กราดยิงแอฟริกาใต้ มือปืนบุกถล่มบาร์ใกล้โจฮันเนสเบิร์ก ดับ 9 เจ็บ 10 ราย

กราดยิงแอฟริกาใต้ มือปืนบุกถล่มบาร์ใกล้โจฮันเนสเบิร์ก ดับ 9 เจ็บ 10 ราย

21 ธ.ค. 2568 12:30 น.

กราดยิงแอฟริกาใต้ มือปืนบุกถล่มบาร์ใกล้โจฮันเนสเบิร์ก ดับ 9 เจ็บ 10 ราย

เกิดเหตุโศกนาฏกรรมกราดยิงครั้งใหญ่เป็นครั้งที่ 2 ของเดือนในแอฟริกาใต้ เมื่อมือปืนไม่ทราบฝ่ายเปิดฉากยิงใส่ฝูงชนในย่านที่พักอาศัยใกล้เหมืองทองคำ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 9 ศพ และบาดเจ็บจำนวนมาก ขณะที่ตำรวจเร่งระดมทีมสืบสวนระดับชาติลงพื้นที่ล่าตัวคนร้าย

เหตุการณ์กราดยิงเกิดขึ้นที่ผับ “ความาโซโล” ในเขตแทมโบ ของเมืองเบกเกอร์สดาล ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองโจฮันเนสเบิร์กไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 40 กิโลเมตร รายงานระบุว่า กลุ่มมือปืนไม่ทราบฝ่ายได้เปิดฉากยิงแบบไม่เลือกหน้าใส่กลุ่มลูกค้าที่กำลังใช้บริการ รวมถึงผู้คนที่อยู่บริเวณด้านนอกร้าน

สำนักงานตำรวจได้เปิดเผยจำนวนผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการอยู่ที่ 9 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 10 ราย ซึ่งทั้งหมดถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงเพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วนแล้ว

นายเฟรด เคคานา รักษาการผู้บัญชาการตำรวจประจำรัฐเกาเตง เปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจหลายหน่วยงาน ทั้งทีมจัดการที่เกิดเหตุระดับชาติและระดับรัฐ รวมถึงหน่วยข่าวกรองอาชญากรรมและทีมสืบสวนคดีร้ายแรง ได้ลงพื้นที่เก็บหลักฐานและสอบปากคำพยานอย่างละเอียด อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่ทราบแรงจูงใจที่แน่ชัดของการก่อเหตุ

เมืองเบกเกอร์สดาลที่เกิดเหตุ เป็นพื้นที่ยากจนที่ตั้งอยู่ใกล้กับเหมืองทองคำขนาดใหญ่หลายแห่งของแอฟริกาใต้ ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบว่าปัจจัยทางสภาพแวดล้อมหรือความขัดแย้งในพื้นที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้หรือไม่

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นการกราดยิงสังหารหมู่ครั้งที่ 2 ของแอฟริกาใต้ในเดือนธันวาคมนี้ โดยก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่สัปดาห์ (6 ธันวาคม) เพิ่งเกิดเหตุกลุ่มมือปืนบุกถล่มหอพักใกล้กรุงพริทอเรีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 12 ราย ซึ่งรวมถึงเด็กหญิงวัยเพียง 3 ขวบ

ปัจจุบันแอฟริกาใต้ซึ่งมีประชากรกว่า 63 ล้านคน กำลังเผชิญกับวิกฤตอัตราอาชญากรรมที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอัตราการเกิดคดีฆาตกรรมที่ติดอันดับสูงที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง.

เหตุปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา 2 สัปดาห์ ดันผู้อพยพในกัมพูชาทะลุ 5 แสนคน

เหตุปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา 2 สัปดาห์ ดันผู้อพยพในกัมพูชาทะลุ 5 แสนคน

21 ธ.ค. 2568 11:57 น.

เหตุปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา 2 สัปดาห์ ดันผู้อพยพในกัมพูชาทะลุ 5 แสนคน

กระทรวงมหาดไทยของกัมพูชาแถลงวันนี้ (21 ธ.ค.) ว่า เหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ดำเนินมานานกว่า 2 สัปดาห์ ส่งผลให้ชาวกัมพูชากว่า 5 แสนคน ซึ่งรวมถึงผู้หญิงและเด็ก ต้องอพยพออกจากบ้านเรือนและโรงเรียนเพื่อหลบหนีการโจมตีด้วยปืนใหญ่ จรวด และการทิ้งระเบิด

กระทรวงมหาดไทยของกัมพูชาระบุในแถลงการณ์ว่า “ปัจจุบัน ประชาชนชาวกัมพูชามากกว่าครึ่งล้านคน รวมทั้งสตรีและเด็ก กำลังประสบกับความยากลำบากอย่างสาหัส เนื่องจากการถูกบังคับให้พลัดถิ่นจากบ้านและโรงเรียน เพื่อหนีการโจมตีด้วยปืนใหญ่ จรวด และการทิ้งระเบิดทางอากาศจากเครื่องบินรบ F-16 ของไทย” โดยระบุจำนวนผู้ถูกอพยพทั้งหมด 518,611 คน

ขณะที่ฝั่งประเทศไทย รายงานระบุว่ามีประชาชนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นแล้วประมาณ 400,000 คน โดยตัวเลขผู้เสียชีวิตสะสมจากการสู้รบในเดือนนี้อยู่ที่อย่างน้อย 22 รายในไทย และ 19 รายในกัมพูชา

ความขัดแย้งครั้งนี้หยั่งรากลึกมาจากปัญหาเขตแดนยาว 800 กิโลเมตรที่ลากเส้นตามยุคอาณานิคม และพื้นที่ทับซ้อนบริเวณซากปราสาทโบราณ โดยสถานการณ์กลับมาปะทุรุนแรงตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เมื่อกรกฎาคม ได้เกิดการปะทะครั้งแรก มีผู้เสียชีวิตหลายสิบราย ก่อนที่สหรัฐฯ จีน และมาเลเซียจะช่วยเจรจาหยุดยิง ต่อมาในเดือนตุลาคม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สนับสนุนคำแถลงร่วมไทย-กัมพูชาเพื่อขยายเวลาหยุดยิงที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ส่วนเดือนพฤศจิกายน ไทยประกาศระงับข้อตกลงหยุดยิง หลังทหารไทยเหยียบกับระเบิดขณะลาดตระเวน โดยไทยกล่าวหากัมพูชาว่าวางทุ่นระเบิดใหม่ แต่กัมพูชาปฏิเสธ และในเดือนธันวาคม เกิดการปะทะด้วยรถถัง โดรน และปืนใหญ่รายวัน โดยเฉพาะบริเวณใกล้ปราสาทพระวิหาร

แม้โดนัลด์ ทรัมป์ จะเคยอ้างว่าเขาสามารถคลี่คลายสงครามนี้ได้แล้ว แต่รัฐบาลไทยปฏิเสธว่ายังไม่มีข้อตกลงหยุดยิงใหม่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม นานาชาติต่างเร่งเข้าแทรกแซงเพื่อยุติความรุนแรง นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ หวังว่าทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้ภายในวันที่ 22 หรือ 23 ธ.ค. นี้

ด้านจีนส่งทูตพิเศษ “เติ้ง สีจวิน” เข้าพบ นายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต เพื่อเร่งรัดให้เกิดการหยุดยิงและฟื้นฟูสันติภาพ ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนมีกำหนดนัดหารือเร่งด่วนในวันจันทร์นี้ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อหาทางออกทางการทูต

สถานการณ์ล่าสุด กัมพูชาระบุว่ากองกำลังไทยยังคงเปิดฉากโจมตีตั้งแต่รุ่งเช้าของวันนี้ (21 ธ.ค.) บริเวณใกล้ปราสาทพระวิหาร ซึ่งเคยเป็นจุดปะทะรุนแรงในปี 2008 แม้ศาลโลกจะมีคำตัดสินไปเมื่อปี 2013 แต่ความขัดแย้งระลอกใหม่ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปีนี้ หลังทหารกัมพูชาเสียชีวิตในการปะทะ.

ที่มา AFP

เกาหลีเหนือลั่นต้องหยุดยั้ง “ความทะเยอทะยานนิวเคลียร์” ของญี่ปุ่น ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม

เกาหลีเหนือลั่นต้องหยุดยั้ง "ความทะเยอทะยานนิวเคลียร์" ของญี่ปุ่น ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม

21 ธ.ค. 2568 11:31 น.

เกาหลีเหนือลั่นต้องหยุดยั้ง “ความทะเยอทะยานนิวเคลียร์” ของญี่ปุ่น ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม

กระทรวงต่างประเทศเกาหลีเหนือออกโรงประณาม หลังเจ้าหน้าที่ระดับสูงของญี่ปุ่นเผยหนุนรัฐบาลครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ โดยระบุว่าความทะเยอทะยานของญี่ปุ่นในการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ “ต้องถูกสกัดกั้นไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม” ชี้เป็นการล้ำเส้นและอาจนำมาซึ่งหายนะต่อมวลมนุษยชาติ

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) กระบอกเสียงหลักของรัฐบาลเกาหลีเหนือ ได้เผยแพร่แถลงการณ์จากผู้อำนวยการสถาบันญี่ปุ่นศึกษา สังกัดกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีเหนือ เพื่อตอบโต้กรณีที่สำนักข่าวเกียวโดของญี่ปุ่น รายงานอ้างคำพูดของเจ้าหน้าที่ไม่ระบุชื่อรายหนึ่งในทำเนียบนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นที่ระบุว่า “ผมคิดว่าเรา (ญี่ปุ่น) ควรมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง”

เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวยังให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า “ในท้ายที่สุดแล้ว เราทำได้เพียงพึ่งพาตัวเองเท่านั้น” ซึ่งรายงานระบุว่าบุคคลนี้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการกำหนดนโยบายความมั่นคงของญี่ปุ่น

เกาหลีเหนือระบุว่า ถ้อยแถลงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าญี่ปุ่นกำลังเปิดเผยความทะเยอทะยานในการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์อย่างเปิดเผย และเป็นการ “ก้าวข้ามเส้นตาย”  พร้อมย้ำว่าความพยายามนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือการพูดผิด แต่เป็นความปรารถนาที่มีมาอย่างยาวนานของรัฐบาลญี่ปุ่น

แถลงการณ์ระบุว่า “ความพยายามของญี่ปุ่นในการเป็นรัฐนิวเคลียร์ต้องถูกสกัดกั้นไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม เพราะมันจะนำมาซึ่งภัยพิบัติครั้งใหญ่ต่อกลุ่มประเทศในเอเชียและมวลมนุษยชาติ” 

เป็นที่น่าสังเกตว่า ในแถลงการณ์ฉบับนี้ไม่ได้มีการกล่าวถึงโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือเอง ซึ่งถูกนานาชาติวิพากษ์วิจารณ์และละเมิดมติสหประชาชาติมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การทดสอบครั้งแรกในปี 2006

ปัจจุบันเชื่อกันว่าเกาหลีเหนือมีหัวรบนิวเคลียร์ในครอบครองหลายสิบหัว โดยรัฐบาลเปียงยางยืนกรานมาตลอดว่าจะไม่มีวันยอมสละอาวุธเหล่านี้ เนื่องจากจำเป็นต้องใช้เพื่อยับยั้งภัยคุกคามทางทหารจากสหรัฐฯ และพันธมิตร

ก่อนหน้านี้ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา นายคิม ซอน กยอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีเหนือ ได้แถลงต่อสหประชาชาติว่า นโยบายนิวเคลียร์ถือเป็นกฎหมายสูงสุดและเป็นอำนาจอธิปไตยที่เกาหลีเหนือจะไม่มีวันยอมจำนน ขณะที่ผู้นำสูงสุด คิม จอง อึน เคยกล่าวว่าเขาพร้อมที่จะเจรจากับสหรัฐฯ ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตให้เกาหลีเหนือยังคงครอบครองคลังแสงนิวเคลียร์ต่อไปได้เท่านั้น.

ที่มา Reuters

วิศวกรหญิงเยอรมนีสร้างประวัติศาสตร์ ผู้ใช้วีลแชร์คนแรกเดินทางสู่อวกาศ

วิศวกรหญิงเยอรมนีสร้างประวัติศาสตร์ ผู้ใช้วีลแชร์คนแรกเดินทางสู่อวกาศ

21 ธ.ค. 2568 10:17 น.

วิศวกรหญิงเยอรมนีสร้างประวัติศาสตร์ ผู้ใช้วีลแชร์คนแรกเดินทางสู่อวกาศ

มิคาเอลา เบนต์เฮาส์ วิศวกรหญิงจากองค์การอวกาศยุโรป (ESA) ผู้ที่ต้องใช้รถเข็นวีลแชร์มาตลอด 7 ปี หลังจากประสบอุบัติเหตุทางจักรยานภูเขาจนบาดเจ็บที่ไขสันหลัง ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการเป็นผู้ใช้วีลแชร์คนแรกที่ได้ขึ้นไปสัมผัสประสบการณ์บนห้วงอวกาศ

จุดเริ่มต้นของภารกิจนี้เกิดจากการที่เธอติดต่อกับ ฮันส์ โคนิกส์มันน์ อดีตผู้บริหารระดับสูงของสเปซเอ็กซ์ ผ่านทางออนไลน์ เพื่อตั้งคำถามว่า “คนอย่างเธอสามารถเป็นนักบินอวกาศได้หรือไม่?” ความมุ่งมั่นของเธอได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาช่วยประสานงานกับบลู ออริจิน บริษัทการท่องเที่ยวอวกาศของ เจฟฟ์ เบโซส์ จนเกิดเป็นเที่ยวบิน 10 นาทีที่โลกต้องจารึก

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (20 ธ.ค.) ยาน New Shepard ได้ทะยานขึ้นจากฐานปล่อยในรัฐเท็กซัส เมื่อเวลา 14:15 ตามเวลาท้องถิ่น โดยในเที่ยวบินนี้มิคาเอลาและผู้ร่วมทางอีก 5 คน ได้พุ่งทะยานขึ้นไปเหนือ “เส้นคาร์มัน” ซึ่งเป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างชั้นบรรยากาศโลกกับอวกาศ

ทั้งนี้ มิคาเอลาเคลื่อนที่จากวีลแชร์เข้าสู่แคปซูลด้วยตัวเอง โดยใช้ม้านั่งพิเศษที่ต่อขยายมาจากประตูยาน โดยบลูออริจินได้ติดตั้งอุปกรณ์ภาคพื้นดินเพิ่มเติมเพื่อช่วยในการเข้าและออกจากแคปซูลให้สะดวกยิ่งขึ้น

เธอให้สัมภาษณ์หลังลงจอดว่า “มันเป็นประสบการณ์ที่เจ๋งที่สุด! ฉันไม่ได้ชอบแค่ทิวทัศน์และสภาวะไร้น้ำหนัก แต่ฉันชอบทุกขั้นตอนตอนที่ยานพุ่งทะยานขึ้นไป”

มิคาเอลาเปิดเผยว่า หลังจากอุบัติเหตุเธอตระหนักว่าโลกใบนี้ยังมีความยากลำบากในการเข้าถึง สำหรับผู้พิการอีกมาก การเดินทางครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นการพิสูจน์ระบบ

ด้าน ฟิล จอยซ์ รองประธานอาวุโสของบลูออริจิน ระบุว่า “เที่ยวบินของมิคาเอลามีความหมายอย่างยิ่ง เป็นการแสดงให้เห็นว่าอวกาศมีไว้สำหรับทุกคน และเราภูมิใจที่ได้ช่วยให้ฝันของเธอเป็นจริง”

ภารกิจนี้ถือเป็นเที่ยวบินท่องเที่ยวอวกาศครั้งที่ 16 ของบลูออริจิน แม้จะไม่มีการเปิดเผยราคาค่าตั๋ว แต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดของบริษัทเอกชน เช่นสเปซเอ็กซ์ และเวอร์จิน กาแลกติก ที่พยายามแย่งชิงความเป็นหนึ่งในตลาดการท่องเที่ยวอวกาศ โดยก่อนหน้านี้ บลูออริจินเพิ่งนำเซเลบริตี้ชื่อดังอย่าง เคที เพอร์รี และ ลอเรน ซานเชซ ขึ้นสู่อวกาศมาแล้วเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา.

ที่มา BBC

สหรัฐฯ ยึดเรืออีกลำ ในน่านน้ำสากล นอกชายฝั่งเวเนซุเอลา

สหรัฐฯ ยึดเรืออีกลำ ในน่านน้ำสากล นอกชายฝั่งเวเนซุเอลา

21 ธ.ค. 2568 06:00 น.

สหรัฐฯ ยึดเรืออีกลำ ในน่านน้ำสากล นอกชายฝั่งเวเนซุเอลา

หน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ เข้าสกัดกั้นและยึดเรือที่ถูกคว่ำบาตรลำหนึ่งบริเวณนอกชายฝั่งเวเนซุเอลา ในเขตน่านน้ำสากลของทะเลแคริบเบียน นับเป็นลำที่ 2 ในรอบ 2 สัปดาห์

เมื่อ 20 ธ.ค. 2568 น.ส.คริสตี โนเอม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ได้ยืนยันการยึดเรือดังกล่าวผ่านการโพสต์บนโซเชียลมีเดีย โดยระบุว่าปฏิบัติการในช่วงก่อนรุ่งสางนี้ดำเนินการโดยหน่วยยามฝั่ง และได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงกลาโหม นอกจากนี้เธอยังให้ข้อมูลว่าเรือบรรทุกน้ำมันลำนี้ได้เข้าเทียบท่าครั้งล่าสุดที่ประเทศเวเนซุเอลาด้วย

“สหรัฐฯ จะเดินหน้าติดตามการลักลอบขนส่งน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตร ซึ่งถูกนำไปใช้เป็นทุนสนับสนุนขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติในภูมิภาคนี้” โพสต์ของโนเอมระบุ “เราจะตามหาคุณให้เจอ และเราจะหยุดยั้งคุณ”

นี่นับเป็นเรือที่ถูกคว่ำบาตรลำที่สองที่ถูกสหรัฐฯ ยึดไว้ หลังจากเมื่อ 10 ธ.ค. ทีมปฏิบัติการทางยุทธวิธีของหน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ พร้อมด้วยการสนับสนุนจากเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้บุกขึ้นไปบนเรือบรรทุกน้ำมัน “The Skipper” และยึดเรือดังกล่าวเอาไว้ อ้างว่าเรือนี้ถูกคว่ำบาตรเนื่องจากเกี่ยวข้องกับการค้าน้ำมันผิดกฎหมายในเวเนซุเอลา

เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ว่าจะดำเนินมาตรการปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรทุกลำที่เดินทางเข้าและออกจากเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นการเพิ่มแรงกดดันจากทางสหรัฐฯ ต่อรัฐบาลของประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา

ทางด้านมาดูโรกล่าวว่า เวเนซุเอลาจะยังคงเดินหน้าค้าขายน้ำมันต่อไป และระบุว่า “เจตนา” ของทรัมป์คือการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง “สิ่งนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้น ไม่มีวัน ไม่มีวัน ไม่มีวัน — เวเนซุเอลาจะไม่มีวันตกเป็นอาณานิคมของอะไรหรือของใครทั้งนั้น ไม่มีวัน” เขากล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : abcnews

ใคร-อะไร อยู่ในเอกสาร “เอปสตีน” ที่สหรัฐฯ เผยแพร่?

ใคร-อะไร อยู่ในเอกสาร “เอปสตีน” ที่สหรัฐฯ เผยแพร่?

21 ธ.ค. 2568 05:30 น.

ใคร-อะไร อยู่ในเอกสาร “เอปสตีน” ที่สหรัฐฯ เผยแพร่?

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (19 ธ.ค. 2568) กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้เปิดเผยเอกสารชุดแรกที่เกี่ยวข้องกับคดีของนาย เจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงิน ผู้ถูกตัดสินความผิดในคดีค้าประเวณีออกมาแล้ว

เอกสารดังกล่าวซึ่งประกอบด้วยรูปภาพ วิดีโอ และเอกสารการสืบสวน เป็นสิ่งที่หลายฝ่ายเฝ้ารอคอย หลังจากที่สภาคองเกรสได้ผ่านกฎหมายที่กำหนดให้ต้องเปิดเผยไฟล์ข้อมูลทั้งหมดภายในวันศุกร์นี้

อย่างไรก็ตาม สมาชิกพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันบางส่วนได้กล่าวหาว่ากระทรวงยุติธรรมละเมิดพันธกรณีทางกฎหมาย หลังจากที่ทางกระทรวงฯ ระบุว่าไม่สามารถเปิดเผยเอกสารทั้งหมดได้ทันตามกำหนดเวลา นอกจากนี้ รายละเอียดจำนวนมากในไฟล์นับพันหน้ายังถูกถมดำ (เซนเซอร์) ไว้อย่างหนักอีกด้วย

ในเอกสารชุดแรกปรากฏรายชื่อของบุคคลที่มีชื่อเสียงจำนวนหนึ่ง รวมถึงอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ บิล คลินตัน, แอนดรูว์ เมานต์แบ็ตเทน-วินด์เซอร์ (อดีตเจ้าชายแอนดรูว์) หรือนักดนตรีอย่าง มิก แจ็กเกอร์ และ ไมเคิล แจ็กสัน

แต่การมีชื่อปรากฏหรือมีรูปภาพอยู่ในเอกสารชุดนี้ไม่ได้หมายความว่ามีการกระทำผิด โดยบุคคลจำนวนมากที่มีรายชื่อในเอกสารชุดนี้หรือในเอกสารที่เคยเปิดเผยก่อนหน้าต่างปฏิเสธว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดใดๆ ของนายเอปสตีน

บิล คลินตัน ในอ่างอาบน้ำ
บิล คลินตัน ในอ่างอาบน้ำ

ภาพ บิล คลินตัน ในอ่างอาบน้ำ

ภาพถ่ายบางส่วนที่ถูกเปิดเผยออกมานั้นมีอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ บิล คลินตัน ปรากฏอยู่ด้วย โดยภาพหนึ่งแสดงให้เห็นเขากำลังว่ายน้ำอยู่ในสระ และอีกรูปหนึ่งแสดงภาพเขานอนหงายโดยมีมือประสานไว้ที่ท้ายทอยอยู่ในสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นอ่างน้ำอุ่น

คลินตันเคยถูกถ่ายภาพร่วมกับเอปสตีนหลายครั้งในช่วงทศวรรษ 1990 ถึงต้นทศวรรษ 2000 ก่อนที่นักการเงินผู้อื้อฉาวคนนี้จะถูกจับกุมเป็นครั้งแรก ทั้งนี้ คลินตันไม่เคยถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดโดยเหยื่อการล่วงละเมิดของเอปสตีน และเขาปฏิเสธมาตลอดว่าไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับพฤติกรรมความผิดทางเพศของเอปสตีน

หลังภาพชุดใหม่เผยแพร่ออกมา โฆษกของคลินตันก็ออกมาบอกว่า ภาพเหล่านี้มีอายุหลายสิบปีแล้ว “พวกเขาจะปล่อยภาพเก่าที่แตกละเอียดอายุกว่า 20 ปีออกมามากเท่าไหร่ก็ได้ตามที่ต้องการ แต่นี่ไม่ใช่เรื่องของ บิล คลินตัน ไม่เคยเป็น และจะไม่มีวันเป็น” แองเจิล อูเรญา เขียนลงบนโซเชียลมีเดีย

“คนในที่นี้มีอยู่สองกลุ่ม กลุ่มแรกคือผู้ที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยและตัดขาดความสัมพันธ์กับเอปสตีนก่อนที่ความผิดของเขาจะปรากฏ ส่วนกลุ่มที่สองคือผู้ที่ยังคงคบค้าสมาคมกับเขาต่อไปหลังจากนั้น” นางอูเรญากล่าว “เราอยู่ในกลุ่มแรก และการเตะถ่วงเวลาโดยคนในกลุ่มที่สองก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงข้อนี้ได้”

“ทุกคน โดยเฉพาะกลุ่ม MAGA (ผู้สนับสนุนทรัมป์) ต่างต้องการคำตอบ ไม่ใช่แพะรับบาป”

มีภาพถ่าย บิล คลินตัน หลายรูป
มีภาพถ่าย บิล คลินตัน หลายรูป

เอปสตีนถูกกล่าวหา แนะนำเด็กหญิงอายุ 14 ให้ทรัมป์

เอกสารที่เผยแพร่ออกมากล่าวถึงโดนัลด์ ทรัมป์เช่นกัน โดยระบุรายละเอียดว่า เอปสตีนถูกกล่าวหาว่าได้แนะนำเด็กสาววัย 14 ปีคนหนึ่งให้รู้จักกับทรัมป์ ที่รีสอร์ตมาร์-อา-ลาโก (Mar-a-Lago) ของเขาในรัฐฟลอริดา

ตามเอกสารคำฟ้องที่ยื่นต่อกองมรดกของเอปสตีนและ กิสเลน แมกซ์เวลล์ ในปี พ.ศ.2563 ระบุว่า ระหว่างการพบกันที่ถูกกล่าวอ้างเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1990 เอปสตีนใช้ศอกสะกิดทรัมป์และ “ถามทีเล่นทีจริง” โดยพูดถึงเด็กสาวคนดังกล่าวว่า “คนนี้เด็ดเลยใช่ไหม?” ส่วนนายทรัมป์ไม่ตอบแต่ยิ้มและพยักหน้า

เอกสารระบุต่อไปว่า “พวกเขาทั้งคู่หัวเราะเบาๆ” และเด็กสาวรู้สึกอึดอัด แต่ “ในตอนนั้น เธอยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจว่าทำไม” ผู้เสียหายรายนี้กล่าวหาว่าเธอถูกล่อลวงและล่วงละเมิดโดยเอปสตีนมาเป็นเวลาหลายปี อย่างไรก็ตาม ในคำฟ้องต่อศาล เธอไม่ได้ยื่นฟ้องร้องใดๆ ต่อทรัมป์

นางอบิเกล แจ็กสัน โฆษกหญิงของทำเนียบขาวแสดงความเห็นเรื่องเอกสารดังกล่าวว่า รัฐบาลของทรัมป์นั้นมีความโปร่งใสที่สุดในประวัติศาสตร์ “การเปิดเผยเอกสารหลายพันหน้า การให้ความร่วมมือกับหมายเรียกของคณะกรรมาธิการกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎร และการที่ประธานาธิบดีทรัมป์เพิ่งเรียกร้องให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลุ่มเพื่อนพรรคเดโมแครตของเอปสตีน แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลทรัมป์ได้ทำเพื่อเหยื่อมากกว่าที่พรรคเดโมแครตเคยทำมา”

เหตุการณ์ที่ถูกกล่าวอ้างนี้เป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่ประธานาธิบดีถูกกล่าวถึงในไฟล์เอกสารหลายพันหน้าที่เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ แม้จะพบเขาปรากฏอยู่ในรูปถ่ายหลายใบ แต่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเขานั้นมีอยู่น้อยมาก

ด้าน Trump War Room ซึ่งเป็นบัญชี X อย่างเป็นทางการสำหรับการดำเนินงานทางการเมืองของประธานาธิบดี กลับโพสต์รูปถ่ายของคลินตันภายหลังมีการเปิดเผยเอกสาร ส่วนเลขาธิการฝ่ายสื่อของนายทรัมป์ก็ได้รีโพสต์รูปภาพของคลินตันพร้อมข้อความว่า “โอ้ตายจริง!” (Oh my!)

อย่างไรก็ตาม ยังมีเอกสารอีกหลายหน้าที่ยังไม่ได้ถูกเปิดเผย โดย ทอดด์ แบลนช์ (Todd Blanche) รองอัยการสูงสุด ระบุว่าเอกสารอีก “หลายแสนหน้า” ยังคงอยู่ระหว่างการตรวจสอบและยังไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยกล่าวว่าเขาเป็นเพื่อนกับเอปสตีนมานานหลายปี แต่ระบุว่าพวกเขาได้ผิดใจกันในช่วงปี พ.ศ.2547 ซึ่งเป็นเวลาหลายปีก่อนที่เอปสตีนจะถูกจับกุมครั้งแรก และนายทรัมป์ปฏิเสธการกระทำผิดกฎหมายใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับเอปสตีนมาโดยตลอด

อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ นอนตักผู้หญิง 5 คน
อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ นอนตักผู้หญิง 5 คน

ภาพอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ นอนบนตักผู้หญิง 5 คน

ภาพถ่ายใบหนึ่งในไฟล์ที่ถูกเปิดเผยออกมา ปรากฏภาพ แอนดรูว์ เมานต์แบ็ตเทน-วินด์เซอร์ (อดีตเจ้าชายแอนดรูว์) กำลังนอนพาดทับบนตักของผู้หญิง 5 คน โดยใบหน้าของพวกเธอถูกถมดำปกปิดเอาไว้

ในภาพดังกล่าวยังปรากฏ กิสเลน แมกซ์เวลล์ ผู้ร่วมสมคบคิดของเอปสตีนที่ถูกตัดสินว่ามีความผิด ยืนอยู่ด้านหลังพวกเขาด้วย

เจ้าชายแอนดรูว์เผชิญกับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดมานานหลายปีเกี่ยวกับมิตรภาพในอดีตของเขากับเอปสตีน ซึ่งไม่ปรากฏอยู่ในภาพถ่ายใบนี้ โดยแอนดรูปฏิเสธการกระทำผิดกฎหมายใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับเอปสตีนมาตลอด และว่าตนเองไม่เคย เห็น, เป็นสักขีพยาน หรือสงสัยในพฤติกรรมใดๆ ในลักษณะที่นำไปสู่การจับกุมและตัดสินลงโทษเอปสตีนในเวลาต่อมาเลย

นายเอปสตีนกับ ไมเคิล แจ็กสัน
นายเอปสตีนกับ ไมเคิล แจ็กสัน

ภาพคนดังอีกมากมาย

เอกสารที่เพิ่งถูกเปิดเผยออกมานี้ยังประกอบด้วยรายชื่อบุคคลที่มีชื่อเสียงหลากหลายกลุ่มที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาในการเปิดเผยไฟล์ข้อมูลของเอปสตีน เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าอดีตนักการเงินรายนี้มีสายสัมพันธ์กว้างขวาง ทั้งในวงการบันเทิง การเมือง และธุรกิจ

ภาพถ่ายบางส่วนที่กระทรวงยุติธรรมเปิดเผยออกมา แสดงให้เห็นภาพเขาถ่ายร่วมกับดาราดังหลายคน เช่น ไมเคิล แจ็กสัน, มิก แจ็กเกอร์ และ ไดอานา รอสส์

อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าภาพถ่ายเหล่านี้ถูกบันทึกไว้ที่ไหน เมื่อใด หรือในบริบทใด และยังไม่ชัดเจนว่าเอปสตีนมีความสนิทสนมกับบุคคลเหล่านี้ทั้งหมดจริงหรือไม่ หรือเขาเพียงแค่ไปร่วมในงานเหล่านั้น โดยภาพถ่ายจากทรัพย์สินของเอปสตีนที่เคยถูกเปิดเผยก่อนหน้านี้ มีทั้งภาพที่เขาไม่ได้เป็นคนถ่ายเอง และภาพจากงานอีเวนต์ที่เขาไม่ได้เข้าร่วมด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ยังมีภาพถ่ายหลายใบที่มี คริส ทักเกอร์ นักแสดงชื่อดังปรากฏอยู่ ภาพหนึ่งแสดงให้เห็นเขากำลังโพสท่าและนั่งอยู่ข้าง บิล คลินตันที่โต๊ะอาหาร ส่วนอีกภาพหนึ่งเป็นภาพของเขาที่ลานจอดเครื่องบินร่วมกับ กิสเลน แมกซ์เวลล์ ผู้ร่วมขบวนการของเอปสตีนที่ถูกตัดสินจำคุก

ทาง BBC ได้ติดต่อไปยังแจ็กเกอร์, ทักเกอร์ และรอสส์ เพื่อขอความคิดเห็นแล้ว ส่วนทางด้านคลินตันนั้นเคยปฏิเสธมาก่อนหน้านี้ว่าไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการกระทำความผิดทางเพศของเอปสตีน และโฆษกของเขาได้กล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่าภาพถ่ายเหล่านี้เป็นภาพเก่าตั้งหลายทศวรรษแล้ว

กิสเลน แมกซ์เวลล์ อยู่ที่หน้าบ้านเลขที่ 10 ถนน ดาวนิงสตรีท
กิสเลน แมกซ์เวลล์ อยู่ที่หน้าบ้านเลขที่ 10 ถนน ดาวนิงสตรีท

กิสเลน แมกซ์เวลล์ เยือนดาวนิงสตรีท

ภาพถ่ายอีกใบแสดงให้เห็น กิสเลน แมกซ์เวลล์ กำลังโพสท่าอยู่หน้าบ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนนิง (ทำเนียบนายกรัฐมนตรีอังกฤษ) ในภาพเธออยู่เพียงลำพัง และไม่มีการระบุบริบทเพิ่มเติมในรูปถ่ายว่าเหตุใดเธอจึงไปอยู่ที่นั่น หรือภาพดังกล่าวถูกบันทึกไว้เมื่อใด

และไม่ทราบแน่ชัดด้วยว่า ใครดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ในขณะที่ภาพนั้นถูกถ่าย หรือแมกซ์เวลล์เดินทางไปเยือนถนนดาวนนิงในฐานะอะไร

เอปสตีนขู่เผาบ้าน

มาเรีย ฟาร์เมอร์ ศิลปินซึ่งเคยทำงานให้เอปสตีน และเป็นหนึ่งในบุคคลกลุ่มแรกๆ ที่แจ้งความเอาผิดเอปสตีนมีชื่อปรากฏอยู่ในไฟล์เอกสารนี้ด้วย โดยเธอให้การกับ FBI ในรายงานปี พ.ศ. 2539 ว่า เอปสตีนขโมยรูปถ่ายส่วนตัวที่เธอถ่ายน้องสาววัย 12 ปี และ 16 ปีของเธอไป

นางฟาร์เมอร์ระบุในคำร้องเรียนว่า เธอเชื่อว่าเขาได้นำรูปภาพเหล่านั้นไปขายให้กับผู้ที่สนใจซื้อ และบอกว่าเขาข่มขู่จะเผาบ้านของเธอหากเธอนำเรื่องนี้ไปบอกใคร

แม้ชื่อของฟาร์เมอร์ในไฟล์เอกสารจะถูกถมดำ แต่ฟาร์เมอร์ยืนยันว่าบันทึกดังกล่าวเป็นเรื่องราวของเธอเอง โดยเธอระบุไว้ในรายงานว่า เอปสตีนได้ขอให้เธอช่วยถ่ายรูปเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่สระว่ายน้ำให้เขา “ตอนนี้เอปสตีนกำลังข่มขู่ [ถมดำ] ว่าหากเธอบอกใครเรื่องรูปถ่ายเหล่านั้น เขาจะเผาบ้านของเธอให้วอด” รายงานระบุไว้เช่นนั้น

ฟาร์เมอร์กล่าวว่าเธอรู้สึกว่าความจริงได้รับการพิสูจน์แล้วหลังจากรอคอยมาเกือบ 30 ปี “ฉันรู้สึกเหมือนได้รับการกอบกู้ศักดิ์ศรีคืนมา”

กองภาพและเอกสารจากคดีของนายเอปสตีน
กองภาพและเอกสารจากคดีของนายเอปสตีน

เอกสารยังไม่เผยแพร่นับแสนหน้า

ในบรรดาเอกสารที่เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา มีเอกสารจำนวนมากที่ถูกถมดำเอาไว้ รวมถึงคำให้การของตำรวจ รายงานการสืบสวน และรูปภาพต่างๆ

ข้อมูลจากสำนักข่าว CBS ระบุว่า ไฟล์ที่เปิดเผยเมื่อวันศุกร์มากกว่า 550 หน้าถูกถมดำทั้งหมด ซึ่งรวมถึงเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการสืบสวนของคณะลูกขุนใหญ่ที่มีเนื้อหาถึง 100 หน้าถูกเซนเซอร์จนกลายเป็นสีดำทั้งหมด

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายให้ปิดบังข้อมูลบางส่วนเพื่อคุ้มครองอัตลักษณ์ของผู้เสียหาย หรือข้อมูลใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสืบสวนคดีอาญาที่ยังดำเนินการอยู่ แต่กฎหมายกำหนดให้พวกเขาต้องอธิบายเหตุผลของการเซนเซอร์ดังกล่าวด้วย ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งเหตุผลแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม กระทรวงยุติธรรมระบุว่า เอกสารหลายพันหน้าที่เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสิ่งที่จะตามมาเท่านั้น โดยนายทอดด์ บลานช์ รองอัยการสูงสุด กล่าวว่าทางกระทรวงฯ ได้เปิดเผยเอกสารจำนวน “หลายแสนหน้า” ในวันศุกร์ และคาดว่าจะมีการเปิดเผยออกมาอีก “หลายแสนหน้า” ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

นายบลานช์ให้สัมภาษณ์กับรายการ Fox & Friends ว่าทางกระทรวงฯ กำลังตรวจสอบเอกสารทุกหน้าอย่างเข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่า “เหยื่อทุกคน ทั้งชื่อ, อัตลักษณ์ และเรื่องราวของพวกเขา ในส่วนที่จำเป็นต้องได้รับการคุ้มครอง จะถูกปกปิดไว้อย่างสมบูรณ์” โดยเขาโต้แย้งว่ากระบวนการดังกล่าวต้องใช้เวลา

แต่กำหนดการในการเปิดเผยเอกสารเพิ่มเติมที่ยังคงไม่ชัดเจน สร้างความไม่พอใจให้กับสมาชิกรัฐสภาจากทั้งสองพรรค

สส.โร คานนา สมาชิกพรรคเดโมแครต ขู่ว่าจะดำเนินการกับเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม ซึ่งรวมถึงการยื่นถอดถอนหรืออาจมีการฟ้องร้องดำเนินคดีจากความล่าช้าที่เกิดขึ้น “การที่กระทรวงยุติธรรมเทกองเอกสารหลายแสนหน้าออกมาเช่นนี้ ถือว่าล้มเหลวในการปฏิบัติตามกฎหมาย” คานนากล่าวบนโซเชียลมีเดีย พร้อมระบุในวิดีโอเพิ่มเติมว่า เขากับแมสซีกำลังพิจารณาทุกทางเลือกที่เป็นไปได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เนทันยาฮูเตรียมคุยทรัมป์ ชี้อาจต้องโจมตีอิหร่านรอบใหม่

เนทันยาฮูเตรียมคุยทรัมป์ ชี้อาจต้องโจมตีอิหร่านรอบใหม่

21 ธ.ค. 2568 03:06 น.

เนทันยาฮูเตรียมคุยทรัมป์ ชี้อาจต้องโจมตีอิหร่านรอบใหม่

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกฯ อิสราเอล เตรียมพูดคุยกับโดนัลด์ ทรัมป์ เรื่องความเป็นไปได้ที่จะมีการโจมตีอิหร่านรอบใหม่ เพื่อขัดขวางการฟื้นฟูโครงการขีปนาวุธและนิวเคลียร์

สำนักข่าวเอ็นบีซี นิวส์ (NBC News) รายงานเมื่อวันเสาร์ที่ 20 ธ.ค. 2568 ว่า นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล มีแผนจะแจ้งต่อนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่า อาจจำเป็นต้องโจมตีอิหร่านเพิ่มอีก เนื่องจากเตหะรานกำลังฟื้นฟูโครงการขีปนาวุธและนิวเคลียร์กลับมา

เจ้าหน้าที่ของอิสราเอลเชื่อว่าอิหร่านอาจกำลังเร่งฟื้นฟูสถานที่เสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ที่เคยถูกสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และนายเนทันยาฮูกำลังเตรียมเสนอทางเลือกต่างๆ ให้กับทรัมป์ ในการกลับมาโจมตีเป้าหมายที่เป็นขีดความสามารถด้านขีปนาวุธของอิหร่านอีกครั้ง

รายงานระบุด้วยว่า นายกรัฐมนตรีอิสราเอลมองว่า การขยายโครงการขีปนาวุธนำวิถี (ballistic missile) ใดๆ ของอิหร่าน อาจถือเป็นภัยคุกคามที่จำเป็นต้องได้รับการตอบโต้อย่างรวดเร็ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

รถไฟอินเดีย วิ่งชนโขลงช้างป่า ดับสลด 7 ตัว

รถไฟอินเดีย วิ่งชนโขลงช้างป่า ดับสลด 7 ตัว

21 ธ.ค. 2568 01:54 น.

รถไฟอินเดีย วิ่งชนโขลงช้างป่า ดับสลด 7 ตัว

เกิดเหตุรถไฟในประเทศอินเดียวิ่งชนโขลงช้างป่า เมื่อช่วงเช้ามืดวันเสาร์ที่ผ่านมา ทำให้มีช้างเสียชีวิตถึง 7 ตัว และบาดเจ็บอีก 1 ตัว ขณะที่รถไฟตกราง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รถไฟที่กำลังเดินทางไปยังกรุงนิวเดลี วิ่งชนโขลงช้างป่า ในพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย เมื่อช่วงเช้ามืดวันเสาร์ที่ผ่านมา (20 ธ.ค. 2568) เป็นเหตุให้ช้างเสียชีวิตถึง 7 ตัว และบาดเจ็บอีก 1 ตัว

บริษัทการรถไฟ “นอร์ทอีสต์ ฟรอนเทียร์” (Northeast Frontier Railway) ระบุในแถลงการณ์ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในเขตโฮไจ (Hojai) ของรัฐอัสสัม เมื่อเวลา 02:17 น.วันเสาร์ ตามเวลาท้องถิ่น ในจุดที่ไม่ได้ถูกกำหนดให้เป็นทางผ่านของช้าง โดยคนขับรถไฟพยายามใช้เบรกฉุกเฉินทันทีที่เห็นโขลงช้าง แต่ไม่ทันการ

นอร์ทอีสต์ ฟรอนเทียร์ บอกอีกว่า การชนครั้งนี้ทำให้หัวรถจักรและตู้โดยสารอีก 5 ตู้ตกราง แต่ไม่มีผู้โดยสารหรือเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

“รถไฟที่มีกำหนดการวิ่งผ่านเส้นทางดังกล่าวจะถูกเปลี่ยนเส้นทางไปใช้สายอื่นชั่วคราว ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการกู้คืนและซ่อมแซมเส้นทาง” การรถไฟระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

รัสเซียยิงมิสไซล์ ถล่มท่าเรือยูเครน ดับ 8 ศพ เจ็บหลายสิบราย

รัสเซียยิงมิสไซล์ ถล่มท่าเรือยูเครน ดับ 8 ศพ เจ็บหลายสิบราย

21 ธ.ค. 2568 00:14 น.

รัสเซียยิงมิสไซล์ ถล่มท่าเรือยูเครน ดับ 8 ศพ เจ็บหลายสิบราย

รัสเซียยิงมิสไซล์โจมตีท่าเรือโอเดสซาของยูเครน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 8 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบราย ขณะที่ยูเครนโจมตีท่าขุดเจาะน้ำมันของรัสเซียในทะเลแคสเปียน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัสเซียยิงขีปนาวุธโจมตีโครงสร้างพื้นฐานบริเวณท่าเรือโอเดสซา ทางตอนใต้ของยูเครน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ศพ และบาดเจ็บอีก 27 ราย ในขณะที่รัสเซียยกระดับการโจมตีภูมิภาคทะเลดำที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างหนัก ท่ามกลางการเจรจาเพื่อยุติสงครามที่ยังคงอยู่ในขั้นวิกฤต

การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อกลางดึกวันศุกร์ที่ผ่านมา สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง มีรายงานว่าผู้บาดเจ็บส่วนหนึ่งติดอยู่ภายในรถบัสบริเวณจุดศูนย์กลางของการโจมตี ขณะที่เกิดไฟลุกไหม้รถบรรทุกหลายคันในพื้นที่ลานจอดรถ

เจ้าหน้าที่ยูเครนระบุว่า การระดมยิงถล่มครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนในเมืองโอเดสซาของรัสเซียที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้ประชาชนมากกว่า 2 ล้านคนต้องขาดแคลนไฟฟ้า น้ำประปา และระบบทำความร้อนมานานหลายวัน ท่ามกลางอุณหภูมิที่หนาวจัดต่ำกว่าจุดเยือกแข็งในฤดูหนาวปีที่ 4 ของสงคราม

นอกจากนี้ มอสโกยังโจมตีท่าเรือโอเดสซาซ้ำอีกครั้งในวันเสาร์ โดยพุ่งเป้าไปที่อ่างเก็บน้ำ ซึ่งนายโอเล็กซี คูเลบา รองนายกรัฐมนตรียูเครน ระบุว่าเป็นการตั้งใจโจมตีเส้นทางโลจิสติกส์ของพลเรือนโดยตรง

การยกระดับความรุนแรงในครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ทั้งสองฝ่ายต่างตอบโต้กันในหลายแนวรบ ขณะที่การเจรจาซึ่งนำโดยสหรัฐอเมริกา รวมถึงการประชุมระดับสูงหลายครั้งในยุโรปเพื่อหาทางยุติสงคราม ยังคงดำเนินไปอย่างล่าช้าและไม่มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญใดๆ

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา รัสเซียอ้างว่าสามารถยึดหมู่บ้านสวิตเล (Svitle) ในแคว้นโดเนตสค์ทางตะวันออกของยูเครน และหมู่บ้านวีโซเก (Vysoke) ในแคว้นซูมีทางตะวันออกเฉียงเหนือได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวอิสระ

ทางด้านยูเครนได้ตอบโต้ด้วยการขยายขอบเขตปฏิบัติการโจมตีทรัพย์สินทางทหารและแหล่งพลังงานของรัสเซียมากขึ้น โดยเมื่อคืนวันศุกร์ โดรนของยูเครนโจมตีแท่นขุดเจาะน้ำมันฟิลานอฟสกี (Filanovsky) ในทะเลแคสเปียน ซึ่งเป็นของบริษัท “ลุคออยล์” (Lukoil) ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของรัสเซีย พร้อมกับโจมตีเรือตรวจการณ์ทางทหารที่ลาดตระเวนอยู่ใกล้กับแท่นขุดเจาะดังกล่าวด้วย

การโจมตีดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกที่ยูเครนออกมายอมรับอย่างเป็นทางการว่า พวกเขาโจมตีโครงสร้างพื้นฐานการขุดเจาะในทะเลแคสเปียน แม้ว่าแท่นขุดเจาะดังกล่าวจะเคยถูกโจมตีมาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้งในช่วงเดือนธันวาคมก็ตาม

นอกจากนี้ ตามการประเมินของหน่วยข่าวกรองกลาโหมแห่งสหราชอาณาจักร ระบุว่าระหว่างวันที่ 14 ถึง 15 ธันวาคม กองกำลังยูเครนได้ใช้โดรนทางทะเลโจมตีเรือดำน้ำชั้นกิโล (Kilo-class) ของรัสเซีย ที่ฐานทัพเรือโนโวรอสซีสค์ในทะเลดำด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ โจมตีไอซิสในซีเรียแล้ว ล้างแค้นลอบยิงพลเรือนดับ 3

ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ โจมตีไอซิสในซีเรียแล้ว ล้างแค้นลอบยิงพลเรือนดับ 3

20 ธ.ค. 2568 23:01 น.

ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ โจมตีไอซิสในซีเรียแล้ว ล้างแค้นลอบยิงพลเรือนดับ 3

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศกร้าว โจมตีกลุ่มไอซิสในซีเรียแล้ว เพื่อล้างแค้นเหตุลอบโจมตีจนทำให้มีทหารอเมริกันและพลเมืองเสียชีวิต 3 ศพเมื่อสัปดาห์ก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศว่ากองทัพของประเทศเริ่มการโจมตีกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอซิส) ในซีเรียแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (19 ธ.ค.) เพื่อล้างแค้นที่กลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้ลอบโจมตีในเมืองพัลไมราของซีเรียเมื่อสัปดาห์ก่อน จนทำให้ทหารอเมริกัน 2 นายกับล่ามชาวอเมริกันอีก 1 คนเสียชีวิต

โดนัลด์ ทรัมป์ พูดถึงเรื่องนี้ระหว่างกล่าวสุนทรพจน์เมื่อเย็นวันศุกร์ที่เมืองร็อกกีเมานต์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา โดยระบุว่า เขาได้ “สั่งการให้โจมตีกลุ่มก่อการร้ายกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นกลุ่มที่สังหารผู้รักชาติผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสามของเราเมื่อสัปดาห์ก่อนอย่างหนัก”

“ปฏิบัติการครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างมากและมีความแม่นยำสูง” ประธานาธิบดีกล่าวเสริม “เราโจมตีเป้าหมายทุกจุดได้อย่างไร้ที่ติ และเรากำลังฟื้นฟูสันติภาพผ่านความแข็งแกร่งไปทั่วโลก”

นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า กองกำลังสหรัฐฯ ได้มุ่งเป้าโจมตีไปที่ “นักรบ โครงสร้างพื้นฐาน และคลังอาวุธของกลุ่มไอซิส” พร้อมระบุว่าปฏิบัติการโจมตีในครั้งนี้มีชื่อว่า “ปฏิบัติการฮอว์กอาย สไตรค์” (Hawkeye Strike)

“นี่ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของสงคราม — แต่มันคือการประกาศล้างแค้น” เฮกเซธโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย “วันนี้เราตามล่าและสังหารศัตรูของเราไปได้เป็นจำนวนมาก และเราจะเดินหน้าทำเช่นนี้ต่อไป”

ทั้งนี้ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ซึ่งรับผิดชอบปฏิบัติการในตะวันออกกลาง ระบุว่าได้ส่งเครื่องบินขับไล่ เฮลิคอปเตอร์จู่โจม และปืนใหญ่ ระดมยิงอาวุธนำวิถีที่มีความแม่นยำสูงกว่า 100 ชุด มุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานและคลังอาวุธของกลุ่มไอซิสที่ระบุพิกัดไว้แล้ว

อย่างไรก็ตาม ทางกองบัญชาการไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานที่ตั้งที่แน่ชัดหรือจำนวนผู้เสียชีวิต ระบุเพียงว่า กองทัพจอร์แดนได้ให้การสนับสนุนด้วยเครื่องบินขับไล่เช่นกัน ก่อนที่กองทัพของประเทศจอร์แดนจะออกมายืนยันในวันเสาร์ว่า กองทัพอากาศของพวกเขาได้ร่วมในปฏิบัติการโจมตีทางตอนใต้ของซีเรียในครั้งนี้ด้วย

นาย รามี อับเดล เราะห์มาน ผู้อำนวยการกลุ่มสังเกตการณ์สิทธิมนุษยชนในซีเรีย (SOHR) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า มีสมาชิกกลุ่มไอซิสอย่างน้อย 5 คน ถูกสังหารในการโจมตีที่จังหวัดเดียร์ อัซ-ซอร์ ทางตะวันออกของซีเรีย รวมถึงผู้นำกลุ่มย่อยที่รับผิดชอบด้านโดรนในพื้นที่ดังกล่าว

ขณะที่แหล่งข่าวความมั่นคงของซีเรียบอกกับเอเอฟพีว่า การโจมตีของสหรัฐฯ มุ่งเป้าไปที่กลุ่มย่อยของไอซิสในทะเลทรายบาเดียอันกว้างใหญ่ รวมถึงในจังหวัดฮอมส์, เดียร์ อัซ-ซอร์ และร็อกกะฮ์ โดยไม่ได้มีการปฏิบัติการภาคพื้นดินแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้เขียนข้อความบนแพลตฟอร์ม Truth Social ของเขาว่า รัฐบาลซีเรียซึ่งจัดตั้งขึ้นหลังการล่มสลายของระบอบบาชาร์ อัล อัสซาด ในช่วงปลายปี 2567 ให้การสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ อย่างเต็มที่

ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศของซีเรียได้ย้ำถึงความมุ่งมั่นในการต่อสู้กับกลุ่มไอซิส และกล่าวว่าซีเรีย “ขอเชิญสหรัฐอเมริกาและประเทศสมาชิกของพันธมิตรระหว่างประเทศให้มาสนับสนุนความพยายามเหล่านี้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera