนให้โปรเจกต์ที่เป็นสไลด์ให้ออกมาเป็นชิ้นงาน เมื่อออกมาเป็นชิ้นงาน ก็อาจมีเวทีที่ทำให้คนรุ่นใหม่สามารถพัฒนาเป็นโปรเจกต์ที่ใหญ่ขึ้น หรือเขาสามารถไปเจอคนอื่นที่สามารถมาร่วมเป็นทีมเดียวกันได้ และทำให้เกิดระบบที่เกิดการขับเคลื่อนจะทำให้เกิดโอกาสมหาศาล

ต้องมีการทำมหาวิทยาลัยให้เป็นศูนย์บ่มเพาะ ที่จะมีกิจกรรมที่จะสามารถทำให้มาเจอเพื่อนที่ทำงานในลักษณะเดียวกัน ซึ่งต้องมีการเชิญชวนให้บริษัทเอกชนมาจัดกิจกรรมในมหาวิทยาลัย ซึ่งบริษัทเองก็จะได้คนรุ่นใหม่มาช่วยงานพาร์ทไทม์ เมื่อพากลุ่มคนเหล่านี้มาเจอกัน ในระดับประเทศรัฐบาลจะต้องมีการนำคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพไปเจอกับผู้ประกอบการในประเทศหรือต่างประเทศ

สุดท้ายแล้วการที่คนรุ่นใหม่จะยืนอยู่ได้ ต้องมี อาร์แอนดี (R&D) ของตัวเอง แต่ถ้าทำเองไม่ได้ ต้องมีระบบในการเชื่อมต่อกับมหาวิทยาลัย เพื่อซัพพอร์ตในการทำงานบางอย่าง นี่จะเป็นการสร้างศักยภาพให้ไทยแข่งขันในระดับโลกได้

โมเดลการพัฒนาคนรุ่นใหม่ สามารถทำได้ทุกภูมิภาคในประเทศไทย โดยแต่ละมหาวิทยาลัยมีความเชี่ยวชาญต่างกัน ดังนั้นการนำนวัตกรรมไปใส่ในมหาวิทยาลัยทุกภาค จะทำให้เกิดโปรดักต์ใหม่ๆ เป็นการดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยวทั่วโลก

“คนไทย เด็กไทย เกิดที่ไหนก็ได้ แต่ต้องเข้าถึงโอกาสได้ทัดเทียมกัน การพัฒนาศักยภาพของคนรุ่นใหม่ในทุกภาค จะทำให้เขาไม่ต้องออกมาไกลบ้าน แต่เราพยายามทำให้สตาร์ทอัพ ได้เจอกับบริษัทหรือนักลงทุนขนาดใหญ่ และควรจะต้องอยู่ใกล้ๆ กับแหล่งความรู้ในท้องถิ่น ซึ่งควรจะเข้าถึงนักลงทุน ดังนั้นการพัฒนาเพื่อรองรับคนในทุกภูมิภาคเพื่อให้มีการกระจายตัว”

สิ่งสำคัญผู้นำประเทศต้องมีเป้าหมายพัฒนาคนรุ่นใหม่ที่ชัดเจน คนรุ่นใหม่จะสามารถพัฒนาตัวเองได้ว่าเส้นทางของเขาถ้าเรียนในด้านนี้จะไปยังจุดไหนได้ต่อ แต่สิ่งที่เป็นปัญหาที่ผ่านมาคือ คนรุ่นใหม่จบมาแล้วหางานไม่ได้ในสาขานั้น ทั้งที่จริงเขาคือ คนที่มีความรู้ในเรื่องที่เรียน ดังนั้นถ้าเรามีการพัฒนาประเทศให้สามารถรองรับคนที่เริ่มในการพัฒนาธุรกิจใหม่

“พลังประชารัฐ” เรียนฟรีกลุ่มวิชา STEM

“ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า คนรุ่นใหม่ถือเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติ เราพยายามเปิดพื้นที่ให้กับคนรุ่นใหม่ แต่ก็ไม่ง่าย ตอนนี้มีความคิดกันว่าต้องมีการปรับเปลี่ยนการเรียนในระดับปริญญาตรี สำหรับบางสาขาให้มีการเรียนฟรี โดยเฉพาะกลุ่มวิชา STEM คือ วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics)

อีกประเด็นคือการดูแลเอสเอ็มอี ที่โดยรวมมีประมาณ 3.4 แสนราย มีการจ้างงานประมาณ 13 ล้านคน ซึ่งในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่สนใจทำธุรกิจจะออกมาในรูปแบบเอสเอ็มอี จึงต้องมีการกำหนดกติกาเพื่อขอให้แบงก์พาณิชย์ ปล่อยกู้ให้กับเอสเอ็มอีที่เป็นคนรุ่นใหม่มากขึ้น

และต้องมีการตั้งกองทุนสตาร์ทอัพ ที่เป็นกองทุนในการสนับสนุนธุรกิจหรือกิจการที่เป็นธุรกิจใหม่ เน้นธุรกิจที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีเอไอ และนวัตกรรมที่มีความก้าวหน้า เงินของกองทุนจะมาจากรัฐบาล ตลาดหลักทรัพย์ หรือจากสมาคมธนาคาร เงินในกองทุนจะเป็นเงินที่ร่วมลงทุนในธุรกิจของคนรุ่นใหม่

ที่ผ่านมาการพัฒนาศักยภาพของคนรุ่นใหม่ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากผู้บริหารรัฐบาลขาดความเข้าใจของคนรุ่นเก่าเสียส่วนใหญ่ ขณะนี้หลายพรรคการเมืองมีคนรุ่นใหม่ที่เข้าไปร่วมจำนวนมากขึ้น ดังนั้นรัฐบาลต้องมีการเปิดพื้นที่ให้กับคนรุ่นใหม่ได้ทำงานในสิ่งที่ต้องการ ขณะเดียวกันก็ต้องมีพื้นที่ให้กับผู้สูงวัยด้วย เพราะหลายคนก็ตกรุ่นในการใช้เทคโนโลยี จึงต้องมีการพัฒนาพื้นที่ในชุมชนให้คนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ ได้มาถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้สูงวัยในชุมชนด้วย

“พรรคเศรษฐกิจ” แปรรูปเกษตรทฤษฎีใหม่

พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ พรรคเศรษฐกิจ มองว่า การพัฒนาคนรุ่นใหม่ ต้องเริ่มจากการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและตัดวงจรหนี้ที่มีด้วยกัน 3 ก้อนคือ 1.หนี้รัฐบาล 2.หนี้ประชาชน 3.หนี้ภาคธุรกิจ ที่ทำให้วันนี้เด็กรุ่นใหม่จบมาแล้วตกงาน

ยิ่งถ้าประเทศไทยติดกับดักหนี้ จะทำให้การพัฒนาเทคโนโลยีและการศึกษาลดลงไป เลยทำให้พรรคเศรษฐกิจ มีนโยบายแก้หนี้เป็นอันดับแรก โดยจะมีโครงการเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ เพื่อให้ไทยกลับเข้าสู่เวทีการแข่งขัน และจะเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางราง ซึ่งจะมีการสร้างงานสร้างอาชีพจำนวนมาก ซึ่งเป็นผลดีต่อเด็กรุ่นใหม่ที่กำลังจะจบ

การพัฒนาคนรุ่นใหม่จะต้องมีการปฏิรูปการศึกษา โดยเฉพาะประเทศไทยมีศักยภาพในเรื่องการเกษตร โดยเฉพาะในการแปรรูปเกษตรทฤษฎีใหม่ แต่จะต้องมีเทคโนโลยีการเกษตรเข้ามาช่วย เพื่อให้สินค้าการเกษตรไม่มีอายุสั้น เช่น ประเทศจีน มีการถนอมอาหารสามารถเก็บได้ 10 ปี ซึ่งคุณค่าทางอาหารเหมือนเดิม

แต่ปัญหาของคนรุ่นใหม่ตอนนี้ เมื่อเราไม่มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง แต่จะเป็นการลอกเลียนแบบทั้งที่จริงแต่ละประเทศมีความถนัดเป็นของตัวเอง ดังนั้น ไทยต้องกลับมาเป็นตัวเองในการพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรที่จะมารองรับ

วินซ์ ซัมเปลลา ผู้ร่วมให้กำเนิดเกม “Call of Duty” ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต

วินซ์ ซัมเปลลา ผู้ร่วมให้กำเนิดเกม “Call of Duty” ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต

23 ธ.ค. 2568 21:38 น.

วินซ์ ซัมเปลลา ผู้ร่วมให้กำเนิดเกม “Call of Duty” ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต

วินซ์ ซัมเปลลา ผู้ร่วมให้กำเนิดเกมชื่อดังอย่าง “Call of Duty” ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตในวัย 55 ปี พร้อมกับผู้โดยสารอีกคนที่เดินทางมาด้วยกัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2568 ว่า นายวินซ์ ซัมเปลลา ผู้ร่วมให้กำเนิดเกมชื่อดังอย่าง “Call of Duty” เสียชีวิตแล้วหลังจากประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ขณะมีอายุได้ 55 ปี

บริษัท Electronic Arts (EA) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Respawn Entertainment สตูดิโอเกมที่นายซัมเปลลาร่วมก่อตั้ง เป็นผู้ยืนยันข่าวการเสียชีวิตของนักพัฒนาเกมผู้ทรงอิทธิพลรายนี้

ข่าวระบุว่า นายซัมเปลลากำลังเดินทางด้วยรถยนต์เฟอร์รารีพร้อมกับผู้โดยสารอีกหนึ่งคน ก่อนที่รถจะประสบอุบัติเหตุพุ่งชนและเกิดไฟลุกไหม้บนทางหลวงในนครลอสแอนเจลิส เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (21 ธ.ค.)

“นี่คือความสูญเสียที่เกินกว่าจะจินตนาการได้ เราขอส่งกำลังใจให้แก่ครอบครัวของวินซ์ คนรักของเขา และทุกคนที่ประทับใจในผลงานของเขา” โฆษกของ EA บอกกับสำนักข่าวบีบีซี

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ผู้โดยสารที่นั่งอยู่เบาะข้างคนขับกระเด็นออกมานอกตัวรถ ในขณะที่คนขับยังคงติดอยู่ภายใน โดยยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่านายซัมเปลลาเป็นผู้ขับหรือไม่ และบุคคลอีกรายที่อยู่ภายในรถคือใคร แต่ทั้งสองคนเสียชีวิต

“ด้วยเหตุผลที่ยังไม่ทราบแน่ชัด ยานพาหนะได้เสียหลักหลุดออกนอกเส้นทาง พุ่งชนเข้ากับแผงกั้นคอนกรีต และเกิดไฟลุกท่วมตัวรถทั้งคัน” ตำรวจทางหลวงรัฐแคลิฟอร์เนียระบุในแถลงการณ์

ทั้งนี้ นายซัมเปลลาสร้างเกม “Call of Duty” ภาคแรกในปี 2546 ร่วมกับนายเจสัน เวสต์ และนายแกรนท์ คอลเลียร์ ผู้ร่วมงานที่ร่วมงานกันมาอย่างยาวนาน

ตัวเกมซึ่งได้รับแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาจากเหตุการณ์ในสงครามโลกครั้งที่ 2 มียอดขายมากกว่า 500 ล้านชุด ส่งผลให้บริษัท Activision ของ Microsoft กลายเป็นหนึ่งในบริษัทเกมที่ทำกำไรได้มากที่สุด นอกจากนี้ แฟรนไชส์ดังกล่าวยังมีการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ฉบับคนแสดงที่กำลังจะเข้าฉายเร็วๆ นี้ด้วย

ความสำเร็จของเขาไม่ได้จำกัดอยู่แค่แฟรนไชส์ “Call of Duty” เท่านั้น เขายังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเกมยอดนิยมอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ Medal of Honor, Titanfall และ Apex Legends

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

จุดยืนไทยไม่เคยรุกราน! ‘สีหศักดิ์’มองยุทธศาสตร์เขมรใช้โลกกดดันไทย

จุดยืนไทยไม่เคยรุกราน! 'สีหศักดิ์'มองยุทธศาสตร์เขมรใช้โลกกดดันไทย

จุดยืนไทยไม่เคยรุกราน! ‘สีหศักดิ์’มองยุทธศาสตร์เขมรใช้โลกกดดันไทย

วันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.26 น.

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียนบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC ที่ จ.จันทบุรี ในวันที่ 24 ธ.ค.ว่า ยุทธศาสตร์ของกัมพูชาที่ผ่านมาแสดงจุดยืนว่าพร้อมหยุดยิง แล้วกัมพูชาไปบอกกับนานาชาติว่าเขาหยุดยิง นานาชาติจึงมาถามว่าทำไมไทยถึงไม่หยุดยิง เราได้ชี้แจงไปว่าการหยุดยิงเป็นสิ่งที่สำคัญต้องพูดคุยกันทั้งสองฝ่าย อย่างตอนไปประชุมอาเซียนเขาก็ไม่ได้กดดันเรา ขอให้ทั้งสองประเทศมาพูดคุยกัน และขอให้กัมพูชามาพูดคุยกับเรา ไม่ใช่ไปพูดคุยกับโลก แล้วให้โลกมาบอกเรา

เมื่อถามถึงกรณีที่ รมว.กลาโหม กล่าวว่าต่างชาติไม่เชื่อไทยแต่เชื่อกัมพูชามากกว่า จะแก้เกมนี้อย่างไร นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เราก็ต้องชี้แจงให้เขาเข้าใจ หากเขาไม่เข้าใจเรา เราก็ต้องเข้าใจตัวเอง ถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เราต้องมีจุดยืน ซึ่งเมื่อเรามีจุดยืน ที่เราไม่ไปรุกรานเขา เราต้องการสันติภาพ และการหยุดยิงที่แท้จริง ก็หวังว่าเขาจะเข้าใจเราเช่นกัน และมิตรประเทศก็ควรที่จะเข้าใจเราและฟังเราด้วย เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องไปห่วงใยอะไรมาก เราก็ทำของเราไป มั่นใจในจุดยืนของเราและมั่นใจในตัวของเราเอง