เนทันยาฮูเตรียมคุยทรัมป์ ชี้อาจต้องโจมตีอิหร่านรอบใหม่

เนทันยาฮูเตรียมคุยทรัมป์ ชี้อาจต้องโจมตีอิหร่านรอบใหม่

21 ธ.ค. 2568 03:06 น.

เนทันยาฮูเตรียมคุยทรัมป์ ชี้อาจต้องโจมตีอิหร่านรอบใหม่

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกฯ อิสราเอล เตรียมพูดคุยกับโดนัลด์ ทรัมป์ เรื่องความเป็นไปได้ที่จะมีการโจมตีอิหร่านรอบใหม่ เพื่อขัดขวางการฟื้นฟูโครงการขีปนาวุธและนิวเคลียร์

สำนักข่าวเอ็นบีซี นิวส์ (NBC News) รายงานเมื่อวันเสาร์ที่ 20 ธ.ค. 2568 ว่า นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล มีแผนจะแจ้งต่อนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่า อาจจำเป็นต้องโจมตีอิหร่านเพิ่มอีก เนื่องจากเตหะรานกำลังฟื้นฟูโครงการขีปนาวุธและนิวเคลียร์กลับมา

เจ้าหน้าที่ของอิสราเอลเชื่อว่าอิหร่านอาจกำลังเร่งฟื้นฟูสถานที่เสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ที่เคยถูกสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และนายเนทันยาฮูกำลังเตรียมเสนอทางเลือกต่างๆ ให้กับทรัมป์ ในการกลับมาโจมตีเป้าหมายที่เป็นขีดความสามารถด้านขีปนาวุธของอิหร่านอีกครั้ง

รายงานระบุด้วยว่า นายกรัฐมนตรีอิสราเอลมองว่า การขยายโครงการขีปนาวุธนำวิถี (ballistic missile) ใดๆ ของอิหร่าน อาจถือเป็นภัยคุกคามที่จำเป็นต้องได้รับการตอบโต้อย่างรวดเร็ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

รถไฟอินเดีย วิ่งชนโขลงช้างป่า ดับสลด 7 ตัว

รถไฟอินเดีย วิ่งชนโขลงช้างป่า ดับสลด 7 ตัว

21 ธ.ค. 2568 01:54 น.

รถไฟอินเดีย วิ่งชนโขลงช้างป่า ดับสลด 7 ตัว

เกิดเหตุรถไฟในประเทศอินเดียวิ่งชนโขลงช้างป่า เมื่อช่วงเช้ามืดวันเสาร์ที่ผ่านมา ทำให้มีช้างเสียชีวิตถึง 7 ตัว และบาดเจ็บอีก 1 ตัว ขณะที่รถไฟตกราง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รถไฟที่กำลังเดินทางไปยังกรุงนิวเดลี วิ่งชนโขลงช้างป่า ในพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย เมื่อช่วงเช้ามืดวันเสาร์ที่ผ่านมา (20 ธ.ค. 2568) เป็นเหตุให้ช้างเสียชีวิตถึง 7 ตัว และบาดเจ็บอีก 1 ตัว

บริษัทการรถไฟ “นอร์ทอีสต์ ฟรอนเทียร์” (Northeast Frontier Railway) ระบุในแถลงการณ์ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในเขตโฮไจ (Hojai) ของรัฐอัสสัม เมื่อเวลา 02:17 น.วันเสาร์ ตามเวลาท้องถิ่น ในจุดที่ไม่ได้ถูกกำหนดให้เป็นทางผ่านของช้าง โดยคนขับรถไฟพยายามใช้เบรกฉุกเฉินทันทีที่เห็นโขลงช้าง แต่ไม่ทันการ

นอร์ทอีสต์ ฟรอนเทียร์ บอกอีกว่า การชนครั้งนี้ทำให้หัวรถจักรและตู้โดยสารอีก 5 ตู้ตกราง แต่ไม่มีผู้โดยสารหรือเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

“รถไฟที่มีกำหนดการวิ่งผ่านเส้นทางดังกล่าวจะถูกเปลี่ยนเส้นทางไปใช้สายอื่นชั่วคราว ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการกู้คืนและซ่อมแซมเส้นทาง” การรถไฟระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

รัสเซียยิงมิสไซล์ ถล่มท่าเรือยูเครน ดับ 8 ศพ เจ็บหลายสิบราย

รัสเซียยิงมิสไซล์ ถล่มท่าเรือยูเครน ดับ 8 ศพ เจ็บหลายสิบราย

21 ธ.ค. 2568 00:14 น.

รัสเซียยิงมิสไซล์ ถล่มท่าเรือยูเครน ดับ 8 ศพ เจ็บหลายสิบราย

รัสเซียยิงมิสไซล์โจมตีท่าเรือโอเดสซาของยูเครน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 8 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบราย ขณะที่ยูเครนโจมตีท่าขุดเจาะน้ำมันของรัสเซียในทะเลแคสเปียน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัสเซียยิงขีปนาวุธโจมตีโครงสร้างพื้นฐานบริเวณท่าเรือโอเดสซา ทางตอนใต้ของยูเครน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ศพ และบาดเจ็บอีก 27 ราย ในขณะที่รัสเซียยกระดับการโจมตีภูมิภาคทะเลดำที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างหนัก ท่ามกลางการเจรจาเพื่อยุติสงครามที่ยังคงอยู่ในขั้นวิกฤต

การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อกลางดึกวันศุกร์ที่ผ่านมา สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง มีรายงานว่าผู้บาดเจ็บส่วนหนึ่งติดอยู่ภายในรถบัสบริเวณจุดศูนย์กลางของการโจมตี ขณะที่เกิดไฟลุกไหม้รถบรรทุกหลายคันในพื้นที่ลานจอดรถ

เจ้าหน้าที่ยูเครนระบุว่า การระดมยิงถล่มครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนในเมืองโอเดสซาของรัสเซียที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้ประชาชนมากกว่า 2 ล้านคนต้องขาดแคลนไฟฟ้า น้ำประปา และระบบทำความร้อนมานานหลายวัน ท่ามกลางอุณหภูมิที่หนาวจัดต่ำกว่าจุดเยือกแข็งในฤดูหนาวปีที่ 4 ของสงคราม

นอกจากนี้ มอสโกยังโจมตีท่าเรือโอเดสซาซ้ำอีกครั้งในวันเสาร์ โดยพุ่งเป้าไปที่อ่างเก็บน้ำ ซึ่งนายโอเล็กซี คูเลบา รองนายกรัฐมนตรียูเครน ระบุว่าเป็นการตั้งใจโจมตีเส้นทางโลจิสติกส์ของพลเรือนโดยตรง

การยกระดับความรุนแรงในครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ทั้งสองฝ่ายต่างตอบโต้กันในหลายแนวรบ ขณะที่การเจรจาซึ่งนำโดยสหรัฐอเมริกา รวมถึงการประชุมระดับสูงหลายครั้งในยุโรปเพื่อหาทางยุติสงคราม ยังคงดำเนินไปอย่างล่าช้าและไม่มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญใดๆ

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา รัสเซียอ้างว่าสามารถยึดหมู่บ้านสวิตเล (Svitle) ในแคว้นโดเนตสค์ทางตะวันออกของยูเครน และหมู่บ้านวีโซเก (Vysoke) ในแคว้นซูมีทางตะวันออกเฉียงเหนือได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวอิสระ

ทางด้านยูเครนได้ตอบโต้ด้วยการขยายขอบเขตปฏิบัติการโจมตีทรัพย์สินทางทหารและแหล่งพลังงานของรัสเซียมากขึ้น โดยเมื่อคืนวันศุกร์ โดรนของยูเครนโจมตีแท่นขุดเจาะน้ำมันฟิลานอฟสกี (Filanovsky) ในทะเลแคสเปียน ซึ่งเป็นของบริษัท “ลุคออยล์” (Lukoil) ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของรัสเซีย พร้อมกับโจมตีเรือตรวจการณ์ทางทหารที่ลาดตระเวนอยู่ใกล้กับแท่นขุดเจาะดังกล่าวด้วย

การโจมตีดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกที่ยูเครนออกมายอมรับอย่างเป็นทางการว่า พวกเขาโจมตีโครงสร้างพื้นฐานการขุดเจาะในทะเลแคสเปียน แม้ว่าแท่นขุดเจาะดังกล่าวจะเคยถูกโจมตีมาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้งในช่วงเดือนธันวาคมก็ตาม

นอกจากนี้ ตามการประเมินของหน่วยข่าวกรองกลาโหมแห่งสหราชอาณาจักร ระบุว่าระหว่างวันที่ 14 ถึง 15 ธันวาคม กองกำลังยูเครนได้ใช้โดรนทางทะเลโจมตีเรือดำน้ำชั้นกิโล (Kilo-class) ของรัสเซีย ที่ฐานทัพเรือโนโวรอสซีสค์ในทะเลดำด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ โจมตีไอซิสในซีเรียแล้ว ล้างแค้นลอบยิงพลเรือนดับ 3

ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ โจมตีไอซิสในซีเรียแล้ว ล้างแค้นลอบยิงพลเรือนดับ 3

20 ธ.ค. 2568 23:01 น.

ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ โจมตีไอซิสในซีเรียแล้ว ล้างแค้นลอบยิงพลเรือนดับ 3

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศกร้าว โจมตีกลุ่มไอซิสในซีเรียแล้ว เพื่อล้างแค้นเหตุลอบโจมตีจนทำให้มีทหารอเมริกันและพลเมืองเสียชีวิต 3 ศพเมื่อสัปดาห์ก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศว่ากองทัพของประเทศเริ่มการโจมตีกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอซิส) ในซีเรียแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (19 ธ.ค.) เพื่อล้างแค้นที่กลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้ลอบโจมตีในเมืองพัลไมราของซีเรียเมื่อสัปดาห์ก่อน จนทำให้ทหารอเมริกัน 2 นายกับล่ามชาวอเมริกันอีก 1 คนเสียชีวิต

โดนัลด์ ทรัมป์ พูดถึงเรื่องนี้ระหว่างกล่าวสุนทรพจน์เมื่อเย็นวันศุกร์ที่เมืองร็อกกีเมานต์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา โดยระบุว่า เขาได้ “สั่งการให้โจมตีกลุ่มก่อการร้ายกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นกลุ่มที่สังหารผู้รักชาติผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสามของเราเมื่อสัปดาห์ก่อนอย่างหนัก”

“ปฏิบัติการครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างมากและมีความแม่นยำสูง” ประธานาธิบดีกล่าวเสริม “เราโจมตีเป้าหมายทุกจุดได้อย่างไร้ที่ติ และเรากำลังฟื้นฟูสันติภาพผ่านความแข็งแกร่งไปทั่วโลก”

นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า กองกำลังสหรัฐฯ ได้มุ่งเป้าโจมตีไปที่ “นักรบ โครงสร้างพื้นฐาน และคลังอาวุธของกลุ่มไอซิส” พร้อมระบุว่าปฏิบัติการโจมตีในครั้งนี้มีชื่อว่า “ปฏิบัติการฮอว์กอาย สไตรค์” (Hawkeye Strike)

“นี่ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของสงคราม — แต่มันคือการประกาศล้างแค้น” เฮกเซธโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย “วันนี้เราตามล่าและสังหารศัตรูของเราไปได้เป็นจำนวนมาก และเราจะเดินหน้าทำเช่นนี้ต่อไป”

ทั้งนี้ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ซึ่งรับผิดชอบปฏิบัติการในตะวันออกกลาง ระบุว่าได้ส่งเครื่องบินขับไล่ เฮลิคอปเตอร์จู่โจม และปืนใหญ่ ระดมยิงอาวุธนำวิถีที่มีความแม่นยำสูงกว่า 100 ชุด มุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานและคลังอาวุธของกลุ่มไอซิสที่ระบุพิกัดไว้แล้ว

อย่างไรก็ตาม ทางกองบัญชาการไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานที่ตั้งที่แน่ชัดหรือจำนวนผู้เสียชีวิต ระบุเพียงว่า กองทัพจอร์แดนได้ให้การสนับสนุนด้วยเครื่องบินขับไล่เช่นกัน ก่อนที่กองทัพของประเทศจอร์แดนจะออกมายืนยันในวันเสาร์ว่า กองทัพอากาศของพวกเขาได้ร่วมในปฏิบัติการโจมตีทางตอนใต้ของซีเรียในครั้งนี้ด้วย

นาย รามี อับเดล เราะห์มาน ผู้อำนวยการกลุ่มสังเกตการณ์สิทธิมนุษยชนในซีเรีย (SOHR) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า มีสมาชิกกลุ่มไอซิสอย่างน้อย 5 คน ถูกสังหารในการโจมตีที่จังหวัดเดียร์ อัซ-ซอร์ ทางตะวันออกของซีเรีย รวมถึงผู้นำกลุ่มย่อยที่รับผิดชอบด้านโดรนในพื้นที่ดังกล่าว

ขณะที่แหล่งข่าวความมั่นคงของซีเรียบอกกับเอเอฟพีว่า การโจมตีของสหรัฐฯ มุ่งเป้าไปที่กลุ่มย่อยของไอซิสในทะเลทรายบาเดียอันกว้างใหญ่ รวมถึงในจังหวัดฮอมส์, เดียร์ อัซ-ซอร์ และร็อกกะฮ์ โดยไม่ได้มีการปฏิบัติการภาคพื้นดินแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้เขียนข้อความบนแพลตฟอร์ม Truth Social ของเขาว่า รัฐบาลซีเรียซึ่งจัดตั้งขึ้นหลังการล่มสลายของระบอบบาชาร์ อัล อัสซาด ในช่วงปลายปี 2567 ให้การสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ อย่างเต็มที่

ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศของซีเรียได้ย้ำถึงความมุ่งมั่นในการต่อสู้กับกลุ่มไอซิส และกล่าวว่าซีเรีย “ขอเชิญสหรัฐอเมริกาและประเทศสมาชิกของพันธมิตรระหว่างประเทศให้มาสนับสนุนความพยายามเหล่านี้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

เริ่มแล้ว สถานกงสุลใหญ่ นครซิดนีย์ เปิดให้พลเมืองไทยลงทะเบียน เพื่อขอรับสิทธิ์เลือกตั้ง

เริ่มแล้ว สถานกงสุลใหญ่ นครซิดนีย์ เปิดให้พลเมืองไทยลงทะเบียน เพื่อขอรับสิทธิ์เลือกตั้ง

20 ธ.ค. 2568 14:23 น.

เริ่มแล้ว สถานกงสุลใหญ่ นครซิดนีย์ เปิดให้พลเมืองไทยลงทะเบียน เพื่อขอรับสิทธิ์เลือกตั้ง

สถานกงสุลใหญ่ นครซิดนีย์ เปิดให้ลงทะเบียนเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรไทยในออสเตรเลียวันนี้เป็นวันแรก โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนภายใน 5 มกราคม 2569 ที่โรงแรม Metro Hotel Marlow Sydney หรือทางไปรษณีย์

กงสุลใหญ่ซิดนีย์ประกาศเตือนคนไทยในรัฐนิวเซาท์เวลส์ รีบลงทะเบียนเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรภายในวันที่ 5 มกราคม 2569 มิฉะนั้นจะหมดสิทธิ์ออกเสียง โดยสามารถเลือกลงคะแนนที่โรงแรม Metro Hotel Marlow Sydney หรือทางไปรษณีย์ พร้อมย้ำบทเรียนจากการเลือกตั้งปี 2567 ที่หลายคนพลาดสิทธิ์เพราะไม่ลงทะเบียนล่วงหน้า

นายณัฐพันธ์ ตรีเมฆ ผู้สื่อข่าวไทยรัฐ ประจำออสเตรเลีย รายงานบรรยากาศการลงทะเบียนที่สถานกงสุลใหญ่ นครซิดนีย์ ซึงในช่วงเช้าของวันนี้ ได้มีชาวไทย ได้เริ่มเข้ามาลงทะเบียนกันแล้ว  ทางด้าน นายนฤชัย นินนาท กงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ ได้กล่าว ถึงความสำคัญของการลงทะเบียนเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร สำหรับการเลือกตั้งปี 2569 ที่กำลังจะมาถึง โดยกงสุลใหญ่ย้ำว่า “พี่น้องคนไทยในรัฐนิวเซาท์เวลส์จะไม่สามารถใช้สิทธิ์ออกเสียงได้ หากไม่ได้ลงทะเบียนล่วงหน้าในระบบออนไลน์ จึงขอเชิญชวน ให้พี่น้องคนไทย ที่มีสิทธิเลือกตั้ง มาลงทะเบียนกัน

ทางด้านชุมชนไทยในซิดนีย์ ได้เริ่มมีบรรยากาศ ของการหาเสียงของนักการเมือง  ซึ่งพรรคไทยก้วนหน้า ได้ส่งสมาชิกพรรคคือ นายเจมส์ สุจินดา เสงี่ยมไพศาล หัวหน้าฝ่ายต่างประเทศ จากพรรคไทยก้าวใหม่ ได้เดินรอบซิดนีย์ไทยทาวน์ เพื่อโกยคะแนนเสียง ซึ่งก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีในกลุ่มชุมชนไทยในซิดนีย์ เนื่องจากซิดนีย์ เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ ที่มีชุมชนไทยที่ใหญ่ที่สุดในโลก และซิดนีย์ ยังมีจำนวนผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรมากที่สุดในโลกอีกด้วยเช่นกัน.

สำหรับรายละเอียดการลงทะเบียน

เปิดลงทะเบียนออนไลน์: 20 ธันวาคม 2568 – 5 มกราคม 2569 เวลา 23.59 น. (ตามเวลาประเทศไทย)

เว็บไซต์ลงทะเบียน: boraservices.bora.dopa.go.th/election/popout

วิธีเลือกลงคะแนน:

สถานที่เลือกตั้ง: โรงแรม Metro Hotel Marlow Sydney (Thai Town) วันที่ 23 – 26 มกราคม 2569 เวลา 09.00 – 17.00 น.

ทางไปรษณีย์: สถานกงสุลใหญ่ฯ จะจัดส่งบัตรเลือกตั้งไปให้ถึงบ้าน

โดยเอกสารที่ต้องใช้ได้แก่ บัตรประชาชน, หนังสือเดินทาง

สำหรับข้อมูล ที่น่าสนใจในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2566 ที่จัดโดย สถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ มีผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งทั้งหมด 12,389 คน และมีผู้มาใช้สิทธิจริง 10,390 คน คิดเป็น 83.9% ของผู้ลงทะเบียน โดยในจำนวนผู้ลงทะเบียนทั้งหมด: 12,389 คน แบ่งเป็นลงทะเบียนเลือกตั้งแบบคูหา (Mobile Unit): 7,190 คน และลงทะเบียนเลือกตั้งทางไปรษณีย์: 5,199 คน

จำนวนผู้มาใช้สิทธิจริง: 10,390 คน (83.9%) แบ่งเป็นใช้สิทธิแบบคูหา: 5,638 คน (78.4% ของผู้ลงทะเบียนคูหา)

และใช้สิทธิทางไปรษณีย์: 4,752 คน (91.4% ของผู้ลงทะเบียนทางไปรษณีย์)

อ้างอิง ข้อมูลจาก สถานกงสุลใหญ่ นครซิดนีย์ วันที่นำเข้าข้อมูล 15 พ.ค. 2566 https://sydney.thaiembassy.org/th/content/vote-in-sydney

กองทัพเมียนมาจัดหนักก่อนเลือกตั้งทิ้งระเบิด–ยิงถล่มพื้นที่พลเรือนในเขตสะกายดับเพียบ

กองทัพเมียนมาจัดหนักก่อนเลือกตั้งทิ้งระเบิด–ยิงถล่มพื้นที่พลเรือนในเขตสะกายดับเพียบ

20 ธ.ค. 2568 10:49 น.

กองทัพเมียนมาจัดหนักก่อนเลือกตั้งทิ้งระเบิด–ยิงถล่มพื้นที่พลเรือนในเขตสะกายดับเพียบ

ยอดผู้เสียชีวิตในเมียนมาพุ่งสูง หลังรัฐบาลทหารเมียนมาเพิ่มความรุนแรงของปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ ใส่พื้นที่พลเรือนโดยเฉพาะในเขตสะกายเพื่อเร่งยึดคืนพื้นที่ ก่อนการเลือกตั้ง 28 ธันวาคมนี้

รัฐบาลทหารเมียนมาเพิ่มความรุนแรงของปฏิบัติการทางอากาศ ทั้งการทิ้งระเบิด ยิงจรวด และกราดยิงจากอากาศ ใส่พื้นที่พลเรือนในเขตที่ฝ่ายต่อต้านควบคุม โดยเฉพาะในเขตสะกายเพื่อเร่งยึดคืนพื้นที่ ก่อนการเลือกตั้ง 28 ธันวาคมนี้ ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

โดยรายงานระบุว่า เพียงสัปดาห์เดียว มีพลเรือนเสียชีวิตหลายสิบรายจากการโจมตีทางอากาศของกองทัพเมียนมา โดยการโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังจากพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหาร กล่าวยกย่องกองทัพอากาศ ในพิธีครบรอบ 78 ปี ที่กรุงเนปิดอว์ เมื่อวันจันทร์ ชื่นชมความเสียสละและความทุ่มเท ในการปกป้องประเทศจากภัยคุกคามทั้งภายนอกและภายใน

ขณะที่เมื่อวันพฤหัสบดี กองทัพอากาศเมียนมาได้ส่ง เครื่องบินขับไล่ 4 ลำ และอากาศยานไจโรคอปเตอร์ 3 ลำ เข้าโจมตีเป้าหมายพลเรือนในเขต คินอู โดยหนึ่งในเป้าหมายคือคลังน้ำมันริมถนนและทางแยกใกล้เคียง

เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารประชาชนในพื้นที่ให้ข้อมูลกับ The Irrawaddy ว่าระเบิดตกใส่จุดเก็บถังน้ำมันริมถนน ไฟลุกลามไปยังรถยนต์ที่ติดอยู่ในการจราจร บริเวณจุดตรวจมีรถสะสมจำนวนมาก ทำให้กลายเป็นเป้าง่าย

เหตุโจมตีดังกล่าวทำให้ พลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 13 ราย โดยไม่มีรายงานการปะทะกับกลุ่มต่อต้านในพื้นที่แต่อย่างใด ซึ่งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยืนยันว่า กองทัพจงใจโจมตีพลเรือนด้วยระเบิด จรวด และปืนกลจากอากาศ

ก่อนหน้านั้นในวันพุธ เครื่องบินรบของกองทัพเมียนมา 5 ลำ ได้โจมตีท่าเรือ 2 แห่ง ริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำอิระวดี ด้วยการทิ้งระเบิดอย่างน้อย 30 ครั้ง ส่งผลให้ มีผู้เสียชีวิต 7 ราย และบาดเจ็บ 15 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลเรือนที่อพยพข้ามแม่น้ำมาจากเมืองซิงกู เขตมัณฑะเลย์ เพื่อหนีการสู้รบ

ขณะเดียวกัน ชาวบ้านในเมืองซิงกูกำลังอพยพจำนวนมาก หลังทหารรัฐบาลเดินหน้าปฏิบัติการยึดคืนพื้นที่ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในฐานที่มั่นสุดท้ายของฝ่ายต่อต้านในเขตมัณฑะเลย์

ในวันเดียวกัน เครื่องบินรบจากฐานทัพอากาศเมืองเมกติลา ได้ทิ้งระเบิดใส่ หมู่บ้านเซตอว์ ในเขตเวตเล็ต ทั้งที่ไม่มีการปะทะภาคพื้นดิน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย รวมถึงคู่สามีภรรยาสูงอายุวัยกว่า 70 ปี บ้านเรือนและยานพาหนะหลายคันถูกทำลาย

คืนวันพุธ ยังมีรายงานว่า กองทัพอากาศโจมตี โรงพยาบาลชุมชนในเมืองเย-อู จนตัวอาคารได้รับความเสียหาย แม้ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) ซึ่งเป็นรัฐบาลเงา ระบุว่า นับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2021 กองทัพเมียนมาได้ดำเนินการโจมตีทางอากาศอย่างน้อย 8,281 ครั้ง โดยจำนวนมากพุ่งเป้าไปยังบ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนในพื้นที่ฝ่ายต่อต้าน โดยยอดผู้เสียชีวิตจากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศอยู่ที่ อย่างน้อย 4,470 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์.

ที่มา : The Irrawaddy

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เมียนมา

Kennedy Center เพิ่มชื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” บนตัวอาคาร นักประวัติศาสตร์ท้วง ขัดกฎหมาย

Kennedy Center เพิ่มชื่อ "โดนัลด์ ทรัมป์" บนตัวอาคาร นักประวัติศาสตร์ท้วง ขัดกฎหมาย

20 ธ.ค. 2568 10:08 น.

Kennedy Center เพิ่มชื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” บนตัวอาคาร นักประวัติศาสตร์ท้วง ขัดกฎหมาย

ศูนย์ศิลปะการแสดงเคนเนดี กลายเป็นชนวนดราม่าการเมืองครั้งใหม่ หลังมีการเพิ่มชื่อของ โดนัลด์ ทรัมป์ ลงบนตัวอาคาร หลังคณะกรรมการบริหารซึ่งทรัมป์แต่งตั้งเอง ลงมติอนุมัติการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

เกิดกระแสดราม่าทางการเมืองสหรัฐฯอีกครั้ง หลังศูนย์ศิลปะการแสดงเคนเนดี ใจกลางกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีการติดตั้งชื่อของนาย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพิ่มลงไปบนตัวอาคาร ตามมติของคณะกรรมการบริหารซึ่งทรัมป์แต่งตั้งเอง อนุมัติให้มีการเปลี่ยนชื่อ

โดยช่วงเช้าวันศุกร์ มีการนำผ้าใบสีน้ำเงินขนาดใหญ่มากั้นด้านหน้าอาคาร ขณะที่คนงานที่ติดตั้งโครงนั่งร้าน โดยพบว่ามีการติดตั้งคำว่า “The Donald” บนผนังบริเวณทางเข้าอาคาร จากเดิมที่ตั้งชื่อตาม จอห์น เอฟ. เคนเนดี อดีตประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครตผู้ล่วงลับ ทำให้ชื่อเต็มของสถานที่แห่งนี้กลายเป็น “The Donald J. Trump and The John F. Kennedy Memorial Center for the Performing Arts” โดยทรัมป์ ซึ่งเป็นสมาชิกพรรครีพับลิกัน ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการของศูนย์แห่งนี้ด้วย

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจดังกล่าวถูกต่อต้านอย่างหนักจากนักการเมืองพรรคเดโมแครต รวมถึงสมาชิกสภาคองเกรสบางส่วนที่เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และนักประวัติศาสตร์หลายคน โดยยืนยันว่า คณะกรรมการไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการเปลี่ยนชื่ออาคาร

เรย์ สม็อก อดีตนักประวัติศาสตร์ประจำสภาผู้แทนราษฎร ระบุในอีเมลว่า

“Kennedy Center ถูกตั้งชื่อโดยกฎหมาย หากจะเปลี่ยนชื่อ ต้องแก้ไขกฎหมายปี 1964 เท่านั้น คณะกรรมการไม่ได้เป็นองค์กรที่ออกกฎหมาย อำนาจนั้นเป็นของสภาคองเกรส”

ทั้งนี้ สภาคองเกรสสหรัฐฯ ได้กำหนดให้ Kennedy Center เป็นอนุสรณ์มีชีวิตเพื่อรำลึกถึงเคนเนดีในปี 1964 หนึ่งปีหลังจากเขาถูกลอบสังหาร โดยกฎหมายระบุชัดว่า ห้ามคณะกรรมการเปลี่ยนอาคารให้เป็นอนุสรณ์ของบุคคลอื่น หรือเพิ่มชื่อบุคคลอื่นบนด้านนอกอาคาร ขณะที่แหล่งข่าวระบุว่า สมาชิกบางส่วนของตระกูลเคนเนดีไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนชื่อดังกล่าวเช่นกัน

Kennedy Center ถือเป็นอาคารล่าสุดในกรุงวอชิงตันที่มีการเพิ่มชื่อทรัมป์ หลังจากก่อนหน้านี้ เขาเพิ่งเพิ่มชื่อบนอาคารของ สถาบันสันติภาพแห่งสหรัฐฯ (U.S. Institute of Peace)

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ทาง Kennedy Center ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็นใดๆอย่างเป็นทางการออกมา

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทรัมป์

“คิม จองอึน” ร่วมพิธีเปิดโรงงานท้องถิ่นฝั่งตะวันตก ย้ำเดินหน้านโยบายพัฒนา ลดช่องว่างเมือง-ชนบท

"คิม จองอึน" ร่วมพิธีเปิดโรงงานท้องถิ่นฝั่งตะวันตก ย้ำเดินหน้านโยบายพัฒนา ลดช่องว่างเมือง-ชนบท

20 ธ.ค. 2568 05:29 น.

“คิม จองอึน” ร่วมพิธีเปิดโรงงานท้องถิ่นฝั่งตะวันตก ย้ำเดินหน้านโยบายพัฒนา ลดช่องว่างเมือง-ชนบท

“คิม จองอึน” ผู้นำเกาหลีเหนือ ร่วมพิธีเปิดโรงงานแห่งใหม่ในเขตจังยอน ซึ่งเป็นโรงงานท้องถิ่นฝั่งตะวันตก ตอกย้ำนโยบายพัฒนาภูมิภาค ชูแนวคิดพึ่งพาตนเอง สร้างความกินดีอยู่ดีให้ประชาชน

วันที่ 19 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวกลางเกาหลี รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้เข้าร่วมพิธีเปิดโรงงานอุตสาหกรรมแห่งใหม่ในเขตจังยอน จังหวัดฮวังแฮใต้ ทางภาคตะวันตกของประเทศ ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จภายใต้นโยบายพัฒนาภูมิภาคที่เขาผลักดันเป็นนโยบายหลัก

รายงานระบุว่า คิม จองอึน ได้ตัดริบบิ้นเปิดโรงงาน และเดินเยี่ยมชมสายการผลิตในจังหวัดฮวังแฮใต้  โดยได้ทดลองชิมผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น อาทิ แป้งสาลีหมัก ซอสถั่วเหลือง และสินค้าอาหารอื่นๆ ที่ผลิตจากโรงงาน

การลงพื้นที่ครั้งนี้ มีขึ้นเพียง 3 วัน หลังคิม จองอึน เพิ่งร่วมพิธีเปิดนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ในเขตคังดง ชานกรุงเปียงยาง เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา พร้อมภริยา รี ซอลจู และบุตรสาว

ช่วงที่ผ่านมา เกาหลีเหนือจัดพิธีเปิดโรงงานระดับภูมิภาคในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อเร่งผลักดันนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการ ลดช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบท ซึ่งคาดว่าจะเผยแพร่ผลสำเร็จของนโยบายดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ในการประชุมพรรคแรงงานเกาหลีครั้งที่ 9 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในช่วงต้นปีหน้า

ทั้งนี้ ภายใต้นโยบายพัฒนาภูมิภาค พรรคแรงงานเกาหลีตั้งเป้ายกระดับทุกเมืองและทุกเขต ให้เป็นพื้นที่ที่สามารถพึ่งพาตนเองและมีความมั่งคั่ง พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตทั้งด้านวัตถุและวัฒนธรรมของประชาชนในท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม.

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เริ่มเปิดแฟ้ม “เอปสตีน”ลดแรงกดดันการเมือง

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เริ่มเปิดแฟ้ม “เอปสตีน”ลดแรงกดดันการเมือง

20 ธ.ค. 2568 05:06 น.

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เริ่มเปิดแฟ้ม “เอปสตีน”ลดแรงกดดันการเมือง

สหรัฐฯ เดินหน้าเปิดเอกสารคดี “เจฟฟรีย์ เอปสตีน” นักค้ากามชื่อฉาว หลังรัฐสภาผ่านกฎหมายบังคับเผยข้อมูลทั้งหมด รวมถึงปมการเสียชีวิตในเรือนจำ ท่ามกลางแรงกดดันต่อปธน.โดนัลด์ ทรัมป์

วันที่ 19 ธันวาคม 2568 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เริ่มทยอยเปิดเผยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน นักค้ากามผู้มีชื่อพัวพันกับบุคคลทรงอิทธิพลจำนวนมาก รวมถึง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากเอกสารเหล่านี้ถูกปิดเป็นความลับมานานหลายปี

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังประธานาธิบดีทรัมป์ ลงนามในกฎหมายเมื่อวันพุธที่ 19 พฤศจิกายน ภายใต้แรงกดดันจากสมาชิกพรรครีพับลิกันด้วยกันเอง บังคับให้กระทรวงยุติธรรมต้องเปิดเผยเอกสารและการสื่อสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเอปสตีน ภายใน 30 วัน รวมถึงข้อมูลการสอบสวนการเสียชีวิตของเขาในเรือนจำกลาง

โดยทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาสหรัฐฯ มีมติผ่านกฎหมายนี้อย่างเด็ดขาดในเดือนพฤศจิกายน นับเป็นปรากฏการณ์ทางการเมือง หลังความพยายามเปิดแฟ้มคดีนี้เคยติดขัดมาหลายเดือน จากการคัดค้านของทรัมป์และแกนนำพรรครีพับลิกัน

ทั้งนี้ การเปิดแฟ้มเอปสตีนครั้งนี้ ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากสาธารณชนและสื่อทั่วโลก เนื่องจากอาจเปิดเผยเครือข่ายอำนาจ และความเชื่อมโยงเชิงลึกของหนึ่งในคดีอื้อฉาวที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ

ที่มา CNN

ญี่ปุ่นทำแผนประเมินล่วงหน้า หากเกิดแผ่นดินไหวโตเกียว อาจกระทบประชาชน 8.4 ล้านติดค้างกลับบ้านไม่ได้

ญี่ปุ่นทำแผนประเมินล่วงหน้า หากเกิดแผ่นดินไหวโตเกียว อาจกระทบประชาชน 8.4 ล้านติดค้างกลับบ้านไม่ได้

20 ธ.ค. 2568 00:16 น.

ญี่ปุ่นทำแผนประเมินล่วงหน้า หากเกิดแผ่นดินไหวโตเกียว อาจกระทบประชาชน 8.4 ล้านติดค้างกลับบ้านไม่ได้

คณะผู้เชี่ยวชาญรัฐบาลญี่ปุ่นทำแผนประเมินล่วงหน้า หากเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่กรุงโตเกียวโดยตรง อาจมีประชาชนกว่า 8.4 ล้านคนติดค้าง เสี่ยงโกลาหล หากแห่เดินทางกลับพร้อมกัน และยังกระทบการกู้ภัย

วันที่ 19 ธันวาคม 2568 คณะผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติของรัฐบาลญี่ปุ่น เปิดเผยการประเมินล่วงหน้าล่าสุด เตือนว่า หากเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่บริเวณกรุงโตเกียวโดยตรง อาจทำให้มีประชาชนมากถึง 8.4 ล้านคน ไม่สามารถเดินทางกลับบ้านได้

การประเมินนี้ครอบคลุมพื้นที่กรุงโตเกียว และจังหวัดใกล้เคียง ได้แก่ คานางาวะ ชิบะ ไซตามะ และอิบารากิ โดยเฉพาะในกรุงโตเกียวเพียงแห่งเดียว อาจมีผู้ติดค้างสูงถึง 4.8 ล้านคน

รายงานระบุว่า ยังอาจมีประชาชนอีกประมาณ 1.6 ล้านคน ที่ไม่สามารถพักพิงอยู่ตามสถานที่ทำงานหรือโรงเรียนได้ เนื่องจากอาคารได้รับความเสียหาย หรืออยู่ระหว่างการอพยพ ขณะเดียวกันอาจมีผู้มาเยือนจากนอกเขตมหานครโตเกียว รวมถึงนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจต่างชาติ สูงถึง 880,000 คน

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากประชาชนพยายามเดินทางกลับบ้านพร้อมกัน จะทำให้เกิดความแออัดอย่างหนัก เสี่ยงต่ออุบัติเหตุ การล้มบาดเจ็บ และอาจมีผู้คนล้นออกมาบนถนน จนขัดขวางการทำงานของรถฉุกเฉินและหน่วยกู้ภัย

ศาสตราจารย์ฮิโรอิ ยู แห่งมหาวิทยาลัยโตเกียว ระบุว่า การเคลื่อนย้ายผู้คนหลังเกิดภัยพิบัติขนาดใหญ่ทำได้ยากกว่าที่คาดคิด พร้อมย้ำว่าหลักสำคัญคือหากอยู่ในจุดที่ปลอดภัยแล้ว ไม่ควรรีบเดินทางกลับบ้านทันที พร้อมแนะนำให้ประชาชนเตรียมระบบยืนยันความปลอดภัยหลายช่องทาง ไม่พึ่งพาเพียงโทรศัพท์หรือโซเชียลมีเดียเท่านั้น โดยควรใช้ระบบฝากข้อความฉุกเฉินของญี่ปุ่น และติดต่อญาติหรือคนรู้จักที่อยู่นอกพื้นที่ประสบภัยเพื่อลดความตื่นตระหนกและความเสี่ยงในยามเกิดเหตุใหญ่.

ที่มา NHK